เฉลิมชัย เปิดงาน Field Day ส่งสัญญาณเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404916?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย เปิดงาน Field Day ส่งสัญญาณเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่

16 ธันวาคม 2562 – 17:29 น.
เปิดงาน Field Day,เฉลิมชัย,เกษตรกร,เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่,วางแผนการผลิต
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

รมว.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ส่งสัญญาณเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ที่เหมาะสมของเกษตรกร หนุนเกษตรกรมีองค์ความรู้ เข้าใจ วางแผนการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ขึ้น เพื่อเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมของพี่น้องเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2563 โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ซึ่งหากสามารถทำให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับการดำเนินการของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นกลไกสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้และให้ความรู้แก่พี่น้องเกษตรกร ที่หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันดำเนินการให้สำเร็จตามเป้าหมาย เนื่องจากสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ

ขณะเดียวกันพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ยังมีการผลิตและการจำหน่ายสินค้าเกษตรตลอดจนโอกาสการเข้าถึงข้อมูล แหล่งทุน ทรัพยากร และการตลาดได้น้อย ที่สำคัญที่สุดพี่น้องเกษตรกรยังทำการเกษตรในลักษณะต่างคนต่างทำ ผลิตสินค้าไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ขาดการรวมกลุ่ม จึงทำให้ยากต่อการจัดการผลผลิต กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายในการดำเนินการจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นศูนย์ที่มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสินค้าหลักและเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ หรือ Zoning โดยมีองค์ประกอบของศูนย์ ได้แก่ เกษตรกรต้นแบบ แปลงเรียนรู้ หลักสูตรการเรียนรู้ และฐานการเรียนรู้ สำหรับองค์ความรู้ที่มีอยู่ในศูนย์เรียนรู้ฯ เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่หน่วยงานราชการส่งเสริมกับภูมิปัญญาของเกษตรกร และได้มีการประยุกต์ใช้ให้มีความเหมาะสมอย่างเฉพาะเจาะจงกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ

การจัดงานดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เข้ามาเรียนรู้ รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ช่องทางการตลาด ข้อมูลข่าวสาร การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรด้วยกันเอง รวมทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งการจัดงานวัน Field Day ในครั้งนี้ ได้นำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวมาให้ความรู้แก่เกษตรกร จำนวน 5 สถานี

นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการด้านการเกษตร การจัดนิทรรศการให้ความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย 1) นิทรรศการศูนย์เครือข่าย ศพก. อำเภอปราณบุรี 2) นิทรรศการ Young Smart Farmer จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ 3) นิทรรศการและการให้บริการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภาคี อีกทั้งยังมีกิจกรรมตลาดเกษตรกรจำหน่ายสินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพ Smart Farmer / Young  Smart Farmer จุดบริการรับขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร และการใช้แอพพลิเคชั่น Farmbook และการแข่งขันปอก-ขูดมะพร้าว และกองเชียร์ ด้วย

เฉลิมชัย ไม่หวั่น ม็อบชนม็อบ พร้อมรับฟังปัญหาหน้ากระทรวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404892?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย ไม่หวั่น ม็อบชนม็อบ พร้อมรับฟังปัญหาหน้ากระทรวง

16 ธันวาคม 2562 – 15:38 น.
เฉลิมชัย,ม็อบประมง,กระทรวงเกษตร,ชุมนุม,เรือประมง
เปิดอ่าน 195 ครั้ง

เฉลิมชัย ไม่หวั่น ม็อบชนม็อบ พร้อมรับฟังปัญหาเกษตรกรที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ พรุ่งนี้ เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ชาวประมงตามแนวทางรัฐบาล ขณะที่ ม๊อบหนี้สินเกษต

16 ธันวาคม 2562 “เฉลิมชัย”ไม่หวั่นม็อบชนม็อบ พร้อมรับฟังปัญหาเกษตรกรที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ พรุ่งนี้ เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ชาวประมงตามแนวทางรัฐบาล ขณะที่ ม็อบหนี้สินเกษตรกร รวบรวมรายชื่อสมาชิกที่ตกหล่นเข้าสู่วาระการประชุมของกฟก.แล้ว

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จะรับข้อร้องเรียนของเกษตรกรที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ วันพรุ่งนี้ด้วยตนเอง โดยชาวประมงจาก 22 จังหวัดชายทะเลนั้น จะชี้แจงให้เข้าใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ผ่อนคลายปัญหาต่าง ๆ ให้แล้วทั้งด้านโครงการเงินกู้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนในการออกทำประมง การพิจารณาเพิ่มวันทำประมง การให้ข้ามฝั่งจากอ่าวไทยไปอันดามันและจากอันดามันไปอ่าวไทยได้ตามฤดูกาล

ทั้งนี้ไม่มีการออกกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ มีแต่การออกกฎหมายลำดับรองที่ส่งเสริมต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง เช่น การจะออกกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. …. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนการปรับปรุงยกร่างกฎหมายประมงนั้น คณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณา

สำหรับการนำเรือประมงขาว-แดงออกนอกระบบซึ่งขณะนี้เหลืออยู่ 53 ลำ งบประมาณ 294,850,200 บาท รอการจัดสรรงบประมาณปี 2563 เมื่อได้รับแล้วจะเร่งดำเนินการต่อไป ส่วนโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ระยะที่ 2 โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐและ/หรือมีความประสงค์จะเลิกอาชีพทำการประมง 2,768 ลำ งบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยเรือประมง 7,143,847,900 บาทอยู่ระหว่างเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

ทั้งนี้ปัญหาภาคการประมงนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งการแก้ปัญหาเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบนั้นได้ดำเนินการแล้ว แต่บางเรื่องเช่น การขาดแคลนแรงงาน กระทรวงเกษตรได้ประสานกระทรวงแรงางาน โดยนำเสนอมาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งขอความเห็นชอบจากหน่วยงานกระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานทางด้านความมั่นคง (กองทัพเรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ) และกระทรวงแรงงานได้ให้ความเห็นชอบมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ด้านการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายน้ำมัน

ส่วนการดำเนินการซื้อขายน้ำมันและการบริการคือ มีเรือ Tanker ที่เข้าร่วมในโครงการฯ ประมาณ 50 ลำ จะนำเรือไปจอดทอดสมอเพื่อขายน้ำมันในบริเวณทะเลเขตต่อเนื่องให้แก่เรือประมง ส่วนเรือประมงที่ประสงค์จะเติมน้ำมันเขียวจะต้องได้รับโควต้าปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละเที่ยวเรือที่ออกจับปลาในทะเล จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งสมาคมฯ จะเป็นผู้ออกรหัส (Code) การเข้าเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง เพื่อเข้าไปเติมน้ำมันจากเรือ Tanker

