ทำความสะอาดสุนัข

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404547?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ทำความสะอาดสุนัข

14 ธันวาคม 2562 – 14:58 น.
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com 

ใกล้ปีใหม่ทีไรรู้สึกเวลาเดินเร็วมากเลยครับ เหมือนเพิ่งคุยกันไปไม่กี่วันแต่จริงๆ ผ่านไป 1 สัปดาห์แล้ว เชื่อว่าหลายท่านเป็นอย่างนี้เหมือนกัน ไม่แปลกหรอกครับเพราะถึงปลายปีทีไร มีอะไรที่ต้องทำเยอะครับ ไหนจะต้องทำงานที่ตั้งใจไว้ให้เรียบร้อย ไหนจะงานสังสรรค์ กราบญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ เข้าวัดทำบุญ กิจกรรมโรงเรียนลูก พักผ่อนกับครอบครัว ดูเยอะไปหมดนะครับ ใจเย็นๆ ครับ ลำดับกันใหม่บางอย่างทำได้ทั้งปีไม่ต้องรอเทศกาลก็ได้นะครับ หมอเองก็ต้องปรับให้พอดีทุกปีครับ

ช่วงปีใหม่หลายท่านต้องเดินทางพร้อมกับสุนัขสมาชิกสำคัญของครอบครัว วางแผนตระเตรียมทุกอย่าอย่างดีแล้ว อย่าลืมเรื่องการทำความสะอาดด้วยนะครับ โดยเฉพาะสุนัขเพราะจะต้องเดินทางใกล้ชิดกับเรา และสุนัขมักมีกลิ่นตัวรบกวนหากไม่ได้รับการดูแลความสะอาดอย่างดี

หมอขอแนะนำคนที่ต้องอาบน้ำสุนัขเองนะครับ

การอาบน้ำสุนัขให้ระวังอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสม แนะนำให้ใช้น้ำอุ่นไม่ควรใช้น้ำเย็นเพราะสุนัขมีประสาทสัมผัสที่ไว และหากอาบน้ำในอ่างไม่ควรใช้น้ำระดับที่สูงจนเกินไปเพราะจะทำให้สุนัขกลัวไม่ให้ความร่วมมือในการอาบน้ำ ในการเริ่มอาบน้ำควรให้สุนัขมีความสุข เช่นพาเดินเล่นหรือให้ขนม(เล็กน้อย) ก่อนอาบน้ำ เริ่มต้นควรค่อยๆ ให้สุนัขสัมผัสน้ำให้เปียกชุ่มเป็นการล้างฝุ่นและสกปรกที่ติดอยู่ออก

จากนั้นนำแชมพูที่เหมาะสมกับสุนัขมาผสมน้ำในขวดเฉพาะ เช่นแชมพูสำหรับรักษาโรคผิวหนังที่ต้องหมักทิ้งไว้ หรือแชมพูกำจัดเห็บหมัด เป็นต้น ไม่ควรใช้แชมพูเข้มข้นเทลงบนตัวสุนัขโดยตรง และควรอ่านวิธีการใช้แชมพูให้ถูกต้องชัดเจนก่อนใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และห้ามนำแชมพูหรือสบู่ของคนมาใช้กับสุนัขเพราะผิวของสุนัขบอบบางแพ้ง่ายกว่าผิวหนังของคนครับ ในขณะอาบน้ำควรถูตัวสุนัขไปทิศทางเดียวโดยเฉพาะสุนัขขนยาวเพื่อป้องกันขนพันกัน และต้องให้มั่นใจว่าแชมพูสัมผัสผิวหนังของสุนัขอย่างทั่วถึง อย่าลืมล้างตามซอกต่างๆ เช่น ซอกนิ้ว อุ้งเท้า ก้น เป็นต้น

บริเวณที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ จมูก โดยเฉพาะสุนัขที่หน้าสั้น ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าจมูก

และไม่ควรให้น้ำเข้าหู เพราะจะทำให้เป็นหูน้ำหนวกได้ ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดบริเวณ

ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ โดยไม่ลืมที่จะต้องทำความสะอาดอย่างถูกวิธี การถอนขนที่รูหูเพื่อป้องกันการหมักหมมของเชื้อโรค ซึ่งควรทำตั้งแต่สุนัขยังเล็กๆ ไม่อย่างนั้นจะเจ็บมากและสุนัขจะกลัวทำให้การดูแลความสะอาดหูเป็นไปได้ยาก การล้างหูเป็นเรื่องสำคัญควรใช้น้ำยาเฉพาะสำหรับล้างหู โดยอ่านวิธีใช้ให้เข้าใจก่อนลงมือ การเช็ดตาในสุนัขที่มีร่องน้ำตาเป็นคราบสีเข้ม ควรใช้น้ำยาเฉพาะเพื่อล้างตา นอกเหนือจากน้ำอุ่น ด้วยความเบามือ

อีกเรื่องสำคัญคือการตัดเล็บสุนัขที่หมอเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ครับ

ทั้งหมดนี้หากคุณผู้อ่านสงสัย หรือมีเรื่องพูดคุยสามารถเข้ามาที่เมลของหมอได้นะครับ

Viruch_dvm@yahoo.com ขอให้มีความสุขกับการเดินทางนะครับ!

ส่องนวัตกรรม”บัลลังก์โมเดล”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส่องนวัตกรรม”บัลลังก์โมเดล”

14 ธันวาคม 2562 – 14:46 น.
บัลลังก์โมเดล
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

ส่องนวัตกรรม”บัลลังก์โมเดล” ต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน

ผ่านฉลุยไปอีกตัวสำหรับพืชเกษตรอย่าง“ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์”ตามโครงการประกันรายได้หลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.)ที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์”มีมติเห็นชอบให้ประกันราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาทและนำเข้าสู่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา  โดยกำหนดให้ครอบครัวละไม่เกิน 30 ไร่ ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% ปลูกตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2562 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มจ่ายงวดแรกวันที่ 20 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

วรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์(ซ้าย)  และร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา

    “ท่องโลกเกษตร”อาทิตย์นี้ตามผู้บริหารบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน)”วรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์”รองกรรมการผู้จัดการไปดูความสำเร็จการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ”เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน”ในพื้นที่ต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ในรูปแบบ“บัลลังก์โมเดล”เพื่อการยกระดับศักยภาพกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ ด้วยการนำความรู้และเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน  ผลผลิตเพิ่มและคุณภาพตรงตามความต้องการตลาด ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง แก้ปัญหาความยากจนและการบุกรุกพื้นที่ป่า

วรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวระหว่างประชุมร่วมกับผู้บริหารอบต.บัลลังค์และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดว่าตลอดระยะ 4 ปีของการดำเนินโครงการ “บัลลังก์โมเดล” บริษัทฯได้ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร พร้อมกับสนับสนุน เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยยกระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้บริษัทฯ ได้นำแอพพลิเคชั่น มาช่วยในการบริหารจัดการการเก็บเกี่ยวและขนส่งร่วมกันแก่เกษตรกรในพื้นที่ตำบลบัลลังก์และใกล้เคียง เน้นการใช้รถเกี่ยวและรถขนส่งในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ระหว่างคนในชุมชน พร้อมส่งเสริมการใช้โดยบวกเงินรับซื้อผลผลิตเพิ่มอีก 10 สตางค์ต่อกิโลกรัมจากการใช้แอพพลิเคชั่นและนำผลผลิตมาขายให้โรงอาหารสัตว์ซีพีเอฟโดยตรง

“การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบย้อนกลับพื้นที่ปลูกของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้แม่นยำขึ้น ช่วยสนับสนุน เป้าหมายสูงสุดของโครงการ ที่ต้องการพัฒนามาตรฐานการปลูกข้าวโพดของเกษตรกรไทย สร้างรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนและวัฏจักรหนี้สิน รวมทั้งสนับสนุนนโยบายการไม่รับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่ผิดกฎหมายหรือรุกป่า ตามแนวทางการจัดหาที่ยั่งยืนของซีพีเอฟ”วรพจน์กล่าว

     ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา นายกเทศมนตรีต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมายอมรับว่าจากการที่เทศบาลต.บัลลังก์ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ในรูปแบบ บัลลังก์โมเดล อย่างต่อเนื่องถึงปีนี้ เป็นปีที่ 4 มีเกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมโครงการ 814 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวม 18,000 ไร่ เทียบกับปีแรก 2559 ที่มีเกษตรกรเข้าร่วม 184 คน พื้นที่ปลูก 4,700 ไร่ สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านมีความเชื่อมั่น โครงการ “บัลลังก์โมเดล” และมีเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาขอศึกษารูปแบบเพื่อนำไปขยายผลต่อเนื่อง

“ผลลัพธ์ที่ได้รับจาก “บัลลังก์โมเดล” มากกว่าช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิต แต่เกษตรกรได้รับความรู้และมีเทคโนโลยีช่วยยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพสูงขึ้นช่วยให้ขายได้ราคา ขณะเดียวกันสามารถรับมือกับความเสี่ยง ทั้งภัยแล้งและโรคระบาดได้ สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น และลดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมลงได้จากการเลิกเผาตอซัง”นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์กล่าวย้ำ

สำหรับ “บัลลังก์โมเดล” นับเป็นต้นแบบการปลูกข้าวโพดยั่งยืนแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีการผนึกพลังภาครัฐ เกษตรกร และเอกชน ช่วยยกระดับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรรายย่อยแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกจนถึงมีตลาดรองรับ มีการบริหารจัดการแบบแปลงใหญ่ โดยเป็นโครงการที่ต่อยอดจากโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2557 เพื่อฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรปลูกข้าวโพด รู้จักการวิเคราะห์ดินด้วยตนเอง นำไปสู่การใช้ปุ๋ยและจัดการพื้นที่ปลูกที่ถูกต้อง ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลดลง และที่สำคัญไม่มีการเผาตอซัง ช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศด้วย

