แล้งส่อเยือน…เตือนประหยัดน้ำ ฝนทั่วประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แล้งส่อเยือน…เตือนประหยัดน้ำ ฝนทั่วประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 00:27 น.
กรมชลประทาน,น้ำน้อย,ภัยแล้ง,ประหยัดน้ำ,ฝนตกน้อย
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย ระบุฝนทั่วประเทศ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ40 ชี้ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้ได้ 2.5หมื่นล้านลบ.ม.หรือ มีน้ำเพียง 50% เร่งทุกพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริง

20 พฤศจิกายน 2562 กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย ระบุฝนทั่วประเทศ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ40 ชี้ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้ได้ 2.5หมื่นล้านลบ.ม.หรือ มีน้ำเพียง 50% เร่งทุกพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงมีน้ำเหลือไม่มากต้องใช้ถึงฤดูฝนหน้า สำรองฝนทิ้งช่วงถึงเดือนก.ค. 63วอนช่วยประหยัดน้ำ

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชุมทางไกลไปยังสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ สรุปสถานการณ์น้ำล่าสุด สภาพฝน ภาคใต้มีฝนปานกลางในสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า ปริมาณฝนใกล้เคียงกับค่าปกติ จะน้อยกว่าในบางช่วง ส่วนปริมาณฝนรวมบริเวณ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 40

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(19 พ.ย. 62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 49,787 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 25,889 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณน้ำใช้การได้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกัน 11,847 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 5,151 ล้าน ลบ.ม. สถานการณ์น้ำในอ่างฯ อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย จึงต้องบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสม ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลัก

สภาพน้ำท่าทางตอนบนของประเทศไทย ปัจจุบัน(19 ต.ค. 62) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ วัดได้ 250 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 240 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 8.69 เมตร และคงปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 70 ลบ.ม./วินาที มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่ อ.บางไทร เฉลี่ย 96 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 97 ลบ.ม./วินาที) สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ส่วนทางภาคใต้อยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง – มาก

ด้านแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 2562 ทั้งประเทศ ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำรวม 17,699 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน (19 พ.ย. 62) ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว  1,738 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 10 เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูแล้ง รวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน (19 พ.ย. 62) ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 514 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 13

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศรวม 6.85 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 34 ของแผนฯ) , พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 7 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 4.01 ล้านไร่ (คิดเป็นร้อยละ 59 ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มน้ำแม่กลอง มีแผนเพาะปลูกรวม 2.07 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 0.84 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 41 ของแผนฯ) , พืชไร่-พืชผัก 0.69 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 8 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 1.06 ล้านไร่ (คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ) ด้านลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง จึงมีแผนเพาะปลูกเพียงพืชอื่นๆ เช่น อ้อย ที่ต้องใช้การเพาะปลูกแบบต่อเนื่องเท่านั้น รวมจำนวน 0.99 ล้านไร่

จากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้อย การสนันสนุนน้ำเพื่อการเกษตรและการประมง จึงมีแผนการจัดสรรอย่างจำกัด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน อีกทั้ง กรมชลประทาน จะต้องดำเนินการตามแผนจัดสรรน้ำอย่างเคร่งครัด จัดหาแหล่งน้ำสำรอง ให้ความรู้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ

ในขณะนี้มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ไม่มากนัก ที่ต้องใช้ถึงหน้าฝนปีหน้า และสำรองน้ำไว้หากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง เดือนมิ.ย.ก.ค.63 จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนประหยัด พร้อมทั้งสร้างกระบวนการรับรู้ให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงของปริมาณน้ำ รวมทั้ง ตรวจสอบคุณภาพของน้ำ ค่าความเค็ม อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ ไว้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสามารถสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

เร่งช่วยเกษตรกรกระทบสารพัดภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399948?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เร่งช่วยเกษตรกรกระทบสารพัดภัยพิบัติ

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 00:07 น.
เกษตรกร,ฝนทิ้งช่วงน้ำท่วม,โรคระบาด,กรมส่งเสริมการเกษตร,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

เฉลิมชัยห่วงเกษตรกร ตั้งคณะทำงานป้องกันแก้ภัยพิบัติเกษตร เดินหน้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทั้งฝนทิ้งช่วง อุทกภัย และโรคระบาดพืช-สัตว์

20 พฤศจิกายน 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรจัดจัดโครงการเตรียมปัจจัยการผลิตการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้โดยเร็ว รวมทั้งให้คำแนะนำในการดูแลพืชผลเพื่อลดการระบาดของโรคพืช

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติภาคการเกษตรขึ้น โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานสถานการณ์และผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปี 2562 ที่สำคัญคือ ฝนทิ้งช่วง อุทกภัย และโรคระบาดพืช-สัตว์ จึงสั่งการให้ทุกกรมจัดทำโครงการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อให้เป็นทางเลือกของเกษตรกรตามความเหมาะสมของพื้นที่และความสนใจของเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวโดยเร็ว

ส่วนการระบาดของโรคพืช-สัตว์ให้เร่งควบคุมไม่ให้แพร่กระจายในวงกว้างและแก้ไขเพื่อลดความเสียหายต่อผลผลิตให้น้อยที่สุด สำหรับการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวนั้น ขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วงเนื่องจากข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข15 ที่เกิดโรคได้เก็บเกี่ยวไปแล้วทั้งหมด

ส่วนข้าวหอมพันธุ์ดอกมะลิ 105 เริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ได้กำชับให้กรมการข้าวให้คำแนะนำในการปลูกและดูแลแปลงในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่เพื่อไม่ให้เกิดโรคซ้ำ แต่ที่ยังต้องเร่งควบคุมคือ โรคใบร่วงยางพารา โรคใบด่างมันสำปะหลัง หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ส่วนในสัตว์นั้นต้องเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริการในสุกร (ASF) อย่างเข้มงวดที่สุดเพื่อไม่ให้ลุกลามจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังไทย

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ภาวะฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ทำให้มีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 3.29 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 529,443 ราย ใน 24 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ พิจิตร แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน น่าน ลำปาง แม่ฮ่องสอน สุโขทัย นครพนม อำนาจเจริญ ยโสธร สกลนคร ร้อยเอ็ด มุกดาหาร หนองคาย อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุดรธานี ขอนแก่น และศรีสะเกษ

ดังนั้นจึงได้จัดทำโครงการเตรียมปัจจัยการผลิตการเกษตรเพื่อเกษตรกรผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่ต้องให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยให้สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้หลังประสบภัยได้เร็วยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยให้พืชผลทางการเกษตรฟื้นตัว เจริญเติบโต ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และลดการระบาดของโรคพืชที่อาจเกิดขึ้นได้

โดยเตรียมผลิตปัจจัยการผลิตการเกษตรได้แก่ พันธุ์พืชผัก  294,100  ต้น พันธุ์ไม้ผล 8,300 ต้น เชื้อราไตรโคเดอร์มา 10,000 กิโลกรัม ไว้ที่ศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 25 ศูนย์ทั่วประเทศได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืช 10 ศูนย์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร 10 ศูนย์ และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช 5 ศูนย์ ขณะนี้ได้ดำเนินการส่งมอบปัจจัยการผลิตส่วนหนึ่งให้เกษตรกรผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดต่างๆ แล้ว รวมทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิตสำหรับกิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อย่าให้มีภาพเกษตรกรถูกจับโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399943?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อย่าให้มีภาพเกษตรกรถูกจับโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,แบน 3 สาร,ราชกิจจา
เปิดอ่าน 115 ครั้ง

ราชกิจจา ประกาศคำสั่งกรมวิชาการเกษตรโดยคกก.วัตถุอันตรายยกเลิก 3 สาร มนัญญา ลั่นอย่าให้มีภาพเกษตรกรถูกจับโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

20 พฤศจิกายน 2562 มนัญญา เร่งประชุมทุกฝ่าย แจงคำสั่งให้แจ้งการครอบครองและส่งมอบคืนสารเคมี 3 ชนิด ภายใน15วัน หลังประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธ.ค.นี้

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งกรมวิชาการเกษตรเรื่อง การแจ้งการครอบครองและการส่งมอบสารเคมี 3 ชนิดที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกใช้ โดยผู้ที่ครอบครองต้องแจ้งกรมวิชาการเกษตรภายใน 15 วันหลังจากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 จากนั้นต้องส่งมอบภายใน 15 วันเพื่อทำลาย

โดยคำสั่งกรมวิชาการเกษตร เรื่อง การดำเนินการกับวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 คำสั่งดังกล่าวลงนามโดยน.ส. เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร โดยในคำสั่งนั้น มีรายละเอียดในข้อ 1 ระบุถึงวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ประกอบด้วย กลุ่มไกลโฟเซตได้แก่ เซสควิโซเดียม ไกลโฟเซต โซเดียม ไกลโฟเซต ไดแอมโมเนียม ไกลโฟเซต ไตรมีเซียม ไกลโฟเซต โพแทสเซียม ไกลโฟเซต โมโนเอทิลแอมโมเนียม ไกลโฟเซต และโมโนแอมโมเนียม ไกลโฟเซต กลุ่มคลอร์ไพริฟอสได้แก่ ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม คลอร์ไพริฟอส และคลอร์ไพริฟอส-เมทิล ส่วนกลุ่มพาราควอตได้แก่ พาราควอตคลอไรด์และพาราควอตไดคลอไรด์

ส่วนข้อ 2 กำหนดให้ผู้ครอบครองต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้ โดยผู้ครอบครองที่อยู่ในกรุงเทพมหานครแจ้งได้ที่ สำนักงานควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ส่วนภูมิภาคแจ้งได้ที่สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) 8 เขตในจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยนาท จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา และข้อ 3 ต้องส่งมอบแก่หน่วยงานที่กำหนดหลังแจ้งการครอบครองภายใน 15 วัน

น.ส. มนัญญา กล่าวว่าจากนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการ ร้านจำหน่าย และเกษตรกรที่ครอบครอง 3 สารทราบวิธีปฏิบัติอย่างถูกต้องจึงจะประชุมสารวัตรเกษตรและอาสาสมัครสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ข้อควรปฏิบัติหลังการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยก่อนวันที่ 1 ธ.ค.ต้องไปให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ ร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรให้ส่งคืนบริษัท

ในวันที่  22 พ.ย. จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคน เวลา10.00น.เพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ตัวในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือเอเยนต์สายส่ง เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.62  เป็นต้นไปใครครอบครองสารทั้ง 3 ตัวมีความผิดตามกฎหมายและโทษหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปีปรับเป็นแสนเป็นล้านบาท  จึงไม่อยากให้มีภาพเกษตรกรโดนจับเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“ที่เป็นห่วงที่สุดคือเกษตรกร ได้สั่งการให้หน่วยงานในทุกพื้นที่ต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับเกษตรกร แม้จะโดยประมาทก็มีโทษปรับสูงไม่เกิน 800,000 บาท หากจงใจฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ได้เน้นย้ำอย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเกษตรกร”น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส. มนัญญา กล่าวว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (สคว.) ได้ให้ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) 8 เขตทั่วประเทศแจ้งสตอกล่าสุดของสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสภายในพื้นที่ส่งให้สคว. มาเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งให้จัดทำแผนการรับแจ้งและเก็บรวบรวมเพื่อจะนำเสนอคณะทำงานของกระทรวงฯ ติดตามการทำลายสาร

