ธรรมนัส เชิญกรมบัญชีกลางร่วมตรวจสอบหมอนประชารัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธรรมนัส เชิญกรมบัญชีกลางร่วมตรวจสอบหมอนประชารัฐ

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ธรรมนัส,หมอนประชารัฐ,สำนักงบประมาณ,ยางพารา,สวนยาง
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

ธรรมนัส ย้ำหมอนยางพาราประชารัฐโปร่งใส รับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 65 บาท ผลิตในเกรดพรีเมี่ยม เชิญสำนักงบกรมบัญชีกลางตรวจสอบ

28 ธันวาคม 2562 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังคงเดินหน้าโครงการหมอนยางพาราประชารัฐต่อไป โดยจะรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรกิโลกรัม 65 บาทมาผลิตหมอนในเกรดพรีเมี่ยม

ทั้งนี้ต้องการให้โครงการโปร่งใสและตรวจสอบได้จึงเชิญผู้แทนสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการกำหนดราคาอ้างอิง ซึ่งจะทำให้เห็นชัดเจนว่า ต้นทุนการผลิตหมอนเป็นราคาจริง ไม่ได้แพงอย่างที่บางคนตั้งข้อสังเกต ยืนยันว่างบประมาณที่จะใช้ผลิตหมอนยางพาราประชารัฐไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐ แต่คณะทำงานกำลังหาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม โดยสั่งการว่า ให้รายงานผลหลังเทศกาลปีใหม่เพื่อจะเร่งช่วยเหลือเกษตรกรให้ขายน้ำยางสดได้ 65 บาทต่อกิโลกรัมในปี 2563 ตามที่พรรคพลังประชารัฐหาเสียงไว้

ด้านพ.ต.อ. รวมนคร ทับทิมธงไชย หัวหน้าคณะทำงานของรมช. ธรรมนัสกล่าวว่า ผลการหารือกับสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางสรุปได้ว่า ไม่สามารถให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาเป็นทุนการผลิตหมอนยางพาราได้เนื่องจากอ.ต.ก. ขาดทุนต่อเนื่อง 5 ปี

ส่วนการออกสลากการกุศลจำหน่ายแก่ประชาชนเพื่อระดมทุนให้อ.ต.ก.นั้น ไม่สามารถทำได้ทันในปี 2563 เนื่องจากโควต้าการออกสลากของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในปีหน้าเต็มแล้ว ขณะนี้คณะทำงานกำลังเร่งศึกษาหาแนวทางการระดมทุนการผลิตซึ่งต้องเป็นไปตามข้อกำชับของรมช. ธรรมนัสที่ว่า ต้องไม่ใช้งบประมาณรัฐ

ส่วนราคารับซื้อน้ำยางสดจากสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนนั้นจะซื้อกิโลกรัมละ 65 บาทจากที่ปัจจุบันอยู่ระหว่าง 35-40 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะจำหน่ายน้ำยางสดตามราคานี้จริงเพราะซื้อตรงจากสถาบันเกษตรกร ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

เมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตทั้งหมดไม่ได้แพงกว่าราคาตลาด แต่แนวทางดำเนินการต้องปรับเปลี่ยน จากเดิมที่จะผลิต 20 ล้านใบเพื่อมอบแก่ประชาชนและให้หน่วยราชการนำไปใช้นั้น อาจจำหน่ายในราคาถูก โดยอ.ต.ก. ทำหน้าที่หาช่องทางการจำหน่ายทั่วประเทศ รวมทั้งจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์

โดยมุ่งหวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ที่สำคัญคือ ช่วยเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้มีรายได้สูงขึ้น ซึ่งหลังปีใหม่จะรายงานผลการศึกษาต่อรมช. ธรรมนัส พร้อมนำเสนอแนวปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป

หวั่นศึกแย่งน้ำ กรมชลฯร่อนหนังสือถึงผู้ว่าฯคุมเข้มสูบน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407211?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หวั่นศึกแย่งน้ำ กรมชลฯร่อนหนังสือถึงผู้ว่าฯคุมเข้มสูบน้ำ

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำแล้ง
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

กรมชลฯห่วงปีหน้าน่ากลัววิกฤติแล้งทั่วประเทศ เร่งส่งหนังสือถึงมท.ผู้ว่าฯช่วยคุมน้ำไม่หายกลางทาง หยุดสถานีสูบน้ำเพื่อเกษตร แนวแม่น้ำน่านหวั่นกระทบปลายน้ำระ

28 ธันวาคม 2562 กรมชลฯ ชี้ปี 63 แล้งรุนแรงรั้งอันดับ 2 เร่งเปิดศูนย์แก้วิกฤติแล้ง ปล่อยคาราวานเครื่องมือเครื่องจักรกล รถน้ำกว่า 1.8 พันรายการช่วย 43 จว.ช่วยชาวบ้านขาดน้ำยับยั้งภัยพิบัติ

ที่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะน้ำ กรมชลประทาน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยสำนักงานชลประทาน 17 สำนักทั่วประเทศ เปิดศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้งปี 2562/63 พร้อมปล่อยขบวนคาราวานเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ รถขนน้ำ กว่า 1.8 พันรายการ ส่งไปช่วยพื้นที่ประสบภัยแล้ง ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 43 จังหวัด ในเป้าหมายเบื้องต้นตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)คาดการณ์ไว้ และ 13 จังหวัด ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือปภ.ได้มีประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง

นายทองเปลว กล่าวว่าตั้งศูนย์นี้จะสามารถทำงานได้เร่งด่วน กระชับรวดเร็วในการแก้ไขยับยั้งปัญหาความเดือดร้อนประชาชน และประสานกับพื้นที่โดยตรงกับศูนย์นี้ แจ้งเตือนได้แบบเรียลไทม์ ทั่วประเทศ ทำให้ช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งขอรับความช่วยเหลือ ขอบริการหรือให้นำน้ำไปช่วยในท้องที่ได้ โดยมีรถส่งน้ำไปให้ถึงบ้านเรือน

