รมช.เกษตรฯลุย ตรวจด่านกักสัตว์ เฝ้าระวังโรคติดต่อ สกัดระบาดเข้าไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460413

news_default

รมช.เกษตรฯลุย ตรวจด่านกักสัตว์ เฝ้าระวังโรคติดต่อ สกัดระบาดเข้าไทย

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รมช.เกษตรฯลุย

ตรวจด่านกักสัตว์

เฝ้าระวังโรคติดต่อ

สกัดระบาดเข้าไทย

รมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว กำชับคุมเข้มโรคติดต่อสัตว์ เยี่ยมชม “โคบาลบูรพา” เดินหน้าเลี้ยงโคเนื้ออาชีพ ยันรบ.ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อครบวงจรภาคตะวันออก

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์สระแก้ว , ด่านตรวจพืช และด่านประมง ประจำด่านพรมแดนคลองลึก จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมี นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผวจ.สระแก้ว , นายออน อุ่นทวีทรัพย์ นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ , พ.อ.เอกพงษ์ กฤตยาเกียรติชุติ ผบ.ชค.กรม.ทพ.12 และนายวิบูลย์ ศรีมั่นคงธรรม หัวหน้ากลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 2 ภาคตะวันออก พร้อมคณะ ให้การต้อนรับที่ด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ

ทั้งนี้ นายประภัตร ได้ออกเดินเท้าตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำด่านพรมแดนคลองลึกฯ พร้อมทักทายและให้กำลังใจในการปฏิบัติงาน โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ดูแลเรื่องการตรวจและสกัดกั้นโรคสัตว์ทุกชนิด ป้องกันไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทยได้ และกำชับการป้องกันการลักลอบนำเนื้อสัตว์ทุกชนิดเข้ามาในประเทศไทย

เมื่อนายนายประภัตร เดินตรวจไปจนถึงบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา ริมชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก็ได้ทักทายประชาชนทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชา ที่เดินทางผ่านเข้า-ออก ด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก่อนจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมด่านผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว และเยี่ยมชมการจำหน่ายลูกโคเนื้อเพศผู้ของสมาชิกสหกรณ์โคบาลบูรพาวัฒนานคร ในพื้นที่หมู่ 7 ต.หนองน้ำใส อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว โดยมี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัดให้การต้อนรับ

พร้อมกันนั้น รมช.เกษตรฯ ได้มอบถังสนามเก็บน้ำเชื้อแก่อาสาผสมเทียมและมอบลูกโคเพศเมียโคบาลบูรพา เพื่อเป็นการขยายผลโครงการพร้อมทั้งยังได้มอบหญ้าแห้งเพื่อจัดตั้งคลังเสบียงสัตว์ให้แก่สหกรณ์โคบาลบูรพาทั้ง 3 แห่งอีกด้วย

นายประภัตร เปิดเผยว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้แก่โครงการโคบาลบูรพา จำนวน 1,329.30 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ จ.สระแก้ว ที่ประสบปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปี โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชไม่เหมาะสมหรือให้ผลผลิตต่ำ มาเลี้ยงปศุสัตว์ ที่สามารถสร้างรายได้ สร้างความมั่นคง และเป็นอาชีพที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจรในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นการเพิ่มปริมาณโคเนื้อให้เพียงพอต่อการบริโภคในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย โดยมอบแม่พันธุ์โคเนื้อ จำนวน 3,000 ตัว และแพะเนื้อ จำนวน 3,200 ตัว ให้กับเกษตรกรจังหวัดสระแก้วไปแล้วนั้น ในอนาคต โคเนื้อและแพะเนื้อจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น สามารถส่งไปจำหน่ายยังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย หรือส่งออกไปยังต่างประเทศได้

ส่งช่างเกษตรบริการซ่อมเครื่องยนต์ฟรี18ธ.ค.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460355

news_default

ส่งช่างเกษตรบริการซ่อมเครื่องยนต์ฟรี18ธ.ค.

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าสืบเนื่องจากเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม 2562  ที่ผ่านมา เกิดอุทกภัยรุนแรงในจ.อุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ไปเก็บในสถานที่ปลอดภัยได้ทัน บ้านเรือนเสียหายมาก รวมทั้งส่งผลกระทบภาคเกษตรโดยเฉพาะเครื่องยนต์เกษตรที่ใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพเสียหายจากอุทกภัยดังกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2542 กรมส่งเสริมการเกษตรสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น โดยฝึกอบรมเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตร พัฒนาทักษะให้เป็นช่างเกษตรท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายดูแลรักษาและซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้และบำรุงรักษาแก่เกษตรกรในชุมชน ตลอดจนพัฒนาเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์เกษตรที่ใช้ประกอบอาชีพได้ด้วย ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรสร้างช่างเกษตรท้องถิ่นทั้ง 3 ระดับแล้ว 12,010 คน โดยช่างเกษตรระดับที่ 1 สามารถนำความรู้เรื่องการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรไปปฏิบัติได้ถูกต้องทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายซ่อมแซมได้เฉลี่ย 756.09 บาทต่อเครื่องต่อปี ช่างเกษตรระดับที่ 2 และช่างเกษตรระดับที่ 3 ลดค่าใช้จ่ายนำเครื่องยนต์ไปซ่อมนอกพื้นที่ได้เฉลี่ย 1,476.75 บาทต่อรายต่อปี โดยช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถถ่ายทอดความรู้และให้บริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรในท้องถิ่น

สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรจำเป็นต้องซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรให้นำกลับมาใช้งานได้อีกหลังน้ำลด ดังนั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจึงกำหนดจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ขึ้นวันที่ 18 ธันวาคม ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรดอนมดแดง (ศพก.) บ้านท่าเมือง ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การให้บริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกร โดยช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับ 3 นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ และให้คำปรึกษาเรื่องการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร การตอบปัญหาชิงรางวัลด้านเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตร นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมแจกพันธุ์พืชแก่เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจลงทะเบียนขอรับบริการได้ฟรี ณ ศพก.ดอนมดแดง หรือสำนักงานเกษตรอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

มอบเงินเยียวยาเกษตรกรประสบภัยแล้ง’62

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460353

news_default

มอบเงินเยียวยาเกษตรกรประสบภัยแล้ง’62

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ภาวะฝนแล้ง ปี 2562 ที่อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานีว่า จากภาวะฝนแล้ง สร้างความเสียหายแก่พืชผลการเกษตร ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งจ.อุทัยธานีมีพื้นที่การเกษตรเสียหายรวม 8 อำเภอ มีเกษตรกรประสบภัย 10,377 ราย 151,228 ไร่ วงเงินช่วยเหลือรวม 169,444,764.75 บาท ซึ่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยโอนผ่าน ธ.ก.ส. ตรงไปยังบัญชีเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ และเร่งโอนเงินให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพต่อไป

สำหรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกระทรวงเกษตรฯมีแนวทางแก้ไขบรรเทาความเสียหาย ได้แก่ 1) มาตรการเร่งด่วน โดยรัฐบาลมีแผนฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 เพื่อสร้างรายได้หรือลดรายจ่ายในครัวเรือนให้เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้ประสบภัย โดยจ.อุทัยธานี มีแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง ปี 2562 จำนวน 3 โครงการ คือ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว) ซึ่งจ.อุทัยธานีมีเกษตรกรผู้ประสบภัยเข้าร่วมโครงการ 1,541 ราย โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 จ.อุทัยธานี มีเกษตรกรผู้ประสบภัยเข้าร่วมโครงการ 4,596 ราย และโครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน จ.อุทัยธานี มีเกษตรกรผู้ประสบภัยเข้าร่วมโครงการ 1,656 ราย 2) การส่งเสริมให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและการปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ 3) นำเทคโนโลยีน้ำหยดมาใช้ผลิต ลดต้นทุนใช้น้ำ 4) ส่งเสริมให้เกษตรกรขุดสระเก็บกักน้ำไว้ใช้ เพื่อบรรเทาการขาดแคลนน้ำ และ 5) ปรับปรุงบำรุงดินให้เก็บกักความชุ่มชื้นไว้ได้นาน

ด้าน นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การมอบเงินช่วยเหลือครั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกพืชที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ หากมีพื้นที่ทำการเพาะปลูกเสียหายสิ้นเชิง และขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร จะได้รับความช่วยเหลือ ตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตรา ไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่ให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ. 01) โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง ก่อนตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป

รัฐมนตรี อว.นำยุวอาสาแก้ไขปัญหากุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460373

รัฐมนตรี อว.นำยุวอาสาแก้ไขปัญหากุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.20 น.

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ นำยุวชนอาสากาฬสินธุ์ แก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ตามนโยบายรัฐบาล โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการเพิ่มผลผลิตจาก 120 กก.ต่อไร่เป็น 200 กก.ต่อไร่

15 ธันวาคม 2562 เมื่อเวลา 14.30 น.  ที่ทำการสมาพันธ์กลุ่มผู้เลี้ยงก้ามกรามบัวบาน บ้านโป่งแค ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะลงพื้นที่โครงการยุวชนอาสา จ.กาฬสินธุ์ เพื่อติดตามดูโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการเพิ่มมูลค่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบบูรณาการในพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พร้อมพบปะและเยี่ยมชมกิจกรรมของสมาชิกผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม

โดยมีนายชัยธวัช เนียมศิริ ผวจ.กาฬสินธุ์ รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ นายอำเภอยางตลาด นายวีระชาติ ภูโปร่ง ประธานสมาพันธ์ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน พร้อมด้วยผู้นำชุมชน ยุวอาสา สมาชิกผู้เลี้ยงกุ้งกร้ามกราม ให้การต้อนรับจำนวนมาก

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ครั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมโครงการยุวชนอาสา จ.กาฬสินธุ์  ในการร่วมแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม  และเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจากเดิม 120 กก.ต่อไร่ เป็น 200 กก.ต่อไร่ อีกทั้งยังสามรถลดต้นทุนการผลิตจาก 230 บาทเหลือเพียง 190 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มอัตราการรอดตายของลูกกุ้งจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 45

ทั้งนี้เพื่อเป็นต้นแบบให้อีก 3หมู่บ้านที่เลี้ยงกุ้งก้ามกราม  ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการเพิ่มมูลค่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบบูรณาการ ในพื้นที่บ้านโคกก่อง และบ้านโพธิ์ชัย ต.บัวบาน อ.ยางตลาด ซึ่งมีจำนวนคนจนตามตามระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) จำนวน 120 คน

ดร.สุวิทย์ กล่าวต่อว่า ก่อนที่ชาวบ้านจะเริ่มโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการเพิ่มมูลค่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม  พบว่าปัญหากุ้งก้ามกรามที่เลี้ยงนำมาจำหน่ายในตลาดมีขนาดเล็ก น้ำหนัก 25 – 30 ตัวต่อ กก. ซึ่งยังไม่เป็นที่พอใจของผู้บริโภค แถมมีราคาสูง ไม่แน่นอน การอนุบาลลูกกุ้งมีอัตราการรอดตายต่ำ ปัญหาสายพันธุ์ลูกกุ้งไม่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ รวมถึงปัญหาคุณภาพน้ำที่ใช้ในการเลี้ยง ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้โครงการ “หมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ของ กระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและพัฒนากระบวนการผลิตกุ้งก้ามกรามร่วมกับชาวบ้าน จนกระทั่งได้ผลผลิตที่ดีขึ้น

จากนั้นจึงต่อยอดโดยการนำนักศึกษาใน โครงการยุวชนอาสาลงไปทำงานร่วมกับชาวบ้าน พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบพัฒนาที่ได้มาตรฐานเข้าไปใช้ ตั้งแต่การเตรียมบ่อเลี้ยง การจัดหาลูกกุ้ง อาหาร รวมทั้งการติดตั้งระบบเติมอากาศที่ประดิษฐ์จากนักศึกษาของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์เข้าไปและนำเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์กุ้ง ก้ามกรามเพื่อเพิ่มมูลค่า การจัดทำระบบบัญชี

ดร.สุวิทย์ กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินโครงการ ปรากฏว่ากุ้งก้ามกรามมีขนาดสม่ำเสมอ สามารถขายได้ทั้งบ่อพร้อมกัน และเป็นต้นแบบให้กับหมู่บ้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย ทั้งนี้สำหรับโครงการยุวชนอาสา อว.นั้นเป็นการส่งนักศึกษา 800 คนลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชาวบ้าน 1 ภาคการศึกษา จำนวน 83 โครงงาน ลงชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย 83 ตำบล ใน 15 อำเภอ จาก ทั้งหมด 18 อำเภอ ของ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งประสบปัญหาด้านความยากจน ความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาคุณภาพชีวิตในมิติต่าง ๆ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมเฉลี่ยต่อคนต่อปีเพิ่มสูงขึ้น โดยค่าเป้าหมายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 และลดสัดส่วนคนจนลดลง มีค่าเป้าหมาย ลดลงร้อยละ 2.5 ต่อปี

โดยจะมุ่งพัฒนาศักยภาพที่มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ยกระดับคุณภาพและรายได้ด้านการท่องเที่ยว และส่งเสริมการค้า การลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพัฒนาทุนมนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมที่มีความมั่นคงและสงบสุข ตามนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาล โดยนำร่องที่ จ.กาฬสินธุ์เป็นแห่งแรก

มนัญญา สานต่ออาชีพพระราชทานเกษตรอินทรีย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404716?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา สานต่ออาชีพพระราชทานเกษตรอินทรีย์

15 ธันวาคม 2562 – 18:56 น.
มนัญญา,สานต่ออาชีพพระราชทาน,เกษตรอินทรีย์,ผู้เลี้ยงโคนม,เกษตรกร
เปิดอ่าน 14 ครั้ง

“มนัญญา” สานต่ออาชีพพระราชทาน หวังเยาวชนรุ่นใหม่ บุตรหลานเกษตรกรสนใจทำการเกษตรเพิ่มมากขึ้น พร้อมมอบนโยบายสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ พัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการดำเนินงานให้กับผู้บริหาร พนักงาน อ.ส.ค. และเกษตรกร/สหกรณ์โคนม ณ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ว่า อาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เป็นอาชีพพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี 2505 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)ได้สานต่อการพัฒนาอาชีพนี้ พร้อมร่วมส่งเสริมพัฒนาวงการโคนม และอุตสาหกรรมนมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีอายุค่อนข้างมากและก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้การประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพลดลง ขณะที่เยาวชนรุ่นใหม่และบุตรหลานเกษตรกรได้ให้ความสนใจเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น ทำให้การสานต่ออาชีพเกษตรกรรมจากบรรพบุรุษมีแนวโน้มลดลง ซึ่งการเลี้ยงโคนมก็เป็นหนึ่งอาชีพที่กำลังเผชิญปัญหาดังกล่าวเช่นกัน องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในฐานะองค์กรหลักที่มีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงโคนมของไทยมาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องกำหนดแนวทางพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจะเป็นการสืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้มีความมั่นคงและเกิดความยั่งยืนต่อไปด้วย

นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการตลาด โดยพยายามให้นมของ อ.ส.ค. สามารถส่งไปได้ทั่วโลก และพยายามทำให้เป็นฮาลาลด้วย โดยต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามบทบัญญัติของโลก เพื่อหาช่องทางในการส่งออกไปตลาดโลกที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น

จากนั้นได้เยี่ยมชมโรงงานนมเชียงใหม่ที่ อ.ส.ค. ได้ขยายกำลังการผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ โดยนำไปปรับปรุงในส่วนของโรงงาน ระบบการผลิต และเครื่องจักรใหม่ ซึ่งปัจุบันการผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการลงทุนในการปรับปรุงและการขยายไลน์ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ที่โรงงานนม อ.ส.ค. จังหวัดเชียงใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทำให้สามารถรองรับปริมาณน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากทางภาคเหนือได้มากขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำนมดิบภาคเหนือมีปริมาณเพียงพอและมีมากกว่ากำลังการผลิตเดิมที่เคยผลิตได้ 15 ตัน/วัน ขยายเป็น 30 ตัน/วัน จึงทำให้ อ.ส.ค. สามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้มากขึ้นอีกเท่าตัว

นางสาวมนัญญา กล่าวต่อไปว่า เมื่อกำลังการผลิตนมพาสจอร์ไรส์สูงขึ้น จะสามารถส่งผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นด้วย จึงเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดเชิงรุกให้แก่ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ที่สามารถกระจายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ให้เข้าถึงและทั่วพื้นที่ภาคหนือ รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศได้ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์นมพาสจอร์ไรส์ไทย-เดนมาร์ค ยังมีการวางแผนที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ตลอดจนร้านนมต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนืออีกด้วย

สมัชชาเกษตรกรอีสาน จี้กรมชลเร่งจ่ายชดเชยแปลงอพยพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สมัชชาเกษตรกรอีสาน จี้กรมชลเร่งจ่ายชดเชยแปลงอพยพ

15 ธันวาคม 2562 – 16:26 น.
สมัชชาเกษตรกรอีสาน
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

สมัชชาเกษตรกรอีสาน จี้กรมชลเร่งจ่ายชดเชยแปลงอพยพ

เลขานุการรมว.กษ.นำทีมรับข้อเรียกร้องแกนนำกลุ่ม สมัชชาเกษตรกรอีสาน  กรณีการจ่ายชดเชยแปลงอพยพตามมติครม. หลังเรื่องยังค้างอยู่ที่กรมชลประทานและขอให้เชิญอธิบดีกรมชลประทานมาร่วมประชุมหารือร่วมกันในวันพรุ่งนี้(16 ธ.ค.)

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ธ.ค.62 เวลา 09.10 น. นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.กษ. นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำนายกรัฐมนตรี ผอ.สกร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมเจรจากับ นายศักดา กาญจนเสน แกนนำกลุ่ม สมัชชาเกษตรกรอีสาน
ผลการเจรจากับแกนนำกลุ่ม โดยแกนนำขอให้ กรมชลประทาน เสนอเรื่องให้รมว.กษ.พิจารณา กรณีการจ่ายชดเชยแปลงอพยพ นำเข้า ครม. และทำตามมติครม. เดิมเนื่องจากเรื่องยังค้างอยู่ที่กรมชลประทาน
โดยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รับจะประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดอุบลราชธานี  ชัยภูมิ อุดรธานี ศรีษะเกษ และสุรินทร์ มาประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับทราบรายละเอียดข้อมูลและนัดหมายวันประชุมคณะกรรมการจังหวัด ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ
และในวันจันทร์ที่ 16 ธ.ค. 62 เวลา 09.00 น. ทางกลุ่มจะยื่นหนังสือและประชุมเจรจา กับรมว.กษ. และขอให้เชิญ อธิบดีกรมชลประทาน และรองอธิบดีฯ  มาร่วมประชุมหารือร่วมกัน

เปิดยิ่งใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมฯเรียนรู้สมุนไพรทั้งแผ่นดิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404610?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดยิ่งใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมฯเรียนรู้สมุนไพรทั้งแผ่นดิน

15 ธันวาคม 2562 – 08:05 น.
ศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมนานาชาติ
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

เปิดยิ่งใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมฯเรียนรู้สมุนไพรทั้งแผ่นดิน

พิธีเปิดศูนย์อนุรักษ์ หัสดิน  เพื่อใช้เป็นสถานที่รวมองค์ความรู้สืบสานแลกเปลี่ยนสายสัมพันธ์วัฒนธรรมนานาชาติพันธ์เรียนรู้สมุนไพรทั้งแผ่นดิน​เมื่อวันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม 2562  เวลา 17.00 น. ณ  ศูนย์วัฒนธรรมนานาชาติ หอคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย


ซึ่งบริษัทในเครือหัสดิน กรุ๊ป ดำเนินกิจการเกี่ยวกับสมุนไพรไทย เพื่อรวบรวมสมุนไพรทั่วประเทศนำมาศึกษาวิจัยให้คนไทยได้เข้าถึงยารักษาโรคที่มาิิจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ โดยทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม และสถาบันภูพานฯ ในการทำวิจัยกัญชาพืชสมุนไพรเพื่อนำมาใช้ในการรักษาตลอดจนนำไปสู่ตัวผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน และรวบรวมอนุรักษ์วัฒนธรรมนานาชาติ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษา
เมื่อเวลา 17.00 น. เริ่มพิธีเปิดศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมนานาชาติ เพื่อใช้เป็นสถานที่รวมองค์ความรู้สืบสานแลกเปลี่ยนสายสัมพันธ์วัฒนธรรมนานาชาติพันธ์เรียนรู้สมุนไพรทั้งแผ่นดิน ฟังธรรมบรรยายพิเศษ โดยพระมหาสุทัศน์ วชิรญาโน(หัสดิน) ชมวีดีทัศน์ก่อเกิด หัสดิน กรุ๊ป กล่าวต้อนรับโดยนายภัทรพิบูล ใสสะอาด ประธานบริษัทในเครือหัสดินกรุ๊ป กล่าวแสดงความยินดีโดยนายทองสุข ใจภักดิ์ นายกองค์กการบริหารส่วนตำบลเกาะช้าง กล่าวแสดงความยินดีโดยนายสมศักดิ์ คณาคำ นายอำเภอเภอแม่สาย
การนี้ได้รับเกียรติจากท่านประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้
นายทองสุข ใจภิภักดิ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้าง เป็นประธานพิธีเปิดในครั้งนี้    ในงานชมนิทรรศการศิลปะ การละเล่นพื้นบ้าน การแสดงพี่น้องชาติพันธุ์  จำหน่ายสินค้าชุมชนภายในบริเวณศูนย์วัฒนธรรมนานาชาติ หอคำ

สุดยอดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมควายไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404604?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุดยอดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมควายไทย

15 ธันวาคม 2562 – 01:30 น.
ควายไทย,ประภัตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สุพรรณบุรี
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

ประภัตร ผุดไอเดียพลิกฟื้นอุตสาหกรรมควายไทยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ชูนมสด โยเกิร์ต พุดดิ้ง เวชสำอางค์ ต่อยอดผลิตภัณฑ์

15 ธันวาคม 2562  นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของสอนศิริฟาร์มควายไทย ตำบลบ้านยาง อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

นายประภัตร กล่าวว่า ควายไทยถือเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสนใจและเห็นความสำคัญในอาชีพการเลี้ยงควายของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันควายไทยได้รับการพัฒนาทำให้มีขนาดและน้ำหนักมากขึ้นจากเดิม รวมทั้งสามารถคงเอกลักษณ์ของควายไทย จากภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและความร่วมมือในการพัฒนาทั้งภาครัฐและเกษตรกรผู้เลี้ยงควายได้เป็นอย่างดี

โดยได้หารือร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในการหาแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมควายไทยเพื่อสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ซึ่งได้เน้นย้ำให้สร้างแรงจูงใจพร้อมทั้งหาตลาดนำการผลิต เพื่อพลิกฟื้นให้ควายไทยกลับมามีความสำคัญในภาคเกษตร โดยการแปรรูปนมควายให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ อาทิ นมสด โยเกิร์ต พุดดิ้ง และเวชสำอางค์ เป็นต้น

ตลอดจนมอบนโยบายให้ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี จัดตั้งกลุ่มส่งเสริมการเลี้ยงควายไทย ผลิตนมควายที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ให้ได้พันธุ์ที่ดี โดย ธกส. สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีการลงนาม mou ร่วมกับกรมปศุสัตว์ เมื่อวันที่ 6 ธค. ที่ผ่านมา โดยจะนำร่องส่งเสริมการเลี้ยงควายไทยเพื่อผลิตนม ในจังหวัดปราจีนบุรีเป็นแห่งแรกของประเทศ

“ปัญหาของภาคเกษตรในตอนนี้คือการเผชิญกับภัยแล้ง จึงต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีอาชีพและมีรายได้ ดังนั้นจึงต้องส่งเสริมด้านปศุสัตว์ เนื่องจาก จ.ปราจีน มีพื้นที่ที่เหมาะสม โดยเชื่อว่าการส่งเสริมการเลี้ยงควายไทยเพื่อผลิตนมนั้น จะสามารถสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้” นายประภัตร กล่าว

สำหรับสอนศิริฟาร์มควายไทย มีควายทั้งสิ้น 270 ตัว แม่พันธุ์ จำนวน 160 ตัว จำนวนแม่รีดนม 40 ตัว พ่อพันธุ์ จำนวน 2 ตัว จำนวนลูก 58 ตัว จำหน่ายปีละ 50 – 80 ตัว ราคาขั้นต่ำที่ตัวละ 60,000 บาท โดยกลุ่มตลาดหลักจะเป็นเกษตรกรที่ต้องการพ่อแม่พันธุ์เพื่อนำไปปรับปรุงพันธุ์ของเกษตรกร มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมควาย เช่น นม โยเกิร์ต สบู่จากน้ำนม ครีมบำรุงผิว ฯลฯ เป็นฟาร์มควายที่ได้มาตรฐานทั้งสถานที่และวิธีการเลี้ยงจนทำให้ได้พันธุ์ควายที่มีรูปร่างขนาดใหญ่ สมบูรณ์ ถูกต้องตามคุณลักษณะควายไทยแท้ อีกทั้งยังได้ลูกควายที่สมบูรณ์แข็งแรง เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถขายได้ในราคาสูงอีกด้วย

รมช.เกษตรฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยสำรวจพื้นที่จำนวนกว่า 3,000 ไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ผลิตอาหารผสมเสร็จแบบครบส่วน (tmr) ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งมีต้นทุน กก.ละ ประมาณ 3-4 บาท ถูกกว่าตลาดที่ขายราคาปกติ กก.ละ 8 บาท จะทำให้เกษตรกรขุนวัวได้ภายใน 4 เดือน ซึ่งขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าทุกโครงการฯ นั้นมีตลาดรองรับแน่นอน

เกษตรเตรียมรับมือน้ำนมดิบล้นตลาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรเตรียมรับมือน้ำนมดิบล้นตลาด

15 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,โคนม,ภาคเหนือตอนบน,อสค,น้ำนมดิบล้นตลาด
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

ก.เกษตรฯ พร้อมรองรับปริมาณน้ำนมดิบที่คาดว่าจะเกินความต้องการในปี 2563 จัดตั้งโรงแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรภาคเหนือตอนบน

15 ธันวาคม  2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมโครงการจัดตั้งโรงแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรภาคเหนือตอนบน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

โดยกล่าวว่า ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา) ที่มีความห่วงใยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) ที่มอบหมายให้มาขับเคลื่อนนโยบายเพื่อดูแลพี่น้องเกษตรกรโคนมให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง

ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมขนาดใหญ่ และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมครบวงจร เพื่อรองรับปริมาณน้ำนมดิบที่คาดว่าจะเกินความต้องการในปี 2563 จึงได้มอบหมายองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พิจารณาแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ได้แก่ 1) การจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ที่ดำเนินการโดย อ.ส.ค. เพื่อรองรับผลผลิตน้ำนมดิบที่เพิ่มขึ้นตามที่รัฐบาลได้จัดทำโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรเป็นฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่ และ 2) การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมครบวงจร ที่ประกอบด้วย ศูนย์ Feed Center เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนอาหารโคนมในราคาต้นทุนต่ำ

รวมทั้งศูนย์เลี้ยงโคนมทดแทน เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการนำโคทดแทนมาเลี้ยงยังศูนย์แทน ตามข้อจำกัดด้านแรงงาน สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่สานต่ออาชีพของครอบครัว และการสร้าง Smart Farm เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานด้านกิจการโคนมระดับนานาชาติ

สำหรับการดำเนินการที่ผ่านมา ได้มีการแต่งตั้ง”คณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางและรูปแบบโครงการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรภาคเหนือตอนบน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง”

โดยมีที่ปรึกษาโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา (นายวิเชียร ผลวัฒนสุข) เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดตั้งโครงการบริเวณเดียวกัน การศึกษาทบทวนโครงการพร้อมออกแบบโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมฯ อีกทั้งยังได้มีการรับมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ โดยมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมพัฒนาที่ดิน กับ อ.ส.ค. เมื่อวันที 26 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเลี้ยงโคนมในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ที่เป็นฐานการผลิตน้ำนมดิบที่สำคัญและคุณภาพดีที่สุดของประเทศไทย มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสถาบันเกษตรกร

โดยประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม 18 สหกรณ์ บริษัทเอกชน 4 แห่ง โรงงานนม 5 แห่ง มีเกษตรกรรวม 1,403 ราย จำนวนประชากรโดนมทั้งหมด 64,147 ตัว และมีปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้ 8,990 ตันต่อเดือน หรือ 299.7 ตันต่อวัน และมีแนวโน้มปริมาณน้ำนมดิบของสหกรณ์เพิ่มขึ้นทุกปีในปี 2559 เฉลี่ย 350 ตันต่อวัน โดยมีอัตราการเติบโตของน้ำนมดิบปริมาณในปี 2558 และ 2559 ประมาณ 5 – 6% คาดว่าในปี 2563 จะมีปริมาณน้ำนมดิบประมาณ 400 ตันต่อวัน

เริ่มแล้ว!! งานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ช้อปเปลี่ยนโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เริ่มแล้ว!! งานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ช้อปเปลี่ยนโลก

14 ธันวาคม 2562 – 17:20 น.
สามพรานโมเดล,เกษตรอีนทรีย์,พกถุงผ้า,ช้อปเปลี่ยนโลก
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

เริ่มแล้ว!! งานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ช้อปเปลี่ยนโลก ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตสมดุล ที่สวนสามพราน นครปฐม บรรยากาศสุดคึกคัก

สามพรานโมเดล ททท. ทีเส็บ เซ็นทรัล สสส. จังหวัดนครปฐม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ และภาคีพันธมิตร ทั้งภาครัฐ เอกชน การศึกษา และภาคประชาสังคม ผนึกความร่วมมือร่วมจัดงาน“สังคมสุขใจครั้งที่6 ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตที่สมดุล” ภายใต้คอนเซปต์ ช้อปเปลี่ยนโลก ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม ระหว่างวันที่13-15ธันวาคม พ.ศ. 2562

     หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล

มีเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดลและจากทั่วประเทศ นำผลผลิตอินทรีย์สดใหม่จากฟาร์ม และผลิตภัณฑ์แปรรูป มาให้ช้อปสุขภาพดีอย่างจุใจ โดยไฮไลท์เด่น ปีนี้ คือการเปิดตัวแอพพลิเคชั่นThai Organic Platformเชื่อมโยงคนทั้งห่วงโซ่สินค้าอินทรีย์ เป็นครั้งแรกในไทย มั่นใจช่วยยกระดับผู้บริโภคให้เป็นActive Consumerเข้าถึงสินค้าและกิจกรรมได้สะดวก และดึงดูดคนรุ่นใหม่มาร่วมขับเคลื่อน เพื่อสร้างระบบอาหารยั่งยืน ส่งเสริมให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี และมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดงานสังคมสุขใจครั้งที่6กล่าวว่า เสน่ห์ของงานสังคมสุขใจ ที่ได้เห็นจากการมาร่วมงานทุกปี คือบรรยากาศความร่วมมืออย่างกระฉับกระเฉงของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน เกษตรกรอินทรีย์ เดินไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้ม

“และที่น่าประทับใจมากในปีนี้ก็คือ ความก้าวหน้าที่ก้าวไปอีกขั้นของการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ที่นอกจากจะมีจำนวนเกษตรกรอินทรีย์ผ่านการรับรองอย่างมีส่วนร่วมมากขึ้น มีการขยายเครือข่ายไปในภาคอื่นๆเพิ่มแล้ว ยังจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้เชื่อมโยงและยกระดับความร่วมมือของคนทั้งห่วงโซ่เพื่อสร้างระบบอาหารสมดุลและยั่งยืนให้เกิดขึ้น อันจะทำให้ทุกคนมีสุขภาวะที่ดีและชีวิตที่สมดุลร่วมกัน “หม่อมหลวงปนัดดา กล่าว

นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ประธานจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่6 และผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล หรือโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม กล่าวว่า จากสถานการณ์ระบบอาหารที่ยังคงมีความไม่สมดุล โจทย์ของการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล ในปีที่9และปีต่อไป ที่มุ่งให้เกษตรกร หยุดใช้สารเคมี หันมาทำเกษตรอินทรีย์ และมีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคนทั้งห่วงโซ่

 “โดยเฉพาะผู้บริโภค ให้เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ให้มากขึ้น งานสังคมสุขใจครั้งที่6ปีนี้ จึงเน้นไปที่สร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ซึ่งมีเครื่องมือสำคัญ ที่จะเริ่มใช้ในงานนี้เป็นครั้งแรก ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมคือ แอพพลิเคชั่น ไทย ออร์แกนิก แพลตฟอร์ม  ที่จะช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ทั้งระบบ มีความโปร่งใส ทำให้คนต้นน้ำคือเกษตรกรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ มีโอกาสและมีช่องทางการตลาด ที่เชื่อมต่อตรงกับผู้บริโภค ส่วนผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตอาหารอินทรีย์ กิจกรรม ได้สะดวก เชื่อมั่นได้ ราคาเป็นธรรรม และมีช่องทางเข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมการขับเคลื่อน”นายอรุษ กล่าว

สำหรับแนวคิดของการจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่6ช้อป…เปลี่ยนโลก คุณอรุษ กล่าวว่า เป็นแนวคิดที่อยากให้ผู้มาร่วมงาน ได้ใช้พื้นที่ของงาน จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจเพื่อการเปลี่ยนแปลง “เพราะวิถีอินทรีย์ สังคมอินทรีย์ ไม่ได้อยู่แค่เรื่องการกิน แต่มันเป็นเรื่องวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สังคม และดีต่อสุขภาพของเรา ผมอยากให้ทุกคนได้มาช้อปแรงบันดาลใจ แล้วกลับไปเปลี่ยนแปลงให้ทุกอย่างดีขึ้น ทั้งตัวเรา สังคม และสิ่งแวดล้อม”

ด้านนายสุนา วงศ์ละคร ปลัดอาวุโสอำเภอสามพราน ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่างานสังคมสุขใจ เป็นงานที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือ ที่ทำให้งานมีคุณค่า มีความหมาย มีความก้าวหน้า มีองค์ความรู้ มีปราชญ์ชาวบ้าน มีคนต้นแบบ มากมาย ที่ทำให้ให้คนที่สนใจอยากเปลี่ยนจากการใช้สารเคมี มาทำเกษตรอินทรีย์ สามารถเรียนลัดจากสามพรานโมเดลที่ทำมาต่อเนื่องอยู่แล้วได้เลย

             คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า งานสังคมสุขใจ เป็นอีกความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนงานด้านการท่องเที่ยวและการสร้างสังคมอินทรีย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกมิติ ซึ่งหัวใจของความสำเร็จ คือ ความต่อเนื่อง จึงน่ายินดีอย่างยิ่งที่การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทุก ๆ ฝ่าย

          “และควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว การช้อป…เปลี่ยนโลกขอให้ผู้ร่วมงาน ได้ปลูกจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อโลกของพวกเราไปพร้อมๆกัน ด้วยการพกถุงผ้า ตะกร้า กล่อง เพื่อลดการใช้ถุงหิ้วพลาสติก หันมารีไซเคิล เน้นใช้ของที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติGo Greenเพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุลให้เกิดขึ้นร่วมกัน” รองผู้ว่าฯ ททท.ด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว กล่าว

         คุณอรชร ว่องพรรณงาม ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์  สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(สสปน.)กล่าวว่า งานสังคมสุขใจ เป็นอีกโอกาสสำคัญ ที่ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร การประชุมที่ต้องใช้วัตถุดิบอยู่แล้ว จะได้มาเจอกับเกษตรกร เกิดการเชื่อมโยงตรงซึ่งในงานนี้ สสปน.ยินดีแชร์ประสบการณ์โครงการFarm to Functionsที่ได้ทำร่วมกับสามพรานโมเดล และพันธมิตร ธุรกิจMICEส่งผลทำให้โรงแรมและร้านอาหารชั้นนำในกรุงเทพมหานคร(กทม.) หันมาซื้อข้าวตรงจากเกษตรกรอินทรีย์ เกิดเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการและเกษตรกรอินทรีย์

    “อีกทั้งจุดประกายคุณค่าของการประสานพลัง 3 ภาคส่วน คือ รัฐบาล เอกชนและประชาชน เพื่อการขับเคลื่อนสังคมร่วมกัน สู่เป้าหมายการเป็นMICE Sustainable” ผอ.ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ สสปน. กล่าว

 ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สำนัก 5) กล่าวว่า กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในสังคม ขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีครบ4มิติ คือกาย จิต ปัญญาและสังคม โดยหนึ่งในภารกิจที่กำลังขับเคลื่อน คือการสร้าง “พื้นที่สุขภาวะ” ด้านอาหารและสุขภาวะให้เกิดขึ้น ซึ่งสามพรานโมเดล ถือเป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่าง ที่สสส.สนับสนุน เพราะตอบโจทย์สุขภาวะในทุกมิติ มีการส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทำให้ผู้บริโภคตื่นรู้ ตระหนัก สนใจเรียนรู้ และมีความเข้าใจระบบอาหารยั่งยืน อันสามารถขยายผลไปยังภูมิสังคมอื่น ๆ ได้

        “จะเห็นว่างานสังคมสุขใจ สังคมอินทรีย์ ที่ผู้คนทั้งห่วงโซ่มีรอยยิ้ม มีความสุขที่ได้เกื้อกูลกัน ได้เรียนรู้ เป็นงานที่ทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยง เห็นคุณค่าของการมีพื้นที่สุขภาวะในสังคม ซึ่งมีความสำคัญและจะต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สุขภาวะที่ดีอย่างนี้ ให้มากขึ้นเรื่อยๆ” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

งานสังคมสุขใจ สวนสามพราน เป็นงานประจำปีที่จัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยทุกปีจะมีการสรุปผลการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ภายใต้สามพรานโมเดล ที่มีการทำงานสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม

โดยในงาน ยังมีเวทีแชร์ประสบการณ์ เส้นทางการเรียนรู้และการขับเคลื่อน และมีเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์จากทั่วประเทศ รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการ มีเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดล ตลาดสุขใจ และบูธของผู้สนับสนุน เช่นบูธเซ็นทรัลทำ ของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ได้นำผลงานการขับเคลื่อนสังคม การสร้างอาชีพ สร้างการศึกษา พัฒนาสินค้าชุมชนให้คนในท้องถิ่นมาแชร์ บูธ สสปน.ที่มีการสรุปความรู้จากการขับเคลื่อนโครงการFarm to Functionsที่ทำให้เกษตรกรอินทรีย์ในจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดสุรินทร์ มีลูกค้าเป็นโรงแรม5ดาว ในกรุงเทพฯ

ผลิตภัณฑ์ในงานสังคมสุขใจที่ได้รับความสนใจมีมากมาย อาทิ ข้าวอินทรีย์หลากสายพันธุ์รวมถึงข้าวพันธุ์พื้นมือง เช่น ข้าวปะกาอำปึล จากบ้านทัพไทย จ.สุรินทร์ ข้าวหอมนครชัยศรี จ.นครปฐม นอกจากนี้ยังมีพืชผักผลไม้เมืองหนาว เช่น อะโวคาโด เคพกูสเบอรี่จากบ้านห้วยขมิ้น อ.แม่แจ่ม ฟักทองบัตเตอร์นัท จากสองแควออร์แกนิก จ.พิษณุโลก

มีผลิตภัณฑ์แปรูปจากสมุนไพร เช่น แยม ชาเก็กฮวย ชากุหลาบ จากเครือข่ายPGSลำพูน และ กลุ่มม่วนใจ๋ กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีธรรมชาติมีปัจจัยการผลิต เช่นเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ กว่า 40 ชนิด จากสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่มีการให้ความรู้จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความรู้การดูแลสุขภาพองค์รวม การตรวจสารพิษในผัก

ในส่วนกิจกรรมความรู้ มีการสอนการแปรรูปอาหาร มีการสอนกระบวนการทำคราฟช็อคโกแลต สอนทำบะหมี่จากผักผลไม้อินทรีย์ มีเวทีการสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ Organic Tourismรวมถึงมีคนต้นแบบเกษตรอินทรีย์ มาให้ข้อคิด เช่น คุณวิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล คุณอาทิ คุณนครลิมปคุปตถาวร หรือคุณปริ๊นซ์ เจ้าชายผักใน

งานนี้ยังจะได้เจอเกษตรกรอินทรีย์ ต้นแบบที่สามารถยืนหยัด ไม่เพียงเปลี่ยนจากการทำเคมีมาเป็นอินทรีย์ แต่ยังนำการพัฒนากลุ่ม สามารถยกระดับธุรกิจ เป็นแหล่งเรียนรู้ เช่น ป้าประหยัด ปานเจริญ จากลุ่มบางช้างบ้านหัวอ่าว คุณอรุณี พุทธรักษา จากลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่หัวใจอินทรีย์ในงานยังมีโรงเรียนและนักเรียนเครือข่ายเกษตรอินทรีย์สามพรานโมเดล รอบสวนสามพราน นำผลผลิตจากแปลงของโรงเรียนมาจำหน่าย

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่6จัดในพื้นที่สวนสามพราน ซึ่งปีนี้มีความพิเศษ เพราะมีการปรับพื้นที่กิจกรรมของสวนสามพรานใหม่ ที่ผู้บริโภคสามารถซื้อบัตรเข้าไปชมหมู่บ้านปฐม ออร์แกนิก วิลเลจ เข้าไปถ่ายภาพ หรือร่วมกิจกรรมเส้นทางอาหารอินทรีย์ได้ และยังมีการเปิดห้องนิทรรศการสามพรานโมเดลอะคาเดมี ให้คำปรึกษา รับสมัครผู้สนใจใช้แอพพลิเคชั่นThai Organic Platformและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับคนที่สนใจอยากทำเกษตรอินทรีย์ อยากรวมกลุ่ม หรืออยากเชื่อมโยงกับสามพรานโมเดล

ในส่วนของเด็กๆ ในงานนี้ มีกิจกรรม วาดศิลป์ เล่นสีEco Printingและขยะมหาสนุก จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมทั้งนี้ตลอดงานสังคมสุขใจ และในสวนสามพราน เน้นไม่ให้มีการใช้ถุงหิ้วพลาสติก ขวด-หลอดพลาสติก กล่องโฟม ซึ่งขยะจากงานจะถูกนำเข้าสู่การบริหารจัดการ ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนCircular Economyเช่นเศษอาหารจะถูกนำไปใช้ทำปุ๋ยหมัก ทำไบโอแก๊ส โดยประชาชนที่มาร่วมงาน สามารถเข้ามาเรียนสู่การวางแผนจัดการขยะในครัวเรือนอย่างเป็นระบบได้ง่ายๆ

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่6ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตที่สมดุล “ช้อปเปลี่ยนโลก” เริ่มต้นแล้วระหว่าง วันที่13-15ธันวาคม 2562 ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม โดยงานเริ่มตั้งแต่เวลา09.00-17.00น.การเดินทางปีนี้ มีการจัดรถตู้รับส่งที่สถานีรถไฟฟ้าMRTหลักสอง หน้าเดอะมอลล์ บางแค (เฉพาะวันที่14-15)และยังได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ จัดพื้นที่ลานจอดรถของโรงเรียนให้เป็นที่จอดรถของผู้มาร่วมงาน โดยผู้จัดงานได้จัดเตรียมรถตู้บริการรับ-ส่ง จากลานจอดรถ เข้าไปชมและซื้อสินค้าในงานฟรี สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร034 322 588-93หรือติดตามกิจกรรมของงานที่Facebook/งานสังคมสุขใจ ครั้งที่6