สำหรับค่าทำลายสารเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายเป็นความรับผิดชอบของผู้ครอบครอง ตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย มาตรา 52 วรรคท้าย ซึ่งในวันที่ 21 พ.ย. นี้ จะเชิญบริษัทค้าสารเคมีนำเข้า ส่งออก มาประชุมเพื่อจะได้กำหนดแนวทางการรับคืนสารเคมี จากเกษตรกร  จากร้านผู้แทนจำหน่าย รวมทั้งการส่งออกกลับไปประเทศอื่นหรือประเทศต้นทาง  เพราะหลังวันที่  1 ธ.ค. 2562 ต้องไม่มีสารเหล่านี้ในประเทศไทยอีก   และสารเคมีเหล่านั้นเป็นภาระบริษัทเอกชนที่นำเข้า ต้องรับผิดชอบในการส่งกลับไปต้นทาง หรือการทำลายตามกฎหมาย  และไม่สามารถเอาเงินหลวงไปใช้ในการทำลาย

ก่อนหน้านี้กรมวิชาการเกษตร ได้จัดทำแบบรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. … หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากบัญชีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครอง ภายในวันที่ 1 ธันวาคม2562

ทั้งนี้เมื่อร่างประกาศบังคับใช้  ได้กำหนดห้าม ผู้ผลิต ผู้นำเข้า  ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองอย่างเด็ดขาด ซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่  4 ตามประกาศนี้ที่ได้ดำเนินการก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่ประกาศมีผลบังคับใช้

‘ธรรมนัส’อ้าง’ปารีณา’เข้ามาอยู่ก่อน’ประกาศเขตสปก.’ เอาผิดทางอาญาไม่ได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454958

'ธรรมนัส'อ้าง'ปารีณา'เข้ามาอยู่ก่อน'ประกาศเขตสปก.' เอาผิดทางอาญาไม่ได้'

‘ธรรมนัส’อ้าง’ปารีณา’เข้ามาอยู่ก่อน’ประกาศเขตสปก.’ เอาผิดทางอาญาไม่ได้’

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.04 น.

“ร.อ.ธรรมนัส”อ้างภาพถ่ายทางอากาศพิกัดที่ดิน“ปารีณา”ทับซ้อนระหว่างส.ป.ก.-กรมป่าไม้ คาดไม่ใช่ที่ ส.ป.ก.เพราะอยู่กลางเขา แต่ถ้าเป็นส.ป.ก.จริงน่าจะเข้ามาอยู่ก่อน ไม่มีความผิดทางอาญา พร้อมรับสั่งตรวจสอบที่ดินนักการเมืองจริง

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เข้าไปติดป้ายห้ามบุคคลภายนอกเข้า – ออก บริเวณฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า ตนสั่งการให้เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วยอธิบดีกรมป่าไม้หาข้อสรุปด้วยอิงกฎหมายเป็นหลัก หากพิสูจน์ว่าเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.ก็ให้ปิดประกาศในพื้นที่ และดำเนินการตามกฎหมาย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้คือ เมื่อตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศมันเป็นที่ทับซ้อนระหว่างกรมป่าไม้ กับ ส.ป.ก. ดังนั้นทั้งสองหน่วยงานจะต้องประสานกันและหาทางออก ซึ่งพื้นที่กลางภูเขาจะเป็นเขต ส.ป.ก.ไม่ได้ ต้องเป็นที่ของป่าไม้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้กรมป่าไม้ต้องเป็นผู้ดำเนินการ ตนถึงยืนยันว่า จำเป็นต้องมีการบังคับใช้และมีการประกาศใช้แผนที่วันแม็ปให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาอย่างนี้อีก

ทั้งนี้ วันที่ 18 พ.ย. ตนสั่งการให้เลขาธิการ ส.ป.ก.ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ กับ ส.ป.ก.จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรายงานความคืบหน้าการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร รวมถึงที่ดินที่ยังไม่ได้จัดสรร รวม 40 ล้านไร่ ว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ย้ำไปว่า ทุกเรื่องต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส.ป.ก.เป็นหลัก ส่วนพื้นที่อื่นที่อยู่ในเขตของกรมป่าไม้ จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินการต่อไป โดยเรื่องนี้จะต้องมีการจัดระบบใหม่ทั้งหมด ส่วนที่ น.ส.ปารีณาเดินทางทำเนียบฯในช่วงเช้าวันนี้ (19 พ.ย.) นั้น ไม่ได้มาคุยกับตน ทราบว่า มาพบกับรัฐมนตรีคนอื่น

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถเอาผิดกับ น.ส.ปารีณาได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในส่วนของ ส.ป.ก.ถือว่า เขาเข้าอยู่ก่อนที่จะมีการปฏิรูปที่ดินแปลงนี้ ดังนั้น เรื่องอาญาเราเอาผิดเขาไม่ได้ ส่วนเรื่องของการยึดคืนให้หลวงเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการตามหลักกฎหมาย ส่วนเรื่องกรอบเวลาการตรวจสอบนั้นเข้าใจว่าการตกลงกันเรื่องแนวเขตของกรมป่าไม้กับ ส.ป.ก.น่าจะเป็นไปได้ยากเพราะน่าจะมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน

เมื่อถามว่า การอ้างว่าเช่าที่ดินมาจากเกษตรกร สามารถทำได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตามหลักกฎหมายของ ส.ป.ก.ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับการซื้อ – ขายที่ดิน ส.ป.ก.ก็ทำไม่ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือ เป็นมรดกตกทอดให้กับทายาท

