เที่ยววันเด็กซึมซับวิถีเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406790?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เที่ยววันเด็กซึมซับวิถีเกษตร

26 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
วันเกษตรแห่งชาติ,วันเด็ก,กรมการข้าว
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

วันเด็กปีนี้เกษตรฯ ชวนผู้ปกครองนำเด็กเที่ยวงานวันเกษตรแห่งชาติ เรียนรู้เทคโนโลยี ซึมซับวิถีเกษตร

26 ธันวาคม 2562 นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่านายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก

โดยมุ่งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรใหม่ ๆ พร้อมซึมซับวิถีวัฒนธรรมทางการเกษตร ซึ่งในปีนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และจังหวัดนครราชสีมา จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรไทย ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา” ระหว่างวันที่ 10-19 มกราคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์

รวมทั้งยังเป็นการเผยแพร่เทคโนโลยีใหม่ด้านการเกษตร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคน และองค์ความรู้ทางด้านเกษตรกรรม สำหรับในปีนี้ทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมเข้าร่วมจัดนิทรรศการ โดยการการจัดนิทรรศการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ภาคส่วน ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล  อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่นำเสนอนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย” และ “พระบิดาแห่งฝนหลวง”

รวมไปถึงนิทรรศการศาสตร์พระราชา เช่น การปลูกป่า 3 อย่างได้ประโยชน์  4 อย่าง การจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาที่ดิน การปลูกพืช ทั้งการปลูกไม้ผล การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การปลูกยางพารา การปรับปรุงพันธุ์พืช ระบบการเกษตร และด้านการปศุสัตว์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมด้านการเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของปวงชนชาวไทยตลอดมา อันเป็นการสานต่อพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

ในส่วนของนิทรรศการภาควิชาการ ได้นำเสนอความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกร เช่น กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับประเทศ รายการแข่งขันเกมเกษตรกร รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็น โดรนพ่นสารชีวภัณฑ์ โดรนสำรวจเพื่อทำแผนที่การบริหารจัดการน้ำ ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ (DGT FARM) ระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร เครื่องหมายรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัย แอพพลิเคชั่นฟาร์มดี

การบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ นวัตกรรมผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม การปรับโครงสร้างการผลิตปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน นวัตกรรมของปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงการสร้างผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์ (Smart Cooperative Directors) นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำโมเดลจำลอง ทั้งในเรื่องของการจัดตั้งตลาด อ.ต.ก.โรงทอ จอหอ ตลาด Farmer Market ระบบการจัดการฟาร์มโคเนื้อแบบประณีต รวมถึงการทำอาชีพเสริมต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็น การเพาะเลี้ยงปลานิลครบวงจร การเลี้ยงปลานิล/ปลาตะเพียน/กบ ในนาข้าว การส่งเสริมการเลี้ยงโคนม นำไปสู่การแสดงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ในจังหวัดนครราชสีมา และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สามารถนำมาปรับใช้ในพื้นที่ราบทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่ราบทุ่งสัมฤทธิ์ ทั้งการปรับปรุงดินเค็มปานกลางเพื่อปลูกข้าว และไร่นาสวนผสม การปรับปรุงดินเค็มจัดด้วยไม้ทนเค็มและหญ้าเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้ และนำเสนอปลาประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ ปลาพวง

ขอเชิญชวนให้ผู้ปกครองนำบุตรหลานมาเยี่ยมชม และร่วมสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563 ตามวันและเวลาดังกล่าว ซึ่งนอกจากบุตรหลาน จะได้รับความสนุกสนาน และตื่นตาตื่นใจแล้ว ยังจะได้ชื่นชมศาสตร์พระราชาทางด้านเกษตรกรรม และได้สัมผัสถึงคุณค่าของอาชีพเกษตรกร อันเป็นอาชีพที่มีความสำคัญของประเทศไทยอีกด้วย

ชงครม.3,000 ล้านสินเชื่อชะลอขายเกลือทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406769?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชงครม.3,000 ล้านสินเชื่อชะลอขายเกลือทะเล

25 ธันวาคม 2562 – 18:00 น.
เกลือ,อลงกรณ์ พลบุตร,นาเกลือ
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

เกษตรฯเตรียมเสนอโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือทะเล วงเงิน 3,000 ล้านบาทให้ครม.พิจารณาเพื่อแก้ปัญหาเกลือล้นตลาด ส่งผลให้ราคาเกลือตกต่ำ 