“เขียวหมื่นปี”จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน1

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404538?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เขียวหมื่นปี”จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน1

14 ธันวาคม 2562 – 14:00 น.
ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com 

เขียวหมื่นปี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “แก้วกาญจนา” หรือ“อโกลนีมา” (Agleaonema)  หรือที่คนโบราณเรียกว่า”ว่านขันหมา”เป็นไม้ป่าโบราณประเภทไม้ล้มลุก เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในธรรมชาติจะแพร่พันธุ์โดยการงอกของเมล็ด ลักษณะลำต้นสีเขียว แตกใบออกตามลำตันตั้งแต่โคนต้นขึ้นไปคล้ายข่าหรือพืชตระกูลว่าน

ใบมีอายุนานไม่ค่อยร่วงพลัดใหม่ จนมีลักษณะเป็นทรงพุ่มหนา ลักษณะใบมีสีเขียวสดถึงเขียวเข้ม บางสายพันธุ์มีแถบสีขาวกระจายทั่วไป คล้ายกับต้นสาวน้อยปะแป้ง ซึ่งมักทำให้เข้าใจผิดบ่อยครั้ง ใบมีลักษณะเรียวตรงก้านใบ กว้างตรงกลาง และเรียวลงในส่วนปลายใบ ความยาวของใบประมาณ 30-50 เซนติเมตร ใบกว้างประมาณ 10-20 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

เขียวหมื่นปี มีลักษณะเป็นลำต้นตั้งขึ้นเหนือพื้นดิน จะมีบ้างที่ล้มทอดเอน ด้วยความยาวและน้ำหนักของลำต้นที่มีอายุยาวนานหลายปีนั่นเอง แต่เดิมมักพบพืชชนิดนี้ขึ้นอยู่ทั่วไปเป็นกลุ่มตามป่าดิบชื้นที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์และมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พบมากในเขตภาคตะวันออกและแถบทางตะวันตกหลาย ๆ จังหวัด จรดไปถึงภาคใต้ รวมถึงอีกหลายๆพื้นที่ในในเขตทวีปเอเชีย โดยเฉพาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย่านประเทศเพื่อนบ้านเรา

ลักษณะเด่นของไม้ชนิดนี้อยู่ตรงที่มีความคงทนต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และส่วนใหญ่มีลำต้นแตกขึ้นเป็นกอ เกิดหน่อโดยรอบลำต้นแม่เหนือดิน ดูเป็นข้อปล้องจากร่องรอยการหลุดร่วงของกาบใบ และมีระบบรากเจริญเติบโตได้เร็ว เกิดได้โดยรอบลำต้นจึงช่วยยึดเกาะพยุงลำต้นได้ดี ทำให้มีประสิทธิภาพในการดูดเก็บความชื้นในธาตุอาหาร แม้จะผ่านฤดูกาลที่ไม่ปกติ ก็ไม่ค่อยส่งผลมากสักเท่าไรนักต่อพืชสกุลนี้ และด้วยที่เป็นพืชอวบน้ำ มีใบเรียวหนามีสีเขียวเข้มให้ดูสวยตลอดทั้งปี แทบไม่มีแม้แต่โอกาสจะพักตัวจากการปลูกเลี้ยง จึงอาจเป็นที่มาของชื่อไม้ชนิดนี้ที่มีการพบในช่วงเริ่มแรก ให้เรียกแบบที่เข้าใจตรงกันว่า “เขียวหมื่นปี” โดยมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้ดูแตกต่างไปจากไม้ทั่วไป และมีเรื่องราวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับไม้ประดับชนิดนี้ จนเป็นที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลาต่อมา

ชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในธรรมชาติของไม้สกุลนี้คงมีไม่มากสักเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับไม้อีกหลายๆสกุล แต่ด้วยความสำคัญและการมีโอกาส จึงทำให้ไม้ชนิดนี้ไต่เต้าไปอยู่ในสถานะที่ไม่ด้อยกว่าไม้ชนิดอื่นใด และด้วยความเชื่อถึงความเป็นมงคลที่มีมากับไม้ประดับชนิดนี้ ได้เชื่อมไปสู่กำลังใจยังผู้ปลูกเลี้ยง ถึงการมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง และช่วยเพิ่มพูนโชคลาภต่างๆมายังเจ้าของต้นไม้ชนิดนี้ จึงทำให้ไม้ประดับชนิดนี้ค่อยๆได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในช่วงเวลาต่อมา จนได้มีการปลูกเลี้ยงเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง

ปฏิทินสินค้าเกษตรรายจังหวัดสร้างความมั่นคงอาหาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404222?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปฏิทินสินค้าเกษตรรายจังหวัดสร้างความมั่นคงอาหาร

13 ธันวาคม 2562 – 16:49 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,ระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์,สินค้าเกษตร,ปฏิทินสินค้าเกษตร
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