เมื่อถามว่า ดูตามคุณสมบัติ น.ส.ปารีณา สามารถครอบครองที่ดินในลักษณะนี้ได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ต้องดูว่าเขาทำการเกษตรหรือไม่ และการถือครองที่ดิน ส.ป.ก.ต้องไม่เกิน 50 ไร่ ซึ่งรายละเอียดทำไมน.ส.ปารีณาถึงครองที่ดินจำนวนมาก เดี๋ยวทาง ส.ป.ก.จะรายงานตนมา เพราะเป็นเรื่องกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย

เมื่อถามย้ำว่า การตรวจสอบ น.ส.ปารีณา จะสามารถจบได้เร็วหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรายึดหลักกฎหมายเป็นหลัก เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจะให้เลขาธิการ ส.ป.ก.แถลงข่าว ส่วนที่มีการมองว่าจะมีอะลุ่มอล่วยเพราะอยู่พรรคเดียวกันนั้น กฎหมายไม่ได้เขียนยกเว้นให้ใคร

เมื่อถามถึงที่ดินของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ที่ดินของนางสมพรไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของ ส.ป.ก.

กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย สำรองฝนทิ้งช่วงถึงเดือนก.ค.63 วอนช่วยประหยัดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454977

กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย สำรองฝนทิ้งช่วงถึงเดือนก.ค.63 วอนช่วยประหยัดน้ำ

กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย สำรองฝนทิ้งช่วงถึงเดือนก.ค.63 วอนช่วยประหยัดน้ำ

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.00 น.

“กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย ระบุฝนทั่วประเทศ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ40 ชี้ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้ได้ 2.5หมื่นล้านลบ.ม.หรือ มีน้ำเพียง 50% เร่งทุกพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงมีน้ำเหลือไม่มากต้องใช้ถึงฤดูฝนหน้า สำรองฝนทิ้งช่วงถึงเดือน ก.ค.63 วอนช่วยประหยัดน้ำ”

19 พฤศจิกายน 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชุมทางไกลไปยังสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ สรุปสถานการณ์น้ำล่าสุด โดยสภาพฝน ภาคใต้มีฝนปานกลางในสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า ซึ่งมีปริมาณฝนใกล้เคียงกับค่าปกติ จะน้อยกว่าในบางช่วง ส่วนปริมาณฝนรวมบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 40

 

 

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(19 พ.ย. 62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 49,787 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 25,889 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณน้ำใช้การได้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,847 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 5,151 ล้าน ลบ.ม. สถานการณ์น้ำในอ่างฯ อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย จึงต้องบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสม ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลัก

สภาพน้ำท่าทางตอนบนของประเทศไทย ปัจจุบัน(19 ต.ค. 62) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ วัดได้ 250 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 240 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 8.69 เมตร และคงปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 70 ลบ.ม./วินาที มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่ อ.บางไทร เฉลี่ย 96 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 97 ลบ.ม./วินาที) สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ส่วนทางภาคใต้อยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง – มาก

ด้านแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 2562 ทั้งประเทศ ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำรวม 17,699 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน (19 พ.ย. 62) ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว  1,738 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 10 เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูแล้ง รวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน (19 พ.ย. 62) ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 514 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 13

 

 

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศรวม 6.85 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 34 ของแผนฯ) , พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 7 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 4.01 ล้านไร่ (คิดเป็นร้อยละ 59 ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มน้ำแม่กลอง มีแผนเพาะปลูกรวม 2.07 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 0.84 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 41 ของแผนฯ) , พืชไร่-พืชผัก 0.69 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 8 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 1.06 ล้านไร่ (คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ) ด้านลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง จึงมีแผนเพาะปลูกเพียงพืชอื่นๆ เช่น อ้อย ที่ต้องใช้การเพาะปลูกแบบต่อเนื่องเท่านั้น รวมจำนวน 0.99 ล้านไร่

จากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้อย การสนันสนุนน้ำเพื่อการเกษตรและการประมง จึงมีแผนการจัดสรรอย่างจำกัด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน อีกทั้ง กรมชลประทาน จะต้องดำเนินการตามแผนจัดสรรน้ำอย่างเคร่งครัด จัดหาแหล่งน้ำสำรอง ให้ความรู้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ ซึ่งในขณะนี้มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ไม่มากนัก ที่ต้องใช้ถึงหน้าฝนปีหน้า และสำรองน้ำไว้หากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง เดือนมิ.ย.ก.ค.63 จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนประหยัด พร้อมทั้งสร้างกระบวนการรับรู้ให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงของปริมาณน้ำ รวมทั้ง ตรวจสอบคุณภาพของน้ำ ค่าความเค็ม อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ ไว้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสามารถสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

รักษ์เกษตร : เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้ โดยเกษตรแปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454734

x

รักษ์เกษตร : เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้ โดยเกษตรแปรรูป

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การแปรรูปอาหารที่เป็นผักผลไม้ที่ดี ควรเป็นอย่างไรครับ มีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้างครับ

นรากร ทองอินทร์

อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา

คำตอบ

ผู้ที่นำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูป มีความจำเป็นต้องใช้สารหรือวัตถุเจือปนในการแปรรูปก็จริงอยู่ ทั้งนี้เพื่อสงวนคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บหรือช่วยให้อาหารนั้นมีคุณภาพคงที่ หรือช่วยปรับปรุงคุณภาพในด้านที่เกี่ยวกับ สี กลิ่น รส ลักษณะสัมผัสและลักษณะปรากฏ โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติหรือคุณค่าอาหาร และอีกทั้งเพื่อประโยชน์ในด้านเกี่ยวกับเทคนิคในการแปรรูปกรรมวิธีการแปรรูปการเตรียมวัตถุดิบ การบรรจุ การขนส่ง และอายุของการเก็บของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่ผู้ผลิต จะต้องให้ความสำคัญต่อการใช้วัตถุเจือปนในอาหารเป็นอย่างมากด้วย

