รักษ์เกษตร : คิดและทำการเกษตรให้ได้ผลดี… ต้องปรับปรุงบํารุงดินเป็นอันดับแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456228

x

รักษ์เกษตร : คิดและทำการเกษตรให้ได้ผลดี… ต้องปรับปรุงบํารุงดินเป็นอันดับแรก

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปรับปรุงบำรุงดินวิธีง่ายๆ ที่เกษตรกรสามารถจัดทำได้เองอย่างไม่ยุ่งยากนักด้วยครับ ขอบคุณครับ

ชีวิน แสงทองอร่าม

อ.เบตง จ.ยะลา

คำตอบ

ดินมีความเสื่อมโทรมลงจากสาเหตุตามธรรมชาติ และมนุษย์เร่งให้เกิดความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว แต่จะเพราะด้วยสาเหตุใดก็ตาม การใช้ทรัพยากรดินมากเกินไป การใช้ไม่ถูกวิธี และการใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป ทำให้ความสมดุลของธรรมชาติของดินถูกทำลายไปแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ อันดับแรก ต้องให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ควรได้เข้าใจถึงวิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น ซึ่งนักวิชาการเกษตร ได้แนะแนวทางการปรับปรุงบำรุงดินที่ได้ผลดังนี้

วิธีการปรับปรุงบำรุงดินวิธีง่ายๆ ที่เกษตรจะช่วยกันปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชด้วย 2 วิธีคือ

1. การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก1)ปุ๋ยพืชสด ได้จากการไถกลบพืชปุ๋ยสดในขณะที่ยังเขียวสดอยู่ลงดิน นิยมไถกลบในช่วงออกดอกเพื่อให้ได้ปริมาณน้ำหนักสดและธาตุอาหารสูง ปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลาย ในระยะเวลา 7-14 วัน จะให้ธาตุอาหารและอินทรียวัตถุแก่ดิน แล้วจึงทำการปลูกพืชหลักที่ต้องการ พืชปุ๋ยสดที่นิยมปลูก ได้แก่ พืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ และโสนอัฟริกัน

2) ปุ๋ยคอก ใช้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศดีขึ้น ช่วยเพิ่มความคงทนของการจับตัวเป็นเม็ดดิน และเป็นแหล่งอาหารให้แก่จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน 3)ปุ๋ยหมักใช้เพื่อเพิ่มหรือยกระดับปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ดีขึ้น ทำให้ดินมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชมากยิ่งขึ้น

2.การปรับปรุงบำรุงดินด้วยการไถกลบตอซัง เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพของดินก่อให้เกิดผลดี ดังนี้ 1)ช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ช่วยทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ง่ายต่อการเตรียมดิน การระบายอากาศในดินเพิ่มขึ้น การซึมผ่านของน้ำและการอุ้มน้ำของดินดีขึ้น2)ช่วยปรับปรุงสมบัติทางเคมีของดินช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการเพิ่มธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุให้แก่ดิน ซึ่งธาตุอาหารเหล่านี้จะปลดปล่อยสู่ดินจึงเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ในระยะยาว

3) ช่วยปรับปรุงสมบัติทางชีวภาพของดิน ช่วยทำให้ปริมาณและกิจกรรมจุลินทรีย์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในดินให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช

การปรับปรุงบำรุงดินให้ได้ผลผลิตที่ดีจะต้องคิดและทำเป็นอันดับแรกก่อนการเพาะปลูกในฤดูถัดไปเพราะถือว่าเป็นตัวกำหนดคุณภาพและจำนวนผลผลิตที่ได้ในฤดูเก็บเกี่ยวเกษตรกรจึงจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับดินอย่างมาก ก่อนนะครับเพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับทรัพยากรดิน และเพิ่มพูนความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรเองด้วย

นาย รัตวิ

สทนช.ถก25หน่วยงานคลอดแผนสู้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456225

x

สทนช.ถก25หน่วยงานคลอดแผนสู้แล้ง

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เปิดเผยว่า สทนช.ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 25 หน่วยงาน  เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาภัยแล้ง ปี 2562/63 ตามข้อสั่งการของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี มีข้อสรุปสำคัญ 3 ประเด็นคือ 1.ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการจัดสรรน้ำและระบายน้ำของแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งสทนช.ติดตามแผนจัดสรรน้ำเขื่อนขนาดใหญ่ พบมีการจัดสรรน้ำเกินแผนแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่มอก เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนกระเสียว ซึ่งเป็น 1 ใน 5 แห่ง ของเขื่อนที่มีปริมาณน้ำไม่พอทำเกษตร ปัจจุบันพบว่า แผนจัดสรรน้ำ 13 ล้าน ลบ.ม. แต่จัดสรรน้ำแล้ว 17.62 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 135% ที่ประชุมจึงย้ำกรมชลประทาน (ชป.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ควบคุมการจัดสรรน้ำให้พื้นที่ ตามปริมาณน้ำที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

