26พ.ย.นัดแต่งดำบุกทำเนียบ! เกษตรกรลั่นไม่ส่งมอบเคมี3ชนิดภายในวันที่1ธค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455841

26พ.ย.นัดแต่งดำบุกทำเนียบ! เกษตรกรลั่นไม่ส่งมอบเคมี3ชนิดภายในวันที่1ธค.

26พ.ย.นัดแต่งดำบุกทำเนียบ! เกษตรกรลั่นไม่ส่งมอบเคมี3ชนิดภายในวันที่1ธค.

วันเสาร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.58 น.

แกนนำเกษตรกรยัน ไม่ส่งมอบสารเคมี 3 ชนิด แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคมเพราะเกษตรกรซื้อมาใช้ด้วยเงินตัวเอง ยันแต่งดำไว้อาลัยกฎหมายอยุติธรรม นัดรวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯ 26 พ.ย. แล้วเคลื่อนขบวนไปทำเนียบฯ โดยสงบและใช้หลักอหิงสา สวน “มนัญญา” ที่ข่มขู่จะนำม็อบเสื้อขาวมาสยบ ข้องใจเป็นรมต. เกษตรฯ แต่ไม่คิดช่วยเกษตรกร

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม เกษตรกรจะไม่ส่งมอบให้กรมวิชาการเกษตรเนื่องจากใช้เงินตัวเองซื้อมาในขณะที่เป็นของถูกกฎหมาย ในวันที่ 26 พ.ย. นี้จะแต่งชุดดำแล้วไปรวมตัวกันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่เช้า โดยหวังว่า จะได้หารือกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเฉลิมชัยรับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกร จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้การที่เกษตรกรแต่งชุดดำนั้นเพื่อไว้อาลัยต่อกฎหมายอยุติธรรม เป็นการรวมตัวกันโดยสงบและใช้หลักอหิงสา ไม่ใช่การก่อม็อบ ส่วนการที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า หากมากดดัน ม็อบเสื้อขาวพร้อมสยบม็อบเสื้อดำนั้นเห็นว่า ไม่สมกับเป็นคำพูดของรัฐมนตรีเกษตรฯ นอกจากไม่ช่วยเกษตรกรแล้ว ยังข่มขู่อีกด้วย พร้อมถามกลับว่า ม็อบเสื้อขาวเป็นคนกลุ่มใด ใช่ม็อบเสื้อกาวน์หรือไม่ หากใช่ถือว่า เป็นกระบวนการจัดตั้งม็อบมาทำร้ายเกษตรกร

ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมกล่าวถึง ผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สาร 3 ชนิดว่า ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมี 2 ด้านคือ ผลกระทบต่อการเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเนื่องจากสารทั้ง 3 ชนิดมีความจำเป็นต่อเกษตรกรในการป้องกันและกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช การลงมติให้ยกเลิกอย่างกระทันหันจึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ผลผลิตลดลง ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุปทาน (supply) ของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และตลอดจนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเป็นวัตถุดิบเพื่อการแปรรูป

สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตและแปรรูป สินค้าอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกนั้นเนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก แต่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการแปรรูปเป็นอาหารและอาหารสัตว์ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี แป้งข้าวสาลี กาแฟ โกโก้ เป็นต้น หากปรับสถานะให้ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวได้เพราะการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้าอาหารของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง สารพิษตกค้างซึ่งกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ. 2560 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งกำหนดให้ปริมาณสูงสุดของสารตกค้างในสินค้าเกษตรในระดับที่ปลอดภัย ต้องเป็นไปตามค่าที่
ประเทศไทยกำหนด หรืออ้างอิงกับค่าที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Codex; Joint FAO/WHO Food Standards Programme) และต้องไม่พบวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แม้ว่าสินค้าเกษตรที่นำเข้าจะมีระดับการตกค้างจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยของ Codex ก็ไม่สามารถนำเข้าได้เนื่องจากเงื่อนไขที่การตกค้างของอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ต้องมีค่าเป็น 0 (zero tolerance) เมื่อการผลิตหยุดชะงักจะเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออกเป็นผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

สำหรับทางออกเพื่อป้องกันผลกระทบรุนแรงนั้น สมาคมอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ขอเสนอให้ชะลอการบังคับใช้การยกเลิกสารทั้ง 3 ชนิดออกไปอีกอย่างน้อย 2 ปี โดยระหว่างนั้นให้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษาทบทวนหลักฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการยกเลิกการใช้อย่างละเอียดรอบคอบ พร้อมทั้งศึกษาและพิสูจน์ประสิทธิภาพและต้นทุนของสารหรือวิธีการทดแทน และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ชัดเจน หารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนให้ครบถ้วนและทั่วถึงในวงกว้าง ที่สำคัญคือ อบรมเกษตรกรอย่างทั่วถึงในการส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย (GAP) เพื่อป้องกันดูแลสุขภาพเกษตรกรและผู้บริโภคทั้งประเทศ

“แนวทางดังกล่าวจะลดผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรกว่า 2 ล้านครัวเรือนและแรงงานภาคเกษตร 12 ล้านคน ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า 1.715 ล้านล้านบาทซึ่งเป็นผลจากผลผลิตในประเทศลดลง ประกอบกับการที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมหลายประเภทหยุดชะงัก กระทบต่อ GDP และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายพรศิลป์กล่าว

ฮือค้านแบน3สาร ยันผลกระทบอื้อ เดินหน้าแต่งดำ26พย. ร้องนายกฯทบทวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455799

ฮือค้านแบน3สาร  ยันผลกระทบอื้อ  เดินหน้าแต่งดำ26พย.  ร้องนายกฯทบทวน

ฮือค้านแบน3สาร ยันผลกระทบอื้อ เดินหน้าแต่งดำ26พย. ร้องนายกฯทบทวน

วันเสาร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

3 กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ผนึกกำลัง แถลงค้าน แบน 3 สารชี้กระทบโรงงานอ้อย-น้ำตาล 57แห่ง อาจต้องปิดตัว เกษตรกรตกงาน 1.2ล้าน ค่าเสียหาย 3 แสนล้าน ด้าน สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เลื่อนแต่งดำ บุกร้องนายกฯเป็น26พ.ย.จี้ชะลอเลิกใช้ เหตุข้อจำกัดหาสารทดแทน ที่รัฐบาล ยังไม่ชัดเจน ระบุมาตรการเรียกเก็บคืน เพื่อส่งออกประเทศที่ 3 เป็นไปได้ยาก ย้ำไม่เป็นธรรมที่ให้เอกชนออกค่าทำลายเอง

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรและที่ปรึกษาสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยแถลงผลกระทบจากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตรคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยยกให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 วันที่ 1 ธันวาคมว่า ควรทบทวนให้ยกเลิกการแบน 3 สาร เพราะจะเกิดผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด

ขณะที่นายกิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย แถลงเพิ่มเติมว่า ไทยเป็นประเทศผลิตอ้อยเป็นอันดับ 3 และส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ 2 ของโลก มีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อย 134 ล้านตันต่อปี ดังนั้น การยกเลิกใช้สารเคมีพาราควอต จะทำให้ผลผลิตลดลง 20-50% ปริมาณอ้อยหายไปประมาณ 67 ล้านตันต่อปี เกษตรกรเสียรายได้กว่า 50,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีส่วนใบอ้อยและยอดอ้อยที่ใช้ในโรงงงานชีวมวลจะสูญหายไป 11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7,400 ล้านบาท รวมเกษตรกรสูญเสียรายได้ 58,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งเอทานอล โรงไฟฟ้าชีวมวล อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เสียหายทั้งหมดประมาณ 300,000 ล้านบาท ทำให้เกษตรกร 1.2 ล้านคนอาจต้องตกงาน โรงงานน้ำตาล 57 โรงงาน อาจต้องเลิกกิจการไปในที่สุด

ส่วนนายชัยฤกษ์ สงวนทรัพยากร นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยกล่าวเสริมว่า ไทยผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในประเทศและส่งออกคิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท จำเป็นต้องใช้สารเคมี 3 สารนี้จัดการแปลง หากเกษตรกรไม่สามารถใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ได้ รัฐบาลต้องหาสารมาทดแทนที่เหมาะสมทั้งประสิทธิภาพและต้นทุน ซึ่งจะส่งผลต่อการทำเกษตรอื่นด้วย เพราะจะไม่มีเมล็ดพันธุ์ใช้ จึงอยากให้ชะลอการแบน 3 สารนี้ออกไปก่อนจนกว่าจะได้สารทดแทนที่มีประสิทธิภาพ

อีกด้านหนึ่ง นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เกษตรกรที่เดือดร้อนจากการยกเลิกใช้พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสทั่วประเทศ พร้อมใจแต่งชุดดำ เพื่อเข้าร้องเรียนความเดือดร้อนต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วันที่ 26 พฤศจิกายน โดยเลื่อนจากเดิมที่นัดหมายวันที่ 28 พฤศจิกายน ทั้งนี้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาก่อนที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะประชุมวันที่ 27 พฤศจิกายน

สำหรับการยื่นข้อร้องเรียนต่อนายกฯครั้งนี้ จะนำข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการยกเลิกใช้ 3 สารที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมอบให้กรมวิชาการเกษตร ยกร่างประกาศและเปิดรับฟังความคิดเห็น ล่าสุดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯเปิดเผยว่า มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกถึงร้อยละ75จากผู้แสดงความคิดเห็นประมาณ 40,000 คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบก่อนลงนามยกเลิก เพราะผลรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

วันเดียวกัน สมาคมอารักขาพืชไทย สมาคมฯ นวัตกรรมเกษตรไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจออกแถลงการณ์ร่วมหลังประชุมกับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯว่าสมาคมฯไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรทั้ง3ชนิด เพราะหลังจัดรับฟังความเห็นร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากการออกความเห็นผ่านออนไลน์ มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกใช้ 3 สารดังกล่าว ร้อยละ58 และเห็นด้วยร้อยละ 42

ส่วนการรวบรวมผลรับฟังความคิดเห็น ผ่านแบบสอบถามของเกษตรกรที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ได้ มีผู้ไม่เห็นด้วยต่อการแบนคิดเป็นร้อยละ 70 นอกจากนี้ ไม่มีมาตรการรองรับการยกเลิกหรือชี้แจงให้ผู้มีผลกระทบรับทราบเพื่อเตรียมการรับมือแต่อย่างใด รวมถึงการกำหนดให้ผู้เสียหายรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเหล่านี้เองนั้น ถือเป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่งเพราะสารทั้ง 3 ชนิดได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีมติให้แบนสารดังกล่าว โดยมีผลทางกฎหมายวันที่ 1 ธันวาคม สารทั้ง 3 ชนิดจะกลายเป็นสารที่ผิดกฎหมายทันที

“เมื่อภาครัฐมีมติให้แบนจึงหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมายจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย รัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยความเสียหายทั้งหมด ค่าใช้จ่ายเก็บส่งรัฐ ค่าใช้จ่ายเก็บรักษา และค่าใช้จ่ายทำลาย จึงไม่ควรผลักภาระนี้ให้เอกชนและเกษตรกรรับผิดชอบเอง”แถลงการณ์ 3 สมาคมระบุ

ทั้งนี้ สมาชิกของทั้ง 3 สมาคมปฏิบัติตามหลักกฎหมายอย่างดีเสมอมา ตั้งแต่ที่กรมวิชาการเกษตรมีมาตรการลดปริมาณการนำเข้า ฝึกอบรมผู้ใช้ผู้ขาย ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติตามสากล ดังนั้น การจัดการสินค้าทั้งระบบ ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 3๐,๐๐๐ ตัน ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการจัดการสินค้า โดยเทียบเคียงกับที่ผ่านมาประมาณ 2 ปี ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในฤดูเพาะปลูกหลัก และลดความเสียหายสำหรับภาคเกษตรอุตสาหกรรม ระยะเวลาที่กำหนดให้เก็บผลิตภัณฑ์นำส่งรัฐภายใน 15 วันนั้นเป็นระยะเวลาที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง การสืบและพิสูจน์สตอกสินค้าโดยปกติแล้วใช้ระยะเวลาอย่างต่ำ 6 เดือน ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงระยะเวลาเรียกเก็บคืนและนำส่งเพื่อทำลาย

ส่วนน.ส.มนัญญาจะให้ส่งออกกลับคืนประเทศต้นทางหรือประเทศที่ 3 นั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อนำเข้ามาแล้ว มีการนำมาปรับสูตรให้เหมาะสมกับปัญหาวัชพืชและศัตรูพืชในประเทศ ไม่ได้เป็นการผสมสารอื่น ยิ่งไปกว่านั้นคือ เมื่อปรับให้เป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 ซึ่งถือเป็นของผิดกฎหมายไทย จึงไม่มีประเทศใดรับให้นำเข้าประเทศได้

ชักยุ่งแล้ว!! ส่อยืดเวลาแบน 3 สารพิษอันตรายออกไปอีก 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455752

ชักยุ่งแล้ว!! ส่อยืดเวลาแบน 3 สารพิษอันตรายออกไปอีก 6 เดือน

ชักยุ่งแล้ว!! ส่อยืดเวลาแบน 3 สารพิษอันตรายออกไปอีก 6 เดือน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี ว่าที่ประชุมได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำข้อมูลมาใหม่ เพื่อเสนอการประชุมในสัปดาห์หน้า จึงจะได้สรุปมาตรการรองรับผลกระทบเยียวยาเกษตรกร เพราะในครั้งนี้เสนองบประมาณเยียวยามามากเกินไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท เกษตรกรกว่า 5.2 แสนครัวเรือน

ทั้งนี้ ยังไม่รวมเกษตรกรชาวสวนยาง จึงได้ให้ไปรวบรวมมาด้วย คาดว่าจะมีเกือบ 6 แสนครัวเรือน ซึ่งงบเยียวยาอาจมากไปถึง 4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ มาตรการจ่ายเงินเยียวยาให้ทำเป็นกลุ่มพืชไร่ ไม่ต้องลงเป็นรายชนิดพืช นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ยังเสนอให้ยืดเวลาไปอีก 6 เดือน ระยะเวลาเคลียร์สารเคมีที่อยู่มีปัจจบัน 2.8 หมื่นตัน ถ้าใช้เวลาการเก็บคืนให้หมด น่าจะต้องขอขยายเวลา 6 เดือน หลังจากที่มีประกาศแบน 3 สาร วันที่ 1 ธ.ค.62 และให้บังคับใช้ออกไปอีก 6 เดือน

‘ธรรมนัส’ลุยนราฯ ลั่น!!เดินหน้าจัดสรรที่ดินสปก.อีก2หมื่นไร่จบใน180วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455750

'ธรรมนัส'ลุยนราฯ ลั่น!!เดินหน้าจัดสรรที่ดินสปก.อีก2หมื่นไร่จบใน180วัน

‘ธรรมนัส’ลุยนราฯ ลั่น!!เดินหน้าจัดสรรที่ดินสปก.อีก2หมื่นไร่จบใน180วัน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.32 น.

“ธรรมนัส”ลงพื้นที่นราธิวาส แนะแนวดึงทางเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแบบอย่างหนุนสถานศึกษา เรียนรู้ผลิตอาหารกลางวันสร้างรายได้เสริมให้เด็กนักเรียน พร้อมเตรียมเสนอครม.ดึงวันแมปเข้ามาแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนทั่วประเทศ ลั่น!พร้อมเดินหน้าจัดสรรที่ดินสปก.ที่เหลืออีก2หมื่นไร่จบใน180วัน

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมผลงานของโรงเรียน ณ โรงเรียนนราสิกขาลัย อ.เมืองนราธิวาส และรับฟังปัญหา แนวทางการพัฒนาการศึกษา

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางและแนวคิดที่จะร่วมกับสถานศึกษา โดยให้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรฯ ให้กับทางโรงเรียน ใช้ในการสอนให้กับเด็กนักเรียน ในเรื่องการส่งเสริมการทำเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรฯ ที่ยึดแนวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักคิด เพื่อให้เด็กนักเรียนนำไปเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัว เสี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะไก่ไข่ ซึ่งจะมีการ ฝึกให้กับเด็กนักเรียนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยในส่วนการส่งเสริมการปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์ อาจนำมาเป็นอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน และอาจขยายต่อในการส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับเด็กนักเรียน และนำไปพัฒนาสู่แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงในอนาคต

ขณะเดียวกันยังเดินทางต่อไปที่ ที่ว่าการอำเภอสุไหปาดี เพื่อพบปะประชาชนและรับฟังปัญหาเรื่องที่ดินและพื้นที่ที่มีปัญหาจากเกษตรกร นอกจากนี้ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการแปรรูปข้าว และพบปะเกษตรกรกลุ่มปลูกข้าวหอมกระดังงา ณ บ้านตอหลัง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาจากเกษตรกรในพื้นที่ จ.นราธิวาส เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินจำนวนมาก เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยขณะนี้ตนได้สั่งการในทางสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร หรือ ส.ป.ก.เร่งรัดในการจัดรูปที่ดินให้กับเกษตรกรให้เร็วที่สุด โดยยอมรับว่าการจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรขณะนี้ค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากมีพื้นที่ทับซ้อนกันจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้มีทั้งพื้นที่อุทยาน พื้นที่กรมป่าไม้ ซึ่งทับซ้อนกันกับพื้นที่ ส.ป.ก.จำนวนมาก จนเป็นปัญหาต่อการจัดสรรณพื้นที่ทำกินให้กับเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้นเบื้องต้น ทางรัฐบาลกำลังเร่งรัดในการแก้ปัญหา ในส่วนพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมด โดยจะให้ใช้มาตราส่วนเดียวกันทุกหน่วยงาน โดยในอัตราส่วนเดียวกันทั้งหมด คือ ในมาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 หรือวันแมป เพื่อป้องกันการทับซ้อน โดยจะใช้เป็นมาตราส่วนเดียวกันทุกหน่วยงาน เพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อน เบื้องต้นตนแสนอแนวทางให้กับนายกรัฐมนตรีรับทราบและเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยตนจะนำเสนอต่อ ครม.ให้เร็วที่สุด และคิดว่าน่าจะเป็นแทนทางที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนได้ หากในมาตราส่วนเดียวกันทุกหน่วยงาน

“ตอนนี้ค่อนข้างมีปัญหา เพราะกระทรวงทรัพย์ เขาก็ได้อัตราส่วนอีกอย่าง กรมแผนที่ทหารก็ใช้มาตราส่วนอีกอย่างหนึ่ง ละหน่วยงานมันใช้แผนที่คนละมาตราส่วน มันเลยช่วยเหลือชาวบ้านไม่ได้ เลยบอกว่าหากต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนทุกหน่วยงานต้องใช้มาตราส่วนเดียวกันทั้งหมด วันนี้ผมกราบเรียนให้ท่านนายกรัฐมนตรีทราบแล้ว ว่าหากต้องการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อน ต้องขับเคลื่อนเรื่องการกำหนดอัตราส่วนแผนที่เป็นอันเดียวกันทั้งหมด และให้ทุกหน่วยงานใช้มาตราส่วนเดียวกัน เบื้องต้นท่านเห็นด้วย ซึ่งเราจะเอาวันแมปเข้า ครม.ประกาศเลยว่าจะใช้มาตราส่วนแผนที่เดียวกันทั้งหมด ปัญหาต่างๆ มันถึงจะจบ จ.นราธิวาส ก็เหมือนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จากนี้ไปผมจะตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาขับเคลื่อนให้เป็นรูปมธรรม คิดว่าจากนี้ไปมันคงจะไม่มีปัญหาแล้ว โดยที่ปัญหาที่ผ่านมานายกฯ ได้กำชับมาโดยตลอด การจัดการปัญหาที่ดินต้องชัดเจน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า ในส่วนปัญหาที่ดินทำกินของพื้นที่ จ.นราธิวาส จากนี้ไปจะเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุด และต้องมีความชัดเจนในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร และจะต้องมีความโปร่งใส ขณะเดียวกัน พื้นที่อื่นๆ การจัดสรรณที่ดินก็ต้องมีความโปร่งใสเช่นเดียวกัน โดยจากนี้ไปพื้นที่ ส.ป.ก.ทั้งหมด ที่เหลืออีก 2 หมื่นกว่าไร่ ต้องมีการจัดสรรณที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยจะต้องให้จบให้หมดภายใน 180 วันให้ได้ หากไม่แล้วเสร็จ ผู้เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาตัวเอง ไม่งั้นตอบสังคมไม่ได้ ทุกอย่างต้องจบและต้องโปร่งใส

ดึงวันแมปแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400596?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ดึงวันแมปแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนทั่วประเทศ

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 09:57 น.
วันแมป,สปก,ที่ดิน,อุทยาน,นราธิวาส,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

ธรรมนัส เตรียมเสนอครม.ดึงวันแมป แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนทั่วประเทศ  ลั่นเดินหน้าจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ให้คนยากจน อีก 2 หมื่นไร่จบใน 180 วันทุกขั้นตอนโปร่งใส

23 พฤศจิกายน 2562  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหากับเกษตรกร ในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมผลงานของโรงเรียน ณ โรงเรียนนราสิกขาลัย อ.เมืองนราธิวาส และรับฟังปัญหา แนวทางการพัฒนา การศึกษา

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯมีแนวทางและแนวคิด ที่จะร่วมกับสถานศึกษา ให้มีองค์ความรู้ ด้านการเกษตรฯให้กับทางโรงเรียน ใช้ในการสอนให้กับเด็กนักเรียน ในเรื่องการส่งเสริมการทำเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรฯ ที่ยึดแนวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิดเพื่อให้เด็กนักเรียนนำไปเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องในการปลูกพืชผัก สวนครัว  เสี้ยง สัตว์  ไก่ไข่  ซึ่งจะมีการ ฝึกให้กับเด็กนักเรียน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

ในส่วนการส่งเสริมการปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์ สามารถนำมาเป็นอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน และอาจขยายต่อในการส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับเด็กนักเรียน และนำไปพัฒนา สู่แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาประเทศ ให้มีความมั่นคงในอนาคต เป็นส่วนหนึ่งที่ทางโรงเรียนมีทบาทต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ร้อยเอกธรรมนัสได้เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอสุไหปาดี เพื่อพบปะประชาชนและรับฟังปัญหาเรื่องที่ดินและพื้นที่ที่มีปัญหาจากเกษตรกร นอกจากนี้ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการแปรรูปข้าว และพบปะเกษตรกรกลุ่มปลูกข้าวหอมกระดังงา ณ บ้านตอหลัง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

ทั้งนี้ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาจากเกษตรกร ในพื้นที่ จ. นราธิวาส เกษตรกรส่วนใหญ่ ยังมีปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินจำนวนมาก เช่นเดียวกับพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ จึงได้สั่งการในสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรหรือ สปก.เร่งรัดในการจัดรูปที่ดินให้กับเกษตรกร ให้เร็วที่สุด ยอมรับว่าการจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรขณะนี้ค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากมีพื้นที่ทับซ้อนกับส.ป.ก.จำนวนมาก มีทั้งพื้นที่อุทยาน พื้นที่กรมป่าไม้  จนเป็นปัญหาต่อการจัดสรรพื้นที่ ทำกินให้กับเกษตรกร

อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เกิดขึ้นเบื้องต้นทางรัฐบาล กำลังเร่งรัดในการแก้ปัญหา ในส่วนพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมด โดยจะให้ใช้มาตราส่วนเดียวกันทั้งหมดทุกหน่วยงานคือ 1 ต่อ 4,000 หรือวันแมปเพื่อป้องกันการทับซ้อน จะใช้เป็นเพื่อไม่ให้เกิดการทับซื้อน ตนจะเสนอแนวทางให้กับนายกรัฐมนตรีรับทราบและเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวแล้วให้เร็วที่สุด และคิดว่าน่าจะเป็นแนวทางที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนได้

จ่อเลื่อนแบน 3 สารอีก 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400590?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จ่อเลื่อนแบน 3 สารอีก 6 เดือน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 08:54 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

ปลัดเกษตรฯผงะ งบบานกว่า 3 – 4 หมื่นล้าน เยียวยาเกษตรกรเกือบ 6 แสนครัวเรือน รับผลกระทบยกเลิก3สาร ตีกลับทำตัวเลขใหม่สรุปครั้งหน้า จ่อเลื่อนแบนอีก 6 เดือน

23 พฤศจิกายน 2562 ปลัดกระทรวงเกษตรฯผงะ งบบานทะโล่ กว่า3-4หมื่นล้านบาท เยียวยาเกษตรกรเกือบ6แสนครัวเรือน รับผลกระทบยกเลิก3สาร ตีกลับทำตัวเลขใหม่สรุปครั้งหน้า

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 5ชนิด ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้3สารเคมี ว่าที่ประชุมได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำข้อมูลมาใหม่ เพื่อเสนอการประชุมในสัปดาห์หน้า จึงจะได้สรุปมาตรการรองรับผลกระทบเยียวยาเกษตรกร เพราะในครั้งนี้เสนองบประมาณเยียวยามามากเกินไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท เกษตรกรกว่า5.2แสนครัวเรือน

ขณะนี้ยังไม่รวมเกษตรกรชาวสวนยาง จึงได้ให้ไปรวบรวมมาด้วย คาดว่าจะมีเกือบ 6 แสนครัวเรือน ซึ่งงบเยียวยาอาจมากไปถึง 4 หมื่นล้านบาท  ทั้งนี้มาตรการจ่ายเงินเยียวยาให้ทำเป็นกลุ่มพืชไร่  ไม่ต้องลงเป็นรายชนิดพืช

นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตร ยังเสนอให้ยืดเวลาไปอีก 6 เดือน ระยะเวลาเคลียร์สารเคมี ที่อยู่มีปัจจบัน 2.8 หมื่นตันถ้าใช้เวลาการเก็บคืนให้หมด  น่าจะต้องขอขยายเวลา 6 เดือน หลังจากที่มีประกาศแบน 3 สาร วันที่ 1 ธ.ค.62 และให้บังคับใช้ออกไปอีก 6 เดือน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติตามความเห็นของ 3 กระทรวงให้แบน 3 สาร ส่งผลให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันสาคม 2562 ที่จะมาถึงนี้

ผลของการบังคับใช้ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการและผู้ครอบครองต้องทำลายสารเคมีทั้งสามชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส หรือการส่งสินค้าคงค้างกลับบริษัทผู้ผลิตและส่งไปขายยังประเทศที่ 3 แต่ก็มีผู้ประกอบการออกมาบอกว่าคงไม่สามารถดำเนินการได้ทันเนื่องจากสต๊อกสินค้ามีกว่า 20,000 ตัน แต่เหลือระยะเวลาเพียง 11 วันที่กฎหมายยกเลิกสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้แล้ว

โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 07:34 น.
โรคฉี่หนู
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก  viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ วันนี้อยากเตือนเรื่องของโรคฉี่หนู (Leptospirosis) ซึ่งเป็นโรคของสัตว์ที่สามารถติดต่อมาสู่คนได้ (Zoonosis) และมักจะระบาดในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำท่วมขัง แม้ว่าในช่วงนี้จะไม่ใช่ฤดูฝนที่มักจะเป็นช่วงที่มีการระบาดก็ตามครับ เพราะมีเพื่อนมาปรึกษาถึงอาการเจ็บป่วยของสุนัขที่เลี้ยงไว้ว่า สัตวแพทย์ที่รักษาสงสัยว่าสุนัขของเพื่อนจะเป็นโรคฉี่หนู เพื่อนจึงสงสัยอย่างมากว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะที่บ้านของเพื่อนไม่มีน้ำท่วมและอยู่ในเมือง

เพราะฉะนั้นโรคฉี่หนูที่อยากคุยถึงวันนี้เป็นเรื่องโรคฉี่หนูในสุนัข ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ชิดกับคนมาก โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีการเลี้ยงสุนัขนอกบริเวณบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบทสุนัขก็สามารถเป็นโรคฉี่หนูได้ ที่หมอห่วงคือ เมื่อสุนัขซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับคนมาก โอกาสที่คนจะติดเชื้อฉี่หนูก็สูงตามไปด้วยครับ

เราจะมารู้จักโรคฉี่หนูกันนะครับ โรคฉี่หนูเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งกับคนและสัตว์ การติดเชื้อในคนมีสาเหตุมาจากการสัมผัสดิน น้ำ อาหารที่ปนเปื้อนปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของของสัตว์ที่ติดเชื้อชนิดนี้ เช่น สุนัข วัว ควาย หนู หมู ม้า เป็นต้น

ส่วนอาการมีหลากหลายขึ้นกับชนิดของเชื้อ และปริมาณของเชื้อที่ได้รับ บางรายไม่แสดงอาการ แต่บางรายอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตก็มี ส่วนชนิดของเชื้อเราไม่จำเป็นต้องรู้จักก็ได้ครับเพราะมีหลายชนิดปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์ในการวินิจฉัยเพื่อรักษา

แต่เราจำเป็นต้องทราบว่าโรคฉี่หนูมีการติดต่ออย่างไรเพื่อจะได้สามารถป้องกันได้

เชื้อฉี่หนูจะออกมากับปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อ และอยู่ตามน้ำ ดินที่แฉะ หรืออาหาร โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลรวมถึงรอยขีดข่วน หรือเยื่อบุต่างๆ เช่นปาก ตา จมูก หรือผิวหนังปกติแต่แช่น้ำนานๆ ทำให้ผิวอ่อนนิ่ม ในคนมักติดเชื้อเพราะเหตุนี้ล่ะครับ คือเหยียบดินที่เปียกแฉะ หรือต้องเดินในน้ำท่วมขัง หรืออาจจะติดโรคจากการสัมผัสเชื้อในปัสสาวะสัตว์หรือเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ และเชื้อก็อาจจะเข้าสู่ร่างกายโดยการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป แต่ก็พบได้น้อย

ส่วนอาการที่ปรากฏคือ มีไข้ ป่วยเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ สังเกตจากสุนัขจะไม่อยากขยับตัว อ่อนแรง ซึม เบื่ออาหาร กินน้ำเยอะ ตับและม้ามโต ปัสสาวะมีสีเข้มมาก ซึ่งหากสัตวแพทย์สงสัยก็จะส่งตรวจหาเชื้อ

ซึ่งหากสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงเป็นโรคฉี่หนู หากคนเลี้ยงหรือคนที่สัมผัสสุนัขนั้นรู้สึกไม่ค่อยสบาย รู้สึกปวดเมื่อย ก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะโรคฉี่หนูถ้าทราบเร็วจะสามารถรักษาให้หายได้ไม่น่ากังวล แต่ถ้าปล่อยจนอาการแสดงออกมากนั่นคือสิ่งที่น่าเป็นห่วงครับ

วันนี้หมอเลยอยากทำความเข้าใจว่าโรคฉี่หนูสามารถพบได้ แม้ว่าจะไม่ใช่ฤดูฝน ไม่มีน้ำท่วมขัง และอยู่ในเมือง เพียงแต่พบได้น้อยเท่านั้นครับ

ที่สำคัญ.. อย่าลืมดูแลความสะอาด จัดบ้านให้โปร่ง และกำจัดแหล่งอาหารของหนูนะครับ

“ดิฟเฟนบาเกีย”ปลูกเลี้ยงง่าย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ดิฟเฟนบาเกีย”ปลูกเลี้ยงง่าย!

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 07:18 น.
ดิฟเฟนบาเกีย
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล    udomgarden1@gmail.com

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

ส่วนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมในต่างประเทศนั้นเรามักไม่ค่อยเห็นจากแหล่งผลิตโดยตรงเลย หากจะพบเห็นได้คงมีเพียงต้น ส่วนที่พร้อมใช้ และมีการกระจายในตลาดแล้ว ซึ่งต้นเหล่านั้นคงเกิดแต่ผู้ผลิตที่มีความพร้อมและเห็นโอกาสในมุมมองที่ต่างกันออกไป

ชนิดและต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพจนพร้อมใช้งาน ส่วนหนึ่งมักเกิดจากความเข้าใจในการปลูกเลี้ยง โดยมีปัจจัยการผลิตหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาชนะและขนาดที่เหมาะสม วัสดุปลูกที่เก็บความชื้นและระบายน้ำได้ดี มีสารอาหารที่เหมาะกับพืชชนิดนี้ รวมถึงการจัดการที่ดีพร้อมมีสถานที่จัดวางที่เหมาะ สภาพแสงไม่เข้มหรือร่มมากจนเกินไปและปัจจัยอื่นๆ ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต

โดยที่รู้กันในหมู่นักปลูกเลี้ยงว่า ดิฟเฟนบาเกีย เป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ปลูกเลี้ยงง่าย และที่สำคัญคือไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวนหรือเข้าทำลาย อันอาจเพราะยางของไม้ชนิดนี้มีผลต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆด้วยไม่ใช่เพียงเฉพาะมนุษย์เท่านั้น จึงทำให้ภาพโดยรวมของไม้ชนิดนี้มักไม่ค่อยมีร่องรอยการทำลายจากสัตว์และแมลงศัตรูพืชอื่นใดเลย ซึ่งนับเป็นต้นทุนทางปัจจัยการผลิตอีกประการหนึ่งที่ไม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเฉกเช่นไม้ประดับอีกหลายๆ ชนิดที่ปลูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมเดียวกัน

ปัจจุบันไม้ประดับสกุลนี้จึงค่อยๆ ได้รับความสนใจ และมีการนำมาใช้ประดับยังสถานที่ต่างๆ อย่างแพร่หลายเพิ่มขึ้น ด้วยชนิดพันธุ์ที่มีความสวยและมีราคาที่จับต้องได้โดยไม่สูงมากจนเกินไปสำหรับต้นที่มีขนาดพอดีพร้อมใช้ไม่เล็กหรือใหญ่เกินขนาด

แต่อาจจะพบบ้างในบางชนิดที่มีความพิเศษจากสภาพการเป็นไม้ลูกผสมชนิดใหม่หรือแม้จะเป็นพันธุ์เก่าหายากก็ตามที ที่มีปริมาณไม่ค่อยมากนักและยังคงมากด้วยคุณค่า สวยแปลกตาหายากมากกว่าชนิดพันธุ์อื่นที่มีทั่วไป และคงมีความต้องการตามระบบกลไกตลาดนั่นเอง จึงนับเป็นอีกโอกาสที่พร้อมจะเป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่ง แม้จะเป็นไม้ที่ทั่วไปรู้ว่ามีพิษ แต่ใช่ว่าจะมองผ่านเลยไปเพียงเพราะเหตุที่ขาดความเข้าใจโดยถ่องแท้ จนเข้าไม่ถึงคุณค่าของไม้ประดับที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์นี้อย่างที่น่าเสียดาย..

ท่อง”ฟาร์มสเตย์ดร.เสรี”ยลวิถีพอเพียงเมืองน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 ท่อง”ฟาร์มสเตย์ดร.เสรี”ยลวิถีพอเพียงเมืองน่าน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 06:49 น.
ฟาร์มสเตย์,เสรี ทองมาก
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

 ท่อง”ฟาร์มสเตย์ดร.เสรี”ยลวิถีพอเพียงเมืองน่าน

น่าน มนต์เสน่ห์เมืองเหนือที่เป็นจุดหมายปลายทางของหลายๆ คน  น่านวันนี้หลายพื้นที่ถูกพัฒนาจากพืชเชิงเดี่ยวมาทำเกษตรผสมผสาน พร้อมทั้งลด ละ เลิก การใช้สารเคมีหันมาทำเกษตรอินทรีย์และปรับพื้นที่เป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร หวังให้เป็นอีกทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องจำเจอยู่กับยอดเขายอดดอย

ดร.เสรี ทองมาก กับโรงปุ๋ยอินทรีย์

หนึ่งในนั้นคือ“ฟาร์มสเตย์ของ ดร.เสรี ทองมาก” นักคิด นักพัฒนาสังคมและผู้จัดการมูลนิธิพัฒนรักษ์ ที่นำองค์ความรู้จากการทำงานเพื่อสังคมมาค่อนชีวิต เนรมิตพื้นที่รกร้างว่างเปล่าจากแปลงปลูกมันสำปะหลังและไร่ข้าวโพดใน ต.ภูเพียง อ.ภูเพียง จ.น่าน มาทำเป็นฟาร์มสเตย์และศูนย์เรียนรู้ฟาร์มโคเนื้ออินทรีย์ครบวงจรให้คนในพื้นที่ได้มาศึกษาเรียนรู้ พร้อมนำไปปรับใช้สำหรับการประกอบอาชีพเพื่อลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมี

โฮมสเตย์ ภายในฟาร์มรองรับผู้มาเยือน

ขณะเดียวกันยังเปิดให้นักท่องเที่ยวและคนภายนอกที่สนใจได้มาสัมผัส พร้อมมีที่พักระดับวีไอพีรองรับ(มีห้องจำนวนจำกัด) และยังให้บริการอาสาพาชมเมืองน่านหากลูกค้าใช้บริการที่พักสนใจในราคาเป็นกันเอง สนใจโทร.08-1257-8538, 08-19111446

   “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตาม “ดร.เสรี ทองมาก” นักคิด นักพัฒนาสังคมและผู้จัดการมูลนิธิพัฒนรักษ์ ไปสัมผัสอาณาจักรฟาร์มสเตย์ ดร.เสรีและศูนย์เรียนรู้ฟาร์มโคเนื้อครบวงจร ที่ ดร.เสรีและภรรยาได้ริเริ่มดำเนินการเมื่อ 3 ปีที่แล้ว หวังให้เป็นสถานที่เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการโคเนื้อและเกษตรอินทรีย์ครบวงจร โดยใช้โคเป็นตัวจักรในการขับเคลื่อน เนื่องจากโค ถือเป็นต้นน้ำสำคัญที่สามารถต่อยอดไปได้อีกหลากหลายอาชีพทางด้านการเกษตรในการสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว ภายใต้สโลแกน “3 ปีแรกคนเลี้ยงโค 3 ปีต่อมาโคเลี้ยงคน”

ฟาร์มสเตย์แห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 28 ไร่ ใน ต.ภูเพียง อ.ภูเพียง จ.น่าน อยู่ห่างจากตัวเมืองน่านไปทางวัดพระธาตุแช่แห้ง ประมาณ 15 กิโลเมตร ตามถนนลาดยางสองเลน เลยวัดภูเพียงประมาณ 1 กิโลเมตรจะมีป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางถนนลูกรังที่รายล้อมไปด้วยสวนยางพาราอยู่ในระยะเปิดกรีดอีกประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองถึงสถานที่ตั้งฟาร์มประมาณ 20 นาที บริเวณมีรั้วรอบขอบชิดด้วยลวดหนาม จะสังเกตเห็นโฮมสเตย์หลังสีแดงเข้มสองชั้นตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางฟาร์มไว้สำหรับรองรับผู้มาเยือน

ฟาร์มโคเนื้อ

        “อยากทำเกษตรอินทรีย์ แต่ทำไมต้องมาเริ่มที่โค” เปิดประเด็นคำถามด้วยความสงสัยระหว่างเดินชมฟาร์ม ก่อนได้รับคำเฉลยจากเจ้าของฟาร์มว่าก็เพราะต้องการใช้โคเป็นสะพานเชื่อมจุดเริ่มต้นเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มจากผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์จากมูลโคเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่ฟาร์ม ส่วนที่เหลือนำมาใช้ปรับปรุงบำรุงดินเสริมธาตุอาหารให้กับพืชผักสมุนไพรที่ปลูกภายในฟาร์ม หลังผืนดินดังกล่าวใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรมาอย่างยาวนานจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวทั้งข้าวโพดและมันสำปะหลัง

ดร.เสรียอมรับว่าไม่ง่ายในการปรับสภาพดินที่เต็มไปด้วยสารเคมี ต้องใช้เวลากว่า 3 ปีที่เริ่มลงมือดำเนินการในขั้นตอนแรกคือเรื่องดิน จนวันนี้สภาพดินเข้าสู่ความเป็นอินทรีย์เกือบ 100% โดยเห็นได้จากไส้เดือนที่มีอยู่เต็มไปหมดภายในพื้นที่ฟาร์มเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความปลอดภัยและความเป็นอินทรีย์ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากมูลโคภายในฟาร์ม จากเริ่มต้นเพียง 16 ตัว วันนี้ออกลูกออกหลานมีจำนวนมากถึง 39 ตัว

“มีมาเกือบทุกวันทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ ถ้าเป็นคนนอกจะมากันเป็นครอบครัว มาพักที่นี่เช้าออกไปเที่ยวอื่นเย็นกลับมาพักที่นี่ ซื้อของจากข้างนอกกลับมาทำกันเอง เพราะห้องครัวให้ทำกันเอง หรือบางคนก็กินมาจากข้างนอก  ที่พักเราเป็นแบบฟาร์มสเตย์ มีบริการเฉพาะกาแฟและอาหารเช้า หากเป็นมื้อใหญ่ลูกค้าส่วนใหญ่จะไปกินกันข้างนอก แต่ถ้าเป็นคนในพื้นที่ก็จะมาเป็นกลุ่มมาศึกษาดูงานอย่างเดียวไม่ได้พักที่นี่” ดร.เสรีให้ข้อมูล

โชคดีวันนี้มีกลุ่มแม่บ้านอสม.ของ จ.น่าน มาดูงานประมาณ 20 คน จึงได้ร่วมคณะเดินเยี่ยมชมกับเขาด้วย โดยจุดแรกเป็นคอกเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งตั้งอยู่ทางท้ายฟาร์ม แบ่งเป็นคอก ประกอบด้วย คอกพ่อแม่พันธุ์ คอกลูกโคขุนและคอกลูกโคเกิดใหม่ มีคนงานคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อเข้าไปใกล้กลับรู้สึกไม่เหม็นกลิ่นมูลโคเหมือนคอกโคทั่วไป ซึ่งเจ้าของฟาร์มอธิบายว่าที่ไม่มีกลิ่นเป็นเพราะภายในคอกจะโรยแกลบและราดด้วยน้ำอีเอ็มกำจัดกลิ่น

หลังใช้เวลาเดินสำรวจกิจกรรมบริเวณฟาร์มโคพักใหญ่ จากนั้นจึงเดินข้ามฝั่งมายังโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ที่ดร.เสรีบอกว่าเป็นสูตรเฉพาะที่คิดค้นขึ้นเอง ซึ่งประกอบด้วย 3 สูตร ได้แก่ สูตรแรก นำขี้ไส้เดือนมาผสมกับแกลบมูลวัว จากนั้นทำการหมักไว้ประมาณ 10 วัน โดยใช้เชื้อจุลินทรีย์เป็นส่วนผสมเพื่อการย่อยสลาย ก่อนนำไปใส่พืชผัก ต้นไม้และใส่เพื่อปรับปรุงบำรุงดินต่อไป สูตรที่สอง เป็นการนำสูตรแรกมาบดให้ละเอียด โดยเครื่องบดปุ๋ย ก่อนนำไปใช้ประโยชน์ ส่วนสูตรที่สาม เป็นการนำสูตรที่สองมาอัดเม็ดแล้วใส่จุลินทรีย์บางตัวเข้าไป ก่อนจะนำไปบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายและใช้ประโยชน์ต่อไป โดยสูตรนี้จะเหมาะกับไม้ดอกไม้ประดับชนิดต่างๆ รวมถึงกล้วยไม้ทุกสายพันธุ์

ดร.เสรียืนยันว่าทุกวันนี้รายได้หลักของฟาร์มมาจากการจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งมีกำลังผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ตันต่อเดือน สนนราคาจำหน่ายสูตรแรก 5 บาทต่อกิโลกรัม สูตรสอง 10 บาท และสูตรสาม 15 บาท โดยบรรจุถุง ถุงละ 5 กิโลกรัมเพื่อสะดวกในการขนส่ง ปัจจุบันปุ๋ยอินทรีย์สูตร ดร.เสรี ส่วนใหญ่จำหน่ายอยู่ในพื้นที่จ.น่าน และตอนนี้ยังผลิตไม่พอจำหน่ายอีกด้วย

เสร็จแล้วไปดูจุดสุดท้ายเป็นพื้นที่โล่งประมาณ 10 กว่าไร่ที่เจ้าของฟาร์มตั้งใจแบ่งให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงในการปลูกพืชผักสมุนไพรฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตภายในฟาร์มและเมล็ดพันธุ์เองเท่านั้น โดยพื้นที่บริเวณนี้เจ้าของฟาร์มมีความตั้งใจอยากให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมและมาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ภายในฟาร์มร่วมกันเพื่อจุดประกายแนวคิดเกษตรอินทรีย์ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเองต่อไป

    สนใจเยี่ยมชมฟาร์มสเตย์ ดร.เสรี ทองมากเป็นหมู่คณะโทร.08-1257-8538, 08-19111446

มนัญญา แฉมีกระบวนการตีกินจัดฉากจับเกษตรกรเป็นแพะรับบาป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400519?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มนัญญา แฉมีกระบวนการตีกินจัดฉากจับเกษตรกรเป็นแพะรับบาป

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบนสารเคมี,พาราควอต,มนัญญา,เกษตรกร
เปิดอ่าน 275 ครั้ง

มนัญญา เตือนเกษตรกรเร่งส่งคืน 3 สารแฉเริ่มมีกระบวนการตีกิน จัดฉาก จับเกษตรกรเป็นแพะรับบาป

23  พฤศจิกายน 2562 มนัญญา เตือนเกษตรกรเร่งส่งคืน 3 สารแฉเริ่มมีกระบวนการตีกิน จัดฉาก จับเกษตรกรเป็นแพะรับบาป อาจเสี่ยงติดคุกเสียค่าปรับเป็นล้าน เพื่อโยนความผิดนโยบายรมต.เกษตรฯ  จี้ทุกหน่วยงานเร่งด่วนดูแลประชาชน เกษตรกร พร้อมสยบม็อบเสื้อดำ หากมากดดันจะเจอม็อบเสื้อขาว ส่วนกรมวิชาการเกษตร ชงสารเคมี 17 ชนิดกำจัดวัชพืช 9ชนิด กำจัดศัตรูพืช ทดแทน3สาร วิธีทำเกษตรลดต้นทุนแล้ว

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมมอบนโยบายในการควบคุมกำกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ให้กับสารวัตรเกษตรทั่วประเทศกว่า 300 คน ได้รับแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานทันทีที่มีประกาศของคณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส โดยจะมีผลห้ามนำเข้า ส่งออก จำหน่าย ผลิต ครอบครอง ในวันที่1ธ.ค.62

โดยกล่าวว่าที่เรียกมาประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจให้ตรงกันถึงการปฏิบัติต่อร้านค้า เกษตรกร บริษัทและผู้ครอบครอง ทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีปัญหาว่ามีเกษตรกร หรือประชาชน ถูกจับดำเนินคดีที่ครอบครองสารเหล่านี้ ทั้งนี้ย้ำว่าอย่าให้มีเรื่องการไปเรียกรับผลประโยชน์ จะไปเข้าทางคนที่จ้องอยู่ เพราะเริ่มขบวนการดิสเครดิต กลั้นแกล้ง ทั้งตัวรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯและกรมวิชาการเกษตร หากมีจัดฉากเข้าไปหาเกษตรกรที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือคนที่ตั้งใจกระทำผิดเพื่อให้เกิดประเด็นข่าวว่านโยบาย 3 สารทำให้เกษตรกรติดคุก โดนปรับ 8 แสนบาท เป็นล้านบาท เพราะขณะนี้มีคนรอดิสเครดิต จัดฉากอยู่

ดังนั้นให้สารวัตรเกษตร ทุกคนลงพื้นที่ประสานกับท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกรมฯประสานกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัด ออกเสียงตามสาย หอกระจาย สร้างการรับรู้ให้เกษตรกร ชาวบ้าน ได้รับทราบโดยเร่งด่วนเพื่อให้ทันกับวันที่1ธ.ค.ไปชี้แจงให้ชัดว่าเกษตรกรต้องทำอย่างไร นำสารมาคืนจุดไหน และถ่ายรูป ลงบันทึกไว้ให้ชัดเจน

หากทุกคนทำให้ถูกต้องเราพร้อมจะปกป้องเวลาใครมาด่ากรม เราก็ไม่พอใจ แต่ลูกน้องเรา เราด่าได้ เพราะฉะนั้นอย่าให้มีเด็ดขาด กรณีไปจับเกษตรกรเข้าคุก และวันจันทร์ที่ 25 พ.ย.จะประชุมกับสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศเพื่อสั่งการแนวทางควบคุม 3 สารที่อยู่ในมือของสหกรณ์การเกษตร ร้านค้าสหกรณ์ทุกพื้นที่ จะได้ช่วยกันทำให้สารพิษเหล่านี้หมดไปจากประเทศไทย และฝากย้ำอย่าให้มีข่าวว่าสารวัตรเกษตร ไปตีกิน ไม่อยากให้มีภาพแบบนี้

จะโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิด รวมทั้งขณะนี้ร้านค้า ต่างๆ บริษัทค้าสารเคมีหลายแห่ง ที่มีข่าวว่าจัดโปรโมชั่นลดกระหน่ำ เพื่อผลักให้สารเคมีกับไปอยู่ในมือเกษตรกร ดังนั้นต้องช่วยกันดูแลเกษตรกร ไม่ให้กลายเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งสารวัตรเกษตร อยู่ในพื้นที่รู้ดีว่าสารอยู่ในมือใครบ้าง ทั้งหน้าร้าน หลังร้าน อย่ามาคิดว่าจะไม่ตั้งใจทำ เพราะยังมั่นใจว่าจะไม่แบน ขอให้เลิกคิด เพราะมติออกมาแล้ว ใครจะมากลับมติให้ตอบสังคมด้วย จึงไม่กังวล มีการนัดใส่เสื้อดำมากดดันการประชุมครม.วันอังคารหน้า อย่าลืมว่าเมื่อมีม็อบเสื้อดำ เดี่ยวเสื้อขาวก็ออกมา ม็อบเสื้อขาวก็เกิดได้เหมือนกัน

การเมือง/22 พ.ย.
“มนัญญา เตือนเกษตรกรเร่งส่งคืน3สารพิษ แฉเริ่มมีกระบวนการตีกิน จัดฉาก จับเกษตรกรเป็นแพะรับบาป อาจเสี่ยงติดคุกเสียค่าปรับเป็นล้าน เพื่อโยนความผิดนโยบายรมต.เกษตรฯแบน3สาร จี้ทุกหน่วยงานเร่งด่วนดูแลประชาชน เกษตรกร พร้อมสยบม็อบเสื้อดำ หากมากดดันจะเจอม็อบเสื้อขาว ส่วนกรมวิชาการเกษตร ชงสารเคมี 17 ชนิดกำจัดวัชพืช 9ชนิด กำจัดศัตรูพืช ทดแทน3สาร วิธีทำเกษตรลดต้นทุนแล้ว”

เมื่อวันที่ 22พ.ย.น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมมอบนโยบายในการควบคุมกำกับวัตถุอันตรายชนิดที่4 ให้กับสารวัตรเกษตรทั่วประเทศกว่า300คน ได้รับแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานทันทีที่มีประกาศของคณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกการใช้ 3สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส โดยจะมีผลห้ามนำเข้า ส่งออก จำหน่าย ผลิต ครอบครอง ในวันที่1ธ.ค.62 ว่าที่เรียกมาประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจให้ตรงกันถึงการปฏิบัติต่อร้านค้า เกษตรกร บริษัทและผู้ครอบครอง ทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีปัญหาว่ามีเกษตรกร หรือประชาชน ถูกจับดำเนินคดีที่ครอบครองสารเหล่านี้ ทั้งนี้ย้ำว่าอย่าให้มีเรื่องการไปเรียกรับผลประโยชน์ จะไปเข้าทางคนที่จ้องอยู่ เพราะเริ่มขบวนการดิสเครดิต กลั้นแกล้ง ทั้งตัวรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯและกรมวิชาการเกษตร หากมีจัดฉากเข้าไปหาเกษตรกรที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือคนที่ตั้งใจกระทำผิดเพื่อให้เกิดประเด็นข่าวว่านโยบาย3สารทำให้เกษตรกรติดคุก โดนปรับ8แสนบาท เป็นล้านบาท เพราะขณะนี้มีคนรอดิสเครดิต จัดฉากอยู่ ดังนั้นให้สารวัตรเกษตร ทุกคนลงพื้นที่ประสานกับท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกรมฯประสานกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัด ออกเสียงตามสาย หอกระจาย สร้างการรับรู้ให้เกษตรกร ชาวบ้าน ได้รับทราบโดยเร่งด่วนเพื่อให้ทันกับวันที่1ธ.ค.ไปชี้แจงให้ชัดว่าเกษตรกรต้องทำอย่างไร นำสารมาคืนจุดไหน และถ่ายรูป ลงบันทึกไว้ให้ชัดเจน

“หากทุกคนทำให้ถูกต้องเราพร้อมจะปกป้องเวลาใครมาด่ากรม เราก็ไม่พอใจ แต่ลูกน้องเรา เราด่าได้ เพราะฉะนั้นอย่าให้มีเด็ดขาด กรณีไปจับเกษตรกรเข้าคุก และวันจันทร์ที่25พ.ย.จะประชุมกับสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศเพื่อสั่งการแนวทางควบคุม3สารที่อยู่ในมือของสหกรณ์การเกษตร ร้านค้าสหกรณ์ทุกพื้นที่ จะได้ช่วยกันทำให้สารพิษเหล่านี้หมดไปจากประเทศไทย และฝากย้ำอย่าให้มีข่าวว่าสารวัตรเกษตร ไปตีกิน ไม่อยากให้มีภาพแบบนี้ จะโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิด รวมทั้งขณะนี้ร้านค้า ต่างๆ บริษัทค้าสารเคมีหลายแห่ง ที่มีข่าวว่าจัดโปรโมชั่นลดกระหน่ำ เพื่อผลักให้สารเคมีกับไปอยู่ในมือเกษตรกร ดังนั้นต้องช่วยกันดูแลเกษตรกร ไม่ให้กลายเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งสารวัตรเกษตร อยู่ในพื้นที่รู้ดีว่าสารอยู่ในมือใครบ้าง ทั้งหน้าร้าน หลังร้าน อย่ามาคิดว่าจะไม่ตั้งใจทำ เพราะยังมั่นใจว่าจะไม่แบน ขอให้เลิกคิด เพราะมติออกมาแล้ว ใครจะมากลับมติให้ตอบสังคมด้วย จึงไม่กังวล มีการนัดใส่เสื้อดำมากดดันการประชุมครม.วันอังคารหน้า อย่าลืมว่าเมื่อมีม็อบเสื้อดำ เดี่ยวเสื้อขาวก็ออกมา ม็อบเสื้อขาวก็เกิดได้เหมือนกัน “น.ส.มนัญญา กล่าว

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯและประธานคณะทำงานตรวจสอบสตอก3สาร กล่าวว่าจากนี้สารวัตรเกษตร ต้องลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานในทิศทางเดียวกันหลังจากนี้กรมวิชาการเกษตร ต้องออกแนวปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรและผู้ที่เกี่ยวข้อง  ในข้อปฏิบัติกรณีวัตถุอันตรายชนิดที่4 ไกลโฟเซต พาราควอต คลอร์ไพริฟอส เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติเนื่องจากพบว่าปัจจุบันมีร้านค้าสารเคมีเกษตรทั่วประเทศ 14,000 ร้านค้า ข้อมูล ณ วันที่12 พ.ย.62 เพราะฉะนั้นหากแต่ละร้านค้าขายไปรายละ10ขวดเท่ากับเป็นแสนขวดอยู่ในมือเกษตรกร ที่ไม่รู้จักสาร ที่ซื้อเพราะยี่ห้อ ไม่รู้จะมาสารประกอบอะไร บางยี่ห้ออาจมี3สารนี้ จะเสี่ยงที่จะมีความผิดได้เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รมช.เกษตรฯได้ย้ำมาตลอดให้เร่งรัดทำความเข้าใจสื่อสารในพื้นที่ผ่านหอกระจายข่าว

“เราห่วงเกษตรกร เพราะเข้าไม่รู้ แต่สำหรับร้านค้า บริษัท นำเข้า ผลิต พวกนี้รู้แน่นอน และรัฐมีท่าทีจะแบน3สารตั้งแต่ปี60แล้ว ดังนั้นรู้กันอยู่ในเรื่องกฎหมาย ขณะที่เจ้าหน้าที่เองบางรายสบช่องหาผลประโยชน์ อย่าทำร้ายเกษตรกรเลย ดังนั้นสิ่งที่รมช.เกษตรฯย้ำให้เกิดแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อต้องการไม่ให้เกิด คำว่า คิดว่า คาดว่า เพื่อเป็นช่องใช้ดุลพินิจเรียกประโยชน์ หรือทำให้มีเรื่องเล็ดรอดไปขายหลังร้าน “นายฉกรรจ์ กล่าว

ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯกล่าวว่าในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่27 พ.ย.นี้เป็นการประชุมรับรองมติแบน3สารของมติเมื่อวันที่22 ต.ค.ของคณะกรรมการชุดเดิม ดังนั้นหากคณะกรรมการกอ.ชุดใหม่ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน แต่กรรมการเป็นชุดเดิมเกือบทั้งหมด ซึ่งจะหยิบเรื่องมติแบนมาทบทวนหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่รมว.อุตสาหกรรม ต้องสังคมให้ได้ว่ามีเหตุอะไรใหม่จึงนำมาทบทวน เพราะกรรมการชุดที่แล้ว ก็ล้วนเป็นผู้มีคุณสมบัติวุฒิภาวะ คุณวุฒิ อย่างไรก็ตามกรรมการผู้ทรงวุฒิ บางคนก็มาจากตัวแทนสมาคมผู้ค้าสารเคมี ที่คัดเลือกกันมา เป็นกรรมการอยู่ด้วย อาจเสนอทบทวนขึ้นมาได้ แต่ขึ้นอยู่กับประธาน จะรับเรื่องมาเป็นวาระในการประชุมเพื่อทบทวนหรือไม่ ซึ่งขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ดูผลการประชุมสภาด้วยมีการโหวตให้ผ่านพ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน ด้วยเสียงท้วมท้น หากพลิกมติแบน ตนเกรงว่าบ้านเมืองจะวุ่นวายหนัก

นายสุรเดช ปัจฉิมกุล รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าสารวัตรเกษตรทุกคนเข้าใจถึงวิธีการเก็บคืนสาร ได้ถามในการประชุมไม่มีใครมีปัญหา มีคู่มือปฏิบัติชัดเจนว่า ขั้นตอนแรกต้องไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเกษตรกร ไม่ใช่ไปจับกุม และหากพบสาร ให้มีการถ่ายรูปบันทึก ลงแบบฟอร์ม ที่กรมกำหนด พร้อมเก็บคืนภายในเวลา30วัน ไม่มีการดำเนินคดีกับเกษตรกร โดยมีสำนักงานควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร 8 แห่งทั่วประเทศ และสำนักวิจัยพัฒนาพันธ์พืช รวม63แห่ง อีกทั้งอาจให้ศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตการเกษตร 882 ศูนย์ ทุกอำเภอ เป็นจุดรับเก็บคืนสารจากเกษตรกรเพื่ออำนวยความสะดวกด้วย ซึ่งปัญหาเรื่องการขายสารหลังร้านจะไม่เกิดขึ้นเพราะตั้งแต่วันที่1ธ.ค.ในระยะเวลา 30 วันจากที่มีประกาศคณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกใช้3สาร จะต้องไม่มีสาร3ตัวนี้ในประเทศไทย เพราะนอกจากบังคับใช้พ.ร.บ.วัตถุอันตราย แล้วยังมีพ.ร.บ.พันธ์พืช พ.ร.บ.เมล็ดพันธ์ ด้วย

ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตร ได้เสนอข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี คงเหลือและสารเคมีทดแทน วิธีทำเกษตรและสารทดแทน3สารเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร หลังเลิกพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยแบ่งเป็นการกำจัดวัชพืช มีสารเคมีทดแทน 17 ชนิด และวิธีการกำจัดวัชพืช มี2-6แบบ การกำจัดแมลงศัตรูพืช มีสารเคมี ทดแทน คลอร์ไพริฟอส 9ชนิด และมีแนวการใช้เครื่องจักรกลเกษตรผสมผสานกับสารเคมี กำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอก สามารถทดแทนสารเคมีกำจัดวัชพืชได้ รวมทั้งควรจะมีการจัดรูปที่ดินเพื่อให้บริหารจัดการเครื่องจักรทำงานพื้นที่กว้างได้ง่ายส่งผลต่อต้นทุนการจ้างและควรหาเครื่องเหมาะสมกับการบริหารจัดการแปลง ทั้งการจ้างเครื่องจักร การใช้สารเคมีที่ลดต้นทุนได้ อีกทั้งประเทศไทยสามารถผลิตเครื่องจักรการเกษตรได้เอง ไม่ต้องพึ่งการนำเข้าเหมือนสารเคมี

กรมวิชาการเกษตร ได้รายงานข้อมูลเกษตรกร อ้างอิงสำนักนำงานสถิติแห่งชาติ ว่าครัวเรือนเกษตรกร 3.093 ล้านครัวเรือน หรือ 56.36เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการสารเคมีกำจัดศัตรูพืช นอกจากนั้นงานวิจัยการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่าเกษตรกรสวนปาล์มจ.กระบี่ ใช้สารกำจัดวัชพืชเพียง26เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรชาวสวนยาง จ.สงขลา ใช้สารกำจัดวัชพืชเพียง11.52 เปอร์เซนต์ อีก71.99 เปอร์เซ็นต์ ใช้เครื่องตัดหญ้า 9.68เปอร์เซ็นต์ ใช้รถไถ

สำหรับคู่มือการปฏิบัติงานสารวัตรเกษตรฯกรณี3สารเป็นวัตถุอันตรายประเภท4 เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่1511/2562 เรื่องการดำเนินการกับวัตถุอันตรายชนิดที่4 ในข้อปฏิบัติสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้อง กำหนดให้การแจ้งปริมาณการครอบครองให้แจ้งปริมาณที่มีไว้ครอบครองกับพนักงาน ตามแบบฟอร์ม การแจ้ง การครอบครอง ณ พื้นที่สำนักงานควบคุมพืช วัสดุการเกษตร กทม.และต่างจังหวัด ศูนย์วิจัยพัฒนาพันธ์พืช โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ผู้ผลิตนำเข้า ผู้จำหน่าย ร้านค้าและผู้มีไว้ในครอบครอง ต้องตรวจนับปริมาณการครอบครองทำการอายัด วัตถุอันตรายดังกล่าว ไว้ที่โรงงาน หรือร้านค้า หรือสถานที่มีไว้ในครอบครอง เมื่อพ้นกำหนด15วันที่แจ้งครองครองแล้ว ให้รอส่งมอบและขนย้ายภายใน15วัน เพื่อไปเก็บรักษาไว้ที่จุดรวบรวมที่กรมกำหนด

ในส่วนการทำลายสาร ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2535 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 52 กำหนดเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้นำผ่าน ผู้ส่งออก ผู้นำกลับเข้ามา ผู้ส่งกลับออกไป หรือผู้ที่ไว้ในครอบครอง เป็นผู้มีภาระในการกำจัดสาร กรณีหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเจ้าของวัตถุอันตรายต้องชดใช้เงินแก่ราชการ หากดำเนินการเปิดรับบริษัทรับจ้างทำลาย จะมีการว่าจ้างบริษัทรับทำลาย มีการประกวดราคาตามที่กฎหมายกำหนด โดยบริษัทรับจ้างทำลายต้องมีการขนย้าย วัตถุอันตรายตามจุดรวบรวมด้วย

นอกจากนั้นได้มีมาตรการป้องกันลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจพืช ตรวจสอบการนำเข้าวัตถุอันตรายร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนการตรวจภายในประเทศให้สารวัตรเกษตร ดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้จัดจำหน่าย ร้านค้า และผู้มีไว้ครอบครองอย่างเข้มงวดทุกราย ถ้าพบผิดดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ให้เครือข่ายอาสาสารวัตรเกษตร เป็นผู้เฝ้าระวังและแจ้งเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้กรณีที่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 มีการผลิต นำเข้าหรือครอบครอง ผู้มีสารครอบครองภายหลังเวลาประกาศห้ามต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีกระทำโดยประมาท ระวางโทษปรับไม่เกิน 8 แสนบาท

ส่วนสต๊อก 3 สาร ตัวเลข 1 ม.ค.-30 มิ.ย.62 รวม 36,243ตัน  แบ่งเป็น ไกลโฟเซต นำเข้า 25,283ตัน จาก82บริษัท มีเพียง 23 บริษัท สัดส่วนนำเข้า 71 เปอร์เซ็นต์ พาราควอต นำเข้า 9,944 ตันจาก 40 บริษัท มี 7 บริษัท นำเข้า 71 เปอร์เซ็นต์ คลอร์ไพริฟอส นำเข้า 1,016 ตัน จาก 23 บริษัท มี 6 บริษัทนำเข้า 70 เปอร์เซนต์ทั้งนี้ปริมาณสารคงเหลือล่าสุด3สาร วันที่ 12 พ.ย.62 รวม 38,855.36 ตัน