ประโยชน์ของการแปรรูปผลผลิตการเกษตรพอสรุปได้ดังนี้

-ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

-ช่วยยกระดับราคาผลิตผล ไม่ให้ตกต่ำ

-ช่วยป้องกันปัญหาการล้นตลาดของผลิตผลสด

-ช่วยผลิตอาหารให้ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

-ช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตผลทางการเกษตรมาแปรรูป มาเป็นอาหารระดับอุตสาหกรรม ที่สามารถผลิตได้จำนวนมาก

-ช่วยขยายตลาดการค้าออกไปสู่ต่างประเทศ

สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารแปรรูปจะต้องคำนึงถึงคือ

-ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและลูกค้า

-ต้องคำนึงถึงความสะอาดความปลอดภัยเสมอ

-ต้องมีความรู้ในสารปรุงแต่งอาหารที่ใช้อย่างแม่นยำ

-ต้องคำนึง ถึงเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเตรียมวัตถุดิบ

-ต้องมีความสนใจ และตั้งใจต่อการทำผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อให้มีความสม่ำเสมอของรสชาติและคุณภาพที่ดี

-ต้องมีการวางแผนผลิตสินค้าล่วงหน้า เช่น ในเรื่องความเหมาะสมกับฤดูกาล การคาดการได้ถูกต้องว่า สินค้านั้นๆ จะมีต้นทุนต่ำและสามารถขายได้ราคาสูง

-ต้องใส่ใจในการคัดเลือกวัตถุดิบเพื่อการแปรรูปจะต้องมีลักษณะและคุณภาพตรงตามชนิดของอาหาร

การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรนั้นที่สำคัญ จะต้องมีแรงจูงใจให้สามารถทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า คุ้มราคา ผลิตภัณฑ์นั้น จะต้องมีความอร่อย ถูกปากผู้บริโภคส่วนมาก ติดใจในรสชาติ สามารถทำรายได้ให้มากมาย พอเริ่มมีคนรู้จัก คุ้นตา ชินต่อรสชาติ ก็จะเริ่มทำผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีผลกำไรมากขึ้น ให้ความสำคัญของรสชาติคงที่เสมอ ต้องมีการพัฒนาในตัวสิ้นค้าอย่างต่อเนื่อง และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จึงจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ได้

‘นาย รัตวิ’

เตือนราน้ำค้างระบาดในฟักแม้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454737

x

เตือนราน้ำค้างระบาดในฟักแม้ว

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่อากาศหนาวน้ำค้างลงจัด ความชื้นในอากาศสูง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกฟักแม้ว(ชาโยเต้หรือมะระหวาน) ให้สังเกตอาการโรคราน้ำค้างที่พบได้ทุกระยะเจริญเติบโต มักพบอาการบนใบด้านล่างของต้นก่อนขยายลุกลามไปยังใบด้านบน เริ่มแรกพบแผลเหลี่ยมเล็กฉ่ำน้ำตามกรอบของเส้นใบย่อย ต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กรณีตอนเช้าความชื้นสูง จะพบเส้นใยเชื้อราเป็นขุยสีขาวเทาตรงแผลใต้ใบ จากนั้นแผลขยายใหญ่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ใบเหลืองแห้งตายทั้งต้น ต้นที่เป็นโรคจะติดผลน้อย ผลเล็ก คุณภาพผลลดลง กรณีเป็นโรคระยะผลอ่อนทำให้ผลลีบเล็กบิดเบี้ยว

สำหรับพื้นที่ที่พบอาการของโรคราน้ำค้าง เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก ตัดแต่งใบล่างของต้นออกให้อากาศถ่ายเท ลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค และทำลายแหล่งอาศัยของด้วงเต่าแตง อีกทั้ง ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนที่ไม่ใช่พืชตระกูลแตง หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เก็บเศษซากพืชส่วนที่เหลือไปเผาทำลาย และให้เลือกใช้ผลหรือกิ่งพันธุ์คุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค หลีกเลี่ยงปลูกพืชแน่นเกินไป เพราะจะทำให้ความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท โรคระบาดรวดเร็ว ส่วนแปลงที่เป็นโรค ควรงดให้น้ำช่วงเย็น กรณีพบด้วงเต่าแตงที่เป็นพาหนะเชื้อราสาเหตุโรค เกษตรกรควรกำจัดโดยจับตัวด้วงเต่าแตงมาทำลาย หรือพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่ป้องกันกำจัดด้วยสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

หากพบโรคเริ่มระบาด ให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซมอกซานิล+ฟามอกซาโดน 30%+22.5% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ + วาลิฟีนาเลท 60% + 6% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน และหยุดพ่นก่อนเก็บผลผลิตอย่างน้อย 7 วัน

