ม็อบสตรีกทม.อุ้มลูกวัยเดือนเศษ คนท้อง ให้กำลังใจมนัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401304?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ม็อบสตรีกทม.อุ้มลูกวัยเดือนเศษ คนท้อง  ให้กำลังใจมนัญญา

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 14:10 น.
มนัญญา,ม็อบสตรี,อุ้มลูก,เกษตรอินทรีย์,แบนสารเคมี
เปิดอ่าน 155 ครั้ง

ม็อบสตรีกทม.อุ้มลูกวัยเดือนเศษ คนท้อง ให้กำลังใจมนัญญา ลั่นไม่ท้อต่ออุปสรรค ระบุมีคนบอกแต่แรก แบนยาก รับเงินง่ายกว่า เผยกรมวิชาการเกษตรชง 3 โมเดลยืดแบนสารเคมี

27 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายสตรีในชุมชนกทม. กับมูลนิธิเครือข่ายหญิงชายก้าวไกล ทั้งมีแม่อุ้มลูกชายแบเบาะวัยเพียงเดือนเศษ และหญิงตั้งครรภ์ เดินทางมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ น.ส.นนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ

รวมทั้งชูป้าย ติดแฮทแท็กเซฟมนัญญา ให้เดินหน้าแบน 3 สารต่อไปเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย เมื่อน.ส.มนัญญา มาถึงกระทรวงฯได้รีบลงจากรถมาอุ้มเด็กชาย พร้อมกับกล่าวขอบคุณทุกคนที่มายืนเคียงข้าง จะเดินหน้าทำในเรื่องที่ดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ไม่ท้อต่ออุปสรรคที่เข้ามาด้วยความมุ่งมั่นสิ่งที่ทำจะเกิดสิ่งที่ดีที่สุดกับประเทศและคนไทย

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าก่อนหน้านี้มีคนบอกแล้วว่า ถ้ารัฐมนตรีจะรับเงินง่ายกว่า แต่รัฐมนตรีแบนทำยาก ถามว่ารับเงินแล้วไปทำอะไรเงิน แต่แบนสารพิษมีผลประโยชน์กับผู้หญิง และเด็กที่กำลังจะเกิดมาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจดีสมองดี เรื่องการแบนสารมีผลประโยชน์กับประชาชนทุกคน

เด็กเล็กๆ เขารับรู้อะไร อยู่ดีๆมารับสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำเอาไว้  พี่ไปอ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เด็กนักเรียนที่นั่นน่าสงสารมาก สาธารณสุขไปตรวจเลือด พบมีสารตกค้างปนเปื้อนในเลือด ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่อึดใจ จะรู้มติการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ไม่หนักใจเพราะยืนยันทุกอย่างทำเพื่อสุขภาพพี่น้องคนไทยได้ผลักดันการแบน 3 สาร เต็มที่แล้ว ไม่ว่าผลออกมาอย่างไรจะเดินหน้าต่อไปทั้งนี้

มีรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันนี้ กรมวิชาการเกษตรเสนอให้ยืดระยะเวลาหลังจากแบนสารใน 3 โมเดล1.ยืดจากมีประกาศแบนไป 1 เดือน 2 .ยืดไป 3 เดือน และ ยืดไป 6 เดือน

นางสาวอังคณา อินทะสา ตัวแทนมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า การเดินทางมาครั้งนี้ต้องการให้น.ส.มนัญญา หลังถูกโจมตีจากฝ่ายสนับสนุนให้ใช้สารเคมี เพื่อให้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อป้องกันสุขภาพประชาชนต่อไป และถือเป็นความกล้าหาญทางนโยบายที่จะถูกบันทึกไว้ เพราะมีกลุ่มที่เสียประโยชน์จากการแบนครั้งนี้ต้องการขัดขวางและยืดเวลาออกไปอีก 6 เดือน ไม่ควรมีการขยายเวลาต่อไปอีกในฐานะผู้บริโภคต้องการวัตถุดิบที่ปลอดภัยในการทำอาหาร และผลักดันการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมี

‘เฉลิมชัย’ฉุนขาด!! โต้ไม่ได้ลงนามหนังสือขยายเวลาแบน3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456844

'เฉลิมชัย'ฉุนขาด!! โต้ไม่ได้ลงนามหนังสือขยายเวลาแบน3สาร

‘เฉลิมชัย’ฉุนขาด!! โต้ไม่ได้ลงนามหนังสือขยายเวลาแบน3สาร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 21.03 น.