ประเด็นที่ 2 กำหนดเจ้าภาพหลักป้องกันแก้ปัญหาให้พื้นที่เป้าหมายเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ที่ประชุมมอบให้การประปานครหลวง (กปน.) พิจารณาการใช้น้ำจากฝั่งตะวันตก มาทดแทนการใช้น้ำจากฝั่งตะวันออกให้มากขึ้น พร้อมร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อสำรองน้ำเพิ่มเติม ขณะที่พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคในเขตการประปาภูมิภาค (กปภ.) 48 สาขา 64 อำเภอ 26 จังหวัด ที่สำรวจไว้เดิม และอีก 13 แห่ง ของ กปภ.ริมแม่น้ำโขง ใน 7 จังหวัด 19 อำเภอ มอบกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขุดเจาะบ่อบาดาล 13 แห่ง รวมถึงมอบกรมชลประทานจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม 19 แห่ง ส่วนอีก 29 แห่ง ที่เหลือให้ กปภ.พิจารณาหาแหล่งน้ำสำรอง สำหรับนอกพื้นที่บริการ กปภ. ที่มีความเสี่ยง 38 จังหวัด โดยเฉพาะประปาชุมชนและประปาหมู่บ้าน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสำรวจสถานภาพแหล่งน้ำที่มีอยู่ หากพื้นที่ใดเสี่ยงขาดน้ำต้องประสานกับกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดลจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน และน้ำบาดาล เป็นแหล่งน้ำสำรอง

ประเด็นสุดท้าย ที่ประชุมพิจารณาพื้นที่นำร่องกำหนดเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำสำหรับหน่วงและเก็บกักน้ำหลาก เพื่อกักเก็บน้ำในหน้าฝน โดยมอบให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง 12 ทุ่ง และทุ่งบางระกำ โดยเพิ่มเติมโครงการนำร่องพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำยัง จ.ร้อยเอ็ด และบางพลวง จ.ปราจีนบุรี พร้อมทั้งให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง พิจารณาแนวทางการจ่ายค่าชดเชยตามมติ ครม.วันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา

‘อลงกรณ์’ลุยกระบี่-พังงา-ภูเก็ต รับฟังปัญหาชาวประมง พร้อมให้กำลังใจจนท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456287

'อลงกรณ์'ลุยกระบี่-พังงา-ภูเก็ต รับฟังปัญหาชาวประมง พร้อมให้กำลังใจจนท.

‘อลงกรณ์’ลุยกระบี่-พังงา-ภูเก็ต รับฟังปัญหาชาวประมง พร้อมให้กำลังใจจนท.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.29 น.

25 พ.ย.2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพประมง และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต โดยได้เข้าเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 3 (กระบี่) และศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก เรือประมง (PIPO) จังหวัดกระบี่ กรมประมง พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานควบคุมการทำประมงในอ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งการทำการประมงในอ่าวปากพนัง เป็นการทำประมงชายฝั่ง ประมงพื้นบ้าน มีเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงได้แก่ อวนลอยกุ้ง อวนลอยปลา อวนจมปู เบ็ดราว อวนลอยปูม้า งมหอย ฯลฯ แต่ด้วยสภาพปัญหาของอ่าวปากพนังในปัจจุบัน ได้มีการลักลอบใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง มีความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้เครื่องมือประมงถูกกฎหมายและเครื่องมือผิดกฎหมาย มีการข่มขู่ทำร้ายร่างกาย การขัดขวาง ปิดล้อม ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการขาดจิตสำนึกของชาวประมงบางกลุ่ม เนื่องจากมีเรื่องรายได้เป็นสิ่งล่อใจในการทำประมงผิดกฎหมาย ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย เช่น คราดหอย อวนรุน อวนลาก ยอปีก โพงพาง ลอบพับได้ หรือไอ้โง่

อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาในอ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผลคดีการกระทำผิดในพื้นที่หลายคดี มีความขัดแย้งในพื้นที่ มีปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงาน มีการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มีการแย่งชิงตัวผู้ต้องหาและแย่งชิงของกลาง จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 2 (สงขลา) กรมประมง ได้หาแนวทางในแก้ไขปัญหา โดยการจัดชุดปฏิบัติการในการเข้าควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยง และที่สำคัญยังได้ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เช่น การสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยและหลบภัยของสัตว์น้ำ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำ ควบคุมเผ้าระวังร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อความสุขและความยั่งยืนของทรัพยากร

ไม่ตัดสินด้วยอารมณ์!! ‘เฉลิมชัย’แจงจุดยืน3สารพิษ พร้อมรับฟังแก้ไขปัญหาทุกฝ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456274

ไม่ตัดสินด้วยอารมณ์!! 'เฉลิมชัย'แจงจุดยืน3สารพิษ พร้อมรับฟังแก้ไขปัญหาทุกฝ่าย

ไม่ตัดสินด้วยอารมณ์!! ‘เฉลิมชัย’แจงจุดยืน3สารพิษ พร้อมรับฟังแก้ไขปัญหาทุกฝ่าย

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.27 น.

“เฉลิมชัย”แจงจุดยืน3สารพิษ พร้อมรับฟังแก้ไขปัญหาทุกฝ่าย ไม่ตัดสินด้วยอารมณ์ ระบุไม่ต้องคุย”รมช.มนัญญา”เพราะมอบหมายไปแล้ว ส่วนม็อบเกษตรกรชุดดำระดมพลพรุ่งนี้บุกทำเนียบฯ-27พ.ยไปกระทรวงอุตฯเสนอขอเกษตรหนุนกลับไปใช้มติเดิม จำกัดการใช้สาร

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับฟังปัญหาจากแกนนำเกษตรกรกว่า 20 คน ที่เป็นตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด ได้รับผลกระทบหากแบน 3 สาร พร้อมยื่นหนังสือจาก 19 องค์กรเกษตรกร แต่งชุดดำคัดค้านการแบน 3 สาร โดยให้กลับไปใช้มติเดิม คือ มาตรการกำจัดการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายทางเกษตร โดยวันที่ 26 พ.ย.จะเข้ายื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และวันที่ 27 พ.ย.ไปรวมตัวที่กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อรอฟังมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

โดย นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้รับบัญชาจากนายกฯ ให้มารับฟังรวบรวมปัญหาเสนอท่านนายกฯ เพราะกรณี 3 สาร เป็นปัญหามากว่า 2 เดือน ที่มีความเห็นแตกต่างกัน ทั้งนี้ ในส่วนหนึ่งต้องฟังเหตุผลกันเพื่อให้ทุกฝ่ายมีผลกระทบน้อยที่สุด ในเรื่องได้มอบให้คณะทำงานของกระทรวงฯ ไปรวบรวมปัญหาทุกด้าน ส่วนการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร จะเป็นตัวเลขกว่า 3 หมื่นล้านบาทหรือไม่ กำลังให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรฯ ไปทำตัวเลขมาเสนอต้องดูผลกระทบด้านอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ คงไม่ต้องคุยกับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ โดยตนได้เรียนตั้งแต่ต้นให้ฟังรอบด้าน และได้มอบหมายให้ รมช.เกษตรฯ ไปดำเนินการ ไม่ว่าอย่างไรมีผลกระทบหมด เวลามีประเด็นต้องมีเหตุผลสนับสนุน

“จุดยืนผมคือต้องแก้ไขปัญหาอะไรทุกด้านที่เกิดขึ้นมีหน้าที่รับฟังปัญหาเกษตรกร ประชาชน เพราะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ต้องฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่อารมณ์ตัดสิน” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เกษตรกรมีความเดือดร้อนจากทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ต่างอยู่ไกลปืนเที่ยง อยู่ๆ ก็จะให้คืนสารเคมีที่เสียเงินซื้อมา ในวันที่ 1 ธ.ค.และยังขู่ว่ามีโทษหนักติดคุก ปรับเป็นแสนเป็นล้าน คนมีสารอยู่ในมือต้องส่งคืน หากมีไว้จะผิดกฎหมาย เมื่อเกษตรกรซื้อมาเพื่อใช้ และกลายมาผิดกฎหมายให้ส่งคืนร้านค้า จะได้เงินคืนหรือไม่ เป็นความวิตกกังวล เกษตรกร และร้านค้าต่างๆ ในชุมชน เป็นปีที่มีสารไปอยู่ในร้านมากมายมหาศาล เพราะเกิดภัยแล้ง เกษตรกรไม่ซื้อไปใช้ ส่วนที่มีอยู่ในมือจะให้เททิ้งไปได้หรือไม่

ทั้งนี้ เกษตรกรขอเรียกร้องให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้สาร ที่ผ่านมาอบรมเกษตรกร 4 แสนคน แต่หยุดการอบรมไปแล้ว จากเป้าอบรม 1 ล้านคน แต่ปรากฏว่า คณะกรรมการวัตถุอันตราย กลับมติวันที่ 22 ต.ค.เป็นแบน 3สาร ซึ่งเกษตรกรรับไม่ได้ เป็นการกระทำผิดของกระทรวงเกษตรฯ เพราะ รมว.เกษตรฯ เซ็นหนังสือไปให้แบน 3 สาร เกิดผลกระทบต่อเนื่อง จนเกษตรกรที่มีสารกลายเป็นคนผิดต้องติดคุก ถ้ามีไว้โดยประมาทก็โดนปรับเป็นล้านบาท ต่างตกอกตกใจ ทั้งที่ซื้อมาด้วยเงินตัวเอง