ไฟเขียวแผนผลิตข้าว2562/63รอบสอง4.54ล.ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454740

x

ไฟเขียวแผนผลิตข้าว2562/63รอบสอง4.54ล.ไร่

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตว่า จากการคาดการณ์ภัยแล้งของกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำบาดาลคาดว่าน้ำจะไม่พียงพดเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง คณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งจึงมีมติวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ตามที่มีน้ำในการเพาะปลูก พื้นที่รวม 7.21ล้านไร่ แยกเป็นปลูกข้าวปี 2562/63 รอบที่ 2จำนวน 4.54 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 2.31 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 2.23 ล้านไร่) คาดว่าจะได้ผลผลิต 3.01 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น ข้าวหอมไทย 0.31 ล้านไร่ ผลผลิต 0.21 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเจ้า 3.77 ล้านไร่ ผลผลิต 2.53 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวเหนียว 0.46 ล้านไร่ ผลผลิต 0.27 ล้านตันข้าวเปลือก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร สนับสนุนการเพาะปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง ได้แก่ 1)มาตรการ/โครงการที่ช่วยเหลือไปแล้ว 1.4 ล้านไร่ คือ ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกพืชน้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกรเป้าหมาย 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเป็นเงินโอนเข้าบัญชีเกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ ให้ความช่วยเหลือตามพื้นที่ปลูกจริงรายละไม่เกิน 20 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกษตรกร 100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1 ล้านไร่ อัตราไร่ละ245 บาท (ครัวเรือนละ 4,900 บาท)ถั่วเขียว เกษตรกร 50,000 ครัวเรือนพื้นที่ 0.4 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 200 บาท (ครัวเรือนละ 4,000 บาท) และ2)โครงการปีงบประมาณ 2563 โครงการปลูกพืชหลากหลาย (แปลงสาธิต) พื้นที่ 0.018 ล้านไร่

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการที่กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างเสนอมาตรการโครงการกิจกรรม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 2 มาตรการคือ 1)โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ประกอบด้วย 3 กิจกรรมคือ กิจกรรมโคขุนสร้างรายได้ กิจกรรมส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 3ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพตลาดนัดโค-กระบือ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี และ 2)ประเมินจ้างแรงงานของกรมชลประทานในปีงบประมาณ 2563

สำหรับสถานการณ์การผลิตข้าว ปีการผลิต 2562/63 สศก.คาดการณ์พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีทั้งหมด 59.93 ล้านไร่ มีผลผลิต 24.32 ล้านตัน ซึ่งจะมีผลผลิตต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยกำหนดไว้ 1.15 ล้านตันข้าวเปลือก ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ทั้งนี้ ผลผลิตข้าวลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สำคัญในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งช่วงต้นฤดูเพาะปลูกเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2562 ส่งผลให้การเจริญเติบโตของต้นข้าวไม่สมบูรณ์ ประกอบกับช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2562 ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุลและคาจิกิ ทำให้บางพื้นที่เกิดอุทกภัย นาข้าวที่มีน้ำท่วมขังนาน ต้นข้าวเน่าตาย รวมทั้งพื้นที่ปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด มีการระบาดของโรคไหม้คอรวงทำให้เกิดผลเสียหาย

ทั้งนี้ ประเทศไทยส่งออกข้าวประมาณ 6.56 ล้านตันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม- 6 พฤศจิกายน 2562) มูลค่า 111,551 ล้านบาท โดยปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลงจากช่วงเดียวกันปี 2561 คิดเป็นร้อยละ 46.04 และ 35.18 ตามลำดับ เนื่องจากการค้าข้าวในตลาดโลกช่วงเดือนมกราคม – ตุลาคม 2562 ยังชะลอตัว โดยไทยส่งออกลดลงเป็นผลมาจากค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง อีกทั้ง ความต้องการซื้อของประเทศคู่ค้ามีเข้ามาน้อยโดยเฉพาะตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง

กรมชลประทานชูไอเดียกำจัดผักตบชวา ใช้ทุ่นยาง-สารชีวภัณฑ์ช่วยประหยัดงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454739

x

กรมชลประทานชูไอเดียกำจัดผักตบชวา ใช้ทุ่นยาง-สารชีวภัณฑ์ช่วยประหยัดงบ

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมประสบผลสำเร็จค้นคว้าวิจัยหาวิธีแก้ปัญหาผักตบชวานอกเหนือวิธีปกติ ด้วยการใช้ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (Para.Log-Boom) ควบคู่กับสารชีวภัณฑ์กำจัดผักตบชวาหรือพืชใบกว้าง ชื่อ สวพ.62-RID No.1 (สาร สวพ.62) โดยใช้ทุ่น Para.-Log Boom ขนาดความยาว 2 เมตรวางเป็นแนวต่อกันขวางทางน้ำ ทำหน้าที่ดักควบคุมผักตบชวาหน้าอาคารบังคับน้ำ จากนั้นใช้สาร สวพ.62 ฉีดพ่น ผักตบชวาจะล้มตายสลายหายไปภาย 60 วันหลังฉีดพ่น ทั้งนี้ กรมฯทดลองใช้วิธีดังกล่าวในคลองชลประทานของสำนักงานชลประทานที่ 10 สำนักงานชลประทานที่ 12 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพียว-เสาไห้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง รวมทั้งคลองในกรุงเทพฯและปริมณฑล และประสบผลสำเร็จน่าพอใจ กรมฯจึงมีแผนขยายผลไปดำเนินการกำจัดผักตบชวาในพื้นที่อื่นในปีถัดไป

ทั้งนี้ การป้องกัน กำจัดหรือดักผักตบชวาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผักตบชวากีดขวางการไหลของน้ำ สร้างมลพิษทางน้ำ กรมใช้งบประมาณเพื่อกำจัดผักตบชวาในเขตทางน้ำรับผิดชอบร่วม 40,000 กิโลเมตรในแต่ละปีกว่า 200 ล้านบาท โดยวิธีทุ่นยางพาราดักผักตบชวาควบคู่กับสารชีวภัณฑ์ดังกล่าว เป็นแนวทางล่าสุดที่กรมฯนำมาใช้กำจัดผักตบชวาซึ่งประหยัดกว่าการกวาดเก็บด้วยกำลังคนหรือเครื่องจักรขนาดใหญ่ เนื่องจากทุ่นยางพารามีอายุใช้งานไม่น้อยกว่า 5 ปี ราคาต้นทุนการผลิต 7,500 บาทต่อทุ่น ขณะที่อัตราราคาการใช้สารชีวภัณฑ์คือ 200 บาทต่อการกำจัดวัชพืช 1.5 ไร่ หากดำเนินการต่อเนื่อง จะแก้ปัญหาผักตบชวาขวางทางน้ำที่ต้นเหตุได้ ช่วยประหยัดงบฯกำจัดผักตบชวาได้แน่นอน