พร้อมกับเปิดสายด่วน 1640 ประชาชนแจ้งขอรับการช่วยเหลือได้ตลอด24ชม. เป็นการป้องกันวิกฤติภัยแล้งไม่ให้รุนแรงมากขึ้น ลดความเดือดร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด โดยแม้ในช่วงปีใหม่จะไม่หยุดปฏิบัติหน้า ให้มุกฝ่ายปฏิบัติงานทุกพื้นที่ มั่นใจว่าเมื่อตั้งศูนย์นี้ตามคำบัญชาท่านนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรฯมีความห่วงใยประชาชน จะทำให้ทำงานครอบคลุมทุกหน่วยงานน้ำ และบริหารจัดการผ่านไปได้ แม้ปริมาณน้ำต้นทุนปีนี้ใกล้เคียงปี58ที่เกิดภัยแล้งรุนแรงมาก

ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่าเป็นภัยแล้งที่รุนแรงในรอบ 60 ปี เป็นอันดับสอง รองจากปี 2522 และปีนี้รุนแรงกว่าปี 58 ที่กลายเป็นอันดับสามไปแล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีศูนย์นี้ เพื่อกระชับการใช้น้ำ กระชับพื้นที่ ให้ผ่านวิกฤติไปจนถึงเดือนก.ค.63 ทั้งนี้ในแผนการใช้น้ำฤดูแล้งทั่วประเทศ ปี 62/63 ปัจจุบัน ระหว่าง 1 พ.ย.62-30เม.ย.63 เป็นน้ำใช้การได้ 17,699 ล้านลบ.ม.

ปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 4,927 ล้านลบ.ม.โดยใน 4 เขื่อนใหญ่ ณ วันที่26ธ.ค.62 มีน้ำใช้การได้ 4,491 ล้านลบ.ม.ใช้ไปแล้ว 1,044 ล้านลบ.ม. เท่ากับเกินแผนไป 200 ล้านลบ.ม.หรือ4% ส่วนที่เกินเนื่องจากมีการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักจากแผนวันละ18ล้านลบ.ม. เป็น 25.50 ล้านลบ.ม. ระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.ถึงวันที่ 5 ม.ค.เพื่อรักษาระบบนิเวศตลอดลำน้ำ ตั้งแต่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จนถึงอ่าวไทย เนื่องจากต้องการรักษาระดับน้ำที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ไม่ให้ต่ำกว่า 13.2 ม.รทก.เพราะในการปล่อยน้ำตามแผนพบว่ามีน้ำหายไปจากระบบตั้งแต่กำแพงเพชร ลงมาจนถึง เขื่อนเจ้าพระยา

หากระดับน้ำหน้าเขื่อนต่ำกว่า 13.2 ม.รทก.จะเป็นผลทำให้มีปัญหาต่อหารดันน้ำเข้าระบบคลองสาขาทั้งฝั่งซ้าย ขวา ของลำน้ำเจ้าพระยา จะกระทบระบบนิเวศทุกคลอง ตลิ่งพัง กระทบระบบประปา จึงจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน รวมไปถึงการผลักดันน้ำเค็มที่สถานสูบน้ำประปาสำแล จ.ปทุมธานี ที่ยังน่าห่วงเรื่องความเค็มไม่เข้าระบบประปา ที่บางช่วงน้ำทะเลหนุนสูงต้องคุมค่าความเค็ม โดยได้เสริมจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยลุ่มเจ้าพระยา ผ่านคลองพระยาบรรลือ มาลำเลียงดันน้ำเค็ม รักษานิเวศ เพิ่มจาก 800 ล้านลบ.ม.เป็น 2 พันล้านลบ.ม.ด้วย

ทั้งนี้ได้มีหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทย ประสานท้องถิ่นในการเข้มงวดสถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตร ตลอดสองฝั่งแม่น้ำ น่าน ปิง เจ้าพระยา ไม่ให้สูบน้ำเพราะกระทบกับน้ำปลายทางมาไม่ถึง กระทบนิเวศทั้งหมด ไม่มีน้ำนอนคลอง ส่วนสถานีสูบน้ำประปาของนครหลวง และภูมิภาค อยู่ในแผนการใช้น้ำของกรมชลประทาน ดังนั้นต้องขอความร่วมมือเกษตรกร งดปลูกพืชใช้น้ำมาก หยุดทำนาปรัง

ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวฤดูแล้งแม้ไม่มีแผนส่งน้ำการเกษตร ปัจจุบันลุ่มเจ้าพระยา ปลูกแล้ว 1.3ล้านไร่ ส่วนทั่วประเทศ 2 ล้านไร่ เกษตรกรพร้อมจะเสี่ยงเอง ซึ่งจะไม่ส่งน้ำให้เพราะได้ประกาศเตือนล้วงหน้าไปแล้ว อีกทั้งปริมาณน้ำจัดสรรไว้กินใช้ รักษานิเวศ ดันน้ำเค็ม และสำรองไว้ก่อนถึงฤดูฝน 2.2พันล้านลบ.ม.เพราะกรมอุตุฯคาดการณ์ว่าปี63จะแล้งตั้งแต่เดือนม.ค.ถึง พ.ค. ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย5-10% และฤดูฝนมาล่าไป1หนึ่งสัปดาห์ ต่อจากนั้นมีฝนทิ้งช่วง ถึง เดือนก.ค. คาดว่าเข้าฝนปลายเดือนก.ค.

อีกทั้งปริมาณฝนทั้งปีต่ำกว่สเฉลี่ย3-5% ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำที่จะเหลือในเขื่อน ณ สิ้นฤดูแล้ง ประกอบกับคาดการณ์ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้สถานการณ์แล้งรุนแรงมากกว่าขณะนี้และแล้งยาวต่อเนื่อง จึงจำเป็นเข้มงวดต่อการบริหารจัดการน้ำ ขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้ชี้แจงเกษตรกร โดยเฉพาะที่อยู่แนวแม่น้ำ ไม่ให้ดึงน้ำไปใช้ จะกระทบปลายน้ำ และทั้งระบบ

อย่างไรก็ตามในปี58 มีมาตรการเข้มงวดแบะประสบความสำเร็จเพราะมีทหารมาช่วยดูแลที่สถานีต่างๆ แต่ปีนี้ได้แต่ขอความร่วมมือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้หลับนอน และข้อมูลการบริหารจัดการน้ำ ให้นำเข้าระบบออนไลน์ ทำให้เห็นว่าจุดไหนใช้น้ำเกินแผน สำหรับแผนที่เป็นห่วง เขื่อนอุบลรัตน์ ได้นำน้ำก้นเขื่อนมาใช้แล้ว29ล้านลบ.ม.คาดว่าตลอดฤดูแล้งจะใช้300ล้านลบ.ม.