25 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุม คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 4 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ว่าการประชุมดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาราคาเกลือตกต่ำ

ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาด้านประมงทำให้ความต้องการใช้เกลือทะเลลดลง การนำเข้าเกลือทะเลมีราคาต่ำกว่าราคาจำหน่าย รวมถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการกำหนดปริมาณไอโอดีนในเกลือบริโภคให้ทำผลผลิตเกลือทะเลตกค้าง โดยฤดูกาลผลิต 2561/62 ตกค้างในยุ้งเกษตรกร 15,783 เกวียนและจะมีผลผลิตปี 2562/63 อีก 620,000 เกวียน เกินความต้องการตลาดส่งผลให้ราคาตกต่ำขณะนี้ราคาเกลือที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่กิโลกรัมละ 80 สตางค์ ต่ำกว่าทุนที่กิโลกรัมละ 1 บาท 50 สตางค์

เบื้องต้นได้เห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือทะเล ปีการผลิต 2563/2564 วงเงิน 3,000 ล้านบาท โดยจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในเดือนมกราคมปีหน้า วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 0.01 ต่อปีเพื่อให้เกษตรกรสามารถชะลอการขายเกลือในช่วงที่ปริมาณมากเกินความต้องการ เพื่อทำให้ราคาเกลือสูงขึ้นบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรนาเกลือ

กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 7 จังหวัด คือ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และปัตตานี มีพื้นที่ทำนาเกลือประมาณ 78,289 ไร่ และกำหนดวงเงินสินเชื่อและการกำหนดราคาเกลือทะเลในการจ่ายเงินกู้ ในอัตราร้อยละ 80 ของราคาที่กำหนดประเภทเกลือคุณภาพปานกลาง ในอัตรา 937.50 บาทต่อตัน ระยะเวลาการจัดทำสัญญาเงินกู้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2563

นอกจากนั้น ยังได้ขอความร่วมมือจากสถานประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม   ภาคการเกษตร ในการเร่งระบายผลผลิตเกลือทะเล ระหว่างชุมนุมสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทย กับ สหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกมะนาวแพ้วดำเนิน จำกัด สหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา จำกัด สหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งนครปฐม จำกัดและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับผลผลิตเกลือทั้งประเทศ  มีปริมาณเฉลี่ย 992,000 ตัน ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 9 แสนตันในจำนวนนี้ ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ร้อยละ 30.50/ประมง ร้อยละ19.50/โรงงานดองผัก ร้อยละ 20.7/อื่นๆ ร้อยละ 19.30/ผู้บริโภคร้อยละ 7.10 และอื่นๆร้อยละ 2.9

ร.10ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยช่วยเหลือโครงการราษฎร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406748?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ร.10ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยช่วยเหลือโครงการราษฎร

25 ธันวาคม 2562 – 17:24 น.
กรมชลประทาน,ร10,โครงการพระราชดำริ,พระบรมราชวินิจฉัย
เปิดอ่าน 140 ครั้ง

ในหลวง ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยรับโครงการที่ราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือ (ฎีกา) ไว้จำนวน 10 โครงการ ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงพระราชดำริ

25 ธันวาคม 2562 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมกับพลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่ภาคใต้ ครั้งที่ 1/2563

พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง และคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช

นายประพิศ กล่าวว่าสำหรับการประชุมในครั้งนี้ เพื่อรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ 14 จังหวัด ภาคใต้ ซึ่งในส่วนของกรมชลประทานได้รายงานความก้าวหน้าและการดำเนินงาน โครงการอ่างเก็บน้ำทำนบ 1 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำทำการเกษตรของหมู่บ้านทะเลปัง ตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช

โครงการวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการอ่างเก็บน้ำคลองสีสุก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านเขาพลู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตรัง โครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดพัทลุง และโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดยะลา พร้อมเร่งสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนได้รับทราบความสำคัญของแต่ละโครงการอย่างต่อเนื่อง

โดย พลเอก กัมปนาท ได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ยังติดปัญหา เพื่อร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งติดตามโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และแนวทางการดำเนินงานป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟไหม้พื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยรับโครงการที่ราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือ (ฎีกา) ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 10 โครงการ โดยทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร

แล้งอีกยาว!! กรมชลฯเปิดศูนย์เฉพาะกิจแก้ภัยแล้ง วอนประคองใช้น้ำประหยัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462830

news_default

แล้งอีกยาว!! กรมชลฯเปิดศูนย์เฉพาะกิจแก้ภัยแล้ง วอนประคองใช้น้ำประหยัด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 20.23 น.