ดร.ทองเปลวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้กรมยังประดิษฐ์คิดค้นเรือนวัตกรรมกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก เพื่อใช้เข้ารื้อถอนผักตบชวาในพื้นที่แคบที่เครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าไม่ถึง ต้นทุนการผลิตต่ำกว่านำเข้าถึง 10 เท่า ขณะนี้มีเรือดังกล่าว100 ลำกระจายปฏิบัติงานอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล โดยทำงานร่วมกับจิตอาสา บริเวณคลองเปรมประชากรคลองมหาสวัสดิ์ จะขยายผลผลิตเรือนวัตกรรมกำจัดวัชพืชขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปใช้ในโครงการชลประทานทั่วประเทศเช่นกัน

ลอยแพ‘ปารีณา’ ปักป้ายห้ามเข้าฟาร์มไก่ ระบุเป็นพื้นที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454836

ลอยแพ‘ปารีณา’  ปักป้ายห้ามเข้าฟาร์มไก่  ระบุเป็นพื้นที่ส.ป.ก.

ลอยแพ‘ปารีณา’ ปักป้ายห้ามเข้าฟาร์มไก่ ระบุเป็นพื้นที่ส.ป.ก.

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ลอยแพ‘ปารีณา’

ปักป้ายห้ามเข้าฟาร์มไก่

ระบุเป็นพื้นที่ส.ป.ก.

‘ธรรมนัส’จี้เร่งสอบ

ลามสส.แลนด์ลอร์ด

เลขาฯส.ป.ก.จับมือป่าไม้ ลุยสอบที่ดิน “ปารีณา” กว่า 1.7 พันไร่ สั่งปฏิรูปที่ดินราชบุรีปักป้ายหน้าฟาร์มไก่ “เป็นที่ ส.ป.ก. คนนอกห้ามเข้า” เร่งสแกนยิบทุกแปลง “ธรรมนัส” ปิดทางขอเช่าพื้นที่ส.ป.ก.ต่อ จี้ปฎิรูปที่ดินทั่วประเทศขยายผลตรวจนักการเมืองทุกคนที่ถือครองที่ดิน ไม่เว้นแม้สังกัดเดียวกัน ย้ำห้ามช้า ป.ป.ช.แจงลงพื้นที่ 29 พฤศจิกายน ตรวจที่ดิน ฟาร์มปศุสัตว์ปารีณา ลามถึงส.ส.แลนด์ลอร์ดโดนหมด

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)มากกว่า 1.7 พันไร่ ซึ่งอยู่ในที่ส.ป.ก.และป่าสงวนแห่งชาติ จ.ราชบุรีว่า นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้รายงานให้ทราบขั้นตอนการตรวจสอบ ซึ่งสั่งการให้ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี เข้าไปติดป้ายหน้าพื้นที่ฟาร์มไก่ว่าเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.คนภายนอกห้ามเข้า เพื่อตรวจสอบโดยด่วน ส่วนที่ดินส.ป.ก.ฝั่งอ.สวนผึ้งกว่า 600ไร่ ที่มีกระแสข่าวว่าเป็นของครอบครัวน.ส.ปารีณาเช่นกัน ก็สั่งตรวจสอบแล้วทุกแปลงให้เร็วที่สุด เพราะตนมอบนโยบายเจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการ และยังได้รับรายงานด้วยว่าช่วงเช้าวันนี้ น.ส.ปารีณาเข้าพบนายวิณะโรจน์ แล้ว

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนสั่งให้เลขาฯส.ป.ก.แถลงให้สังคมทราบถึงการดำเนินการตรวจสอบนักการเมือง แม้จะอยู่พรรคเดียวกันก็ตาม ต้องไม่ได้ล่าช้า ที่ผ่านมาตนสั่งเป็นนโยบายชัดเจน ทุกคนทำตามกฎหมายในมาตรฐานเดียวกัน และช่วงบ่ายวันนี้อธิบดีกรมป่าไม้ และเลาขาฯสปก.จะประชุมร่วมกันเพื่อวางแนวทางการทำงาน เนื่องจากที่ดินฟาร์มไก่ มีทั้งที่อยู่ในส่วนกรมป่าไม้ และที่ส.ป.ก.

ส่วนกรณีที่น.ส.ปารีณาจะขอเช่าพื้นที่ส.ป.ก.ต่อนั้น ร.อ.ธรรมนัสปฎิเสธว่า ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ไม่น่าจะเช่าได้ เพราะไม่มีข้อกฎหมายให้ทำอย่างนั้น เรื่องเช่าที่ดิน วัตถุประสงค์ของกฎหมาย ส.ป.ก.ชัดเจนว่าต้องพิจารณาเรื่องแรกคือ การให้ที่ส.ป.ก.เป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ทำกิน ต้องดูให้ชัดเจน และต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ทำการเกษตร ตนจะให้ส.ป.ก.ชี้แจงในรายละเอียด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การตรวจสอบที่ส.ป.ก.ที่น.ส.ปารีณาและครอบครัวครอบครองนั้น ยังไม่ชัดเจน เพราะดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ ยืนยันว่าตนกำหนดนโยบายไปแล้วต้องตรวจสอบและแถลงข่าวร่วมกัน ที่ผ่านมากรณีน.ส.ปารีณา อ้างเสียภาษีบำรุงท้องที่หรือภบท.5 ก็ไม่เกี่ยวกัน