สำหรับวันพรุ่งนี้ พี่น้องเกษตรกรมาแสดงพลังจากทั่วประเทศกว่า 5 พันคน ไปทำเนียบรัฐบาล สมาพันธ์ต่างๆ โดยไม่ต้องการให้ยืดแค่ 6 เดือนเท่านั้น จะแก้ปัญหาพี่น้องเกษตรกรได้ ต้องไปใช้มติเดิม คือ จำกัดการใช้ โดยม็อบเกษตรกรจะแต่งชุดดำเดินไปทำเนียบฯ และวันที่ 27 พ.ย.ไปกระทรวงอุตสาหกรรม รอฟังมติจากที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ถ้ายังแบน 3 สาร ผู้บริโภคไม่ได้ประโยชน์ เพราะยังบริโภคสิ่งที่เป็นอันตราย เกษตรกรยังใช้สารเคมีอีก 200 – 300 ชนิด ที่มีอยู่ในท้องตลาด และจะนำเข้ามาใหม่อีกไม่รู้กี่ชนิด ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มัน ปาล์ม ยาง ข้าวโพด จะเดินหน้าคัดต้านการแบน 3 สารจนถึงที่สุด เพื่อให้ได้ทำมาหากินปกติ ระหว่างนี้มีเทคโนโลยีใหม่ก็นำเข้ามาได้ โดยไม่ต้องแบนสาร หากจะพูดถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคคือคนทั้งหมด เกษตรกรอย่างไรก็สัมผัสสารมากกว่า ซึ่งผมใช้สาร ผมก็ไม่เคยเป็นเนื้อเน่า ถ้ามีมติแบนจริง สิ่งเกิดขึ้นสารเคมี ยังมีใช้กว่า 100 ประเทศ เราก็ยังบริโภคของปนเปื้อนจากสินค้านำเข้า ดังนั้น การอ้างความไม่ปลอดภัยที่คุมเครือ การอ้างคนป่วยมากขึ้น จริงๆ มาจากยาฆ่าแมลง ไม่ใช่พาราควอต และไกลโฟเซต แต่กระทรวงเกษตรฯ กลับมาทำร้ายเกษตรกรเสียเอง

ขณะเดียวกัน ก็ขอให้ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และกลับไปใช้มาตรการจำกัดการใช้ฯ ตามข้อเสนอของเกษตรกรกว่า 1.5 ล้านราย ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง เกือบ 2 ล้านล้านบาท หากยังมีมติแบน จะไปฟ้องศาลเอาผิดกับผู้ลงนามทุกราย ทุกกรม ทุกกระทรวง และนักวิชาการอิสระ พร้อมแบนพรรคประชาธิปัตย์ ที่ รมว.เกษตรฯ กลับคำไม่ทำตามเกษตรกรเรียกร้อง

เกษตรกรนครศรีฯเฮ! ราคาปาล์มพุ่ง กก.ละ4.30บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456256

เกษตรกรนครศรีฯเฮ! ราคาปาล์มพุ่ง กก.ละ4.30บาท

เกษตรกรนครศรีฯเฮ! ราคาปาล์มพุ่ง กก.ละ4.30บาท

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.45 น.

25 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวสวนปาล์มในจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่างพากันดีใจหลังราคาปาล์มพุ่งทะยานขึ้นไปถึง กก.ละ 4.30 บาท โดยจากการตรวจสอบพบว่าราคารับซื้อทะลายปาล์มในจังหวัดในวันนี้  25 พ.ย.62 ราคาอยู่ที่ 3.90-4.30 บาท/กก. แบ่งเป็นเกรดเอ กก.ละ 4.30 บาท เกรดบี ราคา กก.ละ 4.10 บาทและเกรดซี ราคา กก.ละ 3.90 บาท และมีแนวโน้มว่าราคาจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 1 จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า หลังจากนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินการในนโยบาย “B10 น้ำมันบนดิน เพื่อเศรษฐกิจฐานราก”ภายในงานสัมมนา “ B10 ราคาปาล์มจะรุ่ง หรือร่วง” ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้หาเสียงเอาไว้ และเริ่มจัดกิจกรรมคิกออฟ“ B10 ราคาปาล์มจะรุ่ง หรือร่วง” เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2562 ที่สนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นราคาปาล์มก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2562 ที่ จ.สุราษฏร์ธานี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้จัดกิจกรรมนโยบายการผลิตน้ำมันใบโอดีเซล “ B10 อีกครั้งที่ จ.สุราษฏร์ธานี วันนี้ราคาปาล์มในจังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคใค้จึงพุ่งขึ้นมาที่ กก.ละ กว่า 4 บาท ซึ่งเป็นผลพวงมาจากนโยบายดังกล่าว

โดยในอดีตปาล์มน้ำมันในประเทศจะถูกน้ำมาใช้ในการผลิตน้ำมันพืชเป็นหลัก ซึ่งปริมาณการผู้บริโภคก็มีอยู่จำกัด ในขณะที่ปริมาณปาล์มดิบมีจำนวนมากทำให้ราคาปาล์มไม่ยั่งยืนหรือตกต่ำ เมื่อกระทรวงพลังงานโดย ดร.สนธิรัตน์ มีนโยบายในการผลิตน้ำมัน บี 100 นำมาสู่กระบวนการผลิตเป็น บี.10  ทำให้ปริมาณปาล์มดิบถูกนำมาใช้ในการผลิตใบโอดีเซลในปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ สามารถดึงเอาปริมาณปาล์มไปใช้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ และทำให้ราคาปาล์มในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นกว่า 4 บาท/กก. เชื่อว่าเป็นนโยบายที่จะแก้ปัญหาราคาปาล์มอย่างยั่งยืน และราคาจะสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ จาก กก.ละ 4 บาท เป็น 5 บาทหรือ 6 บาท

