ยกระดับฟาร์มหมูรายย่อยได้ GAP ปลอดอหิวาต์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ยกระดับฟาร์มหมูรายย่อยได้ GAP ปลอดอหิวาต์

27 ธันวาคม 2562 – 00:01 น.
สุกร,อหิวาต์หมู,ประภัตร โพธสุธน,มกอช
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

เกษตรฯเร่งยกระดับฟาร์มหมูรายย่อยให้มีมาตรฐาน GAP ปลอดโรคอหิวาต์

27 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ กล่าวหลังประชุม คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ (National Standardization Body: NSB)

ทั้งนี้เพื่อให้มาตรฐานที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อผู้บริโภค อยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกร/ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติได้ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร

ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้มีการเพิ่มจำนวนมาตรฐานให้เพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยจะต้องเร่งสร้างมาตรฐานให้กับสินค้าเกษตรทุกชนิด อาทิ ปศุสัตว์ และพืช เป็นต้น เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้า Q ที่มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อสุขภาพที่ดี

ที่ประชุมได้พิจารณา 2 เรื่อง คือ 1. การยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร ประเภทมาตรฐานทั่วไป จำนวน 7 เรื่อง ได้แก่  มาตอรฐานเผือก หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติ  การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเห็ดกระดุม  ระเบียบวิธีการวินิจฉัย Columnea latent viroid ในมะเขือเทศ  การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์และแนวปฏิบัติ  การชันสูตรโรคกล่องเสียงและท่อลมอักเสบติดเชื้อในสัตว์ปีกและแนวปฏิบัติ  และการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มกุ้งเครย์ฟิชเพื่อการบริโภคและแนวปฏิบัติ

2. ข้อเสนอการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับ พืชอาหาร ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งดำเนินการ   จำนวน 2 ครั้ง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ฟาร์มสุกร โดยปี 2562 ประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงสุกร จำนวน 184,717 แห่ง ซึ่งมีสุกรพ่อแม่พันธุ์และสุกรขุน จำนวน 11 ล้านตัว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร ตั้งแต่ปี 2558 ไปแล้ว ซึ่งมกอช.เห็นควรปรับปรุงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้ฟาร์มสุกรมีระบบป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกร และสอดคล้องกับแผนการเฝ้าระวังและมาตรการป้องกันควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) ของกรมปศุสัตว์

อีกทั้งให้มีมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับฟาร์มสุกรขนาดเล็ก โดยจัดทำมาตรฐาน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร (Good Agricultural Practices; GAP) (ทบทวน) และ 2. ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management; GFM)

โดยมาตรฐานฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกร ส่งเสริมความปลอดภัยอาหารของสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากการลดปัญหายาสัตว์ตกค้าง ส่งเสริมสุขอนามัยในการเลี้ยงสัตว์ที่ดี เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกร และเพื่อเป็นอาหารที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคอีกด้วย

ขณะที่  นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  กล่าวว่า  ผลการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ได้ออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ของทั้ง 6 มาตรฐาน รวมทั้งสิ้น 1,211 ฉบับ  และผลการดำเนินการอายัดสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ซึ่งมีการยึดอายัดใน 1 มาตรฐาน คือ มาตรฐานบังคับ เรื่อง ถั่วลิสง

พบว่ามีการอายัดเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกนำเข้า จำนวนทั้งหมด 174 ครั้ง เนื่องจากมีผลการตรวจสอบปริมาณอะฟลาทอกซินในเมล็ดถั่วลิสง เป็นไปตามมาตรฐานบังคับ จำนวน 142 ครั้ง และไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับจำนวน 32 ครั้ง และได้มีคำสั่งดำเนินการกับเมล็ดถั่วลิสงซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับที่ถูกอายัดไว้ ดังนี้ ส่งสินค้ากลับคืนต่างประเทศ จำนวน  28 ครั้ง  ปรับปรุงสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน จำนวน  2 ครั้ง  และทำลายสินค้า จำนวน 2 ครั้ง

Field Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407014?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

Field Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต

27 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,ฤดูกาลเพาะปลูก,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 127 ครั้ง

เกษตรฯ จัดงาน Field Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต ปี 2563

27 ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรส่งสุขปีใหม่มอบเกษตรกร จัด Field Day ตลอดปี 2563 เชิญชวนเกษตรกรร่วมเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตใหม่ ๆ นำไปใช้เริ่มต้นฤดูกาลผลิตที่จะมาถึงนี้ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ทั่วประเทศ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรจึงได้ดำเนินการโครงการส่งความสุขปีใหม่มอบให้เกษตรกรตลอดปี 2563 โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างความสุขให้กับคนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชน

กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีบทบาทภารกิจในการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรกรและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน จึงได้กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งและเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่

โดยใช้เทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง ได้วิเคราะห์ปัญหา และมีฐานเรียนรู้ ซึ่งจะมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจ ทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยี ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูลความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรโดยเฉพาะที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว พืชไร่ ไม้ยืนต้น ผัก/สมุนไพร ไม้ผล ปศุสัตว์ และประมง เป็นต้น

สำหรับแผนการเปิดงาน Field Day 19 จุดหลัก โดยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีดังนี้ ครั้งที่ 1 วันที่ 16 ธ.ค. 2562 สินค้าหลัก : มะพร้าว ณ ศพก.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) เป็นประธาน ครั้งที่ 2 วันที่ 10 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ศพก.ปง จ.พะเยา โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) เป็นประธาน