รมว.เกษตรฯยันไม่ได้ลงนามในเอกสารใดๆส่งเพื่อให้ปลัดกระทรวงนำเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ชี้การลงความเห็นของกรรมการผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ4คนเป็นดุลพินิจของแต่ละบุคคล ไม่ได้ชี้นำอะไรทั้งสิ้น

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข่าวที่ระบุว่าตนลงนามในหนังสือขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้สารเคมี 3 ชนิด แล้วให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นำเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดย นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ไม่ได้ลงนามในหนังสือหรือเอกสารใดๆ ทั้งนั้น วาระการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาเรื่องใดบ้างนั้นไม่ได้แจ้งมายัง รมว.เกษตรฯ แต่แจ้งไปยังกรรมการ 4 คนโดยตรง

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายตามมติที่ประชุมวันที่ 22 ตุลาคม ที่ให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำยก (ร่าง) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. …. และให้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศดังกล่าว รวมถึงพิจารณาระยะเวลาและความเหมาะสมในการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่ หลังจากประกาศบังคับใช้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ส่วนผลการศึกษาข้อมูลและหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบของคณะทำงานฯ ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ได้รายงานผลให้ทราบ

ก.เกษตรฯจัดงาน’วันดินโลก’5-8ธ.ค.นี้ รำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456827

ก.เกษตรฯจัดงาน'วันดินโลก'5-8ธ.ค.นี้ รำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9

ก.เกษตรฯจัดงาน’วันดินโลก’5-8ธ.ค.นี้ รำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.28 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “วันดินโลก ปี 2562” ณ ศูนย์ศึกษาวิชาการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี ระหว่างวันที่ 5-8 ธันวาคมนี้ ภายใต้หัวข้อ “Stop Soil Erosion, Save our Future ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน” น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรก และพระองค์เดียวของโลก

ที่กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกำหนดจัดงาน “วันดินโลก” ระหว่างวันที่ 5-8 ธันวาคม 2562 ภายใต้แนวคิด “ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน : Stop Soil Erosion, Save our Future” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลก ภายในงานจะมีการจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรอย่างครบวงจร ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์หน้าดินให้คงความสมบูรณ์ พร้อมร่วมฟังเสวนาระดับนานาชาติ และนิทรรศการวิชาการ รวมถึงกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดิน เสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

สำหรับในส่วนภูมิภาค สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดร่วมกับส่วนราชการต่างๆและหน่วยงานในท้องถิ่นร่วมกันจัดกิจกรรมวันดินโลก ตลอดช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนรับทราบสถานการณ์ทรัพยากรดิน เกิดความตระหนักในการร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการผลิตปัจจัยสี่ในการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ภายในงานวันดินโลก ระหว่างวันที่  5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจัดแสดงในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต  แสดงภาพ 3 มิติ การจัดการดินและที่ดิน ตั้งแต่ภูเขาจนถึงทะเล เพื่อให้เห็นภาพการป้องกันชะล้างพังทลาย ของดิน การจัดประชุมวิชาการทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ เสนอผลงานเด่น ความสำเร็จของ การปกป้องดูแลดิน และการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างหมอดินอาสา เกษตรกรและนักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปกปักรักษาดิน มิให้เสื่อมโทรมจากการใช้ที่ดินของมนุษย์

ทั้งนี้ ในพิธีเปิด ได้จัดให้มีการมอบรางวัล King Bhumibol  World Soil Day Award  ซึ่งเป็นรางวัลที่ประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations-FAQ) ร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อมอบแก่บุคคล องค์กร หรือประเทศ ที่รังสรรค์ผลงานการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินให้เป็นที่ประจักษ์ ในปี 2562 จะได้มีพิธีประกาศรางวัลและเข้ารับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award  ได้แก่ หน่วยงาน Costa Rican Soil Science Association (ACCS) ของสาธารณรัฐคอสตาริกา ซึ่งเป็นองค์กร ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ดำเนินงานด้านการจัดการดิน โดยกิจกรรมที่ส่งเข้าประกวด ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมักในพื้นที่สวนสาธารณะของเมืองซานโฮเซ ทุกวันที่ 5 ธันวาคม โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนเป็นประเพณี ซึ่งกิจกรรมได้เชื่อมโยงสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ 2 ประการคือ มลพิษทางดิน และ Climate change และยังส่งผลให้เกิดแผนระดับชาติในการลดปริมาณคาร์บอนในอากาศ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ สำหรับเยาวชน และผู้เข้าชมงานทั่วไปอีกมากมาย อาทิ การประกวดวาดภาพกระดานดำ การประกวดถ่ายภาพ การจำหน่ายผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเฉพาะของโครงการพระราชดำริและกิจกรรมเดิน Trail วันดินโลก @ เขาชะงุ้ม ตามรอยพระบาทบนแผ่นดินของพ่อ ในวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 06.30-09.30 น. ระยะทาง 2 กิโลเมตร เพื่อขึ้นเขาไปชมพลับพลาที่ประทับทรงงานและชมทัศนียภาพที่ปัจจุบันมีความสวยงามในรูปแบบเบิร์ดอายวิวสามารถมองเห็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ที่เกิดมาจากพระราชดำริ “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่สามารถเปลี่ยนพื้นที่เขาหัวโล้นให้เป็นป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ

กิจกรรมที่สำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งในวันดินโลกปี 2562 คือ การแสดงพระธรรมเทศนา “ภูมิกถา” ซึ่งเป็นกัณฑ์เทศน์ เกี่ยวกับดินและวันดินโลก ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้มีพระมหากรุณาธิคุณ ให้มหาเถรสมาคมดำเนินการ โดยได้มีมติให้จัดทำกัณฑ์เทศน์ดังกล่าว เพื่อให้วัดทั่วประเทศไทยได้ใช้แสดงพระธรรมเทศนาให้พุทธศาสนิกชนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินและร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดินให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนและเป็นสมบัติที่มีคุณค่าที่จะรักษาส่งมอบให้แก่ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์สืบไป  ด้วยเห็นว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและกว้างขวาง ดังนั้นในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 จะจัดให้มีการเทศนา ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี โดยพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ผู้ประพันธ์กัณฑ์เทศน์ เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา รวมทั้งจัดให้วัดทั่วประเทศได้แสดงพระธรรมเทศนาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกับเครือข่ายดังที่กล่าวแล้ว จะขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรดินตามศาสตร์พระราชาให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “วันดินโลก” (World Soil Day) ระหว่างวันที่ 5-8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-579-8515 หรือ http://www.worldsoil.in.th/

เกษตรฝ่ายหนุนสารเคมีลั่นฟ้องศาลปค.แน่ หากยังแบน’พาราควอต’โดยไม่สนผลกระทบศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456821

เกษตรฝ่ายหนุนสารเคมีลั่นฟ้องศาลปค.แน่ หากยังแบน'พาราควอต'โดยไม่สนผลกระทบศก.

เกษตรฝ่ายหนุนสารเคมีลั่นฟ้องศาลปค.แน่ หากยังแบน’พาราควอต’โดยไม่สนผลกระทบศก.

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.22 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวหลังทราบข่าวคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเปลี่ยนจากการห้ามใช้สารเคมีเกษตร 3 ชนิด เป็นชะลอการห้ามใช้กรณีพาราควอต และคลอร์ไพรีฟอส ออกไป 6 เดือน ส่วนไกลโฟเซตให้เปลี่ยนจากการห้ามใช้เป็นการใช้ภายใต้มาตรการควบคุม ว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศเรื่องยกเลิก 3 สารเคมีเกษตร และข้อมูลจาก 19 องค์กรเกษตร ถึงความจำเป็นของพาราควอตต่อพืชเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ไม่ถูกนำไปประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

“ดังนั้น 4 เดือนจากนี้ไป กรมวิชาการเกษตร จะต้องศึกษาข้อมูลผลกระทบทางเศรษฐกิจ และหาสารทดแทนมาให้ได้ หากยังไม่มีความชัดเจน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะเซ็นประกาศยกเลิกพาราควอตไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเกษตรกรจะฟ้องศาลปกครองต่อทันที และรัฐบาลต้องระงับการนำเข้า ถั่วเหลือง ข้าวสาลี พืช ผักและผลไม้จากต่างประเทศ ซึ่งยังใช้พาราควอตด้วยเช่นกัน” นายสุกรรณ์ กล่าว

เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ยังกล่าวอีกว่า เกษตรกร 1.5 ล้านราย เตรียมเดินหน้าฟ้องศาลปกครองทันทีเพื่อคุ้มครองเกษตรกร และการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 73 ที่กำหนดให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกช่วยเกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัยโดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือด้วยวิธีอื่น

ขณะที่ นายกิตติ ชุณหะวงศ์ นายกสมาคมอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การตัดสินครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า หน่วยงานภาครัฐยังไม่มีความเข้าใจต่อภาคเกษตรกรรมของไทย โดยเฉพาะการใช้ พาราควอต ในกลุ่มพืชเศรษฐกิจ 6 อุตสาหกรรมสำคัญ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง เกษตรกรจึงต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และจะส่งผลต่อเนื่องไปยังมูลค่าการส่งออก 5.7 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ข้อกังวลกรณีที่ร้อยละ 43 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ภาคการเกษตรที่จะหายไป หรืออาจหายไปอีกเท่าไร ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่สนใจ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมในประเทศ และการส่งออก ซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศนับหลายแสนล้านบาท หลังจากนี้ สมาคมฯ จะประสานงานไปยังกรมวิชาเกษตร เพื่อรายงานถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน

“มาตรการรองรับและช่วยเหลือที่จะช่วยเกษตรกรอย่างยั่งยืนนั้นยังไม่มี ไม่มีสิ่งหรือสารทดแทน ตอนนี้มีแต่นโยบายด้านงบประมาณที่เร่งรีบอนุมัติ อาทิ งบชดเชยให้เกษตรกรกว่า 3 หมื่นล้านบาท งบจัดซื้อเครื่องจักรตัดหญ้าอีก 2 ร้อยล้านบาท ได้ยินมาว่า งบประมาณเครื่องตัดหญ้าตั้งไว้สูงถึง เครื่องละ 15,000 บาท ทั้งที่ในความเป็นจริงเครื่องตัดหญ้าระบบมือเพียงเครื่องละไม่เกิน 5,000 บาท ตรงกันข้าม งบที่ควรจะมีเพื่อใช้ในการอบรมเกษตรกรให้ใช้สารเคมีเกษตรอย่างถูกต้อง เพียง 90 ล้านบาท กลับไม่อนุมัติและไม่ส่งเสริม” นายกิตติ ระบุ

ทส.พบ’เต่ามะเฟือง’ตัวใหม่วางไข่ชายหาดบ่อดาน ‘วราวุธ’สั่งดูแลใกล้ชิด!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456812

ทส.พบ'เต่ามะเฟือง'ตัวใหม่วางไข่ชายหาดบ่อดาน 'วราวุธ'สั่งดูแลใกล้ชิด!!

ทส.พบ’เต่ามะเฟือง’ตัวใหม่วางไข่ชายหาดบ่อดาน ‘วราวุธ’สั่งดูแลใกล้ชิด!!

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.02 น.

ทส.พบเต่ามะเฟืองตัวใหม่วางไข่ชายหาดบ่อดาน “วราวุธ”ชื่นชมชาวประมง สั่งการทช.ดูแลใกล้ชิด ขณะ”อ.ธรณ์”ปลื้มชาวพังงา เผยเต่ามะเฟืองวางไข่แล้ว5รัง ยิ่งแม่เต่าสัตว์สงวนขึ้นวางไข่ เป็นดัชนีชี้วัดว่าคนพังงาดูแลทะเลดี

จากกรณีพบเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่บริเวณหาดท้ายเหมือง เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันย้ายไข่เต่ามะเฟืองไปฟักและอนุบาลในบริเวณพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาลำปี – หาดท้ายเหมือง พร้อมติดกล้องวงจรปิด ถ่ายทอดผ่านเว็บไซต์ตลอด 24 ชั่วโมง ล่าสุดวันนี้ (27 พฤศจิกายน 2562) พบเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่บริเวณชายหาดบ่อดาน อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทันทีที่ได้รับรายงานว่ามีการพบเต่ามะเฟืองตัวใหม่ขึ้นวางไข่บริเวณชายหาดบ่อดาน อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ตนได้สั่งการให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงพื้นที่โดยด่วนเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ พร้อมกับสั่งการในพื้นที่เพื่อดำเนินการป้องกันและดูแลเต่ามะเฟืองตัวใหม่ ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวตนคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศของประเทศไทย ซึ่งโดยปกติเต่ามะเฟืองจะวางไข่ในพื้นที่เดิม และเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัย

“ผมคิดว่าประชาชนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งจากที่ได้รับรายงานทราบว่ามีผู้พบเห็นเต่าทะเลวางไข่บริเวณชายหาดบ่อดาน และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทันที ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องและน่าชื่นชมเป็นอย่างมาก ที่เห็นว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐให้สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่าจะมีเต่าทะเลตัวใหม่ขึ้นมาวางไข่อีกแน่นอน จึงอยากวอนให้พี่น้องประชาชนผู้พบเห็นช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในพื้นที่ทันที และขอย้ำเรื่องการเฝ้าติดตามการฟักไข่ของเต่าทะเลผ่านทางเว็บไซต์แทนการลงไปดูในพื้นที่ เพื่อลดการรบกวนและสร้างผลกระทบต่อการอนุบาลและการฟักไข่ของเต่ามะเฟือง

ด้าน นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในฐานะโฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตนได้รับการสั่งการจากนายวราวุธ และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ลงพื้นที่ตรวจติดตามและสั่งการ ดูแลเรื่องการวางไข่ของเต่าทะเล ทั้งนี้ จากการสอบถามเหตุการณ์จากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทราบว่าชาวประมงตกปลาชายฝั่ง ได้รายงานต่อศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เต่ามะเฟืองหาดท้ายเหมือง ว่า พบร่องรอยการขึ้นมาวางไข่ของเต่าทะเล ต่อมาจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าเป็น “เต่ามะเฟือง” โดยวัดขนาดรอยของความกว้างของพายซ้ายถึงพายขวาได้ 150 ซม.อกมีขนาดกว้าง 40 ซม.ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวที่พบก่อนหน้า จึงคาดว่าเป็นเต่าตัวใหม่