กรมชลฯเปิดศูนย์เฉพาะกิจแก้ภัยแล้ง ยังแล้งอีกยาวกว่า4เดือน ปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลช่วยเหลือประชาชนประสบภัยทันท่วงที วอนประคองใช้น้ำประหยัด

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจะจัดแถลงข่าวจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้งปี 2562/63 และปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลช่วยภัยแล้ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ท่วงที ในวันศุกร์ ที่ 27 ธ.ค.62 เวลา 13.30 น.กรมชลประทาน สามเสน

“ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์น้อย อีกทั้ง ช่วงฤดูแล้งยังเหลือระยะเวลาอีกกว่า 4 เดือน กรมชลประทาน จึงต้องจัดสรรน้ำตามแผนฯอย่างเคร่งครัดและจริงจัง เพราะหากไม่ดำเนินการตามแผนฯอาจทำให้เสี่ยงปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอต่อกิจกรรมการใช้น้ำที่จำเป็นได้ โดยขอให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามและใช้น้ำอย่างประหยัด” นายทองเปลว กล่าว

ด้าน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน (26 ธ.ค. 62) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 47,458 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 23,612 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 11,187 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 4,491 ล้าน ลบ.ม.วางแผนส่งน้ำเฉพาะสนับสนุนการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลไม้ยืนต้น เท่านั้น

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์ระหว่างร้อยละ 31 – 50 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบันมีจำนวน 10 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก, เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง, เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี, เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา, เขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา, เขื่อนลำแซะ จังหวัดนครราชสีมา, เขื่อนบางพระ จังหวัดชลบุรี, เขื่อนหนองปลาไหล จังหวัดระยอง และเขื่อนประแสร์ จังหวัดระยอง สามารถสนับสนุนได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เท่านั้น

ส่วนอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวง-อุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 74 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 60 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีปริมาณน้ำ 45 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 8 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 502 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ , เขื่อนลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 23 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 15 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำ 23 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาณน้ำ 241 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 25 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 38 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาณน้ำ 37 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 61 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา ปริมาณน้ำ 110 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 80 ล้าน ลบ.ม. ทั้งหมดสามารถสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่อยู่ในเกณฑ์น้อยดังกล่าวข้างต้น กรมชลประทาน จำเป็นต้องตามแผนการจัดสรรน้ำอย่างเข้มงวด พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่แต่ละโครงการชลประทานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ลงพื้นที่ไปสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ให้กับประชาชนให้มากที่สุด จึงขอทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำตามแผนอย่างเคร่งครัดและอย่างประหยัดมากที่สุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

‘ธรรมนัส’เล็งออกสลากพิเศษ ซื้อ’หมอนยางพาราประชารัฐ’แจกปชช.20ล้านใบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462742

news_default

‘ธรรมนัส’เล็งออกสลากพิเศษ ซื้อ’หมอนยางพาราประชารัฐ’แจกปชช.20ล้านใบ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.23 น.

“ธรรมนัส”ผุดไอเดีย!! ให้”อตก.”ผลิต”หมอนยางพาราประชารัฐ”20ล้านใบมอบให้ประชาชน โดยร่วมกับกยท.รับซื้อน้ำยางจากกลุ่มเกษตรกรในราคานำตลาด สนองนโยบายนายกฯ เพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศเพื่อยกระดับราคายางพารา เล็งให้กองสลากฯออกสลากพิเศษจำหน่ายนำเงินมาดำเนินโครงการ ไม่ใช้งบประมาณรัฐ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กำลังเร่งดำเนินโครงการผลิต “หมอนยางพาราประชารัฐ” จำนวน 20 ล้านใบ มอบให้ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับราคายางพารา ด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้ได้ผลจริง ตามคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมามีเป้าหมายใช้ 200,000 ตัน ต่อไปเพื่อลดประมาณยางในระบบ แต่ทำได้เพียงร้อยละ 10 ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการดังกล่าว โดยให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ดำเนินการผลิตหมอนยางพารา

ทั้งนี้ หมอนใบหนึ่งใช้น้ำยางพารา 3 – 4 กิโลกรัม ซึ่งจะประสานการยางแห่งประเทศไทย (ก.ย.ท.) กำหนดวิธีการรวบรวมวัตถุดิบจากสหกรณ์ชาวสวนยาง กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล อีกทั้งในระยะยาวจะสามารถยกระดับราคายางพาราให้สูงขึ้นได้ตามที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้หาเสียงไว้ว่า จะทำให้ราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่มายาวนาน ปรับสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 65 บาท ให้ได้

