ซีพีเอฟ ร่วมฟื้นฟูอาชีพชาวฟิลิปปินส์จากแผ่นดินไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400139?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ซีพีเอฟ ร่วมฟื้นฟูอาชีพชาวฟิลิปปินส์จากแผ่นดินไหว

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 18:54 น.
ซีพีเอฟ,แผ่นดินไหว,่ฟิลิปปินส์
เปิดอ่าน 179 ครั้ง

ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ร่วมฟื้นฟูอาชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในระยะยาว

20 พฤศจิกายน 2562 นายเอ็มมานูเอล ปิโยล  ประธานองค์กรพัฒนามินดาเนาของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (The Mindanao Development Authority) กล่าวว่า รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการ “การสร้างโอกาสทางอาชีพเพื่อยกระดับเศรษฐกิจในชุมชน” ลิปปินส์อย่างยั่งยืนอีกด้วย./

ทั้งนี้เป็นมาตรการที่ช่วยเหลือชุมชนในเกาะมินดาเนาหลังได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว และซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ เป็นภาคเอกชนไทยที่จะนำความเชี่ยวชาญภาคปศุสัตว์ที่ทันสมัยมาช่วยให้ชาวฟิลิปปินส์มีรายได้ที่มั่นคง

นายสกล ชีวะโกเศรษฐ รองประธานกรรมการ ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นกิจการต่างประเทศของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ได้ร่วมมือกับ องค์กรพัฒนามินดาเนาของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์   โดยเข้ามาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวสามารถฟื้นฟูอาชีพและมีรายได้ได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ จะให้การสนับสนุนโครงการฯ ตามรูปแบบของ 4 ประสาน เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมทันสมัยที่ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ผู้ที่ประสบภัยธรรมชาติในมินดาเนา ซึ่งเป็นตามหลักปรัชญา “3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชาชนชาวฟิลิปปินส์ควบคู่กัน” นายสกล กล่าว

ภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ประสาน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล บริษัทเอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร โดย รัฐบาลทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่าย และอำนวยความสะดวกในการจัดสรรพื้นที่โครงการฯ ซึ่งจะก่อเริ่มสร้างในต้นปี 2563 ที่จะถึงนี้ ขณะที่ ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนเทคโนโลยี ความรู้ พันธุ์สัตว์ อาหาร รวมทั้งมีสัตวแพทย์ให้บริการคำแนะนำในการเลี้ยงหมู และไก่เนื้อแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจน ช่วยรับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์ตามเงื่อนไข

ซึ่งมีธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งฟิลิปปินส์ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ชุมชนสำหรับการก่อสร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์และการดำเนินการต่างๆ  ส่วนชาวบ้านที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์จะทำหน้าที่เลี้ยงสัตว์โดยมีรายได้จากผลกำไรของสหกรณ์ที่มาจากดำเนินงานโครงการ

ความร่วมมือในรูปแบบ “4 ประสาน” ไม่เพียงจะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการเกษตรทันสมัยของฟิลิปปินส์ ยังจะนำไปสู่การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อย่างยั่งยืนอีกด้วย

กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบที่ดิน’ปารีณา’ เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัด-ชี้แนวเขต22พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455234

กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบที่ดิน'ปารีณา' เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัด-ชี้แนวเขต22พ.ย.นี้

กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบที่ดิน’ปารีณา’ เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัด-ชี้แนวเขต22พ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.04 น.

“อธิบดีกรมป่าไม้”ระบุเร่งตรวจสอบการครอบครอบที่ดินป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวรของ”ปารีณา” เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัดและชี้แนวเขต ด้าน”ส.ป.ก.”ชี้ปิดประกาศหน้าฟาร์มไก่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ต้องแสดงหลักฐานสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ส.ป.ก.ใน30วัน

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1,700 ไร่ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่ง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ระบุว่าทำฟาร์มไก่ รวมทั้งได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ด้วย ทั้งนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการให้เร่งรังวัดใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ทราบพิกัดว่า แปลงใดอยู่ในเขตป่าไม้และแปลงใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งเนื้อที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานมีเท่าไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ คณะทำงานตรวจสอบ ประกอบด้วย นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ เป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของกรมป่าไม้ รวม 13 คน เป็นกรรมการ โดยจะทำงานร่วมกับคณะทำงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งมี พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธาน ขณะนี้คณะทำงานของกรมป่าไม้เตรียมนัดหมายคณะทำงานของ ส.ป.ก.เข้ารังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว ตามขั้นตอนจะต้องให้ผู้ครอบครองนำชี้แนวเขตด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างที่คณะกรรมการตรวจสอบการครอบครองที่ดินของรัฐ ที่มี ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย ป่าไม้จังหวัด , ปฏิรูปที่ดินจังหวัด และฝ่ายความมั่นคง ที่กำลังนัดหมาย น.ส.ปารีณา อีกครั้ง หลังจากที่ได้นัดหมายมาครั้งหนึ่ง ซึ่ง น.ส.ปารีณา แจ้งว่า ไม่สะดวก เนื่องจากติดประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกทั้งต้องปิดฟาร์มเพื่อฉีดยาให้ไก่ ตามกำหนดวงรอบ 45 วัน คาดว่าจะให้เข้ารังวัดและนำชี้แนวเขตได้ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้

ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรววงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศที่ดินแปลงที่ น.ส.ปารีณา ครอบครอง อาจทับซ้อนกันระหว่างเขต ส.ป.กและเขตป่าไม้ แต่มีข้อสังเกตว่า บริเวณที่อยู่กลางเขาไม่น่าจะเป็นที่ของ ส.ป.ก.จึงสั่งการให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.เร่งประสานอธิบดีกรมป่าไม้เข้าตรวจสอบ

ขณะที่ แหล่งข่าวจาก ส.ป.ก.เปิดเผยว่า ปฏิรูปที่ดินจังหวัดได้ไปติดประกาศหน้าฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” ว่า เป็นเขต ส.ป.ก.มา 3 วันแล้ว ซึ่งผู้ครอบครองต้องนำหลักฐานการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.มาแสดงภายใน 30 วัน ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า ทางครอบครัวเข้ามาครอบครองที่ดินตั้งแต่ปี 2489 โดยไม่มีหนังสือสิทธิการเข้าทำกินใดๆ มีแต่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภบท.5 ซึ่งเป็นการแสดงถึงการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทย (มท.) ให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ยกเลิกการจัดเก็บ ภบท.5 ในที่ดินของรัฐทุกประเภทแล้ว เนื่องจากเกรงว่าผู้ครอบครองจะเข้าใจผิดว่า เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

สำหรับที่ดินบริเวณดังกล่าวเดิมเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2527 ต่อมากรมป่าไม้มอบให้ ส.ป.ก.ในปี 2536 โดย ส.ป.ก.ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินในปี 2554 ทั้งนี้ หลังจากได้รับมอบที่จากรมป่าไม้แล้ว การที่ ส.ป.ก.จะนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ต้องรังวัดที่ดิน แต่เมื่อแจ้งการเข้ารังวัด ทางครอบครัว น.ส.ปารีณา ไม่ยินยอม เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.จึงรังวัดจากแปลงโดยรอบ พบว่า เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ประมาณ 1,000 ไร่ และเป็นเขตป่าไม้ ประมาณ 700 ไร่ ดังนั้น การรังวัดใหม่ครั้งนี้จะได้ข้อมูลชัดเจนว่า ที่ดินอยู่ในเขตของ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ จำนวนเท่าไร อีกทั้งต้องตรวจสอบถึงการได้มาของที่ดิน ระยะเวลาที่เข้าครอบครอง หากพบว่า เข้าข่ายการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จะสามารถดำเนินคดีได้ทั้งตามประมวลกฎหมายปฏิรูปที่ดินและการป่าไม้

สั่งสหกรณ์ฯเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก ประสานธ.ก.ส.จัดสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454995

x

สั่งสหกรณ์ฯเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก ประสานธ.ก.ส.จัดสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก พร้อมประสาน ธ.ก.ส.ขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องสหกรณ์มีเงินทุนรวบรวมข้าวจากเกษตรกร

กรมส่งเสริมสหกรณ์สั่งสหกรณ์จังหวัดสำรวจจุดรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตร พร้อมขอความร่วมมือสหกรณ์ที่มีโรงสีและโกดังลานตากเปิดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร หวังบรรเทาความเดือดร้อนช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เกรงชาวนาไม่มีที่ขายข้าวต้องขนไปขายเอกชน ถูกหักค่าความชื้นไม่ได้ราคา เผยหารือธ.ก.ส.ขออนุมัติสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์มีเงินหมุนเวียนรวบรวมข้าวทันที ก่อนมาตรการเก็บชะลอข้าวเปลือกรอเสนอเข้าครม.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมถึงภาคกลางตอนบนเข้าฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเปลือก จึงสั่งการให้สหกรณ์จังหวัดเร่งสำรวจสหกรณ์การเกษตรที่เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรว่ามีสหกรณ์กี่แห่งที่เริ่มเปิดจุดรวบรวมข้าวเปลือกและใช้เงินทุนจากแหล่งใด รวมถึงมีสหกรณ์ใดบ้างที่ไม่สามารถเปิดจุดรับซื้อข้าวได้ เนื่องจากมีปัญหาติดขัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ให้รีบแจ้งกลับมาทันที เพื่อเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ และขอความร่วมมือไปยังสหกรณ์การเกษตรที่มีโรงสี และอุปกรณ์การตลาด ทั้งโกดัง ฉาง ลานตาก ช่วยเปิดจุดรับซื้อข้าวจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร

นอกจากนี้ กรมยังประสานกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส.) ขออนุมัติสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวให้สหกรณ์ไปก่อนในอัตราดอกเบี้ยปกติของ ธ.ก.ส.และเมื่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและโครงการเก็บชะลอข้าวเปลือกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอเข้าคณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบแล้ว ธ.ก.ส.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้สหกรณ์ตามที่กระทรวงพาณิชย์จ่ายชดเชยมาตรการของภาครัฐ

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวต่อว่า เหตุจากขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์นำข้าวมาเข้าคิวขายจำนวนมาก ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเกี่ยวข้าวสดความชื้นเกิน 25% มาขายเนื่องจากไม่มีที่ตากและเครื่องอบลดความชื้นเมื่อเกี่ยวข้าวแล้วต้องขนมาขายทันที ส่งผลให้มีรถขนข้าวเปลือกมาจอดรอคิวยาวเหยียดหน้าสหกรณ์การเกษตรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์บางแห่งมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากใช้เงินของสหกรณ์เองซึ่งมีไม่มาก ทำให้สหกรณ์ต้องปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก เกษตรกรจึงต้องขนข้าวไปขายให้พ่อค้าในพื้นที่ ซึ่งอาจถูกกดราคาเพราะต้องโดนหักค่าความชื้น  ดังนั้น ปัญหานี้จะต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว หากสหกรณ์ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมข้าวในช่วงนี้ขอให้สหกรณ์จังหวัดประสานกับ ธ.ก.ส.ในพื้นที่ได้ทันที

กรมประมงขยายเครือข่ายบริหารน้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454994

x

กรมประมงขยายเครือข่ายบริหารน้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชัง

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงเปิดเผยหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่อง “การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมประมง และการขยายเครือข่ายจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ”ว่าการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ที่จะร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมประมงและขยายเครือข่ายจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เป็นการสนับสนุนข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำเพื่อประโยชน์ทางการประมง ให้ดำเนินงานแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรด้านประมงนับเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากประเทศไทยมีความผันผวนของสภาพอากาศตลอดเวลา เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งจากสถานการณ์ด้านภัยแล้ง และอุทกภัย ซึ่งมักเกิดขึ้นฉับพลันไม่สามารถบริหารจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยเร็วดังนั้น การได้รับการแลกเปลี่ยนข้อมูลของสถานการณ์น้ำจากการร่วมลงนามครั้งนี้ทำให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรได้เร็วขึ้นโดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ทั้งแหล่งน้ำปิดและแหล่งน้ำเปิด เช่น แม่น้ำ ลำคลอง รวมถึงชายฝั่งทะเล เพื่อช่วยวางแผนเฝ้าระวัง และชดเชยเยียวยาความเสียหายหากเกิดสถานการณ์ขึ้น ทั้งนี้ กรมจะนำข้อมูลจากการลงนามความร่วมมือครั้งนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร พัฒนาสารสนเทศด้านประมงเพื่อให้เกษตรกรรู้เท่าทันสถานการณ์น้ำรองรับการประกอบอาชีพ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้มั่นคงเลี้ยงชีพได้ยั่งยืนต่อไป

กษ.-ดีเอสไอบุกค้น5จุด แหล่งผลิตสารชีวภัณฑ์ปลอมยึดของกลางอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454992

x

กษ.-ดีเอสไอบุกค้น5จุด แหล่งผลิตสารชีวภัณฑ์ปลอมยึดของกลางอื้อ

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมวิชาการเกษตรรับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรว่ามีการขายสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดวัชพืช และศัตรูพืช ขายทางสื่อออนไลน์จำนวนมาก จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ล่อซื้อสินค้าดังกล่าวเพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ เบื้องต้นพบฉลากที่ระบุเป็นสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และยังพบหลายยี่ห้อมีส่วนผสมของสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอทและไกลโฟเซต จึงสั่งการให้สารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคร่วมปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ  เข้าตรวจค้นแหล่งผลิตและจำหน่ายปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตร 5 จุด ตามที่สืบทราบ โดยแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจค้นตามจุดต่างๆ ได้แก่ อ.สามโคก  จ.ปทุมธานี อ.จอหอ จ.นครราชสีมา  อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 2 จุด จากการตรวจค้นพบของกลางที่ทำผิดกฎหมาย พบเป็นวัตถุอันตราย 18 รายการ และปุ๋ย 36 รายการ  ปริมาณรวม 58.5 ตัน  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายครั้งนี้กว่า 25 ล้านบาท

ประเด็นความผิดครั้งนี้ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535  คือ ผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายไม่ขึ้นทะเบียน  มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยไม่ขึ้นทะเบียนโทษมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 4 หมื่น–2 แสนบาท โดยเจ้าหน้าที่อายัดของกลางไว้ทั้งหมดและรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป

“สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร โดยผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และทดลองประสิทธิภาพ ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดศัตรูพืช  ป้องกันผลผลิตไม่ให้เสียหาย  และต้องเป็นสารที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมจึงขอเตือนเกษตรกรอย่าได้หลงเชื่อคำกล่าวอวดอ้างสรรพคุณต่างๆ โดยก่อนซื้อสารชนิดใดมาใช้ก็ตามขอให้สังเกตที่ฉลากต้องได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจากกรมวิชาการเกษตร หากสงสัยหรือทราบเบาะแสแหล่งผลิตและจำหน่ายปุ๋ย  หรือวัตถุอันตรายทางเกษตรที่ผิดกฎหมายขอให้แจ้งได้ที่กลุ่มสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร  โทร.0-2940-5434” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

อ่างฯลำพระเพลิงน้ำลดฮวบเหลือ21% กรมชลฯเร่งทำแผนฝ่าวิกฤติแล้ง-แนะเลื่อนทำนาปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454997

x

อ่างฯลำพระเพลิงน้ำลดฮวบเหลือ21% กรมชลฯเร่งทำแผนฝ่าวิกฤติแล้ง-แนะเลื่อนทำนาปี

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จ.นครราชสีมาว่า มีปริมาณอยู่ในเกณฑ์น้อย ล่าสุดมีน้ำเหลืออยู่เพียง 32 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 21 ของปริมาณการเก็บกัก เนื่องจากปริมาณฝนตกสะสมในพื้นที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 24 ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้่าอ่างฯน้อย จากปกติจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เฉลี่ยถึง 170 ล้านต่อปี ดังนั้น เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอกับความต้องการ กรมชลประทานจึงวางแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 62/63 ดังนี้ จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ชลประทาน 12 ล้านลบ.ม. เพื่อภาคอุตสาหกรรม 140,000 ลบ.ม. และรักษาระบบนิเวศ 1.8 ล้านลบ.ม. ส่วนภาคการเกษตรขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดปลูกพืชในฤดูแล้งมิเช่นนั้นพืชผลจะเกิดความเสียหายได้

ส่วนปริมาณน้ำที่เหลืออยู่จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปีหน้า อย่างไรก็ตาม อาจต้องเลื่อนการทำนาปีออกไปเล็กน้อย เพราะคาดว่าหลังสิ้นฤดูแล้งจะมีน้ำเหลืออยู่ประมาณ 15 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ไม่เพียงพอสำหรับเตรียมแปลงทำนาปีในเขตชลประทาน ต้องรอจนกว่าฝนจะมาเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2563 ทั้งนี้ อ่างฯ ลำพระเพลิงมีพื้นที่ชลประทานรวม 75,000 ไร่ในอ.ปักธงชัย อ.โชคชัย และ อ.เมืองนครราชสีมา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูแล้งนี้พื้นที่ที่น่ากังวลมากคือ พื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะในอ.ปักธงชัย มีพื้นที่นอกเขตชลประทานที่สถานการณ์น้ำเพื่อผลิตน้ำประปาเข้าขั้นวิกฤติ น้ำในสระธรรมชาติแห้งส่งผลกระทบต่อประปาหมู่บ้าน 6 แห่งในเขต 3 ตำบลคือ ต.นกออก ต.เกษมทรัพย์ และ ต.บ่อปลาทอง ซึ่งชุมชนได้ประสานกับกรมชลประทานวางแผนร่วมกันนำน้ำจากอ่างฯ ลำพระเพลิงไปเติมในสระสาธารณะ โดยทางชุมชนอาสาร่วมกันขุดลอก ทำความสะอาดพัฒนาคูคลองธรรมชาติที่จะใช้ส่งน้ำ พร้อมทั้งซ่อมแซมจุดที่น้ำจะรั่วซึม เพื่อลดการสูญเสียจากการส่งน้ำให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ กรมชลประทานจะปล่อยน้ำลงสระธรรมชาติทั้ง 6 แห่ง 2 ล้านลบ.ม. เพื่อผลิตประปาหมู่บ้านและรักษาระบบนิเวศ โดยเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 ซึ่งราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวรวมทั้งในเขต อ.ปักธงชัย จะมีน้ำกินใช้ปกติ พ้นวิกฤติภัยแล้งอย่างแน่นอน

นายเกียรติศักดิ์ฯกล่าวต่อว่า ในการประชุมคณะกรรมการ JMC ของอ่างฯลำพระเพลิงครั้งล่าสุด มีมติขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดปลูกพืชฤดูแล้ง โดยกรมเตรียมแผนชดเชยรายได้ ด้วยการจ้างแรงงานภาคเกษตรให้ทำงานซ่อมแซมคอนกรีตดาด หรือขุดลอกตะกอน เตรียมพร้อมระบบชลประทานสำหรับฤดูฝนที่จะมาถึง

สำหรับอ่างเก็บน้ำอื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและรักษาลำพระเพลิง ซึ่งเป็นอ่างฯขนาดกลาง 3 แห่งคือ อ่างฯ ลำสำราย ขณะนี้มีน้ำ 7 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 17 ของปริมาณเก็บกัก ปริมาณน้ำน้อยเพียงพอต่อกิจกรรมอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศน์เท่านั้น อ่างฯบ้านสันกำแพง และอ่างฯ ลำเชียงสา มีน้ำร้อยละ 100 และ 90 ของระดับเก็บกักตามลำดับ สามารถส่งน้ำให้ทุกกิจกรรมการใช้น้ำได้ตามปกติ อย่างไรก็ดีกรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิดเพื่อจัดสรรน้ำให้ผู้ใช้น้ำทุกประเภทได้รับน้ำทั่วถึงเป็นธรรม

ส่องเกษตร : ทบทวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454990

449007

ส่องเกษตร : ทบทวน

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลางเดือนพฤศจิกายนแล้ว ผ่านเทศกาลลอยกระทงไปอีกครั้ง อากาศเย็นก็ยังไม่มาให้คนเมืองหลวงไปสัมผัสกันเท่าใดนัก ไม้ผลหลายชนิดจะติดดอกออกผลได้จะต้องได้รับความเย็นในระดับหนึ่งติดต่อกัน ตาดอกจึงจะออกมาได้ ถ้าความเย็นไม่ถึงระดับ ตาดอกก็จะเปลี่ยนไปเป็นใบเสีย กลายเป็นพันธุ์ดูใบแทน สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องปกติ เว้นแต่มนุษย์เราจะไปทำให้ความปกติเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ล้วนๆ

หลายวันก่อน มีโอกาสไปแม่กลองผมก็ลุ้นๆ อยู่ว่าลิ้นจี่แม่กลองจะติดดอกในฤดูนี้หรือไม่ หลายๆสวนที่ผมไปพบมาก็ตัดลิ้นจี่ทิ้งไป เปลี่ยนมาปลูกส้มโอแทน เห็นว่าส้มโอยังไงก็ออกผล ไม่ต้องคอยลุ้นให้เทวดามาโปรดเหมือนลิ้นจี่ ผมนั่งคุยกับชาวสวนลิ้นจี่คนหนึ่ง ในความเห็นผมค่อนข้างจะเป็นชาวสวนนักอนุรักษ์ เพราะยังยืนยันที่จะคงต้นลิ้นจี่ไว้ ไม่ยอมตัดไปปลูกส้มโอทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่าจำนวนต้นลิ้นจี่ที่มีในสวนน้อยกว่าต้นส้มโอมาก จากที่มีลิ้นจี่ทั้งสวนก็ลดจำนวนลงเรื่อยๆ เหลือไว้พอให้ขึ้นชื่อว่ายังมีลิ้นจี่แม่กลองอยู่ ชาวสวนลิ้นจี่รายนี้ ติดตามพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าเป็นข่าวหลักๆ ที่ชาวสวนติดตาม เมื่อทราบว่าอุณหภูมิจะลดลงเมื่อไหร่ จะต้องรีบไปหักยอดลิ้นจี่ออก แล้วรอลุ้นว่าจะพอดีกับอุณหภูมิที่ลดลงหรือไม่ ถ้าจังหวะดีๆ ตาที่ออกมาใหม่ก็จะเปลี่ยนเป็นตาดอก รอให้เก็บผล ถ้าจังหวะไม่ดี ตาดอกก็จะเปลี่ยนเป็นตาใบแทน ถือว่าฤดูนี้จบกัน ลิ้นจี่พันธุ์ดูใบแน่นอน ด้วยความสงสัยผมจึงสอบถามว่าชาวสวนรายอื่นๆ รู้เทคนิควิธีการนี้หรือไม่คำตอบ คือ รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง บางคนก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเทวดาฟ้าดินไป

ในวงการเกษตรระดับนโยบายอยู่ระหว่างการผลักดันนโยบายเกษตรอัจฉริยะ ผลักดันการนำ Big Data มาใช้ในทางการเกษตร คำถามที่เกิดขึ้น คือ ความเข้าใจเรื่อง Big Data ความเข้าใจเรื่อง เกษตรอัจฉริยะ คืออะไร จะมุ่งไปเพียงสั่งการให้น้ำได้ผ่านมือถือ สั่งเพิ่มแสง ลดแสง สั่งให้ใส่ปุ๋ยได้ตามสภาพของดินของพืชเท่านั้นหรือ อันที่จริงแล้วเรื่องที่อยู่ภายใต้ความอัจฉริยะ คือ จะทราบได้อย่างไรว่าพืชชนิดนี้ต้องการน้ำในแต่ละช่วงเวลาเท่าใด ความชื้น ความเข้มของแสง อุณหภูมิที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงสุด โดยไม่ชักนำให้เกิดโรคแมลงศัตรูพืชคือระดับไหน ในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโตของพืชต้องการธาตุอาหารใดบ้างเป็นปริมาณเท่าใด ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและลงลึกในรายละเอียด ไม่ใช่จะหวังพึ่งพาเทคโนโลยีอัจฉริยะแต่เพียงฝ่ายเดียว

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นความก้าวหน้าที่ก้าวกระโดด และจะยิ่งก้าวไปไกลกว่านี้อีกในอนาคตอันไม่ไกล ดังนั้นสามารถสั่งการอย่างไรก็ได้ ต้องการให้ทำอะไรไม่เป็นปัญหาสำหรับเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือทำอย่างไรจึงจะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้สั่งการได้ถูกต้อง อยากให้ลิ้นจี่แม่กลองออกดอกติดผลต้องมีปัจจัยใดบ้าง คงเป็นประเด็นที่ต้องมาคิดกันต่อ ความเป็นอัจฉริยะไม่ได้สร้างได้ในวันสองวัน Big Data ที่กระจัดกระจาย Big Dataที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย จะกลายเป็นเพียงข้อมูลขยะเท่านั้น และก่อนจะได้จุดที่เป็นอัจฉริยะ ขอให้เริ่มจากทำอย่างไรให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม เทคโนโลยีง่ายๆ แค่เด็ดยอดเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เครือข่ายเกษตรกรเรียกร้องรัฐหามาตรการช่วยเหลือช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังยกเลิก3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455105

เครือข่ายเกษตรกรเรียกร้องรัฐหามาตรการช่วยเหลือช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังยกเลิก3สาร

เครือข่ายเกษตรกรเรียกร้องรัฐหามาตรการช่วยเหลือช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังยกเลิก3สาร

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 21.13 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 น.ส.ทัศนีย์ วีระกันต์ ผู้ประสานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวในงานสัมมนา “เกษตรกรรมไทยหลังมติแบน พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส” ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ชั้น 2 ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ กรุงเทพฯ ว่า หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติห้ามใช้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตนก็มีข้อเสนอไปถึงรัฐบาลให้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะเปลี่ยนผ่าน

ประกอบด้วย 1.มาตรการทางการเงิน ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนชดเชย เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในช่วงปรับเปลี่ยน รวมถึงจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการทำเกษตรกรรมยั่งยืน 2.มาตรการทางภาษี ให้มีการลดภาษีนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่เข้ามาทดแทนการใช้สารเคมี และส่งเสริมการพัฒนาเครื่องและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเกษตร และ 3.กำหนดมาตรการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เช่น จัดตั้ง พ.ร.บ.ควบคุมสารเคมี โดยให้แยกออกจาก พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และจัดตั้ง พ.ร.บ.สนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน

เช่นเดียวกับ นายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) กล่าวว่า สคยท.ยืนยันถึงความพร้อมในการเปลี่ยนไปสู่สวนยางยั่งยืน จำนวน 8 ล้านไร่ อึงกระนั้นตนก็อยากให้รัฐบาลมีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้พี่น้องชาวสวนยางปรับเปลี่ยนจากสวนยางเชิงเดี่ยวมาเป็นสวนยางยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีมาตรการทางนโยบายที่ชัดเจน

ส.ภัตตาคารไทยทำแคมเปญ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ส.ภัตตาคารไทยทำแคมเปญ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน”

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 11:18 น.
กุ้งก้ามกราม
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

ส.ภัตตาคารไทยทำแคมเปญ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน”

สมาคมภัตตาคารไทย ผนึก Travel Radio 104.5 MHz  สานต่อบทบาท ซีเอสอาร์ เรดิโอ  อาสาโดดอุ้มกุ้ง 12 ตัน หรือ 12,000 กิโล ช่วยเกษตรกรไทย ทำแคมเปญ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน”  สนับสนุน นโยบายส่งเสริมการบริโภคกุ้งก้ามกราม ให้คนไทยมีโอกาสกินกุ้งคัดเกรดคุณภาพส่งออก ในราคาถูกพิเศษ  ขานรับมาตรการกรมการค้าภายในเปิดรับออเดอร์แล้ว  เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งยิ้มแป้น  ส. ภัตตาคารไทย – Travel Radio  เปิดเพจ – อิ่มสุข Delivery  และสายตรงเดลิเวอรรี่ 094-479-8118  พร้อม วางจุดเผาและจัดส่งกุ้งครอบคลุม  4 ทิศของ กทม  ให้ได้กินกุ้งเผาสดๆ ที่รวดเร็วทันใจ

จากผลการประชุมเชื่อมโยงเจรจาสนับสนุนเกษตรกรเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม  ระหว่างกรมการค้าภาย ใน   กับ สมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย โดย นายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคม  เพื่อขอภาครัฐสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อบริหารจัดการด้านต้นทุนให้ต่ำลง เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาด   ซึ่งปัจจุบัน  การเพาะเลี้ยงฟาร์มกุ้งมีความได้เปรียบในเชิงพื้นที่ที่มีศักยภาพ พร้อมเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีการนำมาใช้อยู่แล้ว

นางฐนิวรรณ นายกสมาคมภัตตาคารไทย และ ผู้บริหารคลื่นสถานี Travel Radio FM 104.5 MHz ภายใต้บริษัท TNN Media 77  เปิดเผยว่า  “ภาครัฐบาลโดยกรมการค้าภายใน ให้มาตรการช่วยเหลือสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้าม กรามโดยเชื่อมโยงภาคธุรกิจการค้าเพื่อช่วยกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค   โอกาสนี้ สมาคมภัตตาคารไทย  และ Travel Radio  ขันอาสารับกระจายกุ้งก้ามกราม ถึง 12 ตัน หรือ 12,000 กิโล ตรงสู่ผู้บริโภค ผ่านจุดแข็งของเครือข่ายร้านอาหาร ภายใต้สมาคมภัตตาคารไทย และ ความเป็นสื่อวิทยุยุคใหม่ ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม O2O (Offline to Online)  ทีได้กลายเป็น CSR Radio  ชุมชนของคนที่มีแนวคิด Caring & Sharing  โดยทำแคมเปญพิเศษ  “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน”   เพื่อประโยชน์ของสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  กลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคร่วมกัน
นางฐนิวรรณเผยเพิ่มเติมว่า  “แคมเปญพิเศษ  “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” นี้  จะเป็นการกระจายกุ้งก้ามกราม จากเกษตรกรตรงสู่ผู้บริโภค  ตัดช่องทางพ่อค้าคนกลาง  ผู้บริโภคจะได้กินกุ้งก้ามกรามในราคาถูกกว่าท้องตลาด และในคุณภาพที่เหนือกว่า  เป็นกุ้งก้ามกรามคุณภาพส่งออกขายยังต่างประเทศ  เพื่อช่วยเกษตรกรที่ประสบปัญหาการส่งออกกุ้งก้ามกรามในปัจจุบัน
กุ้งก้ามกรามที่นำมาจำหน่าย ผ่าน “แคมเปญพิเศษ  “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” นี้ เป็นกุ้งเกรดพรีเมี่ยม  ที่มีการคัดทั้งด้านคุณภาพและขนาดทุกตัว  ยิ่งกว่านี้ ความสดที่เน้นแม้เปลือกกุ้งที่ยังต้องคงสภาพความแข็ง   เมื่อนำมาเผาแล้วจะสด  หวานและอร่อยมาก เนื้อไม่ยุ่ย   กุ้งก้ามกรามล็อตพิเศษนี้   ได้มีการพัฒนาการเลี้ยงแบบอิสราเอล  คือ เลี้ยงเฉพาะกุ้งเพศผู้  โดยคัดแยกตั้งแต่ยังเล็ก ๆ

และทำการคัดเลือกเฉพาะพันธุ์พ่อแม่ที่ตัวโตก้ามเล็กเพราะคนไทยไม่ชอบกินก้าม  โดยได้รับใบรับรองการเลี้ยงในระบบใหม่ปลอดสารพิษ. ไม่มีสารตกค้าง ปลอดเชื้อ
การกระจายกุ้งก้ามกราม ตาม “แคมเปญพิเศษ  “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” ของ สมาคมภัตตาคารไทย และ Travel Radio นี้   จะมีจำนวนเพียง 12 ตัน หรือ 12,000 กิโล  เป็นกุ้งเกรดพรีเมี่ยมคัดทุกตัว  มี  2  ขนาด  ขนาด  8 – 10 ตัว /กิโล  และ  ขนาด  11 – 13 ตัว / กิโล   โดยจำหน่ายในลักษณะ  กุ้งก้ามกรามเผาสดๆ พร้อมน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสเข้มข้น จัดจ้าน  บรรจุในกล่องภาชนะพิเศษ   รับออเดอร์ผ่านช่องทางออนไลน์  โดยทำการเปิดเพจ อิ่มสุข Delivery  และเปิดสายตรง-เดลิเวอรี่ 093–479-8118  และรับออเดอร์ตั้งแต่ 20 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป   ยิ่งกว่านี้  ยังได้จัดวางจุดกระจายสินค้าที่ใช้เป็นจุดทำการเผากุ้งและจัดส่งที่ครอบคลุม  4 ทิศของกรุงเทพและปริมณฑล   เพื่อให้กุ้งไปถึงมือและครัวของผู้บริโภคแบบเผาสดๆ อย่างรวดเร็ว  ที่สำคัญที่สุด  คอกุ้งทั้งหลายจะได้กินกุ้งคุณภาพส่งออกในราคาถูกกว่าท้อง ตลาด และยังได้กินกุ้งที่มีคุณภาพสุงกว่า จากปากบ่อถึงครัวบ้าน   นางฐนิวรรณกล่าวปิดท้าย
อย่างไรก็ตามสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย  ขอผู้บริโภคร่วมใจสนับสนุนเกษตรกรผุ้เพาะเลี้ยง  สั่งด่วน บ้านละ  1- 2 กิโล ให้การกระจายกุ้งก้ามกราม  12 ตัน บรรลุเป้าหมาย
ส่วนทางด้านนายประกอบ  ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย  กล่าวเสริมว่า  “นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่สังคมไทยมีความเอื้ออาทรต่อกัน  การรับเป็นช่องทางกระจายกุ้งให้กับกลุ่มเกษตรกรของ สมาคมภัตตาคารไทย และ Travel Radio ในครั้งนี้   จะทำให้เกิดสีสันในสังคมและเป็นจุดกระตุ้นและตอกย้ำจิตสำนึก  Caring & Sharing  ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของสังคมทุกภาคส่วน  กลุ่มเกษตรกรทั้งหลายจะมีกำลังใจในการพัฒนาทั้งวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและอื่นๆ ให้สินค้ามีคุณภาพ และ ปลอดภัย ถึงปากผู้บริโภคทั้งชาวไทยและคนทั่วโลก และขอให้ผู้บริโภคร่วมใจสั่งกุ้งก้ามกรามเผา บ้านละ 1-2 กิโล ให้ 12 ตัน บรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว เพื่อความหวังของเกษตรกรไทยผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ในครั้งนี้
กุ้งก้ามกรามนี้  สามารถนำมาปรุงได้หลากหลายเมนู เช่น ต้มยำ กุ้งเผา หรือแม้แต่ทอด เพราะมีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย จากความต้องการที่มีมาก แต่ปริมาณกุ้งชนิดนี้กลับมีน้อยลงในธรรมชาติ ทำให้กุ้งมีราคาแพง จึงทำให้ปัจจุบันนี้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างแพร่หลายในหลายจังหวัด เช่น นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ฯลฯ

“เปลือกไม้ใบคราม”ผลิตภัณฑ์เด่นส่งขาย”ญี่ปุ่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399980?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“เปลือกไม้ใบคราม”ผลิตภัณฑ์เด่นส่งขาย”ญี่ปุ่น”

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 09:12 น.
ผ้าย้อมคราม
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

“เปลือกไม้ใบคราม”ผลิตภัณฑ์เด่นส่งขาย”ญี่ปุ่น”         

สกลนคร เป็นจังหวัดหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องของผ้าย้อมคราม เพราะเป็นจังหวัดที่ผลิตผ้าย้อมครามออกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แต่ถ้านึกถึงผ้าย้อมครามของสกลนครนั้น มีกลุ่มแม่บ้านกลุ่มหนึ่งในอำเภออากาศอำนวยที่มีการทำผ้าย้อมครามคุณภาพดีออกสู่ตลาดมาอย่างยาวนาน และไม่แค่เพียงทำผ้าย้อมครามเท่านั้น แต่กลุ่มแม่บ้านกลุ่มนี้ยังย้อมผ้าจากเปลือกไม้ ซึ่งเป็นเปลือกไม้ที่สามารถหาได้ตามท้องถิ่น การทำผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้นี้ก็สร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านและยังสร้างรายได้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวอีกด้วย

    ศิรายุทธ นนธิบุตร หัวหน้ากลุ่มทอผ้ามัดหมี่ ผ้าย้อมคราม และผ้าย้อมเปลือกไม้ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร เล่าว่า เริ่มต้นจากกลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านมีโครงการจัดทำเป็นกลุ่มทอผ้าลายมัดหมี่ขึ้น และมีการส่งออกไปจำหน่ายในสถานที่ต่างๆ ต่อมากลุ่มแม่บ้านก็มีความคิดเห็นกันว่าต้องการที่จะแปรรูปผ้าลายมัดหมี่นั้นให้เป็นกระเป๋า เสื้อผ้า พวงกุญแจ ร่ม และกิฟต์ช็อปต่างๆ

หลังจากนั้นกลุ่มแม่บ้านจึงเล็งเห็นว่าผ้าลายมัดหมี่ต่างๆ มีความสวยงาม เพราะเป็นผ้าลายมัดหมี่ ที่ทำขึ้นมาเองโดยสมาชิกกลุ่มแม่บ้าน และมองเห็นว่าถ้าจำหน่ายเฉพาะผ้าลายมัดหมี่ที่ทอขึ้นมาเพียงอย่างเดียว รายได้ที่ได้จากการจำหน่ายค่อยข้างน้อย ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัว หลังจากนั้นจึงลองนำผ้ามัดหมี่มาย้อมตามสีธรรมชาติ นั่นก็คือ สีครามและสีจากเปลือกไม้ ซึ่งสีครามนั้นก็ได้จาก ต้นคราม และสีจากเปลือกไม้ก็ได้จากเปลือกไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่น เป็นเปลือกไม้ที่มียาง ย้อมแล้วสีของเปลือกไม้สามารถติดกับผ้ามัดหมี่ได้และติดทนนาน เช่น เปลือกประดู่ เปลือกต้นกระโดน เปลือกเพกา เป็นต้น

เขาเล่าต่อว่า ในการย้อมผ้าครามและย้อมผ้าจากเปลือกไม้ สีสันอาจจะมีแค่สีคราม และสีของเปลือกไม้เท่านั้น ทางกลุ่มแม่บ้านจึงมีการนำดอกไม้ที่มีสีสันสวยงามมาย้อมเข้ากับสีครามและสีของเปลือกไม้ให้มีสีสันมากขึ้น ซึ่งดอกไม้ที่นำมาย้อมให้เกิดสีสันก็จะมีดังนี้ ดอกดาวเรือง ผ้าก็จะออกมาเป็นสีเหลือง ดอกอัญชัน ผ้าก็จะออกมาเป็นสีม่วง แต่สีที่นำมาย้อมส่วนใหญ่ก็จะเป็นสีเหลืองที่ได้จากดอกดาวเรือง เพราะเป็นดอกไม้ที่หาได้ง่ายตามหมู่บ้าน ดังนั้นในการทำผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ใน อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร สามารถสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มแม่บ้านในการเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างเพียงพอ

“วิธีการทำผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ของกลุ่มแม่บ้านใน อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร คือ การนำต้นครามมาต้มในน้ำเดือดให้สีของต้นครามออกมาเป็นสีครามเข้ม หลังจากที่ได้สีครามก็นำผ้าฝ้ายหรือเสื้อผ้าที่กลุ่มแม่บ้านทอขึ้น ลงไปในน้ำต้มสีครามที่ได้จากการต้มต้นคราม และหมักไว้เป็นเวลา 1 ปี จึงจะได้ผ้าย้อมครามตามที่ต้องการ”

ส่วนวิธีการทำผ้าย้อมจากเปลือกไม้ คือ นำเปลือกไม้มาต้มในน้ำเดือด แต่เปลือกไม้ที่นำมาต้มเป็นเปลือกไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่น และเป็นเปลือกไม้ที่มียางเท่านั้น จึงจะทำให้สีของเปลือกไม้ติดทนกับผ้าได้ หลังจากนั้นนำเปลือกไม้ที่ต้มออกจากหม้อ ให้เหลือแค่น้ำของเปลือกไม้ไว้ แล้วนำผ้าฝ้ายหรือเสื้อผ้าลงไปในน้ำต้มของเปลือกไม้ ต้มไว้เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหรือตามความพึงพอใจว่าต้องการสีเข้มหรือสีอ่อน ถ้าต้องการสีอ่อนก็ไม่ต้มนาน แต่ถ้าต้องการสีเข้มก็ต้มนาน จากนั้นนำผ้าที่ต้มแล้วมาตากให้แห้ง ก็จะได้สีผ้าที่ย้อมจากเปลือกไม้ตามที่ต้องการ

“กลุ่มแม่บ้านที่ทำผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้เห็นว่าสีที่ได้จากต้นครามและเปลือกไม้เป็นสีเดิมๆ บางคนก็อาจจะเกิดความเบื่อสีคราม และสีของเปลือกไม้ จึงมีการนำดอกไม้มาย้อมเข้ากับสีครามและสีของเปลือกไม้ให้เกิดสีสันที่แปลกใหม่ และสะดุดตาผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งสีที่ได้จากดอกไม้ก็คือ สีเหลือง ที่ได้จากดอกดาวเรือง และสีม่วง ที่ได้จากดอกอัญชัน เป็นต้น”

หัวหน้ากลุ่มทอผ้ามัดหมี่คนเดิมกล่าวถึงจุดเด่นที่ทำให้ผู้คนสนใจผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ของ อ.อากาศอำนวย ว่าสีที่นำมาย้อมผ้านั้นเป็นสีจากธรรมชาติ ไม่มีสีเคมีเจือปนในการย้อม ซึ่งปลอดภัยต่อผู้บริโภค สีที่ได้จากธรรมชาติก็คือ สีจากต้นครามที่เกิดตามธรรมชาติ และสีของเปลือกไม้ ซึ่งเป็นเปลือกไม้ที่มียาง สามารถย้อมแล้วติดทนกับผ้าได้ และเป็นเปลือกไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่น และมีการนำดอกไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่นมาย้อมให้เป็นสีสันสวยงามสะดุดตาอีกด้วย

นอกจากผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ อ.อากาศอำนวย มีจำหน่ายใน จ.สกลนคร แล้ว ก็มีการส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศไทยไปตามจังหวัดต่างๆ อีกด้วย เพราะในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้า ทำให้การจำหน่ายผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และไม่เพียงเท่านั้นยังถูกส่งออกไปขายในต่างประเทศ นั่นก็คือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นมีความนิยมและชื่นชอบสวมใส่ผ้าสีที่ได้จากธรรมชาติ ในประเทศญี่ปุ่นจึงต้องการผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้เป็นจำนวนมาก

“ขั้นตอนในการส่งออกคือ มีพ่อค้าจากญี่ปุ่นเดินทางมารับผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ที่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ด้วยตนเอง เหตุผลที่พ่อค้าจากญี่ปุ่นเดินทางมารับสินค้าด้วยตนเองเพราะต้องการทราบว่าผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้มีกลวิธีการย้อมที่มาจากธรรมชาติจริงหรือไม่ เมื่อพ่อค้าจากญี่ปุ่นเดินทางมาพบเห็นว่าผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ มีกลวิธีการผลิตมาจากธรรมชาติจริง ก็มีการสั่งอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปจำหน่ายที่ประเทศของตนเอง” ศิรายุทธกล่าว

“ผ้าย้อมคราม” และ “ผ้าย้อมจากเปลือกไม้” อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร นอกจากจะเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านแล้ว ยังสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน และเนื่องจากสินค้าเป็นผลงานของกลุ่มแม่บ้านในชุมชน จึงนำรายได้ที่ได้รับเข้าสู่ชุมชนเพื่อพัฒนากลุ่มแม่บ้านที่ทำผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ต่อไป ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ สามารถติดต่อได้ที่ โทร.09-3084-8249 ตลอดเวลา