ทั้งนี้ ตนได้สั่งการให้ทีมนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบไข่เต่าทันที พร้อมติดตั้งกล่องกระจกและกล้องอินฟาเรดในรังไข่เต่าโดยไม่มีแสงไปรบกวนการเจริญเติบโต พร้อมสั่งการให้สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ร่วมบูรณาการกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทั้งนี่ นายก อบต.นาเตย ฐานทัพเรือภาค 3 พร้อมด้วย กำนันและผู้ใหญ่ในพื้น ร่วมกันจัดทำคอกกั้นสองชั้น เพื่อป้องกันการเข้าไปเหยียบย่ำและสร้างความกระทบกระเทือนต่อหลุมไข่และสัตว์เลื้อยคลานที่อาจจะเข้าไปกินไข่ จัดเจ้าหน้าที่ร่วมเฝ้าระวัง ติดตั้งกล้อง CCTV ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ทีโอที จำกัด พร้อมทั้ง จัดเวรยามเฝ้าระวัง และเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายหาดตลอดคืนเพื่อเฝ้าระวังการขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟืองตัวแรกและตัวที่สอง พร้อมกันนี้ ได้มอบเงินจำนวน 20,000 บาท จากกองทุนอนุรักษ์เต่าทะเลและถิ่นอาศัยจังหวัดพังงาและภูเก็ต ให้แก่ นายบุญศักดิ์ สะนนท์ ราษฎรหมู่ที่ 3 ต.ท้ายเหมือง ผู้พบรังไข่เต่า

ต่อจากนั้นได้เดินทางไปบ่อไข่เต่าบ่อแรกที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เพื่อตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ตามธรรมชาติเต่ามะเฟืองจากกลับขึ้นมาวางไข่อีกครั้ง ซึ่งตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์ และประสานงานกับทุกภาคส่วนให้ช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบการวางไข่ของเต่ามะเฟือง ให้รีบรายงานให้ตนทราบทันที

ในส่วน อ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กล่าวผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า “เต่ามะเฟืองที่พบอาจเป็นคนละตัว ถ้าให้มั่นใจต้องรอให้ตัวแรกขึ้นวางไข่อีกครั้ง ซึ่งก็คงในวันสองวันนี้ ซึ่งเต่ามะเฟืองตัวใหม่วางไข่ที่บ่อดาน อยู่ทางใต้ของรังแรกเกือบ 20 กิโลเมตร ตอนนี้รังแรกย้ายมาที่ทำการอุทยานฯท้ายเหมือง รังสองเก็บไว้ที่เดิมเพราะวางไข่อยู่เหนือระดับน้ำเยอะและวางกลางดึก เวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว จึงไม่ย้ายดีกว่า ถ้าเป็นคนละตัวจริง ปีนี้ได้ลุ้นคู่เลยฮะ ขอสัก 6 รัง ยังต้องลุ้นๆ ว่าจะมีลูกเต่าน้อยน่ารักออกมากี่ตัวนะ อยากได้สัก 250 ตัว ในรอบปีเศษ 2 ฤดูเต่าวางไข่ มีเต่ามะเฟืองวางไข่แล้ว 5 รัง ยิ่งแม่เต่าสัตว์สงวนขึ้นวางไข่ ยิ่งเป็นดัชนีชี้วัดว่าคนพังงาดูแลทะเลดีขนาดไหน น่ารักจริงๆ จังหวัดนี้ ตอนนี้ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชาวบ้าน กำลังช่วยกันล้อมคอก พร้อมติดตั้งคอกเตรียมดูแลอย่างดี ขอบคุณชาวพังงาครับ”

‘686องค์กร’ลุกฮือ! ร่อนแถลงการณ์รับไม่ได้ พลิกมติอุ้ม3สารพิษ ขู่เคลื่อนไหวใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456734

'686องค์กร'ลุกฮือ! ร่อนแถลงการณ์รับไม่ได้ พลิกมติอุ้ม3สารพิษ ขู่เคลื่อนไหวใหญ่

‘686องค์กร’ลุกฮือ! ร่อนแถลงการณ์รับไม่ได้ พลิกมติอุ้ม3สารพิษ ขู่เคลื่อนไหวใหญ่

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.10 น.

27 พฤศจิกายน 2562 เฟชบุ๊ก BIOTHAI ได้โพสต์แถลงการณ์เครือข่ายสนับสนุนการแบน 686 องค์กรผิดหวังกับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อนุญาตให้มีการใช้ไกลโฟเซตต่อไป และยืดเวลาการบังคับใช้การแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสต่อไปอีก 6 เดือน  โดยมีเนื้อหาดังนี้

การตัดสินใจ ซึ่งมาจากการผลักดันและสนับสนุนโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการตัดสินใจที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทสารพิษกำจัดศัตรูพืช โดยผลักภาระความเสี่ยงแก่ประชาชนทั้งประเทศทั้งเกษตรและผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุญาตให้ใช้สารไกลโฟเซตซึ่งสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติระบุว่าเป็นสารน่าจะก่อมะเร็ง และศาลสหรัฐตัดสินให้บริษัทมอนซานโต้-ไบเออร์ต้องเยียวยาและชดใช้แก่เกษตรกรเป็นจำนวนเงินมหาศาล

การยืดเวลาการแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสต่อไป เป็นการเอื้อเฟื้อบริษัทสารพิษให้ไม่ต้องรับผิดชอบสต็อคสินค้าทั้งๆที่พวกเขานำเข้ามาเพื่อเก็งกำไรจำนวนมหาศาลก่อนหน้านี้ โดยปล่อยช่วงเวลาอีก 6 เดือนเพื่อจำหน่ายต่อเกษตรกรทั้งๆที่รู้ว่าเป็นสารที่มีผลต่อสุขภาพทั้งของเกษตรกร ผู้บริโภค และเด็กๆของเรา

รัฐมนตรี และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจนี้ต้องเป็นผู้ชี้แจงเหตุผลการตัดสินใจนี้ และประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศที่สนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรงเป็นผู้ตัดสินใจอนาคตทางการเมืองของพวกเขา

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรงจะเดินหน้า ขับเคลื่อนให้มีการยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต และสารพิษร้ายแรงอื่นๆ ต่อไป และจะแถลงมาตรการและแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยเร็ว

 

ด่วน!!! กรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกแบนสาร’ไกลโฟเซต’-อีก2ชนิดเลื่อนไป6เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456685

ด่วน!!! กรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกแบนสาร'ไกลโฟเซต'-อีก2ชนิดเลื่อนไป6เดือน

ด่วน!!! กรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกแบนสาร’ไกลโฟเซต’-อีก2ชนิดเลื่อนไป6เดือน

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.41 น.

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุตสาหกรรม เป็นฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชน คือ มติแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคม 2562 หลังจากมติคณะกรรมการอันตรายออกไป ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งเกษตรกร ผู้นำเข้าอาหารสัตว์ต่าง ๆ ออกมาเคลื่อนไหว ต้องการให้เลื่อนการแบน 3 สารเคมีออกไปก่อน

ทั้งนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้พิจารณาข้อเสนอของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จึงมีมติดังนี้

1. ให้ออกประกาศกำหนดวัตถุอันตราย พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้กำหนดระยะเวลาใช้บังคับตั้งแต่วันที่  1 มิถุนายน 2563 สำหรับวัตถุอันตรายไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

2. มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมสำหรับวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส รวมถึงมาตรการในการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และให้นำเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาภายในระยะเวลา 4 เดือน

ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย แถลงผลการประชุมว่า คณะกรรมการมาร่วมประชุม 24 คน จาก 29 คน ได้พิจารณาข้อมูลและมีการแสดงความคิดเห็นแล้ว มีมติเอกฉันท์ให้ออกประกาศกำหนดวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้กำหนดระยะเวลาบังคับใช้เลื่อน จาก 1 ธันวาคม 2562 เป็น 1 มิถุนายน 2563 ส่วนไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

คณะกรรมการฯ มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรและกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการจัดทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมสำหรับวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส รวมถึงมาตรการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และให้นำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาภายในระยะเวลา 4 เดือน นับจากวันที่มีมติ

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กว่า “ด่วน!!!กรรมการวัตถุอันตราย
ยกเลิกการแบนสารไกลโฟเซต”

เครือข่ายสตรีชู ‘มนัญญา’หญิงแกร่ง เจ้าตัวลั่นเดินหน้าแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า’

https://www.naewna.com/local/456669

เครือข่ายสตรีชู ‘มนัญญา’หญิงแกร่ง เจ้าตัวลั่นเดินหน้าแบน 3 สาร

เครือข่ายสตรีชู ‘มนัญญา’หญิงแกร่ง เจ้าตัวลั่นเดินหน้าแบน 3 สาร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.15 น.

เครือข่ายสตรีชู ‘มนัญญา’หญิงแกร่ง เจ้าตัวลั่นเดินหน้าแบน 3 สาร

27 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เครือข่ายสตรีจากหลายองค์กร ร่วมเข้าพบให้กำลังใจ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยกย่องว่าเป็นสตรีที่เข้มแข็งและมุ่งมั่นปกป้องสุขภาพของประชาชนจากอันตรายของสารเคมีที่มีพิษ ทั้งนี้ผู้ที่เข้าให้กำลังใจบางคนนำลูกหลานมาด้วยและระบุว่าชื่นชมจุดยืนของ น.ส. มนัญญา ในฐานะเพศแม่ที่ทำเพื่อปกป้องสุขภาพลูกหลาน ไม่ให้ได้รับอันตรายจากสารตกค้างในอาหาร อีกทั้งขอให้รัฐบาลไม่ขยายระยะเวลาการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดตามแรงกดดันและผลประโยชน์ทางการค้า

