จีนเร่งขึ้นทะเบียนผู้ผลิตคาดนำเข้าข้าวไทยกว่าล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400565?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จีนเร่งขึ้นทะเบียนผู้ผลิตคาดนำเข้าข้าวไทยกว่าล้านตัน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ส่งออกข้าว,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,จีน
เปิดอ่าน 66 ครั้ง

ชาวนาไทยเฮ เฉลิมชัย ขอให้จีนเร่งขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ผลิตและแปรรูปข้าวล็อตที่ 2 คาดส่งออกข้าวเพิ่มอีกมากกว่า 1 ล้านตัน มูลค่ากว่า 27,000 ล้านบาท

23 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าพบหารือกับนายจาง จี้เหวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC)

ทั้งนี้เพื่อขอบคุณ GACC ที่ได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกข้าวจากไทยไปจีน โดยฝ่ายไทยได้เสนอรายชื่อผู้ผลิตฯ ชุดที่ 2 ให้ GACC เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนแล้ว ซึ่ง GACC แจ้งว่า จะเร่งพิจารณารายละเอียดในการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตฯ ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

“ถือเป็นโอกาสสำคัญ ที่ผมและคณะผู้บริหารกระทรวง ได้มาพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของจีน ซึ่งจีนแจ้งว่า ข้าวไทยเป็นที่นิยมอย่างมากในจีน รวมทั้งจีนให้ความสำคัญกับการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าวจากไทย ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 49 ราย รัฐบาลไทยมีนโยบายให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME รายย่อย จึงมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเพื่อส่งออกไปจีน วันนี้ จึงถือเป็นข่าวดียิ่งที่ฝ่ายจีนตอบรับที่จะให้การสนับสนุนและเร่งรัดในการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอีกล็อตใหญ่ ซึ่งคาดว่าข้าวไทยกว่า 1 ล้านตัน จะถูกส่งออกมายังจีนในเร็ววันนี้” นายเฉลิมชัยกล่าว

นอกจากนี้ สองฝ่ายยังได้หารือเพิ่มเติมในด้านการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนที่สำคัญ อาทิเช่น การเร่งรัดพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการตรวจสอบกักกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกจากไทยไปจีน, การเร่งรัดการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้เพิ่มเติม, การส่งออกสุกรแช่เย็นแช่แข็งของไทย, การส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากไทยไปจีน, การส่งออกรังนกดิบ, การตรวจประเมินโรงงานผู้ผลิตสัตว์ปีก

รวมทั้ง การขอให้ด่านตงซิง ซึ่งเป็นด่านนำเข้าผลไม้แห่งที่สองของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งรัฐบาลจีนอนุญาตให้สามารถนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศแล้ว สามารถนำเข้าผลไม้ไทยผ่านการขนส่งทางบก เช่นเดียวกับด่านโหย่วอี้กว่าน เพื่อรองรับการส่งออกผลไม้จากไทยไปจีนในอนาคต

ทั้งนี้ ฝ่ายจีนรับจะนำทุกข้อเสนอของฝ่ายไทยไปพิจารณาในข้อมูลด้านเทคนิค และจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายไทย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นที่พอใจอย่างเร็วที่สุด

ป่าไม้เมินปารีณาไม่นำชี้แนวเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400541?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ป่าไม้เมินปารีณาไม่นำชี้แนวเขต

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ฟาร์มไก่,ปารีณา,สปก,กรมป่าไม้,รังวัดแนวเขต
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

อธิบดีกรมป่าไม้เผยคณะทำงานเตรียมข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ แผนที่พร้อมตรวจสอบฟาร์มไก่ เมินปารีณาหากไม่นำชี้แนวเขต พร้อมลุยพิสูจน์ข้อเท็จจริง

23 พฤศจิกายน 2562 อธิบดีกรมป่าไม้เผยคณะทำงานร่วมกรมป่าไม้และส.ป.ก.เตรียมประชุมรวบรวมข้อมูลทั้งทางเอกสาร ตรวจสอบแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณฟาร์มไก่ของ “ปารีณา” เพื่อให้พร้อมสำหรับการเข้ารังวัดและชี้แนวเขตวันที่ 24 พ.ย. นี้ ยืนยัน แม้ “ปารีณา” ไม่มานำชี้แนวเขต คณะทำงานจะเข้าตรวจสอบแน่นอน ระบุ รมต. ทั้ง 2 กระทรวงย้ำให้ทำอย่างรวดเร็วและรอบคอบ

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า คณะทำงานทั้งของกรมป่าไม้และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมประชุมกันเพื่อตรวจสอบเอกสารการส่งมอบพื้นที่จากกรมป่าไม้ให้ส.ป.ก. จัดทำเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน แผนที่ของทั้ง 2 หน่วยงาน และภาพถ่ายทางอากาศบริเวณที่น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้

รวมทั้งระบุว่า ทำฟาร์มไก่ เนื้อที่ประมาณ 1,700 ไร่ หมู่ที่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งกำชับให้นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ประธานคณะทำงานและกรรมการซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของกรมป่าไม้ รวม 13 คนพิจารณาเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้พร้อมรังวัดพื้นที่จริงร่วมกับคณะทำงานของส.ป.ก. ที่มีพันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการส.ป.ก. เป็นประธาน

นายอรรถพล  กล่าวด้วยว่า คณะทำงานของส.ป.ก. ได้มีการทำหนังสือแจ้งน.ส. ปารีณาให้มานำชี้แนวเขตที่ดินซึ่งครอบครอง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบว่า จะมาหรือไม่ แต่แม้ไม่มาและไม่ได้มอบหมายผู้แทนให้มานำชี้แนวเขต คณะทำงานทั้ง 2 หน่วยงานจะเดินหน้าตรวจสอบพื้นที่จริงในวันที่ 24 พฤศจิกายนแน่นอน

ทั้งนี้นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้รังวัดใหม่ทั้งหมดเพื่อจะได้ทราบพิกัดว่า แปลงใดอยู่ในเขตป่าไม้และแปลงใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งเนื้อที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานมีเท่าไรเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินการต่อไป อีกทั้งย้ำว่า ให้ทำด้วยความรวดเร็วและละเอียดรอบคอบ โดยยึดตามมาตรฐานเดียวกับการตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าทุกราย

ข้าวน่านเพื่อชาวน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400380?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 ข้าวน่านเพื่อชาวน่าน

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 04:50 น.
ข้าวน่าน,ชาวน่าน
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

 “ข้าวน่านเพื่อชาวน่าน”อานิสงส์โรงสีข้าวพระราชทาน 

โรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ในต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ซึ่งภายหลังปี 2549 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรผลผลิตการเกษตรเสียหาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระยศในขณะนั้น รับสั่งให้กองราชเลขาธิการในพระองค์ มาตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่อ.ท่าวังผา และเห็นว่าประชาชนประสบปัญหาและได้รับเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนอาหารเพื่อการบริโภค จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งกองทุนข้าวขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่หันมาปลูกข้าวเพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ชุมชน และพัฒนามาสู่แนวคิด “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”