นายทองเปลว กล่าวว่ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ได้ปลูกพืชฤดูแล้ง กรมได้จัดงบ3.1พันล้านบาท จ้างเป็นแรงงานในโครงกรมชลฯ ในปี 63 แบ่งเป็นภาคเหนือ 581 ล้านบาท อีสาน 995 ล้านบาท ภาคกลาง 794 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งและจำนวนงานทั้งหมด ให้สำนักงานชลประทาน แสดงไว้ในสำนักงานในพื้นที่เพื่อให้ประชาชนแสดงความจำนงค์ ย้ำว่าต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และจ่ายโอนเข้าบัญชีเกษตรกร

“ศูนย์นี้รวบรวมทุกหน่วยงานต้องนำข้อมูลข้อเท็จจริง เรื่องสถานการณ์น้ำ ให้ถึงประชาชนทั่วประเทศ ไม่เกิดความตระหนก ให้ตระหนักถึงการใช้น้ำ กรมอุตุฯรายงานว่าในรอบ 60 ปีกับปีนี้มีฝนน้อยลำดับที่สองรองจากปี 2522 ทั้งปีนี้ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16 % และในปี 58 เขื่อนที่มีน้ำใช้การน้อยกว่า 30 % มี17แห่ง ปี 61 มี 5 แห่ง ปี 62 มี13 แห่ง

ดังนั้น ผลจากคาดการณ์ต่อไป กรมอุตนิยม คาดอีก7เดือนฝนต่ำกว่าเฉลี่ย และ ผลการส่งน้ำ ใช้นำมากกว่าแผน แนวโน้อย่างนี้ความรุนแรงเกิดขึ้นกระจายทั่วทุกภาค นายกฯ รมว.เกษตรฯห่วงใย ให้ทุกกรมในกระทรวงเกษตรฯทำงานเชิงบูรณาการป้องกันปัญหาภัยแล้งโดยเร่งด่วน ไม่ให้ประชาชนเกิดการขาดแคลนน้ำ ตอนนี้ขอความร่วมมือช่วยกันอย่าให้น้ำหายไประหว่างทาง ทำหนังสือมหาดไทย ผู้ว่าฯ เป็นหน่วยงานหลัก ควบคุมไปตำบล หมู่บ้าน ไปตามลำดับ ซึ่งช่วงจ.กำแพงเพชร แม่น้ำน่าน พิษณุโลก ขอร้องสถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตร อย่าสูบ หากไปใช้น้ำเกินแผน กระทุกระบบ ไปกระทบปีหน้าน่ากลัวมากเรื่องขาดแคลนน้ำ

เล็งชงครม.ดัน 2,000 โครงการ ลุยแก้แล้งเร่งด่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407201?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เล็งชงครม.ดัน 2,000 โครงการ ลุยแก้แล้งเร่งด่วน

27 ธันวาคม 2562 – 18:45 น.
สทนช,เล็งชงครม,ลุยแก้แล้งด่วน,ป้องขาดน้ำอุปโภคบริโภค,สมเกียรติ
เปิดอ่าน 67 ครั้ง

สทนช. ดัน 20,000 โครงการแก้แล้งเร่งด่วน ป้องขาดน้ำอุปโภคบริโภค น้ำใช้ในโรงพยาบาล เสนอ ครม. พร้อมเชื่อมโยงศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจกับศูนย์บรรเทาภัย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรมส่งเสริมการเกษตร ฯลฯ เพื่อติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำปัจจุบัน พื้นที่การเพาะปลูกข้าว การติดตามแผนและผลการบริหารจัดการน้ำแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อยที่มีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบได้ในอนาคต เช่น ลุ่มเจ้าพระยา ภาคตะวันออก และจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ที่จะมีการวางกรอบแนวทางมาตรการเฉพาะพื้นที่เป็นระยะๆ

การดำเนินการป้องกันภัยแล้งของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการรองรับการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค สถานพยาบาล น้ำเพื่อการเกษตรไม้ผล ตามลำดับ รวมถึงป้องกันผลกระทบเรื่องคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยให้เกิดผลทางปฏิบัติ ให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดตามข้อสั่งการและข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ทั้งนี้ ภายหลังการหารือกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบคาดการณ์ตั้งแต่ ม.ค. 63 – พ.ค. 63 เกือบทุกภาคของประเทศไทยจะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ 5-10% ประกอบกับสภาพอากาศหนาวเย็นและความชื้นต่ำ ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นจะต้องเตรียมแผนการรองรับไปจนถึง มิ.ย. 63 หรือต้นฤดูฝนหน้า เพื่อป้องกันให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

สำหรับแผนงานโครงการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วนในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก ตามที่ทุกหน่วยงานได้ทำการสำรวจความพร้อมในการดำเนินการได้ทันที แบ่งเป็นสองส่วน คือ 1.การดำเนินการโดยใช้งบปกติของหน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 1,333 โครงการ วงเงิน 2,918 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการนอกเขตการประปา จำนวน 1,160 โครงการ วงเงิน 2,265 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) ด้านประปาหมู่บ้าน 528 โครงการ ดำเนินการโดย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) วงเงิน 1,267 ล้านบาท ได้แก่ 1.1) โครงการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน 301 โครงการ 844 ล้านบาท 1.2) โครงการขยายเขตประปาหมู่บ้าน 40 โครงการ 98 ล้านบาท 1.3) โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปา 187 โครงการ 325 ล้านบาท 2) ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้แก่ โครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงแหล่งน้ำ 431 โครงการ 928 ล้านบาท 3) โครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงระบบธนาคารน้ำใต้ดิน 201 โครงการ 70 ล้านบาท และ โครงการในเขตการประปาส่วนภูมิภาค ดำเนินการโดย การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) รวม 173 โครงการ วงเงิน 653 ล้านบาท