น.ส.มนัญญา ได้อุ้มทารกคนหนึ่งด้วยความเอ็นดูและกล่าวแก่ผู้มาให้กำลังใจ ว่า ตั้งใจจะเดินหน้าการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อไป โดยจากการไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไปตรวจเลือดนักเรียนพบสารพิษตกค้างในเลือด จึงเห็นว่าเด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่สมควรได้รับผลจากการหวังประโยชน์ทางการค้า ขณะนี้ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ในชุมชุนดังกล่าว เพื่อให้ชาวบ้านบริโภคในครัวเรือนและโรงเรียนนำมาทำอาหารกลางวันเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของนักเรียน และจะขายแนวทางนี้ให้ไปสู่การปฏิบัติทั่วประเทศ

เกษตรฯพลิกโฉมสู่กระทรวงล้ำสมัย เตรียมเปิดตัว Quick Win

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456642

เกษตรฯพลิกโฉมสู่กระทรวงล้ำสมัย เตรียมเปิดตัว Quick Win

เกษตรฯพลิกโฉมสู่กระทรวงล้ำสมัย เตรียมเปิดตัว Quick Win

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 11.40 น.

เกษตรฯ พลิกโฉมสู่กระทรวงล้ำสมัย ชูเทคโนโลยีดิจิทัลการเกษตรเตรียมเปิดตัว Quick Win ให้บริการออนไลน์ครั้งแรก พร้อมกันทุกหน่วยงานในสังกัด 27 ธันวาคมนี้

27 พ.ย.62 อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มุ่งมั่นในการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของประเทศ และขับเคลื่อนให้เป็นกระทรวง ที่ก้าวล้ำทันสมัย ยกระดับการบริการสู่ประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร และมีเป้าหมายในการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech เพื่อยกระดับการบริการเกษตรกร การทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และสาธารณะอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตลอดจนเพื่อเป้าหมายยกระดับ GDP ประเทศ ผ่านการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการเกษตรซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ และมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ

สำหรับแนวทางในระยะแรก คือ การปฏิรูปกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นกระทรวงเทคโนโลยีที่ทันสมัย สู่มิติใหม่แห่งยุค Digital Transformation โดยในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป ด้วยการ Quick Win ของ 22 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตร ในรูปแบบแอปพลิเคชั่นให้บริการทางออนไลน์ จัดเป็น Cluster 6 กลุ่ม ให้บริการแก่เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และสาธารณะ ประกอบด้วย 1. กลุ่มการให้บริการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจด้านนโยบายการผลิต ได้แก่ (1) ฐานข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Big data) โดยกรมชลประทาน (2) ศูนย์ข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินภาคสหกรณ์ไทย โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (3) การจัดทำระบบบริหารจัดการข้อมูลด้านข้าวและพัฒนาข้อมูลเชิงแผนที่เพื่อสนับสนุนการใช้งานแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Rice GIS) โดยกรมการข้าว

2. กลุ่มการให้บริการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจด้านการผลิตสำหรับเกษตรกร ได้แก่ (1) ระบบช่วยตัดสินใจในการลงทุนปลูกพืช โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2) การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้าภายใต้หลักการบริหารจัดการความเสี่ยง โดย กรมประมง (3) ระบบปศุสัตว์ไทย 4.0 (DLD 4.0) โดย กรมปศุสัตว์ (4) การพัฒนาระบบรับคำขอและออกใบผ่านด่านยางพารา ผ่านระบบ NSW โดย กรมวิชาการเกษตร (5) พัฒนาแหล่งบริการข้อมูลแหล่งรับซื้อ-ขายสินค้าเกษตรและข้อมูลอุปกรณ์การตลาดของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรผ่านระบบ GPS โดย กรมส่งเสริมสหกรณ์ (6) ระบบบริการประชาชนออนไลน์ ส.ป.ก. “ปันสุข” โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (7) ศูนย์ประสานงานเพื่อช่วยเหลือปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติ โดย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร (8) การพัฒนา Platform เพื่อรองรับการดำเนินงานเกษตรอัจฉริยะ โดย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (9) โครงการบริการข้อมูลเพื่อการเกษตรอัจฉริยะบนพื้นที่สูง โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (10) ระบบคำนวณราคาและบันทึกประวัติคุณภาพน้ำดิบ (COWCULATOR) โดย องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (11) ระบบสวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง โดย การยางแห่งประเทศไทย

ส่วนกลุ่มที่ 3.กลุ่มการให้บริการข้อมูล ได้แก่ (1) ระบบสืบค้นและให้บริการข้อมูลดิน โดย กรมพัฒนาที่ดิน (2) การให้บริการข้อมูลมาตรฐานสินค้าเกษตรผ่านแอพพลิเคชั่น TAS2GO โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งช่าติ (3) ระบบการจองเข้าชมพิพิธภัณฑ์แบบหมู่คณะแบบออนไลน์ โดย สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (4) Application จัดเก็บและรายงานราคาสัตว์น้ำ โดย องค์การสะพานปลา (5) การพัฒนาฐานข้อมูลสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ ของเกษตรกร กลุ่มสถาบันเกษตรกร และ OTOP ในเครือข่าย อ.ต.ก. ภายใต้เว็บไซต์ Ortorkor.com โดย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร 4. กลุ่มการให้บริการข้อมูล Big Data & Innovation ได้แก่ การเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัล (DOAE Open Data) โดย กรมส่งเสริมการเกษตร