เดิมทีนั้นจะเสนอ ครม.อนุมัติให้ อตก.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ จากนั้นให้ อตก.ประสานกับกองสลากแห่งประเทศไทยออกสลากพิเศษจำหน่ายแก่ประชาชนเพื่อนำเงินมาผลิตหมอน มุ่งหวังให้เป็นโครงการใหญ่เปิดพุทธศักราช 2563 มอบเป็นของขวัญแก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราและประชาชน จากนั้นนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่ ธ.ก.ส.จนครบจำนวน ดังนั้น จึงเป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐ ​ต่อมาคณะทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส พบว่า อตก.ไม่สามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส.ได้เนื่องจากผลประกอบการขาดทุนมา 5 ปี แต่ไม่ได้ล้มเลิกโครงการนี้แต่อย่างใด อยู่ระหว่างมอบหมายหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันหาแนวทางดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลให้สำเร็จ

ที่ผ่านมาได้มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงเชิญอธิบดีกรมสรรพสามิต ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้อํานวยการสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล​ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหารือการจัดทำรายละเอียดโครงการนี้ในเบื้องต้นแล้ว จากนั้นในวันที่ 8 มกราคม 2563 จะเชิญประชุมอีกครั้งเพื่อเร่งรัดดำเนินการ โดยการยางแห่งประเทศไทย (ก.ย.ท.) จะเชิญผู้ประกอบการผลิตเครื่องนอนจากยางพาราชั้นนำมาหารือเพื่อขอความร่วมมือในการผลิตหมอนประชารัฐ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางที่จะนำเครื่องนอนที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ในภาคการท่องเที่ยวด้วย โดยขอความร่วมมือสมาคมโรงแรมและรีสอร์ท​ นำเครื่องนอนยางพาราไปเปลี่ยนที่นอนเดิม เมื่อนักท่องเที่ยวไปพัก แล้วได้ทดลองนอนจะได้ทราบว่า เครื่องนอนจากยางพารามีคุณภาพ นอนสบาย และมีความคงทนซึ่งจะเป็นการขยายตลาดสินค้ายางพาราต่อไป โดยอยู่ระหว่างกำหนดมาตรการจูงใจแก่ผู้ประกอบการ​ที่ร่วมโครงการ

“จะเร่งเดินหน้าโครงการนี้หลังปีใหม่ทันที โดยนอกจากหมอนยางพาราแล้ว ได้สั่งการหาช่องทางการตลาดในการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยต่อไปอาจจำหน่ายบนเว็บไซต์ของ อตก.เพื่อให้ประชาชนสั่งซื้อได้ง่าย หากการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นจะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด จากปัจจุบันราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่กิโลกรัมละ 42 – 43 บาท​ มุ่งหวัง​ให้​เพิ่มขึ้นถึง 65 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือ​เกษตรกรที่เดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำมายาวนาน มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามนโยบายรัฐบาล” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ประภัตร’เร่งยกระดับฟาร์มหมูรายย่อย สู่มาตรฐาน GAP ปลอดโรคอหิวาต์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462674

news_default

‘ประภัตร’เร่งยกระดับฟาร์มหมูรายย่อย สู่มาตรฐาน GAP ปลอดโรคอหิวาต์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.05 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ (National Standardization Body: NSB) เพื่อให้มาตรฐานที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อผู้บริโภค อยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกร/ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติได้ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้มีการเพิ่มจำนวนมาตรฐานให้เพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยจะต้องเร่งสร้างมาตรฐานให้กับสินค้าเกษตรทุกชนิด อาทิ ปศุสัตว์ และพืช เป็นต้น เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้า Q ที่มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อสุขภาพที่ดี

