เอาแน่!‘ม็อบประมง’กางแผนแก้ถูกสกัดบุกกรุง17ธ.ค. ลั่นขอคุย‘เฉลิมชัย’คนเดียว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459938

เอาแน่!‘ม็อบประมง’กางแผนแก้ถูกสกัดบุกกรุง17ธ.ค. ลั่นขอคุย‘เฉลิมชัย’คนเดียว

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.13 น.

เอาแน่!‘ม็อบประมง’กางแผนแก้ถูกสกัดบุกกรุง17ธ.ค. ลั่นขอคุย‘เฉลิมชัย’คนเดียว

13 ธันวาคม 2562 นายมงคล เจริญสุขคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเล เกรงจะถูกสกัดกั้นการเดินทางมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดีเดย์17ธ.ค.!‘ม็อบประมง’นับหมื่นบุกกรุง ขู่รัฐเมินแก้ปัญหา ปักหลักยาวข้ามปี) เหมือนที่เคยประสบ จึงแจ้งไปยังสมาคมประมงทุกจังหวัด หากเกิดปัญหาการขัดขวางการเดินทางจากเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจพื้นที่ ตำรวจทางหลวงตั้งด่านสกัด หรือข่มขู่เจ้าของรถตู้ห้ามให้บริการชาวประมง เพื่อหวังจะให้ชาวประมงเดินทางมาไม่ได้ จึงขอให้แต่ละสมาคมประมงจังหวัดถ่ายเอกสารใบการขออนุญาตชุมนุมสาธารณะติดรถมาด้วย เพราะแจ้งเรื่องการเดินทางของชาวประมงที่จะใช้ รถยนต์ รถกระบะ รถตู้ และรถบัสในใบแจ้งการชุมนุมสาธารณะแล้ว

นอกจากนี้ กรณีที่มีปัญหาการขัดขวางจากเจ้าหน้าที่รัฐ ให้สมาคมประมงจังหวัดแจ้งพี่น้องชาวประมงที่เดินทางมาเพื่อจะร่วมชุมนุม ให้เดินลงจากรถยนต์ที่ถูกสกัด แล้วพร้อมใจกันเดินบนถนนจนถึงหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าต้องการเดินทางมาร่วมชุมนุมสาธารณะด้วยการยืนยันว่าจะไม่ปิดถนน จะเปิดเส้นทางจราจรให้รถผ่านไปได้ และไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

นายมงคล กล่าวอีกว่า สมาคมประมงจังหวัด ผู้ประกอบการเกี่ยวเนื่องภาคประมง จ.ระยอง เจ้าของเรือขาวแดงทุกลำจะเตรียมอาหารและเครื่องใช้จำเป็นสำหรับพักค้างแรมต่อเนื่องยาวจนกว่ากระทรวงเกษตรฯ จะสรุปแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขอุปสรรคในการประกอบอาชีพประมง ทั้งด้านเงินกู้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียน การเพิ่มวันทำการประมง การซื้อคืนเรือประมงขาว-แดง ที่ต้องหยุดประกอบอาชีพจากนโยบายจำกัดจำนวนเรือของรัฐ และแก้ไขกฎหมายที่มีโทษรุนแรงเกินกว่ามาตรฐานสากล

นอกจากนี้ หากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่มารับฟังปัญหาด้วยตนเอง แต่มอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว. เกษตรฯ มารับเรื่อง ชาวประมงจะไม่เจรจาด้วย เนื่องจากที่ผ่านมานายอลงกรณ์ทำหน้าที่แทนรัฐมนตรีในการประชุมกับผู้แทนชาวประมงแทบทุกสัปดาห์ แต่หาข้อสรุปไม่ได้ จึงต้องการของเข้าพบ รมว. เกษตรฯ ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจ

“หากการเจรจาไม่เป็นผลทั้งแพปลา โรงน้ำแข็ง อู่เรือ และผู้ประกอบการธุรกิจเกี่ยวเนื่องภาคประมงจะหยุดกิจกรรมและหยุดทำการ แล้วดินทางไปสมทบเข้าร่วมชุมนุมด้วย” นายมงคล กล่าว

รายงานพิเศษ : สืบสานศาสตร์พระราชา‘อ่างพวง’ สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่EEC

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459831

รายงานพิเศษ : สืบสานศาสตร์พระราชา‘อ่างพวง’ สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่EEC

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระราชทานแนวพระบรมราโชบายของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้หน่วยงานราชการรวมถึงพสกนิกร ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ด้วยทรงตระหนักดีว่า ศาสตร์พระราชานั้นได้ผ่านการคิด กลั่นกรอง ปฏิบัติ และพัฒนา จนเป็นรูปธรรมชัดเจนมาแล้วทั้งสิ้น เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยและในระดับนานาชาติ

“กรมชลประทานได้ยึดถือ สืบสาน ต่อยอดศาสตร์พระราชา มาใช้พัฒนาแก้ปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทานภายใต้กรอบแนวคิด “RID No.1” ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

ศาสตร์พระราชาเรื่อง “โครงข่ายอ่างเก็บน้ำ” หรือ“อ่างพวง”ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริดำเนินโครงการในพื้นที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2532 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ปี 2549 ทำให้ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากมาช่วยอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และก่อให้เกิดความมั่นคงในเรื่องน้ำในพื้นที่นั้น

กรมชลประทานยึดศาสตร์พระราชา “อ่างพวง” ดังกล่าวมาสืบสาน ต่อยอด แก้ปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ต่างๆ ล่าสุดบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาขยายผลดำเนิน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน ยานยนต์ของไทยในอนาคต ตลอดจนสร้างความมั่นใจด้านการท่องเที่ยว ซึ่ง 3 จังหวัดดังกล่าวยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และที่สำคัญยังทำให้ภาคเกษตร มีน้ำที่อุดมสมบูรณผลิตผลไม้คุณภาพดีระดับโลกอีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า แม้ปัจจุบันปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้ในพื้นที่ EEC จะมีเพียงพอกับความต้องการทุกภาคส่วนก็ตาม แต่ในอนาคตความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น กรมชลประทานจึงนำศาสตร์พระราชาในเรื่องอ่างพวง มาวางแผนเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนและสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่ EEC โดยสร้างระบบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างอ่างเก็บน้ำที่สำคัญเข้าด้วยกันเป็นโครงข่าย ซึ่งจะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว ทำให้ภาคการเกษตรมีน้ำสมบูรณ์เพียงพอด้วย ปัจจุบันมีการเชื่อม โยงอ่างเก็บน้ำต่างๆ เข้าด้วยกันโดยระบบท่อส่งน้ำ คลองส่งน้ำ และลำน้ำธรรมชาติ เป็นโครงข่ายแล้วส่วนหนึ่ง แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นคงให้พื้นที่ EEC ในอนาคต

ดังนั้น กรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ EEC ในอีก 20 ปี โดยในส่วนที่กรมชลประทานรับผิดชอบประกอบด้วย สร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ 10 แห่ง รวมปริมาณความจุ 208.7 ล้านลบ.ม. ปรับปรุงแหล่งน้ำ 6 แห่งที่มีอยู่เดิมเก็บน้ำได้เพิ่ม 91.5 ล้านลบ.ม. ปรับปรุงเครือข่ายน้ำเดิม คือ เครือข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล สร้างระบบเครือข่ายผันน้ำพานทอง-อ่างเก็บน้ำบางพระ และเครือข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนอค้อ-อ่างเก็บน้ำบางพระ ผันน้ำได้ 20 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี เครือข่ายน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และเครือข่ายน้ำคลองโพล้-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ได้ปริมาณน้ำรวม 75 ล้านลบ.ม.ต่อปี สร้างระบบสูบน้ำกลับคลองสะพานอ่างประแสร์เส้นที่ 1 และ 2 สูบน้ำกลับรวมปริมาณได้ 100 ล้านลบ.ม.ต่อปี ระบบสูบน้ำกลับคลองหลวง และระบบสูบน้ำกลับอ่างเก็บน้ำสียัด ได้ปริมาณน้ำรวม 31 ล้านลบ.ม.ต่อปี และสร้างอุโมงค์ส่งน้ำคลองพระสะทึง-อ่างเก็บน้ำสียัด ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 60 ล้านลบ.ม.ต่อปี

นอกจากนี้ ยังขุดลอกคลองในพื้นที่ชลประทาน ปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและทบทวนพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะทำให้ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 7 ล้านลบ.ม. พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเป็นแก้มลิง จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 200 ล้าน ลบ.ม.

ดร.ทองเปลวกล่าวว่า ศาสตร์พระราชาในเรื่องอ่างพวงนั้น แก้ปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิ เช่นในฤดูแล้งปีนี้ ภาคตะวันออกมีฝนตกต่ำกว่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 40 โดยเฉพาะที่จังหวัดชลบุรี ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเกือบร้อยละ 50 ส่งผลให้แหล่งเก็บน้ำหลักของจังหวัด คือ อ่างเก็บน้ำบางพระ มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 52.7 ล้านลบ.ม. หรือนประมาณร้อยละ 50 ของปริมาณการกักเก็บ ในขณะที่อ่างเก็บน้ำหลักอีกทั้ง 5 แห่งของเมืองพัทยา มีปริมาณน้ำใช้การรวมกันพียง 13.8 ล้านลบ.ม. ถือว่าน้อยกว่าความต้องการใช้น้ำของเมืองพัทยา คือ วันละ 200,000 ลบ.ม. หรือปีละ 70 ล้านลบ.ม.

กรมชลประทานได้วางแผนส่งน้ำเสริมให้เมืองพัทยาโดยใช้โครงข่ายน้ำ อีกวันละ 100,000 ลบ.ม.เพื่อไม่ให้เมืองพัทยาเกิดวิกฤตขาดน้ำ โดยจะผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำบางพระมาเพิ่มเติมให้ แม้อ่างเก็บน้ำบางพระจะมีปริมาณน้ำเพียงแค่ครึ่งของปริมาณเก็บกัก แต่กรมฯใช้ระบบโครงข่ายน้ำที่มีอยู่มาใช้แก้ปัญหา ด้วยการผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยยานุชิตมาเติมวันละ 500,000 ลบ.ม. และจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอีกวันละ 100,000 ลบ.ม.จะทำให้มีน้ำมาสำรองเพียงพอส่งน้ำให้เมืองพัทยา นอกจากนี้ ยังสามารถผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลมาเติมที่อ่างเก็บน้ำบางพระได้อีกด้วย จึงมั่นใจได้ว่าเมืองชลบุรี และเมืองพัทยามีน้ำเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรมในช่วงฤดูแล้งนี้อย่างแน่นอน

“การสืบสานศาสตร์พระราชาในเรืิ่องอ่างพวง นำมาต่อยอด ขยายผลใช้วางแผนแก้ปัญหาและสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC ควบคู่กับแผนงานด้านอื่นๆที่ได้ทำการศึกษาไว้ จะสามารถสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC ทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าวได้อย่างแน่นอน รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย ซึ่งกรมชลประ ทานมุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลด้านน้ำโดยการใช้โครงข่ายน้ำหรืออ่างพวงผนวกกับเครื่องมือชลประทานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดความมั่นคงด้านน้ำให้มากที่สุด พร้อมทั้งจะนำศาสตร์พระราชาในเรื่องนี้ไปขยายผลดำเนินการในพื้นที่อื่นๆที่มีลักษณะปัญหาที่คล้ายคลึงกันอีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

เลาะรั้วเกษตร : ถึงเวลาต้องเติบโต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459830

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ถึงเวลาต้องเติบโต

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และ 2 ปีต่อแต่นี้ จะมีข้าราชการที่อยู่ในเจเนอเรชั่น เบบี้บูมเกษียณอายุราชการจำนวนมาก ประกอบกับข้าราชการในเจเนอเรชั่นนี้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือ เออร์รี่ รีไทร์ จำนวนมากเช่นเดียวกัน แถมในช่วงเวลาหนึ่งรัฐบาลก็มีนโยบายการคุมกำเนิดข้าราชการ ทำให้หลายหน่วยงานประสบปัญหาขาดแคลนบุคคลากรที่มีประสบการณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ข้าราชการรุ่นต่อๆ ไปให้มีความรู้และประสบการณ์มากพอที่จะขึ้นมาแทนรุ่นพี่ หรือที่มักจะกล่าวกันว่า “โตไม่ทัน”

หลายหน่วยงานเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานที่มีมานานแต่พัฒนา หรือจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานใหม่ ที่ใหญ่ขึ้น และมีภารกิจเพิ่มมากขึ้น อย่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานที่พัฒนาขึ้นมาจากสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2518 สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ของในหลวง รัชกาลที่ 9

ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการรวมสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง และกองบินเกษตรจัดตั้งเป็นสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อปฏิบัติการทำฝนหลวงให้แก่เกษตรกรและประชาชน เติมน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำต่างๆ วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ และบินบริการสนับสนุนการปฏิบัติ งานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการเกษตรอื่นๆ

ในปี 2554 เริ่มมีแนวคิดในการยกฐานะสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงและกองบินเกษตร ขึ้นเป็นกรม มีการนำเสนอ ครม. และ ครม.เห็นชอบในหลักการ จนกระทั่ง 24 มกราคม 2556 ได้มีพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม จัดตั้ง “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร”ขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการการปฏิบัติการฝนหลวงเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีความคล่องตัวในการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น

กาลเวลาผ่านไปไม่ถึง 10 ปี กรมฝนหลวงฯประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร ในขณะที่ภารกิจมีเพิ่มมากขึ้น เหมือนอย่างที่อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงฯ วราวุธ ขันติยานันท์ เคยเล่าว่าเมื่อปี 2520 มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงอยู่เพียง 4 หน่วย จะออกปฏิบัติการช่วยเหลือภัยแล้งเฉพาะกรณีที่มีการร้องขอผ่านมาทางผู้ว่าราชการจังหวัด ช่วงนั้นซึ่งบางปีแล้งมาก บางปีแล้งน้อยสลับกันไป แต่ต่อมาสถานการณ์ภัยแล้งเริ่มเป็นไปอย่างกว้างขวาง จากที่เคยมีเพียง10-15 จังหวัด เพิ่มเป็น 30-40 จังหวัด เมื่อมีการร้องขอมาให้ไปทำฝนหลวงพร้อมๆ กัน หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเริ่มไม่พอ

ปัจจุบัน กรมฝนหลวงฯมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 5 ศูนย์ ประจำ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้
แต่ละศูนย์มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 3-4หน่วย รับผิดชอบพื้นที่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ สุรสีห์ กิตติมณฑล บอกว่า ปัจจุบัน กรมฝนหลวงฯ มีอัตรากำลังข้าราชการเพียง 205 อัตรา ลูกจ้าง 144 อัตรา พนักงานราชการ 144 อัตรา ในจำนวนอัตรากำลังทั้งหมดนี้ เป็นนักบิน 75 อัตรา จากภารกิจที่เพิ่มขึ้น คำนวณอัตรากำลังแล้วกรมฝนหลวงฯ ควรมีอัตรากำลังข้าราชการเพิ่มอีก 321 อัตรา พนักงานราชการเพิ่มอีก 475 อัตรา โดยเป็นนักบินอีก 58 อัตรา

จำนวนอัตรากำลังที่เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 800 อัตรา หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่า ของที่มีอยู่เดิมนี้ คงไม่สามารถเพิ่มได้ภายในบัดดล กปร. หรือ ก.พ. จะมีความเห็นว่าอย่างไร คงต้องใช้เวลาเวลา แต่อธิบดีสุรสีห์ ก็ยังอยากเพิ่มนักบินภายในปี 2563 นี้อีกสัก 44 อัตรา ที่เหลือก็ทยอยเพิ่มไปจนถึงปี 2565 คงต้องฝากความหวังไว้กับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าว่าจะมีกำลังภายในผลักดันได้มากน้อยเพียงไร

แต่ก็น่าจะวางใจได้ เพราะรัฐมนตรีช่วย ธรรมนัส ประกาศว่า ต้องปรับโครงสร้างกรมฝนหลวงฯให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร เกษตรกรเดือดร้อน การขาดแคลนน้ำทำให้ผลผลิตเสียหาย ที่ผ่านมาใครจะทำหรือไม่ทำไม่รู้ แต่ในยุคของรัฐมนตรีช่วยธรรมนัส จะต้องทำให้สำเร็จ งานเพิ่ม คนต้องเพิ่ม……ว่ากันไป

บุคลากรที่สำคัญของกรมฝนหลวงฯ คือ นักบิน เพราะการทำฝนหลวง ต้องใช้เครื่องบินเป็นพาหนะนำสารเคมีสำหรับทำฝนขึ้นไปโปรยบนก้อนเมฆ ดังนั้นจึงไม่ใช่นักบินธรรมดา แต่เป็นนักบินที่ต้องมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีการทำฝน รู้ลักษณะการก่อตัวของก้อนเมฆ รู้ขั้นตอนและกรรมวิธีทำฝนเทียมด้วย

การปรับโครงสร้างกรมฝนหลวง ถ้าไม่ดำเนินการภายใน 5 ปีนี้ จะมีปัญหามาก เพราะนักบินที่มีอยู่จะทยอยเกษียณอายุราชการไปหมด นักบินใหม่ๆ ที่เข้ามาแทนจำเป็นต้องมีการเรียนรู้จากนักบินรุ่นพี่ก่อน ที่สำคัญคือนักบินใหม่ๆ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานราชการ จะอยู่กับราชการไม่ได้นานเพราะสถานะไม่มั่นคง ค่าตอบแทนไม่จูงใจ ถ้าเขามีประสบการณ์แล้ว ก็มักจะลาออกไปทำงานกับสายการบินพาณิชย์

จะมีมาตรการจูงใจอย่างไรให้นักบิน เห็นภารกิจการทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ซึ่งจะมีผลกระทบกับคนไทยทั้งประเทศ เป็นภารกิจที่มีเกียรติ น่าภาคภูมิใจ สามารถช่วยเหลือคนไทยได้ทั้งประเทศ ที่สำคัญคือ เป็นการสืบสานพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้ยั่งยืนตลอดไป……การปรับโครงสร้างอย่างเดียวคงช่วยไม่ได้มากนัก เพราะการมีแต่ปริมาณ แต่ไม่มีคุณภาพ คือไม่มีจิตใจรักองค์ ไม่ทุ่มเทการทำงานเพื่อองค์กร…การมีคนมากก็ไม่เกิดประโยชน์…..ผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร คงต้องช่วยกันคิด…

แว่นขยาย

‘เฉลิมชัย’ปิ๊งไอเดียจับมือลาซาด้า ดันสินค้าเกษตรขายออนไลน์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459827

news_default

‘เฉลิมชัย’ปิ๊งไอเดียจับมือลาซาด้า ดันสินค้าเกษตรขายออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าการผลักดันสินค้าเกษตรออนไลน์ เป็นหนึ่งในนโยบายขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ สู่ไทยแลนด์ 4.0 และเกษตร 4.0 ในการเพิ่มช่องทางตลาดที่สำคัญตามแนวทางนโยบายตลาดนำการเกษตรมาต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำลังขยายความร่วมมือไปอีกขั้น สู่แพลตฟอร์มลาซาด้า ผู้นำอี-คอมเมิร์ซ ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหารือเบื้องต้นกับทีมบริหารงานผู้ขายลาซาด้า สร้างโอกาสให้สินค้าเกษตรและเกษตรกรไทย กระทรวงเกษตรฯกับ บริษัทลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) เห็นโอกาสสำคัญที่จะร่วมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง สามารถเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้า เพื่อนำสินค้าเกษตรเข้าสู่ช่องทางออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากช่วยเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกรได้กระจายผลผลิตช่วงผลผลิตออกตลาดมากแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรขยายฐานกลุ่มลูกค้าไม่จำกัด  ซื้อขายกับผู้ซื้อ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรที่ตรงความต้องการของตลาด ลดความเหลื่อมล้ำ และนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ดี จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรฯ จะเริ่มเปิดตัวโครงการต้นปี 2563 เป็นของขวัญปีใหม่ ให้เกษตรกร โดยจัดกิจกรรมอบรมทักษะให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าผ่านลาซาด้า โดยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯ และทีมงานมหาวิทยาลัยลาซาด้าจะมาให้ความรู้เริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ การสมัครเป็นผู้ขาย การใช้ระบบถึงเทคนิคการโปรโมทสินค้า การใช้เครื่องมือถ่ายภาพสินค้า ทำคลิปวีดีโอ บรรจุผลิตภัณฑ์ และขนส่งไปจนถึงร่วมแคมเปญ กิจกรรมการตลาดของลาซาด้า เพื่อกระตุ้นยอดขาย ขณะที่
กระทรวงเกษตรฯจะพัฒนาให้เกษตรกรพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ การแปรรูป และบรรจุสินค้าให้ได้มาตรฐานไปพร้อมกัน

ขั้นตอนแรกจะเน้นจัดกิจกรรมอบรมให้กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่มYoung SmartFarmer ซึ่งปัจจุบัน มีแปลงใหญ่กว่า 6,000 แปลง เกษตรกรมากกว่า 350,000 ราย  ในขณะที่สหกรณ์การเกษตรกว่า 3,000 แห่ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกว่า 86,000 แห่งทั่วประเทศ และ Young Smart Farmer มากกว่า 11,000 ราย  ซึ่งมีสินค้าเกษตรคุณภาพจำนวนหลากหลาย พร้อมพัฒนา และแปรรูปจำหน่ายสู่มือผู้บริโภคกับลาซาด้า โดยตรง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อตกลงกับลาซาด้า เชื่อมั่นว่าจะเปิดโอกาส และเป็นมิติใหม่ให้เกษตรกรที่สนใจและยังไม่เคยมีประสบการณ์ขายของออนไลน์ ได้เรียนรู้การขายสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ ด้วยการเป็นผู้จำหน่ายสินค้าด้วยตนเอง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเกษตร 4.0 โดยกระทรวงเกษตรฯ ยังเล็งช่องทางการตลาดออนไลน์โดยขยายไปสู่แหล่งช็อปปิ้งออนไลน์รายอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งในประเทศไปจนถึงสู่ลูกค้าต่างประเทศในอนาคตต่อไป

‘มนัญญา’เปิดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’62

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459826

news_default

‘มนัญญา’เปิดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’62

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้ง ประจำปี 2562 ที่จ.อุทัยธานีว่า การจัดงานดังกล่าว เพื่อฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมแบบยั่งยืน เพื่อปลูกจิตสำนึกของประชาชนให้เห็นความสำคัญในการรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติให้มีคุณภาพสูงสุด และเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งผ่านการรับรองจากองค์การ UNESCO ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก จึงเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจของชาวอุทัยธานี ซึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นป่าอนุรักษ์เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีราษฎรตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยทำกิน อีกทั้ง ยังเป็นผืนป่าตะวันตกที่รายล้อมด้วยป่าอนุรักษ์ผืนอื่น เช่น อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ – แม่เปิน อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองลาน อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าอุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จึงเป็นป่าอนุรักษ์ผืนใหญ่ที่สุดของแผ่นดินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ยังเป็นแหล่งป่าไม้สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม สภาพนิเวศวิทยาที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

“ปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายรวดเร็วทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ เช่น ปัญหาความแห้งแล้งภัยพิบัติธรรมชาติ ลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า จึงเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องช่วยแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อรักษาพื้นที่ป่าที่ยังสมบูรณ์มิให้ถูกทำลาย ให้คงสภาพเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าอย่างปลอดภัยสมเป็นมรดกธรรมชาติของชาวอุทัยธานีและชาวโลกต่อไป” น.ส.มนัญญา กล่าว

ผู้ตรวจราชการฯยัน ใช้มาตรฐานเดียวกัน สอบ‘เอ๋-ปารีณา’รุกป่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459878

news_default

ผู้ตรวจราชการฯยัน ใช้มาตรฐานเดียวกัน สอบ‘เอ๋-ปารีณา’รุกป่า

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้ตรวจราชการฯยัน

ใช้มาตรฐานเดียวกัน

สอบ‘เอ๋-ปารีณา’รุกป่า

กมธ.เรียกชี้แจง18ธ.ค.

กรมป่าไม้ระบุ จะเอาเรื่องที่ดิน “ปารีณา” ไปเทียบเคียงกับกรณีชาวบ้านถูกศาลสั่งจำคุก จากการเข้าครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ไม่ได้ เหตุต้องดูรายละเอียดแต่ละกรณี ยืนยันดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกัน ด้าน กรรมาธิการ ป.ป.ช. เรียก “อธิบดีกรมป่าไม้” เข้าชี้แจงว่าทำคดีตามข้อกฎหมายหรือไม่ 18 ธันวาคมนี้

ความคืบหน้าหลังคณะทำงานตรวจสอบที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ร่วมประชุมกับฝ่ายกฎหมายของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) แต่สุดทัายยังไร้ข้อสรุป ยังเกี่ยงกันดำเนินคดี ฟาร์มไก่ น.ส.ปารีณา แต่มีมติให้ส.ป.ก.เร่งทำหนังสือ ตีกลับไปให้ น.ส.ปารีณา ส่งคืนพื้นที่ 682 โดยไม่ต้องไม่มีการระบุเงื่อนไขใด ภายใน 7 วัน จากนั้นกรมป่าไม้จะหารืออำนาจการจัดการตามกฎหมายอีกครั้งตามที่ได้เสนอข่าวไปนั้น

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายธวัชชัยลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดิน น.ส.ปารีณากล่าวถึงกรณีที่มีการ เทียบเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาจังหวัดนครพนมที่พิพากษาให้ชาวบ้านจำคุก 6 เดือน จากการเข้าไปครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ซึ่งคำพิพากษาได้ระบุว่าแม้ที่ดินเป็นเขตปฏิรูป แต่เป็นเพียงแค่การกำหนดขอบเขตที่ดินไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ต้องมีอำนาจในการดำเนินคดีอยู่ ว่า เรื่องนี้ต้องขอไปดูรายละเอียดของแต่ละกรณี ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณี น.ส.ปารีณาได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า ทั้งหมดดำเนินไปด้วยมาตรฐานเดียวกันขอให้มั่นใจการทำงานของกรมป่าไม้

ที่รัฐสภา นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ จะเชิญอธิบดีกรมป่าไม้ มาชี้แจงกรณีที่ กมธ.ตั้งเรื่องตรวจสอบการถือครองที่ดิน ภ.บ.ท. 5ในพื้นที่ ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีต่างๆ ว่าเป็นไปตามข้อกฎหมายหรือไม่

นายธีรัจชัยกล่าวว่า ขณะนี้กรมป่าไม้และส.ป.ก.กำลังรอกฤษฎีกาชี้ขาดเรื่องอำนาจในการดำเนินคดีในพื้นที่อีกจำนวน 682 ไร่ ซึ่งก็ต้องรอดูการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันนี้สังคมกำลังจับตาและมีการร่วมตรวจสอบทุกภาคส่วน หากดำเนินการไม่ถูกต้องก็ต้องหันมาพิจารณาตัวเองและดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ กมธ.ได้มีการรวบรวมคำติดสินของศาลฎีกาในคดีลักษณะนี้เพื่อประกอบการพิจารณาได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งประสานขอข้อมูลบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.ปารีณา มาตรวจสอบด้วย

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ที่ดินส.ป.ก.ของ น.ส.ปารีณา คืนรัฐแล้วไม่ผิด พร้อมยกตัวอย่างกรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์อดีตนายกรัฐมนตรี คืนที่ดิน ส.ป.ก.แล้วก็จบกันว่า การเอากรณีนี้ไปเปรียบเทียบกับกรณีเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์นั้นไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นคนละกรณีกัน การยึดครองเขายายเที่ยงมีการฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาบุกรุก ครอบครองโดยมิชอบ แต่ต่อมาอัยการสั่งไม่ฟ้อง เรื่องที่ดินของ น.ส.ปารีณารัฐบาลถูกกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ต้องยึดตามแนวการตัดสินของศาลฎีกา ไม่ใช่ไปปรึกษากฤษฎีกาหากกรมป่าไม้ หรือ ส.ป.ก. ไม่ฟ้อง น.ส.ปารีณาก็ต้องมีคำตอบให้กับประชาชน และอาจจะถูกดำเนินคดีข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสียเอง

รับมือแมลงดำหนามมะพร้าวระบาดหน้าแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459828

news_default

รับมือแมลงดำหนามมะพร้าวระบาดหน้าแล้ง

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เพื่อรับมือการระบาดของแมลงดำหนามช่วงฤดูแล้ง กรมสั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดที่มีแหล่งปลูกมะพร้าว ส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืชลงพื้นที่สำรวจการเข้าทำลายพร้อมให้คำแนะนำการดูแลสวนมะพร้าวให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ นอกจากนี้ ยังสั่งให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จ.สุพรรณบุรี และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จ.ชลบุรี ผลิตขยายพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนแมลงดำหนามมะพร้าว สนับสนุนให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ที่มีศักยภาพในพื้นที่ เพื่อนำไปผลิตขยายและมอบให้ชาวสวนมะพร้าวที่มีพื้นที่ระบาดของแมลงดำหนาม นำไปปล่อยควบคุมการระบาดเป็นระยะแล้ว ซึ่งแตนเบียนแมลงดำหนามชนิดนี้กรมฯเคยผลิตและปล่อยเพื่อควบคุมการระบาดของแมลงดำหนามได้ผลมาแล้วในอ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วยลดความเสียหายของผลผลิตมะพร้าวได้ดี

นายเข้มแข็งกล่าวต่อว่า แมลงดำหนาม ปัจจุบันเป็นแมลงศัตรูมะพร้าวประจำถิ่น พบเข้าทำลายมะพร้าวได้ตลอดปี จะระบาดรุนแรงช่วงฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน – เดือนเมษายน) โดยทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยของแมลงดำหนามมะพร้าวจะซ่อนตัวในใบอ่อนและกัดกินยอดอ่อน โดยเฉพาะยอดที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดอ่อนของมะพร้าวหยุดเติบโต หากต้นมะพร้าวถูกทำลายรุนแรง ทำให้ทางใบที่ถูกทำลายแห้งกลายเป็นสีน้ำตาลมองเห็นเป็นสีขาวโพลนชัดเจน หรือที่ชาวสวนมะพร้าวมักเรียกว่า “โรคหัวหงอก” หากเกษตรกรพบการระบาดไม่รุนแรง ให้ตัดยอดที่ถูกแมลงดำหนามทำลายออก หรือปล่อยแมลงหางหนีบ หรือแตนเบียนแมลงดำหนามมะพร้าว หรือใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซียม ควบคุมการระบาดได้

ส่วนกรณีพบการระบาดรุนแรง ให้เกษตรใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรม ได้แก่ มะพร้าวต้นเตี้ยใช้สารเคมี cartap hydrochloride 4% GR อัตรา 30 กรัม/ต้น ห่อใส่ถุงผ้าเหน็บไว้ที่ยอดมะพร้าว จะมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันกำจัดแมลงดำหนามได้ 1 เดือน สำหรับมะพร้าวต้นสูงให้ใช้สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ฉีดเข้าลำต้น อัตรา 50 ซีซี/ต้น จะมีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงดำหนามได้ไม่น้อยกว่า 2 เดือน

‘อลงกรณ์’แนะทางเลือก’เกษตรอินทรีย์’แหล่งอาหารแห่งอนาคต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459883

news_default

‘อลงกรณ์’แนะทางเลือก’เกษตรอินทรีย์’แหล่งอาหารแห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 21.03 น.

“อลงกรณ์”แนะทางเลือกเกษตรอินทรีย์แหล่งอาหารแห่งอนาคต เกษตรหนุนเร่งส่งเสริมตั้งเป้าโต25%ต่อปี ตลาดโลกขยายตัวทะลุ3.5ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ที่อาคารเคเอ็กซ์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวโน้มเกษตรอินทรีย์ของไทย” จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการประชุมและเสนอผลวิจัยพืชเขตร้อนและกึ่งร้อน ครั้งที่ 12 ในวันนี้ ว่า การสนับสนุนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายที่เฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษภายใต้ยุทธศาสตร์เกษตรปลอดภัยและเกษตรกรรมยั่งยืน

ทั้งนี้ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2562 มีการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 16 จาก 1 หมื่นไร่ เป็น 6 แสนไร่ จึงกำหนดเป้าหมายใหม่ให้เติบโตร้อยละ 25 เพื่อรองรับต่อตลาดเกษตรอินทรีย์ของโลกที่มีการขยายตัวต่อเนื่องที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 3.5 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และคณะอนุกรรมการระดับกระทรวงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก รวมทั้งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดทุกจังหวัดเป็นพลังขับเคลื่อนในส่วนภูมิภาค และจะมีจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์รวมทั้งกฎหมายเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นกฤษฎีกา

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำแอฟพลิเคชั่น Organic Zoning (ออร์กานิก โซนนิ่ง) ขึ้นตามนโยบายเทคโนโลยีเกษตร เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านเกษตรอินทรีย์ และยังเป็นตลาดซื้อขายออนไลน์ไว้บริการด้วย สรุปคือ เกษตรอินทรีย์คืออาหารแห่งอนาคตสำหรับผู้บริโภค และเป็นเกษตรปลอดภัยสำหรับเกษตรกร

ปศุสัตว์ร้อยเอ็ดคุมเข้ม20อำเภอ เฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459873

ปศุสัตว์ร้อยเอ็ดคุมเข้ม20อำเภอ เฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.35 น.

ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด เข้มสั่ง 20 อำเภอในสังกัดตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมพร้อมทั้งเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีกและโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกรต่อเนื่อง

12 ธันวาคม 2562 นายธนบดี ขวาโยธา ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด สั่งการให้ปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอร่วมกับกลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ พนักงานไข้หวัดนก พนักงานจ้างเหมา ช่วยงานด้านสัตว์ปีกและพนักงานจ้างเหมาช่วยงานด้านสัตวแพทย์ออกปฏิบัติงานตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกและสุกรที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม พร้อมทั้งค้นหาสัตว์ปีกและสุกรป่วยตายผิดปกติและเฝ้าระวังโรคสัตว์ในสัตว์ปีกและสุกร

พร้อมทั้งได้ให้ความรู้ด้านการเลี้ยง การป้องกันโรคและให้คำแนะนำด้านการปรับปรุงโรงเรือนให้เข้าระบบ Good Farming Management  (GFM) และให้ความรู้พร้อมคำแนะนำในการเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ หากพบอาการผิดปกติ (ตามเอกสารที่แจก) ในสุกร ให้เกษตรกรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ในพื้นที่ทันทีเพื่อเร่งดำเนินการช่วยเหลือต่อไปและได้ดำเนินการตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกและสุกรในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด

ซึ่งเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองจำนวน 3,411 ตัว 154 ราย ไก่ไข่จำนวน 111 ตัว 6 ราย เป็ดจำนวน 96 ตัว 6 ราย และสุกรจำนวน 262 ตัว 25 ราย จากการค้นหาและตรวจเยี่ยมไม่พบสัตว์ปีกและสุกรป่วยตายผิดปกติตามคำนิยาม

กรมชลฯเตือน9เขื่อนน้ำวิกฤต ‘เขื่อนภูมิพล’เหลือ14% ประคองใช้ถึงฤดูฝนปีหน้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459806

news_default

กรมชลฯเตือน9เขื่อนน้ำวิกฤต ‘เขื่อนภูมิพล’เหลือ14% ประคองใช้ถึงฤดูฝนปีหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.51 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล , เขื่อนสิริกิติ์ , เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ว่า ปัจจุบัน (12 ธ.ค.62) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,468 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,772 ล้าน ลบ.ม.เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

ทั้งนี้ ในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฤดูได้วางแผนจัดสรรน้ำ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.62 ถึงวันที่ 30 เม.ย.63 ไว้ประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม.เป็นน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก 3,500 ล้าน ลบ.ม.และผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริมอีก 500 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบัน (12 ธ.ค.62) มีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 1,046 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 26 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ซึ่งกรมชลประทานจะทำการควบคุมการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด ส่วนด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในวันนี้ยังคงการระบายน้ำในอัตรา 80 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงปากอ่าวไทย

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปีนี้ ได้วางแผนเพาะปลูกพืชทั้งประเทศ รวมทั้งสิ้น 2.83 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ พืชไร่ – พืชผัก 0.52 ล้านไร่ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ธ.ค.62) ได้ทำการเพาะปลูกทั้งประเทศรวม 1.46 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ แยกเป็นข้าวนาปรัง 1.39 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 60 ของแผนฯ และพืชไร่ – พืชผัก อีก 0.07 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 13 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีแผนการเพาะปลูกพืชเนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนด้านการเกษตร แต่จากการสำรวจพบว่าบางพื้นที่ได้ทำการเพาะปลูกพืชนอกแผนฯ รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 1.15 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองในการเพาะปลูก

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า กรมชลประทานจะดำเนินการจัดสรรน้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ให้เป็นไปตามแผนฯ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และพืชที่ใช้น้ำน้อย ส่วนข้าวนาปรังเนื่องจากปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก จึงไม่สามารถสนับสนุนได้ ต้องขอความร่วมแรงร่วมใจจากเกษตรกรลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรัง รวมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ว่า ปัจจุบัน (11 ธ.ค.62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 45,469 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 21,988 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณเก็บกักน้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบัน (11 ธ.ค.62) มีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 73 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 59 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 47 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 10 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำเก็บกัก 520 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ

อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 24 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 16 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 23 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 24 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 20 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 286 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 283 ล้าน ลบ.ม.

ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำเก็บกักค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวจะสงวนไว้ใช้สนับสนุนเฉพาะการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น กรมชลประทานจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า รวมทั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพของอ่างเก็บน้ำ ลำน้ำ ลำคลอง และระบบนิเวศต่างๆ อีกด้วย

ทางด้านสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) แจ้งเตือนเขื่อนที่มีน้ำใช้การน้อยวิกฤต เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ -3% , เขื่อนจุฬาภรณ์ 6% , เขื่อนกระเสียว 7% , เขื่อนทับเสลา 12% , เขื่อนภูมิพล 14% , เขื่อนลำพระเพลิง 15% และ เขื่อนลำนางรอง 17%