5. กลุ่มการให้บริการช่องทางการตลาด ได้แก่ ระบบให้บริการข้อมูลร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมที่ได้มาตรฐานของกรมหม่อนไหม โดย กรมหม่อนไหม 6. กลุ่มการให้บริการองค์ความรู้ ได้แก่ การพัฒนาระบบศูนย์กลางข้อมูลการวิจัยการเกษตรของประเทศ โดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมกำหนดเปิดตัวใช้งาน Quick Win ทันทีโดยคิกออฟพร้อมกันทุกหน่วยงานในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกรและประชาชน โดยจะรวมบริการออนไลน์ทั้ง 6 กลุ่มให้สามารถสืบค้นข้อมูลได้ตามความต้องการ ซึ่งขณะนี้ ทุกหน่วยงานมีความพร้อมคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% เบื้องต้น สามารถดูรายละเอียดข้อมูลการให้บริการในแต่ละกลุ่มของทุกหน่วยงานได้ทาง https://www.moac.go.th/article-preview-412791791792 และหลังจากดำเนินการ Quick Win ระยะแรกแล้ว ในระยะถัดไปจะยังคงเดินหน้าปฏิรูปกระทรวงเกษตรฯ โดยพัฒนา Big Data กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สามารถให้บริการเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ  ในกระทรวงทั้ง 77 จังหวัด สำนักงานเกษตรในต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ นับเป็นกระทรวงต้นน้ำด้านแหล่งผลิต จะเชื่อมโยงกับกระทรวงต่างๆ ที่เป็นกลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำปลายน้ำ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการคลัง และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศเกษตร 4.0 ไปพร้อมกัน

จีนเร่งขึ้นทะเบียนผู้ผลิตแปรรูปข้าวลอต2 ชาวนาไทยเฮ!ยอดส่งขายเพิ่มอีกกว่าล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456479

x

จีนเร่งขึ้นทะเบียนผู้ผลิตแปรรูปข้าวลอต2 ชาวนาไทยเฮ!ยอดส่งขายเพิ่มอีกกว่าล้านตัน

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ชาวนาไทยเฮลั่น “เฉลิมชัย” ขอให้จีนเร่งขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ผลิตและแปรรูปข้าวลอตที่ 2 คาดส่งออกข้าวไทยเพิ่มอีกมากกว่า 1 ล้านตัน มูลค่ากว่า 27,000 ล้านบาท

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังหารือกับนายจาง จี้เหวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ว่า การหารือดังกล่าว เพื่อขอบคุณ GACC ที่ให้ความสำคัญกับการส่งออกข้าวจากไทยไปจีน โดยฝ่ายไทยเสนอรายชื่อผู้ผลิตฯ ชุดที่ 2 ให้ GACC เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนแล้ว ซึ่ง GACC แจ้งว่าจะเร่งพิจารณารายละเอียดการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตฯ ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

สำหรับประเทศจีนแจ้งว่าข้าวไทยเป็นที่นิยมอย่างมากในจีน และจีนให้ความสำคัญกับการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าวจากไทย ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไทยได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 49 ราย ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบายให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME รายย่อย จึงมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเพื่อส่งออกไปจีน วันนี้จึงถือเป็นข่าวดีที่ฝ่ายจีนตอบรับที่จะให้การสนับสนุนและเร่งรัดในการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอีกลอตใหญ่คาดว่าข้าวไทยกว่า 1 ล้านตัน จะถูกส่งออกมายังจีนเร็ววันนี้

นอกจากนี้ สองฝ่ายยังหารือเพิ่มเติมด้านการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนที่สำคัญ อาทิ เร่งรัดพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการตรวจสอบกักกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกจากไทยไปจีน เร่งรัดการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้เพิ่มเติม การส่งออกสุกรแช่เย็นแช่แข็งของไทย การส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากไทยไปจีน การส่งออกรังนกดิบ การตรวจประเมินโรงงานผู้ผลิตสัตว์ปีก รวมทั้งการขอให้ด่านตงซิง ซึ่งเป็นด่านนำเข้าผลไม้แห่งที่สองของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งรัฐบาลจีนอนุญาตให้นำเข้าผลไม้จากต่างประเทศแล้ว สามารถนำเข้าผลไม้ไทยผ่านการขนส่งทางบก เช่นเดียวกับด่านโหย่วอี้กว่าน เพื่อรองรับการส่งออกผลไม้จากไทยไปจีนในอนาคต ทั้งนี้ ฝ่ายจีนรับจะนำทุกข้อเสนอของฝ่ายไทยไปพิจารณาในข้อมูลด้านเทคนิค และจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายไทย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นที่พอใจอย่างเร็วที่สุด