ตนเชื่อว่าราคาดังกล่าวจะไม่ตกต่ำลงมาเหมือนเมื่อก่อนที่ขึ้นแค่วันนี้ เดือนนี้ หรือปีนี้จากนั้นก็ตกต่ำลงมาอีก แต่นโยบายนี้จะทำให้ราคาปาล์มสูงขึ้นอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลและกระทรวงพลังงานจะเพิ่มจำนวนปั้มน้ำมันที่ทั่วประเทศเพ่อจำหน่าย บี 10 ให้มากขึ้น ซึ่งทาง ดร.สนธิรันตน์ ประกาศชัดเจนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 ให้ปั้มน้ำมันทุกปั้มมีหัวจ่ายจำหน่ายน้ำมัน บี10 และสิ่งที่จะตามมาอีกคือการเพิ่มจำนวนโรงงานบีบน้ำมันปาล์มหรือโรงกลั่นน้ำมันใบโอดีเซลขึ้นในแต่ละพื้นที่เพิ่มขึ้นมาจำนวนมาก เพื่อรองรับกับการผลิตและใช้น้ำมัน บี 10 ที่มากขึ้นและเพียงพอกับปริมาณการใช้ กลายเป็นห่วงโซ่ในครบกระบวนการทำให้ราคาปาล์มดิบเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

‘ไบโอไทย-686องค์กร’เห็นด้วยยืดเวลาแบน3สาร ชี้ต้องเคารพกติกา WTO

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456188

'ไบโอไทย-686องค์กร'เห็นด้วยยืดเวลาแบน3สาร ชี้ต้องเคารพกติกา WTO

‘ไบโอไทย-686องค์กร’เห็นด้วยยืดเวลาแบน3สาร ชี้ต้องเคารพกติกา WTO

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.04 น.

ไบโอไทยและเครือข่ายสนับสนุนการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรอันตรายร้ายแรง 686 องค์กรยอมถอยเห็นด้วยขยายเวลาบังคับใช้ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด ชี้ต้องเคารพกติกาของ WTO

25 พฤศจิกายน 2562 นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า เครือข่ายเครือข่ายสนับสนุนการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรอันตรายร้ายแรง 686 องค์กรไม่เห็นด้วยต่อการทบทวนมติยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด แต่ยอมรับได้ หากจะเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายหลังจากออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 เนื่องจากตามกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) หากจะมีการยกลิกการใช้สารเคมีการเกษตรชนิดใด อันจะส่งผลให้ประเทศคู่ค้าไม่สามารถส่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายได้นั้น จะต้องส่งหนังสือแจ้งไปยัง WTO ให้ประเทศสมาชิกทราบล่วงหน้าก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ 60 วัน

ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตรได้ส่งหนังสือแจ้ง WTO เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ซึ่งกรอบเวลาไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติ โดยในหนังสือนั้นระบุว่า ไทยจะออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง บัญชีสารเคมีวัตถุอันตรายซึ่ง​จะปรับสถานะสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 เพื่อปกป้องผู้บริโภค สุขภาพของมนุษย์ และความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดว่า เมื่อแจ้ง WTO แล้วอีก 6 เดือนจึงมีผลในทางปฏิบัติแก่ประเทศสมาชิก ไม่เช่นนั้นไทยจะถูกร้องเรียนว่า กีดกันทางการค้า

นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า ไทยยังต้องค้าขายกับสมาคมโลกและต้องนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตอุตสาหกรรมต่อเนื่องภาคการเกษตรเช่น ถั่วเหลือง ข้าวสาลี เป็นต้น ซึ่งเมื่อประกาศยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดดังกล่าวแล้ว สินค้าเกษตรที่นำเข้าจะต้องมีค่าตกค้างของสารที่ยกเลิกใช้เท่ากับ 0 (zero tolerance) ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขที่ 387 เรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง พ.ศ. 2560 แต่เนื่องจากประเทศที่ไทยนำเข้าวัตถุดิบยังคงใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดอยู่ การจะนำเข้าได้จึงต้องแก้ไข “ระดับปริมาณสารพิษที่เป็นอันตรายทางเคมี” (Maximum Residue Limits : MRLs) ซึ่งคณะกรรมาธิการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศในโครงการมาตรฐานอาหารขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก (Codex; Joint FAO/WHO Food Standards Programme)

“การชะลอเวลาบังคับใช้กฎหมายยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดออกไปอีก 6 เดือนจึงเป็นโอกาสให้ไทยได้ปรับค่า MRLs จากที่เคยใช้ตามมาตรฐาน Codex สามารถให้กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลดระดับสารตกค้างลงอีกให้อยู่ในระดับต่ำสุดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคได้” นายวิฑูรย์กล่าว

‘ธรรมนัส’ลุยสระแก้ว จัดที่ดินทำกินส่งเสริมอาชีพเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456185

'ธรรมนัส'ลุยสระแก้ว จัดที่ดินทำกินส่งเสริมอาชีพเกษตรกร

‘ธรรมนัส’ลุยสระแก้ว จัดที่ดินทำกินส่งเสริมอาชีพเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.54 น.

25 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรในในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว 150 ราย พร้อมมอบบัตรดินดี ให้เกษตรกร 20 ราย ณ แปลง คทช. No.421 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองหินปูน อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว

ว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการในวันนี้ เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการจัดการที่ดินและดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว (ส.ป.ก.สระแก้ว) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2536 ตาม พรบ.จัดตั้งจังหวัดสระแก้ว แยกมาจากจังหวัดปราจีนบุรี ได้ดำเนินการประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 โดยมีพื้นที่ดำเนินการทั้งสิ้นประมาณ 2.04 ล้านไร่ ประกอบด้วย 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสระแก้ว เขาฉกรรจ์ คลองหาด โคกสูง ตาพระยา วังน้ำเย็น วังสมบูรณ์ วัฒนานคร และอรัญประเทศ โดยได้ดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแก่เกษตรกรแล้ว จำนวน 0.20 ล้านราย 0.13 ล้านแปลง เนื้อที่รวม 1.30 ล้านไร่ มีพื้นที่คงเหลือประมาณ 0.74 ล้านไร่ อยู่ระหว่างดำเนินการในลำดับต่อไป

อย่างไรก็ตามการลงพื้นที่เพื่อพบปะเกษตรกรและประชาชนในจังหวัดสระแก้ว ประชาชนส่วนใหญ่ประสบปัญหาเรื่องสิทธิการเข้าอยู่อาศัยและที่ดินทำกิน โดยพื้นที่กว่า 80% ในจังหวัดสระแก้วอยู่ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำหรับพื้นที่แปลง คทช. No.421 เป็นการตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน ซึ่งได้จัดสรรในรูปแบบสหกรณ์ มีเกษตรกรเข้าอยู่อาศัยจำนวน 36 ครอบครัว โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เข้ามาดูแลและส่งเสริมการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร และเป็นโอกาสดีที่ได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนลำไย เกี่ยวกับเรื่องมาตรฐาน GAP และแรงงานในสวนลำไย ซึ่งจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

สำหรับการดำเนินการในพื้นที่การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) นั้น ส.ป.ก. ประกาศเป็นพื้นที่ คทช. ทั้งประเทศประมาณ 0.40 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ดำเนินการในจังหวัดสระแก้ว จำนวน 78 แปลง เนื้อที่ 87,071 ไร่ สามารถยึดคืนมาดำเนินการโดยให้สถาบันเกษตรกรเช่าทำประโยชน์แล้วจำนวน 4 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเย็น จำกัด สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภออรัญประเทศ (คทช.) จำกัด สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง (คทช.) จำกัด และสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอวัฒนานคร (คทช.) จำกัด ทำให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินจำนวน 301 ราย เนื้อที่จำนวน 3,304 ไร่ และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดที่ดินให้สถาบันเกษตรกรเพิ่มเติมอีกจำนวน 2,405 ไร่ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แก่เกษตรกรในที่ดิน คทช. อาทิ การสร้างถนนเข้าพื้นที่ แหล่งน้ำ และบ้านพัก เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพทางการเกษตรในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับพื้นที่ดังกล่าวในส่วนกรมพัฒนาที่ดินได้จัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแก่กลุ่มเกษตรกรตำบลคลองหินปูน ตั้งแต่ปี 2559 หมอดินอาสาประจำตำบลได้เริ่มปลูกปอเทืองเพื่อขายเมล็ดพันธุ์คืนให้กับสถานีพัฒนาที่ดินสระแก้ว โดยได้นำไปปลูกหลังการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วงเดือนสิงหาคม จำนวน 40 ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายเมล็ดพันธุ์ คิดเป็นกำไร ไร่ละ 4,700 บาท/ไร่ (จากต้นทุนการผลิต 1,300 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 300 กก. ขายกก.ละ 20 บาท คิดเป็นเงิน 6,000 บาท) ต่อมาในปี 2561 มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 10 ราย รวมพื้นที่ 100 ไร่ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นหลังการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเมื่อถึงฤดูการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สภาพดินมีคุณภาพดีขึ้น สามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยเคมีจาก 50 กก./ไร่ เหลือเพียง 25 กก./ไร่ ได้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นจาก 800 กก./ไร่ เป็น 1,000 กก./ไร่

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แก่เกษตรกรในที่ดิน คทช. อาทิ การสร้างถนนเข้าพื้นที่ แหล่งน้ำ และบ้านพัก เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพทางการเกษตรในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

อย่ามีวาระซ่อนเร้น! ‘อนุทิน’ดักคอ’กรมวิชาการฯ’ยืดเวลาแบน3สารไปดูกม.ก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456178

อย่ามีวาระซ่อนเร้น! 'อนุทิน'ดักคอ'กรมวิชาการฯ'ยืดเวลาแบน3สารไปดูกม.ก่อน

อย่ามีวาระซ่อนเร้น! ‘อนุทิน’ดักคอ’กรมวิชาการฯ’ยืดเวลาแบน3สารไปดูกม.ก่อน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.36 น.

อย่ามีวาระซ่อนเร้น! “อนุทิน”ดักคอ”กรมวิชาการฯ”ยืดเวลาแบน3สารไปดูกม.ก่อน-นึกถึงประชาชนด้วย ยันมติกก.วัตถุอันตราย-เสียงสภาฯยี้หมดจด

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่กรมวิชาการเกษตรเสนอให้การแบน 3 สารพิษ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต เลื่อนจากวันที่ 1 ธ.ค.62 ไปอีก 6 เดือน หลังทำประชาพิจารณ์ พบว่าประชาชน 75% ยังสนับสนุนให้ใช้สารเคมีทางการเกษตรต่อไป ว่า กระทรวงสาธารณสุขมีความชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า อะไรก็ตามที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่สมควรให้ใช้ต่อไป ส่วนเรื่องสารทดแทนเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่น สำหรับกระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่รักษาพยายาบาล ที่ผ่านมาเราเห็นผลกระทบจากการใช้สารพิษที่เลวร้าย ดังนั้น ตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุข ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายจึงตัดสินใจแบน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า หากดูภาพรวมของมติคณะกรรมการฯทั้งคณะจะพบว่า ฝ่ายที่แบนมีมากกว่าด้วยสัดส่วน 3 ต่อ 1 ถือว่าชัดเจนแล้วว่าผลออกมาเป็นอย่างไร ส่วนจะเลื่อนไปอีก 6 เดือน จะทำได้หรือไม่นั้น อยากให้ไปดูกฎหมาย แต่ขอวิงวอนว่าการจะทำอะไรต่อจากนี้ ขอให้ตั้งอยู่บนประโยชน์สูงสุดของประชาชน เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ขอให้ทุกฝ่ายทำงานบนความซื่อสัตย์ ไม่มีวาระซ่อนเร้น พืชผักผลไม้เป็นเรื่องที่ประชาชนบริโภคทุกวัน ต้องคิด ต้องตัดสินใจกันให้ดี

“ผมมั่นใจว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีมติให้แบน 3 สารพิษ ต่างคิดมาดีแล้ว ส่วนใครที่ยกผลการทำประชาพิจารณ์มาสนับสนุนให้ใช้สารพิษต่อ ผมขอถามกลับว่า ในสภาฯซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ยกมือสนับสนุนให้แบนสารพิษ 423 ต่อ 0 เห็นชอบกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการพิจารณาผลกระทบการใช้สารเคมีการเกษตร ซึ่งผลการศึกษาระบุชัดว่า ต้องแบนสารพิษ และให้มีการเตรียมความพร้อมประเทศไทย เป็นเกษตรอินทรีย์ 100% ในปี 2573 เสียงของผู้แทนประชาชนออกมาแบบนี้ แล้วจะเอาอย่างไร ที่สุดแล้ว เรื่องแบนสารพิษจะเดินหน้าไปทางไหน ก็ต้องรอดูการตัดสินใจของคณะกรรมการวัตถุอันตราย” นายอนุทิน กล่าว

‘ปารีณา’โดนอีกดอก!‘ธรรมนัส’สั่งฟันคดีแพ่ง ฐานใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐโดยมิชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456157

‘ปารีณา’โดนอีกดอก!‘ธรรมนัส’สั่งฟันคดีแพ่ง ฐานใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐโดยมิชอบ

‘ปารีณา’โดนอีกดอก!‘ธรรมนัส’สั่งฟันคดีแพ่ง ฐานใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐโดยมิชอบ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.48 น.

‘ปารีณา’โดนอีกดอก!‘ธรรมนัส’สั่งฟันคดีแพ่ง ฐานใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐโดยมิชอบ

25 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนได้สั่งการด่วนที่สุดถึงนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ให้ดำเนินการกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

จากการตรวจสอบของคณะทำงานร่วมของ ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ วานนี้(24 พฤศจิกายน 2562) นายวิณะโรจน์รายงานว่า ที่ดินซึ่ง น.ส. ปารีณา แสดงบัญชีแสดงทรัพย์สินต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และบัญชีแสดงการจดทะเบียนครอบครองฟาร์มไก่เนื้อจากกรมปศุสัตว์ พบว่า ฟาร์มไก่ “เขาสน 1 และ 2” ตั้งอยู่เลขที่ 109 หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่โดยใช้หมายศาลจังหวัดราชบุรี โดยการอ่านแปลภาพทางอากาศประกอบการนำชี้ของผู้ใหญ่บ้านพบว่า “เขาสน 1” อยู่ในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดินทั้งหมดเนื้อที่ประมาณ 691 ไร่ ส่วน “เขาสน 2” เป็นพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและตามพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.2484 เนื้อที่ประมาณ 46 ไร่

ทั้งนี้ น.ส. ปารีณา ไม่ได้มานำชี้แนวเขตในการตรวจสอบตามที่ ส.ป.ก. แจ้งไป ขณะเข้าตรวจสอบไม่พบบุคคลใด และไม่พบการเลี้ยงไก่แล้ว ผู้ใหญ่บ้านที่ร่วมตรวจสอบให้การว่าทางฟาร์มเพิ่งจับไก่ออกไปจากฟาร์มทั้งหมด

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า การครอบครองพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเกินกว่า 50 ไร่ผิดตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงสั่งให้ยึดคืนทั้งหมด จากนั้นจะให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยการครอบครองที่ดินของครอบครัว น.ส.ปารีณา ที่แจ้งว่าเข้ามาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ พ.ศ.2489 ก่อนที่กรมป่าไม้จะมอบให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินใน พ.ศ.2536 ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่สามารถดำเนินคดีได้แล้ว เนื่องจากครอบครองเกิน 10 ปี จึงหมดอายุความแล้ว แต่ให้พิจารณาว่าสามารถฟ้องร้องทางแพ่งฐานทำให้ที่ดินของรัฐเสียหายและใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาตได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ส.ป.ก. ได้ปักป้ายหน้าฟาร์มว่าเป็นที่ดินของ ส.ป.ก. ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 และได้เชิญ น.ส. ปารีณา มาอุทธรณ์ โดยหากมีเอกสารการเข้าทำประโยชน์ให้นำมาแสดง จากนั้น ส.ป.ก. จะตรวจสอบว่าการอุทธรณ์และเอกสารที่นำมาแสดงนั้นฟังขึ้นหรือไม่ ถ้าฟังไม่ขึ้นต้องยึดคืน แล้วนำมาจัดสรรใหม่ให้ผู้มีคุณสมบัติเข้าประกอบอาชีพเกษตรกรรม

“ถ้า น.ส.ปารีณา ยื่นขอเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ ส.ป.ก. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการเกษตรแล้ว ทาง ส.ป.ก. ตรวจสอบพบว่ามีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรสามารถได้รับหนังสือเข้าทำประโยชน์ ส.ป.ก. 4-01 เนื้อที่ไม่เกิน 50 ไร่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกราย โดยตามหลักปฏิบัติ น.ส. ปารีณา ต้องมาแสดงตัวกับ ส.ป.ก. ภายใน 30 วัน แต่ยังไม่ได้รับรายงานจากเลขาธิการ ส.ป.ก. ว่า น.ส.ปารีณามาพบหรือยัง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ปารีณา’ส่ออ่วม!ป่าไม้ส่งดีเอสไอแปลแผนที่ เล็งฟันผิดเพิ่มปมที่ดิน‘ฟาร์มไก่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456126

‘ปารีณา’ส่ออ่วม!ป่าไม้ส่งดีเอสไอแปลแผนที่ เล็งฟันผิดเพิ่มปมที่ดิน‘ฟาร์มไก่’

‘ปารีณา’ส่ออ่วม!ป่าไม้ส่งดีเอสไอแปลแผนที่ เล็งฟันผิดเพิ่มปมที่ดิน‘ฟาร์มไก่’

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 09.15 น.

“อธิบดีกรมป่าไม้” ลั่นดำเนินคดีฟาร์มไก่ “ปารีณา” ตามพ.ร.บ. ป่าสงวนและพ.ร.บ. ป่าไม้ ส่ง “ดีเอสไอ” แปลภาพถ่ายทางอากาศ หากพบพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ทับซ้อนอยู่กับเขตป่า โดยเข้าครอบครองก่อนส่งมอบเป็นเขตปฏิรูปที่ดินดำเนินคดีเพิ่มอีก

25 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงการตรวจสอบที่ดินฟาร์มไก่ “เขาสน 1 และ 2” ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่โดยใช้หมายศาลจังหวัดราชบุรี โดยจุดที่เข้าตรวจสอบเป็นพื้นที่ครอบครองของฟาร์มไก่ “เขาสน 2” เป็นพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและตามพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.2484 อยู่นอกเขตปฎิรูปที่ดิน โดยขณะเข้าตรวจสอบไม่พบบุคคลใด ไม่พบการเลี้ยงไก่แล้ว ผู้ใหญ่บ้านที่ร่วมตรวจสอบให้การว่า ทางฟาร์มเพิ่งจับไก่ออกไปจากฟาร์มไก่ “เขาสน​ 2” ทั้งหมด

เบื้องต้นตรวจสอบพบข้อมูลว่า “เขาสน 1” อยู่ในเขตพื้นที่ปฎิรูปที่ดินทั้งหมด พื้นที่ตามการอ่านแปลภาพทางอากาศและการนำชี้ของผู้ใหญ่บ้าน พบว่า ฟาร์มไก่มีเนื้อที่ประมาณ 691 ไร่ ส่วน “เขาสน 2” อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเนื้อที่ 31-0-12 ไร่ และอยู่ในพื้นที่ตามพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.2484 อีก 15-2-36 ไร่ รวม 46-2-48 ไร่ จากการตรวจสอบไม่พบเอกสารที่ทางราชการออกให้เพื่อเข้าทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าไม้ตามระเบียบและกฎหมาย

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า คณะทำงานสรุปร่วมกัน พบว่า เป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 ห้ามมิให้ผู้ใดแผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นและผิดตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใด ยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้เก็บหาของป่าหรือกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ

จากนั้นคณะเจ้าร่วมกันทำบันทึกแจ้งความดำเนินคดีต่อ น.ส.ปารีณา ผู้ครอบครองฟาร์มไก่ “เขาสน 2” ฐานบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ 46-2-48ไร่ โดยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 31-0-12 ไร่ และในเขตป่าไม้ตามพ.ร.บ. ป่าไม้ 15-2-36 ไร่

“สำหรับพื้นที่ซ้อนทับในเขตปฎิรูปที่ดิน ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.2484 และซ้อนทับเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้น กรมป่าไม้จะรอข้อมูลรูปแปลงจากการตรวจสอบของสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี เพื่อนำส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางเพื่ออ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศว่ายึดถือครอบครองที่ดินก่อนที่จะประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินหรือไม่ ถ้าพบว่ามีการครอบครองมาก่อนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จะเป็นความรับผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.2484 และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 คณะทำงานจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายต่อไป” อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว