ประมงเช็คระบบป้องกันฟาร์มจระเข้อุบลฯ จัดทีมไกรทองเฝ้าระวังแหล่งน้ำ24ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455227

x

ประมงเช็คระบบป้องกันฟาร์มจระเข้อุบลฯ จัดทีมไกรทองเฝ้าระวังแหล่งน้ำ24ชม.

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากปัญหาอุทกภัยตั้งแต่วันที่28 สิงหาคม ถึงปัจจุบันสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก โดยมีรายงานพื้นที่เสียหายด้านประมงล่าสุด เพิ่มขึ้นเป็น 19 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิจิตร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และกระบี่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 32,241.58 ไร่ เกษตรกรได้รับความเสียหาย 27,762 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า450 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ย. 2562)

นอกจากการสำรวจความเสียหายภาคประมงแล้ว กรมประมงยังได้รับร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัย กรณีอาจมีจระเข้หลุดลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งอธิบดีกรมประมงคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน จึงสั่งการให้สำนักงานประมงจังหวัดทุกจังหวัด ส่งเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมให้ฟาร์มจระเข้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมก่อนเกิดอุทกภัย ทั้งนี้ เมื่อเกิดอุทกภัยใน 19 จังหวัด ยังกำชับเจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวังในการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ กรมประมงยังตั้งเครือข่ายไกรทอง หากได้รับแจ้งว่าพบจระเข้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเครือข่ายดังกล่าวมีทั้งหมด 8 ศูนย์ และ 43 เครือข่ายย่อยทั่วประเทศ และมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 80 นาย ซึ่งชำนาญในการจับจระเข้ในธรรมชาติ ปัจจุบันใน 77 จังหวัดของไทยพบมีผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงจระเข้ 76 จังหวัด มีฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ 1,067 ฟาร์ม โดยในพื้นที่ประสบอุทกภัย 19 จังหวัด มีฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ 284 ฟาร์ม

สำหรับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มในจ.อุบลราชธานี ครั้งนี้ พบรายงานว่ามีฟาร์มเลี้ยงจระเข้ 11 ฟาร์ม ที่ตั้งฟาร์มอยู่ในที่ดอนห่างแหล่งน้ำธรรมชาติ มีบ่อและระบบเลี้ยงเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมประมง เมื่อเกิดอุทกภัยพบผู้ประกอบกาเฝ้าระวังป้องกันจระเข้หลุดรอดลงแหล่งน้ำธรรมชาติได้ดีระดับหนึ่ง อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำบางพื้นที่ยังน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะภาคกลางของประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม จึงขอเตือนผู้เพาะเลี้ยงจระเข้เพิ่มความระมัดระวังในการควบคุม ดูแล จระเข้ในครอบครองให้มากเป็นพิเศษ โดยขอความร่วมมือตรวจสอบฟาร์ม บ่อเลี้ยงจระเข้ให้แข็งแรง คัดแยกจระเข้ในบ่อให้มีขนาดเดียวกัน ป้องกันตัวเล็กหลุดลอดท่อน้ำได้ ถ้าฟาร์มเลี้ยงจระเข้รายใดเสี่ยงต่อการหลุดรอดของจระเข้ ขอให้เจ้าของฟาร์มเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัย และปรับปรุงฟาร์มให้แข็งแรงปลอดภัยต่อการเพาะเลี้ยง

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นจระเข้ในแหล่งน้ำสาธารณะหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ แจ้งได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ได้ 24 ชั่วโมง หรือติดต่อกรมประมง ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0-2562-0600 หรือขอรับคำแนะนำ ความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ/สำนักงานประมงจังหวัด/ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงในพื้นที่หรือกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษกลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมงกรมประมง โทรศัพท์ 0-2558-0218 และ 0-2561-4740