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีประเด็นพิจารณา 2 เรื่อง คือ 1. การยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร ประเภทมาตรฐานทั่วไป จำนวน 7 เรื่อง ได้แก่  มาตรฐานเผือก  หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติ   การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเห็ดกระดุม   ระเบียบวิธีการวินิจฉัย Columnea latent viroid ในมะเขือเทศ  การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์และแนวปฏิบัติ   การชันสูตรโรคกล่องเสียงและท่อลมอักเสบติดเชื้อในสัตว์ปีกและแนวปฏิบัติ  และการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มกุ้งเครย์ฟิชเพื่อการบริโภคและแนวปฏิบัติ  และ 2. ข้อเสนอการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับ พืชอาหาร ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งดำเนินการ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ฟาร์มสุกร โดยปี 2562 ประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงสุกร จำนวน 184,717 แห่ง ซึ่งมีสุกรพ่อแม่พันธุ์และสุกรขุน จำนวน 11 ล้านตัว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร ตั้งแต่ปี 2558 ไปแล้ว ซึ่ง มกอช. เห็นควรปรับปรุงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้ฟาร์มสุกรมีระบบป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกร และสอดคล้องกับแผนการเฝ้าระวังและมาตรการป้องกันควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) ของกรมปศุสัตว์ อีกทั้งให้มีมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับฟาร์มสุกรขนาดเล็ก โดยจัดทำมาตรฐาน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร (Good Agricultural Practices; GAP) (ทบทวน) และ 2. ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management; GFM) โดยมาตรฐานฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกร ส่งเสริมความปลอดภัยอาหารของสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากการลดปัญหายาสัตว์ตกค้าง ส่งเสริมสุขอนามัยในการเลี้ยงสัตว์ที่ดี เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกร และเพื่อเป็นอาหารที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคอีกด้วย

ขณะที่  นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  กล่าวว่า  ผลการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ได้ออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ของทั้ง 6 มาตรฐาน รวมทั้งสิ้น 1,211 ฉบับ  และผลการดำเนินการอายัดสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ซึ่งมีการยึดอายัดใน 1 มาตรฐาน คือ มาตรฐานบังคับ เรื่อง ถั่วลิสง พบว่ามีการอายัดเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกนำเข้า จำนวนทั้งหมด 174 ครั้ง เนื่องจากมีผลการตรวจสอบปริมาณอะฟลาทอกซินในเมล็ดถั่วลิสง เป็นไปตามมาตรฐานบังคับ จำนวน 142 ครั้ง และไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับจำนวน 32 ครั้ง และได้มีคำสั่งดำเนินการกับเมล็ดถั่วลิสงซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับที่ถูกอายัดไว้ ดังนี้ ส่งสินค้ากลับคืนต่างประเทศ จำนวน  28 ครั้ง  ปรับปรุงสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน จำนวน  2 ครั้ง  และทำลายสินค้า จำนวน 2 ครั้ง

‘มนัญญา’ จัดหนัก!เล็งรีดภาษีสารเคมี นำเงินวิจัยพัฒนาเกษตรอินทรีย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462670

news_default

‘มนัญญา’ จัดหนัก!เล็งรีดภาษีสารเคมี นำเงินวิจัยพัฒนาเกษตรอินทรีย์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.58 น.

“มนัญญา” เล็งเก็บภาษีสารเคมีการเกษตร นำมาใช้วิจัยพัฒนาเกษตรอินทรีย์พร้อมเร่งดันร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯ ควบคุมโรงงานผลิตและบรรจุสารเคมี ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายรับทราบ เพื่อป้องกันการผสมสารอื่นที่ไม่เป็นไปตามทะเบียนหรือเจือจาง หวั่นเกษตรกรถูกหลอกขายและอาจเป็นอันตรายเมื่อนำไปใช้

น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า จะเร่งหารือกรมศุลกากรให้พิจารณาการเก็บภาษีจากผู้ประกอบการจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร ที่ผ่านมาสารเคมีต่างๆ ที่นำเข้ามา ได้รับการยกเว้นภาษีโดยระบุว่า เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านด้วยซึ่งไม่มีการเก็บภาษีส่งออกเช่นกัน โดยมีวัตถุประสงค์จะนำรายได้จากการเก็บภาษีมาใช้วิจัยพัฒนาภาคเกษตร โดยเฉพาะส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ในลักษณะเดียวกับการเก็บภาษีเหล้าและบุหรี่ แล้วนำมาใช้ส่งเสริมการดูและรักษาสุขภาพประชาชน

ส่วนประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มอบหมายให้กรมวิชาการยกร่างเพื่อใช้ควบคุมโรงงานผลิตและแบ่งบรรจุสารเคมีทางการเกษตร โดยนำมาตรฐาน ISO มากำกับเพื่อไม่ให้มีการลักลอบแบ่งบรรจุ ซึ่งที่ผ่านมาพบ ผู้ประกอบการผสมสารเคมีที่สำคัญสำหรับกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชเจือจางหรือผสมสารอื่นที่ไม่เป็นไปตามทะเบียน รวมทั้งกำหนดให้โรงงานต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพและความเป็นพิษของสารเคมีได้ตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้หากยกร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯ เสร็จสมบูรณ์แล้วจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อทราบ จากนั้นจะนำเสนอนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามเพื่อบังคับใช้ต่อไป

น.ส. มนัญญา กล่าวต่อว่า สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรรายงานการดำเนินการสารเคมี 3 ชนิดได้ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายทางเกษตร โดยต้องรายงานทุก 15 วันเพื่อจะได้ทราบว่า พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสซึ่งเลื่อนการแบนในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 สตอกลดลงไปแค่ไหน ส่งออกหรือจำหน่ายแก่เกษตรกรไปจำนวนเท่าไร ซึ่งสำหรับ 2 สารนี้ไม่อนุญาตให้นำเข้าแล้ว ส่วนไกลโฟเซตซึ่งมีมติไม่แบน จากนี้ไปต้องลดปริมาณการนำเข้าลงให้สอดคล้องกับมาตรการจำกัดการใช้

ป่าไม้ลับมีดรอ กฤษฎีกาเคาะปมที่ดินปารีณา แจงกมธ.ปปช.ปัดเกียร์ว่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462596

news_default

ป่าไม้ลับมีดรอ กฤษฎีกาเคาะปมที่ดินปารีณา แจงกมธ.ปปช.ปัดเกียร์ว่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“อธิบดีกรมป่าไม้”แจง กมธ.ป.ป.ช.ยันไม่ได้เกียร์ว่างปมที่ดินฟาร์มไก่“ปารีณา”รุกป่า เปิดไทม์ไลน์เข้าตรวจพื้นที่ แจ้งความดำเนินคดีรุกป่าสงวนใช้เวลาแค่ 9 วัน ย้ำต้องรอความเห็นกฤษฎีกาก่อนดำเนินการต่อเพื่อความสบายใจของผู้ปฏิบัติงาน ด้าน “เอ๋-ปารีณา”นั่งนิ่งฟังเรื่องตัวเองสีหน้าเรียบเฉย

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่รัฐสภา นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎรกรณีข้อสงสัยว่าจะดำเนินคดีกับน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กรณีบุกรุกที่ดิน ตามกฎหมายใดว่า วันนี้มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ เพื่อให้ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมทั้งในส่วนข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นที่ของรัฐและส่วนกฎหมาย โดยกรณีกรมป่าไม้ทำเรื่องสอบถามคณะกรรมการกฤษฏีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีน.ส.ปารีณา บุกรุกที่ดินนั้น ได้ทำเรื่องสอบถามครบทุกประเด็น ทั้งสถานภาพพื้นที่ เนื่องจากฝ่ายกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ และสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สปก.) ยังมีความเห็นต่างกัน ฉะนั้น การดำเนินการต่างๆ ถ้าเป็นการดำเนินการภายใต้กฎหมาย หากดำเนินการไปแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้ชัดเจนจะเกิดปัญหา ดังนั้น เพื่อความถูกต้องต้องสอบถามกฤษฏีกา ทั้งนี้ แนวทางดำเนินการมีอยู่แล้ว แต่เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติสบายใจว่าที่ดำเนินการครบถ้วนหรือไม่ ถ้าตัดสินใจแล้วไม่ครบถ้วนจะมีผลต่อการดำเนินการกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรมป่าไม้ดำเนินคดีที่ดิน 682 ไร่ของน.ส.ปารีณาได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า ขอสงวนความเห็นไว้ก่อน แต่เรามีความเห็นแตกต่างจากสปก. ยืนยันแม้ความเห็นจะต่างกัน แต่ที่ดินได้คืนเป็นของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหา ประเด็นอยู่ที่สถานภาพที่ดินทางกฏหมายเป็นป่าหรือไม่ และถ้าบังคับใช้กฎหมายต้องใช้กฎหมายฉบับใด และผู้ที่บังคับใช้กฎหมายคือหน่วยงานใด จะเป็นสปก. กรมป่าไม้ หรือทั้ง 2 หน่วยงาน

ถามต่อว่าหากครอบครองที่ดินมาก่อนสามารถดำเนินคดีได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ต้องดูว่าครอบครองตั้งแต่ช่วงเวลาใด ถ้าครอบครองแล้วส่งคืนถือว่าความผิดสำเร็จหรือไม่ ขอให้รอกฤษฎีกา ต้องเคารพให้เกียรติกฤษฎีกาตีความอย่างไร เราพร้อมดำเนินการทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายอรรถพลเข้าชี้แจงกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร มีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ.ปปช. เป็นประธานประชุม โดยนายอรรถพลชี้แจงว่า หลังกรมป่าไม้รับเรื่องร้องเรียน ไม่ได้นิ่งนอนใจ จะเห็นว่าระยะเวลาที่เข้าไปดำเนินการ ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 รวมถึงการแจ้งความดำเนินคดีใช้เวลาเพียง 9 วัน ซึ่งมีพื้นที่ 2 ส่วน โดยส่วนแรกที่เราเข้าไปตรวจพิสูจน์พบว่า อยู่ในเขตป่าสงวน 46 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ที่ดำเนินคดีไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม และอยู่ในเขตป่าสงวนอีก 41 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา และพื้นที่ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 54 อีก 4 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา รวมพื้นที่ 46 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ที่ดำเนินคดีอยู่ ส่วนอื่นที่เหลือซึ่งทำกิจการฟาร์มไก่ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมพบส่วนใหญ่เป็นที่ดิน ส.ป.ก. โดยเทียบจากแผนที่ ส.ป.ก.

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างนายอรรถพลชี้แจง น.ส.ปารีณาเดินเข้ามาห้องประชุม และนั่งฟังกรณ๊ของตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย และไม่ตอบโต้อะไร จากนั้นพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เชิญผู้สื่อข่าวออกจากห้องประชุม เพื่อพิจารณารายละเอียดต่อไป

ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้กมธ.ปปช. ยุติเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือกรณีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาระแก่ กมธ. มากเกินไป หากเรื่องใดยังไม่เคยร้อง ป.ป.ช. ก็ให้กมธ. เข้าไปสอบหาข้อเท็จจริงได้ทันที เพื่อให้ความยุติธรรมกับประชาชน เพราะทำงานซ้ำซ้อนไม่เกิดประโยชน์

ซึ่งพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่าในส่วนนี้ ยังไม่ต้องปรับอะไร เพราะข้อกฎหมายระบุชัดเจนแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคสี่ว่า กมธ.จะพิจารณาข้อร้องเรียนได้ ยกเว้นการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม หรือองค์กรอิสระซึ่งไม่ใช่แค่ ป.ป.ช.อย่างเดียว ยังรวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน สตง.หากพบว่าคดีนี้ป.ป.ช. ดำเนินการอยู่ เราก็จะไม่เข้าไปยุ่ง หรือเชิญคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงกมธ.อีก

จากนั้นนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เสนอเพิ่มเติมว่า หากกรณีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของ ป.ป.ช. เราควรยุติเรื่อง และส่งเรื่องกลับไป แต่กรณีป.ป.ช. รับเรื่องไป เราก็ต้องดูว่าผู้ร้องร้องเรียนเรื่องอะไร หากไปยุติเรื่องที่ไปสู่ป.ป.ช. หมดอาจไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการตัดเรื่องไปทุกเรื่อง ซึ่งพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวเห็นด้วยต่อความเห็นของนายธีรัจชัย ซึ่งการหารือครั้งนี้ได้ถือเป็นมติของ กมธ. และจะนำไปแจ้งผู้ร้องเรียน และป.ป.ช. เพื่อให้รับทราบต่อไป

สศก.จับมือศุลกากรสกัดลอบนำเข้ากระเทียม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462525

news_default

สศก.จับมือศุลกากรสกัดลอบนำเข้ากระเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์สินค้ากระเทียมปี 2563  ปีเพาะปลูก 2562/63 คาดว่า จะมีเนื้อที่ปลูกกระเทียม 80,254 ไร่ ลดลงร้อยละ 2 จากปี 2562 เนื่องจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคากระเทียมไม่จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก เกษตรกรบางรายปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนเช่น พืชผัก ขณะที่คาดว่าจะมีผลผลิต 85,285 ตันเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจากเดิม 1,026 กก. เป็น 1,063 กก. ทำให้ผลผลิตภาพรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้น ขณะนี้เกษตรกรบางพื้นที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือนธันวาคม โดยผลผลิตประมาณร้อยละ 94 จะกระจุกตัวออกสู่ตลาดช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ส่งผลให้ราคาผลผลิตผันผวน กระทบรายได้ของเกษตรกร

ดังนั้น ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562  ซึ่งสศก.เป็นฝ่ายเลขานุการ มีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการสินค้ากระเทียมช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยเบื้องต้นขอความร่วมมือและแจ้งกรมศุลกากรดำเนินมาตรการเข้มงวด ตรวจจับการลักลอบนำเข้ากระเทียมผิดกฎหมาย โดยเฉพาะชายแดนภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมประเมินราคานำเข้าเพื่อเสียภาษีให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือ กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบสตอกผู้ประกอบการ เพื่อไม่ให้กักตุนสินค้าเก็งกำไรและดำเนินมาตรการกระจายผลผลิตช่วงผลผลิตกระจุกตัว รวมทั้งประสานห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดช่วยสถาบันเกษตรกรกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ใช้ขบวนการสหกรณ์รักษาเสถียรภาพราคา โดยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้สหกรณ์ เพื่อช่วยระบายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ อย่างไรก็ตาม สศก.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสำรวจสถานการณ์ใกล้ชิด อาทิ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง โดยกรมศุลกากรจะคุมเข้มการลักลอบนำเข้าบริเวณชายแดน รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย จะเร่งกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงผลผลิตกระจุกตัว เพื่อรักษาเสถียรภาพราคากระเทียมต่อไป

เล็งพัฒนาเชียงแสนศูนย์กลางคอกกักโคส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462518

news_default

เล็งพัฒนาเชียงแสนศูนย์กลางคอกกักโคส่งออก

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมพื้นที่สร้างคอกกลาง และคอกกักโคในภาคเหนือ อาทิ จ.ลำปาง จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน เตรียมรองรับโคขุนตามโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนสร้างรายได้ให้เกษตรกร และตรวจเยี่ยมสถานที่ขนถ่ายโคทางเรือ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พร้อมตรวจเยี่ยมฟาร์มโคขุน 4×4 ของนายมนูญ ภูกันงาม หมู่ที่ 4 บ้านหนอง
สีแจ่ง ต.ศรีเมืองชุ่ม อ.แม่สาย จ.เชียงราย

นายประภัตรกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อชี้แจงแนวทางขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่างกรมปศุสัตว์ และ ธ.ก.ส.ในการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่โคเนื้อ กระบือ แพะเนื้อ และไก่พื้นเมือง ให้เกษตรกร จ.เชียงรายทราบและเข้าใจตรงกันซึ่งจากการสอบถามความต้องการของเกษตรกร ส่วนใหญ่ต้องการเลี้ยงโคเนื้อ เนื่องจากมีรายได้ดีและเป็นอาชีพที่ทำกันอยู่แล้ว ดังนั้น จึงย้ำให้เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการทุกคนต้องตั้งใจจริง โดยรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน ซึ่งธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท/ปีเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ ในการส่งออกไปต่างประเทศนั้น ต้องมีคอกกักเพื่อส่งออก รองรับโคประมาณ 1,000 ตัว/คอก ซึ่งต้องเป็นสถานกักสัตว์ที่มีองค์ประกอบผ่านเกณฑ์พื้นฐานตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด และได้รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มโคเนื้อ (GOOD AGRICULTURALPRACTICE FOR BEEF CATTLE FARM) จากมกอช. เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้าด้านควบคุมโรค และด้านมาตรฐานคอกกัก ให้เชื่อมั่นในสินค้าปศุสัตว์ไทย

“ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้โรคระบาดแพร่กระจายไปได้เร็วคือ การเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรค ดังนั้น คอกกลางและคอกกักต้องได้มาตรฐาน ปลอดโรค โดยแต่ละจังหวัดต้องมีคอกกลางเพื่อรวบรวมโคนำมาเลี้ยงขุน แล้วจำหน่ายต่อให้ผู้ประกอบการ
คอกกัก เพื่อส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ โดยคอกกักจะเลี้ยงโคต่อประมาณ 60 วัน เพื่อให้ได้น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม พร้อมกักโรค ตรวจสุขภาพและจัดทำเอกสารเคลื่อนย้าย ปัจจุบันธุรกิจส่งออกโคและกระบือมีชีวิตลุ่มน้ำโขงผ่านชายแดน อ.เชียงแสน มีมูลค่าการค้าค่อนข้างสูง จึงเตรียมพัฒนา อ.เชียงแสน ตั้งเป็นศูนย์กลางคอกกักเพื่อการส่งออกของประเทศ ที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ ต่อไป”นายประภัตร กล่าว