ครั้งที่ 3 วันที่ 16 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.ละงู จ.สตูล โดยอธิบดีกรมการข้าว ครั้งที่ 4 วันที่ 20 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : จิ้งหรีด ณ ศพก.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยอธิบดีกรมชลประทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 23 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : พริกไทย ณ ศูนย์เครือข่ายแปลงใหญ่พริกไทย อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

ครั้งที่ 6 วันที่ 7 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : ไร่นาสวนผสม ณ ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านหนองแก อ.แก้งคล้อ จ.ชัยภูมิ โดยเลขาธิการ ส.ป.ก. ครั้งที่ 7 วันที่ 12 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : มะม่วงหิมพานต์ ณ ศพก.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ โดยอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ครั้งที่ 8 วันที่ 14 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : ไม้ดอก ณ กลุ่มแปลงใหญ่ไม้ดอก อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

ครั้งที่ 9 วันที่ 14 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : ลำไย ณ ศูนย์ ศพก.ขยายตำบลน้ำดิบและกลุ่มเกษตรกรลำไยแปลงใหญ่ ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ ครั้งที่ 10 วันที่ 12 มี.ค. 2563 สินค้าหลัก : มะม่วง ณ ศูนย์เรียนรู้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงนอกฤดูบ้านมาบเหียง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยอธิบดีกรมประมง ครั้งที่ 11 วันที่ 12 มี.ค. 2563 สินค้าหลัก : มันสำปะหลัง ณ ศพก.เครือข่ายมันสำปะหลัง ม.8 ต.เฉลียง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา โดยเลขาธิการ มกอช.

ครั้งที่ 12 วันที่ 20 มี.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศูนย์เครือข่ายนาแปลงใหญ่ ปี 2559 อ.เมือง จ.ยโสธร โดยเลขาธิการ สศก . ครั้งที่ 13 วันที่ 22 เม.ย. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี โดยอธิบดีกรมหม่อนไหม ครั้งที่ 14 วันที่ 7 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : ผลิตภัณฑ์ผึ้งโพรง ณ วสช.เลี้ยงผึ้งโพรงบ้านปังหวาน ศูนย์เรียนรู้ด้านแมลงเศรษฐกิจ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร โดยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ครั้งที่ 15 วันที่ 10 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.เมือง จ.อุทัยธานี โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์) เป็นประธาน ครั้งที่ 16 วันที่ 14 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : อ้อย ณ ศพก.หนองม่วง จ.ลพบุรี โดยอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ครั้งที่ 17 วันที่ 21 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : พืชผัก/เกษตรผสมผสาน ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ม.2 ต.ลำภี  อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา โดยอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

ครั้งที่ 18 วันที่ 22 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (นายประภัตร โพธสุธน) เป็นประธาน และครั้งที่ 19 วันที่ 18 มิ.ย. 2563 สินค้าหลัก : ลองกอง ณ ศพก.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรร่วมเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตใหม่ ๆ ในการจัดงาน Field Day แต่ละพื้นที่โดยกิจกรรมหลักจะมีสถานีเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายหน่วยงานซึ่งเน้นเนื้อหาและเทคโนโลยีที่จำเป็นในกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อถ่ายทอดให้เกษตรกรได้รับทราบ การให้บริการจากหน่วยงานภาครัฐ นิทรรศการของหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ กลุ่ม/สถาบันเกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน และกิจกรรมเสริม เช่น การแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม/สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่กรมส่งเสริมการเกษตรจะส่งต่อความสุขให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563 นี้

เมล่อนแปดริ้ว แรงบันดาลใจเกษตรรุ่นใหม่กลับถิ่นฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406975?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

27 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เมลอน,แปดริ้ว,เกษตรกรรุ่นใหม่
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

สวนเมล่อนแห่งเมืองแปดริ้วสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่กลับคืนสู่ถิ่นฐานเพื่อทำการเกษตร

27 ธันวาคม 2562 จุดเริ่มต้นของบ้านสวนเมล่อนที่อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ หรือคุณแก้ว ซึ่งอีกบทบาทหนึ่ง ตำแหน่งเลขานุการสหกรณ์พืชผักผลไม้(เกษตรปลอดภัยสูง) จำกัด

ได้เล่าย้อนถึงที่มาของการเริ่มทดลองปลูกเมล่อนครั้งแรก เกิดขึ้นหลังจากที่สามีเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นและซื้อเมล่อนกลับมาฝากลูกละ 3,000 บาท จึงเกิดความคิดที่จะปลูกเมล่อนปลอดสารให้สามีและลูกไว้รับประทาน ในช่วงปลายปี 2558 เริ่มทำโรงเรือนแรกด้วยเงิน 3,000 บาท ทำจากไม้ไผ่ มุ้งและพลาสติกคลุม เพื่อไม่ให้แมลงรบกวนและไม่ใช้สารเคมี

จากนั้นได้ซื้อเมล็ดเมล่อนพันธุ์คิโมจิ มาปลูก 30 ต้น และเมื่อผลผลิตออกก็แจกจ่ายให้เพื่อนๆ และคนรู้จัก มีเสียงตอบรับมากขึ้น และชมชอบในรสชาติ จึงได้ลองโพสต์ขายทางเฟสบุ๊ค สร้างเรื่องราวน่าสนใจ ทำให้มีคนสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง จึงต้องขยายโรงเรือนเพิ่มจากโรงเรือนที่  1 เป็น  2 และ 3 จนปัจจุบันมีทั้งหมด 10 โรงเรือน ซึ่งเทคนิคในการปลูกเมล่อนทั้งหมดเธอได้แสวงหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต ทางยูทูปและเว็บไซด์ต่าง ๆ