กยท.เร่งให้ความรู้ชาวสวนยางสกัดโรคใบร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455224

x

กยท.เร่งให้ความรู้ชาวสวนยางสกัดโรคใบร่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยสถานการณ์ระบาดของโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. ในพื้นที่ปลูกยางพาราภาคใต้ตอนล่างขณะนี้ว่า กยท.รับรายงานการระบาดช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยจ.นราธิวาส พื้นที่ปลูกยางแห่งแรกที่พบการติดเชื้อ คาดว่าเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่เคยระบาดในมาเลเซีย และอินโดนีเซีย และแพร่ระบาดทางลมจนมาถึงชายแดนไทย กยท.สั่งสำรวจความเสียหายรวมถึงเก็บตัวอย่างเชื้อเพื่อหาวิธีป้องกันแก้ไข โดยมอบให้สถาบันวิจัยยาง กยท. ลงพื้นที่อบรมสร้างความเข้าใจ นอกจากนี้ กยท. มองว่าต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะเชื้อราชนิดนี้แพร่ระบาดสู่พืชชนิดอื่นได้ด้วย รวมถึงจะเสนอมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่สวนเสียหายจากเชื้อราชนิดนี้ ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย 49(5) โดยเสนอต่อกรรมการ กยท. หาระเบียบช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมภายในเดือนพฤศจิกายน

นายกฤษดา สังข์สิงห์ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กยท.เผยว่า สถาบันวิจัยยางจัดอบรมแนวทางสำรวจติดตามสถานการณ์ระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. เพื่อสร้างความเข้าใจที่มาของโรค การแพร่ระบาดและวิธีป้องกันแก่พนักงานกยท.ในภาคใต้ตอนล่าง และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อถ่ายทอดความรู้สู่ชาวสวนยาง ซึ่งโรคใบร่วงฯคาดว่าเกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. เป็นหลัก อาจมีเชื้อราชนิดอื่นร่วมด้วย พบการระบาดในสวนยางประมาณ 400,000 ไร่หรือ40% ของพื้นที่ปลูกยางในจ.นราธิวาส ทำให้ ผลผลิตยางลดลงกว่า 30% อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดนี้ซึ่งสถาบันวิจัยยางเร่งศึกษาวิจัย เบื้องต้นแนะนำเกษตรกรให้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้ต้นยาง ถ้าพบต้นยางมีอาการของโรคให้แจ้งเจ้าหน้าที่กยท.เข้าตรวจสอบ หากพบว่าติดเชื้อราชนิดนี้ให้ใช้สารกำจัดเชื้อราเช่น เบโนมีล โพรปิเนป แมนโคเซปคลอโรธาโลนิล เฮกซาโคนาโซล หรือไทโอฟาเนต-เมธิล ฉีดพ่นทรงพุ่มให้ทั่วทั้งแปลงโดยเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมดูแลเกษตรกร ลดผลกระทบหลังเลิกใช้3สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455226

x

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมดูแลเกษตรกร ลดผลกระทบหลังเลิกใช้3สารเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังตรวจเยี่ยมสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด ที่อ.เขาสมิง จ.ตราด ว่า  เป็นการตรวจเยี่ยมเพื่อรับทราบปัญหาการทำงาน และอยากเห็นศักยภาพของสหกรณ์ในการแปรรูปยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้สหกรณ์พัฒนากระบวนการผลิตไปจนถึงแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา โดยต้องใช้หลักตลาดนำการผลิต สำรวจความต้องการของตลาด เพื่อให้สหกรณ์นำมาวางแผนผลิตสินค้าจากยางพารา เพื่อให้มีตลาดรองรับและขยายช่องทางเพิ่มขึ้น

รมช.เกษตรฯยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกใช้ 3 สารเคมี ขอให้แต่ละสหกรณ์ทำรายละเอียดเสนอมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ถึงความต้องการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ในการกำจัดวัชพืช เพื่อนำไปบริการเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ซึ่งขณะนี้กำลังสำรวจความต้องการของสหกรณ์ทั่วประเทศ

“วันนี้รัฐบาลมีนโยบายให้เบ็ดไม่ใช่ให้ปลา ดังนั้น หากต้องการให้รัฐช่วยเหลือหลังจากเลิกใช้ 3 สาร แล้วให้แจ้งมา เช่นต้องการรถไถ เครื่องตัดหญ้า รถแทรกเตอร์ เมื่อได้รายละเอียดจะได้มีมาตรการออกมาดูแลกัน ในฐานะที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องนี้ ดิฉันจะดูแลเกษตรกรให้ดีที่สุด และที่ตราดถือว่าติด 1 ใน 5 จังหวัด ที่ใช้สารเคมีมาก อยากให้เลิกใช้ เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว” น.ส.มนัญญากล่าว

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่า เบื้องต้นกรมเตรียมมาตรการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรให้สหกรณ์ที่ต้องการนำไปบริการสมาชิก โดยจะเริ่มที่พืช 2 ชนิดก่อน ได้แก่ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน โดยมาตรการช่วยเหลือจะขอใช้เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งขณะนี้กรมสำรวจความต้องการของสหกรณ์ใน 2 กลุ่มพืช ภายใต้เงื่อนไขว่า 1.สหกรณ์เหล่านั้นต้องบริหารจัดการ และ2.ประเภทเครื่องจักร  ขนาดกำลังเครื่องจักร  จำนวนที่ขอ ต้องสอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม มาตรการทั้งหมดกรมทำรายละเอียดไว้แล้ว เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อเสนอคณะทำงานที่รมช.เกษตรฯตั้งขึ้น ก่อนสรุปมาตรการลดผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์เสนอรมช.เกษตรฯ ต่อไป

‘เฉลิมชัย’จับมือ’กมธ.เกษตรเซี่ยงไฮ้’เร่งผลักดันศักยภาพภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455344

'เฉลิมชัย'จับมือ'กมธ.เกษตรเซี่ยงไฮ้'เร่งผลักดันศักยภาพภาคการเกษตร

‘เฉลิมชัย’จับมือ’กมธ.เกษตรเซี่ยงไฮ้’เร่งผลักดันศักยภาพภาคการเกษตร

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 21.40 น.

“เฉลิมชัย”จับมือ”คณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้”เร่งผลักดันศักยภาพภาคการเกษตร ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และการฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าพบหารือกับคณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้ เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรร่วมกัน ว่า เซี่ยงไฮ้ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมาก โดยมีนโยบายหลักในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในภาคเกษตรในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและดิน การคัดเลือกพันธุ์ การปลูก การดูแลและการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ใช้พื้นที่เกษตรน้อยแต่ได้ผลผลิตมาก โดยเน้นการฝึกอบรม ให้ความรู้ แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ การผลักดันการจ้างงาน การบริหารจัดการรายได้ให้เกษตรกรรายบุคคล และการให้สวัสดิการด้านสุขภาพต่างๆ เพื่อดึงแรงงานกลับภาคการเกษตร แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานจากปัญหา Aging Society นอกจากนี้ ยังเน้นในเรื่องการรวมกลุ่มพื้นที่ในทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระบบสหกรณ์ และสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ลดการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

สำหรับประเทศไทยมีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรที่สอดคล้องกับแนวทางของจีน อาทิ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตรผ่านการฝึกอบรมเกษตรกรที่อายุไม่เกิน 45 ปี นโยบายตลาดนำการผลิตผ่านระบบสหกรณ์ และการทำ Zoning พื้นที่เกษตร โดยฝ่ายไทยมุ่งเน้นในเรื่องสินค้าเกษตรปลอดภัย และการปรับปรุงมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายมีความยินดีที่จะมีความร่วมมือกันในด้านการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการฝึกอบรมระหว่างเกษตรกรของสองประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการให้องค์ความรู้แก่เกษตรกร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร ซึ่งสองฝ่ายพร้อมจะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันในเร็ววันนี้

กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอมหวังครองใจคนทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400158?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอมหวังครองใจคนทั่วโลก

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:22 น.
กรมการข้าว,เมล็ดพันธุ์ข้าว,วิจัย,ข้าวหอมมะลิ
เปิดอ่าน 55 ครั้ง

กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอม ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นทั้งด้านความหอม รสชาติ ความเหนียวนุ่ม หวังครองใจผู้บริโภคเป็นอันดับต้นของโลกต่อไป 

21 พฤศจิกายน 2562 กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอมที่มีศักยภาพการจำหน่ายในตลาดโลกให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นทั้งด้านความหอม รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และรูปลักษณะ ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรถึงระบบการปลูก การเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาเพื่อให้ข้าวหอมไทยยังครองใจของผู้บริโภคเป็นอันดับต้นของโลกต่อไป