ซึ่งเป็นสถานีบริการนอกชายฝั่งทะเล และจะต้องไม่เกินกว่าปริมาณความจุของถังน้ำมันใช้การของเรือ โครงการนำระบบฟรีทการ์ด (Fleet Card) มาใช้ ซึ่งเป็นระบบบัตรอิเลกทรอนิกส์สำหรับเติมน้ำมัน ทดแทนการออกเป็นรหัส (Code) เพื่อประโยชน์ในการกำกับ ติดตามและบริการการใช้น้ำมัน (เขียว) ให้ถูกต้อง ทันสมัย และเป็นฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบปริมาณการใช้น้ำมันได้ตั้งแต่โรงกลั่น เรือ Tanker จนถึง เรือประมง

โดยได้มอบหมายให้ผู้แทนจาก ธนาคารกรุงไทย ได้มาร่วมรับฟังศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาให้ระบบฟรีทการ์ดสามารถใช้เป็นบัตรเครดิตสำหรับเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง ส่วนสมาคมผู้ค้าน้ำมันเรือ Tanker ได้เข้าร่วมประชุมด้วยก็มีท่าทีไม่ขัดข้อง หากธนาคารกรุงไทยสามารถให้เครคิตการชำระหนี้น้ำมันในระยะเวลาที่เหมาะสมได้ ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตประธานกรรมการโครงการได้ประชุมร่วมกับประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยแล้ว

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อถึงการนัดชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาหนี้สิน ที่นายสิตภิธัมพอน เกษรแก้วชวนันท์  ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรของพระราชาจะเดินทางถึงหน้ากระทรวงเกษตรฯ ช่วงเช้า วันที่ 17 ธ.ค. 62 โดยประสงค์ให้สำหรับประเด็นเรียกร้องรมว.เกษตรฯ ปรับโครงสร้างหนี้สมาชิกที่ตกหล่น ซึ่งจากมติ ครม. เมื่อ 2 ต.ค.61  มีสมาชิกที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้สิน ฯ 18,000 คน แต่ที่ยังไม่ได้แก้ไขมีอีก 2,400 คนนั้น

ขณะนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เพื่อให้นำรายชื่อ สมาชิก กฟก. กลุ่มนี้เสนอครม.เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ โดยนำข้อดีของมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 คือ ครอบคลุมทุกสถาบันเจ้าหนี้ โดยให้ลูกหนี้ชำระเงินต้น 50% ตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วจะยกหนี้ 50% หลังและดอกเบี้ยที่พักไว้ให้ และให้นำข้อดีของ มติ ครม.เมื่อ 2 ตุลาคม 2561 คือมีการฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิกด้วย  ความก้าวหน้าของการดำเนินการอยู่ระหว่าง กฟก.ตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติของทั้ง 2,400 ราย และจะนำเสนอคณะกรรมการ กฟก.พิจารณาดำเนินการต่อไป

โดยรมว. เกษตร รองประธานคณะกรรมการ กฟก.จะประชุมแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มมวลชน ที่กระทรวงเกษตรกรและสกรณ์ ในวันพุธที่ 18 ธันวาคม 2562 โดยได้บรรจุเรื่องการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มเกษตรกรของพระราชา เข้าวาระการประชุมด้วยแล้ว

ไตรภาคียาง ITRC เห็นพ้องลดผลิต ร่วมเฝ้าระวังโรคใบร่วง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404793?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไตรภาคียาง ITRC เห็นพ้องลดผลิต ร่วมเฝ้าระวังโรคใบร่วง

16 ธันวาคม 2562 – 10:14 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,โรคใบร่วงยาง,ยุทธศาสตร์ยางพารา,อินโดนีเซีย,ไตรภาคียางระหว่างประเทศ
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

เวทีสภาไตรภาคียาง ITRC เห็นพ้อง ลดการผลิต เพิ่มการใช้ในประเทศ ย้ำ ร่วมกันเฝ้าระวังโรคใบร่วง

16 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (International Tripartite Rubber Council : ITRC) ครั้งที่ 33 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

โดยกล่าวว่า การประชุมดังกล่าว มีประเทศสมาชิก (Thailand, Indonesia, Malaysia: TIM) ITRC ทั้ง 3 ประเทศเข้าร่วมประชุม  โดยมี Mr. Antonius Yudi Triantoro, the Director for APEC and International Organization Negotiation, Ministry of Trade เป็นประธาน ซึ่งฝ่ายไทย มีนายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะ ร่วมด้วยผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร และ สศก. เข้าร่วม

ในการนี้ ประเทศสมาชิกสภาไตรภาคีฯ ทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้บรรลุเป้าหมาย ในประเด็นการลดปริมาณผลผลิตยางพาราซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายแผนยุทธศาสตร์ยางพาราในระยะ 20 ปีของไทย รวมทั้งประเทศสมาชิกสามารถบรรลุเป้าหมายของมาตรการการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในแต่ละประเทศ โดยแต่ละประเทศมีสัดส่วนการใช้ยางต่อปริมาณผลผลิตในประเทศ

ทั้งนี้ดังนี้คือ ประเทศมาเลเซีย มีสัดส่วนร้อยละ 78.36 (ข้อมูลระหว่าง ม.ค.- ก.ย. 62) ประเทศอินโดนีเซีย มีสัดส่วนร้อยละ 19.37 (ข้อมูลระหว่าง ม.ค. – พ.ย. 62) และประเทศไทย มีสัดส่วนร้อยละ 18.93 (ข้อมูลระหว่าง ม.ค.-ต.ค. 62) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงอัตราการขยายตัวของการใช้ยางในประเทศ ประเทศไทยมีการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 18.53 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเป็นผลมาจากมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐได้ดำเนินการ เช่น การทำถนนที่มียางพาราเป็นส่วนผสมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซียมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.55 และประเทศมาเลเซียมีอัตราการใช้ลดลงร้อยละ 2.60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยทั้ง 3 ประเทศ เห็นด้วยกับมาตรการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ รวมถึงมาตรการส่งเสริม/สนับสนุนแหล่งเงินทุนอย่างต่อเนื่องแก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยางพารา

โอกาสนี้ ผู้แทน สศก. ได้เสนอประเด็นเกี่ยวกับการระบาดของโรคใบร่วงยาง (Pestalotiopsis disease) เพื่อขอความเห็นให้ประเทศสมาชิกร่วมมือหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งขณะนี้ผลผลิตของประเทศสมาชิกที่เป็นแหล่งผลิตหลักของโลก โดยอินโดนีเซียได้รับผลกระทบมากที่สุด จำนวน 2.38 ล้านไร่ ไทยได้รับผลกระทบกว่า 300,000 ไร่ และมาเลเซียกว่า 30,000 ไร่

