กษ.ตีปีกเจรจาจีนสำเร็จ ยอมเปิดตลาดนำเข้าผักไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455490

x

กษ.ตีปีกเจรจาจีนสำเร็จ ยอมเปิดตลาดนำเข้าผักไทย

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า วันที่ 20 พฤศจิกายน กรมวิชาการเกษตรพร้อมผู้แทนจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติหารือประเด็นนำเข้าและส่งออกผักสดระหว่างไทยและจีนร่วมกับดร.ถัง กวงเจียง ผู้ตรวจราชการสำนักงานความปลอดภัยอาหารนำเข้าส่งออก กระทรวงศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เพื่อลดปัญหาอุปสรรคการนำเข้าและส่งออกสินค้าผักสด ตลอดจนขยายตลาดส่งออกผักสดไทยไปจีน ทั้งด้านปริมาณและความหลากหลายในอนาคต

ปัจจุบันมีสินค้าผักสดหลายชนิดจากไทยที่ยังไม่สามารถส่งออกไปจีนได้ เนื่องจากจีนประกาศใช้กฎระเบียบใหม่ที่กำหนดให้สินค้าผักและผลไม้ ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยงก่อนอนุญาตให้นำเข้าจีนได้ โดยครั้งนี้ได้เจรจากับจีน ถึงประเด็นผักหลายชนิดที่ไทยต้องการส่งออก เช่น กะเพรา และข้าวโพด ซึ่งไทยเคยส่งออกไปจีนได้ก่อนกฎระเบียบฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ผลเจรจาครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีที่หาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันได้ โดยฝ่ายจีนแจ้งว่าจะเร่งรัดกระบวนการพิจารณาการนำเข้าผักที่เคยมีการค้ากับจีนก่อนกฎระเบียบมีผลบังคับใช้ ซึ่งกรมจะรวบรวมรายการผักที่เคยส่งออกและข้อมูลที่เกี่ยวข้องส่งให้จีนพิจารณาต่อไป สำหรับผักชนิดใหม่ที่ไทยประสงค์จะส่งออกเพิ่มเติม เช่น มะระ จีนก็จะเร่งพิจารณาอนุญาตให้แก่ไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ฝ่ายจีนได้ชื่นชมการทำงานเชิงรุกของฝ่ายไทยในการแก้ปัญหา

ในโอกาสนี้ไทยยังแจ้งฝ่ายจีนถึงความสำคัญในการควบคุมความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร โดยฝ่ายไทยให้ความสำคัญและตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งสินค้าในประเทศและสินค้านำเข้า และขอให้จีนเข้มงวดตรวจสอบความปลอดภัยสินค้าก่อนส่งออก เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน เนื่องจากจีนมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรและอาหารมายังไทยในปริมาณมาก โดยตั้งแต่ปี 2559-2561 ไทยอนุญาตให้นำเข้าผักสดจากจีน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยปีละประมาณ 8,200 ล้านบาท

กรมชลฯเกาะติดสถานการณ์น้ำเชียงใหม่ เตรียมแผนรับภัยแล้ง-ผันแม่งัดเติมน้ำปิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455495

x

กรมชลฯเกาะติดสถานการณ์น้ำเชียงใหม่ n เตรียมแผนรับภัยแล้ง-ผันแม่งัดเติมน้ำปิง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า ปีนี้ปริมาณฝนตกเฉลี่ยในจ.เชียงใหม่ มีอยู่ที่ 862 มิลลิเมตร น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยถึง 23% กรมชลประทานจึงเตรียมรับมือด้วยการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ปัจจุบันลดใช้น้ำจาก 2 เขื่อนใหญ่ของจังหวัด คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลได้ 17.2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือใช้น้ำลดลง 34% และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ได้อีก 22.7 ล้านลบ.ม. หรือใช้น้ำลดลง27% คาดว่าวันที่ 1 ธันวาคม เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 160 ล้านลบ.ม. หรือ 60% ของความจุเขื่อน และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 70 ล้านลบ.ม. หรือ 27% ของความจุเขื่อน อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่พอใช้ทุกกิจกรรม กรมชลประทานวางแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน ซึ่งจำเป็นต้องลดพื้นที่ปลูกพืชฤดูแล้ง โดยในเขตพื้นที่ชลประทานของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลดลงจาก 67,700 ไร่ เหลือ 40,286 ไร่ ลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเหลือประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งจะจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้งทั้งหมด 35 ล้าน ลบ.ม.และสำรองสำหรับต้นฤดูฝนปี 2563 อีก 35 ล้านลบ.ม. รวมทั้งยังจัดสรรน้ำให้พื้นที่พิเศษอีก 70 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งปริมาณน้ำค่อยข้างน้องนั้น จะลดพื้นที่ปลูกพืชจาก 77,322 ไร่ ในปีที่แล้วเหลือเพียง 25,055 ไร่ โดยงดปลูกข้าวนาปรัง จะส่งน้ำให้เฉพาะไม้ผล 14 ล้านลบ.ม. น้ำสำหรับผลิตน้ำประปา จ.เชียงใหม่ 9 ล้าน ลบ.ม. และสำรองสำหรับต้นฤดูฝนปี 2563 จำนวน 25 ล้านลบ.ม.

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่พิเศษบริเวณ 2 ฝั่ง แม่น้ำปิงในเขตจ.เชียงใหม่ และลำพูน มีพื้นที่ 200,000 ไร่ ที่ต้องใช้น้ำจากแม่่น้ำปิงเป็นหลักนั้น ต้องบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนเพราะสถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิงปีนี้น้อยมากจนน่าเป็นห่วง ปริมาณน้ำท่าสะสมตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-11 พฤศจิกายน ที่สะพานนวรัฐมีเพียง 435 ล้านลบ.ม. น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยถึง 68% หรือกว่า 920 ล้านลบ.ม. ขณะที่ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ดังกล่าวช่วงฤดูแล้ง 167 ล้านลบ.ม. ใช้เพื่อการเกษตรกรประมาณ 145 ล้านลบ.ม. ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกไม้ผลเศรษฐกิจ เช่น ลำไย มะม่วง ใช้เพื่อผลิตน้ำประปา 21 ล้านลบ.ม.และใช้เพื่อการท่องเที่ยว (เทศกาลสงกรานต์) 1 ล้านลบ.ม.