“คนที่นี่ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ ไม่เคยละทิ้งประชาชนเลย สายตาพระองค์ท่านมองเห็นและนึกถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งหมด”

สำเนียง ส่างคำ ประธานคณะกรรมการโรงสีข้าวพระราชทาน เล่าเมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ข้าวสาร และเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป็นกองทุนข้าวพระราชทานในช่วงแรกเริ่มเพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นทุนในการสร้างความมั่นคงของอำเภอท่าวังผาให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในพื้นที่ เมื่อกองทุนข้าวพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องยังได้ทรงพระราชทานเครื่องจักรโรงสีข้าวชุมชนสำหรับตั้งเป็นโรงสีข้าวพระราชทานให้กับราษฎรและทรงเสด็จมาเปิดด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 52

โรงสีพระราชทานแห่งนี้ยังได้นำหลักการสหกรณ์ มาปรับใช้ในการบริหารงาน ดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวมรวมและรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อแปรรูปและบริการสีข้าว ธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายแก่สมาชิก ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจบริการรถไถนาและเครื่องจักรกลการเกษตรและธุรกิจร้านกาแฟ โดยกิจกรรมรวบรวมและรับซื้อข้าวมาแปรรูป โรงสีจะคิดค่าบริการสีข้าว สำหรับสมาชิกคิดอัตราบริการกิโลกรัมละ 1 บาท สีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 1.50 ส่วนบุคคลทั่วไปจะคิดค่าบริการสีข้าวกิโลกรัมละ 1.50 บาท และสีข้าวกล้อง กิโลกรัมละ 2 บาท ส่วนของแกลบที่ได้จากการสีข้าว สหกรณ์จะบรรจุใส่ถุงขายกิโลกรัมละ 45 สตางค์ ขายให้ชาวบ้านเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยหมักหรือรองพื้นโรงเลี้ยงสัตว์ ส่วนรำข้าว เกษตรกรบางรายซื้อไปผสมอาหารให้แพะกิน ซึ่งผลพลอยได้จากการสีข้าว ทั้งแกลบและรำข้าว ช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้กับที่นี่ด้วย

สำเนียงเล่าต่อว่า เมื่อกิจการของโรงสีข้าวได้ขยายเพิ่มขึ้น ทางบริษัทเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี. มาช่วยปรับปรุงโรงสีให้มีกำลังการผลิตที่สามารถรองรับปริมาณข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันโรงสีข้าวแห่งนี้สามารถสีข้าวได้ 6 ตันต่อวัน และผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรการผลิตที่ดี หรือ GMP ซึ่งทางโรงสีได้รับซื้อข้าวจากสมาชิกเป็นหลักและได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัยและข้าวอินทรีย์ ทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวกข 6 ข้าวไรซ์เบอร์รี่

ทว่าภายหลังที่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง ทำให้ข้าวของโรงสีข้าวพระราชทานนี้มีคุณภาพดีและได้รับความนิยมมาก ปัจจุบันได้มีการแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายสู่ตลาดภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน” โดยจะเน้นจำหน่ายตลาดภายในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้คนน่านได้บริโภคข้าวสารที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งทางโรงสีได้วางจำหน่ายที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดน่าน โรงเรียนและหน่วยงานทหารในพื้นที่

“การนำวิธีการและรูปแบบสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทานซึ่งมีสมาชิกประมาณ 1,400 กว่าคน ทำให้สมาชิกยึดในหลักการร่วมกันคิดร่วมกันทำและมีการอบรมให้ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ ช่วยลดต้นทุนการทำนาต่อไร่เหลือเพียง 2,000 บาท เพราะเราได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ผลประกอบการโรงสีในปีที่ผ่านมามีกำไรประมาณ 560,000 – 600,000 บาทต่อปี เมื่อถึงสิ้นปีจะมีการจ่ายปันผลคืนให้สมาชิก แม้ผลกำไรอาจจะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่สมาชิกทุกคนมีความสุขเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีที่ดินทำกินไม่เกิน 10 ไร่ ดังนั้นข้าวที่ปลูกได้ส่วนมากจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือเล็กน้อยถึงนำมาขายและโรงสีตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เดินทางไปมาได้สะดวก อีกทั้งราคาข้าวที่รับซื้อก็จะมีการปิดประกาศให้สมาชิกทราบโดยตลอด และจะอิงกับราคาตลาด”สำเนียง กล่าว

เขาระบุอีกว่า ปัจจุบันสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกผลิตข้าวอินทรีย์ในกลุ่มของข้าวเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เช่นข้าวหอมนิล ข้าวหอมทับทิมชุมแพ ข้าวก่ำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่และข้าวหอมมะลิ และรับซื้อมาป้อนเข้าโรงสีเพื่อแปรรูปเป็นข้าวกล้องวางจำหน่ายเฉพาะที่ร้านเลมอนฟาร์มและร้านสหกรณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“อีกสิ่งสำคัญที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯได้ทรงฝากไว้ คือการทำอย่างไรที่จะส่งเสริมเด็กและเยาวชนในพื้นที่เรียนรู้ สืบสานการทำนา สืบสานอาชีพด้านการเกษตร จากโจทย์นี้ทางโรงสี จึงได้ร่วมมือกับโรงเรียน บ้านและวัดในอำเภอท่าวังผา เพื่อพัฒนาหลักสูตรการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชนได้มีประสบการณ์วิชาชีพการทำเกษตร โดยอิงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการทำนา ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เป็นต้น”

นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าโรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ยังเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟภูพยัคฆ์ ซึ่งมีการตกแต่งสวยงาม รูปแบบของร้านยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะชาวจังหวัดน่าน ซึ่งร้านกาแฟภูพยัคฆ์แห่งนี้เกิดจากการที่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ รับสั่งว่าให้ทำโรงสีข้าวฯ เป็นประโยชน์มากที่สุด ดังนั้น ในช่วงเทศกาลจึงเปิดให้เป็นจุดพักรถและเริ่มนำกาแฟสดมาจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

“คนส่วนมากไม่รู้จักโรงสีข้าว แต่เพราะแวะมาดื่มกาแฟ มานั่งพักและเดินชมดอกไม้ภายในบริเวณโดยรอบร้านกาแฟภูพยัคฆ์ ทำให้ได้รู้จักโรงสีข้าวของที่นี่ไปด้วย และยิ่งเมื่อทราบว่าเป็นโรงสีข้าวพระราชทาน ก็ยิ่งสนใจมากขึ้น เข้ามาสอบถามข้อมูลและเดินมาเยี่ยมชมกระบวนการทำงานภายในโรงสี รวมถึงซื้อข้าวสารของที่นี่ไปทดลองบริโภคด้วย นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานและผู้นำเกษตรกรจากชุมชนต่าง ๆ ทั้งในจ.น่านและนอกพื้นที่ ติดต่อเข้ามาเยี่ยมชมงานที่โรงสีข้าวแห่งนี้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”ประธานคณะกรรมการโรงสีข้าวพระราชทานกล่าวย้ำ

โรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนสายธารแห่งพระเมตตาที่ช่วยโอบอุ้มราษฎรชาวท่าวังผาในยามที่ได้รับความทุกข์ร้อนให้สามารถลุกขึ้นยืนและเดินต่อได้ ด้วยอาศัยแนวทางของสหกรณ์ที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ส่งเสริมความรักสามัคคีของคนในชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน และสร้างอาชีพและรายได้จากการใช้ประโยชน์ของทรัพย์ในดิน ผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”อย่างแท้จริง

กรมชลยันทุกเขื่อนไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400368?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กรมชลยันทุกเขื่อนไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 00:01 น.
เขื่อนแข็งแรง,แผ่นดินไหว,กรมชลประทาน,ภาคเหนือ
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

กรมชลยันทุกเขื่อนภาคเหนือ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ยืนยันติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหว ตรวจสอบอาคารชลประทานเสมอ สร้างความมั่นใจประชาชนอยู่ท้ายเขื่อน

22 พฤศจิกายน 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  (21 พ.ย. 62) เวลา 04.03 น. วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.9 ที่ความลึก 5 กิโลเมตร และเวลา 06.50 น. วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 6.4 ที่ความลึก 3 กิโลเมตร นั้น

อ่านข่าว –  แผ่นดินไหวที่สปป.ลาว คนพะเยารับรู้ถึงความสั่นสะเทือน

กรมชลประทานโดยฝ่ายปลอดภัยเขื่อน สำนักงานชลประทานที่ 1  ได้ตรวจสอบข้อมูลจากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวของกรมชลประทาน ในเขต จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าความเร่งสูงสุดที่ตรวจวัดได้มีค่าเท่ากับ 0.0089 g ซึ่งความเร่งสูงสุดที่ใช้ในการออกแบบเขื่อนเพื่อรองรับแผ่นดินไหวมีค่า 0.2 g

หลังจากตรวจสอบเขื่อนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล  เขื่อนแม่แหลงหลวง  เขื่อนแม่ทะลบหลวง เขื่อนห้วยแม่ออน  เขื่อนแม่จอกหลวง  และเขื่อนห้วยมะนาว  จังหวัดเชียงใหม่ , เขื่อนแม่สรวย และเขื่อนดอยงู จังหวัดเชียงราย และอ่างเก็บน้ำแม่ถาง อำเภอสอง จังหวัดแพร่

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อเขื่อนขนาดกลาง และขนาดใหญ่ของกรมชลประทานแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวในเขตภาคเหนือ ได้เพิ่มขึ้นบ่อยครั้งและถี่มากขึ้น  โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน กรมชลประทาน

เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล

ฝ่ายปลอดภัยเขื่อน สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวที่อาคารชลประทานจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำแม่ทะลบหลวง อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ และอ่างเก็บน้ำโป่งอ่อน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้ง 3 แห่งนี้ เครื่องมือยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ หลังจากการตรวจสอบแล้ว พบว่าตัวเขื่อนยังมีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัย

ส่วนอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เครื่องมืออยู่ระหว่างเร่งซ่อมแซมปรับปรุง เบื้องต้นได้เข้าดำเนินการตรวจสอบทางกายภาพแล้ว พบว่าทำนบดินยังคงมีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยดี

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณเขื่อนต่างๆ กรมลประทาน มีแผนที่จะดำเนินการติดตั้งเครื่องมือวัดผลกระทบจากแผ่นดินไหวเพิ่มเติมที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 นี้

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา

กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าได้ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของเขื่อนอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี พร้อมทั้งติดตามข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อนทุกแห่งของกรมชลประทาน

ป่าไม้ สปก.ลุยตรวจสอบฟาร์มไก่ ลุ้นปารีณานำชี้แนวเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400373?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ป่าไม้ สปก.ลุยตรวจสอบฟาร์มไก่ ลุ้นปารีณานำชี้แนวเขต

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สปก,ปารีณา,ฟาร์มไก่,กรมป่าไม้,รังวัด
เปิดอ่าน 196 ครั้ง

ป่าไม้ ส.ป.ก.ลงพื้นที่ลุยสอบการครอบครองที่ดินปารีณาอาทิตย์นี้ แจ้งเจ้าตัวแล้ว ลุ้นนำชี้แนวเขตเองหรือไม่

22 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า คณะทำงานของกรมป่าไม้ ได้ประสานกับคณะทำงานของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

ทั้งนี้เพื่อเข้าตรวจสอบที่ดินฟาร์มไก่ของน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีในวันที่ 24 พฤศจิกายน นี้ โดยส.ป.ก.ทำหนังสือแจ้งน.ส.ปารีณาซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินนำชี้แนวเขต แต่ยังไม่ได้รับคำตอบว่าจะมาหรือไม่ซึ่งรัฐไม่มีอำนาจบังคับ ในการรังวัดครั้งนี้จะทำอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตส.ป.ก. จำนวนเท่าไรและอยู่ในเขตป่าไม้หรือไม่ เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนจึงจะกำหนดแนวทางการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสั่งการให้ประสานกับทุกหน่วยงานที่ดูแลที่ดินของรัฐทุกประเภทเพื่อเร่งปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4,000 (One Map)

เพื่อสนองนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ที่ผ่านมาติดขัดเรื่องการทับซ้อนของแนวเขต ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้จัดทำ One Map ให้แล้วเสร็จเพื่อที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะดำเนินการนำที่ดินของรัฐที่ถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาจัดสรรสิทธิ์ให้เกษตรกรและผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกิน

สำหรับกระทรวงที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เนื่องจากที่ดินของรัฐนั้นมีทั้งที่ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ดินเอกสารสิทธิ์ของกรมที่ดิน ที่ราชพัสดุ ที่นิคมสร้างตนเอง ขณะนี้แต่ละหน่วยงานมีเพียงข้อมูลของตัวเองเท่านั้นจึงต้องปรับแนวเขตให้ถูกต้องและตรงกัน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ตามมติครม. วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 กำหนดให้ผู้ยากไร้และผู้ที่เข้าทำกินก่อนปี 2557 ได้รับการพิจารณาจัดสรรสิทธิ์ตามคทช. แต่หากบุกรุกหลังปี 2557 ต้องถูกดำเนินคดี รัฐไม่ได้มุ่งที่จะเอาผิดหรือขับไล่กลุ่มดังกล่าวในพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ต้องให้มาอยู่ในการจัดระเบียบของรัฐเพราะที่ดินเป็นของรัฐ แต่รับรองสิทธิ์ให้อยู่และทำกินอย่างถูกต้อง

ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือที่สาธารณะอื่นๆ ซึ่งจะต้องแก้ไขปัญหา ให้สอดคล้องกับสถานภาพและสถานการณ์ปัจจุบันอีกทั้งทั้งนี้พื้นที่ที่ประชาชนเข้าไปทำกินอยู่นานแล้วหรือทำกินอยู่เดิมนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะเปลี่ยนแปลงให้กลับมาเป็นสภาพป่า การแก้ปัญหาต้องสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน

“การปรับปรุง One Map จะกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุดและกระทบประชาชนน้อยที่สุด เมื่อแล้วเสร็จจะเสนอคทช. เพื่อพิจารณาเรื่องการจัดสรรสิทธิ์แก่ผู้ไม่มีที่ดินทำกิน อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐได้ด้วย” นายอรรถพลกล่าว

FAOยกย่องไทยต้นแบบพัฒนาเกษตรยั่งยืน ต้านไอยูยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400350?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

FAOยกย่องไทยต้นแบบพัฒนาเกษตรยั่งยืน ต้านไอยูยู

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เอฟเอโอ,ไอยูยู,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เกษตรกรรมยั่งยืน
เปิดอ่าน 178 ครั้ง

เอฟเอโอ.ยกย่องไทยต้นแบบพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และการต่อต้านไอยูยูสำเร็จเสนอเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตร

21 พฤศจิกายน 2562 เอฟเอโอยกย่องไทยเป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และการต่อต้านไอยูยูสำเร็จพร้อมหนุนบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ เสนอไทยเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตร ขณะที่“อลงกรณ์”เตรียมเสนอรายงาน”เฉลิมชัย”ผนึกพลังกับยูเอ็นเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรและอาหารของโลกและประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลกของยูเอ็น

ที่สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรของไทยประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)นายอลงกรณ์ พลบุตร พร้อมด้วย นายพลพิศิลป์ สุวรรณชัย ผู้อำนวยการกองประมงต่างประเทศ นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (FAO/IFAD/WFP) ณ กรุงโรม เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ นายเดเนียล กุสตาฟสัน รองผู้อำนวยการใหญ่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ:FAO)ณ สำนักงานใหญ่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

โดยนายเดเนียล กุสตาฟสัน รองผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอ ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติและแสดงความยินดีที่ผู้แทนไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก (CFS)

พร้อมกับขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของ FAO ในเรื่องการป้องกันปัญหาโรคระบาด ปัญหาเชื้อดื้อยาในภาคเกษตร ปศุสัตว์ และประมง นโยบายสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) และนโยบายต่อต้านประมงผิดกฎหมายพร้อมกับขอให้ไทยสนับสนุนข้อริเริ่มของผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอเรื่องการร่วมมือทำงานใกล้ชิด(hand in hand )

โดยการส่งเสริมโครงการการพัฒนาเกษตรอาหารและประมงกับประเทศอาเซียนและประเทศยากจนในภูมิภาคต่างๆโดยเอฟเอโอ.พร้อมขยายความร่วมมือกับไทยและสนับสนุนการเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรอาหารและประมงของโลก

นายอลงกรณ์ พลบุตร กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณเอฟเอโอที่สนับสนุนและร่วมมือกับประเทศไทยอย่างดียิ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ขอยืนยันว่าประเทศไทยสนับสนุนแนวคิดการจับคู่เพื่อการพัฒนา “Hand-in-Hand Initiative” ของผู้อำนวยการใหญ่ FAO คนใหม่ และข้อริเริ่มการพัฒนาปประมงยั่งยืน(Blue Growth Initiative)รวมทั้งการสร้างความร่วมมือในกรอบใต้-ใต้(South-South and Triangular Cooperation:SSTC)ที่ผ่านมา

โดยไทยได้ขยายความร่วมมือในการพัฒนาด้านเกษตรกรรมและเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่นนอกอาเซียน ร่วมกับภาคเอกชนของไทย ทั้งนี้ประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือและถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาภาคเกษตรแบบครบวงจนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยกลุ่มสตรีและเยาวชนพร้อมยกระดับไทยเป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านการเกษตรและอาหารในระดับภูมิภาค

รัฐบาลไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้ให้ความสำคัญในด้านเกษตรและประมงเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับที่ 12 ของโลก ไทยได้พัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

โดยในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ผลักดันความร่วมมือในระดับภูมิภาค ไทยได้เสนอ  โครงการ”ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการประมงที่ยั่งยืนในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน” ผลักดันการจัดทำนโยบายประมงอาเซียน และการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และการควบคุม (IUU)

ขณะเดียวกันที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ ได้แจ้งให้ FAO ทราบถึงการขับเคลื่อนนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนมุมมองการทำงานใหม่ โดยขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 นำระบบข้อมูลเทคโนโลยีดิจิตอลมาสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร เช่น โครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (AgriTech and Innovation Center) ใน 77 จังหวัด

โดยเป็นการทำงานเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันเกษตรกรรวมทั้ง พัฒนาระบบอีคอมเมอร์ซเชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสําคัญในเรื่องการผลิตเกษตรอินทรีย์และอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยผลักดันให้มีการรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนการส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อร่วมกลุ่มของเกษตรกร และยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ให้ทำงานหรือบริหารจัดการธุรกิจร่วมกันเพื่อลดต้นการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม

นายอลงกรณ์ พลบุตร และคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะ Mr. Gilbert Houngbo ประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) โดยนายกิลเบิร์ตกล่าวว่า IFAD เป็นหนึ่งในองค์กรของสหประชาชาติ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนธนาคารเกษตรของโลก จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ช่วยเหลือประเทศสมาชิก ซึ่งมีอยู่ 176 ประเทศ ในการพัฒนาและสนับสนุนการเชื่อมโยงภาคเกษตรกับภาคธุรกิจให้เกิดการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา

เพื่อสร้างความเข้มเข็งและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่เกษตรกร เยาวชน และสตรีในชนบท ซึ่งความช่วยเหลือส่วนใหญ่อยู่ในรูปของโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) สำหรับการพัฒนาด้านวิชาการ ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ด้านการเงินและการตลาด

ประธาน IFAD กล่าวขอบคุณประเทศไทยในความร่วมมือระหว่างกันและมองว่า ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการพัฒนาด้านการเกษตร และมีผลสำเร็จที่สามารถถอดแบบตัวอย่างเพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับประเทศอื่นๆยิ่งกว่านั้นไทยยังเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกพร้อมที่จะสร้างบทบาทการเป็นประเทศผู้นำและผู้ให้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน กับองค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งIFADพร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศไทยรวมทั้งเรื่องโลจิสติกส์กรณีเกิดภัยพิบัติและวิกฤตด้านอาหารและความอดอยากขาดแคลนแบบเร่งด่วน

ในระหว่างการหารือ นายอลงกรณ์ ได้กล่าวถึงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานด้านต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐบาล เพื่อมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาการผลิตมากขึ้น โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ ธกส. และธนาคารออมสิน จัดตั้งโครงการสินเชื่อประมงดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องและการฟื้นฟูอาชีพประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และประมงนอกน่านน้ำ ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งโมเดลตัวอย่างสำหรับIFADและประเทศสมาชิก

นอกจากนี้ ยังมีโมเดลการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ของเกษตรกรเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการค้าเช่นโครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจสเตย์และโครงการออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลBig DataและAIภาคเกษตรให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และไทยได้นำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนั้นนายอลงกรณ์ยัง ได้ขอบคุณ IFAD ที่ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “Mekong Knowledge and Sharing Fair” เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของประเทศลุ่มน้ำโขง เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อยกับภาคเอกชนและสถาบันการเงินภาคเกษตร” และขอบคุณ IFAD ที่ให้การสนับสนุนไทยดำรงตำแหน่งประธานความมั่นคงอาหารโลก (World Food Security หรือ CFS) ด้วย
และเตรียมเสนอรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนเรื่องความร่วมมือกับFAOและIFADเพื่อผนึกพลังกับยูเอ็นเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรและอาหารของโลกต่อไปและในโอกาสที่ไทยได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก(Committee on World Food Security:CFS)ระหว่างปี2019-2021

งง 3 สารยิ่งแบนยิ่งโผล่พรวดเดียวเกือบสี่หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400372?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

งง 3 สารยิ่งแบนยิ่งโผล่พรวดเดียวเกือบสี่หมื่นตัน

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,สารพิษ,3 สาร
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

มนัญญา ลั่นพร้อมเซ็นส่งออก 3 สารพิษทันที งง ยิ่งแบนยิ่งโผล่พรวดเดียวเกือบสี่หมื่นตัน โบ้ยเอกชนรับภาระส่งกลับหรือทำลาย

22 พฤศจิกายน 2562  น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในประชุมรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการนำเข้า ส่งออก สารเคมี 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ก่อนที่จะยกเลิกใช้ 3 สารวันที่ 1 ธ.ค.นี้

อ่านข่าว – ตั้งทีมช่วยเกษตรกร ได้รับผลกระทบยกเลิก 3 สาร

โดยบอกว่า จนถึงขณะนี้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการหารือกับเอกชน ผู้นำเข้า ส่งออก 4 สมาคม คือสมาคมธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืช สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย และวันนี้ (22 พ.ย.) จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคน

ทั้งนี้เพื่อซักซ้อมแนวทางดูแลประชาชนและเกษตรกร ในการคืน 3 สารอันตราย เพื่อให้ไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้แบน 3 สารในวันที่ 1 ธ.ค.62 ดังนั้นการที่มีข่าวว่าในวันที่ 27 พ.ย.คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะประชุมอาจมีการทบทวนสารบางตัว เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กอ.ต้องตอบคำถามให้กับประชาชนทุกข้อ ในฐานะที่ตนกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร จะต้องทำให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบประชาชนและเกษตรกร เนื่องจากมีโทษตามกฎหมายสูงหาก3สารมีอยู่ในครอบครองหลังวันที่1ธ.ค.

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าในส่วนภาคเอกชน ตนยืนยันว่าหากต้องการส่งออก พร้อมเซ็นอนุมัติให้ทันทีในเวลาทำการ 1-3วัน ขณะนี้มีเอกชน ยื่นขอส่งออก3สาร700กว่าตัน พร้อมส่งไปประเทศที่สาม แต่ในส่วนสารที่มีคงเหลืออยู่ประมาณกว่า 3.8หมื่นตัน ตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของบริษัทผู้นำเข้า ต้องรับผิดชอบในการทำลาย เป็นเรื่องที่แปลกทั้งที่รู้ว่ารัฐบาลจะห้ามการใช้สารเคมี 3 สาร ก็ยังมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่อง เพราะเอกชนต่างก็มั่นใจว่ายังงัยไม่มีทางแบนได้

ในขณะที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท ไปขายแบบลดแลกแจกแถมซื้อ1ลิตรแถม3ลิตร เพื่อให้ไปอยู่มือเกษตรกร ไว้เยอะๆ จริงๆแล้วในเรื่องส่งออก นำเข้าสารเคมี มีกฎหมายแรงมาก ขนาดต้องปิดบริษัท ตนได้ให้กรมวิชาการเกษตร ดึงกฎหมายนี้ กลับมาก่อน เพื่อมาหารือกันก่อน มิฉะนั้นเจ๊งกันหมด ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลนี้ทำงานทุกอย่างอยู่บนโต๊ะ ไม่มีใต้โต๊ะ ต่อไปการส่งออกต้องมีการเสียภาษี จะน้อยจะมากต้องเสียภาษีและเอาเรื่องเหล่านี้มาอยู่บนโต๊ะ ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยให้นำเข้าสารเคมี ภาษีเป็นศูนย์ เพราะต้องการทำให้สินค้าถึงมือเกษตรกรในราคาที่ถูก แต่กลายเป็นช่องทางนำเข้า ไปส่งออก

“ไม่ว่าไปทางซ้ายหรือขวา ต้องมาคุยกันเราเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกัน ซึ่งขอถามว่าทำไมที่ผ่านมาเอาเข้ามาเป็นแสนตันต่อปี ก็ขายได้หมด แต่ปีนี้เอาเข้ามาน้อยกลับยังมีสารเหลือ ถึงเวลาที่ทุกคนควรพูดความจริง ยึดประโยชน์สูงสุดคือเกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติ ที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันได้ ดิฉันลงพื้นที่ถามเกษตรกร สหกรณ์ต่างๆทุกวันนี้เลิกใช้สารเคมีกันไปมากแล้ว ซึ่งทางสหกรณ์บอกว่าเขาต้องการเครื่องตัดหญ้า นี่คือความต้องการของเกษตรกร จะประชุมสารวัตรเกษตร เพื่อย้ำว่าประเทศไทยจะต้องไม่มีการจับเกษตรกร ไม่ทำร้ายเกษตรกร หากพื้นที่ไหนเกษตรกรถูกจับเพราะครอบครอง 3 สาร แสดงว่าหน่วยงานล้มเหลวในการทำความเข้าใจกับเกษตรกร” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ในการลงพื้นที่ไปตรวจบริษัท พบว่าแม้ว่าบริษัทนำเข้าอาจมีมาตรฐานของโรงงาน แต่บริษัทที่ซื้อนำไปผลิตในยี่ห้ออื่น ๆ ต้องยอมรับมีการนำไปผสมในสัดส่วนต่างกันไปตรงนี้ไม่มีใครคุม แต่เกษตรกรรับกรรม จากใช้สารไม่ตรงตามคุณภาพ เรื่องนี้ต่อไปจะเข้มงวดคุมตั้งแต่ต้นน้ำ และยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกสาร 3 ตัวนี้เพื่อให้มีการนำเข้าสารตัวใหม่ เพราะดิฉันไม่เคยแทรกแซงกรมวิชาการเกษตร

ถ้าในอนาคตจะมีการนำเข้าเป็นเรื่องว่ากันไปตามหลักวิชาการ เรื่องพวกนี้ก็แปลกเวลาเชิญประชุมไม่มา กันแต่ไปให้เงินทำเสื้อมาด่า จ้างมาด่า ทั้งที่เราทำเพื่อประชาชน ลงพื้นที่ร้านค้า ก็บอกว่าบริษัทใหญ่ จ่ายตังรัฐมนตรีเกษตรแล้ว ยังงัยก็ไม่มีทางแบน จึงทำให้ไม่มีการเตรียมการอะไรกันเลย ทั้งที่ดิฉัน เข้ามารับตำแหน่งวันแรกก็มีนโยบายแบน3สาร เพราะได้มีข้อมูลหนักแน่น ในเรื่องผลกระทบเป็นพิษภัยต่อร่างกายมนุษย์เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข เสนอแบน3สารมาตั้งแต่ปี2560

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และประธานคณะทำงานตรวจสอบสต๊อก 3 สาร กล่าวว่าผลการตรวจสอบพบว่า ณ วันที่ 30 มิ.ย.62 มีผู้นำเข้า 103 บริษัท จำนวน 36,343 ตัน หลังจากนั้นมีการตรวจสอบรายงานสต๊อกครั้งที่ 1 วันที่ 5 ก.ค.พบว่ามีการนำเข้าจริง 34,688 ตัน และการตรวจสต๊อกครั้งที่สอง วันที่ 30 ก.ย.มีจำนวน 39,689 ตัน ตรวจครั้งที่สาม วันที่ 30 ต.ค.สต๊อกเหลือ 23,263 ตัน ตรวจครั้งที่สี่ วันที่ 12 พ.ย.พบว่าสต๊อกมีอยู่ 38,885 ตัน คำถามทำไมสตอกของกรมวิชาการเกษตร จึงดิ้นได้

ส่วนที่บอกว่าข้อมูลของเราเป็นวิทยาศาสตร์เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ไม่ได้มโน จะพบว่าปี 58 นำเข้า 91,000 ตัน ปี 59 นำเข้า 96,000ตัน ปี 2560 นำเข้าแสนกว่าตัน และปี 2561 นำเข้า 8.1 หมื่นตัน พอปี 2562 นำเข้า 3.6 หมื่นตัน เพราะมีการห้ามนำเข้าเมื่อเดือนมิ.ย. ดังนั้นจะเห็นว่าปี 2560 ทำไมนำเข้าถึงแสนกว่าตัน ทั้งที่มีนโยบายจะแบนสารมาแล้ว ซึ่งสต๊อกมีชีวิตตลอดเวลาหรือสต๊อกที่แจ้งเป็นของตนหรือของสตอกคนอื่นด้วย แม้กระทั่งตนเป็นอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จะขอตัวเลขสตอก แต่ทางกรมบอกว่าต้องขอเป็นทางการ จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสต๊อก

นอกจากนี้จากที่มีมาตรการจำกัดการใช้ และมาตรอบรมเกษตรกร เป้าหมายอบรม1ล้านราย แต่มีเกษตรกรมาแจ้งอบรมใช้สาร 4 แสนราย ณ วันที่ 13 พ.ย.2562 ผ่านอบรมแล้ว 3 แสนราย ยกตัวอย่างกรณี จ.นครราชสีมา  มีเกษตรกร ผ่านอบรม 3 หมื่นคน พื้นที่ปลูกพืช 7 แสนไร่ ที่ใช้สารเคมี ในข้าวโพด อ้อย มัน มีความต้องการใช้3สาร 675 ตัน เท่ากับไร่ละไม่ถึง 1 ลิตร

ดังนั้นขณะนี้กำลังให้ทุกจังหวัดทำรายละเอียดเข้ามาว่าผลการอบรมและการผ่านอบรมทั้งหมดเท่าไหร่ และปริมาณสารต้องการใช้จริง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการใช้จริงเท่าไหร่  ทั้งนี้ยืนยันว่าความเดือดร้อนทุกภาคส่วนไม่ได้ละเลย แต่กฎหมายมาตรา 52 กำหนดว่าค่าใช้จ่ายในการทำลายเป็นภาระของเอกชนผู้นำเข้า ในส่วนราชกิจจาฯที่กำหนดระยะเวลาส่งเก็บคืน3สารทั้งหมดภายใน30วัน แบ่งเป็นแจ้งเตือน ส่งมอบ คราวละ15วัน ทั้งนี้มีผลต่อเมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีประกาศในราชกิจจาฯแล้ว

ด้านนายสกล มงคลธรรมากุล ที่ปรึกษาสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่าการดำเนินการเรื่องนี้มีระยะเวลาให้เอกชนเก็บคืนสาร ให้เวลาน้อยเกินไปเพราะได้กระจายจำหน่ายสารไปแล้ว ต้องมีขบวนการเรียกคืน นำส่ง ร่วมถึงติดตามที่ไปของสาร ขณะเดียวกันหากให้ส่งคืนประเทศต้นทาง คงเป็นเรื่องยากบริษัทต้นทางจะรับกลับ เพราะได้ซื้อจ่ายขาด และการเผาทำลายต้องทำถึง 2 ครั้งคือเผาสารและเผาควัน เป็นสารพิษร้ายแรง เกิดสารไดอ๊อกซินทางอากาศมหาศาล ใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเผาหมด เพราะฉะนั้นควรชะลอการบังคับกฎหมายแบน3สาร ออกไปอีก2ปีหรือสองรอบการเพาะปลูก จะทำให้ใช้ในภาคเกษตรหมด ถ้าหากแบนจริงวันที่1 ธ.ค.นี้จะฟ้องศาลในเรื่องความเสียหายของ 3 สารไปเจอกันที่ศาล

แต่งชุดดำร้องนายกฯต้านแบน 3 สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400366?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แต่งชุดดำร้องนายกฯต้านแบน 3 สารเคมี

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนัดแต่งชุดดำเข้าร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล 28 พ.ย

22 พฤศจิกายน 2562 นายกฯมอบหมายรมว.เกษตรฯ พบผู้แทนเกษตรกรรับทราบความเดือดร้อนและชี้แจงมาตรการรองรับ ด้านผู้ประกอบการสารเคมีทางการเกษตรที่จะประชุมกับคณะทำงานของรมช. มนัญญาระบุ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับแนวทางส่งสินค้าคงค้างออกหรือกลับบริษัทผู้ผลิตเพราะเหลือเวลา 11 วัน ทำไม่ทันแน่นอน

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสจะแต่งชุดดำ รวมตัวไปเรียกร้องต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้แก้ไขปัญหาด่วนที่สุด ก่อนที่จะมีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้ 3 สารในวันที่ 1 ธันวาคม ทั้งนี้เกษตรกรได้ติดต่อกันผ่านทุกช่องทางสื่อสารโดยติด #SAVEเกษตรกรไทย เพื่อจะให้รัฐเห็นถึงความเดือดร้อนจากนโยบายดังกล่าว

นายสุกรรณ์ กล่าวต่อว่า จากการที่สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเข้าชี้แจงความเดือดร้อนและผลกระทบในการประกอบอาชีพและเศรษฐกิจประเทศที่จะเกิดขึ้นนั้น นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับเรื่องแทน

โดยนัดหมายให้ผู้แทนสมาพันธ์ 10 คนเข้าพบในวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายนเช่นกัน ซึ่งจะได้สอบถามด้วยว่า หากยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกษตรกรทั้งประเทศเตรียมมาตรการรองรับไว้พร้อมหรือยัง ส่วนที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งมาว่า จะให้ผู้แทนเกษตรกรเข้าพบ จนถึงขณะนี้เรื่องเงียบหายไป

นายวีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า ได้มอบหมายผู้แทนไปร่วมกับสมาคมอารักขาพืชไทยและสมาคมเพื่อการค้าและนวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทยไปประชุมกับคณะทำงานของน.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช. เกษตรและสหกรณ์ โดยไม่ได้พบกับน.ส.มนัญญาซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปราชการที่ประเทศจีน

ทั้ง 3 สมาคมไม่ได้คาดหวังว่า นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประธานที่ปรึกษาของรมช. มนัญญาซึ่งจะเป็นประธานการประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ (21 พฤศจิกายน) จะรับฟังเหตุผลใดๆ จากสมาคมผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร แต่ที่ต้องไปร่วมประชุมเนื่องจากมีการระบุว่า หากไม่มาประชุมแสดงว่า ไม่เดือดร้อน

ส่วนประเด็นที่รมช. มนัญญาระบุว่า จะให้กรมวิชาการเกษตรออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการส่งสินค้าคงค้างกลับบริษัทผู้ผลิตและส่งไปขายยังประเทศที่ 3 นั้น คงไม่สามารถดำเนินการได้ทันเนื่องจากสตอกสินค้ามีกว่า 20,000 ตัน แต่เหลือระยะเวลาเพียง 11 วันที่กฎหมายยกเลิกสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้แล้ว

กรมปศุสัตว์สั่งสอบด่านกักสัตว์สงขลา ปมทำลายไก่ทั้งเป็น-ชี้ทรมานสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455650

กรมปศุสัตว์สั่งสอบด่านกักสัตว์สงขลา ปมทำลายไก่ทั้งเป็น-ชี้ทรมานสัตว์

กรมปศุสัตว์สั่งสอบด่านกักสัตว์สงขลา ปมทำลายไก่ทั้งเป็น-ชี้ทรมานสัตว์

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.10 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกข่าวโชเซี่ยลแฉ ด่านกักกันสัตว์สังขลาทำลายไก่ซึ่งลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านผิดวิธี ลั่นหากพบว่ามีความผิดจริงฟันไม่เลี้ยง

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวถึงกรณีที่มีภาพและข่าวปรากฎทางสื่อออนไลน์ว่า ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ด่านกักกันสัตว์สงขลา ยึดสัตว์ของกลางเป็นไก่ 3,984 ตัวนำมากักขังไว้ในกรง ตากแดด ไม่มีอาหารและน้ำ จากนั้นทำลายโดยการฝังกลบขณะยังมีชีวิต ซึ่งนางสาวธัญทิตย์  สิสม นายสัตวแพทย์ชำนาญการ รักษาการในตำแหน่ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์สงขลารายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 10.30 น. เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์และเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์สงขลาร่วมกันยึดอายัดสัตว์ไก่ที่มีผู้ลักลอบนำสัตว์เข้าผ่านพื้นที่เขตอารักขาของด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ตำบลสะเดา จังหวัดสงขลาบรรจุ โดยบรรจุในตะกร้าพลาสติก 664 ใบซึ่งผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 จากนั้นนำของกลางมากักไว้ภายในพื้นที่ด่านกักกันสัตว์สงขลาในเวลาประมาณ 23.00 น. โดยไก่ยังอยู่ในตะกร้าพลาสติกทั้งหมด วางไว้ใต้ต้นไม้ซึ่งมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 08.30 น. ไก่ของกลางเริ่มทยอยตาย สัตวแพทย์ประจำด่านกักกันสัตว์สงขลาจึงได้ตรวจสุขภาพ

เบื้องต้นพบว่า มีอาการหอบ หายใจรุนแรง พิจารณาแล้วสงสัยว่า อาจเป็นโรคระบาดเนื่องจากไม่มีการขออนุญาตนำเข้า ไม่มีเอกสารยืนยันแหล่งที่มา ไม่มีหนังสือรับรองสุขภาพสัตว์ (Health Certificate) และไม่ผ่านการตรวจสอบจากประเทศต้นทาง ประกอบกับจังหวัดสงขลาได้ประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดไข้หวัดนกในสัตว์ปีกจำพวก นก ไก่ เป็ดและห่าน รวมถึงน้ำเชื้อสำหรับผสมพันธุ์และไข่สำหรับใช้ทำพันธุ์ จึงประสานไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคใต้ตอนล่างร่วผ่าพิสูจน์ซากไก่ที่ตาย เบื้องต้นพบความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ โดยมีจุดเลือดออกที่หลอดลมซึ่งพบได้ในโรคไข้หวัดนก พบก้อนหนองที่ปอดและช่องท้องซึ่งพบได้ของโรคนิวคาสเซิลและโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง (Chronic Respiratory Disease, C.R.D.)) ตับและม้ามโตผิดปกติซึ่งสงสัยติดเชื้อ Salmonella)

จึงทำการเก็บตัวอย่างส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ต่อมากด่านกักกันสัตว์สงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า ไก่ของกลางดังกล่าวสงสัยว่า​ เป็นโรคระบาด หากปล่อยไว้เนิ่นนานอาจทำให้โรคแพร่กระจายออกไปซึ่งจะก่อให้ความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกของประเทศไทยได้จึงได้ทำลายของกลางดังกล่าว ด้วยวิธีการดึงคอให้ไก่หมดความรู้สึกอย่างรวดเร็วตามหลักการการุณยฆาต แล้วนำซากไก่ทั้งหมดฝังในหลุม โดยปฏิบัติภายใต้ระเบียบกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยการดำเนินการกับสัตว์หรือซากสัตว์ของกลางที่เป็นโรคระบาดหรือเป็นพาหะของโรคระบาดซึ่งถูกยึดหรืออายัดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์หรือตามกฎหมายอื่น พ.ศ. 2558

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนว่า ปรากฏภาพขณะเจ้าหน้าที่ฝังกลบไก่ โดยที่ไก่ยังไม่ตาย ทำให้ผู้พบเห็น รู้สึกไม่สบายใจและสะเทือนความรู้สึกจึงสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวด่วนที่สุด หากปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ฝังไก่โดยไม่ทำลายตามหลักการการุณยฆาตก่อนซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการทำลายสัตว์ตามประกาศของกรมปศุสัตว์จะลงโทษตามระเบียบต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : แปลกดีนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455496

281225166

เลาะรั้วเกษตร : แปลกดีนะ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยังไม่ทันที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะประกาศให้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งจะต้องห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออกและห้ามมีไว้ในครอบครอง กรมวิชาการเกษตร ก็ชิงมีคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ลงนามโดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เสริมสุข สลักเพ็ชร์เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562

คำสั่งดังกล่าว ระบุให้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ในส่วนที่กรมวิชาการเกษตรดูแล เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ดังนั้นผู้มีไว้ในครอบครองต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองให้กรมวิชาการเกษตร ทราบภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าว เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป)

นอกจากนี้ผู้มีไว้ในครอบครองจะต้องส่งมอบวัตถุอันตรายตามปริมาณที่แจ้งให้กับกรมวิชาการเกษตร ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่แจ้งให้กรมวิชาการเกษตรทราบ

หน่วยงานที่รับแจ้ง และรับมอบวัตถุอันตราย 3 ชนิดดังกล่าว ประกอบด้วย สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในส่วนภูมิภาค แจ้งและส่งมอบได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตทั้ง8 เขต ของกรมวิชาการเกษตร ที่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยนาท จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และ สงขลา

คำสั่งกรมวิชาการเกษตรดังกล่าวนี้อ้างว่าอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 มาตรา 43 และมาตรา 52 แห่งพระราช
บัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 อำนาจนั้นมีว่าอย่างไร ไปตรวจสอบกันเองนะขอรับ…

ว่าแต่เสียงสะท้อนจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องการประกาศให้สารเคมี 3 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไม่เห็นแถลงให้ทราบกันบ้างเลย…

ที่สำคัญ คำสั่งนี้น่าจะไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการเพราะตอนที่เขานำเข้ามาอนุญาตให้เขานำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วันดีคืนร้ายกลับมายึดของเขาไปโดยไม่พูดถึงการชดเชยหรือการเยียวยาความเสียหาย….แปลกดี..

วันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเช่นเดียวกันสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมความเห็นจากสมาคมต่างๆ
ที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในด้านต่างๆ เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สมาคมที่เสนอความเห็นมานี้ล้วนมีบทบาทต่อภาคการผลิต การค้า การลงทุน และการส่งออก เช่น สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ส่วนใหญ่เสนอความเห็นให้มีการทบทวนมติการยกเลิกการใช้สารเคมี ซึ่งจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 นี้เป็นต้นไป โดยอยากให้ชะลอการยกเลิกไว้ระยะหนึ่ง เพื่อหาวิธีการหรือหาสารทดแทนที่ชัดเจนก่อนที่จะยกเลิก และระยะเวลาที่ชะลอออกไปนี้ก็ให้ใช้วิธีจำกัดการใช้ รวมทั้งให้ความรู้กับเกษตรกรให้ใช้สารเคมีอย่างถูกต้องพร้อมกันไปด้วย

ถ้าคิดอย่างรอบด้าน การชลอการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ออกไป น่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย เกษตรกรยังมีสารเคมี 3 ชนิด ใช้ในการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากการอบรมอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตพืชสำคัญ เช่น อ้อย ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด ยางพารา ก็จะไม่ได้รับผลกระทบ ผู้ประกอบการก็สามารถจำหน่ายสารเคมีที่ผลิต หรือนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายก่อนหน้านี้จนกว่าจะหมด หรือเหลือน้อยที่สุด การค้นหาวิธีการ หรือสารทดแทน ก็มีเวลาที่จะศึกษาค้นคว้า ทดลองจนแน่ใจว่าสามารถกำจัดวัชพืช/ศัตรูพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพและราคาเท่าเทียมกับสารเคมีชนิดเดิม

ขออย่างเดียว อย่าอ้างสุขภาพของประชาชนรอไม่ได้อย่างที่เคยอ้าง เพราะตราบใดที่ยังมีเหล้า และบุหรี่ที่ทำลายสุขภาพของประชาชน ขายอยู่ในท้องตลาด การที่สารเคมี 3 ชนิด ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนยังคงมีขายอยู่ ก็ไม่ต่างกัน….

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าว กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมวิชาการเกษตร สนธิกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ผลิตและจำหน่ายปัจจัยการผลิต ที่อ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ และชีวภาพ รวม 5 แห่ง ใน 3 จังหวัด คือ ปทุมธานี 1 แห่ง นนทบุรี 2 แห่ง และนครราชสีมา 2 แห่ง ซึ่งมีทั้งสถานที่ผลิต ร้านค้าจำหน่ายปัจจัยการผลิต และโกดังเก็บวัตถุอันตราย

จากการที่มีผู้ร้องทุกข์ผ่านทางศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจค้นพบว่าผลิตภัณฑ์อินทรีย์และชีวภาพเหล่านั้นไม่ได้มีการขึ้นทะเบียน หรือไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการผลิตเพื่อจำหน่าย ยิ่งไปกว่านั้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังผสมสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอตและไกลโฟเซต ที่กรมวิชาการเกษตรมีคำสั่งล่าสุดให้เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 เสียด้วย

เรื่องสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ผสมพาราควอต และไกลโฟเซต เคยมีข่าวมาก่อนนี้แล้ว จากกรณีที่ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านหนึ่ง มีบัญชีรายชื่อสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ แต่โป๊ะแตก เพราะจากการตรวจสอบพบว่า สารชีวภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของ ไกลโฟเซต และพาราควอต แบบเดียวกันนี้เลย…..และเชื่อว่ายังมีอีกเยอะที่ยังตรวจไม่พบ….

แว่นขยาย