เตือนเกษตรกรอย่ากักตุนน้ำกระทบดันน้ำทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนเกษตรกรอย่ากักตุนน้ำกระทบดันน้ำทะเล

31 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,สถานการณ์น้ำ,เจ้าพระยา
เปิดอ่าน 136 ครั้ง

กรมชลฯวอนเกษตรกร อย่ากักตุนน้ำ ไม่พอดันน้ำทะเล ปรับแผนเพิ่มระบายจากลุ่มน้ำแม่กลอง ช่วยเจ้าพระยา-ท่าจีน ลำเลียงน้ำดันน้ำเค็ม

31 ธันวาคม 2562 กรมชลฯวอนเกษตรกร อย่ากักตุนน้ำ ไม่พอดันน้ำทะเล ปรับแผนเพิ่มระบายจากลุ่มน้ำแม่กลอง ช่วยเจ้าพระยา-ท่าจีน ลำเลียงน้ำดันน้ำเค็มทุ่มสรรพกำลังศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจส่วนหน้า ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทุกพื้นที่

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 62/63 กรมชลประทาน เพื่อติตตามสถานการณ์ภัยแล้งและการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในส่วนของสถานการณ์ในปัจจุบัน ปริมาณน้ำที่รับเพิ่มจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ที่ประตูระบายน้ำมโนรมย์

ทั้งนี้ตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 27 ธันวาคม ที่ผ่านมาปริมาณน้ำดังกล่าวเดินทางถึงอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี บริเวณที่ตั้งสถานีสูบน้ำการประปาภูมิภาค สาขาลพบุรี เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. ของวันนี้ (30 ธ.ค.62) ซึ่งการประปาฯ สามารถสูบน้ำเพื่อผลิตน้ำประปาจ่ายเข้าระบบให้บริการแก่ประชาชนในเขตจังหวัดลพบุรี ได้ตามปกติตั้งแต่เวลา 08.30 น. ที่ผ่านมา

สำหรับการบริหารและจัดการน้ำ เพื่อควบคุมค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น สถานการณ์น้ำปัจจุบันบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก จากเดิมไม่เกินวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. ปรับเป็น 25.50 ล้าน ลบ.ม. ระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.62 ถึง 5 ม.ค.63 และควบคุมอัตราการไหลของน้ำผ่านที่สถานี C.29A ให้อยู่ระหว่าง 90 -100 ลบ.ม./วินาที ควบคุมการระบายน้ำจากประตูระบายน้ำโพธิ์พระยาประมาณ 5 -10 ลบ.ม./วินาที

ในส่วนของลุ่มน้ำแม่กลอง – ท่าจีน ดำเนินการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองจระเข้สามพัน ออกทาง ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ในอัตรา 35 ลบ.ม./วินาที  และทำการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองท่าสาร–บางปลา ออกทาง ประตูระบายน้ำบางปลา ในอัตรา 35 ลบ.ม./วินาที ส่วนลุ่มน้ำท่าจีน – เจ้าพระยา ทำการผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนลงแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านคลองพระยาบรรลือ ในอัตรา 30 ลบ.ม./วินาที

พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมที่ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ จำนวน 6 เครื่อง และสถานีสูบน้ำสิงหนาทอีก จำนวน 4 เครื่อง พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ กลางคลองพระยาบรรลือ และติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพน้ำแบบเคลื่อนที่ จำนวน 2 จุด ที่แม่น้ำท่าจีนช่วงระหว่างคลองจินดาและคลองภาษีเจริญ
สำหรับการให้ความช่วยเหลือ กรมชลประทานดำเนินการสูบผันน้ำเพื่อผลักดันความเค็มที่สถานีสูบน้ำดิบสำแล

โดยที่ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ ทำการเดินเครื่องสูบน้ำจำนวน 11 เครื่อง สูบได้ปริมาณน้ำประมาณ 33 ลบ.ม./วินาที ที่ประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 เดินเครื่องสูบน้ำจำนวน 6 เครื่อง สูบได้ปริมาณน้ำประมาณ 18 ลบ.ม./วินาที พร้อมทั้งเดินเครื่องผลักดันน้ำบริเวณ แล้วจำนวน 12 เครื่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน สั่งการให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรงดการสูบน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก ในระหว่างวันจันทร์-วันศุกร์ เพื่อให้น้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค และการผลิตน้ำประปา

หากเกษตรกรบางพื้นที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก ให้สามารถสูบในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ และสูบน้ำเฉพาะที่จำเป็น เพื่อหล่อเลี้ยงสวน ไม้ผล ไม่ตระหนก กักตุนน้ำ เนื่องจากอาจเกิดการขาดแคลนน้ำได้ ทั้งนี้ขอความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ชลประทาน มั่นใจว่าสามารถผ่านวิกฤติแล้งไปได้

อุทยาน เปิดปฏิบัติการเข้มข้น รุกแจงแก้ปัญหาที่ดินเขตอนุรักษ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407699?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อุทยาน เปิดปฏิบัติการเข้มข้น รุกแจงแก้ปัญหาที่ดินเขตอนุรักษ์

31 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อุทยานแห่งชาติ,แก้ปัญหาปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์
เปิดอ่าน 122 ครั้ง

สองอุทยานเดินหน้าแก้ปัญหาปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ สร้างเสริมความเข้าใจและบูรณาการร่วมกัน  ราษฎร์ในพื้นที่แห่รับฟัง 

31 ธันวาคม 2562 กรมอุทยานแห่งชาติ รุก แก้ปัญหาปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ สร้างเสริมความเข้าใจและบูรณาการร่วมกัน  ราษฎร์ในพื้นที่ให้ความสนใจต่างแห่รับฟังร่วมกิจกรรม

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่า เจ้าหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานโครงการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติ ได้จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ ตามคำสั่งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่13 ที่ 1278/2562 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติขุนน่าน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา,นายธนดล วงศ์มณีทิพย์ กำนันตำบลบ่อเกลือใต้,นายไพโรจน์  จอมหล้า ผู้ใหญ่บ้านบ้านก่อก๋วง หมู่ที่ 11 ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน

ซึ่งได้นำเอาประสบการณ์ที่ดำเนินการสำเร็จแล้วในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติขุนน่าน มาช่วยขยายผลให้เกิดประโยชน์กับราษฎรในระยะเวลา 240 วัน ตาม ม. 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562  เพื่อดำเนินการกรอกแบบสำรวจการครอบครองที่ดินของราษฎร (อส.2) ณ ศาลาประชาคมบ้านก่อก๋วง หมู่ที่ 11 ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่านตามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561

โดยมีราษฎรกรอกแบบสำรวจการครอบครองที่ดิน (อส.2) จำนวน 194 ราย 320 แปลง ทั้งนี้เพื่อมอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนโดยการการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ตามนโยบายของนายวราวุธ  ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อุทยานเเห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ชี้แจงราษฎรเเนวทางการเเก้ไขปัญหาที่ดินราษฎรในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ท้องที่บ้านหนองนกเขียน   

นอกจากนี้ อุทยานเเห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ  ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมในช่วงเทศกาลปีใหม่ และดำเนินการปฏิบัติงาน ดังนี้ จัดทำป้ายเตือนตามมาตราการเพื่อความปลอดภัยทางถนนสายหลักเส้นทางผ่านและปรับปรุง  ทุ่นห้ามออกนอกเขตที่จัดให้บริการ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูเก้า – ภูพานคำ เตรียมความพร้อม ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือและบริการนักท่องเที่ยว  ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว และตรวจสอบบัตรนักท่องเที่ยว

รวมทั้งประชาสัมพันธ์ชี้แจงราษฎรเเนวทางการเเก้ไขปัญหาที่ดินราษฎรในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ท้องที่บ้านหนองนกเขียน มีราษฎรบ้านหนองเม็ก บ้านค้อ บ้านท่าศิลา ต.บ้านค้อ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู  เข้าร่วมรับฟัง  โดยมีนายอริชัย วรรณศิริ  หัวหน้าอุทยานเเห่งชาติภูเก้า – ภูพานคำ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัด อช.ภูเก้า – ภูพานคำ เป็นผู้ให้บริการและดำเนินการดังกล่าว

เปิดแผน 20 ปี”สทนช.”บูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407885?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแผน 20 ปี”สทนช.”บูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก

30 ธันวาคม 2562 – 18:11 น.
สทนช
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

 เปิดแผน”สทนช.”ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปีบูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก

สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก “แผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ”ล้มเหลว หากย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยแล้งไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จากปรากฎการณ์เอลนีโญ”ทีี่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ก่อนมาถึงช่วงพีคสุดในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ขณะเดียวกันน้ำในแม่น้ำโขงยังแห้งขอด เนื่องจากมีการกักเก็บน้ำในเขื่อนตั้งแต่ประเทศจีนลงมาถึงประเทศลาว โดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคอีสานจะได้รับผลกระทบหนักสุด

ถึงคราวเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถัดมาเพียงเดือนเดียวก็เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคเหนือ-อีสานจากผลพวงของพายุโซนร้อน“โพดุล”และ“คาจิกิ”จนสร้างความเสียหายอย่างย่อยยับทั้งชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนเรือกสวนไร่นา

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ(กลาง) รองนายกรัฐมนตรี

จากการประเมินของ”มงคล ตันสุวรรณ” เลขาธิการกลุ่มหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึงความเสียหายจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนั้น โดยผลกระทบส่วนใหญ่เกิดที่ภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ส่วนภาคอีสานตอนบนได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน รวมพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายทั้งหมดประมาณ 1,000,000 ไร่ ขณะเดียวกันมีผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม เช่น ถนนถูกตัดขาด รวมถึงระบบไฟฟ้าบางแห่งเสาไฟฟ้าโค่นล้ม น้ำท่วมเข้าในเขตพื้นที่เศรษฐกิจของหลายแห่ง โดยประเมินภาพรวมความเสียหายไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านบาท

หลังเหตุการณ์คลี่คลาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ เพื่อติดตามงานปี 2562 และปรับแผนการบริหารจัดการน้ำในปี 2563 พร้อมย้ำ ต้องไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากอีกต่อไป โดยรัฐบาลทุ่มงบกลางกว่า 19,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินในการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มต้นทุนน้ำ จำนวน 144 โครงการ โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ 30,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งงบประมาณที่กระจายให้ทุกจังหวัดแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย

ขณะเดียวกันยังเร่งรัดดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน การขอใช้พื้นที่ป่าสำหรับพัฒนาแหล่งน้ำ 85 โครงการ พร้อมทั้งเห็นชอบโครงการก่อสร้างอุโมงระบายน้ำจากคลองภาษีเจริญถึงคลองสนามชัย และโครงการแก้ปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2563 ประกอบด้วย 28 หน่วยงาน จำนวน 57,975 โครงการ วงเงินกว่า 3.1 แสนล้านบาท ที่กระจาย ลงทุกภาคทั่วประเทศ และเห็นชอบกรอบโครงสร้างการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและกองอำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ( War Room ) ที่มี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) รับผิดชอบ

“ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำพระราโชบาย ร.10 ในการสืบสาน รักษาและต่อยอด มาดำเนินงานโดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( สทนช.) เป็นหลัก เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ร่วมกันบริหารจัดการนำ้เชิงรุก ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งไปพร้อมกัน โดยต้องเก็บสถิติและพยายามบริหารจัดการลดความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นพื้นที่ให้มากที่สุด”

นอกจากนี้ยังเร่งบริหารจัดการลุ่มน้ำหลัก ควบคู่กับเร่งจัดทำแหล่งเก็บน้ำอุปโภคบริโภคผิวดินในแต่ละชุมชน โดยเร่งจัดทำแก้มลิง ฝายชะลอน้ำในลำน้ำต่างๆ และการผันน้ำเข้าอ่างเก็บนำ้ขนาดใหญ่ให้มากที่สุดในทุกโอกาส โดยต้องหยุดปัญหาพื้นที่แล้งซ้ำซากให้ได้โดยด่วน พร้อมกันนี้ให้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบสถานการณ์นำ้และมีส่วนร่วมบริหารจัดการไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีประชาชนได้รับผลกระทบ

โดยต้องพยายายามขับเคลื่อนดำเนินงานให้ ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน คือ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการ น้ำท่วมและอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นนำ้ที่เสื่อมโทรมและป้องกันการทลายของดิน รวมทั้งการบริหารจัดการ และย้ำว่ารัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณ กระจายแก้ปัญหาน้ำลงทุกพื้นที่และจะติดตามขับเคลื่อนอย่างใกล้ชิด โดยต้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมกับประชาชนในพื้นที่ปี 2563

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี”พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ”ได้เน้นย้ำอีกครั้งในระหว่างเป็นประธานการประชุมทรัพยากรน้ำระดับนานาชาติ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ณ ห้องประชุมเดอะริเวอร์ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ ถึงกลไกด้านกฎหมายสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศและเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือปัญหาคุณภาพน้ำ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีความยุ่งยาก ซับซ้อน กว่าในอดีตที่ผ่านมา

และด้วยปัญหาที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความเห็นต่างในการบริหารทรัพยากรน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีการบูรณาการและขาดธรรมาภิบาล ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวม โดยหลักการสากลยอมรับว่าระบบกฎหมายเป็นกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

ดังเช่น กรณีของประเทศไทย ที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการบูรณาการการบริหารทรัพยากรน้ำ จึงได้ออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นเป็นหน่วยงานกำกับกลาง บูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำที่มีมากกว่า 40 หน่วยงานเข้าด้วยกัน

อาจกล่าวได้ว่าการประชุมระดับนานาชาติในครั้งนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา นโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและจะเป็นผลดีกับหน่วยงานของไทยที่จะสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์เพื่อสิทธิในการเข้าถึงน้ำของประชาชนได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) มุ่งสู่การแก้ปัญหาด้านน้ำของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

สองวันต่อมาจากนั้น ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนป้องกันภัยแล้ง ปี 2562/63 และการกำหนดพื้นที่แหล่งน้ำสำรอง ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สามารถรับมือกับฤดูแล้งที่ใกล้จะมาถึงได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งประกอบด้วย 5 แผนปฏิบัติการหลัก ได้แก่ 1. แผนปฏิบัติการรองรับภาวะเสี่ยงการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภค 2. แผนปฏิบัติการรองรับสถานพยาบาลเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 3.แผนปฏิบัติการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่การเกษตร (ไม้ผล-ไม้ยืนต้น)  4.แผนปฏิบัติการจัดสรรน้ำแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง และ5. แผนปฏิบัติการเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือช่วยเหลือภัยแล้ง

“เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในปีนี้มีอยู่อย่างจำกัด จึงจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานของภาครัฐในการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน ปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด รวมไปถึงภาคประชาชนในการช่วยกันประหยัดน้ำ และคอยติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานเพื่อนำไปปฏิบัติ”เลขาธิการสทนช.กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการรับรองภาวะเสี่ยงภัยแล้ง รวมทั้งงบประมาณที่จะขอรับการสนับสนุนงบกลาง โดยเน้นเป็นแผนระยะสั้นสามารถดําเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำให้แล้วเสร็จในฤดูแล้งนี้เพื่อสรุปเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

 ส่องแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี(พ.ศ.2561 – 2580)

สำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580)  ประกอบด้วย 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5.การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และ 6.การบริหารจัดการ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศ เปรียบเสมือนแผนที่นำทางให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ 3 เสาหลักในการบริหารจัดการทัรพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เสาแรก คือ กฎหมาย ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาที่สอง แผนแม่บท ซึ่งครม.ได้ผ่านความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าว และเสาที่สาม หน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำที่มีเอกภาพ ซึ่งหัวหน้าคสช.ได้มีคำสั่งที่ 46/2560 จัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ขึ้นมา ให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง

ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่ คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทให้ไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ คือ “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

‘รมว.เกษตรฯ’สั่งผันน้ำแม่กลองเติมลุ่มเจ้าพระยา บรรเทาภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463413

news_default

‘รมว.เกษตรฯ’สั่งผันน้ำแม่กลองเติมลุ่มเจ้าพระยา บรรเทาภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.39 น.

“รมว.เกษตรฯ” สั่งผันน้ำแม่กลอง เติมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ช่วยพื้นที่ประสบภัยแล้ง วอนเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หนุนเลี้ยงสัตว์บก-น้ำ เสริมรายได้แทน ยอมรับปีนี้น้ำน้อยจริงๆ

30 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.เกษตรและสหกรณ์) กล่าวถึงแผนการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ว่า ได้เร่งบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค จะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน

ส่วนการทำการเกษตรจะต้องขอความร่วมมือกับเกษตรกรไม่ปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก เช่น ข้าวนาปรัง แต่จะมีการส่งเสริมปลูกพืชอายุสั้น พืชใช้น้ำน้อย ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ อาทิ ไก่ เป็ด วัว และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำ อาทิ ปลา กุ้ง ในแหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อเป็นการเสริมรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร ก่อนถึงช่วงฤดูฝน

“ต้องยอมรับว่าปีนี้น้ำน้อยจริงๆ การจะปลูกพืชตามฤดูกาลคงไม่สามารถทำได้ปกติ จากการประเมินเรื่องภัยแล้งนั้นจะเป็นแค่บางพื้นที่ เช่น ซีกตะวันตก บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง ไม่พบภาวะแล้ง เหมือนเช่นทางฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้ดำเนินการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเติมที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปกติจะผันน้ำปีละประมาณ 800 ล้าน ลบ.ม. แต่ต้องปรับแผนเพิ่มเป็น 2,000 ล้าน ลบ.ม. และคงใช้ระยะเวลานิดหนึ่ง เพราะจะต้องมีการเพิ่มเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องแปลงสภาพคลองส่งน้ำ เพียงแต่เพิ่มอัตราไหลของน้ำให้เร็วขึ้น” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ขึ้นปฏิบัติการทำฝนหลวงทุกวันเท่าที่สภาพอากาศอำนวย เพื่อช่วยเติมน้ำตามเขื่อนต่างๆ และเกือบทุกที่ทั่วประเทศ และจากสภาวะอากาศที่กรมอุตุนิยมวิทยารายงาน ระบุว่า ปีหน้าฤดูฝนจะดีกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าเดือนพฤษภาคม 2563 ก็จะเข้าสู่ฤดูฝน คงจะประสบสภาวะภัยแล้งไม่นาน

เดินหน้าCSRน้ำดื่มชลประทาน2พื้นที่เต่างอย ขยายผลนำศาสตร์พระราชาสร้างฝายอนุรักษ์ป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463296

news_default

เดินหน้าCSRน้ำดื่มชลประทาน2พื้นที่เต่างอย ขยายผลนำศาสตร์พระราชาสร้างฝายอนุรักษ์ป่า

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณภัทร เวียงคำมา ผู้อำนวยการส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานตระหนักถึงความสำคัญของกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม(CSR) จึงดำเนิน “โครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในพื้นที่ชนบท” เป็นกิจกรรมที่กรมดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้บริโภคน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐานสากล เป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ. ศ. 2561-2580) ด้านจัดการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และสอดคล้องกับกิจกรรมที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป็นประเด็นจัดงานวันน้ำโลก ปี 2562 คือ “ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการติดตั้งระบบกรองน้ำดื่มได้มาตรฐาน ในพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ล่าสุดกรมเข้าไปดำเนินโครงการใน 2 หมู่บ้านคือ หมู่ที่ 2 บ้านคำข่า และหมู่ที่ 3 บ้านนาตาล ต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร ซึ่งได้รับการร้องขอจากนางสมหมาย มุงคณ ผู้ใหญ่บ้านคำข่าและนายนิเวศ ชาภูคำ ผู้ใหญ่บ้านนาตาลว่า ชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้านขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ต้องซื้อน้ำรับประทาน 20 บาทต่อถัง 20 ลิตร แม้ระบบน้ำบาดาลสมบูรณ์แล้วแต่น้ำไม่สามารถดื่มได้ เพราะค่าสนิมสูง ดังนั้น กรมชลประทานจึงได้เข้าไปติดตั้งระบบกรองบน้ำดื่มที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ชาวบ้านกว่า 1,500 คน ของทั้งสองหมู่บ้านมีน้ำดื่มสะอาดบริโภค ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ชาวบ้าน พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับชาวบ้านและสมาคมยี่สิบสองนอ ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่ให้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อทำงานเพื่อสังคมในพื้นที่ชนบท นำศาสตร์พระราชาเรื่องฝายต้นน้ำมาขยายผลสร้างในพื้นที่ต้นน้ำของหมู่บ้านดังกล่าว สร้างความชุ่มชื่นให้ป่าไม้ สร้างความสมดุลให้ธรรมชาติ รวมทั้งยังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ป่าอยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“กรมชลประทาน นอกจากนี้รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ มีภารกิจพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำป้องกันภัยอันเกิดจากน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ให้ประชาชนมีน้ำพอสำหรับกิจกรรมต่างๆ รวมถึงดูแลรักษาคุณภาพน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐานแล้ว ยังให้ความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างความสมดุลให้ธรรมชาติด้วย”ผอ.ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่กล่าว

เตือนระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463293

news_default

เตือนระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางวันแดดแรงอากาศร้อนและแห้ง ส่วนกลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ มักพบเข้าทำลายระยะที่ต้นมังคุดเริ่มออกดอกและติดผลอ่อน จนถึงระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน โดยจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช สำหรับการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะออกดอกและติดผลอ่อน อาจทำให้ดอกและผลอ่อนมังคุดร่วง ส่วนผลอ่อนมังคุดที่ไม่ร่วงเมื่อมีการพัฒนาผลโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายของเพลี้ยไฟชัดเจน เนื่องจากผิวเปลือกมังคุดจะมีลักษณะขรุขระที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ผลผลิตมังคุดมีคุณภาพต่ำ การเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน ส่งผลทำให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น หงิกงอ ใบไหม้ และต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์

แนวทางป้องกันแก้ไขการระบาดของเพลี้ยไฟ ให้เกษตรกรสำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟบนดอกและยอดอ่อน หากพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ตัวต่อ 4 ดอก หรือ 1 ตัวต่อยอด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟต้านทานสารฆ่าแมลงได้

ชสท.จับมือสภาทนายความร่วมพัฒนา ผู้บริหารสหกรณ์ฯด้านกม.-วิชาการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463297

news_default

ชสท.จับมือสภาทนายความร่วมพัฒนา ผู้บริหารสหกรณ์ฯด้านกม.-วิชาการ

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานคณะกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เปิดเผยว่า ชสท.และสภาทนายความ ในพระราชูปถัมภ์ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนา ฝึกอบรม สัมมนา ประชุมวิชาการ พัฒนาบุคลากรและกิจกรรมทางวิชาการอื่น รวมทั้งข้อกฎหมาย เนื่องจากที่ผ่านมาการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ กว่า 4,000 สหกรณ์ เกิดปัญหาด้านวิชาการ กฎหมายและพัฒนาบุคลากร เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรไม่มีเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายเกือบ 100% และปัจจุบันการทำธุรกิจการค้ามีความซับซ้อนขึ้น และมีการปรับปรุงแก้กฎหมายตลอดรวมทั้งพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับที่ 3 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 ทำให้การทำงานของสหกรณ์การเกษตรเจอปัญหาบ่อยครั้ง ดังนั้นผู้บริหารสหกรณ์ จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ซึ่งความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสภาทนายความฯครั้งนี้ จะทำให้ผู้บริหารสหกรณ์ทำงานอย่างมั่นใจ มีประสิทธิภาพในการทำงานให้บริการแก่สมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเกษตรกร

“สหกรณ์การเกษตรที่ดำเนินธุรกิจและมีปัญหาด้านข้อกฎหมาย เรามักพบหลังปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เช่น คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เวลาไปทำเรื่องกู้เงินกับสถาบันการเงิน คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ต้องค้ำประกันเป็นการส่วนตัวทั้งคณะ แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดใหม่ ก็ให้ค้ำประกันใหม่เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งดูแล้วไม่เป็นธรรม หรือกรณีทำธุรกรรมของสมาชิกสหกรณ์ มีการนำสินค้ามาขาย โดยให้สหกรณ์เป็นผู้รวบรวม เพื่อนำไปขายให้ผู้ค้า การทำสัญญาบางครั้งเสียเปรียบ ทำให้สหกรณ์ไม่สามารถฟ้อง หรือดำเนินการบังคับคดีผู้ค้ากับสหกรณ์ได้ จึงต้องป้องกันปัญหา โดยหารือกับสภาทนายความฯ จะออกรูปแบบสัญญาต่างๆ ให้สหกรณ์ใช้เป็นแบบฟอร์มเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และถ้ามีปัญหาปรึกษาสภาทนายความได้ทั้งระดับประเทศ และจังหวัด”นายศิริชัย กล่าว

ด้านว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ นายกสภาทนายความ ในพระราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เป็นความร่วมมือทางวิชาการ ด้านกฎหมาย โดยจะนำความรู้ตรงนี้ไปช่วยสหกรณ์การเกษตร และสมาชิกสหกรณ์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะบุคคลเหล่านี้ยังมีจำนวนมากที่ไม่รู้กฎหมายการเกษตร รวมทั้งกฎหมายการเงิน หรือการทำสัญญา ตรงกับวัตถุประสงค์หลักของสภาทนายความฯ ในการช่วยเหลือด้านกฎหมาย ทั้งนี้ สภาทนายความฯ มีสำนักงานสภาทนายความครอบคลุมทุกจังหวัด มีศาลจังหวัด 112 แห่งทั่วประเทศ สหกรณ์การเกษตร และสมาชิกสหกรณ์ที่มีปัญหาข้อกฎหมาย ติดต่อได้ที่สำนักงานสภาทนายความฯ หรือศาลจังหวัดที่ท่านอาศัยอยู่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด

เกษตรฯประกาศปี’63ลุย6แนวทาง ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463294

news_default

เกษตรฯประกาศปี’63ลุย6แนวทาง ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิต

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดงานพบสื่อมวลชน Meet the Press ส่งสุขปีใหม่  ให้เกษตรกร ประกาศปี 2563 เป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมนำการเกษตร ขับเคลื่อนผ่าน 6 แนวทางหลักที่ต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดส่งความสุขถึงมือเกษตรกรทุกพื้นที่

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศขับเคลื่อน 6 แนวทางหลัก เป้าหมาย
สำคัญคือ ใช้หลักตลาดนำการเกษตรขับเคลื่อนทุกพื้นที่ ใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมกับพืชและสถานการณ์ผ่านสำนักงานส่งเสริมและและพัฒนาการเกษตร ที่ 1 – 6 สำนักงานเกษตรจังหวัด 77 จังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการ 50 ศูนย์ สำหรับ 6 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ขยายผลโครงการพระราชดำริสู่เกษตรกรอื่นในชุมชนกว่า 1,000 คน โดยตัวอย่างผลสำเร็จเกิดจากการขยายผลโครงการบนพื้นที่สูง รวมถึงศูนย์ศึกษาพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีผลผลิตทางการเกษตรมายมาย ต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรอื่นในชุมชนและเครือข่าย

2.บริหารจัดการสินค้าเกษตรยึดหลักตลาดนำการเกษตรผ่านโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เช่น แปลงใหญ่กล้วยหอมทอง จ.เพชรบุรี มีพื้นที่ 1,401 ไร่ สมาชิก 465 ราย มีตลาดรองรับทั้งในและนอกประเทศ ใช้นวัตกรรมหลังเก็บเกี่ยวช่วยยืดอายุส่งออก 3.พัฒนาองค์กร วิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรรุ่นใหม่ต่อเนื่อง ต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีรายได้นอกเหนือจากทำการเกษตร มีเกษตรกรรุ่นใหม่มาต่อยอดแนวคิด และใช้นวัตกรรมให้เกิดประโยชน์ เช่น บ้านสวนขวัญ ชุมชนริมคลองบ้านบางขาม ของ จ.ลพบุรี พัฒนาแนวคิดจากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อยากให้คนในชุมชนมีรายได้ จึงพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

4.สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการทำงาน สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เป็นกลไกสำคัญในงานส่งเสริมการเกษตร ผ่านการจัดงานวันเริ่มต้นฤดูผลิตใหม่ (Field day) ใน 882 ศพก.และเครือข่าย ทั่วประเทศ ให้ชุมชน วิเคราะห์ปัญหา มีฐานเรียนรู้ ที่จะนำตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรในพื้นที่มาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ในพื้นที่เกษตรของตัวเอง ตัวอย่าง การจัดงาน Field day การผลิตพริกไทยคุณภาพ ของ ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

5.ช่วยเหลือให้บริการเกษตรกร เรียนรู้ป้องกันแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น มีกรมฯคอยสนับสนุน เช่น การจัดการหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ของจ.ชัยภูมิ ผ่านศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มี ศูนย์ส่งเสริมการอารักขาพืช สนับสนุนแมลงหางหนีบ และ ชุมชนนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์จนสามารถส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เห็นผล 6. พัฒนาองค์กร ระบบทำงาน พัฒนาเจ้าหน้าที่ ไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เกษตรกรรุ่นใหม่ ของจ.สงขลามีแนวคิด มะพร้าว zero waste คือ ใช้ทุกส่วนของมะพร้าว แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มได้

ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463299

586851

ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านไปไม่เท่าไหร่ ก็เข้าจะสู่ปีใหม่กันอีกคราแล้ว วันนี้ ขุนเกษตรา ขออนุญาตเติมความสุขส่งท้ายปีหมูต้อนรับปีหนูด้วยคำอวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกาย สบายใจ ปราศจากทุกข์โศก โรคภัยทั้งหลายทั้งปวง ทำการเกษตรประสบผลสำเร็จ ราคาผลผลิตดีขึ้นๆไปนะครับ แล้วเราค่อยมาดูกันว่า หลังจากปีใหม่แล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะมีแคมเปญอะไรออกมาส่งเสริมและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรกันบ้าง…แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการวางแผนบริหารจัดการน้ำและการแก้ปัญหาภัยแล้งที่กำลังมาถึงด้วยนะครับ สำหรับในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ก็ได้ถือโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เชิญชวนประชาชนให้มาทำบัญชี 3 มิติ สร้างความสำเร็จในชีวิตรับปีใหม่ โดย นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้เป็นโอกาสอันดีที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทุกคน เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโดยนำหลักการทำบัญชี 3 มิติ มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ได้แก่ รู้ตนเอง รู้สภาพแวดล้อมและรู้อนาคต ยึดตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งตนเอง รู้จักความพอประมาณ และไม่ประมาท สามารถคิด วางแผน ลงมือทำ ทบทวน นำไปพัฒนาอาชีพของตนเอง โดยมีบัญชีเป็นภูมิคุ้มกันและคู่มือชีวิต ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีสติ ไม่ประมาท พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยบัญชี 3 มิติ เริ่มจาก มิติแรก “รู้ตนเอง” รู้ถึงการใช้จ่ายเงินในแต่ละวัน รู้รายได้ รู้รายจ่าย รู้หนี้สิน เปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย ฝึกนิสัยการใช้เงิน เริ่มต้นจากลงมือทำบัญชีประจำวัน โดยคิดวิเคราะห์ถึงรายรับ รายจ่าย สิ่งที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไป ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ – รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ มีภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต ช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่ายและมองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ มิติที่สอง คือ “รู้สภาพแวดล้อม” คิดและวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีอย่างเป็นระบบ รู้การตลาด รู้สังคม รู้สิ่งแวดล้อม รู้ภูมิอากาศ ภูมิปัญญาพื้นถิ่น สร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในชุมชน มีการจัดสรรด้านรายจ่าย ลงทุนและเงินออมอย่างเหมาะสม สร้างนิสัยรักการออม และนำไปสู่ความพอเพียง มิติสุดท้าย คือ “รู้อนาคต”นำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ ทำให้รู้ทิศทางการตลาด รู้การวางแผนจัดการอาชีพล่วงหน้า สร้างการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่คิด-วางแผน-ลงมือทำ-ทบทวน ทำให้สามารถกำหนดแผนการประกอบอาชีพและแผนในการดำเนินชีวิตได้ นำไปสู่ความยั่งยืน…อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ย้ำอีกว่า การมีวินัยทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิต ซึ่งหากนำหลักบัญชี 3 มิตินี้ ไปวางแผนปรับใช้ให้เหมาะสม ทำบัญชีได้ ใช้ข้อมูลเป็น สามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองและคนในครอบครัว มองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนการลงทุนและการผลิตได้ดียิ่งขึ้น ก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและเกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

หลังจากเที่ยวปีใหม่กันแล้ว กรมปศุสัตว์เชิญเที่ยวงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกร นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ตลาดแพะ ให้กว้างขวางทั้งตลาดในพื้นที่และตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อส่งเสริมการตลาด ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดติดต่อกันมาแล้ว 16 ครั้ง และในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17…ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ให้ข้อมูลว่า กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะ จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2550 มีแพะที่เลี้ยงรวม 444,774 ตัว เกษตรกร 38,653 ครัวเรือน และจนถึงปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้มีการสำรวจพบว่า มีแพะรวม 832,533 ตัว เกษตรกร 65,850 ครัวเรือนจะเห็นว่าในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีแพะเพิ่มขึ้น 387,759 ตัว เกษตรกรเพิ่มขึ้น 27,197 ราย ซึ่งกรมปศุสัตว์มีแผนงานโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ โดยการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะจำนวน 501 กลุ่ม ชมรมแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เครือข่ายระดับเขต 9 เขต และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่การทำนา การทำสวน ให้ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการพบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว โดยมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเซีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และเวียดนาม ประมาณ 40,000 ตัว/ปี นอกจากนั้น มีการนำเข้าแพะจากประเทศเมียนมา จำนวน 39,231 ตัว/ปี จะเห็นว่า โดยสรุปภาพรวมการผลิตแพะในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลย…นับว่าเป็นอีกอาชีพที่น่าส่งเสริม

ขุนเกษตรา

แนะพืชทางเลือกหลังนาสิงห์บุรีสร้างกำไรงาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463298

news_default

แนะพืชทางเลือกหลังนาสิงห์บุรีสร้างกำไรงาม

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ของจ.สิงห์บุรี พบมีพื้นที่เหมาะสม (S1/S2) ปลูกข้าว 287,652 ไร่ จากการผลิตข้าวนาปีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,166.22 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,072.11 บาท/ไร่ ซึ่งปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรปรับเปลี่ยนการทำเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าหลากหลายช่วงหลังหมดฤดูทำนาหรือทดแทนการทำนาปรัง โดยนิยมปลูกพืชหลังนาที่มีอายุสั้น ใช้น้ำน้อย เป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้ง สร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรเป็นอย่างดี

จากการศึกษาของสศท.ที่ 7 จังหวัดชัยนาท ถึงพืชทางเลือกหลังนา ที่น่าสนใจของจ.สิงห์บุรีมีหลายชนิด อาทิ
ถั่วลิสงฝักสด แตงโม ข้าวโพดข้าวเหนียว ถั่วเหลืองฝักสด ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภออินทร์บุรี อีกทั้ง ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง โดยการซื้อขายผลผลิตจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อจากเกษตรกรถึงแหล่งผลิต รวมถึงเกษตรกรบางรายนำไปจำหน่ายที่ตลาดสำคัญในจังหวัด เช่น ตลาดเกษตรกร และตลาดประชารัฐ เป็นต้น หากพิจารณาการผลิตสินค้าแต่ละชนิด พบว่า

ถั่วลิสงฝักสด ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 15,000 บาท/ไร่/รอบการผลิตระยะเวลาเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 9,000 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 20 บาท/กก. แตงโม ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,560 บาท/ไร่/รอบการผลิต ปลูกได้เกือบตลอดทั้งปี ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการปลูกคือกันยายนถึงมกราคมของปีถัดไป ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90-100 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 8,440 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 10 บาท/กก.

ข้าวโพดข้าวเหนียว มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 7,060 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 55 – 65 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,940 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 10 บาท/กก. ถั่วเหลืองฝักสด มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,070 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 62-65 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 6,530 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 18 บาท/กก.

ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7)กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ เกษตรกรยังทำการเกษตรผสมผสานเพื่อสร้างรายได้และให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ซึ่งยังมีสินค้าทางเลือกอีกหลายชนิดที่น่าสนใจและตลาดต้องการ เช่น ด้านปศุสัตว์ การเลี้ยงแพะเนื้อ (ขุน) มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 85-90 บาท/กก. ระยะเวลาเลี้ยง 6 เดือน ซึ่งจะได้น้ำหนักที่ 30-35 กก. เกษตรกรจับขายในราคา 120-125 บาท/กก. ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 35 บาท/กก. จะส่งขายให้เครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นที่ต้องการ
ของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้านประมง เลี้ยงปลาช่อน มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 126,000 บาท/รอบการผลิต ระยะเวลาเลี้ยง 6-8 เดือน (ปลาช่อน 10,000 ตัว/รอบการผลิต) ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 58,000 บาท/รอบการผลิต จำหน่ายทั้งปลาสดและแปรรูป