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่พิเศษ กรมวางแผนรับมือโดยจัดสรรน้ำจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลมาช่วยระบายลงแม่น้ำปิง เพื่อช่วยพื้นที่ดังกล่าวประมาณสัปดาห์ละ 1-8 ล้านลบ.ม. จะเริ่มกลางเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2563 รวม 70 ล้านลบ.ม. และใช้น้ำจากลำน้ำสาขา เช่น น้ำแม่กาง น้ำแม่ลี้น้ำแม่ขาน ที่ไหลเข้ามาเติมแม่น้ำปิงอีก 97ล้านลบ.ม. พร้อมลดพื้นที่ปลูกนาปรังเช่นกันจาก 29,000 ไร่ เหลือ 14,000 ไร่ ถ้าจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้จะช่วยพื้นที่พิเศษพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำได้แน่นอน

เร่งส่งมอบปัจจัยการผลิตเยียวยาเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455491

x

เร่งส่งมอบปัจจัยการผลิตเยียวยาเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นมาไทยได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติฝนตกหนักกระจายทั่วทุกภูมิภาคช่วงฤดูฝน รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเกิดต่อเนื่องเป็นเวลานานในภาคกลาง รวมถึงปริมาณน้ำฝนในภาคใต้ที่อาจมีปริมาณมากขึ้นช่วงฤดูฝนปลายปี ส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายจากอุทกภัยหลายพื้นที่ของประเทศ รวมพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 3.29 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 529,443 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ จ.พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, อุตรดิตถ์, พิจิตร, แพร่, เชียงใหม่, ลำพูน, น่าน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน, สุโขทัย, นครพนม, อำนาจเจริญ, ยโสธร, สกลนคร, ร้อยเอ็ด, มุกดาหาร, หนองคาย, อุบลราชธานี, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, อุดรธานี, ขอนแก่น และศรีสะเกษ

จากผลกระทบดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงจัดทำโครงการเตรียมปัจจัยการผลิตการเกษตร เพื่อเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เป็นการเตรียมพร้อมกรณีที่ต้องช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยให้ประกอบอาชีพ และมีรายได้หลังประสบภัยได้เร็วขึ้น ตลอดจนพืชผลการเกษตรให้ฟื้นตัว เจริญเติบโต ให้ผลผลิตและลดการระบาดของโรคพืชที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเตรียมผลิตปัจจัยการผลิตการเกษตร ได้แก่ 1. พันธุ์พืชผัก 294,100 ต้น
2. พันธุ์ไม้ผล 8,300 ต้น 3. เชื้อราไตรโคเดอร์มา 10,000 กิโลกรัม จากศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 25 ศูนย์ทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืช 10 ศูนย์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร 10 ศูนย์ และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช 5 ศูนย์ โดยขณะนี้ส่งมอบปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรผู้ประสบภัยในจังหวัดต่างๆแล้วส่วนหนึ่ง โดยพิจารณาจากสถานการณ์ในพื้นที่เป็นหลัก รวมทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ

สหกรณ์เฮพณ.คลอด3มาตรการสินเชื่อ หนุนเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455492

x

สหกรณ์เฮพณ.คลอด3มาตรการสินเชื่อ หนุนเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่า กรมเตรียมความพร้อมสหกรณ์การเกษตรเพื่อเข้าโครงการชะลอและรวบรวมข้าวเปลือกปี 2562/63  ของรัฐบาล โดยให้สหกรณ์จังหวัดเร่งแจ้งหลักเกณฑ์เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ หลังกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เชิญผู้ประกอบการค้าข้าว ธ.ก.ส. สมาคมธนาคารไทยองค์การคลังสินค้า และกรมส่งเสริมสหกรณ์ หารือสถานการณ์ราคาข้าวและการซื้อขายข้าวเปลือก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีโรงสีเอกชนและสหกรณ์การเกษตรบางแห่งต้องปิดจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกร เพราะประสบปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปแนวทางช่วยเหลือ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1.โครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกต้นฤดูกาลผลิตโดยเก็บในยุ้งฉางของเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร มีเป้าหมาย 1 ล้านตันข้าวเปลือก มีค่าเก็บรักษาให้เกษตรกรตันละ 1,500 บาท หากสถาบันเกษตรกรเป็นผู้เก็บรักษาข้าวจะได้ตันละ 1,000 บาท และจ่ายให้เกษตรกรที่นำข้าวมาเก็บไว้ที่สหกรณ์ตันละ 500 บาท วงเงินจ่ายขาด  1,500  ล้านบาท 2.โครงการสินเชื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรวงเงิน 15,000 ล้านบาท โดยสนับสนุนสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่ายหรือแปรรูป อัตราดอกเบี้ยMLR-  1 เท่ากับ 4% ต่อปี โดยสถาบันเกษตรกรจะรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ส่วนรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ  3  วงเงินจ่ายขาด 562 ล้านบาท และมาตรการที่ 3 โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก เป้าหมาย  4 ล้านตัน ระยะเวลาเก็บสต๊อก 2-6 เดือน รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ  3  วงเงินจ่ายขาด  510 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าทั้ง 3 มาตรการจะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 3 ธันวาคม

“ปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวจากสมาชิก เป็นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร  488 แห่ง ใน 62 จังหวัด สมาชิก  3,335,211  ราย  สำหรับสหกรณ์ที่กู้จาก ธ.ก.ส.เพื่อนำมารวบรวมข้าวตามโครงการที่เป็นดอกเบี้ยปกติไปแล้วจะได้รับการปรับลดดอกเบี้ยตามมาตรการสินเชื่อรวบรวมข้าว ย้อนหลังให้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน”นายพิเชษฐ์ กล่าว

ผลรวบรวมข้าวเปลือกของสหกรณ์ ณ  วันที่ 18 พฤศจิกายน มีสหกรณ์เปิดจุดรวบรวมข้าวเปลือก  314 แห่งใน 49 จังหวัด 726,617 ตัน หรือร้อยละ  21.16 ของแผน มูลค่ารวม 7,671 ล้านบาท  สำหรับผลรวบรวมเฉพาะข้าวหอมมะลิขณะนี้ดำเนินการแล้ว 436,874 ตัน มูลค่า 5,469 ล้านบาท แบ่งเป็นภาคเหนือ 133,802 ตันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 303,072  ตัน เมื่อทั้ง 3 มาตรการผ่านความเห็นชอบของครม.แล้ว สินเชื่อที่ได้รับจะมีส่วนช่วยสนับสนุนทุนหมุนเวียนให้ธุรกิจรวบรวมข้าวของสหกรณ์คล่องตัวมากขึ้น และเปิดจุดรับซื้อข้าวได้เต็มศักยภาพของสหกรณ์

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมเซ็นส่งออก3สารพิษทันทีภายใน3วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455582

'มนัญญา'ลั่นพร้อมเซ็นส่งออก3สารพิษทันทีภายใน3วัน

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมเซ็นส่งออก3สารพิษทันทีภายใน3วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 20.27 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในประชุมรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ก่อนที่จะยกเลิกใช้ 3 สาร ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ว่า จนถึงขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการหารือกับเอกชนผู้นำเข้า-ส่งออก 4 สมาคม คือ สมาคมธุรกิจเกษตร , สมาคมอารักขาพืช , สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และ สมาคมการค้านวตกรรมเพื่อการเกษตรไทย และวันที่ 22 พ.ย.จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคน เพื่อซักซ้อมแนวทางดูแลประชาชนและเกษตรกร ในการคืน 3 สารอันตราย เพื่อให้ไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้แบน 3 สาร ในวันที่ 1 ธ.ค.62 ดังนั้น การที่มีข่าวว่าในวันที่ 27 พ.ย.คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะประชุมอาจมีการทบทวนสารบางตัว เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กอ.ต้องตอบคำถามให้กับประชาชนทุกข้อ ในฐานะที่ตนกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร จะต้องทำให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบประชาชนและเกษตรกร เนื่องจากมีโทษตามกฎหมายสูง หาก 3 สาร มีอยู่ในครอบครองหลังวันที่ 1 ธ.ค.

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ในส่วนภาคเอกชน ตนยืนยันว่าหากต้องการส่งออก พร้อมเซ็นอนุมัติให้ทันทีในเวลาทำการ 1 – 3 วัน ขณะนี้มีเอกชนยื่นขอส่งออก 3 สาร 700 กว่าตัน พร้อมส่งไปประเทศที่สาม แต่ในส่วนสารที่มีคงเหลืออยู่ประมาณกว่า 3.8 หมื่นตัน ตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของบริษัทผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบในการทำลาย เป็นเรื่องที่แปลกทั้งที่รู้ว่ารัฐบาลจะห้ามการใช้สารเคมี 3 สาร ก็ยังมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่อง เพราะเอกชนต่างก็มั่นใจว่ายังงัยไม่มีทางแบนได้ ในขณะที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท ไปขายแบบลดแลกแจกแถม ซื้อ 1 ลิตร แถม 3 ลิตร เพื่อให้ไปอยู่มือเกษตรกรไว้เยอะๆ จริงๆ แล้วในเรื่องส่งออก-นำเข้าสารเคมี มีกฎหมายแรงมาก ขนาดต้องปิดบริษัท ตนได้ให้กรมวิชาการเกษตร ดึงกฎหมายนี้กลับมาก่อน เพื่อมาหารือกันก่อน มิฉะนั้นเจ๊งกันหมด ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลนี้ทำงานทุกอย่างอยู่บนโต๊ะ ไม่มีใต้โต๊ะ ต่อไปการส่งออกต้องมีการเสียภาษี จะน้อยจะมากต้องเสียภาษี และเอาเรื่องเหล่านี้มาอยู่บนโต๊ะ ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยให้นำเข้าสารเคมี ภาษีเป็นศูนย์ เพราะต้องการทำให้สินค้าถึงมือเกษตรกรในราคาที่ถูก แต่กลายเป็นช่องทางนำเข้าไปส่งออก

“ไม่ว่าไปทางซ้ายหรือขวา ต้องมาคุยกัน เราเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกัน ซึ่งขอถามว่าทำไมที่ผ่านมาเอาเข้ามาเป็นแสนตันต่อปี ก็ขายได้หมด แต่ปีนี้เอาเข้ามาน้อยกลับยังมีสารเหลือ ถึงเวลาที่ทุกคนควรพูดความจริง ยึดประโยชน์สูงสุด คือ เกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติ ที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันได้ ดิฉันลงพื้นที่ถามเกษตรกร สหกรณ์ต่างๆ ทุกวันนี้เลิกใช้สารเคมีกันไปมากแล้ว ซึ่งทางสหกรณ์บอกว่าเขาต้องการเครื่องตัดหญ้า นี่คือความต้องการของเกษตรกร พรุ่งนี้จะไปประชุมสารวัตรเกษตร เพื่อย้ำว่าประเทศไทยจะต้องไม่มีการจับเกษตรกร ไม่ทำร้ายเกษตรกร หากพื้นที่ไหนเกษตรกรถูกจับเพราะครอบครอง 3 สาร แสดงว่าหน่วยงานล้มเหลวในการทำความเข้าใจกับเกษตรกร” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ไปตรวจบริษัท พบว่าแม้ว่าบริษัทนำเข้าอาจมีมาตรฐานของโรงงาน แต่บริษัทที่ซื้อนำไปผลิตในยี่ห้ออื่นๆ ต้องยอมรับมีการนำไปผสมในสัดส่วนต่างกันไปตรงนี้ไม่มีใครคุม แต่เกษตรกรรับกรรม จากใช้สารไม่ตรงตามคุณภาพ เรื่องนี้ต่อไปจะเข้มงวดคุมตั้งแต่ต้นน้ำ และยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกสาร 3 ตัวนี้ เพื่อให้มีการนำเข้าสารตัวใหม่ เพราะดิฉันไม่เคยแทรกแซงกรมวิชาการเกษตร ถ้าในอนาคตจะมีการนำเข้าเป็นเรื่องว่ากันไปตามหลักวิชาการ เรื่องพวกนี้ก็แปลก เวลาเชิญประชุมไม่มากัน แต่ไปให้เงินทำเสื้อมาด่า จ้างมาด่า ทั้งที่เราทำเพื่อประชาชน ลงพื้นที่ร้านค้า ก็บอกว่าบริษัทใหญ่จ่ายตังรัฐมนตรีเกษตรแล้ว ยังงัยก็ไม่มีทางแบน จึงทำให้ไม่มีการเตรียมการอะไรกันเลย ทั้งที่ดิฉันเข้ามารับตำแหน่งวันแรกก็มีนโยบายแบน 3 สาร เพราะได้มีข้อมูลหนักแน่น ในเรื่องผลกระทบเป็นพิษภัยต่อร่างกายมนุษย์เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข เสนอแบน 3 สาร มาตั้งแต่ปี 2560

‘วีระ’บุกหน้าฟาร์มไก่’ส.ส.ปารีณา’ เจอรถบรรทุกลิบล้อขนขี้ไก่วิ่งเข้า-ออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455478

'วีระ'บุกหน้าฟาร์มไก่'ส.ส.ปารีณา' เจอรถบรรทุกลิบล้อขนขี้ไก่วิ่งเข้า-ออก

‘วีระ’บุกหน้าฟาร์มไก่’ส.ส.ปารีณา’ เจอรถบรรทุกลิบล้อขนขี้ไก่วิ่งเข้า-ออก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.23 น.

“วีระ”บุกหน้าฟาร์มไก่”ส.ส.ปารีณา”หลังเข้าแจ้งความดำเนินคดี พบยังคงทำงานปกติ มีรถบรรทุกขนขี้ไก่วิ่งเข้าออก เชื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนายวีระ​ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนจ้านคอลัปชั่น เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.กัมปนาท เจริญศรี รอง สว.สภ.จอมบึง จ.ราชบุรี เพื่อดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ​น.ส.ปารีณา​ ไกรคุปต์​ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ในข้อหาบุกรุกที่ป่าสงวน ครอบครองที่ดิน​ สปก.โดยไม่ได้รับอนุญาต​และการได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย​

จากนั้นนายวีระ เดินทางไปยังฟาร์มไก่เขาสน หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จ.ราชบุรี ของน.ส.ปารีณา พร้อมด้วย ร.ต.อ.กัมปนาท เจริญศรี รอง สว. สภ.จอมบึง เพื่อถ่ายภาพชี้จุดที่นายวีระ ต้องการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ น.ส.ปารีณา เพื่อประกอบสำนวนของพนักงานสอบสวน ในบันทึกการแจ้งความ ซึ่งนายวีระได้เดินไปตามจุดต่างๆที่บริเวณด้านหน้าของฟาร์มไก่ ไม่ได้เข้าไปภายในฟาร์มแต่อย่างใด เนื่องจากภายมีการติดป้ายประกาศห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปในฟาร์มก่อนได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ ที่บริเวณหน้าฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ยังไม่มีเอกสารใดๆจากทางราชการที่เกี่ยวข้องนำมาปิดเพื่อสั่งห้ามเข้าออก หรือ สั่งหยุดกิจการตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อไปก่อนหน้านี้ ประตูฟาร์มยังคงเปิดให้รถบรรทุกของฟาร์ม หรือ รถของลูกค้าที่ติดต่อธุระกรรมกับทางฟาร์มไก่เข้าออกตามปกติ และระหว่างที่นายวีระเดินชี้จุดให้พนักงานสอบสวนบันทึกภาพประกอบสำนวน พบมีรถบรรทุก 10 ล้อ    ซึ่งบรรทุกขี้ไก่จากในฟาร์มเพื่อนำออกไปกองจำหน่ายที่บริเวณพื้นที่ภายนอกของทางฟาร์ม แต่ก็ยังคงเป็นพื้นที่ของ ส.ส.ปารีณา ที่อยู่ติดเชิงเขาสนบริเวณฝั่งตะวันตก โดยมีป้ายเขียนข้อความ และลูกศรชี้ไปยังจุดกองและจำหน่ายขี้ไก่ติดอยู่บริเวณด้านหน้า

ต่อมานายวีระ ได้เรียกให้สื่อมวลชนเข้ามาบันทึกภาพ พร้อมทั้งแจ้งกับพนักงานสอบสวนว่า “ฟาร์มไก่แห่งนี้ยังคงมีรถเข้าออก มีการทำงานกันตามปกติ ไม่มีการปิดหรือหยุดกิจการใดๆ แม้จะเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า มีการออกมาร้องเรียนว่าฟาร์มไก่แห่งนี้ผิดกฎหมาย มีการบุกรุกครอบครองที่ป่าสงวน และถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.โดยไม่ถูกต้อง” จากนั้นนายวีระได้เรียกให้รถบรรทุก 10 ล้อ ที่วิ่งออกมาหยุดและเชิญคนขับรถลงมาเพื่อสอบถามข้อมูล พร้อมทั้งแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อให้สอบปากคำ

