เปิดทรัพย์สินป่าไม้อายัดจากฟาร์มไก่‘ปารีณา’ เตรียมส่งดำเนินคดีสภ.จอมบึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456123

เปิดทรัพย์สินป่าไม้อายัดจากฟาร์มไก่‘ปารีณา’ เตรียมส่งดำเนินคดีสภ.จอมบึง

เปิดทรัพย์สินป่าไม้อายัดจากฟาร์มไก่‘ปารีณา’ เตรียมส่งดำเนินคดีสภ.จอมบึง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 08.39 น.

เปิดทรัพย์สินป่าไม้อายัดจากฟาร์มไก่‘ปารีณา’ เตรียมส่งดำเนินคดีสภ.จอมบึง

25 พฤศจิกายน 2562 จากกรณีเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ พร้อมด้วยนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ที่ปรึกษาชุดพยัคฆ์ไพร , นายสมชาย เปรมพาณิชย์นุกูล ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) นำหมายค้นจากศาลจังหวัดราชบุรี ที่ 122/2562 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 เข้าตรวจค้นพื้นที่ “เขาสนฟาร์ม” ต.บางโตนด อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากต้องสงสัยว่าจะมีการรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพบว่ามีที่ดินในส่วนบริเวณฟาร์มไก่ เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี และอีกประมาณ 16 ไร่ อยู่ในเขตป่าไม้ 2484 เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ยึดฟาร์มไก่’ปารีณา’!! ‘ป่าไม้-ที่ดิน’ลุยตรวจ พบรุกป่าสงวน46ไร่)

ความคืบหน้าล่าสุดเจ้าหน้าที่สำนักงานป่าไม้จังหวัดราชบุรี ได้ทำการพิมพ์เอกสารบันทึกการตรวจค้น บัญชีทรัพย์สิน และหนังสืออายัดที่ดินทั้งหมดที่ได้ทำการตรวจสอบ จำนวน 2 แปลง รวมกัน 46.62 ไร่ เนื้อที่แปลงใหญ่ จำนวน 46 ไร่ 2 งาน 48 ตารางวา แยกเป็น ส่วนที่ 1 พื้นที่ในเขตจำนวน 31 ไร่ 12 ตารางวา ส่วนที่ 2 เป็นเขตป่า 84 เนื้อที่จำนวน 15 ไร่ 2 งาน 36 ตารางวา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี พร้อมทั้งอายัดสิ่งปลูกสร้างโรงเลี้ยงไก่จำนวน 5 หลังและอุปกรณ์ ให้อาหารไก่ จำนวน 5 รายการ และแทงค์น้ำสูง จำนวน 1 ชุด ภายในฟาร์มไก่เขาสนของ น.ส.ปารีณา ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1)

ทั้งนี้ เพื่อนำไปแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา ที่ สภ.จอมบึง โดยมอบให้นายวัชระ ละอออ่อน หัวหน้าหน่วยรักษาป่าที่ 1 จ.ราชบุรี เป็นผู้เดินทางนำเอกสารและหลักฐานการกระทำความผิดทั้งหมดไปพบพนักงานสอบสวน สภ.จอมบึง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

ทุ่ม344ล.เยียวยาเกษตรกรขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456056

x

ทุ่ม344ล.เยียวยาเกษตรกรขอนแก่น

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่นเพื่อมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ปี 2562 จากภาวะฝนทิ้งช่วง ฝนแล้งและอุทกภัยจากพายุโพดุล ให้เกษตรกรรวม 26,200 ราย เป็นเงินกว่า 344 ล้านบาท พร้อมมอบพันธุ์พืช 3 ชนิด ได้แก่ พริก มะเขือ และมะละกอ เป็นพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีผลดกรวม 4,000 ต้น ซึ่งกรมมอบให้ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม ขยายพันธุ์ไว้ เพื่อให้เกษตรนำไปปลูกลดรายจ่ายและสร้างรายได้มาสู่ครอบครัว ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับการมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในปี 2562 จ.ขอนแก่น จากภัยพิบัติ 3 ภัย ดังนี้ 1) ภาวะฝนทิ้งช่วง  วันที่ 4  กรกฎาคม  2562 พื้นที่ 19 อำเภอ ได้แก่ อ.พล อ.หนองสองห้อง อ.แวงน้อย อ.บ้านไผ่ อ.ชนบท อ.แวงใหญ่ อ.พระยืน อ.โนนศิลา อ.โคกโพธิ์ไชย อ.บ้านแฮด  อ.ชุมแพ  อ.มัญจาคีรี อ.น้ำพอง อ.ภูผาม่าน อ.บ้านฝาง อ.เวียงเก่า อ.อุบลรัตน์ อ.หนองนาคำ และอ.ซำสูง จำนวนเกษตรกร 81,193 ราย พื้นที่เสียหาย ประมาณ 8.5 แสนไร่ 2) ภาวะฝนแล้ง วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 พื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.หนองเรือ อ.ภูเวียง อ.สีชมพู และ อ.กระนวน จำนวนเกษตรกร 32,884 ราย พื้นที่เสียหาย 2.5 แสนไร่ 3) อุทกภัย (พายุโพดุล) พื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ชนบท อ. บ้านไผ่  อ.บ้านแฮด และ อ.เปือยน้อย จำนวนเกษตรกร 1,287 ราย พื้นที่เสียหาย 6,988 ไร่ ทั้งนี้ การมอบเงินช่วยเหลือครั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร จะได้รับความช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตรา ไร่ละ 1,690 บาท

ฉะกรมวิชาการเกษตร เสนอเลื่อนแบน3สาร มนัญญาสั่งแจงด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456105

ฉะกรมวิชาการเกษตร  เสนอเลื่อนแบน3สาร  มนัญญาสั่งแจงด่วน

ฉะกรมวิชาการเกษตร เสนอเลื่อนแบน3สาร มนัญญาสั่งแจงด่วน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มนัญญา”ปรี๊ด!สั่งกรมวิชาการเกษตรชี้แจงด่วนที่สุด กรณีเตรียมเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายแบน 3 สารเคมีอันตรายออกไปอีก 180 วัน เผยหารือร่วมกันตอนเช้าไม่รายงานปัญหาให้ทราบ ตกบ่ายกลับขอขยายเวลา แถมตัวเลขสต๊อกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ด้านปลัดเกษตรฯปัดข่าวชงของบ 3.3 หมื่นล้านเยียวยาเกษตรกร เร่งสรุปมาตรการช่วยหลือหลังเลิกใช้3สาร

เมื่อวันที่ 24พฤศจิกายน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 25พฤศจิกายน ตนจะสั่งการให้กรมวิชาการเกษตร (กวก.) ทำหนังสือชี้แจงด่วนที่สุดถึงข้อเสนอเรื่องการขยายเวลาบังคับใช้ในการจัดเก็บคืนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 180 วันหรือ 6เดือน โดยระบุว่ามีสต๊อกสารเคมีเหลือกว่า 20,000 ตัน ขณะที่จะมีการประกาศยกเลิกใช้ 3 สารเคมีดังกล่าววันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งตนจะทำเรื่องไปถามกรมวิชาการเกษตรถึงเหตุผลทำไมถึงจะขยายเวลาเรียกเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิด

น.ส.มนัญญากล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาได้ประชุมหลายครั้ง กรมวิชาการเกษตรไม่ได้แจ้งเรื่องที่จะยืดเวลาจัดเก็บสารแต่อย่างใด และยังไม่รู้ว่าจะนำเรื่องยืดเวลาเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะประชุมในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธานหรือไม่ จึงต้องเรียกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงจากกรมวิชาการเกษตรมาถึงตนภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน

“เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ดิฉันเรียกประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศประมาณ 300 คน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนการจัดเก็บ 3 สารเคมี ได้ถามย้ำหลายว่าใครมีปัญหาในการลงพื้นที่จัดเก็บสารเคมีในช่วงเวลาบังคับใช้ 30 วันหรือไม่ เพราะการประกาศแบน 3 สารมีผลวันที่ 1 ธันวาคม ทุกคนบอกไม่มีปัญหา แต่ปรากฏว่าช่วงบ่ายวันเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรมาเสนอที่ประชุมคณะทำงานพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบเกษตรกรหลังเลิกใช้ 3สาร ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน กลับเสนอขอยืดเวลาบังคับใช้แบน 3 สาร ไปอีก 6 เดือน อ้างว่า 30 วันที่ให้บังคับใช้ จัดเก็บสารส่งคืนบริษัทไม่ทัน แล้วยังมีเรื่องสต๊อกสารคงเหลือยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน รายงานตัวเลขสารเคมี คงเหลือ 3.8 หมื่นตัน มาอีกวันเหลือ 2.8 หมื่นตัน ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร ต้องทำหนังสือชี้แจงมาทั้งหมด” รมช.เกษตรฯ กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มที่โจมตีว่า จัดตั้งม็อบเสื้อขาวนั้น ถามว่าทำไมต้องจัดตั้ง และที่บอกจัดตั้งคืออะไร ยังนำไปตีความเป็นม็อบเสื้อกาวน์ ทำไมจึงชอบทำให้เกิดความแตกแยก ตนไม่เคยก้าวล่วงใคร เพราะมีหน้าที่ทำเพื่อพี่น้องประชาชน เกษตรกร ผู้บริโภค และทุกคนมีสิทธิในการคุ้มครองตัวเอง ตนทำในฐานะที่ดูแลกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพราะต้องการรักษาสุขภาพเกษตรกร รักษาสุขภาพคนไทยให้เป็นของขวัญปีใหม่ ไปเที่ยวกับครอบครัวทุกคนได้กินอาหารที่ปลอดภัยได้สูดอากาศบริสุทธิ์

ด้านนายอนันต์ สุวรรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดกล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวระบุคณะทำงานฯ จะเสนอของบประมาณเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจก 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผลสูงถึง 33,000 ล้านบาทว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ตัวเลขดังกล่าวนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)ประเมินต้นทุนของของเกษตรกรที่หากยกเลิกใช้ 3 สารแล้วต้องปรับเปลี่ยนไปใช้สารอื่น และเครื่องจักรกลการเกษตรแทน แล้วรายงานมาให้ทราบ ไม่ใช่เป็นข้อสรุปว่า กระทรวงเกษตรฯจะของบประมาณจากรัฐบาล 33,000 ล้านบาทไปจ่ายเป็นค่าชดเชยแก่เกษตรกร ทั้งนี้ มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมเพื่อประชุมอีกครั้งต้นสัปดาห์นี้ เมื่อได้ข้อสรุปแล้วต้องรายงานนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯพิจารณาต่อไป

ปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวต่อว่า กรมวิชาการเกษตรยังประเมินระยะเวลาการดำเนินการกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิดทั้งการแจ้งการครอบครองและจัดเก็บ หากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง การปรับสถานะ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งตามขั้นตอนกรมวิชาการเกษตรต้องเปิดรับแจ้งการครอบครองภายใน 15 วันและต้องให้ผู้ครอบครองนำมาส่งมอบภายใน 15 วันหลังการแจ้ง ซึ่งเหลือเวลาเพียง 8 วันนั้น กระชั้นชิดมาก ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการนำเข้าและผลิต และร้านจำหน่ายตั้งตัวไม่ทัน อีกทั้ง กระบวนการจัดการกับสารเคมี 3 ชนิด ซึ่งมีอยู่เกือบ 30,000 ตันนั้น กรมวิชาการเกษตรระบุว่า ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนจึงจะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งจะประชุมวันที่ 27 ธันวาคมนี้เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายยกเลิกออกไป 6 เดือน แต่การพิจารณาขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย

“คณะทำงานฯ ของกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาเรื่องการส่งสารเคมีคงค้างกลับคืนบริษัทและส่งไปประเทศที่ 3 เพื่อลดผลกระทบต่อทุกภาคส่วนและค่าใช้จ่ายในการทำลาย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรรายงานว่า หากสารเคมีทั้ง 3 ชนิดยังอยู่ในรูปแบบสารตั้งต้นสามารถส่งคืนและส่งออกได้ แต่หากผู้ประกอบการนำมาผสมเป็นสูตรที่ปรับให้เหมาะต่อการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชของไทยแล้ว ไม่สามารถส่งคืนบริษัทหรือส่งไปประเทศอื่นได้ ดังนั้น ปริมาณสตอกคงค้างจึงจะยังมีอยู่มาก ต้องใช้เวลาจัดเก็บและทำลาย” นายอนันต์กล่าว

และว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มอกช.) รายงานว่า ขณะนี้นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา และสหรัฐทำหนังสือมาถึง เพื่อให้ไทยชี้แจงรายละเอียดการยกเลิก 3 สาร โดยหากยกเลิกจริง ตามระเบียบขององค์การการค้าโลก (WTO) ไทยต้องนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า การตกค้างของสารเคมีที่ยกเลิกนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพจริง เนื่องจากถ้าไทยปรับสถานะพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามนำเข้า ส่งออก ผลิต นำผ่าน และครอบครอง ประเทศคู่ค้าจะไม่สามารถส่งสินค้าเกษตรมายังไทยได้ต่อไป เพราะประเทศคู่ค้ายังคงใช้สาร 3 ชนิดนี้อยู่ แต่มีค่าตกค้างตามคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Codex; Joint FAO/WHO Food Standards Programme) หรือแม้จะตรวจสอบพบว่า ค่าตกค้างต่ำกว่า Codex แต่ตามกฎหมายกระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่า การตกค้างของอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ต้องมีค่าเป็น 0 (zero tolerance)

ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นความเดือดร้อนเฉพาะประเทศคู่ค้าจากการไม่สามารถส่งสินค้ามาจำหน่ายในไทยได้ แต่ไทยจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับแปรรูปเป็นอาหารและอาหารสัตว์ด้วย หากไม่สามารถนำเข้าได้ อุตสาหกรรมต่อเนื่องภาคการเกษตรจะหยุดชะงัก เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหาร ตลอดจนไม่มีสินค้าส่งออกเป็นผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ต้องพิจารณาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

ขณะที่นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเปิดเผยความคืบหน้าการเคลื่อนไหวคัดค้านยกเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดว่า วันที่ 25 พฤศจิกายน เวลา 14.00 น. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯตอบรับที่จะให้ผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดเข้าพบ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายและแสดงความห่วงใย โดยย้ำให้แก้ปัญหาให้เกษตรกรและพิจารณาผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจประเทศอย่างรอบคอบ ซึ่งจะมีผู้แทนสมาคมพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดเข้าร่วมประชุมด้วย 40 คนเพื่อชี้แจงถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร หากประกาศยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้ทันทีวันที่ 1 ธันวาคมนี้

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า ความหวังสุดท้ายอยู่ที่รมว.เกษตรฯ ซึ่งกำกับดูแลนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ มีหน้าที่ดูแลเกษตรกร จากนั้นวันที่ 26 พฤศจิกายน เกษตรกรประมาณ 5,000 คนจะแต่งชุดดำเดินทางไปรวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯเพื่อให้สังคมรับทราบว่า เกษตรกรเดือดร้อน เป็นการรวมตัวอย่างสงบและใช้หลักอหิงสา ไม่ใช่ก่อม็อบดังที่รมช. มนัญญากล่าวหา ขอให้เข้าใจว่า ไม่ใช่สร้างความขัดแย้งในสังคมและไม่ได้ทำเรื่องนี้ให้เป็นปัญหาทางการเมือง

“ขอถามรมช. มนัญญาที่ออกมากล่าวว่า เกษตรกรโจมตีกรมช.เกษตรฯ จัดตั้งม็อบเสื้อขาวและยังนำไปตีความเป็นม็อบเสื้อกาวน์ซึ่งทำให้เกิดความแตกแยกนั้น รมช. มนัญญากลับคำพูดตัวเองหรือไม่เพราะเป็นผู้กล่าวเองว่า ระวังม็อบเสื้อขาวจะสยบม็อบเสื้อดำ” นายสุกรรณ์กล่าว

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนรับมือภัยแล้ง…กรมชลฯมั่นใจพ้นวิกฤติ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456058

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนรับมือภัยแล้ง…กรมชลฯมั่นใจพ้นวิกฤติ!!

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนรับมือภัยแล้ง…กรมชลฯมั่นใจพ้นวิกฤติ!!

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำครั้งล่าสุด ซึ่งมีผู้แทนจากกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทา-สาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมด้วย ได้ผลสรุปว่า ปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงประมาณร้อยละ 40 ส่วนภาคใต้ใกล้เคียงค่าปกติ

ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 มีปริมาณน้ำรวมกัน 49,618 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 25,715 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของปริมาณน้ำใช้การได้ แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของ 4 เขื่อนหลัก ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันแค่ 11,796 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯรวมกัน โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 5,100 ล้าน ลบ.ม.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทำแผนจัดสรรน้ำ หาแหล่งน้ำสำรอง และวางแผนการปลูกพืชฤดูแล้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ โดยแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563 กรมฯจะจัดสรรน้ำจากเขื่อนต่างๆในเขตชลประทานทั่วประเทศรวม 17,699 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 5,401 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลังรวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 4,000 ล้าน ลบ.ม. พร้อมคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

“การบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ กรมฯวางแนวทางและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งต่อเนื่อง โดยใช้ระบบชลประทานบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ และรถยนต์บรรทุกน้ำ โดยกระจายอยู่ตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ เพื่อช่วยประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคช่วงฤดูแล้ง ซึ่งขณะนี้การจัดสรรน้ำยังเป็นไปตามแผน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ กรมยังสั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชน ร่วมถึงหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำโดยทั่วกัน

ด้านดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงต้องบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสม ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก โดยการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศระบบนิเวศ 40% ประมาณ 6,999 ล้านลบ.ม. เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 44% ประมาณ 7,881 ล้านลบ.ม. และเพื่อการอุตสาหกรรมเพียง 3% หรือประมาณ 519 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ ได้สำรองน้ำไว้ใช้ต้นฤดูฝนปี 2563 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 อีก 11,340 ล้านลบ.ม. ในจำนวนนี้ใช้เพื่ออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ จำนวน 43% หรือประมาณ 4,909 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 57% ประมาณ 6,431 ล้าน ลบ.ม. จะใช้ในกรณีเกิดฝนทิ้งช่วง

สำรับผลการจัดสรรน้ำล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 1,994 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น
ร้อยละ 11 หากพิจารณาเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งต้องการใช้น้ำตลอดฤดูแล้งรวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 601.10 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ซึ่งถือว่า ยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ส่วนการเกษตรในฤดูแล้งตามแผนกำหนดพื้นที่ไว้ทั้งประเทศรวม 6.85 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ หรือร้อยละ 34 ของแผนฯ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ หรือร้อยละ 7 ของแผนฯ ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆประมาณ 4.01 ล้านไร่หรือร้อยละ 59 ของแผนฯ อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชฤดูแล้งในส่วนลุ่มเจ้าพระยานั้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก ไม่เพาะปลูกข้าวนาปรัง กรมชลประทานจึงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้เพาะปลูกเพียงพืชอื่นๆรวม 993,215 ไร่

ยกเว้นลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนมาจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมากรวมกันมากกว่า 23,000 ล้านลบ.ม. โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้มากกว่า 10,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีแผนเพาะปลูกช่วงฤดูแล้งรวม 2.07 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 0.84 ล้านไร่ หรือร้อยละ 41 ของแผนฯ พืชไร่-พืชผัก 0.17 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 8 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 1.06 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ นอกจากยังจะผันน้ำมาสนับสนุนลุ่มเจ้าพระยาอีกประมาณ 500 ล้านลบ.ม.

สำหรับลุ่มน้ำอื่นๆนั้น คณะกรรมการ JMC ของเขื่อนแต่ละแห่งจะเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้น้ำเพื่อกิจกรรมใดบ้าง จำนวนเท่าไร ควรปลูกพืชฤดูแล้งหรือไม่ ซึ่งขณะนี้เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อย ต้องเฝ้าระวังและควบคุมการบริการจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด 6 แห่งประกอบด้วย

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ขณะนี้มีปริมาณน้ำ71 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 27 ของปริมาณความจุเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 57 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำ 38 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 24 ของปริมาณความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 21 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 63 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 21 ของปริมาณความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 23 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 555 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 23 ของปริมาณความจุ ขณะนี้ปริมาณน้ำที่มีอยู่ต่ำกว่าปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ถึง-26 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 26 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 17 ของปริมาณความจุเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 25 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำ 25 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 20 ของปริมาณความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 21 ล้าน ลบ.ม.

พื้นที่ชลประทานของเขื่อนทั้ง 6 แห่งดังกล่าว ให้งดทำนาปรังทั้งหมด ส่วนพืชฤดูแล้งอื่นๆ คณะกรรมการ JMC ของแต่ละเขื่อนจะพิจารณาตามความเหมาะสม

“ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้อย การจัดสรรน้ำสนันสนุนการเกษตรและการประมงต้องทำอย่างจำกัด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน พร้อมทั้งเร่งจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพิ่มขึ้น จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัด” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 25 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456055

586851

ชายคาพระพิรุณ : 25 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เชิญสื่อมวลชนนั่งคุยอย่างเป็นกันเองเพื่อแนะนำตัวในโอกาสที่เข้าดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง พร้อมชี้แจงทิศทางการขับเคลื่อนภาคประมงไทย และนโยบายการพัฒนาประมงทุกมิติแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้มีความสมดุลด้านการประมงอย่างยั่งยืน เสริมสร้างความเข้มแข็ง สร้างโอกาส สร้างรายได้จากภาคประมงสู่เกษตรกรให้มากที่สุด ซึ่ง นายมีศักดิ์ เน้นย้ำว่ากรมประมงให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการประมงแบบมีส่วนร่วมทุกมิติเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติภายใต้หลักการ“คนอยู่ได้ ทรัพยากรยั่งยืน ไม่ฝืนพันธะสัญญา“ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา 7 ด้าน ดังนี้ 1.สนองงานสถาบันพระมหากษัตริย์พระบรมราโชบายสืบสานงานโครงการพระราชดำริ โครงการพัฒนาส่วนพระองค์การพัฒนาฟื้นฟูพันธุ์ปลาไทยตามพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อดำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำให้ความสำคัญกับโครงการจิตอาสาปล่อยปลาพัฒนาคูคลอง หนองบึงรวมทั้งทะเลเพื่อบูรณะแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ 2.การบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานวิชาการและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เน้นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาโดยยึดหลักแนวคิดพระราชทานเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นหลักยึดในการทำงาน ใช้งานวิชาการเข้าไปปรับใช้กับการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของชุมชนควบคุมการจัดการของคนผู้ใช้ทรัพยากร ตั้งเป้าหมายให้ชุมชนประมงน้ำจืดและชุมชนประมงทะเลได้รับการพัฒนาให้เป็นชุมชนประมงเพื่อการท่องเที่ยวในอนาคตอย่างน้อยจังหวัดละ1 แห่ง 3.มุ่งแก้ปัญหาการประมงของประเทศโดยให้ความสำคัญกับการรักษาระดับมาตรฐานการควบคุม ป้องกัน แก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเน้นสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ชาวประมงบนหลักการมีส่วนร่วมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวประมง ข้อกำหนดใดที่อาจจะส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือไม่สามารถปฏิบัติได้ต้องได้รับการแก้ไข ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสกองเรือไทยไปสู่สากลหรือทำการประมงนอกน่านน้ำ 4.การผลิตด้านการเพาะเลี้ยง ใช้หลักตลาดนำการผลิตโดยมุ่งผลิตสัตว์น้ำที่มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจและสำรวจความต้องการตลาดเป็นหลัก โดยใช้ข้อมูลการพยากรณ์ด้านการตลาดข้อมูลจากผู้แทนการค้าประเทศและข้อมูลจากทูตเกษตร เป็นต้น 5.งานวิชาการต้องตอบสนองด้านการเพาะเลี้ยงและการบริหารจัดการทรัพยากรประมง งานวิชาการต้องตอบ สนองงานหลัก 2 เรื่อง คือการนำผลงานวิชาการไปพัฒนาต่อยอดด้านการส่งเสริมเพาะเลี้ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการผลิตอื่นๆ นอกจากนี้งานวิชาการต้องสามารถตอบสนองการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมทันต่อสถานการณ์ สามารถใช้สนับสนุนการออกมาตรการของฝ่ายบริหารและคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดได้อย่างครบถ้วน 6. การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลมุ่งเน้นการขับเคลื่อนแผนงานโครงการที่สำคัญของรัฐบาลเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 วงเงินงบประมาณ 766.908 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านการประมง ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน วงเงิน 260 ล้านบาท โดยสนับสนุนพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ และอาหารปลาแก่เกษตรกร ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ 39 จังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 35,751 ราย โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำชุมชน วงเงิน 506.908 ล้านบาท โดยสนับสนุนพันธุ์กุ้งก้ามกราม จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ในพื้นที่ 19 จังหวัด 129 อำเภอ จำนวน 1,436 แห่ง

นอกจากนี้กรมประมงยังได้จัดทำโครงการจัดทำเรือประมงนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ จำนวน 305 ลำโดยใช้งบประมาณ 764.454 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ในปี 2562 จำนวน 252 ลำ เป็นงบประมาณ 467.6039 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้ชาวประมงแล้ว และในปี 2563 จำนวน 53 ลำงบประมาณ 294.8502 ล้านบาท อยู่ระหว่างการเสนอขออนุมัติความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 7.มุ่งพัฒนากรมประมงให้เป็นบ้านที่น่าอยู่สำหรับทุกคน พัฒนาอาคารสถานที่ทำงาน พัฒนาคนให้มีความพร้อมเป็นข้าราชการกรมประมงอย่างมืออาชีพ วางระบบการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเป็นธรรมสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีความเชื่อมั่นว่ากรมประมงเป็นสถาบันครอบครัวที่ต้องพึ่งพาการภายใต้สโลแกน“คนสำราญ งานสำเร็จ”…ขุนเกษตราขอเป็นกำลังใจให้ท่านอธิบดี ซึ่งเป็นคนตั้งใจทำงานเพราะภาคประมงเป็นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งรายได้สำคัญของชาวประมงและเป็นภาคเกษตรที่นำรายได้เข้าประเทศไทยมากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้จัดอบรมหลักสูตร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ รุ่นที่ 6 เพื่อเป็นกำลังสำคัญ ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ให้เป็นผู้ปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ โดยหลักสูตรดังกล่าว ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ช่วยผู้สอบบัญชี ความรู้เกี่ยวกับระเบียบคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์งบการเงิน กระบวนงานและเทคนิคการสอบบัญชี การบันทึกข้อมูล Input Form การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกบัญชี ตลอดจนการประสานงานเพื่อการตรวจสอบบัญชี รวมทั้งได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์ การซักถามปัญหาการปฏิบัติงานระหว่างผู้เข้ารับการอบรมด้วยกันเองและวิทยากร โดยได้รับเกียรติจาก นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรให้ผู้ผ่านการอบรมครั้งนี้จำนวน 80 คน…

ขุนเกษตรา

ส่ง‘ชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี’ ปราบไส้เดือนฝอยรากปมระบาดในสวนพริก-ฝรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456057

x

ส่ง‘ชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี’ ปราบไส้เดือนฝอยรากปมระบาดในสวนพริก-ฝรั่ง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปี 2550 เกิดปัญหาระบาดของไส้เดือนฝอยรากปมอย่างรุนแรงในพื้นที่ปลูกพริกจ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษ มากกว่า 1,629 ไร่ ส่งผลให้พริกมีผลผลิตและคุณภาพลดลง  ที่สำคัญโรครากปมแพร่ระบาดไปพื้นที่อื่นได้ถ้าไม่ป้องกันกำจัดให้ถูกวิธี เนื่องจากไส้เดือนฝอยรากปมมีพืชอาศัยกว้างมาก เช่น ฝรั่ง เมล่อนมัลเบอร์รี่ มันฝรั่ง และมันสำปะหลัง

ไส้เดือนฝอยรากปมเป็นศัตรูพืชที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า 1 ตัวสร้างกลุ่มไข่ได้ถึง 400-500 ฟอง ภายในเวลา 30 วัน จัดเป็นศัตรูพืชที่สำคัญติด 1 ใน 5 อันดับที่ทำความเสียหายให้พืชเศรษฐกิจมากกว่า 4,500 ชนิด  โดยไส้เดือนฝอยรากปมจะไปแย่งกินน้ำเลี้ยงจากพืช  ทำให้พืชดูดไปเลี้ยงลำต้นไม่ได้  ทำให้ลำต้นแคระแกรน  ผลผลิตลดลง  และต้นพืชตายในที่สุด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิจัยวิธีการป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยรากปมโดยชีววิธีเพื่อลดใช้สารเคมี พบเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีผลต่อการตายของตัวอ่อนระยะที่ 2 ของไส้เดือนฝอยรากปม ซึ่งถือเป็นระยะสำคัญที่ก่อให้พืชเป็นโรค จึงนำเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีมาทดสอบกับสาเหตุของโรคพืช โดยประยุกต์ใช้ในรูปแบบการผลิตเป็นก้อนเชื้อเห็ดนำไปทดสอบด้วยวิธีรองก้นหลุมก่อนปลูกพริก พบว่าก้อนเชื้อเห็ดเรืองแสงสามารถควบคุมไส้เดือนฝอยรากปมได้ จากนั้นนำไปทดสอบในแปลงทดลองขนาดเล็กในสภาพโรงเรือนด้วยวิธีรองก้นหลุมก่อนปลูกพริกพบว่าการใช้ก้อนเชื้อเห็ดเรืองแสงอัตรา 10 กรัมต่อต้น มีประสิทธิภาพในการควบคุมไส้เดือนฝอยรากปมได้ดีที่สุด จึงขยายผลงานวิจัยไปในแปลงปลูกพริกของเกษตรกรที่มีการระบาดของโรครากปมที่อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี และอ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา กรมฯนำก้อนเชื้อเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีมาใช้ควบคุมโรครากปม ในพริก, มะเขือเทศ, มันฝรั่ง, มันสำปะหลัง, พริกไท และพืชผัก เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เกษตรกรลดใช้สารเคมี   ลดต้นทุนการผลิต และปลอดภัยต่อผู้ใช้ผู้บริโภค

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกรมแจกชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงให้เกษตรกรนำไปใช้แล้ว 868 กิโลกรัม  และขยายผลโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชีวภัณฑ์ให้กลุ่มเกษตรกรนำไปผลิตใช้เองได้แล้วที่จ.อุบลราชธานี และสมุทรสาคร โดยเกษตรกรนำไปใช้กำจัดไส้เดือนฝอยรากปมในฝรั่ง เกษตรกรที่สนใจสอบถามข้อมูลชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสง สิรินรัศมีเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-9581

เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีเป็นเห็ดเรืองแสงชนิดหนึ่งที่มีการค้นพบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2544 ในเขตพื้นที่ของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่โคกภูตากา อำเภอเวียงเก่าจังหวัดขอนแก่น และได้รับพระราชทานชื่อเห็ดเรืองแสงชนิดนี้ว่า “สิรินรัศมี”  มีลักษณะคล้ายเห็ดนางรมแต่จัดเป็นเห็ดพิษ ในสภาพตอนกลางวัน ก้าน ดอกและครีบมีสีขาวแต่ในสภาพกลางคืนหรือที่ไม่มีแสงดอกเห็ดจะเปล่งแสงสีเขียวอมเหลือง

ยึดฟาร์มไก่’ปารีณา’!! ‘ป่าไม้-ที่ดิน’ลุยตรวจ พบรุกป่าสงวน46ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456063

ยึดฟาร์มไก่'ปารีณา'!! 'ป่าไม้-ที่ดิน'ลุยตรวจ พบรุกป่าสงวน46ไร่

ยึดฟาร์มไก่’ปารีณา’!! ‘ป่าไม้-ที่ดิน’ลุยตรวจ พบรุกป่าสงวน46ไร่

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.50 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 จากกรณี นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ พร้อม นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ที่ปรึกษาชุดพยัคฆ์ไพร นายสมชาย เปรมพาณิชย์นุกูล ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) นำหมายค้นจากศาล จ.ราชบุรี ที่ 122/2562 ลงวันที่ 24 พ.ย.2562 เข้าตรวจค้นพื้นที่ “เขาสนฟาร์ม” ต.บางโตนด อ.โพธาราม จ.ราชบุรี  ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ โดยมี นายภูมิพัฒน์ จำปาทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 เป็นผู้นำตรวจค้น เนื่องจากต้องสงสัยว่าจะมีการรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดพบว่าพื้นที่ที่มีการประกอบกิจการมีประมาณ 690 ไร่ ปรากฏว่ามีที่ดินในส่วนบริเวณฟาร์มไก่ เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี และอีกประมาณ 16 ไร่ อยู่ในเขตป่าไม้ 2484 เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 4 (1)

ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท และหากพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้ดำเนินคดี ในส่วนของ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ต่อไป เมื่อพื้นที่นั้นถูกประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ2507 น.ส.ปารีณา ก็จะผิด พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ มาตรา 14 “ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางป่า เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ” ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 5 พันบาท ถึง 5 หมื่นบาท แต่ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้ง 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 1 แสน 5 หมื่นบาท

ยูเอ็นหนุนไทยศูนย์เรียนรู้ระบบอาหารและการเกษตรเพื่อ’อาหารกลางวัน-นมโรงเรียน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456037

ยูเอ็นหนุนไทยศูนย์เรียนรู้ระบบอาหารและการเกษตรเพื่อ'อาหารกลางวัน-นมโรงเรียน'

ยูเอ็นหนุนไทยศูนย์เรียนรู้ระบบอาหารและการเกษตรเพื่อ’อาหารกลางวัน-นมโรงเรียน’

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.01 น.

ยูเอ็นหนุนไทยเป็นศูนย์เรียนรู้ระบบอาหารและการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันและนมโรงเรียน พร้อมร่วมมือนโยบายเทคโนโลยีการเกษตรBig Data แลกเปลี่ยนข้อมูลกับไทย

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 สำนักที่ปรึกษาการเกษตรของไทยประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย นายพลพิศิลป์ สุวรรณชัย ผู้อำนวยการกองประมงต่างประเทศ นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (FAO/IFAD/WFP) ณ กรุงโรม น.ส.รัชนก แสงเพ็ญจันทร์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) และ นางศุภจิต ศรีอริยวัฒน์ เลขานุการเอก (ฝ่ายเกษตร) ได้เข้าร่วมการประชุมหารือกับ4ผู้บริหารของยูเอ็นได้แก่ Mr.David Kaatud ผู้อำนวยการด้านความร่วมมือของโครงการอาหารโลก (World Food Programme หรือ WFP)

โดยประเด็นการหารือได้เจารจาในประเด็นถึงความเป็นไปได้ที่WFPจะสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์เรียนรู้ด้านระบบอาหาร (Food system)โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน และโครงการนมโรงเรียน” (Knowledge hub on food system, home-grown school feeding and school milk programme) ในระดับภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ของไทยกับองค์กรระหว่างประเทศ และประเทศในภูมิภาค ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและไตรภาคี (South-South and Triangular Cooperation – SSTC) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย ซึ่งไทยมีองค์ความรู้ ประสบการณ์และนวัตกรรมเกษตรที่พร้อมจะถ่ายทอดให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคร่วมกับWFP เพื่อสานความร่วมมือที่แข็งแกร่งในการบรรลุเป้าหมายหยุดยั้งความหิวโหย (Zero Hunger) และภาวะทุพโภชนาการในระดับภูมิภาคต่อไป ซึ่งปัจจุบันไทยมีโครงการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาร์เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ตลอดจนประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก และประเทศในภูมิภาคแอฟริกาบางประเทศ

ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งทูตพิเศษของโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ ด้านโครงการอาหารโรงเรียน (Special Ambassador of WFP on School Feeding) ด้วย

ขณะที่ นายเดวิด (Mr.David ) กล่าวว่า โครงการอาหารโลกได้สนับสนุนโครงการอาหารในโรงเรียน (School Feeding) และโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียน (School Milk Programmme) ให้แก่ประเทศต่างๆ กว่า 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยมีความรู้และประสบการณ์การดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน และโครงการนมโรงเรียนมาอย่างยาวนาน จากความสำเร็จของไทย จะเป็นต้นแบบและยินดีสนับสนุนพร้อมร่วมมือกับประเทศไทยให้เป็นศูนย์เรียนรู้ฝึกอบรมและเผยแพร่วิทยาการและการบริหารจัดการระบบอาหาร การเกษตรเพื่ออาหารกลางวันและนมโรงเรียนให้กับประเทศต่างๆ

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ และคณะ ยังได้ประชุมกับอีก3ผู้บริหารของเอฟเอโอ ได้แก่ Mr.Arni Mathiesen ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ FAO ด้านประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ Mr.Máximo Torero Cullen ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ FAO ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และ Mr.Bukar Tijani ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ FAO ด้านเกษตรและปกป้องผู้บริโภคและเพื่อขยายความร่วมมือกับโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ

โดยผู้บริหารของเอฟเอโอ.แสดงความชื่นชมไทยในการช่วยพัฒนาประมงและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน (Blue Growth) จากความสำเร็จของไทยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และการพัฒนาภาคเกษตรกรรมจนเป็นประเทศชั้นนำของโลกด้านเกษตรและอาหารทั้งนี้เอฟเอโอ ให้ความสนใจอย่างมากต่อนโยบายและโครงการใหม่ๆ ของไทยเช่นโครงการรีสอร์ตชุมชน (Fisherman & Farm Village Stay) โครงการฐานข้อมูล Big Data โครงการเกษตร 4.0 โครงการศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร โครงการเกษตรแปลงใหญ่โครงการเกษตรพาณิชย์ออนไลน์ ซึ่งเอฟเอโอเป็นต้น โดยจะขยายความร่วมมือกับประเทศไทยในกรอบทวิภาคีและในกรอบอาเซียน และหวังว่าประเทศไทยจะช่วยถ่ายทอดเทคนิควิทยาการต่างๆให้กับประเทศต่างๆ ร่วมกับเอฟเอโอ

อย่างไรก็ตาม ไทยในฐานะประธานอาเซียนและผู้ส่งออกอาหารทะเลอันดับต้นของโลกพร้อมที่จะกระชับความร่วมมือกับเอฟเอโอในด้านเกษตร อาหารและการพัฒนาประมงและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน (Blue Growth) และพร้อมสนับสนุนทางด้านเทคนิควิชาการด้านเกษตรกับประเทศกลุ่มเป้าหมายของเอฟเอโอ ภายใต้แนวทางความร่วมมืออย่างใกล้ชิด (Hand in Hand Initiative) ของท่านผู้อำนวยใหญ่ในทุกกรอบความร่วมมือรวมทั้งโครงการใหม่ๆของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งตระหนักถึงการที่ดิจิทัลเทคโนโลยีทำให้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเริ่มโครงการเกษตรอัจฉริยะสมาร์ตฟาร์มทั้งในการผลิตและการค้าออนไลน์ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรคนรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จะสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน มีการใช้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มเกิดอาชีพเกี่ยวเนื่องเกษตรและอาหารในประเทศไทยเช่นธุรกิจ Cloud Kitchen เป็นการทำธุรกิจร้านอาหารตามสั่งที่บ้านผ่าน Mobile Application และนำส่งลูกค้าตามต้องการด้วยระบบบริการส่ง (Delivery services) ทำให้การเข้าถึงอาหารได้ในปริมาณที่ต้องการ สะดวกรวดเร็ว และป้องกันอาหารเหลือทิ้ง (Food Waste) ซึ่งเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการขายสินค้าออนไลน์ได้เอง จะสามารถแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรจากพ่อค้าคนกลางได้ รวมทั้งการที่กระทรวงเกษตรฯจัดตั้งคณะกรรมการโลจิสติกส์เกษตรมีผู้ช่วยรัฐมนตรีนราพัฒน์ แก้วทองเป็นประธานทำหน้าที่ศึกษาการบริหารโลจิสติกส์ภาคเกษตรจากฟาร์มถึงผู้บริโภครวมทั้งแก้ไขปัญหาอาหารสูญเสียและอาหารเหลือทิ้ง (Food Lost Food Waste) ด้วย

ปัจจุบันไทยกำลังขับเคลื่อน “นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0” พัฒนาเทคโนโลยีดิจิตอลมาสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร เช่น “โครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (AgriTech and Innovation Center)” เป้าหมาย 77 จังหวัด ซึ่งเป็นการบูรณาการของ 6 หน่วยงาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษา สถาบันการเงินกลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร ซึ่งพร้อมเปิดศูนย์ ทั่วประเทศภายในปีหน้า และ “โครงการ Quick Win บริการ 4.0” เพื่อพัฒนาระบบบริการและบริหารออนไลน์ของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ แบบไร้เอกสาร (Paperless) เพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติการออกใบอนุญาตและการออกใบรับรอง เพื่อให้การบริการประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเปิดบริการทุกหน่วยงานในสังกัดภายในต้นปีหน้า และขอบคุณเอฟเอโอ.ที่พร้อมจะสนับสนุนการพัฒนาระบบBig Data และ AI รวมทั้งระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการเกษตรโดยจะรายงานผลการหารือกับ3องค์กรของยูเอ็น เอฟเอโอ โครงการอาหารโลกและกองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เพื่อสานต่อข้อหารือในครั้งนี้ไปสู่การปฏิบัติโดยเร็วต่อไประหว่างนี้ผู้แทนถาวรของกระทรวงเกษตรประจำเอฟเอโอ.จะเป็นหลักในการประสานงานอย่างใกล้ชิด

รมช.มนัญญา ประชุมด่วนสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400971?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รมช.มนัญญา ประชุมด่วนสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 17:01 น.
3สารเคมี,มนัญญา
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

รมช.มนัญญา ประชุมด่วนสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศชี้แจงมาตรการเยียวยาสมาชิกสหกรณ์ที่รับผลกระทบจากการแบน 3 สารเคมี

25 พ.ย.62 –  รมช.มนัญญา ประชุมชี้แจงมาตรการเยียวยาสมาชิกสหกรณ์ ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีจำกัดวัชพืชด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร หลังจากที่ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด รับสมัครสหกรณ์เข้าร่วมโครงการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์กำจัดวัชพืชมาบริการสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป  เบื้องต้นมีสหกรณ์สนใจ 169 แห่ง เปิดรับสมัครเพิ่มจนถึง 29 พ.ย. นี้ ก่อนเสนอรัฐบาลขอเงินอุดหนุนให้สหกรณ์จัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร หวังก้าวสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านลดละเลิกใช้สารเคมี


นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงมาตรการเยียวยาสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีจำกัดวัชพืชด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร หลังจากที่ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด  โดยมีนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะผู้บริหาร สหกรณ์จังหวัดและข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมดังกล่าว กว่า 200 คน  ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารฝึกอบรมส่วนกลาง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ถนนพิชัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้สหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ขอความร่วมมือ ไปยังร้านค้าสหกรณ์ให้เตรียมนำสารเคมีออกจากร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์ตามระยะเวลา              ที่กฎหมายกำหนด  และสำรวจความต้องการของสหกรณ์การเกษตรที่พร้อมจะเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน ในการลดละเลิกการใช้สารเคมี โดยให้สหกรณ์จัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะใช้สำหรับกำจัดวัชพืชและเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูก เช่น รถไถ เครื่องตัดหญ้า รถแทรคเตอร์ นำไปบริการแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป                         โดยจะขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นเงินอุดหนุน 90% และให้สหกรณ์สมทบอีก 10%  เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ดังกล่าว
เบื้องต้นได้มีการสำรวจสหกรณ์ที่สนใจและมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ 169 สหกรณ์ สมาชิก 101,400 ราย เป็นสหกรณ์ที่ผลิตข้าวโพด 44 แห่ง อ้อย 5 แห่ง มันสำปะหลัง 11 แห่ง ไม้ผล 6 แห่ง ยางพารา 78 แห่ง และปาล์มน้ำมัน 19 แห่ง และคาดว่าจะมีสหกรณ์สนใจจะสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจะดำเนินการสำรวจเพื่อให้ได้จำนวนที่ชัดเจนอีกครั้งภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน นี้

ซึ่งสหกรณ์ที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรจะต้องกำหนดระเบียบการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร และมีการวางแผนการให้บริการ รวมถึงจัดทำทะเบียนควบคุมการใช้งาน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะถ่ายทอดองค์ความรู้วิธีการกำจัดวัชพืช ด้วยเครื่องจักรกล การใช้อุปกรณ์และการดูแลบำรุงรักษาเครื่องมือต่าง ๆ ให้กับสหกรณ์ พร้อมทั้งติดตามประเมินผล อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจะจัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินนโยบายดังกล่าวให้กับสหกรณ์ที่สมัคร เข้าร่วมโครงการ

ในวันที่ 3 ธันวาคม 2562 นี้ เพื่อเดินหน้านโยบายดังกล่าวอย่างจริงจัง และตั้งเป้าหมายที่จะใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี โดยการหันมาใช้เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ในการกำจัดวัชพืชแทน

กรมส่งเสริมฯขยายผลสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400967?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กรมส่งเสริมฯขยายผลสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่น

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 16:52 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรขยายผลสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่นรองรับการใช้เครื่องจักรกลเกษตร

จากความสำเร็จของโครงการพัฒนาความรู้เทคนิคการใช้บำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับเกษตรกร ซึ่งมีเป้าหมายสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่น เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมขยายผลต่อเนื่องปี 2563 สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นเพิ่มอีก 3,500 คน มุ่งเน้นพัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร ให้สามารถซ่อมแซมแก่เกษตรกรด้วยกันในท้องถิ่นได้

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรได้นำเครื่องยนต์เกษตรมาใช้เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมทดแทนแรงงานมากขึ้น ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรให้เป็นกลไกในการพัฒนาการเกษตรยุคใหม่ของประเทศ ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตรทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และเวลา

โดยมุ่งเป้าพัฒนาในพืชเศรษฐกิจของประเทศเป็นอันดับแรก ดังนั้น กรมจึงเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตรอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็น “ช่างเกษตรท้องถิ่น” ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร กิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น ปี 2563 เพื่อพัฒนาความรู้ด้านเทคนิคการใช้ การซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร การสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่นสำหรับรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานและภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีการถือครองเครื่องยนต์เกษตรอยู่ประมาณ 2.9 ล้านเครื่อง


สำหรับในปี 2563 มีเป้าหมายสร้าง “ช่างเกษตรท้องถิ่น” จำนวน 3,500 ราย โดยคัดเลือกเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีเครื่องยนต์เกษตรหนาแน่นใน 72 จังหวัดครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ใน 3 ระดับ ประกอบด้วย หลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 จำนวน 3,000 ราย รวม 120 รุ่น ๆ ละ 25 ราย เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ด้านเทคนิคการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรได้อย่างถูกต้อง ได้แก่ การใช้งานเครื่องยนต์เกษตร การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ก่อนและหลังการใช้งาน การเลือกใช้น้ำมันเครื่อง การจำแนก และเลือกใช้อะไหล่แท้จากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลของตนเองได้และสามารถถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้กับเพื่อนบ้านได้
หลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 จำนวน 300 ราย โดยคัดเลือกผู้ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคเพิ่มเติม รวมทั้งสนับสนุนเครื่องมือช่างที่จำเป็นให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม เพื่อให้สามารถถอดประกอบเครื่องยนต์ ซ่อมแซมระบบกำลังอัด เช่น เปลี่ยนแบริ่งเพลาข้อเหวี่ยง แบริ่งก้านสูบ แหวนลูกสูบ ลูกสูบ ปรับตั้งมาร์คเฟือง บดวาล์ว และตั้งวาล์ว เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องของเครื่องยนต์ การซ่อมแซมระบบน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น ชุดไส้กรอง ชุดปั๊ม และชุดหัวฉีด ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลของตนเองได้และให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเบื้องต้นให้แก่เกษตรกรข้างเคียงได้ และหลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 จำนวน 200 ราย                    โดยคัดเลือกผู้ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคเพิ่มเติมให้สามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการผิดปกติของการทำงานของเครื่องยนต์และชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ ให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมใหญ่เครื่องยนต์เกษตร (Overhaul) ให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นการอบรมกรมจะจัดงานบริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยนำช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 ที่ผ่านการอบรมแล้วออกให้บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรทั่วไป รวม 2 ครั้ง
ทั้งนี้ เกษตรกรผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเป็น”ช่างเกษตรท้องถิ่น” ติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน หรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตร หรือกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-6177 ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเปิดรับจำนวนจำกัดและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม

สำหรับโครงการดังกล่าวที่ผ่านมาได้มีการติดตามประเมินผลโครงการโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ พบว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ เกษตรกร 97% มีเครื่องจักรกลทางการเกษตรเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่เป็นเครื่องตัดหญ้า เครื่องพ่นยาพ่นปุ๋ย รถไถเดินตาม เครื่องสูบน้ำ รวมทั้งรถไถขนาดใหญ่ และรถอีแต๋น หลังจากเข้าร่วมโครงการ เกษตรกร 98% เห็นว่า เนื้อหาของหลักสูตรตรงกับความต้องการ ในจำนวนนี้ 97% ได้นำความรู้ไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ และสายพาน เกษตรกรที่ผ่านการอบรม 73% สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อให้เพื่อนบ้าน สมาชิกในครอบครัว สำคัญที่สุด คือ สามารถลดการจ้างแรงงานซ่อมแซม ปรับปรุงเครื่องจักรกลทางการเกษตรได้เฉลี่ยเครื่องละ 624.44 บาทต่อปี