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานในการพัฒนาข้าวหอมมะลิของไทยว่า ปัจจุบันข้าวหอมมะลิไทยส่งออกได้มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่กรมการข้าวยังคงส่งเสริมศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดเพื่อให้ไทยยังคงเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิชั้นเลิศที่ดีที่สุด โดยจะเร่งรัดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้านุ่ม ข้าวเจ้านุ่มหอม

รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว การอบลดความชื้น และการเก็บรักษาเพื่อยกระดับคุณภาพและความหอมตามเอกลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย ส่งเสริมให้เกษตรกรนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวหอมมะลิชั้นดี รวมทั้งให้มีการผลิตตามมาตรฐาน GAP ส่งเสริมระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

สำหรับการเก็บรักษาข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วจะสนับสนุนเครื่องอบลดความชื้น การสร้างยุ้งฉางให้แก่สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรเพื่อรักษาคุณภาพ ความหอม และทยอยผลผลิตออกสู่ตลาดเพื่อไม่ให้ถูกกดราคา ในด้านการตลาดนั้นจะเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุก

โดยการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณค่า คุณภาพ และเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทยทั้งภายในและต่างประเทศให้แพร่หลายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการส่งออกข้าวหอมมะลิของประเทศไทยให้มากขึ้น ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบนโยบายให้บูรณาการทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการวิจัยและส่งเสริมการผลิตและขยายตลาดข้าวหอมมะลิไทยอย่างเต็มที่

ทั้งนี้กรมการข้าวมั่นใจว่า  การวิจัยและพัฒนาดังกล่าวจะทำให้ไทยมีโอกาสจะคืนตำแหน่งอันดับหนึ่งในการประกวด “ข้าวที่ดีที่สุดในโลก” (Best Rice in the World) ได้อีกแน่นอน ปัจจุบันในโลกมีข้าวมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ ซึ่งได้มีจัดการประกวดข้าวโลกของงาน World Rice Conference ทุกปี

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อยกย่องข้าวคุณภาพของแต่ละประเทศและกระตุ้นให้มีการพัฒนาสินค้าข้าวของผู้ส่งออกในแต่ละตราสินค้า จากการประกวด 11 ครั้งในงานนี้ข้าวหอมมะลิไทยชนะเลิศ 5 ครั้ง จากทั้งหมด 11 ครั้ง ขณะที่กัมพูชาชนะเลิศ 4 ครั้ง และเวียดนามชนะเลิศเป็นครั้งแรกในปีนี้

นอกจากนี้มีเมียนมาที่ชนะเลิศ 1 ครั้ง สหรัฐอเมริกาชนะเลิศ 2 ครั้งโดยข้าวหอมมะลิไทยได้อันดับที่ 2  เกณฑ์การตัดสินพิจารณา 4 ด้านได้แก่ กลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และ รูปร่างลักษณะของเมล็ด ดังนั้นกรมการข้าวจะเร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิของไทยให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นตามเกณฑ์การตัดสินซึ่งจะทำให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในด้านคุณภาพมากขึ้นและส่งผลให้ตลาดส่งออกขยายตัวขึ้นด้วย

ฟาร์มไก่ปารีณาต้องหยุดกิจการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400157?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฟาร์มไก่ปารีณาต้องหยุดกิจการ

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:04 น.
สปก,ธรรมนัส,ปารีณา
เปิดอ่าน 138 ครั้ง

ธรรมนัส ระบุ ฟาร์มไก่ ปารีณา ต้องหยุดกิจการ หลังปิดป้าย สั่งส.ป.ก.ทุกจังหวัดสแกนผู้ถือครองผิดกฎหมายทุกรายห้ามเลือกปฏิบัติ

21 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)

ให้แถลงข่าวความคืบหน้าการเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด ร่วมกับกรมป่าไม้ ในกรณีการตรวจสอบพื้นที่ส.ป.ก.และป่าไม้ ถือครองโดยน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กว่า1.7พันไร่ ตั้งฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม หลังจากที่ส.ป.ก.เข้าปิดป้ายแสดงสิทธิในที่ดินเป็นที่ดินของส.ป.ก.บุคคลภายนอกข้ามเข้า เพื่อดำเนินการทางกฎหมายส.ป.ก.ยึดคืนพื้นที่และต้องหยุดกิจการ ส่วนจะหยุดเมื่อใดนั้นตนไม่มั่นใจ ต้องถามเลขาฯส.ป.ก.เพราะขั้นตอนกฎหมายมีกรอบช่วงเวลาให้ปฏิบัติชัดเจนอยู่แล้ว

พร้อมกันนี้ได้กำหนดเป็นนโยบายให้เข้าการตรวจสอบที่ดินส.ป.ก.ทั่วประเทศ ได้สั่งสแกนทุกแปลง อย่าเลือกปฏิบัติ หากรายใดถือครองผิดกฎหมาย  เร่งดำเนินการตามกฎหมายยึดคืนทั้งหมดตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี  ให้จัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้ยากไร้ เกษตรกรภายใต้นโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)

เดินหน้ายึดคืนแปลงส.ป.ก.ฟาร์มไก่ เอ๋ ปารีณา หลังปักป้ายหน้าแปลง ให้เวลา30วัน หาหลักฐานโต้แย้ง ระบุทางออกยอมคืนเรื่องจบ

แหล่งข่าวจากสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯสั่งให้คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย จากส่วนกลาง เข้าดำเนินการตามกฎหมายส.ป.ก.กับแปลงฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เนื้อที่กว่า1.7พันไร่ หลังจากที่ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี ได้ปักป้ายหน้าฟาร์มไก่ ว่าเป็นพื้นที่ของปฏิรูปที่ดินห้ามบุคคลภายนอกเข้า โดยไปปักป้ายไว้ตั้งแต่สองวันที่ผ่านมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบแนวเขตพื้นที่ร่วมกับกรมป่าไม้ เพื่อยึดคืนพื้นที่ ซึ่งจากนี้ส.ป.ก.ให้เวลา30วันในการแสดงหลักฐานการถือครองที่ดินแปลงส.ป.ก.

“ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี นำป้ายไปปักแล้วเป็นที่ดินส.ป.ก.ห้ามเข้า เมื่อ 2-3วันแล้ว โดยในระหว่างนี้ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ จะเข้าวัดพิกัดแนวเขตพื้นที่ทั้งหมด พร้อมภาพถ่ายทางอากาศ จะทำให้กำหนดแนวเขตได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้ง น.ส.ปารีณา จะต้องนำหลักฐานมาโต้แย้งภายใน 30 วัน  ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ในพื้นที่ยืนยันว่าไม่ได้มีคำสั่งจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ สั่งให้เบรกเรื่องการตรวจสอบยึดคืนพื้นที่นี้แต่อย่างใด”แหล่งข่าว กล่าว

หวั่นโทษหนักเกษตรพร้อมคืน 3 สารต้องห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400160?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

หวั่นโทษหนักเกษตรพร้อมคืน 3 สารต้องห้าม

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สารเคมี,แบน 3 สาร,มนัญญา,เกษตรกร,คืนสารเคมี
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

เกษตรกรพร้อมนำสารเคมี 3 ชนิดคืนรัฐทันทีที่ประกาศยกเลิกมีผล หวั่นโทษหนักปรับสูงนับล้าน

21 พฤศจิกายน 2562 เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยระบุ เกษตรกรจะนำสารเคมี 3 ชนิดไปคืนรัฐทันทีที่ประกาศยกเลิกการใช้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม หวั่นติดคุกติดตารางและเสียค่าปรับเป็นแสนเป็นล้าน ขอรมต.ที่เกี่ยวข้อง 3 กระทรวงรอรับจะนำไปมอบคืนถึงห้องทำงาน ทางด้านกลุ่มผู้เห็นด้วยกับการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์โดยไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวถึงกรณีที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ในวันที่ 1 ธันวาคม สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสจะกลายเป็นสิ่งกฎหมาย ผู้ใดมีไว้ในครอบครองจะมีโทษหนัก ทั้งนี้ได้ศึกษาบทลงโทษตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย มาตรา 74 ระบุว่า มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระทำผิดโดยประมาทมีโทษปรับไม่เกิน 800,000 บาท

ทำให้เกษตรกรราว 20,000 คนซึ่งเกรงกลัวโทษได้ประสานมายังสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเพื่อจะขอนำมาส่งคืนรัฐด้วยตนเอง โดยจะไปคืนที่ห้องทำงานนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ น.ส. มนัญญา รมช. เกษตรฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว. สาธารณสุข และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. อุตสาหกรรม นอกจากนี้เกษตรกรยังมีความกังวลเรื่องค่าทำลายสารเคมีเนื่องจากรมช. มนัญญาระบุว่า เป็นภาระของผู้ครอบครอง ใครใช้เงินหลวงทำลายถึงขั้นติดคุก จึงต้องการถามกระทรวงเกษตรฯ ว่า เกษตรกรซึ่งซื้อสารเคมีไว้เพื่อใช้ในไร่ในสวน แล้วยังมีเหลือคงค้างอยู่จะหาเงินจากไหนมา

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า การยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยเฉพาะพาราควอตกับไกลโฟเซตซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพ โดยเกษตรกรใช้กันมาเกือบ 50 ปีทำให้เกษตรกรขาดเครื่องมือในการประกอบอาชีพ โดยที่กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่มีมาตรการรองรับใดๆ ออกมานั้น ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศแจ้งมาว่า ต้องการร้องต่อศาลปกครอง ทางสมาพันธ์จึงได้จัดทำแบบฟอร์มให้ผู้ที่เดือดร้อนลงชื่อเป็นโจทย์ร่วมกัน โดยสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมดให้ทนายนำร้องศาลปกครองในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ทันทีที่กฎหมายยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กรมั่นใจว่า เกษตรกรรมวิถีอินทรีย์เป็นคำตอบให้เกษตรกรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล ทางเครือข่ายเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดมาตรการทางการเงินมาช่วยเหลือเกษตรกร

ทั้งนี้ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนชดเชย เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในช่วงปรับเปลี่ยน รวมถึงจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการทำเกษตรกรรมยั่งยืน มาตรการทางภาษี โดยลดภาษีนำเข้าเครื่องมือ-อุปกรณ์การเกษตรที่เข้ามาทดแทนการใช้สารเคมีและส่งเสริมการพัฒนาเครื่องและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเกษตร มาตรการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเช่น จัดตั้งพ.ร.บ. ควบคุมสารเคมีโดยให้แยกออกจากพ.ร.บ. วัตถุอันตรายและจัดตั้งพ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืน

ทั้งนี้เครือข่ายเกษตรอินทรีย์อยู่ทั่วประเทศพร้อมจะเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าไปเรียนรู้พร้อมเผยแพร่เทคนิคและวิธีการจนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สามารถทำบนพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ระดับ 400-500 ไร่ได้ ขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรยั่งยืนประมาณ 33 ล้านไร่ โดยเป็นเกษตรอินทรีย์กว่า 1 ล้านไร่และได้รับการรับรองแล้วประมาณ 500,000 ไร่

“แม้มีกลุ่มผู้ประกอบการและผู้ส่งออกเรียกร้องให้มีการคงระดับค่าตกค้างสารเคมีในผลผลิต รวมไปถึงให้ทบทวนการยกเลิกใช้เช่นเดียวกับการมีเสียงข้อเรียกร้องในวงวิชาการบางส่วนให้มีการเลื่อนยกเลิกสารพาราควอตออกไปก่อน แต่ทางเครือข่ายยืนยันข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดตามระยะเวลาที่กำหนด” นายวิฑูรย์กล่าว

ได้ฤกษ์…รังวัดแนวเขตฟาร์มไก่ปารีณาศุกร์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400149?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ได้ฤกษ์…รังวัดแนวเขตฟาร์มไก่ปารีณาศุกร์นี้

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
อรรถพล เจริญชันษา,อธิบดีกรมป่าไม้,สปก,ธรรมนัส,ปารีณา,ฟาร์ไก่,เขาสนฟาร์ม
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

22พ.ย.ได้กฤษ์ กรมป่าไม้ -ส.ป.ก.เข้ารังวัดและชี้แนวเขต ฟาร์มไก่ ปารีณา

21 พฤศจิกายน 2562  นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1,700 ไร่ หมู่ที่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

ซึ่งน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐระบุว่า ทำฟาร์มไก่ รวมทั้งได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ด้วย ทั้งนี้นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการให้เร่งรังวัดใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ทราบพิกัดว่า แปลงใดอยู่ในเขตป่าไม้และแปลงใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งเนื้อที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานมีเท่าไรเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

สำหรับคณะทำงานตรวจสอบประกอบด้วยนายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้เป็นประธานและมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของกรมป่าไม้ รวม 13 คนเป็นกรรมการ ประกอบด้วยป่าไม้จังหวัด ปฏิรูปที่ดินจังหวัด และฝ่ายความมั่นคงที่กำลังนัดหมายน.ส. ปารีณาอีกครั้ง หลังจากที่ได้นัดหมายมาครั้งหนึ่งซึ่งน.ส. ปารีณาแจ้งว่า ไม่สะดวกเนื่องจากติดประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกทั้งต้องปิดฟาร์มเพื่อฉีดยาให้ไก่ ตามกำหนดวงรอบ 45 วัน จะให้เข้ารังวัดและนำชี้แนวเขตได้ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้

โดยจะทำงานร่วมกับคณะทำงานของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งมีพันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการส.ป.ก. เป็นประธาน ขณะนี้คณะทำงานของกรมป่าไม้เตรียมนัดหมายคณะทำงานของส.ป.ก. เข้ารังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว ตามขั้นตอนจะต้องให้ผู้ครอบครองนำชี้แนวเขตด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างที่คณะกรรมการตรวจสอบการครอบครองที่ดินของรัฐที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีเป็นประธาน

ก่อนหน้านี้ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรววงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศที่ดินแปลงที่น.ส. ปารีณาครอบครองอาจทับซ้อนกันระหว่างเขตส.ป.กและเขตป่าไม้ แต่มีข้อสังเกตว่า บริเวณที่อยู่กลางเขาไม่น่าจะเป็นที่ของส.ป.ก. จึงสั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. เร่งประสานอธิบดีกรมป่าไม้เข้าตรวจสอบ

แหล่งข่าวจากส.ป.ก. เปิดเผยว่า ปฏิรูปที่ดินจังหวัดได้ไปติดประกาศหน้าฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” ว่า เป็นเขตส.ป.ก. มา 3 วันแล้ว ซึ่งผู้ครอบครองต้องนำหลักฐานการครอบครองที่ดินส.ป.ก. มาแสดงภายใน 30 วัน  สำหรับที่ดินบริเวณดังกล่าวเดิมเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2527

ต่อมากรมป่าไม้มอบให้ส.ป.ก. ในปี 2536 โดยส.ป.ก. ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินในปี 2554 ทั้งนี้หลังจากได้รับมอบที่จากรมป่าไม้แล้ว การที่ส.ป.ก. จะนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ต้องรังวัดที่ดิน แต่เมื่อแจ้งการเข้ารังวัด ทางครอบครัวน.ส. ปารีณาไม่ยินยอม เจ้าหน้าที่ส.ป.ก. จึงรังวัดจากแปลงโดยรอบพบว่า เป็นเขตปฏิรูปที่ดินประมาณ 1,000 ไร่และเป็นเขตป่าไม้ประมาณ 700 ไร่

ดังนั้นการรังวัดใหม่ครั้งนี้จะได้ข้อมูลชัดเจนว่า ที่ดินอยู่ในเขตของส.ป.ก. และกรมป่าไม้จำนวนเท่าไร อีกทั้งต้องตรวจสอบถึงการได้มาของที่ดิน ระยะเวลาที่เข้าครอบครอง หากพบว่า เข้าข่ายการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมายจะสามารถดำเนินคดีได้ทั้งตามประมวลกฎหมายปฏิรูปที่ดินและการป่าไม้

เฉลิมชัย จับมือกมธ.เซี่ยงไฮ้ดันศักยภาพเกษตรผ่านเทคโน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย จับมือกมธ.เซี่ยงไฮ้ดันศักยภาพเกษตรผ่านเทคโน

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 19:17 น.
เฉลิมชัย,หารือจีน,กมธเกษตร,เซี่ยงไฮ้,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 69 ครั้ง

เฉลิมชัย จับมือกมธ.เซี่ยงไฮ้ ผลักดันศักยภาพภาคเกษตร ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่

20 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าพบหารือกับคณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้ เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรร่วมกัน

โดยบอกว่า เซี่ยงไฮ้ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมาก มีนโยบายหลักในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในภาคเกษตรในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและดิน การคัดเลือกพันธุ์ การปลูก การดูแลและการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ใช้พื้นที่เกษตรน้อยแต่ได้ผลผลิตมาก เน้นการฝึกอบรม ให้ความรู้ แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ การผลักดันการจ้างงาน การบริหารจัดการรายได้ให้เกษตรกรรายบุคคล และการให้สวัสดิการด้านสุขภาพต่าง ๆ เพื่อดึงแรงงานกลับภาคการเกษตร แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานจากปัญหา Aging Society นอกจากนี้ ยังเน้นในเรื่องการรวมกลุ่มพื้นที่ในทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระบบสหกรณ์ และสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ลดการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

สำหรับประเทศไทยมีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรที่สอดคล้องกับแนวทางของจีน อาทิ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตรผ่านการฝึกอบรมเกษตรกรที่อายุไม่เกิน 45 ปี นโยบายตลาดนำการผลิตผ่านระบบสหกรณ์ และการทำ Zoning พื้นที่เกษตร โดยฝ่ายไทยมุ่งเน้นในเรื่องสินค้าเกษตรปลอดภัย และการปรับปรุงมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายมีความยินดีที่จะมีความร่วมมือกันในด้านการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการฝึกอบรมระหว่างเกษตรกรของสองประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการให้องค์ความรู้แก่เกษตรกร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร ซึ่งสองฝ่ายพร้อมจะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันในเร็ววันนี้

สยามคูโบต้าตอกย้ำเกษตรปลอดการเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400140?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สยามคูโบต้าตอกย้ำเกษตรปลอดการเผา

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 19:06 น.
คูโบต้า,เกษตรปลอดการเผา
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

สยามคูโบต้า จับมือหน่วยงานด้านการเกษตร เสวนากระตุ้นตอกย้ำโครงการเกษตรปลอดการเผา (ZERO BURN)

20 พฤศจิกายน 2562 บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือหน่วยงานด้านการเกษตรชั้นนำของไทย ได้แก่ กรมการข้าว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดยได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “เกษตรปลอดการเผา ทำได้อย่างไร?” ตามโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาการเผาจากภาคการเกษตร กระตุ้นให้เกษตรกรไทยในจังหวัดเชียงใหม่ รวมไปถึงภาคเหนือ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญ ตลอดจนได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำเกษตรปลอดการเผา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ และเขตพื้นที่ภาคเหนือ

สำหรับการจัดงานเสวนา นายทองมา มานะกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ นายครองชัย ตรีสัตย์ ผู้จัดการฝ่ายเครื่องจักรกลการเกษตร บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด รศ.ดร.ณัฐา โพธาภรณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายสุชาติ นิตยพงศ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมทำพิธีเปิดงานเสวนา “เกษตรปลอดการเผา (Zero Burn)” ในงาน “งานวันเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 9” ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

ในช่วงของการเสวนาดำเนินไปอย่างเข้มข้นจากวิทยากรของแต่ละหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อน ได้แก่ นางนิตยา รื่นสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี นายศักดา ศิริวิโรจน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อเกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผศ.ดร.สมพร จันทระ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและประธานคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายอำนาจ บุตรทองคำวงษ์ ผู้จัดการส่วนคูโบต้าโซลูชั่น บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด

โดยมีเนื้อหาสาระของสถานการณ์ปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาในภาคเหนือ การชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการทำการเกษตรแบบปลอดการเผา หลักการแนะนำองค์ความรู้ วิธีการที่จะทดแทนการเผาจากทุกหน่วยงาน ตลอดจนนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ต้องเผาซึ่งช่วยให้เกษตรกรทำงานได้สะดวกขึ้น ตลอดจนการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา

โดยมี ผศ.ดร.จิรวรรณ กิจชัยเจริญ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนาหลักสูตร และกรรมการคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้นำเครื่องจักรกลการเกษตรที่ช่วยทำเกษตรปลอดการเผามาจัดแสดง อาทิ แทรกเตอร์ CHANGSUEK EDITION รถเกี่ยวนวดข้าว เครื่องสางใบอ้อย เครื่องอัดฟาง ฯลฯ นิทรรศการความรู้การจัดการและสร้างรายได้จากวัสดุทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวแบบไม่เผา รวมไปถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ร่วมจัดนิทรรศการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการส่งเสริม และสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว