ติวเข้มจิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400931?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ติวเข้มจิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 15:13 น.
ฝนหลวง
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

ติวเข้มจิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.30 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีการจัดอบรมจิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมเดอะ คอนวีเนี่ยน 2013 โฮเทล จังหวัดขอนแก่น โดยมีผู้แทนเกษตรกรจาก 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 100 คน เข้าร่วม

ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวจะประกอบไปด้วยองค์ความรู้เรื่องของอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช                     บรมนาถบพิตร ข้อมูลการปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนต่างๆ และเงื่อนไขของสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งอาสาสมัครฝนหลวงที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรนี้จะเป็นตัวแทนในพื้นที่ของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาคที่จะส่งข้อมูล พื้นที่การเพาะปลูกพืช อายุของพืช และความต้องการใช้น้ำของพืช รวมไปถึงปริมาณฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวงให้แก่ทาง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อที่จะติดตามและวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำทันที
สำหรับวันที่ 22-24 พ.ย.62 ที่ผ่านมาไม่มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เข้าเงื่อนไขต่อการปฏิบัติการฝนหลวง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ในหลายพื้นที่ยังมีความต้องการน้ำอยู่ ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย
ด้านแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ตามข้อมูลสถานการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ของปริมาณน้ำเก็บกัก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 10 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 77 แห่ง การคาดการณ์พื้นที่ประกาศเสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมากจากกรมอุตุนิยมวิทยาวันนี้ คาดการณ์ว่ามีพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักอยู่ที่บริเวณ จ.กระบี่ ตรัง พัทลุง  สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส            ด้านคุณภาพอากาศในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ค่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์คุณภาพอากาศปานกลางถึงคุณภาพอากาศดี และมีบางส่วนอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกะทบต่อสุขภาพ ด้านแผนที่ปริมาณน้ำฝนสะสม            1 สัปดาห์ (18–24 พ.ย.62) พบว่าบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ปริมาณน้ำฝนสะสมต่ำกว่า 10 มิลลิเมตร ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเร่งดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ดังกล่าวหากสภาพอากาศเหมาะสม
ด้านการติดตามสภาพอากาศเพื่อวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า                          ผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์อมก๋อย สถานีเรดาร์ร้องกวาง และสถานีเรดาร์ของกรมอุตุนิยมวิทยา            จ.เชียงใหม่ มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 50% (อมก๋อย) 40% (ร้องกวาง) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับ         การพัฒนาตัวของเมฆ 11% (อมก๋อย) 11% (ร้องกวาง) ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 7.7 (อมก๋อย) 7.9 (ร้องกวาง) และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 17 กม./ชม. (อมก๋อย) 5 กม/ชม. (ร้องกวาง) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก และ จ.ตาก ขอติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากเงื่อนไขของสภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการฝนหลวง หากสภาพอากาศเหมาะสมทั้ง 3 หน่วยปฏิบัติการฯจะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที
พื้นที่ภาคกลาง พบว่าผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ตาคลี จ.นครสวรรค์ ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 48% ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 37% ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 7.5 และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 9 กม./ชม. หน่วยปฏิบัติการฯ จ.นครสวรรค์ ขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน เนื่องจากอาการมีเสถียรภาพ ดัชนีการยกตัวของมวลอากาศระดับล่างและระดับบนไม่มีการยกตัว และความชื้นสัมพัทธ์มีค่าต่ำกว่า 60% หากสภาพอากาศเหมาะสมจะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที
พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการตรวจอากาศของสถานีเรดาร์ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ                     สถานีเรดาร์พิมาย จ.นครราชสีมา และสถานีเรดาร์บ้านผือ จ.อุดรธานี พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 58% (ราษีไศล) 57% (พิมาย) 57% (บ้านผือ) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 10% (ราษีไศล)
10% (พิมาย) 11% (บ้านผือ) ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 5.9 (ราษีไศล) 6.3 (พิมาย) 8.4 (บ้านผือ) และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 5 กม./ชม. (ราษีไศล) 5 กม./ชม. (พิมาย) 19 กม./ชม. (บ้านผือ) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา และ จ.สุรินทร์ ขอติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนา   ตัวของเมฆ ยังไม่เข้าเงื่อนไขต่ออการปฏิบัติการฝนหลวง หากสภาพอากาศเหมาะสม ทั้ง 3 หน่วยปฏิบัติการฯจะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที
พื้นที่ภาคตะวันออก ผลการตรวจวัดอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่ามีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 92% ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 42% ค่าดัชนีการยกตัว
ของอากาศ 2.2 และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 23 กม./ชม. หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ระยอง ขอติดตาม            สภาพอากาศระหว่างวัน เนื่องจากอาการมีลักษณะทรงตัว หากสภาพอากาศเหมาะสม หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ระยอง จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที
และพื้นที่ภาคใต้ ผลการตรวจวัดอากาศขอสถานีเรดาร์พนม จ.สุราษฎร์ธานี และสถานีเรดาร์
ปะทิว จ.ชุมพร พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 42% (พนม) 85% (ปะทิว) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 73% (พนม) 52% (ปะทิว) ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 0.1 (พนม) 1.5 (ปะทิว) และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 19 กม./ชม. (พนม) 36 กม./ชม. (ปะทิว) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุราษฎร์ธานี      จึงขอติดตามสภาพอากาศ หากสภาพอากาศเหมาะสม หน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุราษฎร์ธานี จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บบางวาด อ่างเก็บน้ำคลองเหนียวดำ และอ่างเก็บน้ำคลองกะทะ จ.ภูเก็ตต่อไป
อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในทุกพื้นที่ทันทีเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม ทั้งนี้ สามารถแจ้งการขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในทุกภูมิภาคของประเทศ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์/เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ทวงจุดยืน สุริยะ เลื่อนแบน 3 สารอีก 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400804?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ทวงจุดยืน สุริยะ เลื่อนแบน 3 สารอีก 6 เดือน

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบนสารเคมี,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 261 ครั้ง

เครือข่ายแบน 3 สาร ทวงจุดยืน สุริยะ เลื่อนแบน อีก 6 เดือน จริงหรือไม่ ถามยื้อเวลาเพื่อการค้าระหว่างประเทศ หรือผลักระบายสู่เกษตรกร แฉเอกชนส่งสารกลับประเทศต้นท

24 พฤศจิกายน 2562  เครือข่ายแบน 3 สาร ทวงจุดยืน สุริยะ เลื่อนการแบน อีก 6 เดือน จริงหรือไม่ ถามยื้อเวลาเพื่อการค้าระหว่างประเทศ หรือผลักระบายสู่เกษตรกร แฉเอกชนส่งสารกลับประเทศต้นทางไม่ได้ เพราะลักลอบเข้ามาหรือไม่ ทำให้ไม่มีที่มาของสาร

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่าจุดยืนของเครือข่ายต้านสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร กว่า 300 องค์กร ยืนยันให้คงมติแบน 3 สารพิษ ในวันที่ 1 ธ.ค.62 และสต๊อกสารเคมี 3 ชนิดที่ยังเหลือ 40 ล้านกก.ให้ส่งกลับคืนประเทศต้นทางตามหลักการปฏิบัติของกว่า 50 ประเทศ ที่ประกาศแบน 3 สารนี้ล้วนดำเนินการมาแล้ว

หากเลื่อนระยะเวลาบังคับใช้การแบนสารไปอีก 6 เดือน จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร ไม่ให้สต๊อก 3 สารที่เหลือจะเกือบ 3 -4 หมื่นตัน ตัวเลขก็ยังไมนิ่ง ผลักระบายไปสู่ภาคเกษตร และไม่ควรเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจะเป็นเรื่องน่าสงสารมากทั้งเกษตรกร และผู้บริโภค

“การประกาศให้มีผลการแบน 3 สาร ต้องไม่ทบทวน ยืนยันวันที่ 1 ธ.ค. แต่ว่าประกาศมีผลบังคับใช้ เมื่อไหร่ กระทรวงเกษตรฯต้องพิจารณา ในส่วนเกี่ยวข้องกับการตกลงระหว่างประเทศที่มีกรอบเวลา เป็นเงื่อนไขปฏิบัติการค้าระหว่างประเทศที่ต้องแจ้งภายใน 6 เดือน ที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเรื่องการกีดกันทางค้า สำหรับประเทศที่ส่งสินค้ามาไทย

นอกจากนี้ในเรื่องหนังสือของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯที่เพิ่งส่งให้กับองค์การค้าโลก ลงวันที่ 6 พ.ย.ยื่นในเรื่องแนวปฏิบัติ เรื่องสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ความตกลงภายใต้องค์การค้าโลก ที่ต้องแจ้งการแบนสารเคมี ภายใน 60 วัน แต่กระทรวงเกษตรฯ ส่งไปองค์การการค้าโลกว่า มีผลแบน 3 สารวันที่ 1 ธ.ค.62 ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ากรอบระยะเวลา กำหนดให้ส่งล่วงหน้าภายใน 6 เดือน

ถามว่าข้าราชการ รู้แต่ทำไมไม่แจ้งรัฐมนตรีเกษตรฯ ทั้งที่เป็นหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการประจำในขั้นตอนการยื่นองค์การการโลก กลายเป็นว่าข้าราชการ ต้องการยื้อเอง จริง ๆ ควรบอกล่วงหน้าตั้งแต่เดือนมิ.ย.เพื่อ ให้มีผล เดือน ธ.ค.  แต่ทั้งนี้กรอบข้อตกลงเป็นเรื่องทางเทคนิกระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เกี่ยวกับกฎหมายการแบนสาร 3 ชนิดในประเทศไทย

ทั้งนี้ในทางปฏิบัติของกฎหมายก็เหมือนกับได้แบน 3 สารมาแล้ว เนื่องจากผ่านมากระทรวงเกษตรฯโดยน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯได้ออกคำสั่งห้ามนำเข้า 3 สาร ตั้งแต่ 30 มิ.ย.62 ดังนั้นผู้ประกอบการ รู้แล้วว่าต้องส่งสารเคมี ที่ค้างสต๊อกส่งกลับประเทศต้นทาง เพื่อไม่ให้ระบายไปภาคเกษตร ซึ่งกลุ่มเกษตรกร หรือม็อบชุดดำ ที่ออกมาประท้วง อาจยังไม่เข้าใจแนวทางช่วยเหลือ ถ้ากระทรวงเกษตรฯมีมาตรการรองรับ ทางเลือกชัดเจน เกษตรกรก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะไม่ยอมรับ คงเหลือแต่ผู้ประกอบการเท่านั้น

นายวิฑูรย์ กล่าวว่ากรณีที่สต๊อกสารเคมี ตัวเลขยังไม่นิ่ง อาจมียอดจากลักลอบนำเข้า นี่เป็นประเด็นสาเหตุทำไมต้องการยืดเวลาแบน เพราะส่งกลับประเทศต้นทางไม่ได้เพราะไม่มีที่มาของสาร

“ปริมาณสารเหลือ 40 ล้านกก.เป็นยอด 20% ของการนำเข้าทุกปี 200 ล้านกก.สาร 3 ตัว ยอด 3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันคงเหลือประมาณ 6 พันล้านบาท ยังมีการลักลอบนำเข้าตามชายแดน นี่คือเหตุทำไมต้องการยืดเวลา ในด้านหนึ่งเพื่อผลักภาระให้ 3 สารเคมีไปอยู่มือเกษตรกร เพราะส่งกลับไม่ได้ ไม่มีที่มา” นายวิฑูรย์ กล่าว

ในส่วนกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่ระบุว่าจะเลื่อนแบน 3 สาร นั้นตนไม่แน่ใจคำพูด นายสุริยะ จริง ๆ หรือไม่ ซึ่งทวงถามจุดยืนของนายสุริยะ ด้วยกระแสสังคมต้องการให้แบนโดยเร็วที่สุด แต่ให้การแบนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ต้องมีความชัดเจน ถ้าไปยึดกรอบองค์การค้าโลก ที่เป็นปัญหาเทคนิค ขั้นตอนการส่งหนังสือของกระทรวงเกษตรฯแจ้งเรื่องการแบน ส่งองค์การค้าโลก ส่งไปเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ตามขั้นตอนต้องส่งล่วงหน้า 60 วัน หลังจากประกาศอย่างเป็นทางการ

ธรรมนัส ลั่นเคลียร์นอมีนี พ้นสวนปาล์มกระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ธรรมนัส ลั่นเคลียร์นอมีนี พ้นสวนปาล์มกระบี่

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 17:42 น.
ธรรมนัส,สปก,แจกที่ดิน
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

ธรรมนัส ลั่นเคลียร์นอมีนี พ้นสวนปาล์มกระบี่ แจก เกษตรกรคนจนภายใน 180 วัน  กว่า 1 หมื่นไร่ หากไม่จบเด้งส.ป.ก.จังหวัดแน่

24 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอกธรรมนัส พรมเผ่า รมช.เกษตรฯเปิดเผยว่าจากการตรวจเยี่ยมพบประชาชน พร้อมรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ อำเภอเหนือคลอง จังหวัดระบี่

ซึ่งมีประชาชนและเกษตรกรจำนวนมาก เดินทางมาร้องเรียน ขอให้กระทรวงเกษตรฯเร่งรัดในการจัดหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร โดยก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) มีคำสั่งไปยังที่ส.ป.ก.จ.กระบี่ เพื่อให้นายทุนที่ครอบครองที่ดินส.ป.ก.ทำสวนปาล์มน้ำมัน ระงับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในที่ดินทันที

พร้อมกับส่งทีมกฎหมายจากส่วนกลาง ลงพื้นที่ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายความมั่นคงปฏิบัติการเร่งรัดเข้าฟ้องขับไล่ยึดคืนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1 หมื่นไร่ นำมาจัดสรรให้เกษตรกร และผู้ยากไร้ ที่เป็นคนในพื้นที่จริง ๆ ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)ไม่ใช่นอมินีของบริษัท

ที่ผ่านมานายทุนได้ให้นอมินี ที่เป็นชาวบ้านจากพื้นที่อื่นเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่สวนปาล์มโดยนายทุนยังมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มออกจำหน่าย เมื่อเจ้าหน้าที่จะเข้าไปจัดสรรพื้นที่ ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้เนื่องจากได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนายทุนและชาวบ้านที่เป็นนอมินี เกิดปัญหาบานปลายขัดแย้งกับคนในพื้นที่มายาวนาน

ทั้งนี้ตนได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ ที่เดินทางมาร้องเรียนในปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ โดยแจ้งว่าที่ผ่านมาทางกระทรวงเกษตรฯ มีความพยายามจะเร่งรัดในการจัดการปัญหาการถือครองที่ดินส.ป.ก.ผิดกฎหมาย ให้เร็วที่สุด โดยขวนการจัดสรรทิ่ดินให้กับเกษตรกรนั้น นอกจากการจัดสรรที่ดินทำกินให้แล้วยังจะมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ที่ยังขาดแคลนที่พักอาศัย

ซึ่งเบื้องต้นได้ประสานงานกับทาง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงคงของมนุษย์ เพื่อสร้างที่พักอาศัย ให้กับเกษตรกรผู้อยากไร้ ให้มีที่พักพิง และวางระบบสาธารณูปโภค รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อให้เกษตรกร สามารถ ทำการเกษตร อย่างยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไร่ก็ตามในส่วนพื้นที่สวนปาล์ม ที่เป็นพื้นที่ส.ป.ก.หากมีเกษตรกรรายใดที่เข้าไปครอบครอบโดยผิดกฏหมาย โดยเข้าไปยึดครองหลังจากที่บริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม หมดสัญญาสัมปทาน ขอให้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเข้าสู่ขบวนการจัดสรรตามกฎหมาย

โดย เกษตรกร สามารถแจ้งความประสงค์ ต่อเจ้าหน้าที่โดยให้เป็นไปตามขั้นตอนการพิจารณา ของทาง ส.ป.ก.อย่างเคร่งครัด  โดย ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาจัดสรรที่ดินทำกินจะต้องเป็นเกษตรกร  ที่ขาดแคลนที่ดินทำกินและมีคุณสมบัติเป็นเกษตรจริงเท่านั้น

“สวนปาล์ม ที่มีอยู่ผมมีความจำเป็นยึดคืนก่อน และให้พี่น้องทุกคนไร้ที่ดินทำกิน ยากจนเป็นเกษตรกรไปขึ้นทะเบียนกับจังหวัด เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วเข้าสู่ระบบจัดสรรเข้าสู่กระบวนกระจายสิทธิ แล้วผมรับปากพี่น้องว่าภายใน180วันถ้าไม่สามารถ จัดสรรที่ดินทำกินให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้อย่างอย่างชัดเจนตามข้อกำหนดมีระยะเวลาไว้ ผมจะย้ายส.ป.ก.จ.ทันที   “ ร.อ.ธรรมนัส  กล่าว

มนัญญาเดือดกรมวิชาการกลับลำยืดแบน 3 สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มนัญญาเดือดกรมวิชาการกลับลำยืดแบน 3 สารเคมี

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 17:39 น.
มนัญญา,กรมวิชาการเกษตร,พาราควอต,แบนสารเคมี
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

มนัญญา เดือด จี้กรมวิชาการเกษตรทำหนังสือด่วนชี้แจงข้อเท็จจริง เสนอยืดเวลาจัดเก็บ 6 เดือนหลังแบน 3 สาร

24 พฤศจิกายน 2562  มนัญญา เครื่องร้อน จิก กรมวิชาการเกษตร ทำหนังสือด่วนชี้แจงข้อเท็จจริง เสนอยืดเวลาจัดเก็บ 6 เดือนหลังแบน 3 สาร .อ้างเคลียร์สต๊อก 3สารพิษ ไม่ทัน สงสัย สต๊อกสารเหลือ เพิ่มลดฮวบฮาบ จาก3.8หมื่นตัน เป็น 2.8 หมื่นตัน จี้ถามทำไมประชุมเช้ายังยืนยันจัดเก็บคืนได้หมดภายใน 30 วันแต่ประชุมบ่ายกลับคำ ขอเวลาอีก 180 วัน

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าวันที่ 25 พ.ย.นี้ตนจะสั่งการให้กรมวิชาการเกษตร ทำหนังสือมาชี้แจงโดยด่วนถึงข้อเสนอเรื่องการยืดเวลาบังคับใช้ในการจัดเก็บคืนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด

ทั้งนี้คือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 180 วัน หรือ 6 เดือน อ้างว่ามีสต๊อกเหลือกว่า 2 หมื่นตัน หลังจากที่มีการประกาศแบน 3 สาร วันที่ 1 ธ.ค.62 ซึ่งตนจะทำเรื่องไปถามกรมวิชาการเกษตร ถึงเหตุผลอย่างไรในการยืดเวลาจัดเก็บสาร ที่ผ่านมาได้ประชุมหลายครั้งไม่ได้มีการแจ้งจะยืดเวลาจัดเก็บสารแต่อย่างใด

เป็นที่น่าสังเกตในช่วงเช้าเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ได้เรียกประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศกว่า 300 คน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนการจัดเก็บ 3 สารเคมี ได้ถามย้ำถึง 3 รอบและใกล้จบการประชุมยังถามย้ำอีกว่าใครมีปัญหาในการลงพื้นที่จัดเก็บสารเคมีหรือไม่ ในช่วงเวลาบังคับใช้ 30 วัน เพราะมีการประกาศแบน 3 สารให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.ต้องทำทันทีในการแจ้งครองครองสาร 15 วันและส่งมอบคืนใน 15 วัน ทุกคนบอกไม่มีปัญหา

“ปรากฏว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกัน กรมวิชาการเกษตร มาเสนอที่ประชุมคณะทำงานพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบเกษตรกรหลังเลิกใช้ 3 สาร ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน กลับมีการเสนอขอยืดเวลาการบังคับใช้แบน 3 สาร ไปอีก 6 เดือน อ้างว่า 30 วันจัดเก็บสารส่งคืนบริษัทไม่ทัน ทั้งนี้ยังมีเรื่องสต๊อกสารคงเหลือยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประชุมวันที่ 21 พ.ย.รายงานเหลือ 3.8 หมื่นตัน มาอีกวันเหลือ 2.8 หมื่นตัน ดังนั้นกรมวิชาการเกษตร ต้องทำหนังสือชี้แจงมาทั้งหมด”รมช.เกษตรฯกล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าตนจะมีหนังสือถามไปเรื่องเสนอยืดเวลาว่าทำไมตอนประชุมกรมวิชาการเกษตร ไม่มีการคัดค้าน ได้ถามถึง 3 – 4ครั้ง มีปัญหาไหมในการจัดเก็บคืน ซึ่งสื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง อยู่ฟังในห้องด้วยกันเป็นพยานได้ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ต้องมีหนังสือมาตอบให้ชัดเจน และเป็นกรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน

อีกทั้งตัวเลขงบเยียวยาเกษตรกรกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท เป็นตัวเลขที่ห่างไกลกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ของบในการดำเนินการเรื่องจักรกลการเกษตร มาช่วยลดต้นทุนทำเกษตร และมีความถาวร ซึ่งได้สอบถามความต้องการของเกษตรกรมาทั้งหมดเลย เป็นเกษตรกรแท้จริง มีตัวตน แท้จริง อยู่ที่ไหน ทำเพาะปลูกอะไร มีรายชื่อชัดเจน มีรายชื่อทุกสหกรณ์ ของบแค่ 200 กว่าล้าน เกษตรกรกว่า 1 แสนคนเท่านั้น

สำหรับกลุ่มที่โจมตีรมช.เกษตรฯว่าจัดตั้งม็อบเสื้อขาว ถามว่าทำไมต้องจัดตั้ง และที่บอกจัดตั้งคืออะไร ยังนำไปตีความเป็นม็อบเสื้อกาวน์ ทำไมจึงชอบไปตีความให้เกิดความแตกแยก อย่ามาถามว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะ เป็นรัฐมนตรีตนไม่เคยก้าวล่วงใคร เพราะมีหน้าที่ทำเพื่อพี่น้องประชาชน เกษตรกร ผู้บริโภค และทุกคนมีสิทธิในการคุ้มครองตัวเอง รมช.เกษตรฯกล่าวว่าเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร เป็นผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ยืนยันว่าไม่ติดปัญหาใด ๆ ในการจัดเก็บ เป็นที่ยอมรับในที่ประชุมตอนเช้าวันที่ 22 พ.ย. พอช่วงบ่ายกรมวิชาการเกษตร เปลี่ยนไปได้อย่างไรในเรื่องจัดเก็บสาร

ทั้งที่สารวัตรเกษตร กว่า 300 คนบอกไม่มีปัญหา ในฐานะดูแลกรมวิชการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติทุกพื้นที่ ไม่มีปัญหาใด แต่คณะทำงานที่ปลัดเกษตรฯเป็นประธานไปประชุมกันกลับเป็นอีกอย่าง ซึ่งไม่ทราบเช่นกันทำไมเปลี่ยนไป และยังไม่รู้ว่าจะนำเรื่องยืดเวลา 6 เดือน เข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะประชุมวันที่ 27 พ.ย.นี้ โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน หรือไม่ จึงต้องเรียกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงจากกรมวิชาการเกษตร มาถึงตนในวันจันทร์นี้

“พี่ทำมาสุดมือทำสุดเอื้อมเพื่อพี่น้องประชาชน รักษาพี่น้องคนไทย รักษาเกษตรกร ทำในฐานะที่ดูแล กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพราะต้องการรักษาสุขภาพเกษตรกร รักษาสุขภาพคนไทยให้เป็นของขวัญปีใหม่ ไปเที่ยวกับครอบครัวทุกคนได้กินอาหารที่ปลอดภัยได้สูดอากาศบริสุทธิ์”น.ส.มนัญญา กล่าว

แบนสารเคมีสะเทือน 4 วิบัติเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400638?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แบนสารเคมีสะเทือน 4 วิบัติเศรษฐกิจไทย

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 00:21 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา,ภาคการเกษตร,วิบัติเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 763 ครั้ง

อุตสาหกรรมเกษตร อาหาร สิ่งทอ ผนึกมือเกษตรกร ฉะสภาหอและภาครัฐ เร่งรัดแบน 3 สาร เตรียมเผชิญ 4 วิบัติเศรษฐกิจไทยปีหน้า

24 พฤศจิกายน 2562 อุตสาหกรรมเกษตร สงสัยการทำงานของ 3 พรรคกระทรวงใหญ่ เหตุใดเร่งรีบ แบน 3 สารเคมีเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส แถมจัดเต็มงบประมาณซื้อเครื่องจักร งบทำลายสารเคมีเกษตร เอื้อกลุ่มทุนสารเคมีทดแทน เผยเศรษฐกิจไทยเตรียมพบ 4 วิบัติจากผลพวงวิกฤตการเกษตร

นายภมร ศรีประเสริฐ อุปนายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า การแบนสารกำจัดวัชพืชจะกระทบกับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นมูลค่า 5.8 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาไทยส่งออกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด สร้างรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาท และเป็นที่ยอมรับจากประเทศคู่ค้าไม่เคยพบปัญหาสารตกค้าง จึงมองว่ารัฐควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจทำอะไร

ล่าสุด นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำภาคธุรกิจมันสำปะหลังไปทำข้อตกลงเปิดตลาดส่งออกซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ตอนนี้กังวลว่าจะผลิตมันสำปะหลังส่งออกให้กับตลาดเหล่านี้ได้อย่างไร มันสำปะหลังมีความจำเป็นต้องใช้สารกำจัดวัชพืช เครื่องจักรกลไม่สามารถใช้ได้

ปัจจุบัน มันสำปะหลังใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารสัตว์ หากต้นทุนสูงขึ้น จะเป็นการเปิดโอกาสและสนับสนุนการนำเข้าวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำกว่าเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 1.5 ล้านคน และอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอันดับที่ 5 และส่งออกน้ำตาลอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 134 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้ การแบนสารเคมีเกษตร คาดการณ์ผลผลิตจะลดลง 20%-50% หากไม่ใช้สารพาราควอตในช่วงอ้อยย่างปล้อง จะทำให้อ้อยหายไปสูงสุดถึง 67 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีมูลค่าถึง 1.5 แสนล้านบาท เกษตรกรสูญรายได้ไปกว่า 5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังสะเทือนมูลค่าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลโดยรวมทั้งหมด 3 แสนล้านบาท ทำให้เกษตรกร 1.2 ล้านคน และโรงงานน้ำตาลทั้งหมด 57 โรงงาน อาจถึงขั้นเลิกทำอาชีพการเกษตร และโรงงานอาจมีการเลิกจ้างงานในที่สุด มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1.7 ล้านล้านบาทต่อปี หายไปแน่นอนจากการแบน 3 สารเคมีเกษตร

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย อธิบายว่า เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย แรงงานภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบ 12 ล้านคน อุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมน้ำมันถั่วเหลือง อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ 1,100,000 ล้านบาทต่อปี อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาลและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง 300,000 ล้านบาทต่อปี  อุตสาหกรรมมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง 300,000 ล้านบาทต่อปี อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ 15,000 ล้านบาทต่อปี

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า หลังมติการแบนสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562  นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันโอชา ให้ตั้งคณะทำงาน 2 ชุด ภายใต้กระทรวงเกษตร และอุตสาหกรรม เพื่อดูผลกระทบเกษตรกร จนบัดนี้ ยังไม่มีความคืบหน้า สมาพันธ์ฯ พยายามนัดหมายหลายครั้งก็บ่ายเบี่ยงตลอดมา

ทุกวันนี้ รู้แต่ว่าหลังวันที่ 1 ธันวาคม จะโดนทั้งปรับและจำคุก พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การดำเนินงานของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังคงทำตัวเป็นหลุมดำที่ไม่มีข้อสรุป หรือกลัวกระทบหุ้นส่วนนามสกุลเดียวกันที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทรายเดียวที่ได้รับการผูกขาดให้รับผิดชอบทำลายสารเคมีเกษตรมูลค่ารวมกว่า 2 พันล้านบาท

ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การดำเนินงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศแบนสารเคมีเกษตรและเร่งรีบดำเนินการ โดยไม่มีมาตรการ สิ่งทดแทน และเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกร รวมทั้ง อาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนสารเคมีเกษตรรายใหม่ มูลค่านับหมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับ พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การดำเนินงานของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เอาใจเกษตรกรด้วยนโยบายแจกเงิน แต่ก็เตรียมของบประมาณชุดใหญ่จัดหาเครื่องจักรกลให้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้ ข้อเสนอแบบสองมาตรฐานของทั้งองค์กรอิสระ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดโอกาสให้นำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศที่เพาะปลูกโดยใช้สารเคมีเกษตรทั้งสามชนิดมาไทยได้ แต่ห้ามเกษตรกรไทยใช้ เท่ากับเป็นการ “ฆ่าเกษตรกร” ถึง 2 รอบ ครั้งแรก ไม่ให้ใช้สารเคมีฯ ไปหาวิธีการอื่นเพิ่มต้นทุน จนไร้กำไร

ครั้งที่ 2 สนับสนุนการนำเข้าวัตถุดิบเกษตรจากต่างประเทศซึ่งมีราคาที่ต่ำกว่า และมีการใช้สามสารเคมี “เกษตรกรตายยกประเทศ” โดยเฉพาะ สภาหอการค้าฯ หากยังมองไม่เห็นถึงผลกระทบและความเสียหายกับประเทศชาติยังไง ก็ไม่ควรมานั่งดูเรื่องการค้า เป็นที่พึ่งพาของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้

ท้ายที่สุด ปีหน้า ไทยคงหนีไม่พ้น 4 วิบัติทางเศรษฐกิจ เป็นผลจากวิกฤตเกษตร ได้แก่ 1) เกษตรกรเปลี่ยนการเพาะปลูกไปยังพืชชนิดอื่น เกษตรกรชาวไร่คงต้องเลิกปลูกอ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง เพราะไม่มีพาราควอต 2) ผลผลิตในประเทศลด หันไปนำเข้าจากต่างประเทศแทน การส่งออกแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้

3) ต้นทุนภาคการเกษตรสูงขึ้น รัฐบาลต้องนำเงินมาช่วยเหลือมากขึ้น ดึงเงินจากส่วนต่าง ๆ มาใช้ในนโยบายประชานิยม เกิดการจ่ายเงินเกินตัวของรัฐ 4) GDP ภาคการเกษตรลดลง ส่งผล GDP ประเทศสูญหาย การส่งออกตกต่ำสุดในประวัติการณ์ ดังนั้น จึงอยากให้รัฐทบทวนทางออกที่เหมาะสม คือ มาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีเกษตร แทนการยกเลิก ทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ

รวมทั้ง ดำเนินการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ครบถ้วนและทั่วถึง มีหลายคนบอกว่า มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเปลี่ยนไม่ได้ ผมขอถามว่า แล้วเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมาทำไมจึงมีการเปลี่ยนมติจาก 2 ครั้งแรกได้ และใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเปลี่ยนมติเดิม เพราะฉะนั้นอย่ามาบอกผมว่าเปลี่ยนไม่ได้ รัฐมนตรี นักการเมือง โดยเฉพาะข้าราชการ ที่เป็นข้าของแผ่นดิน ต้องตั้งสติคิดให้ได้ว่าท่านจะพาประเทศชาติไปทางไหน” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป

มนัญญา ข้องใจงบช่วยเกษตรกรเลิกสารสูงเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400686?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มนัญญา ข้องใจงบช่วยเกษตรกรเลิกสารสูงเกินไป

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 00:07 น.
เซ็นส่งออกสาร,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,แบน 3 สาร,พาราควอต
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

มนัญญา จ่อเซ็นส่งออก 3 สารพิษกว่า 1.5 ล้านลิตร ติงตัวเลขช่วยเกษตรกรกว่า 3 หมื่นล้าน สหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ 700 แห่งขอไม่เกิน 200 ล้าน

24 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้กรมวิชาการเกษตร ได้เคยเสนอขอขยายเวลาออกไปอีก 6 เดือน ในการจัดการสตอกสารเคมี ก่อนมีมติแบนสาร 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส เมื่อวันที่ 22 ต.ค.

ทั้งนี้ตนไม่เข้าใจว่าทำไมกรมวิชาการเกษตร ยังเสนอเข้าใหม่อีกรอบต่อคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบยกเลิกใช้ 3 สารที่มีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน ชุดที่แต่งตั้งโดยรมว.เกษตรฯ

อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเสนอตัวเลขงบเยียวยากว่า 3.3 หมื่นล้านบาท ชดเชยค่าต้นทุนการผลิตที่คาดว่าจะสูงขึ้น ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดกว่า 5.2 แสนครัวเรือน และยังไม่รวมจำนวนเกษตรกรสวนยาง อาจจะทำให้มีงบเยียวยาเพิ่ม 4 หมื่นล้านบาท

ขอตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขงบเยียวยาและจำนวนเกษตรกร ทำไมจึงสูงมาก เพราะในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ตนดูแลได้สั่งให้ไปหามาตรการรองรับช่วยเกษตรกร ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร ทั่วประเทศ กว่า 700 แห่ง ของบช่วยเหลือมาเพียง 100 – 200 ล้านบาท ในการจัดหาเครื่องจักรกำจัดวัชพืช และจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกพืช6ชนิด ข้าวโพด ยาง มัน ปาล์ม อ้อย ไม้ผล  มีกว่า1แสนรายที่ได้รับผลกระทบ ที่ตนจะเสนอเข้าครม.

หากยึดความถูกต้อง  เอาความจริงมาพูดกัน จะสามารถทำทุกอย่างให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เกษตรกร ประเทศชาติ ได้สูงสุด ต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ไม่อย่างนั้น จะไม่ได้เริ่มอะไรใหม่ๆที่ดีขึ้นอย่างแท้จริงกับคนไทย โดยมติแบน 3 สารมีผลวันที่ 1 ธ.ค.นี้ขอให้มาร่วมมือกันกำจัดให้หมดไปจากประเทศไทยและไม่อยากให้มีการดำเนินคดีกับเกษตรกร

“ทุกหน่วยงานจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจส่งสารคืนบริษัทต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาทั้งนำเข้า ส่งออกไม่เสียภาษีเลย ทั้งนี้เราไม่ได้ทำเพื่อใคร เราทำเพื่อพี่น้องประชาชน เกษตรกร ในวันที่ 25 พ.ย.นี้จะเชิญสหกรณ์จังหวัด77จังหวัด มาฟังมาตรการกำกับดูแลการเก็บคืน 3 สาร ให้ลงพื้นที่ทันที ช่วยให้เกิดเข้าใจอย่างทั่วถึง”รมช.เกษตรฯกล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าเตรียมลงนามอนุญาตให้เอกชนที่ครอบครองสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้เป็นสารเคมี วอ.4 ห้ามผลิต จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง นำเข้า ส่งออก หลังวันที่ 1 ธ.ค.62 จะมีผลบังคับใช้ เพื่อขณะนี้สามารถส่งไปประเทศทึ่3หรือประเทศต้นทาง โดยขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ออกใบอนุญาตส่งออกให้แล้ว ซึ่งจะดำเนินให้ทุกฉบับที่ขอส่งออกไปต่างประเทศ

โดยวัตถุอันตรายทั้งหมด 60 ฉบับ ปริมาณทั้งหมด 2,829,913 ลิตร ประกอบด้วย

1. พาราควอตไดคลอไรด์ 5 ฉบับ ปริมาณ 1,480,000 ลิตร
2. ไกลโฟเซต-ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม 2 ฉบับ ปริมาณ 9,552 ลิตร
3. คลอร์ไพริฟอส + ไซเพอร์เมทริน 1 ฉบับ ปริมาณ 12,480 ลิตร
4. คลอร์ไพริฟอส 1 ฉบับ ปริมาณ 13,860 ลิตร
5. สารชนิดอื่น 51 ฉบับ ปริมาณ 1,314,021 ลิตร
ยอดรวม 3 สาร 1,515,892 ลิตร

ม็อบแต่งดำมาแน่รวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯสัปดาห์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400642?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ม็อบแต่งดำมาแน่รวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯสัปดาห์นี้

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 14:50 น.
ม็อบแต่งดำ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ต้านแบน 3 สาร
เปิดอ่าน 1,119 ครั้ง

ม็อบแต่งชุดดำ มาแน่ นัดรวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯ 25-26พ.ย.บุกร้องนายกฯเลิกแบน3สาร  จวก มนัญญา จัดตั้งม็อบเสื้อกาวน์ มาชนเกษตรกร

23 พฤศจิกายน 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม เกษตรกรจะไม่ส่งมอบคืนสารให้กรมวิชาการเกษตร

เนื่องจากใช้เงินตัวเองซื้อมาในขณะที่เป็นของถูกกฎหมาย ในวันที่ 26 พ.ย. นี้จะแต่งชุดดำแล้วไปรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงเช้า โดยหวังว่าจะพบกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯตามที่นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายเฉลิมชัยรับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกร จากนั้นจะเดินไปพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ให้ทบทวนมติแบน 3 สาร ซึ่งบางส่วนจะทยอยเดินทางมาตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.มาปักหลักหน้ากระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้การที่เกษตรกรแต่งชุดดำนั้นเพื่อไว้อาลัยต่อกฎหมายอยุติธรรม เป็นการรวมตัวกันโดยสงบและใช้หลักอหิงสา ไม่ใช่การก่อม็อบ ส่วนที่น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯระบุว่า หากมากดดัน ม็อบเสื้อขาวจะมาเหมือนกัน เห็นว่า ไม่สมกับเป็นคำพูดของรัฐมนตรีเกษตรฯ นอกจากไม่ช่วยเกษตรกรแล้ว ยังข่มขู่อีกด้วย ซึ่งม็อบเสื้อขาวเป็นม็อบเสื้อกาวน์ ใช่ไหม เท่ากับเป็นการจัดตั้งม็อบมาชนเกษตรกร

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมกล่าวถึง ผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สาร 3 ชนิดว่า ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมี 2 ด้านคือ ผลกระทบต่อการเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเนื่องจากสารทั้ง 3 ชนิดมีความจำเป็นต่อเกษตรกรในการป้องกันและกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช

การลงมติให้ยกเลิกอย่างกระทันหันจึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ผลผลิตลดลง ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุปทาน (supply) ของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และตลอดจนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเป็นวัตถุดิบเพื่อการแปรรูป

สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตและแปรรูป สินค้าอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกนั้น เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก แต่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการแปรรูปเป็นอาหารและอาหารสัตว์ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี แป้งข้าวสาลี กาแฟ โกโก้ เป็นต้น

หากปรับสถานะให้ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวได้เพราะการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้าอาหารของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง สารพิษตกค้างซึ่งกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด

โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ. 2560 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งกำหนดให้ปริมาณสูงสุดของสารตกค้างในสินค้าเกษตรในระดับที่ปลอดภัย ต้องเป็นไปตามค่าที่ประเทศไทยกำหนด

หรืออ้างอิงกับค่าที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Codex; Joint FAO/WHO Food Standards Programme) และต้องไม่พบวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

แม้ว่าสินค้าเกษตรที่นำเข้าจะมีระดับการตกค้างจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยของ Codex ก็ไม่สามารถนำเข้าได้เนื่องจากเงื่อนไขที่การตกค้างของอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ต้องมีค่าเป็น 0 (zero tolerance) เมื่อการผลิตหยุดชะงักจะเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออกเป็นผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

‘มนัญญา’สั่งกรมวิชาการเกษตรแจงด่วน ปมขอยืดจัดเก็บ 3 สารเคมี 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456005

‘มนัญญา’สั่งกรมวิชาการเกษตรแจงด่วน ปมขอยืดจัดเก็บ 3 สารเคมี 6 เดือน

‘มนัญญา’สั่งกรมวิชาการเกษตรแจงด่วน ปมขอยืดจัดเก็บ 3 สารเคมี 6 เดือน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.10 น.

‘มนัญญา’สั่งกรมวิชาการเกษตรแจงด่วน ปมขอยืดจัดเก็บ 3 สารเคมี 6 เดือน

24 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ตนจะสั่งการให้กรมวิชาการเกษตรทำหนังสือชี้แจงโดยด่วนถึงข้อเสนอเรื่องการยืดเวลาบังคับใช้ในการจัดเก็บคืนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 180 วัน หรือ 6 เดือน ว่าจริงหรือไม่ ที่เสนอคณะทำงานหามาตรการช่วยเหลือเกษตรให้พิจารณา โดยอ้างว่ามีสต็อกเหลือกว่า 2.8 หมื่นตัน หลังจากที่มีการประกาศแบน 3 สาร วันที่ 1 ธันวาคม 2562

นางสาวมนัญญา ระบุว่า ที่ให้กรมวิชาการเกษตรชี้แจงมาโดยด่วนถึงเหตุผลในการยืดเวลาจัดเก็บสาร เพราะที่ผ่านมาได้ประชุมหลายครั้ง ไม่ได้มีการแจ้งจะยืดเวลาจัดเก็บสารแต่อย่างใด เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเช้าเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ตนได้เรียกประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศกว่า 300 คน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนการจัดเก็บ 3 สารเคมี ซึ่งได้ถามย้ำถึง 3 รอบ และใกล้จบการประชุมยังถามย้ำอีกว่าใครมีปัญหาในการลงพื้นที่จัดเก็บสารเคมีหรือไม่ และผู้บริหารกรมก็อยู่ ยกเว้นอธิบดี เพราะมีการประกาศแบน 3 สาร ให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ต้องทำทันทีในการแจ้งครอบครองสาร 15 วัน และส่งมอบคืนใน 15 วัน

“ทุกคนบอกไม่มีปัญหา แต่ปรากฏว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรมาเสนอที่ประชุมคณะทำงานพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบเกษตรกรหลังเลิกใช้ 3 สาร ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน กลับมีการเสนอขอยืดเวลาการบังคับใช้แบน 3 สาร ไปอีก 6 เดือน อ้างว่า 30 วันจัดเก็บสารส่งคืนบริษัทไม่ทัน และยังมีเรื่องสต็อกสารคงเหลือยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 รายงานเหลือ 3.8 หมื่นตัน มาอีกวันเหลือ 2.8 หมื่นตัน ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรต้องทำหนังสือชี้แจงมาทั้งหมด เพราะดิฉันมีหนังสือถามไปเรื่องเสนอยืดเวลาว่าทำไมตอนประชุมกรมวิชาการเกษตร ไม่มีการคัดค้าน ได้ถามถึง 3-4 ครั้ง มีปัญหาไหมในการจัดเก็บคืน” รมช.เกษตรฯ กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร เป็นผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ยืนยันว่าไม่ติดปัญหาใดๆในการจัดเก็บ เป็นที่ยอมรับในที่ประชุมตอนเช้าวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 พอช่วงบ่ายกรมวิชาการเกษตร เปลี่ยนไปได้อย่างไรในเรื่องจัดเก็บสาร ทั้งที่สารวัตรเกษตรกว่า 300 คนบอกไม่มีปัญหา แต่คณะทำงานที่ปลัดเกษตรฯเป็นประธานไปประชุมกันกลับเป็นอีกอย่าง ซึ่งไม่ทราบเช่นกันทำไมเปลี่ยนไป และยังไม่รู้ว่าจะนำเรื่องยืดเวลา 6 เดือนเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะประชุมวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน หรือไม่ จึงต้องเรียกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงจากกรมวิชาการเกษตร มาถึงตนเองในวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562

ด้านนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้ประเมินระยะเวลาการดำเนินการกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ทั้งการแจ้งการครอบครองและการจัดเก็บ หากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการปรับสถานะ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ซึ่งตามขั้นตอนกรมวิชาการเกษตรต้องเปิดรับแจ้งการครอบครองภายใน 15 วัน และต้องให้ผู้ครอบครองนำมาส่งมอบภายใน 15 วันหลังการแจ้ง ซึ่งเหลือเวลาเพียง 8 วันนั้นกระชั้นชิดมาก ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการนำเข้าและผลิต และร้านจำหน่ายตั้งตัวไม่ทัน

อีกทั้งกระบวนการจัดการกับสารเคมี 3 ชนิด ซึ่งมีอยู่เกือบ 3 หมื่นตันนั้น กรมวิชาการเกษตรระบุว่าต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนจึงจะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายยกเลิกออกไป 6 เดือน แต่การพิจารณาขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย

“คณะทำงานของกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาเรื่องการส่งสารเคมีคงค้างกลับคืนบริษัทและส่งไปประเทศที่ 3 เพื่อลดผลกระทบต่อทุกภาคส่วน และลดค่าใช้จ่ายในการทำลาย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรรายงานว่าหากสารเคมีทั้ง 3 ชนิดยังอยู่ในรูปแบบสารตั้งต้นสามารถส่งคืนและส่งออกได้ แต่หากผู้ประกอบการนำมาผสมเป็นสูตรที่ปรับให้เหมาะต่อการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชของไทยแล้ว ไม่สามารถจะส่งคืนบริษัทหรือส่งไปประเทศอื่นได้ ดังนั้นปริมาณสต็อกคงค้าง จึงจะยังมีอยู่มาก ต้องใช้เวลาในการจัดเก็บและทำลาย” นายอนันต์ กล่าว

‘ธรรมนัส’ลุยยึดคืนสวนปาล์มกระบี่ แจกเกษตรกรตัวจริง ลั่น180วันปิดจ๊อบไม่ลงเด้งจนท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455970

‘ธรรมนัส’ลุยยึดคืนสวนปาล์มกระบี่ แจกเกษตรกรตัวจริง ลั่น180วันปิดจ๊อบไม่ลงเด้งจนท.

‘ธรรมนัส’ลุยยึดคืนสวนปาล์มกระบี่ แจกเกษตรกรตัวจริง ลั่น180วันปิดจ๊อบไม่ลงเด้งจนท.

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 08.06 น.

‘ธรรมนัส’ลุยยึดคืนสวนปาล์มกระบี่ แจกเกษตรกรตัวจริง ลั่น180วันปิดจ๊อบไม่ลงเด้งจนท.

24 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.หม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและตรวจเยี่ยม พร้อมรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ โดยมีประชาชนและเกษตรกรจำนวนมากเดินทางมาร้องเรียน ขอให้ทางกระทรวงเกษตรฯเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการสั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) มีคำสั่งไปยัง ส.ป.ก.กระบี่ เพื่อให้นายทุนที่ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ทำสวนปาล์มน้ำมันระงับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในที่ดินทันที พร้อมกับส่งทีมกฎหมายจากส่วนกลาง ลงพื้นที่ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายความมั่นคง ปฏิบัติการเร่งรัดเข้าฟ้องขับไล่ยึดคืนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1 หมื่นไร่ นำมาจัดสรรให้เกษตรกร และผู้ยากไร้ ที่เป็นคนในพื้นที่จริงๆ ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ไม่ใช่นอมินีของบริษัท เพราะที่ผ่านมานายทุนได้ให้นอมินีที่เป็นชาวบ้านจากพื้นที่อื่นเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่สวนปาล์ม โดยนายทุนยังมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มออกจำหน่าย เมื่อเจ้าหน้าที่จะเข้าไปจัดสรรพื้นที่ ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ เนื่องจากได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนายทุนและชาวบ้านที่เป็นนอมินี

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ตนได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ที่เดินทางมาร้องเรียนในปัญหาที่ดินทำกิน โดยที่ผ่านมาทางกระทรวงเกษตรฯมีความพยายามจะเร่งรัดจัดการปัญหาการถือครองที่ดิน ส.ป.ก.ผิดกฎหมายให้เร็วที่สุด โดยการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรนั้น นอกจากการจัดสรรที่ดินทำกินให้แล้ว ยังจะมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ที่ยังขาดแคลนที่พักอาศัย เบื้องต้นได้ประสานงานกับทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เพื่อ สร้างที่พักอาศัยให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้ ให้มีที่พักพิง และวางระบบสาธารณูปโภค รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรอย่างยั่งยืนมากขึ้น

“สวนปาล์มที่เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. หากมีเกษตรกรรายใดที่เข้าไปครอบครองโดยผิดกฎหมาย โดยเข้าไปยึดครองหลังจากที่เอกชนหมดสัญญาสัมปทาน ขอให้ออกจากพื้นที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดสรรตามกฎหมาย โดยเกษตรกรสามารถแจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่ ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาจัดสรรที่ดินทำกินจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินและมีคุณสมบัติเป็นเกษตรจริงเท่านั้น สวนปาล์มที่มีอยู่ผมมีความจำเป็นต้องยึดคืนก่อน และพี่น้องไปขึ้นทะเบียน เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วเข้าสู่ระบบ แล้วผมรับปากพี่น้องว่าภายใน 180 วัน ถ้าไม่สามารถ จัดสรรที่ดินให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างชัดเจนตามข้อกำหนด ผมจะพิจารณาโยกย้ายเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ในพื้นที่ทันที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

แกนนำเกษตรกรทุบโต๊ะ ไม่ส่งมอบ3สารเคมี อ้างซื้อมาด้วยเงินเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455956

แกนนำเกษตรกรทุบโต๊ะ  ไม่ส่งมอบ3สารเคมี  อ้างซื้อมาด้วยเงินเอง

แกนนำเกษตรกรทุบโต๊ะ ไม่ส่งมอบ3สารเคมี อ้างซื้อมาด้วยเงินเอง

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แกนนำเกษตรกรทุบโต๊ะ

ไม่ส่งมอบ3สารเคมี

อ้างซื้อมาด้วยเงินเอง

นัดจัดม็อบแน่26พย.

แกนนำเกษตรกรยัน ไม่ส่งมอบสารเคมี 3 ชนิดแม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคม เพราะเกษตรกรซื้อมาใช้ด้วยเงินตัวเอง ยันแต่งดำไว้อาลัยกฎหมายอยุติธรรมนัดรวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯ 26 พ.ย. แล้วเคลื่อนขบวนไปทำเนียบฯ โดยสงบและใช้หลักอหิงสา

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม เกษตรกรจะไม่ส่งมอบให้กรมวิชาการเกษตรเนื่องจากใช้เงินตัวเองซื้อมาในขณะที่เป็นของถูกกฎหมาย ในวันที่ 26 พ.ย. นี้จะแต่งชุดดำแล้วไปรวมตัวกันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่เช้า โดยหวังว่า จะได้หารือกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเฉลิมชัยรับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกร จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้การที่เกษตรกรแต่งชุดดำนั้นเพื่อไว้อาลัยต่อกฎหมายอยุติธรรม เป็นการรวมตัวกันโดยสงบและใช้หลักอหิงสา ไม่ใช่การก่อม็อบ ส่วนการที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า หากมากดดัน ม็อบเสื้อขาวพร้อมสยบม็อบเสื้อดำนั้นเห็นว่า ไม่สมกับเป็นคำพูดของรัฐมนตรีเกษตรฯ นอกจากไม่ช่วยเกษตรกรแล้ว ยังข่มขู่อีกด้วย พร้อมถามกลับว่า ม็อบเสื้อขาวเป็นคนกลุ่มใด ใช่ม็อบเสื้อกาวน์หรือไม่ หากใช่ถือว่า เป็นกระบวนการจัดตั้งม็อบมาทำร้ายเกษตรกร

ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมกล่าวถึง ผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สาร 3 ชนิดว่า ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมี 2 ด้านคือ ผลกระทบต่อการเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเนื่องจากสารทั้ง 3 ชนิดมีความจำเป็นต่อเกษตรกรในการป้องกันและกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช การลงมติให้ยกเลิกอย่างกระทันหันจึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ผลผลิตลดลง ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุปทาน (supply) ของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และตลอดจนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเป็นวัตถุดิบเพื่อการแปรรูป สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตและแปรรูป สินค้าอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกนั้นเนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก แต่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการแปรรูปเป็นอาหารและอาหารสัตว์ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี แป้งข้าวสาลี กาแฟ โกโก้ เป็นต้น หากปรับสถานะให้ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวได้เพราะการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้าอาหารของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง สารพิษตกค้างซึ่งกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ. 2560 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งกำหนดให้ปริมาณสูงสุดของสารตกค้างในสินค้าเกษตรในระดับที่ปลอดภัย ต้องเป็นไปตามค่าที่

ประเทศไทยกำหนด หรืออ้างอิงกับค่าที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Codex; Joint FAO/WHO Food Standards Programme) และต้องไม่พบวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แม้ว่าสินค้าเกษตรที่นำเข้าจะมีระดับการตกค้างจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยของ Codex ก็ไม่สามารถนำเข้าได้เนื่องจากเงื่อนไขที่การตกค้างของอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ต้องมีค่าเป็น 0 (zero tolerance) เมื่อการผลิตหยุดชะงักจะเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออกเป็นผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

สำหรับทางออกเพื่อป้องกันผลกระทบรุนแรงนั้น สมาคมอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ขอเสนอให้ชะลอการบังคับใช้การยกเลิกสารทั้ง 3 ชนิดออกไปอีกอย่างน้อย 2 ปี โดยระหว่างนั้นให้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษาทบทวนหลักฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการยกเลิกการใช้อย่างละเอียดรอบคอบ พร้อมทั้งศึกษาและพิสูจน์ประสิทธิภาพและต้นทุนของสารหรือวิธีการทดแทน และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ชัดเจน หารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนให้ครบถ้วนและทั่วถึงในวงกว้าง ที่สำคัญคือ อบรมเกษตรกรอย่างทั่วถึงในการส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย (GAP) เพื่อป้องกันดูแลสุขภาพเกษตรกรและผู้บริโภคทั้งประเทศ

“แนวทางดังกล่าวจะลดผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรกว่า 2 ล้านครัวเรือนและแรงงานภาคเกษตร 12 ล้านคน ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า 1.715 ล้านล้านบาทซึ่งเป็นผลจากผลผลิตในประเทศลดลง ประกอบกับการที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมหลายประเภทหยุดชะงัก กระทบต่อ GDP และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายพรศิลป์กล่าว