สศก. บูรณาการหน่วยงาน กษ. จัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรรายจังหวัด เสริมสร้างความมั่นคงอาหารและโภชนาการ 

13 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าบทบาทภารกิจของสศก. ในการจัดทำและบริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรทราบถึงข้อมูลช่วงเวลาการผลิตและการเก็บเกี่ยวสินค้าเกษตรในแต่ละเดือนของปีเพาะปลูกนั้นๆ

โดยได้จัดทำและรวบรวมสินค้าเกษตรสำคัญ 20 ชนิด เพื่อเผยแพร่ให้เกษตรกรใช้ในการวางแผนการผลิตและผู้สนใจได้นำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันสศก.ได้พัฒนาการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรให้ลงลึกในรายละเอียดระดับจังหวัดมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในด้านการผลิตแล้ว ยังเสริมสร้างความมั่นคงอาหาร รวมทั้งสร้างสมดุลตลาดสินค้าเกษตรในระดับพื้นที่ เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชนและท้องถิ่นไปพร้อมกันอีกด้วย

สำหรับการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด  สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ ภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งส่วนกลางและในระดับพื้นที่

ทั้งนี้ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง  สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานประมงจังหวัด และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ในส่วนภูมิภาค เพื่อร่วมกันจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด โดยจะคาดการณ์ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่จะออกสู่ตลาดในแต่ละเดือนล่วงหน้า

ความคืบหน้าขณะนี้ สศก. ได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่จัดทำปฏิทินฯ ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมงให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2562 และจัดส่งข้อมูลการจัดทำปฏิทินให้กับ สศก. เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอผลการจัดทำปฏิทินต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ และคณะกรรมการอาหารแห่งชาติต่อไป

ทั้งนี้ การจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการผลิตและการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การวางแผนส่งเสริมหรือปรับเปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับช่วงเวลาเพาะปลูกหรือการผลิตและความต้องการของตลาด

การส่งเสริมคุณภาพและความปลอดภัยตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ดิน การเตรียมปัจจัยการผลิต การกระจายสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตไปยังจังหวัดที่ยังมีความต้องการผลผลิต และช่วยวางแผนหรือเตรียมการรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยผ่านกลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อพก.)

ตลอดจนนำมาใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการความมั่นคงอาหารและโภชนาการ ทราบถึงแหล่งผลิตอาหารในระดับพื้นที่ ตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2561 – 2580)  ซึ่งเมื่อหน่วยงานในระดับจังหวัดจัดส่งข้อมูลปฏิทินสินค้าเกษตรแล้วเสร็จ ทาง สศก. จะจัดทำเป็นปฏิทินรายจังหวัดเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

เตือน นิคมอุตสาหกรรม ลดใช้น้ำ 10%

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือน นิคมอุตสาหกรรม ลดใช้น้ำ 10%

13 ธันวาคม 2562 – 00:08 น.
กรมชลประทาน,บริหารจัดการน้ำ,ภาคตะวันออก,จัดสรรน้ำ,ทองเปลว กองจันทร์
เปิดอ่าน 133 ครั้ง

กรมชลฯจัดสรรน้ำภาคตะวันออก 8จว.กว่า1.5พันล้านลบ.ม.อุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ เกษตร อุสาหกรรม เท่าเทียม ย้ำมีน้ำพอใช้ตลอดแล้งประสานนิคมอุตสาหกรรม ลดใช้น้ำ10%

13 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนชาวภาคตะวันออก ได้มอบหมายให้ นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 จัดการประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำ ภาคตะวันออก และมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง รวมไปถึงการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำที่ถูกต้องให้กับทุกภาคส่วนได้รับทราบ

นายสุชาติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกว่า ปัจจุบัน(11 ธ.ค. 62) สถานการณ์น้ำภาพรวมของภาคตะวันออก อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 7 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 859 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 55 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 626 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 66 ของความจุอ่างฯ ส่วนปริมาณน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 30 – 50 ของลำน้ำ

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด รวม 1,540 ล้าน ลบ.ม. แบ่งออกเป็นด้านอุปโภคบริโภคประมาณ 146 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 9 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ด้านการเกษตรประมาณ 722 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 47 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ด้านการรักษาระบบนิเวศประมาณ 271 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 18 ของแผนจัดสรรน้ำฯ

ด้านอุตสาหกรรมประมาณ 173 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 11 ของแผนจัดสรรน้ำฯ และด้านอื่นๆ ประมาณ 227 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 15 ของแผนจัดสรรน้ำฯ โดยปัจจุบันมีการจัดสรรน้ำไปแล้วประมาณ 328 ล้าน ลบ.ม. ยังคงเหลือน้ำอีกกว่า 1,200 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 78 ของแผนการจัดสรรน้ำฯ ซึ่งเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ ด้านพื้นที่โครงข่ายน้ำจังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ปัจจุบันฤดูแล้งปี 2562/2563 มีแผนการจัดสรรน้ำรวมประมาณ 257 ล้าน ลบ.ม. เทียบกับช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 ที่มีผลการจัดสรรน้ำประมาณ 448 ล้าน ลบ.ม.