2.ขอรับการสนับสนุนงบกลางเพิ่มเติม รวม 2,008 โครงการ วงเงิน 2,625 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการนอกเขตการประปา จำนวน 1,962 โครงการ วงเงิน 1,888 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) ด้านอุปโภคบริโภค 1,955 โครงการ วงเงิน 1,864 ล้านบาท ได้แก่ 1.1) โครงการขุดเจาะบ่อบาดาล รวม 1,053 โครงการ วงเงิน 1,245 ล้านบาท ดำเนินการโดย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) 187 โครงการ 221 ล้านบาท กองทัพบก 155 โครงการ 183 ล้านบาท กรมทรัพยากรน้ำบาดาล (ทบ.) 711 โครงการ 841 ล้านบาท 1.2) โครงการจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน โดย สถ. 232 โครงการ วงเงิน 147 ล้านบาท 1.3) โครงการซ่อมแซมระบบประปา โดย สถ. 670 โครงการ วงเงิน 472 ล้านบาท 2) ด้านการช่วยเหลือโรงพยาบาล 7 โครงการ วงเงิน 23.8 ล้านบาท แบ่งเป็น 2.1) โครงการขุดเจาะบ่อบาดาล โดย นทพ. 3 โครงการ 0.8 ล้านบาท 2.2) โครงการซ่อมแซมระบบประปา โดย สถ. 4 โครงการ 23 ล้านบาท และ โครงการในเขตการประปาส่วนภูมิภาค ด้านอุปโภคบริโภค ดำเนินการโดย กปภ. รวม 46 โครงการ วงเงิน 737 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการทบทวนเพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนกรณีงบประมาณมีความซ้ำซ้อนอีกครั้ง ก่อน สทนช. จะรวบรวมแผนงานโครงการงบเสนอผ่านสำนักงบประมาณให้ความเห็น แล้วจึงเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงต้นเดือน ม.ค. 63 เพื่ออนุมัติงบกลางในการดำเนินการต่อไป

นอกจากการเตรียมแผนงานโครงการเพื่อดำเนินการในเชิงป้องกันพื้นที่เสี่ยงได้รับผลผกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งแล้ว สทนช. ยังได้ใช้ศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจเป็นศูนย์กลางในการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งและประเมินผล แก้ไขปัญหา ในเชิงนโยบาย รวมทั้งปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลในเชิงพื้นที่กับศูนย์บรรเทาภัยของหน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง กระทรวงมหาดไทย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร/ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศูนย์เมขลา/ศูนย์นาคราช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“สทนช. ได้มุ่งบูรณาการการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำท่ามกลางสภาวะน้ำต้นทุนเหลือน้อย อย่างไรก็ตาม ต้องขอรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนร่วมมือร่วมใจกันประหยัดน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ไม่ให้เกิดการเสียเปล่า เพราะความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติแล้งไปได้” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

‘เฉลิมชัย’ประกาศปฏิรูปภาคการเกษตรไทยเริ่มต้นปี63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462910

‘เฉลิมชัย’ประกาศปฏิรูปภาคการเกษตรไทยเริ่มต้นปี63

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.24 น.

“เฉลิมชัย”ประกาศ ปฏิรูปภาคการเกษตรไทย เริ่มต้นปี 63 ทันที นำเทคโนโลยีมาส่งเสริมการผลิต การแปรรูปสินค้าเกษตร และถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร ลั่นขับเคลื่อนเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ลด ละ เลิกใช้สารเคมี ขยายช่องทางจำหน่าย นำสู่ตลาดออนไลน์และส่งตรงถึงผู้บริโภค

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ในปี 2563 จะเร่งปฏิรูปภาคการเกษตรของไทยอย่างครบวงจร มีนโยบายหลักคือ การตลาดนำการผลิต โดยผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดเพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ประกอบกับหาตลาดใหม่ๆ และช่องทางการจำหน่ายที่ทันสมัย โดยเฉพาะทางออนไลน์ซึ่งล่าสุดจับมือกับลาซาด้านำสินค้าเกษตรขายผ่านเว็บไซต์ อีกทั้งประสานกับบริษัทไปรษณีย์ไทย บริษัทขนส่งเอกชน และบริษัทการบินไทยเพื่อให้ขนส่งถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วและรักษาคุณภาพของสินค้าตลอดการขนส่งซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2563 ทันที

สำหรับพื้นฐานที่สำคัญของการปฏิรูปภาคการเกษตรคือ การรวบรวมข้อมูลและการให้บริการข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรซึ่งล่าสุดได้ประสานกับ 10 องค์กรจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตรจะทั้ง 77 จังหวัดให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก สนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุมเป็นสหกรณ์ เกษตรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน ที่สำคัญคือ การส่งเสริมคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำการเกษตรเพื่อพัฒนาเป็น Young Smart Famer สืบสานการทำเกษตรกรรมจากพ่อแม่และนำองค์ความรู้ที่ทันสมัย โดยเฉพาะการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ามาพัฒนาให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ต้องพัฒนาการผลิต ตั้งแต่คุณภาพของเมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์ที่ให้คุณภาพดี ผลผลิตต่อไร่สูง ตลอดจนทนทานต่อโรคและแมลง นำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรใหม่ๆ มาใช้อย่างจริงจังได้แก่ การทำเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ (Agri-Map) ซึ่งนำไปสู่การกำหนดพื้นที่ทำการเกษตร (Zoning) การลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชและสภาพดินซึ่งดำเนินเป็นโครงการปุ๋ยสั่งตัดที่สามารถลดต้นทุนได้ถึงร้อยละ 30 หากเกษตรกรประสงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะมีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ สำหรับการป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชนั้นมีนโยบายลด ละ เลิกใช้สารเคมี โดยเร่งวิจัยและพัฒนาสารชีวภัณฑ์เพื่อทดแทน เป็นไปตามเป้าหมายให้ไทยเป็นครัวของโลกซึ่งต้องผลิตอาหารปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ โดยจะนำศาสตร์พระราชาและทฤษฎีใหม่มาเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อน

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญในการทำเกษตรคือ น้ำ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทานวางนโยบายการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็กเพื่อป้องกันภาวะน้ำหลากและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง สำหรับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ภัยแล้งเกิดถี่ขึ้นจะแก้ไขโดยทำโครงการระยะยาวเพื่อเติมน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำสำคัญและการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาซึ่งมีการใช้น้ำเพิ่มขึ้น มีโครงการเพิ่มปริมาณการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาสู่ลุ่มเจ้าพระยาจากปีละ 800 ล้านลบ.ม. เป็น 2,000 ล้านลบ.ม.

นายเฉลิมชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีหน้าจะเร่งแก้ไขปัญหาภาคการประมงต่อเนื่องจากปีนี้ ล่าสุดได้ให้กรมประมงจัดระเบียบเรือประมงพื้นบ้าน โดยให้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ดำเนินการแล้วกว่า 50,000 ลำ ส่วนเรือประมงพาณิชย์ซึ่งขอทำประมงได้ตลอดทั้งปีนั้น ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ เรืออวนลากสามารถทำประมงเพิ่มได้ 30 วัน ส่วนเรืออื่นๆ ในปี 2563 สามารถทำประมงได้ทั้งปี โดยกรมประมงได้พิจารณาถึงความสมดุลของทรัพยากรสัตว์น้ำแล้ว

ส่วนในฤดูแล้งนี้ หลายพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ทั้งข้าวนาปรังและพืชอื่นๆ ได้มอบหมายกรมชลประทานจัดทำโครงการว่าจ้างแรงงานซึ่งกำหนดกรอบงบประมาณแล้วเพื่อให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการมีรายได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังให้กรมประมงนำพันธุ์สัตว์น้ำไปปล่อยในแหล่งน้ำต่างๆ 550 ล้านตัว จับมาบริโภคและจำหน่ายได้ใน 4 เดือนซึ่งจะบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ ทั้งนี้จะให้กรมต่างๆ มาชี้แจงแผนปฏิบัติการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยละเอียดในวันที่ 3 มกราคม 2563

จีนซมพิษ‘อหิวาต์แอฟริกา’ระบาด ดันส่งออก‘หมู-ไก่ไทย’พรวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462884

จีนซมพิษ‘อหิวาต์แอฟริกา’ระบาด ดันส่งออก‘หมู-ไก่ไทย’พรวด

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.39 น.

สศก. ระบุยอดส่งออกหมู-ไก่ไทยไปจีนเพิ่มขึ้น หลังจีนได้รับความเสียหายจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดเป็นวงกว้าง กรมปศุสัตว์คุมเข้มป้องกันโรคเข้าไทย ย้ำยังป้องกันได้และมีแผนรับมือตามวาระแห่งชาติ

27 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า การคาดการณ์ผลผลิตเนื้อสุกรทั่วโลกในปี 2563 จะลดลง โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) คาดว่า จะอยู่ที่  95.22 ล้านตัน ลดลงจากปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 106.13 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 10.28 เนื่องจากประเทศผู้ผลิตที่สำคัญได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้รับความเสียหายจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โดยเฉพาะจีนนั้นปริมาณการผลิตสุกรลดลงร้อยละ 25.27  ดังนั้นประเทศที่จะกลายมาเป็นผู้ส่งออกสำคัญในปี 2563 คาดว่า ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล และสหภาพยุโรป ซึ่งมีปริมาณส่งออกรวมทั้ง 4 ประเทศ คิดเป็นร้อยละ  92.10 ของโลก ปริมาณทั้งสิ้น 10.38 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.43 เมื่อเทียบกับปี 2562

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อว่า เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการส่งออกสุกรและสินค้าทดแทนได้มากขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม – ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาไทยส่งออกเนื้อสุกรสดแช่เย็นหรือแช่แข็งและผลิตภัณฑ์รวม 10,107 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึง 8,736 ตัน คิดเป็นร้อยละ 15.68 จากการที่ปริมาณผลผลิตเนื้อสุกรไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งตลาดในและต่างประเทศ ผู้บริโภคจึงบริโภคสินค้าทดแทนมากขึ้น ไทยยังส่งออกไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูปได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย  ช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562  รวม 744,119 ตัน มูลค่า 87,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการส่งออก ปริมาณ 698,229 ตัน คิดเป็นร้อยละ 6.57 มูลค่า 82,975 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.15

สำหรับการส่งออกของไทยไปยังตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 3.7 เท่า โดยจีนนำเข้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูปจากไทยในช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562 ปริมาณ 55,401 ตัน มูลค่า 5,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 11,795 ตัน มูลค่า 1,166 ล้านบาท ขณะที่เกาหลีใต้นำเข้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูปจากไทย ปริมาณ 34,696 ตัน มูลค่า 4,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 23,795 ตัน มูลค่า 2,976 ล้านบาทหรือร้อยละ 46

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ยังไม่พบการระบาดของโรค ASF ในไทย ส่วนสถานการณ์การระบาดทั่วโลกนั้น พบการระบาดทั้งหมด 30 ประเทศประกอบด้วย ทวีปแอฟริกา 6 ประเทศ ทวีปยุโรป 12 ประเทศ และทวีปเอเซีย 12 ประเทศ ได้แก่ จีน มองโกเลีย เวียดนาม กัมพูชา เกาหลีเหนือ ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ติมอร์-เลสเต ฮ่องกง และอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ แม้ไทยยังไม่พบการระบาดของโรค ASF แต่พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อธุรกิจปศุสัตว์ภายในประเทศ กรมปศุสัตว์จึงพร้อมเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ซึ่งเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่ากากรระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ดำเนินมาตรการป้องกัน โดยประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศที่มีการระบาดของโรค  บูรณาการกับทุกภาคส่วนป้องกันการลักลอบนำสุกรและผลิตภัณฑ์สุกร และจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เอกซเรย์แบบเคาะประตูบ้าน เฝ้าระวัง ให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรค ASF และการป้องกัน พร้อมนี้กรมปศุสัตว์ ได้เสนอของบกลางเพื่อป้องกันโรค ASF เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 950 ล้านบาทเพื่อเป็นค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายเพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรคในพื้นที่เสี่ยงสูง รถกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อเพื่อควบคุมโรคระบาด ตลอดจนส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่พื้นเมืองซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของหมอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462708

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของหมอน

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่มีเรื่องราวเล่าต่อกันมาในหน้าหนังสือพิมพ์บ้าง ในสังคมออนไลน์บ้างว่า จะมีโครงการผลิตหมอนยางพาราแจกชาวบ้านจำนวน 30 ล้านใบ ใช้งบประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีคนบวกลบคูณหารแล้ว ผลลัพธ์ออกมาว่าหมอนยางพาราที่จะแจกชาวบ้านนี้ตกราคาใบละ 600 บาท

มีคนบวกลบคูณหารอีกเช่นกันบอกว่าหมอนยางพาราผลิตใบเดียวอาจจะใบละ 600 บาทแต่ถ้าผลิต 100 ใบขึ้นไป ราคาจะลดลงเกือบครึ่ง และยิ่งผลิตเป็นหลายสิบล้านใบให้มากที่สุดก็อาจจะตกที่ใบละเพียง 100 บาทเท่านั้น….

ส่วนวิธีการที่จะนำงบประมาณผลิตหมอนยางพารามาจากไหนนั้น ก็เล่าต่อๆกันมาอีกเช่นกันว่า จะให้การยางแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการโดยไปกู้เงิน ธ.ก.ส. มาดำเนินการผลิตหมอนยางพารา และใช้วิธีการออกสลากการกุศล ใช้เวลาประมาณ 1 ปี นำเงินมาคืน ธ.ก.ส. ส่วนหมอนที่ผลิตนั้นก็แจกประชาชนเดือนละ 3 ล้านใบ เป้าหมายของโครงการนี้คือการดึงยางพาราออกจากตลาดได้ 1.5 แสนตัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางขยับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 65 บาท ซึ่งมีคนคัดค้านว่า ปริมาณยางที่ดึงออกจากระบบไปเพียงเท่านี้ไม่น่าจะมีผลให้ราคายางขึ้นมามากมายขนาดนั้น….

ทำไมต้องเป็นหมอนยางพารา คงต้องไปถามเจ้าของความคิดนี้กันเอาเอง….

รู้แต่ว่าหมอนยางพารา เป็นหมอนเพื่อสุขภาพ ผลิตจากยางธรรมชาติ มีความนุ่ม มีความยืดหยุ่นสูง ไม่มีสารเคมีตกค้าง ไม่เป็นที่เกาะอาศัยของไรฝุ่น หรือแบคทีเรียซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค มีปุ่มนวดเวลาหนุนจึงช่วยในการไหลเวียนโลหิต ลดการนอนกรนได้ ทำความสะอาดง่าย สามารถซักได้ด้วยเครื่องซักผ้า และปั่นแห้งได้ มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรตากแดด

อุตสาหกรรมผลิตหมอนยางพารามีมานานเกือบ 50 ปีแล้ว แต่มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย จนกระทั่งยางพาราประสบภาวะราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงมีการรวมกลุ่มกันแก้ปัญหาราคายางตกต่ำด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆและหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นคือ หมอนยางพารา ซึ่งการรวมกลุ่มนั้นมีทั้งวิสาหกิจชุมชน และ กลุ่มสหกรณ์ ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ และการทำตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน

ขณะเดียวกันก็มีโรงงานผลิตหมอนยางพาราในลักษณะอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมาอีกไม่น้อย และตลาดของหมอนยางพารายังไม่มีปัญหาทั้งในและต่างประเทศ โดยโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ จะมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มิได้มีเฉพาะหมอน แต่ยังมีที่นอน เครื่องนอนสำหรับเด็ก เบาะรองนั่ง อาสนสงฆ์ และหมอนรองคอ เป็นต้น

โครงการแจกหมอนยางพาราจะดำเนินต่อหรือพักไว้ก่อน ต้องรอดูกันต่อไป คนคิดโครงการคงต้องคิดให้รอบคอบถึงผลได้ผลเสีย ผลกระทบกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอยู่แล้วในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์เคยนั่งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกันถึงมาตรการช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ อันเป็นนโยบายสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงว่าจะต้องแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำให้ได้โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ คุยว่าได้ไปเปิดตลาดยางที่อินเดีย 100,000 ตัน มูลค่า 7.5 พันล้านบาท นอกจากนี้การยางแห่งประเทศไทย ยังสามารถเจรจาขายยางSTR20 ให้กับบริษัทเอกชนของจีน และบริษัทเอกชนของฮ่องกง มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอีกหลายมาตรการ มาตรการแรกคือ การประกันรายได้ชาวสวนยาง สำหรับยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไป ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ในราคาประกัน ยางแผ่นดิบราคากิโลกรัมละ 60 บาท น้ำยางสดราคากิโลกรัมละ 57 บาท ยางก้อนถ้วยราคากิโลกรัมละ 23 บาท ซึ่งได้ทยอยโอนเงินส่วนต่างของราคาประกันกับราคาที่เกษตรกรขายได้ให้เกษตรกรไปแล้วงวดแรก เม่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 และจะโอนอีก 2 งวด คือ 1 มกราคม และ 1 มีนาคม 2563

มีมาตรการเสริม 11 โครงการ ใช้งบประมาณรวมเกือบ 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการซึ่งใช้ยางแห้งเพื่อดูดซับยางออกจากระบบ

โครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยางโดยเป้าหมายเน้นการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่มีมูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม และอื่นๆ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ไร่ละ 1,800 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ โดยเป็นของเจ้าของสวน 1,100 บาท และเป็นของคนกรีดยาง 700 บาท และโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร สร้างถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ ทั่วประเทศจำนวน 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร เป็นต้น

มาตรการเหล่านี้ ถ้ายังไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำได้ การทำหมอนยางพาราแจกประชาชน 30 ล้านใบ ก็คงช่วยแก้ปัญหาราคายางไม่ได้ นอกจากจะทำให้ประชาชนมีหมอนเพื่อสุขภาพไปนอนหนุนเล่นเย็นๆ ใจเท่านั้น…..

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : กษ.แถลงจัดเต็มวันเกษตรแห่งชาติปี’63 ชูแนวคิด‘นวัตกรรมเกษตรไทย-ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462710

รายงานพิเศษ : กษ.แถลงจัดเต็มวันเกษตรแห่งชาติปี’63 ชูแนวคิด‘นวัตกรรมเกษตรไทย-ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา’

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวเตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563 ว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และจังหวัดนครราชสีมา เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 10-19 มกราคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ภายใต้แนวคิด“นวัตกรรมเกษตรไทย ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา” เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ และเพื่อน้อมนำให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกร การส่งเสริมพัฒนาการเกษตร อันเป็นพื้นฐานการพัฒนาคน องค์ความรู้ พัฒนาประเทศ และเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการผลงานวิจัยด้านการเกษตร ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกสาขาอาชีพที่สนใจ

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่า ปีนี้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯพร้อมเข้าร่วมจัดนิทรรศการแบ่งเป็น 2 ภาคส่วน ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล  อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 นำเสนอนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย” และ“พระบิดาแห่งฝนหลวง” รวมถึงนิทรรศการศาสตร์พระราชา เช่น การปลูกป่า 3 อย่างได้ประโยชน์4 อย่าง การจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาที่ดิน การปลูกพืช ทั้งการปลูกไม้ผล ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกยางพารา ปรับปรุงพันธุ์พืช ระบบการเกษตร และด้านปศุสัตว์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมด้านการเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของปวงชนชาวไทยตลอดมา เป็นการสานต่อพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

สำหรับการจัดงาน“วันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563” ครั้งนี้ตรงกับวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 คือ วันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 ซึ่งตรงวัตถุประสงค์ของการจัดงานเป็นการถ่ายทอดศาสตร์พระราชาให้เด็กเยาวชนไทยน้อมนำพระราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาให้ยุวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้เข้าใจเข้าถึง นำไปสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม

ในส่วนนิทรรศการภาควิชาการนำเสนอความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกร เช่น กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับประเทศ รายการแข่งขันเกมเกษตรกร รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโดรนพ่นสารชีวภัณฑ์ โดรนสำรวจเพื่อทำแผนที่การบริหารจัดการน้ำ ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ (DGT FARM) ระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร เครื่องหมายรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัยแอพพลิเคชั่นฟาร์มดี การบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ นวัตกรรมผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม การปรับโครงสร้างการผลิตปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน นวัตกรรมของปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงการสร้างผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์ (Smart Cooperative Directors) นอกจากนี้ ยังจัดทำโมเดลจำลองทั้งเรื่องการจัดตั้งตลาด อ.ต.ก.โรงทอ จอหอตลาด Farmer Market ระบบการจัดการฟาร์มโคเนื้อแบบประณีต รวมถึงทำอาชีพเสริม ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงปลานิลครบวงจร การเลี้ยงปลานิล/ปลาตะเพียน/กบในนาข้าว ส่งเสริมการเลี้ยงโคนม นำไปสู่การแสดงเทคโนโลยีที่นำมาปรับใช้ในจ.นครราชสีมา และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่นำมาปรับใช้ในพื้นที่ราบทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่ราบทุ่งสัมฤทธิ์ ทั้งปรับปรุงดินเค็มปานกลางเพื่อปลูกข้าว และไร่นาสวนผสม ปรับปรุงดินเค็มจัดด้วยไม้ทนเค็มและหญ้าเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้ และนำเสนอปลาประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ ปลาพวง

ด้านน.ส.นนทิชา วรรณสว่าง  รองอธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า ภายในงานยังมีกิจกรรมสาธิตฝึกอบรมให้ความรู้จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯและซุ้มจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร สินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์จากภาคต่างๆจำหน่าย เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากข้าว ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวกล้อง ข้าวฮาง รวมถึงผักปลอดสาร ผลไม้ และสินค้าเกษตรแปรรูป ผ้าไหมที่ได้รับรองเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทาน ผลิตภัณฑ์จากไหมและรังไหม จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานจากหญ้าแฝก รวมถึงการนำเสนอวัฒนธรรมวิถีชีวิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งปราสาทข้าวขนาดใหญ่ ผีตาโขนตุงใยแมงมุม เพื่อให้ผู้ชมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

6ชาติสมาชิกเห็นชอบแผนบริหารลุ่มน้ำโขง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462704

news_default

6ชาติสมาชิกเห็นชอบแผนบริหารลุ่มน้ำโขง

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพร้อมดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) หัวหน้าคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำของไทย (Joint Working Group) และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนฝ่ายไทยร่วมประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation : MLC) ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยนายเทวัญกล่าวว่า ที่ประชุมสรุปผลดำเนินงานที่ผ่านกรอบความร่วมมือ กลไกการทำงาน ทิศทางดำเนินการในอนาคต โดยประเทศสมาชิกกลุ่มแม่โขง-ล้านช้าง 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม และประเทศเจ้าภาพคือ จีน เห็นชอบพัฒนากรอบความร่วมมือ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการคำนึงถึงการใช้แม่น้ำร่วมกัน โดยเคารพสิทธิใช้น้ำของประเทศต้นน้ำและท้ายน้ำ ซึ่งจีนในฐานะผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างแสดงจุดยืนเคารพสิทธิใช้น้ำบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน และตอบสนองเป้าหมายพัฒนายั่งยืนขององค์กรสหประชาชาติ รวมถึงปัจจัยอื่น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก นอกจากนี้ เวทีประชุมยังเปิดให้รัฐมนตรีของประเทศสมาชิก กล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของแต่ละประเทศ ผลลัพธ์จากความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และทิศทางความร่วมมือในอนาคต ในส่วนไทยแสดงเจตจำนงว่า เนื่องจาก MLC เป็นความร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำที่พัฒนารวดเร็วและเป็นไปเชิงบวก จึงควรมีกลไกความร่วมมือที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณน้ำทั้งปี เพื่อให้ประเทศท้ายน้ำนำข้อมูลมาใช้วางแผนบริหารจัดการน้ำหรือแจ้งเตือนประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโขงทันเวลา

ด้านดร.สมเกียรติกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกรอบแม่โขง-ล้านช้าง และกรอบคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีโอกาสร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม MOU ระหว่าง LMC Water Center และ MRCS จึงเชื่อมั่นว่าศูนย์น้ำทั้งสองจะแบ่งปันข้อมูล เพื่อใช้บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนให้อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านช้างต่อไป รวมทั้งฝ่ายไทยยังเสนอให้ตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของแม่น้ำโขง หรือประเด็นโดดเด่นที่ควรได้รับความสนใจ จากกรณีระดับน้ำส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งขอความร่วมมือจากจีนพิจารณาบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนเป็นครั้งคราว โดยตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อร่วมติดตามและป้องกันสถานการณ์ภัยแล้ง

กยท.เจ้าภาพลงนามซื้อขายยางไทย-จีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462705

news_default

กยท.เจ้าภาพลงนามซื้อขายยางไทย-จีน

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท.เป็นเจ้าภาพจัดพิธีลงนาม MOU เพื่อความร่วมมือด้านธุรกิจ ของChina ZhengXin Group Limited และ บริษัท Dimond Star Network จำกัดเพื่อซื้อ-ขายยางพารา เน้นยางธรรมชาติจากเกษตรกร – สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทยมาเป็นวัตถุดิบ กระตุ้นการส่งออกยางระหว่างประเทศ โดยมีนายขจรจักษณ์นวลพรหมสกุล  รักษาการผู้ว่าการ กยท.เป็นประธานพิธีลงนามระหว่าง Mr.BenjaminZhang GuaQiang รองผู้จัดการ ChinaZhengXin Group Limited และนายเกรียงศักดิ์ ทิพย์สิงห์ ประธาน บริษัท Dimond Star Network จำกัด ที่การยางแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่)

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยเปิดเเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือทางด้านธุรกิจ ระหว่าง China
ZhengXin Group Limited และ บริษัท Dimond Star Network จำกัด ที่จัดขึ้นเพื่อซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางพาราของสถาบันเกษตรกรถือเป็นการผลักดันผลิตภัณฑ์ยางพาราของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่กยท.ดูแล ซึ่งบริษัทผู้ขายต้องผลิตหรือจัดหาผลิตภัณฑ์ยาง โดยใช้วัตถุดิบยางธรรมชาติจากเกษตรกรชาวสวนยางไม่น้อยกว่า 400,000 ตันต่อปี ทั้งนี้ กยท.มีบทบาทสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยางให้ปรับปรุงคุณภาพผลผลิต การผลิต แปรรูป การตลาดและดำเนินการอื่นที่
เกี่ยวกับยางพารา และอุตสาหกรรมแปรรูปยางขั้นต้น รวมถึงงานครั้งนี้จะช่วยดูดซับปริมาณยางพาราในระบบ ตลอดจนกระตุ้นส่งออกยางพาราของประเทศไทย โดยเฉพาะจีน ประเทศนำเข้ายางพารามากที่สุด ฉะนั้น การร่วมมือด้านธุรกิจระหว่างจีนและไทยสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในประเทศไทย สร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์อุปทาน สร้างสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านยางพารา

สศก.แจงโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง คาดผลผลิตทั้งปท.ปี’63กว่า1.38แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462709

news_default

สศก.แจงโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง คาดผลผลิตทั้งปท.ปี’63กว่า1.38แสนตัน

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการบริหารนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งและหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้ความตกลง WTO ปี 2563 ว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่และมันฝรั่ง ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมเห็นชอบนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน ปี 2563 ครั้งที่ 1 ปริมาณรวม 5,208.75 ตันอัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 โดยกำหนดให้การนำเข้ามีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2563 และจัดสรรให้ 3 บริษัทได้แก่ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด 4,347 ตัน  บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัด 850 ตัน และบริษัท ยูนิแชมป์ จำกัด 11.75 ตัน การนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งกำหนดปีละ 3 ครั้ง เพื่อให้เกษตรกรปลูกคือ ช่วงเม.ย.-ก.ค.  ช่วง ส.ค.- ต.ค. และช่วงพ.ย.-ม.ค.(ปีถัดไป) ทั้งนี้ ผู้นำเข้าต้องจำหน่ายหัวพันธุ์มันฝรั่งโรงงานให้เกษตรกรราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 35.00 บาท

สำหรับการบริหารนำเข้าหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปปี 2563 กำหนดอัตราภาษีโควตาร้อยละ 27 (อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125) ปริมาณรวม 52,000 ตันกำหนดการนำเข้าช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม- 31 ธันวาคม 2563 โดยจัดสรรให้บริษัท เป๊ปซี่-โคล่าฯปริมาณ 44,750 ตัน บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ฯปริมาณ 6,750 ตัน และบริษัท ยูนิแชมป์ฯปริมาณ 500 ตัน มีเงื่อนไขว่าผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าต้องทำสัญญารับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบปริมาณในโควตาที่ขอขยายเพิ่มเติมอีกปริมาณ 6,400 ตัน โดยจัดสรรให้บริษัท เป๊ปซี่-โคล่าฯปริมาณ 5,400 ตันบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ฯปริมาณ 1,000 ตัน ซึ่งสศก.จะนำเข้าคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ  ด้านราคารับซื้อ ผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าต้องรับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกรราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท ช่วงฤดูฝน (ก.ค.-ธ.ค.) และราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.60 บาทช่วงฤดูแล้ง (ม.ค.-มิ.ย.)

สำหรับแนวทางจัดการสินค้ามันฝรั่ง ปี 2563 เน้นมาตรการกระจายผลผลิตช่วงออกสู่ตลาดมาก พร้อมตรวจสอบสต็อกผู้ประกอบการป้องกันกักตุนและเก็งกำไร ขณะที่กรมศุลกากรจะดำเนินมาตรการปราบปรามการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ สศก.คาดว่า ปี 2563 (ปีเพาะปลูก 2562/63)มันฝรั่งมีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 47,297 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ผลผลิตรวม 138,782 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 โดยผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว เฉลี่ย 2,943 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 92 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 3 โดยเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทผู้รับซื้อมันฝรั่งมีแผนความต้องการและส่งเสริมให้ขยายการผลิตในปี 2561-63 ซึ่งขอเพิ่มโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของมันฝรั่ง และบริษัทผู้รับซื้อมันฝรั่ง ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้หัวพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน ผลผลิตได้ขนาดตามความต้องการ ภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศจึงเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถึงแม้จะขยายการผลิตและนำเข้าเพิ่มขึ้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาที่เกษตรกรได้รับ เนื่องจากมีการรับซื้อตามราคาขั้นต่ำที่คณะอนุกรรมการ กำหนดอยู่แล้ว