คาดว่าผลกระทบจากโรคดังกล่าวในกรณีรุนแรงที่สุดทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 70 – 90 และในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบปานกลางทำให้ผลผลิตลดลงประมาณร้อยละ 30 – 50   โดยในปี 2562 ประเทศสมาชิก ITRC ได้คาดการณ์ผลผลิตยางพาราลดลงถึง 800,000 ตัน จากการระบาดของโรคใบยางร่วงดังกล่าว รวมถึง ปัจจัยสภาพอากาศ เศรษฐกิจโลก และมาตรการทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐเอมริกา ซึ่งคาดว่าจะมีผลต่อราคายางในตลาดโลก

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า มติที่ประชุม ITRC จึงได้มอบหมายให้ บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ (International Rubber Consortium, Ltd: IRCo) ในฐานะฝ่ายเลขาของ ITRC เผยแพร่ข่าวให้ทั่วโลกรับรู้ถึงผลกระทบ ซึ่งส่งผลต่อการลดลงของผลผลิตยางพารา และคาดว่าจะมีผลต่อราคายางในตลาดโลก นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญในประเด็นความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อจะได้ดำเนินมาตรการให้เกิดความยั่งยืนในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของการเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบร่วงยาง ทั้ง 3 ประเทศ ได้มีมาตรการในการเฝ้าระวัง ควบคุม กำจัดอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศมาเลเซียจัดทีมเฉพาะกิจ (task force team) เข้าควบคุม ฉีดพ่นสารควบคุมในพื้นที่ของเกษตรกรที่ได้รับการระบาดของโรค ในขณะที่ประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯ โดยสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย และกรมวิชาการเกษตร ได้เผยแพร่ข้อมูล ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการระบาด ย้ำเตือนอาการของโรคที่มีลักษณะ 1) ใต้ใบมีรอยช้ำค่อนข้างกลม ผิวใบด้านบนบริเวณเดียวกันสีเหลืองกลม

2) เนื้อเยื่อสีเหลืองใหญ่ขึ้นเป็นขอบแผลดำเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อแห้งสีน้ำตาลจนถึงขาวซีด 3) จำนวนจุดแผลบนใบมีมากกว่า 1 แผล อาจลุกลามซ้อนกันจนเป็นแผลขนาดใหญ่ และ 4) ใบเหลืองและร่วงในที่สุด รวมทั้ง ได้ประชาสัมพันธ์แนวทางในการป้องกัน โดยให้ใส่ปุ๋ยบำรุงสม่ำเสมอ หากพบอาการของโรคดังกล่าวให้รีบใช้สารป้องกันฉีดพ่นพุ่มใบให้ทั่วแปลง

โดยเครื่องฉีดพ่นสารเคมีแรงดันสูงอย่างน้อย 2 ครั้ง ฉีดพ่นซ้ำ 7-15 วัน โดย สศก. จะร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อเตือนภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งหากเกษตรกรพบข้อสงสัยว่าจะมีการระบาดของโรคในพื้นที่ หรือต้องการสอบถามข้อมูลรายละเอียดการระบาดและคำแนะนำสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานการยางแห่งประเทศไทยใกล้บ้าน

นราพัฒน์ ลุยพัฒนาเมืองเกษตรอัจฉริยะต้นแบบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นราพัฒน์ ลุยพัฒนาเมืองเกษตรอัจฉริยะต้นแบบ

16 ธันวาคม 2562 – 07:54 น.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 90 ครั้ง

นราพัฒน์ ลุยพัฒนาเมืองเกษตรอัจฉริยะต้นแบบ รุก Big dataตอบโจทย์เกษตรกรรุ่นใหม่ เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยี

16 ธันวาคม 2562  นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายคมสัน จำรูญพงษ์อและนางดาเรศร์ กิตติโยภาส ลงพื้นที่เพื่อติดตามการพัฒนาการเกษตรอัฉริยะ ณ ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนให้ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามแนวพระราชดำริ 4 ประการ คือ 1) ให้พัฒนาด้านการเกษตร โดยเฉพาะปศุสัตว์และการประมงเพือการบริโภค 2) ให้มีศูนย์ฝึกปฏิบัติการด้านการประกอบอาชีพโดยมีแปลงสาธิตของราษฎรตัวอย่าง 4 แปลง แปลงละ 4 ไร่ สร้างบ้านพักอาศัยที่อยู่ โดยปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป การดำเนินธุรกิจฟาร์มในรูปสหกรณ์และราษฎรหมุนเวียนเข้าอยู่

3) ให้จัดเป็นศูนย์กลางส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยให้เกษตรกรยืม พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ที่ดีไปผสมหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งลูกคืน และ 4) ให้มีศูนย์พัฒนาการเกษตร จะได้ศึกษาและเยี่ยมชมเพื่อนำเอาเป็นแบบอย่างการดำเนินงาน รวมทั้ง เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรอัจฉริยะต้นแบบ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวผ่านการทำงานบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่

นายนราพัฒน์ล่าวว่า “ปัจจุบันกระทรวงเกษตรกำลังพัฒนาฐานข้อมูล (Big data) เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารในการดำเนินนโยบาย และประชาชนทั่วไป สามารถตอบโจทย์เกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี หากมีศูนย์เรียนรู้อัจฉริยะเช่นนี้ จะเป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้จริง สร้างการถ่ายทอดได้อย่างชัดเจน”

ทั้งนี้ นายนราพัฒน์ได้กล่าวถึง การเปลี่ยน mindset ของเกษตรกรในการทำเกษตรยุคใหม่ สร้างช่องทางการหาตลาดเพิ่มขึ้น สามารถเป็นผู้ประกอบการรายย่อยได้เอง หรืออนาคตพัฒนาเป็นผู้ส่งออก หากมีการบูรณาการร่วมันก็จะเป็นประโยชน์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ บนพื้นที่ 1,300 ไร่ มีฐานการเรียนรู้จากหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 7 ด้าน ได้แก่ งานชลประทาน งานปศุสัตว์ งานประมง งานพัฒนาที่ดิน งานวิชาการเกษตร งานด้านข้าว และงานพืชสวน ซึ่งที่นี่จะเป็นที่พึ่งของเกษตกรและประชาชนในจังหวัดและในประเทศไทยในการช่วยเหลือส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามแนวพระราชดำริ ผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในยุค Thailand 4.0

ตัวอย่างการพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะ ได้แก่ การออกแบบสวนทุเรียนสมัยใหม่ เช่น ทุเรียนระยะชิด ทุเรียนต้นคู่ และทุเรียนกางแขน โดยใช้ระบบน้ำมินิสปริงเกลอร์ เครื่องจักรพ่นยา การใช้แอปพลิเคชันในมือถือควบคุมการให้น้ำ มีระบบเซนเซอร์ การควบคุมความชื้นในดิน และใช้งานวิจัยในการยกโคกเพื่อทำดินให้ฟู และรากไม่เน่า จากเดิมการปลูกทุเรียนปกติ 8*8 ต่อ 1 ไร่ ปลูกได้ 20 – 25 ต้น ผลผลิตเฉลี่ย 1,800 กิโลกรัม หากปลูกแบบสมัยใหม่จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรง่ายขึ้นในการทำการเกษตร และลดต้นทุนการใช้แรงงาน รวมถึงผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นด้วย

นายนราพัฒน์จะนำการขับเคลื่อนการพัฒนาศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ รายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เพื่อส่งเสริม ขยายผลการพัฒนาศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงให้ทันสมัย สร้างแรงดึงดูดให้เกษตกรและประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษา เรียนรู้ สร้างงานและความมั่นคงทางอาชีพต่อไป

ทั้งนี้ ยังได้รับการต้อนรับในการเยี่ยมชมหอเฉลิมพระเกียรติจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายปิยะ ปิตุเตชะ) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะเปิดบริการให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมในเร็ววันนี้

เปิดแผนธุรกิจ”เมืองสุขสยาม”ปี2563

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแผนธุรกิจ”เมืองสุขสยาม”ปี2563

16 ธันวาคม 2562 – 03:24 น.
เมืองสุขสยาม
เปิดอ่าน 147 ครั้ง

เปิดแผนธุรกิจ”เมืองสุขสยาม”ปี2563 สร้าง”อะคาเดมี”สานฝันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ต่างแดน     

    “สุขสยามไม่ได้เป็นห้าง แต่เป็นเมืองที่สร้างความสุข เป็นแพลตฟอร์มใหม่ในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน” 

ลักขณา นะวิโรจน์(กลาง)

บางช่วงบางตอนที่“ลักขณา นะวิโรจน์”ประธานโครงการเมืองสุขสยาม กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวในโอกาสครบรอบ 1 ปีโครงการ“เมืองสุขสยาม”หนึ่งในโซนแห่งความภาคภูมิใจ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นหนึ่งในแม่เหล็กสำคัญของไอคอนสยาม ภายใต้แนวคิดให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ผลิตสินค้าชุมชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ให้มีความรู้ทางด้านการขายและการทำการตลาด รวมทั้งการประกอบธุรกิจรูปแบบใหม่ ให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้าชาวต่างชาติ สนับสนุนให้สินค้าเหล่านั้นสามารถเจาะตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ ต่อยอดไปสู่การทำ e-Commerce ได้ในอนาคต รองรับการเข้าสู่ความเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการช่วยสืบสานมรดกทางภูมิปัญญา รักษางานศิลปะและงานฝีมือดั้งเดิมของไทยให้คงอยู่แบบยั่งยืน

การประกาศความสำเร็จโอกาสครบรอบ 1 ปี“เมืองสุขสยาม” หนึ่งในแม่เหล็กหลักของไอคอนสยาม ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการสร้างเมืองในห้างสรรพสินค้า เพื่อโชว์ความมหัศจรรย์วิถีไทยอวดสายตาชาวโลก  หลังนักท่องเที่ยวไทย-เทศเทใจให้ เกิดกระแส กิน ช้อป จบ ครบ โดนใจ “สัมผัสเสน่ห์วิถีไทย ให้สุขใจ ต้องไปสุขสยาม” สร้างสีสันความคึกคักตลอดทั้งปีด้วยนักท่องเที่ยวหมุนเวียนมาเยือนกว่า 60,000 คนต่อวัน ยอดเงินสะพัดรวมกว่า 1,000 ล้านบาท

จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้มีการเตรียมต่อยอดไอเดีย “เมืองสุขสยามอะคาเดมี”ในปีที่2 โดยผนึกสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)ร่วมคัดเลือกพัฒนา 10 ร้านค้าเด่นทั่วไทยเป็นโลคอบ ฮีโร่(Local Heroes)เพื่อเสริมความแกร่งด้านการตลาด ก่อนส่งต่อไปสู่การค้าระดับโลก ภายใต้โครงการ”จากโลคอลไปโกลบอล”

บนพื้นที่ประมาณ 15,000 ตารางเมตร คัดสรร ของกิน ของใช้ ของแท้ ต้นตำรับไทยมาไว้ในที่เดียวกัน ภายใต้บรรยากาศแห่งความสุขและการสร้างสรรค์ที่เรียกว่า“เมืองสุขสบาย” หนึ่งในแลนด์มาร์ค“ไอคอนสยาม” แลนด์มาร์คทำเลทองของไอคอนสยาม ศูนย์การค้าอันดับหนึ่งของประเทศไทยที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการร้านค้าชุมชนเปิดให้บริการทุกวันกว่า 300 ร้านค้าจากทั่วทุกจังหวัดทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งร้านค้าที่หมุนเวียนเข้ามาสร้างความสุขกว่า 1,000 ร้าน

โดยในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจ เกิดกระแส “สัมผัสเสน่ห์วิถีไทย ให้สุขใจ ต้องไปเมืองสุขสยาม” ขึ้นแท่นสุดยอดแหล่งกินแหล่งช้อปของไทยครบครัน ที่ต้องห้ามพลาด ขานรับนโยบายรัฐบาลสู่การกระจายรายได้สู่ชุมชน สืบสานภูมิปัญญาวิถีไทยอย่างยั่งยืน

“จากการส่งเสริมด้านการตลาด และสร้างองค์ความรู้อย่างรอบด้านให้กับผู้ประกอบการจากชุมชนต่างๆ ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำธุรกิจในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่มาค้าขายในเมืองสุขสยามต่างมีรายได้ที่ดีขึ้น ส่งผลต่อจำนวนเงินทุนที่ใช้ทำธุรกิจและพัฒนาสินค้าต่อไป ขณะที่ลูกหลานของผู้ประกอบการสินค้าชุมชนก็ได้เห็นช่องทางและยินดีที่จะมาต่อยอด เพื่อสืบสานกิจการค้าขาย หรือ งานฝีมือของครอบครัวให้มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เพราะได้เห็นโอกาสและความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง นับเป็นการสืบสานรักษาภูมิปัญญา ศิลปะและงานฝีมือดั้งเดิมของไทย โดยมีความพร้อมที่จะนำสินค้าก้าวสู่เวทีโลกต่อไป”ลักขณาเผย

“เมืองสุขสยาม” คือพื้นที่นำเสนอมหัศจรรย์วิถีไทย มรดกทางวัฒนธรรมจาก 4 ภูมิภาคหลักของประเทศ ได้แก่ อาหาร งานศิลปะ หัตถกรรมงานฝีมือ เวชศาสตร์ การแสดงการละเล่นพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการผนึกกำลังระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจ ศิลปิน วิสาหกิจท้องถิ่น ชุมชนวิถีไทย และผู้ประกอบการรายย่อยระดับท้องถิ่นทั้ง 77 จังหวัด โดย “เมืองสุขสยาม” จะทำหน้าที่เสมือน “เวที” ในการนำเสนอสุดยอดผลิตภัณฑ์จากทั้ง 4 ภูมิภาค แบ่งพื้นที่เป็น 4 โซนหลัก คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคอีสาน

ปัจจุบันผู้ประกอบการท้องถิ่นใน “เมืองสุขสยาม” มีร้านค้าประจำ มากกว่า 300 ร้าน และร้านค้าที่หมุนเวียนเข้ามาเปิดให้บริการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จำนวนมากกว่า 1,000 ร้าน แบ่งเป็นร้านอาหาร 600 ร้านค้า และร้านค้าที่ไม่ใช่อาหาร 400 ร้านค้า เมื่อรวมจำนวนร้านค้าต่างๆ ที่เข้ามาเปิดพื้นที่จำหน่ายและร่วมงานอีเว้นท์ต่างๆ ใน “เมืองสุขสยาม” ตลอดช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา มีจำนวนกว่า 2,500 ร้านค้า

ประธานโครงการเมืองสุขสยามเผยต่อว่าปัจจุบัน“เมืองสุขสยาม”ได้เปิดพื้นที่แห่งความสุขต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 50,000-60,000 คนต่อวัน โดยภาพรวมที่ผ่านมาเติบโตขึ้น มีทั้ง G.I.T (Group Individual Travelers) ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่ม รวมไปถึงกรุ๊ปทัวร์ต่าง ๆ และ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางเป็นกลุ่มด้วยตัวเอง หรือเรียกสั้นๆ ว่า FIT (Free and Independent Traveler) หรือ การท่องเที่ยวแบบอิสระ(Foreign Individual Tourism) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง จะคิดเป็น 30% จากยอดรวมทั้งหมด

“ช่วง 1 ปีที่เปิดให้บริการ ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวสุขสยามมากที่สุดจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน รองลงมาชาวไต้หวัน และนักท่องเที่ยวจากอาเซียน รวมถึงจากรัสเซีย อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป และตะวันออกกลาง และนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอาเซียนเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะชาวเวียดนาม”

ลักขณาระบุว่าความโดดเด่นของ “เมืองสุขสยาม” คือ การเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ามานำเสนอสินค้าได้ตลอด 365 วัน อีกทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาในด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ การผสมผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้แก่เกษตรกรและชาวบ้าน รวมถึงการสนับสนุนในการเรียนรู้กลไกการค้าปลีก และค้าส่งสู่ต่างประเทศ และการตลาดในรูปแบบใหม่อย่างครบวงจร ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจในกลไกของระบบนิเวศน์ทางการค้าที่มีการบริหารจัดการสินค้าอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์นโยบาย ‘ประเทศไทย 4.0’ (Thailand 4.0) ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น

นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าชีวิตคนเมือง ที่ต้องการความสะดวกสบาย โดยการคัดสรรสินค้าที่มีคุณค่าจากท้องถิ่นมาไว้ในที่เดียวกัน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะได้พบกับของกินของใช้ที่มาจากความพิถีพิถัน สะท้อนความงดงามของศิลปะและภูมิปัญญาดั้งเดิม ภายใต้บรรยากาศแห่งความสุข ได้สัมผัสกับเสน่ห์แห่งวิถีไทยแบบ “ครบจบในที่เดียว” อันประกอบด้วยพื้นฐานความเป็นไทยครบใน 7 สุข ประกอบด้วย“สุขแซ่บ” นำเสนอความหลากหลายของอาหารเลิศรสในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร

“สุขเสน่ห์” นำเสนอเสน่ห์ของคนไทยที่ยากจะลอกเลียน รวมไปถึงความสวยงามของของสถาปัตยกรรมต่างๆ “สุขสร้างสรรค์” การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของความเป็นไทยให้เกิดขึ้น “สุขสืบสาน” การสืบสานและสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนไทยภาคต่างๆ “สุขสัมพันธ์” การสร้างความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนเรื่องราวทางวัฒนธรรมระหว่างชุมชน และ ”สุขสนุก” นำเสนอความสนุกสนานร่าเริงของคนไทย เมื่อรวมทุกสุขแล้ว จึงหมายรวมถึง“สุขสยาม”

“สุขสยาม”เป็นการรวม 7 สุขเข้าด้วยกัน โดยทุกอย่างต้องเป็นของแท้และเป็นต้นตำรับดั้งเดิมที่แท้จริง เพื่อประกาศความภาคภูมิใจให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและระดับโลก”

อย่างไรก็ตามสำหรับแผนการพัฒนาและขยายธุรกิจ “เมืองสุขสยาม” ณ ไอคอนสยาม ในปี2563 มีการเตรียมแผนเปิดตัวโครงการ “เมืองสุขสยามอะคาเดมี” เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นของไทยให้ก้าวสู่สากลอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนแผนในระยะยาว “เมืองสุขสยาม” ยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการและสินค้าชุมชนของไทยสู่เวทีระดับนานาชาติต่อไป

 “บ้านฝ้ายย้อมคราม”แหล่งรวมผลิตภัณฑ์เด่นผ้าฝ้ายอีสาน  

    วารี เลาหดิลก พนักงานประจำร้านบ้านฝ้ายย้อมคราม หนึ่งในร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติบอกว่าได้นำผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายมาจำหน่ายในเมืองสุขสยามตั้งแต่เริ่มต้นเปิดห้างไอคอนสยาม จนถึงวันนี้ครบ 1 ปีพอดี สินค้าที่จำหน่ายในร้านเป็นผลิตภัณฑ์เด่นจากร้านดังของแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน  ซึ่งมีอยู่ 4 ร้านประกอบด้วย บุญล้อม จุฑาทิพย์ ท้ายไทและเจษฎา โดยแต่ละร้านจะส่งพนักงานขายมาประจำร้านละ 1 คนและมีสินค้าให้เลือกหลากหลายสนนราคาต่อชิ้นตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่น

“ของเราเป็นร้านบ้านฝ้าย จะมีเฉพาะผ้าฝ้าย ถัดไปเป็นร้านบ้านไหมก็จะมีเฉพาะผ้าไหม อย่างของร้านจะนำสินค้าเด่นแต่ละประเภท เราก็เอารวบมารวมไว้ด้วยกัน อย่างเช่นชุมชนนี้เด่นผ้าฝ้ายทอมือ ชุมชนนั้นเก่งเรื่องการย้อม  เราก็รวบรวมสินค้าจากแต่ละชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สนนราคราตั้งแต่หลักร้อยยันหลักหมื่น อย่างเช่นราคาสูงสุดชุดผ้่าฝ้ายย้อมครามตัวละหมื่นสอง หรือถูกที่สุดเป็นผ้าพันคอผืนละ 380 บาท ผ้าฝ้ายยอมครามคนญี่ปุ่นจะชอบมาก และขายดีมาก มียอดขายเกือบล้านทุกเ้ดือน”วารีย้ำทิ้งท้าย

‘เฉลิมชัย’พร้อมรับ‘ม็อบกฟก.-ประมง’เคลื่อนพลบุกก.เกษตรฯพรุ่งนี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460489

news_default

‘เฉลิมชัย’พร้อมรับ‘ม็อบกฟก.-ประมง’เคลื่อนพลบุกก.เกษตรฯพรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.01 น.

“เฉลิมชัย” ไม่หวั่น พร้อมรับฟังปัญหาเกษตรกรที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯพรุ่งนี้ ยันเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ “ชาวประมง” ตามแนวทางรัฐบาล ขณะที่ “ม็อบหนี้สินเกษตรกร” รวบรวมรายชื่อสมาชิกที่ตกหล่นเข้าสู่วาระการประชุมของ กฟก.แล้ว

16 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนจะรับข้อร้องเรียนของเกษตรกรที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯวันพรุ่งนี้(17 ธันวาคม 2562) ด้วยตนเอง โดยชาวประมงจาก 22 จังหวัดชายทะเลนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เอาแน่!‘ม็อบประมง’กางแผนแก้ถูกสกัดบุกกรุง17ธ.ค. ลั่นขอคุย‘เฉลิมชัย’คนเดียว) จะชี้แจงให้เข้าใจว่ากระทรวงเกษตรฯได้ผ่อนคลายปัญหาต่างๆให้แล้ว ทั้งด้านโครงการเงินกู้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนในการออกทำประมง การพิจารณาเพิ่มวันทำประมง การให้ข้ามฝั่งจากอ่าวไทยไปอันดามันและจากอันดามันไปอ่าวไทยได้ตามฤดูกาล

ทั้งนี้ ไม่มีการออกกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ มีแต่การออกกฎหมายลำดับรองที่ส่งเสริมต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง เช่น การจะออกกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. …. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนการปรับปรุงยกร่างกฎหมายประมงนั้น คณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณา

สำหรับการนำเรือประมงขาว-แดงออกนอกระบบซึ่งขณะนี้เหลืออยู่ 53 ลำ งบประมาณ 294,850,200 บาท รอการจัดสรรงบประมาณปี 2563 เมื่อได้รับแล้วจะเร่งดำเนินการต่อไป ส่วนโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ระยะที่ 2 โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐและ/หรือมีความประสงค์จะเลิกอาชีพทำการประมง 2,768 ลำ งบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยเรือประมง 7,143,847,900 บาทอยู่ระหว่างเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

รมว.เกษตรฯ ระบุว่า ปัญหาภาคการประมงนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งการแก้ปัญหาเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบนั้นได้ดำเนินการแล้ว แต่บางเรื่อง เช่น การขาดแคลนแรงงาน กระทรวงเกษตรฯได้ประสานกระทรวงแรงางาน โดยนำเสนอมาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งขอความเห็นชอบจากหน่วยงานกระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานทางด้านความมั่นคง เช่น กองทัพเรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงแรงงานได้ให้ความเห็นชอบมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562

ด้านการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายน้ำมัน และการบริการ คือ มีเรือ Tanker ที่เข้าร่วมในโครงการประมาณ 50 ลำ จะนำเรือไปจอดทอดสมอเพื่อขายน้ำมันในบริเวณทะเลเขตต่อเนื่องให้แก่เรือประมง ส่วนเรือประมงที่ประสงค์จะเติมน้ำมันเขียวจะต้องได้รับโควตาปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละเที่ยวเรือที่ออกจับปลาในทะเลจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งสมาคมฯจะเป็นผู้ออกรหัส (Code) การเข้าเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง เพื่อเข้าไปเติมน้ำมันจากเรือ Tanker ซึ่งเป็นสถานีบริการนอกชายฝั่งทะเล และจะต้องไม่เกินกว่าปริมาณความจุของถังน้ำมันใช้การของเรือ

ขณะที่โครงการนำระบบฟรีทการ์ด (Fleet Card) มาใช้ ซึ่งเป็นระบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเติมน้ำมัน ทดแทนการออกเป็นรหัส (Code) เพื่อประโยชน์ในการกำกับ ติดตามและบริการการใช้น้ำมัน (เขียว) ให้ถูกต้อง ทันสมัย และเป็นฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบปริมาณการใช้น้ำมันได้ตั้งแต่โรงกลั่น เรือ Tanker จนถึง เรือประมง โดยได้มอบหมายให้ผู้แทนจากธนาคารกรุงไทย ได้มาร่วมรับฟังศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาให้ระบบฟรีทการ์ดสามารถใช้เป็นบัตรเครดิตสำหรับเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง ส่วนสมาคมผู้ค้าน้ำมันเรือ Tanker ได้เข้าร่วมประชุมด้วยก็มีท่าทีไม่ขัดข้อง หากธนาคารกรุงไทยสามารถให้เครดิตการชำระหนี้น้ำมันในระยะเวลาที่เหมาะสมได้ ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตประธานกรรมการโครงการได้ประชุมร่วมกับประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยแล้ว

นายเฉลิมชัย กล่าวถึงการนัดชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาหนี้สินที่นายสิตภิธัมพอน เกษรแก้วชวนันท์  ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรของพระราชาจะเดินทางถึงหน้ากระทรวงเกษตรฯ ช่วงเช้าวันที่ 17 ธันวาคม 2562 โดยประสงค์ให้ปรับโครงสร้างหนี้สมาชิกที่ตกหล่น ซึ่งจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 มีสมาชิกที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้สิน ฯ 18,000 คน แต่ที่ยังไม่ได้แก้ไขมีอีก 2,400 คนนั้น ขณะนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เพื่อให้นำรายชื่อ สมาชิก กฟก. กลุ่มนี้ เสนอ ครม.เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ โดยนำข้อดีของ มติ ครม.เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 คือ ครอบคลุมทุกสถาบันเจ้าหนี้ โดยให้ลูกหนี้ชำระเงินต้น 50% ตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วจะยกหนี้ 50% หลังและดอกเบี้ยที่พักไว้ให้ และให้นำข้อดีของ มติ ครม.เมื่อ 2 ตุลาคม 2561 คือมีการฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิกด้วย  ความก้าวหน้าของการดำเนินการอยู่ระหว่าง กฟก.ตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติของทั้ง 2,400 ราย และจะนำเสนอคณะกรรมการ กฟก.พิจารณาดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ ตน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ กฟก. จะประชุมแก้ไขแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มมวลชนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันพุธที่ 18 ธันวาคม 2562 โดยได้บรรจุเรื่องการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มเกษตรกรของพระราชา เข้าวาระการประชุมด้วยแล้ว

ประมงเก็บข้อมูลวิจัยใช้อวนจับแมงกะพรุน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460356

news_default

ประมงเก็บข้อมูลวิจัยใช้อวนจับแมงกะพรุน

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบประกาศ เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำประมง วิธีทำประมง และพื้นที่ทำประมง ที่ห้ามใช้ทำประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแมงกะพรุนสอดคล้องกับวิถีทำประมงในพื้นที่บางแห่ง ตามความต้องการและข้อเรียกร้องของชาวประมง

จากข้อมูลวิชาการเบื้องต้นของกรมประมงพบว่า ปัจจุบันแมงกะพรุนแพร่กระจายชุกชุมในเขตทะเลชายฝั่ง เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแมงกะพรุนสอดคล้องกับวิถีทำประมงจึงจำเป็นต้องศึกษาทางวิชาการ กระทรวงเกษตรฯ จึงออกประกาศ ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำประมง วิธีทำประมง และพื้นที่ทำประมง ที่ห้ามใช้ทำประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 โดยประกาศฉบับดังกล่าวเป็นการศึกษาวิจัยรูปแบบทำประมงด้วยเครื่องมืออวนจับแมงกะพรุน ซึ่งจะเก็บรวบรวมข้อมูลพร้อมกันจากทั้ง 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายวิชาการกรมประมง และจากการทำการประมงของชาวประมง จึงอนุญาตให้ใช้เครื่องมืออวนจับแมงกะพรุน ให้ทำประมงในเขตทะเลชายฝั่ง ได้โดยมีผลการบังคับใช้ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ การใช้อวนลากแมงกะพรุนในเขตทะเลชายฝั่งนั้น ชาวประมงยังไม่สามารถทำประมงได้ทันที หากจังหวัดใดประสงค์จะออกมาตรการภายใต้ประกาศฉบับนี้ ต้องเสนอเรื่องดังกล่าวผ่านคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดเพื่อพิจารณาพื้นที่และเงื่อนไขอื่น เช่น เวลาทำประมง และออกประกาศคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด

ทั้งนี้ การพิจารณารูปแบบเครื่องมือประมงวิธีทำประมง ขนาดของเรือที่ใช้ประกอบการทำประมง ระยะที่ทำประมงได้ ต้องเป็นไปตามแนบท้ายของประกาศโดยสาระสำคัญของประกาศฯ กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดใช้เครื่องมืออวนลากทุกชนิดที่ใช้ประกอบเรือประมงทำประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง ยกเว้นอวนจับแมงกะพรุนที่ใช้ประกอบเรือประมงทำประมงตามรูปแบบของเครื่องมือวิธีทำประมง พื้นที่ทำประมง ขนาดของเรือประมงที่ใช้ทำการประมง และเงื่อนไขอื่นที่ใช้ทำประมง กรมให้ความสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากภาครัฐและชาวประมง เพื่อให้เกิดการยอมรับจากชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราเห็นการมีส่วนร่วมของภาครัฐและชาวประมงร่วมกันเก็บข้อมูลการทำประมง เพื่อศึกษาสร้างผลงานวิจัยร่วมกันให้เกิดผลชัดแจ้งเป็นที่ประจักษ์นำมาซึ่งการปรับปรุงมุ่งพัฒนาประกาศฉบับที่มาจากความร่วมมือของผู้ใช้ทรัพยากรโดยตรง มาปรับใช้บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศต่อไป

แนะรับมือไรแดงแอฟริกันทำลายส้มเขียวหวาน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460354

news_default

แนะรับมือไรแดงแอฟริกันทำลายส้มเขียวหวาน

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศแห้งแล้งในช่วงเช้าจะมีอากาศเย็นถึงหนาว และกลางวันมีอากาศร้อน กรมวิชาการเกษตรเตือนเกษตรกรสวนส้มเขียวหวานให้เฝ้าระวังไรแดงแอฟริกันในระยะติดผล จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยง อยู่ที่บริเวณหน้าใบ หรือด้านบนใบ กรณีที่มีการระบาดรุนแรง อาจพบการทำลายของไรที่บริเวณหลังใบ และที่ผลส้มเขียวหวาน ทำให้ใบและผลมีสีเขียวจางลงเพราะสูญเสียคลอโรฟิลล์ หากมีการระบาดรุนแรง อาจทำให้ใบและผลร่วงในที่สุด ทั้งนี้ แนวทางป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของไรแดงแอฟริกัน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจใบส้มทุกสัปดาห์ช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนธันวาคม – พฤษภาคม และฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม หากพบไรแดง
แอฟริกันเริ่มลงทำลายส้มเขียวหวาน ให้เกษตรกรป้องกันกำจัดด้วยการให้น้ำติดต่อกันหลายๆ ครั้ง กรณีระบาดรุนแรง เกษตรกรจะสังเกตเห็นใบส้มเริ่มมีสีเขียวจางลง เมื่อใช้แว่นขยายส่องดูบนใบ จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดทำลายอยู่ทั่วไป จากนั้น ให้พ่นด้วยสารฆ่าไรชนิดใดชนิดหนึ่ง คือ สารโพรพาร์ไกต์ 30% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฮกซีไทอะซอกซ์ 2% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโบรโมโพรไพเลต 25% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สารฆ่าไรเหล่านี้ค่อนข้างปลอดภัยต่อตัวห้ำ ตัวเบียน และผึ้ง หลีกเลี่ยงการพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรใช้สลับชนิดกัน เพื่อป้องกันไรสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าไรหากพบว่ายังมีไรแดงแอฟริกันระบาดให้พ่นสารฆ่าไรอีกครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 5 วัน

เร่งแก้ปัญหากุ้งราคาตก รัฐตีปี๊บบริโภคในปท.อัดมาตรการพยุงราคา ประมงเก็บข้อมูลวิจัยใช้อวนจับแมงกะพรุน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460359

news_default

เร่งแก้ปัญหากุ้งราคาตก n รัฐตีปี๊บบริโภคในปท.อัดมาตรการพยุงราคา ประมงเก็บข้อมูลวิจัยใช้อวนจับแมงกะพรุน

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ราคาซื้อขายกุ้งขาวแวนนาไมที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – กันยายน ปี 2562 พบว่า กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 139 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 6  เนื่องจากไทยส่งออกกุ้งลดลง มีปริมาณส่งออก 126,658 ตัน (ลดลงร้อยละ 5) คิดเป็นมูลค่า 37,531 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 10) เนื่องจากราคากุ้งไทยมีราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท ความสามารถแข่งขันของไทยจึงลดลงไปด้วย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปขาดสภาพคล่องรวมทั้งเลิกกิจการไปบางส่วน ดังนั้น ความต้องการกุ้งเพื่อส่งออกจึงน้อยลง และกระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับความเดือดร้อนจากราคากุ้งตกต่ำตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 เป็นต้นมา

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. และ กรมประมง ร่วมประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหาราคากุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางแก้ปัญหา โดยนำผลผลิตส่วนเกินกุ้งออกจากตลาด 40,000 ตัน และกำหนดราคาเป้าหมายที่เกษตรกรขายได้ให้กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม อยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท

ด้านนางอัญชนา  ตราโช  รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า สำหรับมาตรการแก้ปัญหาราคากุ้ง กรมการค้าภายในเตรียมเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อกุ้งเพิ่ม 30,000 ตัน  วงเงินกู้ 5,000 ล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 75 ล้านบาท  และการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อกุ้งเพื่อเก็บในสต๊อก ระยะเวลา 3 เดือน 10,000 ตัน วงเงินกู้ 1,500 ล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 22.50 ล้านบาท และชดเชยค่าเก็บกิโลกรัมละ 1 บาท เป็นเงิน 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 32.50 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งจัดทำโครงการและมาตรการดังกล่าว

นอกจากนี้ เตรียมขยายการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ให้มากขึ้น โดยให้กรมการค้าต่างประเทศจัดทีมเจรจาระหว่างผู้ประกอบการส่งออกไทยกับผู้ประกอบการนำเข้ารายใหม่ๆ พร้อมส่งเสริมการบริโภคในประเทศ โดยให้กรมการค้าภายในจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภค เช่น นำกุ้งจากฟาร์มเกษตรกรจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น ขายออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปลายปีที่เป็นช่วงเทศกาลที่ผู้บริโภคภายในประเทศจะซื้อกุ้งราคาถูกลงกว่าท้องตลาดทั่วไป เชื่อมั่นว่า มาตรการดังกล่าว จะยกระดับราคากุ้ง ให้สูงขึ้นได้อย่างแน่นอน

ชายคาพระพิรุณ : 16 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460357

586851

ชายคาพระพิรุณ : 16 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สืบเนื่องจากเมื่อเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้เกิดอุทกภัยอย่างรุนแรงในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง น้ำท่วมและมีระดับน้ำสูง ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ไปเก็บในสถานที่ปลอดภัยได้ทัน บ้านเรือนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก รวมทั้งส่งผลกระทบในภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องยนต์เกษตรที่เกษตรกรใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพได้รับความเสียหายจากอุทกภัยดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทีได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวก่อนเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ที่เกษตรกรจำเป็นจะต้องซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกภายหลังจากน้ำลด ดังนั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ขึ้น ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรดอนมดแดง (ศพก.) บ้านท่าเมือง ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมอื่นๆ ภายในงานประกอบด้วย การให้บริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกร โดยช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับ 3 นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ และให้คำปรึกษาเรื่องการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร การตอบปัญหาชิงรางวัลด้านเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตร นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมแจกจ่ายพันธุ์พืชแก่เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถลงทะเบียนขอรับบริการได้ฟรี ณ ศพก.ดอนมดแดง หรือสำนักงานเกษตรอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา โดย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น โดยการฝึกอบรมเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตร พัฒนาทักษะให้เป็นช่างเกษตรท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้และบำรุงรักษาแก่เกษตรกรในชุมชน ตลอดจนพัฒนาเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์เกษตรที่ใช้ประกอบอาชีพได้อีกด้วย ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรได้สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นทั้ง 3 ระดับแล้ว จำนวน 12,010 คน โดยช่างเกษตรระดับที่ 1 สามารถนำความรู้เรื่องการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมได้เฉลี่ย 756.09 บาทต่อเครื่องต่อปี ช่างเกษตรระดับที่ 2 และช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเครื่องยนต์ไปซ่อมแซมนอกพื้นที่ได้เฉลี่ย 1,476.75 บาทต่อรายต่อปี โดยช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถถ่ายทอดความรู้และให้บริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรในท้องถิ่น…นับว่าเป็นโครงการดีๆ ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำขึ้นเป็นการติดอาวุธทางปัญาและสร้างอาชีพต่อเนื่องให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

วันก่อน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการเดิน ย่ำ ปั่น เก็บ ขยะรอบสวนสาธารณะในชุมชน ภายใต้โครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจัดขึ้น ณ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ พื้นที่ในตำบลบางกระเจ้า และตำบลบางกอบัว อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการสำหรับการจัดโครงการเดิน ย่ำ ปั่น เก็บ ขยะรอบสวนสาธารณะในชุมชนภายใต้โครงการ สหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเพื่อเป็นการรณรงค์ให้บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อขบวนการสหกรณ์ รวมทั้งเป็นการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการแสดงพลังความรับผิดชอบต่อสังคมโดยน้อมนำจิตอาสาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาขยายผลต่อยอด สร้างจิตสำนึกสาธารณะให้กับทุกภาคส่วน และเป็นการสืบสานพระราชปณิธานบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ ภายใต้โครงการจิตอาสา“เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ในการนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมโครงการทำกิจกรรมเดิน และปั่นจักรยาน เพื่อเก็บและคัดแยกขยะรอบสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ บริเวณวัดกอบัว ตำบลบางกอบัว และในชุมชนตำบลบางกะเจ้า จากนั้นร่วมกันทำกิจกรรมการเรียนรู้การปั้นลูกบอลจุลินทรีย์ หรือ EM Ball รวมทั้งโยนลูกบอลจุลินทรีย์ หรือ EM Ball ลงในบึงน้ำสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ ตำบลบางกะเจ้า เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม บำบัดน้ำเน่าเสีย ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ด้วย

กรมประมง แจ้งข่าวให้พี่น้องชาวประมงที่ประสงค์ขอใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ในรอบปีประมง พ.ศ. 2563-2564 นำเรือประมงพาณิชย์เข้ารับการตรวจประเมินมาตรฐานด้านสุขอนามัยในเรือประมงเพื่อออกหนังสือรับรอง (สร.3) โดยเจ้าของเรือที่มีความประสงค์จะขอหนังสือรับรองมาตรฐาน สามารถยื่นแบบคำขอหนังสือรับรองมาตรฐาน ด้านสุขอนามัยในเรือประมง (สร.1) ได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงฯ สถานีวิจัยประมงทะเล สำนักงานประมงจังหวัด หรือสำนักงานประมงอำเภอในท้องที่ที่มีเรือประมงเทียบท่าขอความกรุณาให้ชาวประมงเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 นี้นะครับ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มตรวจสอบและรับรองแหล่งประมง กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล โทร. 0-2562-0533

ขุนเกษตรา