ในส่วนของมาตรการรองรับวิกฤตขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ทุกภาคส่วนได้จับมือกันดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว อาทิ บริษัท EAST WATER ได้ดำเนินการเชื่อมท่อจากประแสร์ – คลองใหญ่ ไปยัง ประแสร์ – หนองปลาไหล เพื่อลดการสูญเสียน้ำ จัดหาแหล่งน้ำจากบ่อดินเอกชนเพิ่มเติมโดยสามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้กว่า 20 ล้าน ลบ.ม.

สถาบันน้ำและพลังงานเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากการนิคมอุตสาหกรรมลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10 การประปาส่วนภูมิภาค ดำเนินการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงเพื่อมาช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรีได้กว่า 10 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมชลประทาน ได้เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และรถบรรทุกน้ำ เข้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งควบคุมการใช้น้ำของภาคเกษตรบริเวณฝายบ้านค่ายประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

‘รมช.ประภัตร’พบชาวสระแก้ว ดันอาชีพเลี้ยงสัตว์สู้ภัยแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460361

‘รมช.ประภัตร’พบชาวสระแก้ว ดันอาชีพเลี้ยงสัตว์สู้ภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.35 น.

15 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจเยื่นมศูนย์เรัยนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก) ต.หนองสัง อ อรัญประทศ จ.สระแก้วจากนั้นตรวจเยี่ยมสหกรณ์โคบาลบูรพาวัฒนานคร หมู่ 7 ต.หนองน้ำใส อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว โดยมี นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัดให้การต้อนรับ พร้อมกันนี้ได้พบปะสมาชิก และชมการขายลูกโคเพศผู้ที่เกิดขึ้นตามโครงการที่สามารถจำหน่ายได้แล้วของสหกรณ์โคบาลบูรพา ซึ่งจำหน่ายตามน้ำหนัก โดยเกษตรกรจำหน่ายได้ในช่วง 100-120 บาท/กก.

โดยประมาณ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ พร้อมกันนี้ รมช.เกษตรฯ เป็นตัวแทนของสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อที่เป็นผู้มารับซื้อ ตาม mou ที่ได้ทำร่วมกัน มอบเงินให้กับเกษตรกรตามโครงการที่นำลูกโคเพศผู้มาขาย นอกจากนี้ยังได้มอบถังสนามเก็บน้ำเชื้อแก่อาสาผสมเทียม ตลอดจนมอบลูกโคเพศเมียโคบาลบูรพา เพื่อเป็นการขยายผลโครงการฯ และมอบหญ้าแห้งเพื่อจัดตั้งคลังเสบียงสัตว์ให้แก่สหกรณ์โคบาลบูรพาทั้ง 3 แห่งอีกด้วย

ทั้งนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้แก่โครงการโคบาลบูรพา จำนวน 1,329.30 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ จ.สระแก้ว ที่ประสบปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปี โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชไม่เหมาะสมหรือให้ผลผลิตต่ำมาเลี้ยงปศุสัตว์ ที่สามารถสร้างรายได้ สร้างความมั่นคง และเป็นอาชีพที่ยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจรในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นการเพิ่มปริมาณโคเนื้อให้เพียงพอต่อการบริโภคในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย

ปัจจุบันโครงการโคบาลบูรพา มีเกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อ 6,000 รายๆ ละ 5 แม่ รวมทั้งสิ้น 30,000 ตัว และแพะเนื้อ 100 รายๆ ละ 32 ตัว รวม 3,200 ตัว ซึ่งในอนาคตรัฐบาลมีเป้าหมายว่าโคเนื้อและแพะเนื้อจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น สามารถส่งไปจำหน่ายยังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย หรือส่งออกไปยังต่างประเทศได้

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เกษตรกรยังเผชิญกับปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงเกษตรกร จึงได้อนุมัติโครงการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร อาทิ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และปลูกพืช ทุกโครงการจะต้องมีตลาดรองรับ และมีการรวมกลุ่มกัน โดย ธกส. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยล้านละ 100 บาทต่อปี รวมถึงกรมทรัพยากรน้ำบาดาลสนับสนุนบ่อบาดาลเพื่อการเกษตร อีกทั้งมีประกันความเสียหายให้ เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ในช่วงภัยแล้ง มีน้ำน้อย ภายในระยะเวลา 4 เดือน

นอกจากนี้ในวันจันทร์ที่ 16 ธ.ค. 62 จะมีการจัดประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่าง กรมปศุสัตว์ และ ธ.ก.ส. ณ บึงฉวากรีสอร์ท อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ก่อนจะเริ่มคิกออฟโครงการดังกล่าวในวันอังคารที่ 17 ธ.ค. 62 ณ โดยขับเคลื่อนใน จ.ขอนแก่น เป็นแห่งแรกต่อไป

ทั้งนี้ ในด้านการผลิตโคเนื้อนั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีการเลี้ยงโคเนื้อประมาณ 5.8  ล้านตัว ผลิตเพื่อการบริโภคได้ปีละ 1 ล้านตัว แต่มีความต้องการบริโภค ปีละ 1.2 ล้านตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปริมาณโคเนื้อผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งถ้าจะให้เพียงพอต้องเพิ่มแม่โค อย่างน้อย 500,000 แม่ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เกษตรกรจะหันมาประกอบอาชีพการเลี้ยงโค ซึ่งจะจำหน่ายได้ราคาดี ขณะเดียวกันตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนมีความต้องการโคเนื้อมีชีวิตเป็นจำนวนมาก

หากไทยสามารถพัฒนายกระดับศักยภาพการเลี้ยงโคเนื้อได้สำเร็จ จะทำให้ฝันกลายเป็นจริงได้ สามารถแก้ปัญหาการผลิตภาคเกษตรทั้งระบบ สามารถพัฒนาศักยภาพการเลี้ยงโคเนื้อให้ตรงกับความต้องการของตลาด ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงจะทำให้เกษตรกรพ้นจากความยากจน และมีอาชีพมั่นคง ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนต่อไป

‘รมช.เกษตร’ลุยด่านอรัญฯ กำชับคุมเข้มโรคจากสัตว์เข้าไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460302

‘รมช.เกษตร’ลุยด่านอรัญฯ กำชับคุมเข้มโรคจากสัตว์เข้าไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.58 น.

เมื่อเวลา 07.40 น.วันที่ 15 ธ.ค. 62 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะฯได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ด่านกักกันสัตว์สระแก้ว,ด่านตรวจพืช และ ด่านประมง ประจำด่านพรมแดนคลองลึก จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีนายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว,นายออน  อุ่นทวีทรัพย์ นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ,พ.อ.เอกพงษ์ กฤตยาเกียรติชุติ ผบ.ชค.กรม.ทพ.12(ผู้บังคับชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12) ,นายวิบูลย์  ศรีมั่นคงธรรม หัวหน้ากลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 2 ภาคตะวันออก/ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์สระแก้ว นำ จนท.ด่านกักกันสัตว์,จนท.ด่านตรวจพืช และ จนท.ด่านประมง ประจำ ด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พร้อม จนท.ตม.จว.สระแก้ว และ จนท.ด่านศุลกากรอรัญประเทศ มาร่วมให้การต้อนรับบริเวณด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ทั้งนี้นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ได้เดินเท้าตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของ จนท.ฯประจำ ด่านพรมแดนคลองลึกฯ พร้อมทักทายและให้กำลังใจ จนท.ในการปฏิบัติงาน โดยกำชับให้ จนท.ทุกฝ่ายดูแลเรื่องการตรวจและสกัดกั้นโรคสัตว์ทุกชนิดป้องกันไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทยได้ และกำชับการป้องกันการลักลอบนำเนื้อสัตว์ทุกชนิดเข้ามาในประเทศไทย  โดยนายประภัตรฯ ได้เดินตรวจไปจนถึงบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา ริมชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พร้อมเดินทักทายประชาชนทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชา ที่เดินทางผ่านเข้า-ออก ด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ก่อนจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมด่านผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว และเยี่ยมชมการจำหน่ายลูกโคเนื้อเพศผู้ของสมาชิกสหกรณ์โคบาลบูรพาวัฒนานคร ในพื้นที่หมู่ 7 ต.หนองน้ำใส อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว โดยมี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัดให้การต้อนรับ ซึ่ง รมช.เกษตรฯได้มอบถังสนามเก็บน้ำเชื้อแก่อาสาผสมเทียม และ มอบลูกโคเพศเมียโคบาลบูรพา เพื่อเป็นการขยายผลโครงการพร้อมทั้งยังได้มอบหญ้าแห้งเพื่อจัดตั้งคลังเสบียงสัตว์ให้แก่สหกรณ์โคบาลบูรพาทั้ง 3 แห่งอีกด้วย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เผยว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้แก่โครงการโคบาลบูรพา จำนวน 1,329.30 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ จ.สระแก้ว ที่ประสบปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปี โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชไม่เหมาะสมหรือให้ผลผลิตต่ำ มาเลี้ยงปศุสัตว์ ที่สามารถสร้างรายได้ สร้างความมั่นคง และเป็นอาชีพที่ยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจรในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นการเพิ่มปริมาณโคเนื้อให้เพียงพอต่อการบริโภคในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย โดยมอบแม่พันธุ์โคเนื้อ จำนวน 3,000 ตัว  และแพะเนื้อ จำนวน 3,200 ตัว ให้กับเกษตรกรจังหวัดสระแก้วไปแล้วนั้น ในอนาคต โคเนื้อและแพะเนื้อจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น สามารถส่งไปจำหน่ายยังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย หรือส่งออกไปยังต่างประเทศได้

2 รมช.เกษตรฯ ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือเฉลิมพระเกียรติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460175

2 รมช.เกษตรฯ ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือเฉลิมพระเกียรติ

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.37 น.

2 รมช.เกษตรฯร่วม ไถ่ชีวิตโค-กระบือเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 

14 ธ.ค.62 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ตามโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปร่วมพิธี ณ หอประชุมใหญ่พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

ทั้งนี้นายประภัตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีกิจกรรมไถ่ชีวิตโค-กระบือ จำนวน4,910 ตัว ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมสมทบทุนโครงการดังกล่าวเพื่อจะนำโค-กระบือ ไปส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรตามหลักเกณฑ์ของโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ โดยการคัดเลือกเกษตรกรตามคุณสมบัติที่กำหนด เพื่อให้ยืมโค-กระบือ และให้ความรู้ในการเลี้ยงและการดูแลสุขภาพโค-กระบือ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรมปศุสัตว์จึงได้จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ขึ้น เป็นการสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ในเดือนธันวาคม โดยตลอดปีมหามงคลนี้กรมปศุสัตว์กำหนดให้ปศุสัตว์จังหวัด 77 จังหวัด ดำเนินการจัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดละ 1 ครั้ง โดยกิจกรรมของส่วนกลางในวันนี้ในช่วงเช้าได้จัดให้มีพิธีสงฆ์ จากนั้นเป็นพิธีไถ่ชีวิตและมอบโค-กระบือ ให้แก่เกษตกรสมาชิกโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เพศเมียจำนวน 910 ตัว เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการธนาคารโค-กระบือ (โค 820 ตัว กระบือ 90 ตัว) ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด นครพนม กาฬสินธ์และชัยนาท ต่อไป

ขณะที่นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวเพิ่มว่า นอกจากนี้ได้มีการสนับสนุนโค-กระบือทุกตัวตามเป้าหมายโครงการฯ จำนวน 4,910 ตัว นำไปให้การสนับสนุนแก่เกษตรกรตามโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระดำริจำนวน 4,910 ราย  ตลอดจนกิจกรรมมอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือ แก่เกษตกรที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ไม่น้อยกว่า 10,000 ราย อีกด้วย

โดย ประชาชนทั่วไป บุคลากรของกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นการ สืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ร่วมกันอนุรักษ์และเพิ่มจำนวนโค-กระบือ ของประเทศไทยให้มากขึ้น โดยเกษตรกรที่ประพฤติดี ปฎิบัติตามกฎของโครงการจะมีโอกาสได้รับโค-กระบือ เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง และสามารถใช้ประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงานประกวดโคนมเทิดพระเกียรติ ชิงถ้วยพระราชทานภาคใต้-ตะวันตกครั้งที่20

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459972

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงานประกวดโคนมเทิดพระเกียรติ ชิงถ้วยพระราชทานภาคใต้-ตะวันตกครั้งที่20

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.39 น.

13 ธันวาคม 2562 เวลา 9.30 น.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดงานประกวดโคนมเทิดพระเกียรติชิงถ้วยพระราชทานภาคใต้และภาคตะวันตกครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 13-14 ธันวาคม 2562 พร้อมด้วยประธานกรรมการชุมชนสหกรณ์โคนมภาคใต้และภาคตะวันตก จำกัด น.สพ. ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ผู้ทรงคุณวุฒิ, ผอ.สทป., ผอ.กกจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ ผู้แทนจากสหกรณ์โคนม 15 สหกรณ์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้

การจัดงานฯ วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งโคนมไทย ที่พระองค์ได้ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย และเป็นการส่งเสริมพัฒนาอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ภาคใต้และตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น การจัดกิจกรรมประกวดโคนมชิงถ้วยพระราชทาน การออกร้านแสดงนิทรรศการทางวิชาการ การแสดงหรือจำหน่ายสินค้าสำหรับการเลี้ยงสัตว์ การสัมมนาอภิปราย “ลานบ้าน ลานโค” กิจกรรมงานคาวบอยไนท์ และงานราตรีโคนม

ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางนโยบายในการส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย ให้สอดคล้องและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โคนม สู่การปฏิบัติงานด้านโคนมและผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ณ โครงการเลี้ยงวัวนมทดแทนในระบบชีวภาพ (วัวหลุม) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เกษตรฯเชิญชวนขึ้นทะเบียนชาวนาเกลือ พร้อมพัฒนาเกลือทะเลครบวงจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459939

เกษตรฯเชิญชวนขึ้นทะเบียนชาวนาเกลือ พร้อมพัฒนาเกลือทะเลครบวงจร

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.13 น.

13 ธันวาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เชิญชวนชาวนาเกลือขึ้นทะเบียนเกษตรกรต่อกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการชุดดังกล่าว ทั้งนี้คณะกรรมการพัฒนานาเกลือมีแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกลือทะเลไทย ให้มีความเหมาะสมชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทการดำเนินงานในปัจจุบันและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาที่เกษตรกรชาวนาเกลือประสบทั้งจากภัยธรรมชาติและการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ ในการนี้กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดตั้งสำนักเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยขึ้น เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวอีกว่า โดยปกติแล้วการผลิตเกลือสมุทรมีช่วงเวลาที่สามารถผลิตได้เพียงในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน – 30 เมษายน ของปีถัดไป จึงขอให้เกษตรกรชาวนาเกลือ มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2562/63 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัด ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 เพื่อรับสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยสามารถแจ้งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร การทำนาเกลือสมุทรได้หลังจากวันที่ปล่อยน้ำเข้าแปลงแล้ว 1 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะตรวจสอบพื้นที่ตามที่เกษตรกรได้แจ้งไว้ภายในไม่เกิน 60 วัน ต่อไป

ทั้งนี้การทำนาเกลือได้รับการตีความจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าอาชีพทำเกลือทะเลเป็นอาชีพเกษตรกรรมในปี 2561 จากนั้นจึงจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกลือทะเลไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เพื่อจัดทำมาตรฐานเกลือทะเล ร่างพระราชบัญญัติเกลือทะเล จัดตั้งสถาบันเกลือทะเล และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของชาวนาเกลือตามยุทธศาสตร์เกลือทะเลไทย พ.ศ. 2560-2564

สำหรับการทำนาเกลือมี 7 จังหวัด คือ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และปัตตานี มีพื้นที่มากกว่า 60,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 900,000 ตันต่อปี ชาวนาเกลือร้องเรียนปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำตั้งแต่ปี 2557 ต้นทุนเกวียนละ 1,600 บาท แต่ขายได้เกวียนละ 700 บาท ขาดทุนเรื่อยมา จนเกิดปัญหาหนี้สินสะสมรวมกันมากกว่า 517 ล้านบาท อีกทั้งผลผลิตเกลือธรรมชาติไม่สามารถผลิตได้ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและมาตรฐานอาหารที่กำหนดว่าเกลือบริโภคต้องเติมสารไอโอดีน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกลือทะเล โดยปรับระบบการผลิตเกลือทะเลให้มีต้นทุนต่ำเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และมีช่องทางการตลาดมากขึ้น ล่าสุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีได้วิจัยนำเกลือมาสร้างนวัตกรรมผลผลิตใหม่ๆ ได้แก่ การพัฒนาดอกเกลือทะเลแห้ง สูตรปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพด้วยขี้แดดนาเกลือในระบบปลูกพืชไฮโดรโพรนิกส์ สูตรปุ๋ยขี้แดดนาเกลือ เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตของผลไม้และไม้ตัดดอกเป็นต้น และเตรียมจัดตั้งสถาบันเกลือทะเลไทย เพื่อยกมาตรฐานการผลิตเกลือทะเลให้มีการผลิตแบบอุตสาหกรรม
ชาวนาเกลือประสบปัญหาหนี้สินเนื่องจากราคาตกต่ำและรายได้ไม่เพียงพอซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ สนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรวงเงิน 52.5 ล้านบาท

อีกทั้งมีสหกรณ์การเกษตร 4 แห่งร่วมโครงการ ได้แก่ สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร สหกรณ์การเกษตรนาเกลือสมุทรสาคร สหกรณ์การเกษตรนาเกลือสมุทรสงคราม และกลุ่มเกษตรกรนาเกลือบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี รับประกันราคาเกลือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของราคาตลาด โดยสามารถเก็บเกลือไว้ที่ยุ้งฉางของสหกรณ์หรือของเกษตรกร เป้าหมายเฉลี่ยเกวียนละ 2,500 บาท (1 เกวียนเท่ากับ 1,600 กิโลกรัม)

ขณะนี้กำลังเตรียมทำรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่และสำรวจความต้องการใช้เกลือตามนโยบายตลาดนำการผลิต พบว่า ปริมาณการใช้เกลือในประเทศมีประมาณปีละ 900,000 ตัน โดยใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป (รวมเพื่อการส่งออก) 450,000 ตันต่อปี อุตสาหกรรมผลิตน้ำปลา 430,000 ตันต่อปี อุตสาหกรรมผลิตซอสปรุงรสและผักผลไม้ดองในน้ำเกลือ รวมถึงอาหารทะเลในน้ำเกลือ 20,000 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เกลือสินเธาว์ที่ผลิตได้มาตรฐานอุตสาหกรรมและมาตรฐานอาหาร

ดังนั้น จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการด้านการตลาดนำการผลิตเกลือทะเล เพื่อแก้ปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำ ช่วยเหลือให้ชาวนาเกลือให้มีรายได้เพิ่มขึ้น พ้นภาวะหนี้สิน และทำนาเกลือทะเลเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