เคยทำงานโรงงานมาก่อนที่จะมาทำเกษตร แรกเริ่มไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเกษตรกร แต่เมื่อทดลองปลูกเมล่อน ปลูกไปขายไป มีคนสั่งซื้อมากขึ้นเรื่อย  ๆ ทำให้ต้องขยายพื้นที่โรงเรือนเพื่อปลูกเมล่อนส่งตามออเดอร์ กลายเป็นตลาดนำการผลิต จึงเริ่มสนใจทำเกษตรอย่างจริงจัง ลาออกจากโรงงาน แล้วใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการทำเกษตร และอยากมีที่ดินสักผืน

จนกระทั่งมาเจอที่ 4 ไร่ที่ฉะเชิงเทรา มีบ้านหลังเล็ก  ๆ ที่ดินและบ่อน้ำ แต่เดิมที่แถวนี้เป็นนาข้าวและบ่อกุ้ง จึงขอซื้อจากเจ้าของแล้วมาปรับสภาพพื้นที่ นึกถึงหลักทฤษฏีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะคิดว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีความเสี่ยงสูง จึงแบ่งที่ดินเป็นสัดส่วน 30/30/ 30/10 โดย 30 แรกสร้างเป็นพื้นที่สำหรับรับผู้คนมาเรียนรู้ดูงาน ร้านขายผลผลิตจากสวนตัวเอง ส่วน 30 ที่ 2 ปลูกพืชผักสวนครัว เมล่อน มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว อีก 30 สร้างเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่และบ่อเลี้ยงปลา ส่วนอีก 10 ที่เหลือเป็นบ้านที่อาศัยอยู่กับครอบครัว”

เริ่มค้นพบว่าการทำเกษตร ยิ่งทำยิ่งมีความสุข แม้ว่าในช่วงแรกต้องพบกับปัญหาว่าดินในจังหวัดฉะเชิงเทรา หน้าดินเป็นเกลือ จึงต้องมีเครื่องวัดค่า PH ใช้วัดดิน ปุ๋ยในดิน วัดความชื้น อุณหภูมิ และน้ำ นอกจากนี้ยังต้องมีการตรวจสภาพน้ำและดินตลอดทั้งปี และต้องปรับสภาพดิน โดยใช้เครื่องพรวนดินสม่ำเสมอ  ปุ๋ยที่ใส่ในดินทำจากมูลไส้เดือนและปุ๋ยหมักที่ทำเอง โดยนำขุยมะพร้าว กากมะพร้าว แกลบเผา แกลบดิน กระดูกสัตว์ป่น และมูลไส้เดือนมาหมักกับขี้วัว ใส่เป็นปุ๋ยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ทำให้ดินค่อย ๆ ดีขึ้น

“เราต้องแสวงหาความรู้เรื่องดิน การปลูก การป้องกันแมลง การทำโรงเรือนจากอินเตอร์เน็ต หาข้อมูลทุกอย่างมารวมกัน แล้วนำมาปรับใช้ ค่อยๆทดลองทำไปทีละน้อย  ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง นำกำไรจากเมล่อนโรงเรือนแรกมาขยายเป็นโรงเรือนที่ 2 และขยายมาเรื่อย ๆ ซึ่งรายได้จากเมล่อน 1 โรงเรือน ใช้เวลาปลูก 70-90 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 300 ลูก/โรงเรือน ขายลูกละ 100 บาท ตัดผลผลิตทุก ๆ สัปดาห์ รายได้ 30,000 บาท/สัปดาห์ และเดือนละ 120,000 บาท   เป็นวิธีการทำเกษตรแบบทำน้อยแต่ได้มาก  ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ต่อมาตลาดจึงค่อย ๆ ขยายและเริ่มโตมากขึ้น

นอกจากนี้ คุณแก้วยังหาวิธีในการประหยัดแรงงานและเวลาในการดูแลแปลงปลูกพืชผัก  ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแบ่งเบาในการทำการเกษตร โดยใช้ระบบแอปพลิเคชัน ควบคุมการให้น้ำ คุมอุณหภูมิในโรงเรือน และแสงอาทิตย์ หากมีสิ่งผิดปกติ เช่น น้ำและอุณหภูมิในโรงเรือนสูงหรือต่ำเกินไป ก็จะมีการแจ้งเตือนเข้ามาทางมือถือ      สามารถสั่งการรดน้ำภายในโรงเรือนได้ทันที ซึ่งอุปกรณ์ควบคุมทั้งหมดเรียกว่า Sunoff สามารถหาซื้อได้จากอินเตอร์เน็ต ในราคาเพียงหลักร้อยเท่านั้น ช่วยทำให้ไม่ต้องใช้เวลาในสวนตลอดทั้งวัน อยู่ที่ไหนก็สามารถสั่งการได้

ผลผลิตในแปลงของคุณแก้วได้ผ่านการรับรองว่าได้ตามมาตรฐาน GAP และปลอดจากสารเคมี ขณะที่เมล่อนจะมีความหวานกำลังพอดีที่ประมาณ  12-13 บริค และเมื่อถึงช่วงผลผลิตออก จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมและตัดผลเมล่อนเอง สร้างความน่าสนใจและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร  หลังจากเมล่อนเริ่มติดตลาด สามารถดึงนักท่องเที่ยวมายังบ้านโพธิ์  ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เริ่มขายได้ และตลาด Modern Trade เริ่มสนใจและติดต่อขอซื้อผลผลิตไปจำหน่ายในห้าง

จึงเริ่มหามองหาเครือข่ายและรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกผักปลอดภัยสูงฉะเชิงเทรา จำกัด เมื่อ  11 กันยายน 2561 สมาชิกแรกเริ่ม  34 คน  ทุนจดทะเบียนเพียง  34,000  บาท ปัจจุบันสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 106 คน โดยสหกรณ์จะให้ปัจจัย วัสดุในการปลูกพืชและทำการเกษตร รวมถึงองค์ความรู้ต่าง  ๆ และร่วมวางแผนการผลิตพืชผักและสินค้าการเกษตร  เพื่อให้สมาชิกผลิตและจำหน่ายผ่านสหกรณ์ ทั้งเมล่อน ผักสวนครัว

เกษตรกรที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของสหกรณ์แห่งนี้ ยังได้รับการช่วยเหลือให้เงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 สำหรับนำไปสร้างโรงเรือนขนาด  8X16 เมตร  ราคาไม่เกิน  3 หมื่นบาท ซึ่งเกษตรกรแต่ละรายจะสามารถกู้ได้ไม่เกิน 300,000 บาท และสหกรณ์จะช่วยวางแผนการผลิตให้สมาชิก  ว่าสวนไหนจะปลูกเมล่อนในช่วงไหน และทยอยปลูกไล่กันไป เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด ส่วนหนึ่งสมาชิกสามารถส่งขายกับลูกค้าได้เอง และแบ่งผลผลิตส่วนหนึ่งส่งให้กับสหกรณ์ตามที่ได้ตกลงกันไว้

ขณะนี้สหกรณ์มีคู่ค้า โดยทำข้อตกลงส่งเมลล่อนไปขายในห้าง Tops Supermarket  5  สาขา ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี  สัปดาห์ละ 500  ลูก ส่งครัวการบินไทยสัปดาห์ละ 600 ลูก  และบริษัทพัทยาปาร์ค บีช             ซึ่งเป็นเครือข่ายโรงแรมในจังหวัดชลบุรี สั่งซื้อสัปดาห์ละ 200-300  ลูก ส่วนผักสวนครัวทั้งคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง     ใบมะกรูด ผักชี พริกและแตงกวาญี่ปุ่น สมาชิกจะปลูกและนำมาส่งให้สหกรณ์รวบรวมเพื่อนำไปขายให้โรงพยาบาลในจังหวัดฉะเชิงเทรา และยังมีตลาดอื่น ๆ ที่มีการสั่งจองเมล่อนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เดิมทำการเกษตรไม่เป็น คิดว่ายาก แต่พอลงมือทำ จึงรู้ว่าทุกอย่างสามารถเรียนรู้ได้ ขอแค่มีความตั้งใจ ซึ่งความผิดพลาดแต่ละครั้งคือการเรียนรู้  จากความมุ่งมั่นและลงมือทำอย่างจริงจัง ทำให้คุณแก้วประสบผลสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว  เพราะรู้จักการวางแผนและศึกษาหาข้อมูล หาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาอาชีพ แม้หลายคนจะบอกว่ากลับมาทำเกษตรแต่มีปัญหาเรื่องเงินทุน แต่การทำเล็ก ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เท่าที่กำลังพอจะทำไหว ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

ความตั้งใจสุดท้ายคือการสร้างพื้นที่ 4 ไร่ เป็นภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัว มีรายได้ไว้เลี้ยงดูลูก และเปิดต้อนรับคนที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานได้ทุกวัน และนี่จึงเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่เป็นต้นแบบให้ใครอีกหลาย ๆ คน มองเห็นโอกาสในการกลับคืนสู่ถิ่นฐานเพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ เพื่อในวันข้างหน้าสามารถบอกใคร ๆ ได้อย่างเต็มปากว่ามีความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้เป็น “เกษตรกร”

ขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินอินทรีย์ ลดเผา ลดชะล้าง ลดต้นทุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407020?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินอินทรีย์ ลดเผา ลดชะล้าง ลดต้นทุน

27 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เกษตร,กรมส่งเสริมการเกษตร,ลดการเผา,ปุ๋ยอินทรีย์
เปิดอ่าน 85 ครั้ง

เกษตรฯ ขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนทั่วประเทศ รณรงค์ผลิต ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชู สโลแกน ปกป้องอนาคต ลดการเผา ลดการชะล้าง ลดต้นทุน

27 ธันวาคม 2562  เกษตร รณรงค์ผลิต ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุอินทรีย์ ปกป้องอนาคต ลดการเผา ลดการชะล้างดิน ลดต้นทุน ตระหนัก รู้คุณค่าของทรัพยากรดินและการจัดการวัสดุการเกษตรเหลือใช้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากนโยบาย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี และก้าวสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งการทำเกษตรผสมผสาน รวมไปถึงการเป็นเกษตรอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องการจัดการดินปุ๋ยที่ถูกต้อง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร มี ศูนย์จัดการ  ดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม  882 ศูนย์

ซึ่งเป็นเครือข่ายของ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิก รวม 26,204 ราย ที่สามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนขยายผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ย เห็นผลสำเร็จจากการส่งเสริมการใช้จริง ในพื้นที่ ศพก. และ แปลงใหญ่ ซึ่งปี 2562 สมาชิกของ ศูนย์ฯ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชต่างๆ ประมาณ 370 บาทต่อไร่

นายเข้มแข็ง  ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการส่งเสริมผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ รวมวัสดุอินทรีย์ ในปี 2562  เป้าหมาย 4 เพิ่ม 4 ลด ได้แก่ เพิ่มอินทรียวัตถุ เพิ่มธาตุอาหารพืช เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าวัสดุทางการเกษตรเหลือใช้ และ ลดการเผา ลดโลกร้อน ลดการชะล้างดิน ลดต้นทุน สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ ได้กว่า 1.47 ล้านตัน เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ กว่า 9 แสนไร่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมอบโล่เกียรติยศ ให้แก่ จังหวัดที่มีผลงานการขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ดีเด่น 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ตราด บึงกาฬ สุรินทร์ ตรัง กระบี่ น่าน และพิจิตร และจังหวัดที่มีผลงานการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุอินทรีย์ดีเด่น 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดยโสธร อุบลราชธานี พิษณุโลก กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และร้อยเอ็ด รวมถึงมีสถานีเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่มาร่วมงาน จำนวน 10 สถานี เช่น สถานีปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึง แปลงสาธิตการปลูกพืชหลังนา สาธิตการไถกลบตอซัง และหว่านปุ๋ยพืชสด

ลุยต่อแจกหมอนยางพาราประชารัฐ 20 ล้านใบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407012?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลุยต่อแจกหมอนยางพาราประชารัฐ 20 ล้านใบ

26 ธันวาคม 2562 – 19:21 น.
หมอนประชารัฐ,ธรรมนัส,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ยางพารา
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

“ธรรมนัส ยังลุยต่อแจกหมอนยางพาราประชารัฐ20ล้านใบ ฟุ้งเป็นโครงการใหญ่เปิดพุทธศักราช 2563 มอบเป็นของขวัญประชาชน ทั้งเกษตรกรชาวสวนยางพารา ได้เห็นแน่ราคายาง 65 บาท

26 ธันวาคม 2562 ธรรมนัส ยังลุยต่อแจกหมอนยางพาราประชารัฐ 20 ล้านใบ ฟุ้งเป็นโครงการใหญ่เปิดพุทธศักราช 2563 มอบเป็นของขวัญประชาชน ทั้งเกษตรกรชาวสวนยางพารา ได้เห็นแน่ราคายาง 65 บาท เล็งให้กองสลากฯ ออกสลากพิเศษจำหน่าย นำเงินมาดำเนินโครงการ ไม่ใช้งบประมาณรัฐ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า กำลังเร่งดำเนินโครงการผลิตหมอนยางพาราประชารัฐ 20 ล้านใบมอบให้ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้ ทั้งนี้เพื่อยกระดับราคายางพารา ด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้ได้ผลจริงตามคำสั่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ซึ่งที่ผ่านมามีเป้าหมายใช้ 200,000 ตันต่อไปเพื่อลดประมาณยางในระบบ แต่ทำได้เพียงร้อยละ 10 ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจะนำเสนอครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการดังกล่าว โดยให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ดำเนินการผลิตหมอนยางพารา

ทั้งนี้หมอนใบหนึ่งใช้น้ำยางพารา 3-4 กิโลกรัมซึ่งจะประสานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กำหนดวิธีการรวบรวมวัตถุดิบจากสหกรณ์ชาวสวนยาง กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล อีกทั้งในระยะยาวจะสามารถยกระดับราคายางพาราให้สูงขึ้นได้ตามที่พรรคพลังประชารัฐได้หาเสียงไว้ว่า จะทำให้ราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่มายาวนาน ปรับสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 65 บาทให้ได้

เดิมนั้นจะเสนอครม. อนุมัติให้อตก. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ จากนั้นให้อตก. ประสานกับกองสลากแห่งประเทศไทยออกสลากพิเศษจำหน่ายแก่ประชาชนเพื่อนำเงินมาผลิตหมอน มุ่งหวังให้เป็นโครงการใหญ่เปิดพุทธศักราช 2563 มอบเป็นของขวัญแก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราและประชาชน

จากนั้นนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธ.ก.ส.จนครบจำนวน ดังนั้นจึงเป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐ​ต่อมาคณะทำงานของร.อ. ธรรมนัสพบว่า อตก.ไม่สามารถกู้เงินจากธ.ก.ส.ได้เนื่องจากผลประกอบการขาดทุนมา 5 ปี แต่ไม่ได้ล้มเลิกโครงการนี้แต่อย่างใด อยู่ระหว่างมอบหมายหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันหาแนวทางดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลให้สำเร็จ

ที่ผ่านมาได้มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงเชิญอธิบดีกรมสรรพสามิต ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้อํานวยการสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล​ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้จัดการธ.ก.ส.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหารือการจัดทำรายละเอียดโครงการนี้ในเบื้องต้นแล้ว

จากนั้นในวันที่ 8 มกราคม 2563 จะเชิญประชุมอีกครั้งเพื่อเร่งรัดดำเนินการ โดยการยางแห่งประเทศไทย (ก.ย.ท.) จะเชิญผู้ประกอบการผลิตเครื่องนอนจากยางพาราชั้นนำมาหารือเพื่อขอความร่วมมือในการผลิตหมอนประชารัฐ

ร.อ. ธรรมนัส กล่าวต่อว่า มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางที่จะนำเครื่องนอนที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ในภาคการท่องเที่ยวด้วย โดยขอความร่วมมือสมาคมโรงแรมและรีสอร์ท​นำเครื่องนอนยางพาราไปเปลี่ยนที่นอนเดิม เมื่อนักท่องเที่ยวไปพัก แล้วได้ทดลองนอนจะได้ทราบว่า เครื่องนอนจากยางพารามีคุณภาพ นอนสบาย และมีความคงทนซึ่งจะเป็นการขยายตลาดสินค้ายางพาราต่อไป โดยอยู่ระหว่างกำหนดมาตรการจูงใจแก่ผู้ประกอบการ​ที่ร่วมโครงการ

“จะเร่งเดินหน้าโครงการนี้หลังปีใหม่ทันที โดยนอกจากหมอนยางพาราแล้ว ได้สั่งการหาช่องทางการตลาดในการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยต่อไปอาจจำหน่ายบนเว็บไซต์ของอตก. เพื่อให้ประชาชนสั่งซื้อได้ง่าย หากการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นจะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด จากปัจจุบันราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่กิโลกรัมละ 42-43 บาท​ มุ่งหวัง​ให้​เพิ่มขึ้นถึง 65 บาทต่อกิโลกรัม​เพื่อช่วยเหลือ​เกษตรกรที่เดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำมายาวนาน มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามนโยบายรัฐบาล” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว

แล้งยาวกรมชลเปิดศูนย์ศูนย์เฉพาะกิจรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แล้งยาวกรมชลเปิดศูนย์ศูนย์เฉพาะกิจรับมือ

26 ธันวาคม 2562 – 19:08 น.
แล้งยาวกรมชลเปิดศูนย์ศูนย์เฉพาะกิจรับมือ
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

กรมชลฯเปิดศูนย์เฉพาะกิจแก้ภัยแล้ง ยังแล้งอีกยาวกว่า 4 เดือน ปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลช่วยเหลือประชาชนประสบภัยทันท่วงที วอนประคองใช้น้ำประหยัด

26 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จะจัดแถลงข่าวจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้งปี 2562/63 และปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลช่วยภัยแล้ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ท่วงที ในวันศุกร์ ที่ 27 ธ.ค. 62 เวลา 13.30 น. กรมชลประทาน สามเสน

“ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์น้อย อีกทั้ง ช่วงฤดูแล้งยังเหลือระยะเวลาอีกกว่า 4 เดือน กรมชลประทาน จึงต้องจัดสรรน้ำตามแผนฯอย่างเคร่งครัดและจริงจัง เพราะหากไม่ดำเนินการตามแผนฯอาจทำให้เสี่ยงปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอต่อกิจกรรมการใช้น้ำที่จำเป็นได้ โดยขอให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามและใช้น้ำอย่างประหยัด”นายทองเปลว กล่าว

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(26 ธ.ค. 62) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 47,458 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 23,612 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 11,187 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 4,491 ล้าน ลบ.ม. วางแผนส่งน้ำเฉพาะสนับสนุนการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลไม้ยืนต้น เท่านั้น

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์ระหว่างร้อยละ 31 – 50 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบันมีจำนวน 10 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก, เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง, เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี, เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา

เขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา, เขื่อนลำแซะ จังหวัดนครราชสีมา, เขื่อนบางพระ จังหวัดชลบุรี, เขื่อนหนองปลาไหล จังหวัดระยอง และเขื่อนประแสร์ จังหวัดระยอง สามารถสนับสนุนได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เท่านั้น

ส่วนอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวง-อุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 74 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 60 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีปริมาณน้ำ 45 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 8 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาณน้ำ 241 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 25 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 38 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาณน้ำ 37 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 502 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ , เขื่อนลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 23 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 15 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำ 23 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 61 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา ปริมาณน้ำ 110 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 80 ล้าน ลบ.ม. ทั้งหมดสามารถสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่อยู่ในเกณฑ์น้อยดังกล่าวข้างต้น กรมชลประทาน จำเป็นต้องตามแผนการจัดสรรน้ำอย่างเข้มงวด พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่แต่ละโครงการชลประทานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ลงพื้นที่ไปสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ให้กับประชาชนให้มากที่สุด จึงขอทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำตามแผนอย่างเคร่งครัดและอย่างประหยัดมากที่สุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

กยท.ปล่อยขบวนรถส่งไม้ยางพาราแปรรูป ถึงมือบริษัทผู้ซื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กยท.ปล่อยขบวนรถส่งไม้ยางพาราแปรรูป ถึงมือบริษัทผู้ซื้อ

26 ธันวาคม 2562 – 17:40 น.
มอบ กยท,จุรินทร์,เฉลิมชัย,ปล่อยขบวนรถ,ยางพาราแปรรูป,เกษตรกร,น้ำยางข้น
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

“จุรินทร์-เฉลิมชัย” มอบ กยท.ปล่อยขบวนรถส่งไม้ยางพาราแปรรูป น้ำยางข้นถึงมือบริษัทผู้ซื้อ สร้างความร่วมมือด้านธุรกิจ หนุนช่วยเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทย

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า พิธีส่งมอบไม้ยางพาราและน้ำยางข้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในการเร่งขายยางและไม้ยางพาราสู่ตลาดต่างประเทศ

โดยก่อนหน้านี้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือทางด้านธุรกิจ ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กับ บริษัท พิณมาชู วิศวกรรม จำกัด และ บริษัท ซินซุนไทย จำกัด ในด้านความร่วมมือการซื้อขายไม้ยางพารา จำนวน 2,500,000 ลูกบาศก์ฟุต เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562  ภายในงาน Thailand Rubber Expo ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีการทยอยส่งมอบไม้ยางบางส่วนไปแล้วกว่า 3,000 ลูกบาศก์ฟุต วันนี้จึงปล่อยขบวนรถส่งมอบไม้ยางพาราเพิ่มเติม จำนวน 1,340 ลบ.ฟุต นอกจากไม้ยางพาราแล้ว พิธีวันนี้ยังปล่อยรถส่งมอบน้ำยางข้นให้กับ บริษัท โกรรับเบอร์ ลาเท็กซ์ จำกัด ตามสัญญาซื้อขายที่ทำกับ กยท. ในปริมาณ 10 ตัน ด้วย

นายขจรจักษณ์ กล่าวต่อไปว่า หลังจากการลงนาม MOU ร่วมกับบริษัทผู้ซื้อภายในงาน Thailand Rubber Expo เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ กยท. ได้ส่งมอบยางแผ่นรมควันอัดก้อนให้กับบริษัท ฮั่วเซิ่งไทย รับเบอร์ จำกัด บริษัท เอเชีย รับเบอร์(ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท พีเอ็นดับบลิว รับเบอร์ จำกัด รวมปริมาณทั้งสิ้น 7,200 ตัน และจะดำเนินการทยอยส่งมอบสินค้าจนครบตามสัญญาต่อไป

“กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ จึงเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นความร่วมมือทางด้านธุรกิจระหว่างภาคเอกชนและ กยท. อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน สร้างความสัมพันธ์อันดีทางด้านการค้าการลงทุน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านยางพารา” นายขจรจักษณ์ กล่าว

กรมชลฯทุ่ม938ล้านแก้แล้ง-น้ำท่วม กางแผนสร้างอ่างแม่สกึ๋น2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406915?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

26 ธันวาคม 2562 – 15:18 น.
แม่สกึ๋น,สะเอียบโมเดล,อ่างเก็บน้ำ,กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

กรมชลประทาน เร่งศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 พร้อมทุ่มงบประมาณกว่า  938 ล้านบาทสร้างระบบชลประทานแก้ภัยแล้ง-น้ำท่วม

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ ม.6 บ้านดอนแก้ว ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ประสบปัญหาภัยแล้ง ไม่มีที่กักเก็บน้ำไว้เพื่อทำการเกษตร และในช่วงฤดูน้ำหลากก็ประสบกับปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี

ในปี 2558 ม.นเรศวร ได้ดำเนินโครงการศึกษาหาทางออกแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาการพัฒนาแหล่งเก็บกักในลุ่มน้ำยมตอนบน และได้เสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีศักยภาพในเขต ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ (สะเอียบโมเดล) หลายแห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยเป้า อ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง อ่างเก็บน้ำห้วยแม่เต้น รวมทั้ง “อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สกึ๋น 2” และวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)  มีมติรับทราบแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำยม และให้กรมชลประทานนำไปดำเนินการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการแหล่งน้ำที่เป็นความต้องการของประชาชน
ต่อมาในเดือน กันยายน 2561 สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ได้จ้างที่ปรึกษาดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 เพื่อศึกษาจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study) จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIMP) โดยมีวัตถุประสงค์ให้อ่างเก็บน้ำดังกล่าวเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตร สำหรับอุปโภค-บริโภคของประชาชน ตลอดจนสัตว์เลี้ยงในฤดูแล้ง ทั้งบรรเทาความเสียหายเนื่องจากอุทกภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการ


โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 จะตั้งอยู่ที่ ม.6 บ้านดอนแก้ว ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ พิกัด 633062E 2070775N เป็นเขื่อนดินถมแบ่งส่วน (Zoned Dam) พื้นที่รองรับน้ำฝน 104.39 ตร.กม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 23.95 ล้าน ลบ.ม.ความจุเก็บกัก 19.67 ล้าน ลบ.ม. ระดับท้องน้ำ +272.00 ม.(รทก.) ระดับน้ำต่ำสุด +277.50 ม.(รทก.) ระดับน้ำเก็บกัก +314.00 ม.(รทก.) ระดับน้ำสูงสุด +315.50 ม.(รทก.) ระดับสันเขื่อน +318.00 ม.(รทก.) ความยาวสันเขื่อน 300 ม. ความสูงเขื่อน 46.00 ม. ความกว้างสันเขื่อน  8.00 ม.


มูลค่าแผนการก่อสร้างรวมอยู่ที่ 938.89 ล้านบาท แบ่งเป็นถนนเข้าโครงการ ทำนบดิน อาคารระบายน้ำลงลำน้ำเดิม อาคารระบายน้ำล้นรวม 428.81 ล้านบาท ค่าอำนวยการก่อสร้างและอาคารประกอบรวมระบบชลประทาน  506 ล้านบาท โดยจะเริ่มพิจารณา EIA ในปี 2563 ออกแบบโครงสร้างปี 2564 และเริ่มก่อสร้างในปี 2565-2568
ทั้งนี้ ในการออกแบบระบบชลประทานเบื้องต้น พื้นที่ซึ่งจะได้รับประโยชน์ทางด้านการเกษตร รวม 7,940 ไร่

ประกาศ 2020 ปีแห่งเทคโนฯ 4 โครงการยักษ์จุดเปลี่ยนเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406788?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประกาศ 2020 ปีแห่งเทคโนฯ 4 โครงการยักษ์จุดเปลี่ยนเกษตรกร

26 ธันวาคม 2562 – 00:18 น.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เทคโนโลยีทางการเกษตร
เปิดอ่าน 272 ครั้ง

เกษตรฯประกาศ 2020 ปีแห่งเทคโนโลยีเกษตรคิกออฟ 4 โครงการใหญ่สร้างจุดเปลี่ยนสู่เกษตร 4.0

26  ธันาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0 กล่าวว่า ภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0 ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายปฏิรูปการบริหารและการบริการของกระทรวงเกษตรฯและภาคเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล วันนี้การขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 ได้ปรากฎผลเป็นรูปธรรมสู่ยุคดิจิทัลทรานสฟอร์มเมชั่น(Digital Transformation)เฟสที่1เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่2563ด้วย4โครงการดิจิทัลดังนี้

1. โครงการบริการออนไลน์ ควิกวิน(22 Quick Win)แก่เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และสาธารณะ โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม Cluster เริ่มบริการ1มกราคม2563พร้อมกัน 22 หน่วยงาน

2. โครงการ วันแอพ (One App)กระทรวงเกษตรได้พัฒนาโมบายแอปพลิเคชัน ที่รวบรวมงานบริการ ด้านการเกษตร องค์ความรู้ด้านการเกษตร และเชื่อมโยงบริการโมบายกว่า50แอปพลิเคชันของทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงและสหกรณ์ มาไว้ในที่เดียวคือ แอปพลิเคชัน ”เกษตรดิจิทัล”  เริ่มคิกออฟ 1 มกราคม 2563

3. โครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ใน 77 จังหวัด ทำหน้าที่ส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรมรวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตรทั้งยังเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกรและสนับสนุนสตาร์ทอัพในแต่ละจังหวัดเป็นรูปแบบการบริหารจัดการในภูมิภาคมิติใหม่โดยความร่วมมือของ6ภาคีหลัก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกร ภาควิชาการ และภาคเอกชน เริ่มจัดตั้งตั้งแต่เดือนมกราคมให้แล้วเสร็จภายใน ปี พ.ศ.๒๕๖๓4. โครงการศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data Center : NABC

มีการลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติของ10หน่วยงานภาครัฐประกอบด้วย(1) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2) กระทรวงการคลัง (3) กระทรวงดิจิทัล เพื่อ เศรษฐกิจและสังคม (4) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม (5) กระทรวงพาณิชย์(6) กระทรวงอุตสาหกรรม (7) กระทรวงมหาดไทย (8) กระทรวงสาธารณสุข (9) สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (10)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

โดยเฟส 1 ตั้งแต่เดือนมกราคมเริ่มบริการฐานข้อมูลสินค้าเกษตรที่สำคัญเช่นข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งฐานข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรและข้อมูลครัวเรือนเกษตร ทั้งนี้ในเฟสที่2จะเพิ่มฐานข้อมูลและเชื่อมฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆและนำระบบปัญญาประดิษฐ์(AI)มาใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล

อย่างไรก็ตามโครงการทั้ง4ดำเนินการมาโดยไม่ใช้งบประมาณใหม่จนแล้วเสร็จภายใน120วันภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษคร4.0ซึ่งประกอบไปด้วยคณะอนุกรรมการรัฐบาลเทคโนโลยี่(GovTech)และบิ๊กดาต้า (Big Data)คณะอนุกรรมการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture )คณะอนุกรรมการเทคโนโลยีอนาคต(Future Tchnology )และคณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซ(E-Commerce)

โดยความร่วมมือของศูนย์ไอที 22 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานรัฐหน่วยงานวิชาการหน่วยงานเอกชนพร้อมเปิดบริการเป็นของขวัญปีใหม่ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคเกษตรกรรมสู่มิติใหม่ของไทยแลนด์ 4.0 นับได้ว่าปี2563คือปีแห่งเทคโนโลยีเกษตร(AgriTech 2020)

ด่วน…กรมชลฯตั้งศูนย์ช่วยน้ำขาดแคลน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406745?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ด่วน…กรมชลฯตั้งศูนย์ช่วยน้ำขาดแคลน

26 ธันวาคม 2562 – 00:13 น.
กรมชลประทาน,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งด่วน กรมชลประทานตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไข บรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ช่วยเหลือประชาชนขาดน้ำทันที

26 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดให้อธิบดีกรมชลประทานตั้ง “ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63”

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามคำสั่งของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ (25 ธ.ค.) เดินทางมาตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่จังหวัดชัยภูมิ นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนี้กระทรวงมหาดไทยประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งทั่วประเทศแล้ว 11 จังหวัด นอกจากนี้ยังสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดชุดออกสำรวจข้อมูลน้ำแยกเป็นน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร หากพบพื้นที่ใดขาดแคลนน้ำได้เร่งออกแจกจ่ายน้ำให้แก่ประชาชน รวมทั้งยังขุดบ่อบาดาลนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยด่วน

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทานเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยในเขตชลประทานนั้นยืนยันว่า ไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำแน่นอน เนื่องจากวางแผนบริหารจัดการน้ำมาล่วงหน้าและดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานนั้นก็ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ช่วยเหลือ

ทั้งนี้ขอความร่วมมือเกษตรกรงดเว้นการปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ที่แจ้งล่วงหน้าแล้วว่า ไม่มีน้ำสนับสนุนโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา สำหรับบางพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอทำการเกษตร ขอให้ฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ว่า สามารถเพาะปลูกพืชใดได้บ้าง โดยฤดูแล้งนี้เน้นการปลูกพืชใช้น้ำน้อยซึ่งขอความร่วมมือเกษตรกรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้พืชผลเสียหายจากการขาดน้ำ

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า เตรียมลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานแก้ไข บรรเทาวิกฤตภัยแล้ง และการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนของกรมชลประทานเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะบูรณาการทั้งหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

สำหรับ “ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63” นี้มีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธาน จะใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน มีหน้าที่เฝ้าระวัง ติดตาม ประเมินวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์ รวมทั้งแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน สื่อสาร ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งและแนวทางในการลดผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้ง กำหนดแนวทางการปฎิบัติงานเชิงบูรณาการในการแก้ไขและการให้ความช่วยเหลือ ประสานข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินความต้องการและความจำเป็นเพื่อจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรเครื่องมือในการบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ตลอดจนจัดทำรายงานสถานการณ์ รวมทั้งผลการดำเนินการ แก้ไข บรรเทา และการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้งรายงานต่อรมว. เกษตรฯ อย่างต่อเนื่องทุกระยะ