แต่คนขับรถบรรทุก 10 ล้อ คันดังกล่าวแจ้งกับนายวีระว่า ตนเพิ่งเข้ามาทำงาน และไม่รู้ข้อมูลต้องถามคนด้านใน และไม่ลงจากรถตามคำเชิญ ซึ่งนายวีระได้เข้าไปเปิดประตูรถ พร้อมทั้งเชิญให้ลงมา แต่คนขับรถแจ้งว่าไม่สะดวก นายวีระจึงได้ถามข้อมูลกับคนขับรถ และแจ้งให้ตำรวจเรียกสอบสวน ทำให้คนขับรถบรรทุก 10 ล้อ ตกใจ จึงได้ให้ข้อมูลเบื้องตนกับทางพนักงานสอบสวนพร้อมแจ้งเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้เจ้าหน้าที่เชิญตัวมาสอบปากคำภายหลัง นายวีระยังถามย้ำกับทางคนขับรถบรรทุกว่าภายในฟาร์มยังทำงานตามปกติใช่ไหม ซึ่งคนขับรถบรรทุกตอบกลับไปว่า “ใช่” แต่ตนไม่รู้ข้อมูลต้องถามคนด้านใน จากนั้นได้ขับรถเข้าไปภายในฟาร์มตามปกติ

นายวีระ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนลงมาพื้นที่เพื่อดูให้แน่ชัดว่าฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณาที่ว่ามีการครอบครอง 1,706 ไร่นั้นมีการบุกรุกครอบครองที่ป่าสงวน และถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.โดยไม่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งตนได้หอบหลักฐานต่างๆ มาแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับ น.ส.ปารีณาและเชื่อว่าคงไม่ได้มีผู้กระทำความผิดเพียงคนเดียวนอกจากน.ส.ปารีณาแต่ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปช่วยเหลือด้วย วันนี้สื่อมวลชนและตำรวจคงเห็นแล้วว่ามีการทำงานกันตามปกติ ฟาร์มยังเปิดประตู มีรถเข้าออก ยังไม่มีการประกาศหยุดหรือปิดฟาร์มแต่อย่างไร ซึ่งหลังจากนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป

เอฟเอโอยกย่องไทยเป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรม ต่อต้านไอยูยูสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455498

เอฟเอโอยกย่องไทยเป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรม ต่อต้านไอยูยูสำเร็จ

เอฟเอโอยกย่องไทยเป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรม ต่อต้านไอยูยูสำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.16 น.

เอฟเอโอ. ยกย่องไทยเป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และการต่อต้านไอยูยูสำเร็จพร้อมหนุนบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ เสนอไทยเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตร ขณะที่“อลงกรณ์”เตรียมเสนอรายงาน”เฉลิมชัย” ผนึกพลังกับยูเอ็นเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรและอาหารของโลกและประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลกของยูเอ็น

21 พ.ย.62 ที่ สำนักงานที่ปรึกษา การเกษตรของไทยประจำ FAO นายอลงกรณ์ พลบุตร พร้อมด้วย นายพลพิศิลป์ สุวรรณชัย ผู้อำนวยการกองประมงต่างประเทศ นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (FAO/IFAD/WFP) ณ กรุงโรม เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ นายเดเนียล กุสตาฟสัน รองผู้อำนวยการใหญ่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ:FAO)ณ สำนักงานใหญ่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

 

โดยนายเดเนียล กุสตาฟสัน รองผู้อำนวยการใหญ่ เอฟเอ ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติและแสดงความยินดีที่ผู้แทนไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก (CFS) พร้อมกับขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของ FAO ในเรื่องการป้องกันปัญหาโรคระบาด ปัญหาเชื้อดื้อยาในภาคเกษตร ปศุสัตว์ และประมง นโยบายสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) และนโยบายต่อต้านประมงผิดกฎหมายพร้อมกับขอให้ไทยสนับสนุนข้อริเริ่มของผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอ.เรื่องการร่วมมือทำงานใกล้ชิด(hand in hand )โดยการส่งเสริมโครงการการพัฒนาเกษตรอาหารและประมงกับประเทศอาเซียนและประเทศยากจนในภูมิภาคต่างๆโดยเอฟเอโอ.พร้อมขยายความร่วมมือกับไทยและสนับสนุนการเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรอาหารและประมงของโลก

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณเอฟเอโอ.ที่สนับสนุนและร่วมมือกับประเทศไทยอย่างดียิ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ขอยืนยันว่าประเทศไทยสนับสนุนแนวคิดการจับคู่เพื่อการพัฒนา “Hand-in-Hand Initiative” ของผู้อำนวยการใหญ่ FAO คนใหม่ และข้อริเริ่มการพัฒนาปประมงยั่งยืน(Blue Growth Initiative)รวมทั้งการสร้างความร่วมมือในกรอบใต้-ใต้(South-South and Triangular Cooperation:SSTC)ที่ผ่านมา โดยไทยได้ขยายความร่วมมือในการพัฒนาด้านเกษตรกรรมและเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่นนอกอาเซียน ร่วมกับภาคเอกชนของไทย ทั้งนี้ประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือและถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาภาคเกษตรแบบครบวงจนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยกลุ่มสตรีและเยาวชนและพร้อมยกระดับไทยเป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านการเกษตรและอาหารในระดับภูมิภาค

 

ทั้งนี้ รัฐบาลไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้ให้ความสำคัญในด้านเกษตรและประมงเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับที่ 12 ของโลก ไทยได้พัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล  โดยในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ผลักดันความร่วมมือในระดับภูมิภาค ไทยได้เสนอ  โครงการ”ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการประมงที่ยั่งยืนในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน” ผลักดันการจัดทำนโยบายประมงอาเซียน และการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และการควบคุม (IUU)

ขณะเดียวกันที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ ได้แจ้งให้ FAO ทราบถึงการขับเคลื่อนนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนมุมมองการทำงานใหม่ โดยขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 นำระบบข้อมูลเทคโนโลยีดิจิตอลมาสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร เช่น โครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (AgriTech and Innovation Center) ใน 77 จังหวัด โดยเป็นการทำงานเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันเกษตรกรรวมทั้ง พัฒนาระบบอีคอมเมอร์ซเชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสําคัญในเรื่องการผลิตเกษตรอินทรีย์และอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยผลักดันให้มีการรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนการส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อร่วมกลุ่มของเกษตรกร และยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ให้ทำงานหรือบริหารจัดการธุรกิจร่วมกันเพื่อลดต้นการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม

จากนั้น นายอลงกรณ์ พลบุตร และคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะ Mr. Gilbert Houngbo ประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) โดยนายกิลเบิร์ตกล่าวว่า IFAD เป็นหนึ่งในองค์กรของสหประชาชาติ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนธนาคารเกษตรของโลก จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ช่วยเหลือประเทศสมาชิก ซึ่งมีอยู่ 176 ประเทศ ในการพัฒนาและสนับสนุนการเชื่อมโยงภาคเกษตรกับภาคธุรกิจให้เกิดการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อสร้างความเข้มเข็งและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่เกษตรกร เยาวชน และสตรีในชนบท ซึ่งความช่วยเหลือส่วนใหญ่อยู่ในรูปของโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) สำหรับการพัฒนาด้านวิชาการ ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ด้านการเงินและการตลาด  ทั้งนี้ ประธาน IFAD กล่าวขอบคุณประเทศไทยในความร่วมมือระหว่างกันและมองว่า ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการพัฒนาด้านการเกษตร และมีผลสำเร็จที่สามารถถอดแบบตัวอย่างเพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับประเทศอื่นๆยิ่งกว่านั้นไทยยังเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกพร้อมที่จะสร้างบทบาทการเป็นประเทศผู้นำและผู้ให้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน กับองค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งIFADพร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศไทยรวมทั้งเรื่องโลจิสติกส์กรณีเกิดภัยพิบัติและวิกฤตด้านอาหารและความอดอยากขาดแคลนแบบเร่งด่วน

ในระหว่างการหารือ นายอลงกรณ์ ได้กล่าวถึงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานด้านต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐบาล เพื่อมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาการผลิตมากขึ้น โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ ธกส. และธนาคารออมสิน จัดตั้งโครงการสินเชื่อประมงดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องและการฟื้นฟูอาชีพประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และประมงนอกน่านน้ำ ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งโมเดลตัวอย่างสำหรับIFADและประเทศสมาชิกนอกจากนี้ ยังมีโมเดลการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ของเกษตรกรเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการค้าเช่นโครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจสเตย์และโครงการออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลBig DataและAIภาคเกษตรให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และไทยได้นำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนั้นนายอลงกรณ์ยัง ได้ขอบคุณ IFAD ที่ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “Mekong Knowledge and Sharing Fair” เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของประเทศลุ่มน้ำโขง เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อยกับภาคเอกชนและสถาบันการเงินภาคเกษตร” และขอบคุณ IFAD ที่ให้การสนับสนุนไทยดำรงตำแหน่งประธานความมั่นคงอาหารโลก (World Food Security หรือ CFS) ด้วยและเตรียมเสนอรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนเรื่องความร่วมมือกับFAOและIFADเพื่อผนึกพลังกับยูเอ็นเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรและอาหารของโลกต่อไปและในโอกาสที่ไทยได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก(Committee on World Food Security:CFS)ระหว่างปี2019-2021

รวมพลังเกษตรไทย’แต่งชุดดำ’ แสดงจุดยืนคัดค้านแบน3สาร 28พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455482

รวมพลังเกษตรไทย'แต่งชุดดำ' แสดงจุดยืนคัดค้านแบน3สาร 28พ.ย.นี้

รวมพลังเกษตรไทย’แต่งชุดดำ’ แสดงจุดยืนคัดค้านแบน3สาร 28พ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.55 น.

เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดจะแต่งชุดดำเข้าร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล 28 พ.ย. นี้ ล่าสุดนายกฯ มอบหมายรมว. เกษตรฯ พบผู้แทนเกษตรกรรับทราบความเดือดร้อนและชี้แจงมาตรการรองรับ ด้านผู้ประกอบการสารเคมีทางการเกษตรที่จะประชุมกับคณะทำงานของรมช. มนัญญาระบุ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับแนวทางส่งสินค้าคงค้างออกหรือกลับบริษัทผู้ผลิตเพราะเหลือเวลา 11 วัน ทำไม่ทันแน่นอน

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสจะแต่งชุดดำ แล้วรวมตัวกันไปเรียกร้องต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้แก้ไขปัญหาด่วนที่สุด ก่อนที่จะมีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้ 3 สารในวันที่ 1 ธันวาคม ทั้งนี้เกษตรกรได้ติดต่อกันผ่านทุกช่องทางสื่อสารโดยติด #SAVEเกษตรกรไทย เพื่อจะให้รัฐเห็นถึงความเดือดร้อนจากนโยบายดังกล่าว

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า จากการที่สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเข้าชี้แจงความเดือดร้อนและผลกระทบในการประกอบอาชีพและเศรษฐกิจประเทศที่จะเกิดขึ้นนั้น นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับเรื่องแทน โดยนัดหมายให้ผู้แทนสมาพันธ์ 10 คนเข้าพบในวันที่ 28 พฤศจิกายนเช่นกัน ซึ่งจะได้สอบถามด้วยว่า หากยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกษตรกรทั้งประเทศเตรียมมาตรการรองรับไว้พร้อมหรือยัง ส่วนที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งมาว่า จะให้ผู้แทนเกษตรกรเข้าพบ จนถึงขณะนี้เรื่องเงียบหายไป

ด้านนายวีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรกล่าวว่า ได้มอบหมายผู้แทนไปร่วมกับสมาคมอารักขาพืชไทยและสมาคมเพื่อการค้าและนวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทยไปประชุมกับคณะทำงานของน.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช. เกษตรและสหกรณ์ โดยไม่ได้พบกับน.ส. มนัญญาซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปราชการที่ประเทศจีน ทั้ง 3 สมาคมไม่ได้คาดหวังว่า นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประธานที่ปรึกษาของรมช. มนัญญาซึ่งจะเป็นประธานการประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ (21 พฤศจิกายน) จะรับฟังเหตุผลใดๆ จากสมาคมผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร แต่ที่ต้องไปร่วมประชุมเนื่องจากมีการระบุว่า หากไม่มาประชุมแสดงว่า ไม่เดือดร้อน สำหรับประเด็นที่รมช. มนัญญาระบุว่า จะให้กรมวิชาการเกษตรออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการส่งสินค้าคงค้างกลับบริษัทผู้ผลิตและส่งไปขายยังประเทศที่ 3 นั้น คงไม่สามารถดำเนินการได้ทันเนื่องจากสตอกสินค้ามีกว่า 20,000 ตัน แต่เหลือระยะเวลาเพียง 11 วันที่กฎหมายยกเลิกสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้แล้ว

ซอกแซกอาเซียน : 21 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455222

566101

ซอกแซกอาเซียน : 21 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมียนมาอีกครั้งที่เราได้มีโอกาสเดินทางไปทางทิศใต้ คราวนี้ไปในภาค (region) ที่คนไทยเรารู้จักดีและเรียกติดปากว่า “ตะนาวศรี”ท่านผู้อ่านยังจำได้อยู่นะครับว่าเมียนมาแบ่งการปกครองเป็นรัฐ (state) กับภาค ต่างกันอย่างไรผมขออนุญาตไม่อธิบายซ้ำครับ ผมมานั่งนึกในใจว่าคำว่าตะนาวศรีที่คนไทยเรียกมาจากไหนหนอ ยังค้นไม่เจอ ทั้งนี้เพราะเมียนมา เขาไม่เรียกอย่างนี้ ภาษาอังกฤษสะกดว่า Tanintharyi โอ้ย อ่านยากอีกแล้ว ผมเงี่ยหูฟังคนเมียนมาเรียกชื่อ ฟังได้ว่า “ทะนินทะยี” ซึ่งฟังกี่ครั้งๆ ก็ไม่เป็นตะนาวศรีเลย อีกทั้งบางทีผมลืมไปเรียกชื่อเมืองตะนาวศรี เขาก็งงไม่เข้าใจครับ เหมือนกับมหาราชองค์หนึ่งของเมียนมาที่คนไทยเรารู้จักดีในวิชาประวัติศาสตร์ เรียกพระเจ้าบุเรงนอง ยุคหลังๆ เข้าใจว่าคนสร้างภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คงไปศึกษาประวัติศาสตร์ที่เมียนมาเพื่อให้ได้ความชัดกว่าเดิม จึงไปได้ชื่อใหม่ของท่านและเรียกในภาพยนตร์ดังกล่าวว่า “บะเยงนอง”

เมืองหลวงหรือเมืองหลักของภาคตะนาวศรี คือ ทวาย ครับ สมัยก่อนผมเคยไปเที่ยวชายแดนกาญจนบุรี บ้านพุน้ำร้อน เคยฝันว่าอยากนั่งรถยนต์ข้ามประเทศไปเที่ยวเมืองทวาย แต่มาทราบว่าเส้นทางยังไม่พัฒนา ทั้งๆ ที่ช่วงหนึ่งมีการประโคมข่าวว่าจะมีการสร้างท่าเรือที่ทวายแล้วขนส่งสินค้า เป็นแลนด์บริดจ์เข้ามาไทยตามเส้นทางนี้ ช่วงนั้นฟู่ฟ่ามาก ใครๆ ก็พูดถึงทวายๆ แต่ระยะนี้เห็นเงียบๆ ไป ไม่รู้ไปถึงไหนแล้ว คณะเราเดินทางไปเมืองทวายโดยเครื่องบินจากย่างกุ้งใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เป็นเครื่องบินขนาดเล็กซึ่งหลังจากส่งแวะผู้โดยสารที่ทวายแล้วจะบินต่อไปยังเมืองมะริด ซึ่งอยู่ต่อไปทางใต้อีก เมืองทวายใหญ่พอสมควร อากาศค่อนข้างชื้น เพราะติดทะเลอันดามัน ท่านเกษตรภาค (จังหวัด) พาคณะเราไปรับประทานอาหารกลางวัน คอยเวลาพิธีการส่งมอบข้าวในช่วงบ่าย เป็นห้องอาหารไพรเวท ติดแอร์แถมยังเอาเบียร์มาเลี้ยงอีก เป็นที่ถูกใจของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ไปกับคณะด้วย แต่ผมขอไม่ดื่ม เพราะเดี๋ยวจะมึนไปเข้าพิธีไม่สวย ผมเสนอเล่นๆว่าขอให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนั่งกินเบียร์ต่อรอที่นี่ก็แล้วกัน ผมไปคนเดียวกับคณะได้ แล้วเสร็จจะกลับมารับ ท่านรองอธิบดีกรมเกษตรก็เห็นด้วย บอกรอที่นี่แหละไม่ต้องไป แต่แกหัวเราะและปฏิเสธ

มุขมนตรี หรือ chief minister ที่นี่เป็นสุภาพสตรี ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี ทำพิธีส่งมอบข้าวจนเสร็จ เกือบเย็น ท่านรองอธิบดี ก็พาเราไปเยี่ยมสำนักงานเกษตรประจำเมือง ในเมียนมาสำนักงานเกษตรไม่เป็นแบบแปลนเดียวกันหมดเหมือนสำนักงานเกษตรจังหวัดของไทยนะครับ แต่ละแห่งรูปทรงต่างกัน เหมือนบ้านก็มี เวลาผู้ใหญ่ไปเยี่ยมก็จะมีอาหารว่างมาเลี้ยงดู ที่มากกว่ากาแฟของเรา เรียกว่ากินอิ่มได้เลย ถั่วทอด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หมูฝอย ปลาแห้งทอด ไปจนถึงคล้ายๆ เมี่ยง และผลไม้ หัวหน้าสำนักงานที่ใช้คำว่า director จะนำข้าราชการลูกจ้างมาบริการผู้ใหญ่อย่างดี ท่านรองฯท่านนี้ขยันมาก บางทีหลายๆ ครั้งที่ไปส่งเราที่โรงแรมแล้ว แกยังขอตัวไปประชุมเจ้าหน้าที่ต่ออีก ตกลงค่ำนั้น ตอนแรกผมก็สงสัยว่าแกจะพาพวกเราไปพักที่โรงแรมไหนนะในเมืองทวาย แต่เห็นแกหันรถออกนอกเมือง เดินทางต่อไปยิ่งไกลเรื่อยๆ เพิ่มความสงสัยแก่ผมมาก จนในที่สุดก็ไปถึงชายริมทะเลอันดามัน เป็นโรงแรมคล้ายๆ รีสอร์ท แต่ก็มีสภาพค่อนข้างเก่าอยู่ เพราะขาดการบำรุงรักษาที่ดี มีหาดทรายทิวสนเดินเล่นได้ ลมพัดเย็น แหม! ท่านรองฯ คงต้องการบริการคณะเราอย่างเต็มที่ จนบางครั้งเรารู้สึกเกรงใจ ตกลงคืนนั้นเราพักที่รีสอร์ทติดทะเลอันดามัน ซึ่งก็ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะไม่คิดไม่ฝันว่า วันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสมาสัมผัสบรรยากาศที่นี่ อาหารเย็นก็รับประทานในห้องอาหารของรีสอร์ต หลังจากเบียร์หมดไปหลายขวด ท่านเกษตรภาคเลยแลกเปลี่ยนกับผมในเรื่องนโยบายเกษตรหลายเรื่อง อาศัยว่าผมพอมีประสบการณ์มาบ้าง ก็ได้ช่วยเหลือเขาได้คุ้มค่าอาหารพอสมควร หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว เขายังเชิญชวนให้พวกเราไปนวดแผนโบราณอีก ซึ่งที่รีสอร์ทมีบริการ ปกติผมคนหนึ่งละที่ชอบนวดแก้เมื่อยแบบนี้ แต่คืนนั้นผมรู้สึกอิ่มและอยากพัก เลยปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นไปนวดกับเขา เช้าขึ้นมาเห็นแกมาบ่นว่า นวดได้ครึ่งเดียวเพราะทนเจ็บไม่ไหว หมอนวดหนักมาก ดีนะที่ผมตัดสินใจถูกไม่งั้นอาจโดนหมอนวดเมียนมาทำเดี้ยงเดินไม่ไหวละแย่เลย

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ก.เกษตรฯติดอาวุธจนท. หนุนพัฒนาคุณภาพไม้ผลภาคตอ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455229

x

ก.เกษตรฯติดอาวุธจนท. หนุนพัฒนาคุณภาพไม้ผลภาคตอ.

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดสัมมนาสร้างความเข้าใจโครงการและพัฒนาความรู้ให้เจ้าหน้าที่ หลักสูตร “การปฏิบัติงานโครงการไม้ผลและวิชาการพัฒนาคุณภาพไม้ผลครบวงจร” พร้อมมอบนโยบายพัฒนาคุณภาพไม้ผลภาคตะวันออกให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรใน 9 จังหวัดภาคตะวันออก จำนวน 70 คน ระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน ที่อ.บ้านฉาง จ.ระยอง มุ่งเพิ่มทักษะให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความสามารถพัฒนาคุณภาพผลไม้เศรษฐกิจภาคตะวันออกครบวงจร และสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในการดำเนินงาน 3 โครงการคือ 1.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ไม้ผล) มีเป้าหมายเกษตรกร 900 ราย ใน 9 จังหวัด ดำเนินงานพัฒนาการผลิตไม้ผลแบบมีส่วนร่วม

2. โครงการพัฒนาการผลิตสินค้าด้านการเกษตร ภาคตะวันออก เน้นพัฒนาสินค้าเกษตรไม้ผล เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยมาตรฐานการรับรอง GI และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เป้าหมายเกษตรกร 270 ราย 9 จังหวัด ได้พัฒนาคุณภาพไม้ผลที่เหมาะสมในพื้นที่ภาคตะวันออก อย่างน้อย 1 ชนิด ให้ได้รับมาตรฐาน GAP และสร้างมูลค่าเพิ่มสู่กระบวนการรับรองสินค้า GI และ3. โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรตามอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นพัฒนาการผลิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิต ตลอดจนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ยกระดับการรับรองมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)ในภาคตะวันออก 2 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี และตราด

“ปัจจุบันการผลิตไม้ผลของไทยนับวันประสบปัญหาสภาวะการแข่งขันที่มีข้อกำหนดเงื่อนไขกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด และผู้บริโภคต้องการสินค้าที่มีมาตรฐานสูงขึ้น รวมทั้งปัญหาราคาปัจจัยการผลิต แรงงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และแย่งส่วนแบ่งตลาดผลไม้ไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้มีปริมาณผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐานส่งออกเพิ่มขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค สร้างเอกลักษณ์เป็นสินค้าปลอดภัย มีการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับผลผลิต โดยใช้ QR Code ให้มากขึ้นและสนองนโยบายตลาดนำการเกษตรของรัฐบาล โดยนำเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม นำไปสู่การลดต้นทุนและสินค้ามีคุณภาพ”รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว