‘ฮอลแลนด์ศรีสะเกษ’มะละกอพันธุ์ใหม่ ให้ผลผลิตสูงเก็บได้เร็วคุณภาพเนื้อแน่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462523

news_default

‘ฮอลแลนด์ศรีสะเกษ’มะละกอพันธุ์ใหม่ ให้ผลผลิตสูงเก็บได้เร็วคุณภาพเนื้อแน่น

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มะละกอจัดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของประเทศ  ผลนอกจากใช้บริโภคแล้วยังใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปหลายชนิด  โดยเฉพาะมะละกอฮอลแลนด์ ซึ่งราคาซื้อขายในตลาดสูงกว่าพันธุ์แขกดำหรือแขกนวลกิโลกรัมละ 10 บาท แต่ปัญหามะละกอฮอลแลนด์ คือ ขาดเมล็ดพันธุ์ดี  พันธุ์ราคาแพง พันธุ์ทั่วไปแปรปรวนในพันธุ์สูง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและคุณภาพผลผลิตต่ำ

ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมวิชาการเกษตร จึงปรับปรุงพันธุ์มะละกอฮอลแลนด์สายพันธุ์แท้ที่ให้ผลผลิตสูงมากกว่าพันธุ์การค้า ออกดอกติดผลเร็ว  ต้นเตี้ย ผลเป็นทรงกระบอกเพื่อลดความเสียหายจากการขนส่ง เนื้อมีสีส้มแดงสวยงาม คุณภาพดีสม่ำเสมอ นอกจากนี้ พันธุ์ต้องสม่ำเสมอ เพื่อให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกในปีต่อไปได้ ช่วยลดต้นทุนการผลิตด้านเมล็ดพันธุ์  เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้เกษตรกร

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ปี 2553 ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษรวบรวมพันธุ์มะละกอฮอลแลนด์จาก 7 แหล่ง 27 ตัวอย่าง มาปลูกเพื่อ
คัดเลือกต้นที่มีลักษณะทางการเกษตรดี เช่น ออกดอกติดผลเร็ว ต้นเตี้ย ลำต้นใหญ่ ผลขนาดปานกลาง-ใหญ่ ผลทรงกระบอกสีผิวผลเหลืองและสีเนื้อส้มอมแดง เนื้อหนา  หวานหอม โดยคัดเลือกได้ 25 สายพันธุ์ นำไปปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ คัดเลือกได้ 12 สายพันธุ์ และปลูกทดสอบพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ได้ 1 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ ศก.2-6-12 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีศักยภาพให้ผลผลิตสูงและเก็บเกี่ยวได้เร็ว ลำต้นใหญ่ต้นเตี้ย ทรงพุ่มเล็กและคุณภาพผลผลิตดีโดยเสนอเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรในปี 2562 ใช้ชื่อว่า “มะละกอฮอลแลนด์พันธุ์ศรีสะเกษ” ลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์การค้าเฉลี่ย 24.5 กิโลกรัมต่อต้น ที่สำคัญคือ ต้นเตี้ย ความสูงถึงปลายยอด 128 เซนติเมตร ทำให้เก็บเกี่ยวสะดวก เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นใหญ่ แข็งแรงและสมดุลที่จะรับน้ำหนักผลผลิตได้มาก ปกติมะละกอฮอลแลนด์จะมีจำนวนผลมากกว่ามะละกอพันธุ์อื่น เก็บเกี่ยวได้เร็วหลังปลูก 209 วัน เร็วกว่าพันธุ์การค้า 46 วัน ความหนาเนื้อเฉลี่ย 3.0 เซนติเมตร หนากว่าพันธุ์การค้า และเนื้อมีสีส้มอมแดงเข้มกว่าพันธุ์การค้า สีสม่ำเสมอทั้งผล นปี 2562 ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษจัดทำแปลงแม่พันธุ์เพื่อขยายพันธุ์ในพื้นที่ 1 ไร่ 300 ต้น ได้เมล็ดพันธุ์หลักไม่น้อยกว่า 8 กิโลกรัม  นำไปปลูกได้ในพื้นที่ประมาณ 70 ไร่

ซอกแซกอาเซียน : 26 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462536

566101

ซอกแซกอาเซียน : 26 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมเขียนซอกแซกอาเซียน มาเพลินๆ เผลอแป๊บเดียวครบหนึ่งปีพอดีเลยครับ วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วจนยากที่จะหาคำใดมาอธิบาย ใครที่เคยอ่านหนังสือสมัยก่อนเรื่องกามนิตวาสิฏฐี มีคำเปรียบเปรยอะไรๆ ที่เกิดขึ้นหรือดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ด้วยคำว่า “รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม”ทั้งนี้ เพราะว่าผมเริ่มเขียนและส่งพิมพ์คอลัมน์ซอกแซกอาเซียนฉบับแรกในช่วงต้นเดือนมกราคม 2562 เขียนต่อเนื่องมาทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันพฤหัสบดี จนจะครบปีไปแล้ว นับว่าเป็นการเขียนหนังสือที่ยาวมากของผมเป็นครั้งแรก ขณะที่ช่วงแรกๆ ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่า เราไม่ใช่นักเขียนอาชีพ จะมีอะไรไปเขียนส่งเขาหนอ แต่ก็กระเสือกกระสนมาได้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะสร้างความเพลิดเพลินและสาระความรู้เกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสามให้กับท่านผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยครับ ที่ผ่านมามีแฟนคลับซึ่งเป็นคนรู้จักกันแนะนำผมว่าควรจะจัดพิมพ์รวมเล่มวางจำหน่ายเสียเถอะ แต่ผมก็ลังเลอยู่ว่า หนึ่ง ต้องหาทุนในการจัดพิมพ์ กับ สอง เมื่อวางจำหน่ายจะได้ทุนคืนไหม นับเป็นความลังเลที่ควรลังเลอยู่ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อสอง

หนึ่งปีที่ผ่านมา การเดินทางของผมซอกแซกเข้าไปในพื้นที่หรือชุมชนในประเทศสมาชิกต่างๆ มากมายและบ่อยครั้งทีเดียวที่เป็นดินแดนซึ่งปกติคงจะไม่มีโอกาสได้เดินทางไปอย่างแน่นอน อย่างเช่น ในประเทศเมียนมา ได้แก่ เขตพื้นที่ที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำอิระวดี ในรัฐคะฉิ่น เขตอพยพลี้ภัยของชาวเบงกาลี หรือ โรฮีนจา ในรัฐยะไข่ (ที่ต้องนั่งเรือเข้าไปครึ่งค่อนวัน) ล่าสุดคือเขตป่าเขาลำเนาไพรในรัฐกะยา ส่วนในประเทศฟิลิปปินส์ ได้แก่ เขตเมืองมาราวี ที่เกิดการสู้รบกับกลุ่มกบฏอาบูไซยาฟและกลุ่มกบฏเมาเตบนเกาะมินดาเนา หรืออีกแห่งคือจังหวัดอิโลกอส นอร์เต ที่เป็นบ้านเกิดของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส หรือแม้แต่เกาะปาละวัน ที่มีถ้ำใต้ทะเลที่สวยงามระดับโลก ส่วนในประเทศ สปป.ลาว ที่ได้มีโอกาสข้ามห้วยข้ามเขาไปนอนที่เมืองอัตตะปือ เป็นต้น อย่างไรก็ดีการเดินทางของผมก็คงยังไม่สิ้นสุด ตราบใดที่ยังทำงานอยู่ที่แอปเตอร์ และก็คงจะมีวัตถุดิบนำมาเสนอให้แก่ท่านผู้อ่านต่อๆ ไปในอนาคตอย่างไม่รู้จบนะครับ

ความจริงเนื้อหาหรือแง่มุมในการเขียนของผมที่ได้จากการไปทำงานนั้นมีมากมาย ครอบคลุมถึงเรื่องสังคมวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนด้านการเมือง การพัฒนาประเทศ หรือแม้แต่ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ส่วนมากผมจะละเว้นไม่นำมากล่าวในบางประเด็น เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องใคร่ครวญใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ไม่งั้นอาจก่อให้เกิดผลเชิงลบได้ แต่กระนั้น บางครั้งก็มีการเขียนประเภทกลอนพาไป เมามันในอารมณ์มากเกินไป จึงอาจหลุดๆ ไปบ้าง โชคดีครับที่ในที่ทำงานผมมีน้องเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเขาช่วยอ่านกรองเรื่องก่อนส่งพิมพ์อีกที ด้วยความที่น้องเขาเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมา บางทีผมเขียนแรงไป หรือหมิ่นเหม่ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เธอก็จะขอให้ปรับปรุงหรือตัดออก ผมเลยโชคดีที่ไม่ต้องเสี่ยงต่อการวิพากษ์วิจารณ์นอกจากนี้ ท่านเจ้าของหน้าหนังสือพิมพ์ที่อนุญาตให้ผมลงบทความบางครั้งแวะเวียนมาคุยกับผม บอกยืนยันว่า เขียนลักษณะแบบนี้ สบายใจ เพราะคงไม่ถูกเพ่งเล็งฟ้องร้องแน่ๆ ก็ต้องขอบคุณน้องเจ้าหน้าที่แอปเตอร์และท่านเจ้าของหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยครับ

และก่อนที่ผมจะนำเสนอข้อมูลเนื้อหาสำหรับบทความในปีหน้า พ.ศ. 2563 ในวาระอันเป็นฤกษ์งามยามดีก่อนสิ้นปีเช่นนี้ ผมก็ต้องขออนุญาตส่งท้ายปีเก่า 2562 ด้วยการอวยพรท่านผู้อ่านทุกท่านสักเล็กน้อยตามประเพณีอันดีงามของไทยเรา กล่าวคือ ผมและสมาชิกชาวแอปเตอร์ หรือ องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามทุกคน ที่ปัจจุบันได้รับการอนุเคราะห์จากรัฐบาลไทย ให้ใช้อาคารของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เกษตรกลางบางเขน เป็นสถานที่ทำงาน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงช่วยคุ้มครองปกป้องรักษา อำนวยดลบันดาลความผาสุกสมทั้งกายาและจิตใจ แม้นประกอบกิจการใดๆ ขอให้บรรลุซึ่งความสำเร็จวิวัฒนาการ ลาภ ยศ ศฤงคาร สมบูรณ์พูนผลหายทุกข์หายโศกหายจากโรคภัยในบัดดล ศุภมิ่งมงคลชื่อเสียงเอิกเกริกเกริกไกร ตลอดศรีปีใหม่ 2563 เทอญ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘อธิบดีปศุสัตว์’แถลงข่าวจัดงาน’แพะแห่งชาติ’ครั้งที่17 ประจำปี63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462595

‘อธิบดีปศุสัตว์’แถลงข่าวจัดงาน’แพะแห่งชาติ’ครั้งที่17 ประจำปี63

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.33 น.

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 25 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์แถลงข่าวการจัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2563 พร้อมด้วย นายสมภพ สมิตะสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีณ นางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสระบุรี ผู้แทนปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี และเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมในงานแถลงข่าวในครั้งนี้

กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในด้านการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะแก่เกษตรกร โดยแนวทางที่ใช้ในการส่งเสริม ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และการจัดการด้านการตลาด เน้นการตลาดนำการผลิต ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งวิธีการหนึ่งที่ดำเนินการในด้านการส่งเสริม คือการจัดงานมหกรรมปศุสัตว์ การจัดงานแพะแห่งชาติ ที่มีกิจกรรมหลัก ได้แก่ การจัดงานประกวดพันธุ์แพะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากนักวิชาการ แกนนำเกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้มีประสบการณ์ด้านต่างๆ ที่มาพบปะกันในงาน การนำสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากแพะมาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนรับรู้ในวงกว้าง

กรมปศุสัตว์ ได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะ จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2550 มีแพะที่เลี้ยงรวม 444,774 ตัว เกษตรกร 38,653 ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้มีการสำรวจพบว่า มีแพะรวม 832,533 ตัว เกษตรกร 65,850 ครัวเรือน โดยในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีแพะเพิ่มขึ้น 387,759 ตัว เกษตรกรเพิ่มขึ้น 27,197 ราย ซึ่งกรมปศุสัตว์มีแผนงานโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ โดยการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะจำนวน 501 กลุ่ม ชมรมแพะระดั บจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เครือข่ายระดับเขต 9 เขต และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่การทำนา การทำสวน ให้ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการพบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว โดยมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเชีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และเวียดนาม ประมาณ 40,000 ตัว/ปี นอกจากนั้น มีการนำเข้าแพะจากประเทศพม่า จำนวน 39,231 ตัว/ปี ซึ่งสรุปภาพรวมการผลิตแพะในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะได้มีการพัฒนาทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และการจัดการด้านการตลาดตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มและเครือข่ายเกษตรกร อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล กรมปศุสัตว์จึงกำหนดให้มีการจัดงานแพะแห่งชาติเป็นประจำทุกปี โดยจัดติดต่อกันมาแล้ว 16 ครั้ง ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17 โดยได้ร่วมกับจังหวัดสระบุรี ซึ่งมีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) ร่วมเป็นแม่งาน รวมถึง ส่วนราชการ และภาคเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะในพื้นที่ ร่วมกันจัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ขึ้น ซึ่งกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และทุกครั้งที่ผ่านมามีการตอบรับจากเกษตรกร นักวิชาการ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจที่มาร่วมงานเป็นอย่างดี

สำหรับในปีนี้ กรมปศุสัตว์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ การประกวดแพะ ประเภทแกรนด์แชมเปี้ยน แพะเนื้อ/แพะนม (เพศผู้ และเพศเมีย) รวม 4 รางวัล วัตถุประสงค์ของการจัดงาน คือ 1.เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกร นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ 3.เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม 4.เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ตลาดแพะ ให้กว้างขวางทั้งตลาดในพื้นที่และตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และ 5.เพื่อส่งเสริมการตลาด ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ส.ป.ก.รับหนังสือส่งคืนที่ดิน682ไร่ฉบับใหม่’ปารีณา’แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462558

news_default

ส.ป.ก.รับหนังสือส่งคืนที่ดิน682ไร่ฉบับใหม่’ปารีณา’แล้ว

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.14 น.

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 แหล่งข่าวด้านกฎหมายระดับสูงจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยัง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้ทำหนังสือมอบคืนที่ดินฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” จำนวน 682 ไร่ เลขที่ 109 หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินฯ มาใหม่ โดย นายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก.ได้ส่งหนังสือถึง น.ส.ปารีณา ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่ง น.ส.ปารีณา จะต้องตอบกลับภายใน 7 วัน หลังได้รับหนังสือ

ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือส่งถึง ส.ป.ก.แล้ว เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยไม่ปรากฏข้อความ “ขอใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด” เนื่องจากทาง ส.ป.ก.ระบุว่า หนังสือส่งมอบที่ดินจะต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ อีกทั้ง น.ส.ปารีณา ขาดคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร ที่จะได้รับหนังสืออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ส.ป.ก.ได้รับหนังสือมา 1 สัปดาห์แล้ว ตาม พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.ต้องเร่งเข้าสำรวจและรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าวนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรที่ดินทำกินแก่เกษตรกรและผู้ยากไร้ ซึ่งลงชื่อรออยู่เป็นจำนวนมาก โดยสามารถดำเนินการในส่วนซึ่งไม่มีสิ่งก่อสร้างได้ทันที สำหรับบริเวณที่มีโรงเรือนให้เร่งเข้ารื้อถอนออก การมอบหนังสือทำประโยชน์ ส.ป.ก. 4-01 แก่ผู้มีคุณสมบัติ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้รายละไม่เกิน 50 ไร่นั้น ยังเป็นการป้องกันผู้ครอบครองเดิมกลับเข้าไปใช้ประโยชน์อีก ทั้งนี้ ควรดำเนินการให้เรียบร้อยโดยเร็ว หากล่าช้าอาจมีผู้หนึ่งผู้ใดร้องเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้

สำหรับการที่กรมป่าไม้ขอหารือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น ทางคณะกรรมการได้ติดต่อสอบถามข้อกฎหมายจาก ส.ป.ก.บ้างแล้วเพื่อจะสรุปความเห็นว่า การแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด เนื่องจาก ส.ป.ก.ระบุว่า ไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แต่ทางกรมป่าไม้ระบุว่า ได้มอบที่ดินบริเวณนี้ให้ ส.ป.ก.ซึ่ง ส.ป.ก.ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ดังนั้น ส.ป.ก.จึงเป็นหน่วยงานที่ดูแลที่ดินบริเวณนี้อยู่ ต้องเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ น.ส.ปารีณา ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) ซึ่งนิยามคำว่า “ป่า” หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลใดได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 54 ห้ามแผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือ ครอบครองป่า มีโทษตามมาตรา 72 ทวิคือ จำโทษไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ห้ามยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ อยู่อาศัย ก่อสร้าง หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ห้ามเข้ายึดถือ ครอบครอง หรือทำลายที่ดินของรัฐ มีโทษตามมาตรา 108 หากกระทำความผิดในที่ดินของรัฐเกินกว่า 50 ไร่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดย น.ส.ปารีณา แจ้งการครอบครองที่ดินบริเวณนี้ทั้งหมด 29 แปลง การดำเนินคดีจะแยกเป็น 29 กระทง ตลอดจนความผิดทางแพ่งตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 97 ซึ่งต้องรับผิดชอบความเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายในที่ดินรัฐ

เกษตรฯประกาศ2020ปีแห่งเทคโนโลยีเกษตร คิกออฟ4โครงการใหญ่สู่เกษตร4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462532

เกษตรฯประกาศ2020ปีแห่งเทคโนโลยีเกษตร คิกออฟ4โครงการใหญ่สู่เกษตร4.0

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.51 น.

25 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0แถลงข่าววันนี้(25ธ.ค.) ว่า ภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ตั้งเป้าหมายปฏิรูปการบริหารและการบริการของกระทรวงเกษตรฯและภาคเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล วันนี้การขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 ได้ปรากฎผลเป็นรูปธรรมสู่ยุคดิจิทัลทรานสฟอร์มเมชั่น(Digital Transformation)เฟสที่1เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่2563ด้วย4โครงการดิจิทัลดังนี้

1. โครงการบริการออนไลน์ ควิกวิน(22 Quick Win)แก่เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และสาธารณะ โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม Cluster เริ่มบริการ1มกราคม2563พร้อมกัน 22 หน่วยงาน

2. โครงการ วันแอพ (One App)กระทรวงเกษตรได้พัฒนาโมบายแอปพลิเคชัน ที่รวบรวมงานบริการ ด้านการเกษตร องค์ความรู้ด้านการเกษตร และเชื่อมโยงบริการโมบายกว่า50แอปพลิเคชันของทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงและสหกรณ์ มาไว้ในที่เดียวคือ แอปพลิเคชัน ”เกษตรดิจิทัล”  เริ่มคิกออฟ 1 มกราคม 2563

3. โครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ใน 77 จังหวัด ทำหน้าที่ส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรมรวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตรทั้งยังเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกรและสนับสนุนสตาร์ทอัพในแต่ละจังหวัดเป็นรูปแบบการบริหารจัดการในภูมิภาคมิติใหม่โดยความร่วมมือของ6ภาคีหลัก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกร ภาควิชาการ และภาคเอกชน เริ่มจัดตั้งตั้งแต่เดือนมกราคมให้แล้วเสร็จภายใน ปี พ.ศ.2563

4. โครงการศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data Center : NABC

โดยในวันนี้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติของ10หน่วยงานภาครัฐประกอบด้วย(1) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2) กระทรวงการคลัง (3) กระทรวงดิจิทัล เพื่อ เศรษฐกิจและสังคม (4) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (5) กระทรวงพาณิชย์(6) กระทรวงอุตสาหกรรม (7) กระทรวงมหาดไทย (8) กระทรวงสาธารณสุข (9) สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (10)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

โดยเฟส1ตั้งแต่เดือนมกราคมเริ่มบริการฐานข้อมูลสินค้าเกษตรที่สำคัญเช่นข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งฐานข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรและข้อมูลครัวเรือนเกษตร ทั้งนี้ในเฟสที่2จะเพิ่มฐานข้อมูลและเชื่อมฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆและนำระบบปัญญาประดิษฐ์(AI)มาใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล

อย่างไรก็ตามโครงการทั้ง4ดำเนินการมาโดยไม่ใช้งบประมาณใหม่จนแล้วเสร็จภายใน120วันภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษคร4.0ซึ่งประกอบไปด้วยคณะอนุกรรมการรัฐบาลเทคโนโลยี่(GovTech)และบิ๊กดาต้า (Big Data)คณะอนุกรรมการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture )คณะอนุกรรมการเทคโนโลยีอนาคต(Future Tchnology )และคณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซ(E-Commerce)โดยความร่วมมือของศูนย์ไอที22หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานรัฐหน่วยงานวิชาการหน่วยงานเอกชนพร้อมเปิดบริการเป็นของขวัญปีใหม่ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคเกษตรกรรมสู่มิติใหม่ของไทยแลนด์ 4.0 นับได้ว่าปี 2563 คือปีแห่งเทคโนโลยีเกษตร (AgriTech 2020)

เกษตรฯเสนอสินเชื่อชะลอขายเกลือทะเล ชงครม.พิจารณาแก้ล้นตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462509

เกษตรฯเสนอสินเชื่อชะลอขายเกลือทะเล ชงครม.พิจารณาแก้ล้นตลาด

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.28 น.

เกษตรฯเตรียมเสนอโครงการสินเชื่อ ชะลอการขายเกลือทะเล วงเงิน 3,000 ล้านบาท ให้ครม.พิจารณาแก้ปัญหาเกลือล้นตลาด-ราคาตกต่ำ 

25 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุม คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 4 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าการประชุมดังเพื่อแก้ปัญหาราคาเกลือตกต่ำเนื่องจากปัญหาด้านประมงทำให้ความต้องการใช้เกลือทะเลลดลง การนำเข้าเกลือทะเลมีราคาต่ำกว่าราคาจำหน่าย รวมถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการกำหนดปริมาณไอโอดีนในเกลือบริโภคให้ทำผลผลิตเกลือทะเลตกค้าง

โดยฤดูกาลผลิต 2561/62 ตกค้างในยุ้งเกษตรกร 15,783 เกวียนและจะมีผลผลิตปี 2562/63 อีก 620,000 เกวียน เกินความต้องการตลาดส่งผลให้ราคาตกต่ำขณะนี้ราคาเกลือที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่กิโลกรัมละ 80 สตางค์ ต่ำกว่าทุนที่กิโลกรัมละ 1 บาท 50 สตางค์

เบื้องต้นได้เห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือทะเล ปีการผลิต 2563/2564 วงเงิน 3,000 ล้านบาท โดยจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในเดือนมกราคมปีหน้า วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 0.01 ต่อปีเพื่อให้เกษตรกรสามารถชะลอการขายเกลือในช่วงที่ปริมาณมากเกินความต้องการ เพื่อทำให้ราคาเกลือสูงขึ้นบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรนาเกลือ

กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 7 จังหวัด คือ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และปัตตานี มีพื้นที่ทำนาเกลือประมาณ 78,289 ไร่ และกำหนดวงเงินสินเชื่อและการกำหนดราคาเกลือทะเลในการจ่ายเงินกู้ ในอัตราร้อยละ 80 ของราคาที่กำหนดประเภทเกลือคุณภาพปานกลาง ในอัตรา 937.50 บาทต่อตัน ระยะเวลาการจัดทำสัญญาเงินกู้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2563

นอกจากนั้น ยังได้ขอความร่วมมือจากสถานประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ในการเร่งระบายผลผลิตเกลือทะเล ระหว่างชุมนุมสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทย กับ สหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกมะนาวแพ้วดาเนิน จำกัด สหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา จำกัด สหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งนครปฐม จำกัดและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับผลผลิตเกลือทั้งประเทศ มีปริมาณเฉลี่ย 992,000 ตัน ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 9 แสนตันในจำนวนนี้ ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ร้อยละ 30.50/ประมง ร้อยละ19.50/โรงงานดองผัก ร้อยละ 20.7/อื่นๆ ร้อยละ 19.30/ผู้บริโภคร้อยละ 7.10 และอื่นๆร้อยละ 2.9

‘เอ๋’เผชิญหน้าป่าไม้ โผล่ร่วมฟังอธิบดีฯแจงขั้นตอนฟันปมที่ดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462406

‘เอ๋’เผชิญหน้าป่าไม้ โผล่ร่วมฟังอธิบดีฯแจงขั้นตอนฟันปมที่ดิน

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.58 น.

‘เอ๋’เผชิญหน้าป่าไม้ โผล่ร่วมฟังอธิบดีฯแจงขั้นตอนฟันปมที่ดิน

25 ธันวาคม 2562 ที่รัฐสภา เกียกกาย ห้องประชุม 409 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ. เป็นประธานการประชุม ได้เชิญนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้เข้าชี้แจงกรณีที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

โดยนายอรรถพล ชี้แจงว่า หลังจากที่กรมป่าไม้ได้รับเรื่องร้องเรียน ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็จะเห็นว่าระยะเวลาที่เข้าไปดำเนินการ ครั้งที่ 1 ครั้งที่2 รวมถึงการแจ้งความดำเนินคดีใช้ระยะเวลาเพียง 9 วัน ซึ่งมีพื้นที่ 2 ส่วน โดยส่วนแรกที่เราเข้าไปตรวจพิสูจน์ที่เราพบว่าอยู่ในเขตป่าสงวนจำนวน 46 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ที่ดำเนินคดีไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม และอยู่ในเขตป่าสงวนอีก 41 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา และพื้นที่ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ มาตรา 54 อีก 4 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา รวมเป็นพื้นที่ 46 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ที่ดำเนินคดีอยู่ ส่วนอื่นๆ ที่เหลือซึ่งทำกิจการฟาร์มไก่มีการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน ส.ป.ก. โดยตรวจสอบเทียบจากแผนที่ ส.ป.ก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายอรรถพล กำลังชี้แจง น.ส.ปารีณา ได้เดินเข้ามาห้องประชุม และนั่งฟังคดีตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย และไม่ตอบโต้อะไร จากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เชิญผู้สื่อข่าวออกจากห้องประชุม เพื่อพิจารณารายละเอียดต่อไป

ก่อนหน้านั้นนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้กมธ. ยุติเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือกรณีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาระแก่ กมธ. มากเกินไป หากเรื่องใดที่ยังไม่เคยร้อง ป.ป.ช. ก็ให้กมธ. เข้าไปสอบหาข้อเท็จจริงได้ทันที เพื่อให้ความยุติธรรมกับประชาชน เพราะหากไปทำงานซ้ำซ้อนจะไม่เกิดประโยชน์เลย

ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ยังไม่ต้องปรับอะไรเพราะข้อกฎหมายก็ระบุไว้ชัดเจนแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคสี่ ที่ระบุว่า กมธ. จะพิจารณาข้อร้องเรียนได้ ยกเว้นการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม หรือองค์กรอิสระ ซึ่งไม่ใช่แค่ ป.ป.ช. อย่างเดียว แต่ยังรวมถึง ผู้ตรวจการแผ่นดิน สตง. หากพบว่าคดีนี้ ป.ป.ช. ดำเนินการอยู่ เราก็จะไม่เข้าไปยุ่ง หรือเชิญคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงต่อกมธ. อีก

ด้านนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เสนอเพิ่มเติมว่า หากกรณีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของ ป.ป.ช. เราควรที่จะยุติเรื่อง และส่งเรื่องกลับไป แต่กรณีที่ป.ป.ช. รับเรื่องไป เราก็ต้องดูว่าผู้ร้องร้องเรียนเรื่องอะไร หากไปยุติเรื่องที่ไปสู่ป.ป.ช. หมดอาจจะไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการตัดเรื่องไปทุกเรื่อง

โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวเห็นด้วยต่อความเห็นของนายธีรัจชัย ซึ่งการหารือครั้งนี้ได้ถือเป็นมติของ กมธ. และจะนำไปแจ้งผู้ร้องเรียน และป.ป.ช. เพื่อให้รับทราบต่อไป (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อธิบดีป่าไม้’เข้าแจงกมธ.ปราบโกงปม‘ปารีณา’ ลั่นได้ที่ดินคืนรัฐแน่)

‘อธิบดีป่าไม้’เข้าแจงกมธ.ปราบโกงปม‘ปารีณา’ ลั่นได้ที่ดินคืนรัฐแน่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462402

news_default

‘อธิบดีป่าไม้’เข้าแจงกมธ.ปราบโกงปม‘ปารีณา’ ลั่นได้ที่ดินคืนรัฐแน่

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.32 น.

“อธิบดีกรมป่าไม้” เตรียมแจง กมธ.ปราบทุจริตฯ ปมที่ดิน “ปารีณา” ชี้ต้องรอความเห็นกฤษฎีกาก่อนดำเนินคดี มั่นใจได้ที่ดินคืนกลับมาเป็นของรัฐแน่

25 ธันวาคม 2562 ที่รัฐสภา นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ในกรณีข้อสงสัยจะดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กรณีบุกรุกที่ดินตามกฎหมายใด ว่า วันนี้มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ เพื่อให้ทราบในรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งในส่วนข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นที่ของรัฐ และในส่วนของกฎหมาย

โดยกรณีที่กรมป่าไม้ทำเรื่องสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฏีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดี น.ส.ปารีณา บุกรุกที่ดินนั้น ได้ทำเรื่องสอบถามครบทุกประเด็น ทั้งสถานภาพของพื้นที่ เนื่องจากฝ่ายกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กรมป่าไม้ และสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการดำเนินการต่างๆ ถ้าเป็นการดำเนินการภายใต้กฎหมาย หากดำเนินการไปแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้ชัดเจนจะเกิดปัญหา ดังนั้นเพื่อความถูกต้องต้องสอบถามกฤษฏีกา ซึ่งแนวทางการดำเนินการมีอยู่แล้ว แต่เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติสบายใจว่าที่ดำเนินการครบถ้วนหรือไม่ ถ้าตัดสินใจแล้วไม่ครบถ้วนจะมีผลต่อการดำเนินการกฎหมายต่อไป

เมื่อถามว่ากรมป่าไม้ดำเนินคดีที่ดิน 682 ไร่ของ น.ส.ปารีณา ได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า ขอสงวนความเห็นไว้ก่อน แต่เรามีความเห็นแตกต่างจาก ส.ป.ก. ยืนยันแม้ความเห็นจะต่างกัน แต่ที่ดินได้คืนเป็นของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหา ประเด็นอยู่ที่ว่าสถานภาพที่ดินทางกฎหมายเป็นป่าหรือไม่ และถ้ามีการบังคับใช้กฎหมายต้องใช้ฉบับใด และผู้ที่บังคับใช้กฎหมายคือหน่วยงานใด จะเป็น ส.ป.ก. กรมป่าไม้ หรือทั้ง 2 หน่วยงาน

เมื่อถามต่อว่าหากมีการครอบครองที่ดินมาก่อนสามารถดำเนินคดีได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ต้องดูว่าครอบครองตั้งแต่ช่วงเวลาใด

เมื่อถามย้ำว่าหากครอบครองแล้วภายหลังส่งคืนถือว่าความผิดสำเร็จแล้วใช่หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า ขอให้รอกฤษฏีกาซึ่งต้องเคารพและให้เกียรติ กฤษฏีกาตีความอย่างไร เราพร้อมดำเนินการทันที

ทางรอดสุดท้าย! ชาวนาลงขันสูบน้ำบาดาล เลี้ยงต้นข้าวหวั่นยืนต้นตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462395

ทางรอดสุดท้าย! ชาวนาลงขันสูบน้ำบาดาล เลี้ยงต้นข้าวหวั่นยืนต้นตาย

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 09.29 น.

25 ธันวาคม 2562 สถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดนครสวรรค์ ขณะนี้ยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดชาวนาในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลหนองเต่า อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ ต่างลงขันสูบน้ำบาดาลที่อยู่ก้นคลองชลประทาน เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังยืนต้นตาย บางรายถึงกับปล่อยต้นข้าวทิ้งเนื่องจากระยะเวลากว่า 50 วันแล้ว ที่ไม่มีน้ำมาเลี้ยงต้นข้าว ทำให้ข้าวกว่าพันไร่ต้องยืนต้นตาย ส่วนที่เหลือต้องช่วยกันลงขันดูดน้ำบาดาลก้นคลองห้วยร่วม เพื่อนำมาเลี้ยงต้นข้าวเนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง

ชาวบ้าน ต.หนองเต่า อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ร่วมกันลงขัน กว่า 10,000 บาท จ้างเอกชนเข้าไปทำการขุดเจาะเป่าบ่อบาดาล ลึกกว่า 50 ม. เพื่อสูบน้ำเข้ามาใช้ในการเกษตร บางรายต้องนำมาเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังออกรวงใกล้เก็บเกี่ยว เพื่อให้นาข้าวกว่า 6,000 ไร่ ในพื้นที่รอดตายหลังจากประสบปัญหาภัยแล้งในปีนี้ แทนการรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง

ด้านชาวนาในพื้นที่รายหนึ่ง เล่าว่า ตอนนี้ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างมาก นับว่าปีนี้ภัยแล้งมาเร็วกว่ากำหนดและรุนแรงที่สุดในรอบสิบปี เนื่องจากปกติช่วงเดือนธันวาคมนี้ ยังพอมีน้ำให้ทำนาได้แต่ในปีนี้กลับไม่มีน้ำทำให้ชาวนาในพื้นที่ ต้องรวมตัวลงขันดูดน้ำบาดาลที่เจาะทิ้งไว้ก้นคลองสาธารณะ เพื่อนำมาเลี้ยงต้นข้าวนับเป็นทางรอดสุดท้ายของชาวนาแล้ว เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำที่จะนำมาใช้เลี้ยงต้นข้าวได้

สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออก รอบแรกปี’63 คาดให้ผลผลิต9.9แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462261

news_default

สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออก รอบแรกปี’63 คาดให้ผลผลิต9.9แสนตัน

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2563 ซึ่งสศก.ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกพิจารณาผลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ใน 3 จังหวัดคือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2563 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 4 ธันวาคม 2562) พบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิดมี  713,294 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 มี 692,810 ไร่ (เพิ่มขึ้น20,484 ไร่หรือร้อยละ 2.96) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.85 เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.79 มังคุด ลดลงร้อยละ 0.16 และลองกอง ลดลงร้อยละ 0.1 เนื้อที่ให้ผลทั้ง 4 ชนิดมี 637,849 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 626,339 ไร่ เพิ่มขึ้น 11,510 ไร่ หรือร้อยละ 1.84)  โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.08  มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.71 เงาะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.92 ส่วนลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.09

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมี 991,618 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562ที่มี 886,535 ตัน (เพิ่มขึ้น 105,083 ตันหรือร้อยละ 11.85) โดยผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้า จะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยทุเรียนเพิ่มมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 15.60 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาดี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาต้นทุเรียนดี รองลงมาได้แก่ เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.44  ลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.10 และ มังคุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.58 ด้านผลผลิตต่อไร่ ทั้ง 4 ชนิดคาดว่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยประกอบกับปีที่ผ่านมาไม้ผลบางชนิดไม่ติดผล หรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้นส่วนหนึ่ง ประกอบกับราคาผลไม้เกณฑ์ดีปีที่ผ่านมา  จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตต่อไร่ของทุเรียน คาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ด้านนายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผอ.สศท.6 กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ทุเรียนออกดอกแล้วร้อยละ 57 ผลผลิตที่ติดช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบา ที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม เงาะ ออกดอกแล้วร้อยละ 3.55 จะเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ปลายเดือนมกราคม 2563 ในจ.ระยอง มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 1.40 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระยะปากนกแก้ว หากมีฝนตกจะออกใบอ่อนแทนออกดอก ทั้งนี้ เก็บผลผลิตรุ่นแรกได้เดือนปลายมีนาคม 2563 ออกชุกช่วงปลายพฤษภาคมต่อเนื่องถึงมิถุนายน 2563 ส่วนลองกองยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน เพราะยังมีฝนประปรายเดือนพฤศจิกายน ต้นลองกองยังไม่ขาดน้ำทำให้ต้น ใบ ยังไม่สลด คาดจะเริ่มมองเห็นการติดดอกชัดเจนขึ้นเดือนมกราคม 2563

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศแปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศช่วงแรกของภาคตะวันออกมีฝนตกทิ้งช่วงไปเร็วกว่าปีที่ผ่านมาอีกทั้ง สภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลให้ทุเรียน มังคุดและเงาะ ติดดอกออกผลเร็วขึ้นเริ่มเห็นพัฒนาการออกดอกได้ชัดเจนหลังกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป หลังจากนี้ สศท.6 จะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อวางแผนบริหารจัดการผลไม้และรายงานผลพยากรณ์รอบสุดท้ายให้ทราบเดือนมีนาคม 2563 ผู้สนใจสอบถามข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกได้ที่ สศก.ที่ 6 จ.ชลบุรี โทร. 0-3835-2435 หรืออี-เมล zone6@oae.go.th