ร.อ.ธรรมนัสยังกล่าวถึงกระแสข่าวนักการเมืองถือครองพื้นที่ส.ป.ก.ว่า ยังไม่ทราบ แต่สั่งเลขาฯส.ป.ก.ให้ตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งสั่งส.ป.ก.ทั่วประเทศให้ตรวจสอบในพื้นที่ที่ตัวเองรับผิดชอบและรายงานมายัส่วนกลางว่า จัดสรรที่ดินให้เกษตรกร เท่าไหร่ แปลงใหญ่ แปลงเล็ก ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่แล้ว เราจะทำงานอย่างละเอียดเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวถึงกรณีจะลงพื้นที่จ.ราชบุรีวันที่ 29 พฤศจิกายน เพื่อตรวจสอบที่ดินของน.ส.ปารีณา ที่แจ้งรายการถือครองที่ดินภบท.5 สปก.และที่ดินรายการต่างๆต่อป.ป.ช.ว่า เจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบทรัพย์สินของ ป.ป.ช.จะไปตรวจสอบทรัพย์สินและทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ปศุสัตว์ ฟาร์มวัว ฟาร์มไก่ รวมถึงที่ดินภบท.5 จะดูทั้งเอกสารและพื้นที่จริงว่าสอดคล้องกับเอกสารที่ยื่นต่อป.ป.ช.หรือไม่ ตลอดจนดูถึงการได้มาของทรัพย์สินด้วย แต่การได้มาของที่ดินต่างๆ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของป.ป.ช. เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เป็นผู้ออกเอกสารสิทธิ ป.ป.ช.เพียงตรวจสอบข้อมูลการยื่นทรัพย์สินว่ามีการยื่นเท็จ ปกปิดอย่างไรหรือไม่ โดยเฉพาะการจงใจยื่นเท็จปกปิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายของป.ป.ช.ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน เพื่อนำไปเป็นฐานเปรียบเทียบอีกครั้งตอนพ้นจากตำแหน่งว่า มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ เช่นเดียวกับ นักการเมืองคนอื่น ที่มีกระแสข่าวครอบครองที่ดิน ภบท.5หรือที่ส.ป.ก.นั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติต้องเก็บข้อมูลอยู่แล้ว โดยเฉพาะถ้าครอบครองจำนวนมากแล้วถูกพบเป็นประเด็นทางสังคม ป.ป.ช.ก็ต้องตรวจสอบ เป็นเรื่องปกติ เพื่อยืนยันข้อมูล เพราะบางรายมีทรัพย์สินจำนวนมาก วัตถุประสงค์หลักของป.ป.ช.ที่ไปตรวจสอบคือ ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งคนที่ทุจริตส่วนใหญ่ เมื่อรู้ว่าป.ป.ช.จะเก็บข้อมูลไว้เป็นหลักฐานจะยื่นแสดงทรัพย์สินจำนวนที่สูงมาก เพื่อตอนพ้นตำแหน่งจะได้ระบุว่า ยังมีทรัพย์สินอยู่ตามจำนวนที่ยื่น ดังนั้นป.ป.ช.จึงต้องตรวจที่มาของแต่ละสิ่ง เผื่อมีเหตุอันสมควรที่นำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึก ดังนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจก็เป็นเหตุผลที่ป.ป.ช.ต้องลงไปตรวจสอบอยู่แล้ว

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2563 กล่าวว่า จากการที่ตนขอข้อมูลการครอบครองที่ดินฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรีของน.ส. ปารีณาว่า ตนขอเอกสารตรวจสอบเพิ่มเติมจาก ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ ซึ่งคาดว่า จะได้รับวันนี้ เพราะต้องการทราบผลว่า น.ส.ปารีณาครอบครองมาตั้งแต่ปีไหน ได้มาโดยชอบจริงหรือไม่ จากนั้นจะนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลของ ป.ป.ช.ที่น.ส. ปารีณายื่นบัญชีทรัพย์สินว่า ครอบครองที่ดินลำดับที่ 19-76 รวม 58 แปลง แสดงมูลค่าโดยรวม 200,000 บาท คิดเป็นไร่ละ 117 บาทหรือตารางวาละ 29 สตางค์ ซึ่งน.ส.ปารีณาชี้แจงว่า การครอบครองที่ดินผืนนี้ ได้จ่ายภาษี ภบท.5 มาตลอด โดยระบุหมายเลขแต่ละแปลงแตกต่างกันไป เช่น ลำดับที่ 19 หมายเลข7/49 และลำดับที่ 20 หมายเลข 7/49 ซึ่ง น.ส.ปารีณาได้ลงหมายเลขพื้นที่แต่ละแปลงไว้เหมือนกันหมด รวมเนื้อที่ 1,706 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา

นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า ที่ตนยื่นให้ป.ป.ช.ตรวจสอบ เพราะสงสัยว่าเหตุใด น.ส.ปารีณานำที่ดินดังกล่าวไปแจ้งแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ทั้งที่เป็นที่ดิน ส.ป.ก. และครอบครองเกิน 500 ไร่ เข้าข่ายการยึดคืนตามคำสั่งคสช.ที่ 36/2559 มาตรา 44 ซึ่งร.อ. ธรรมนัส ต้องตรวจสอบอย่างโปร่งใส ถ้าพบว่า มีบางส่วนบุกรุกพื้นที่ป่า นายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน

ขณะที่นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัดเปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลนี้เก็บข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 อีกทั้ง ได้ประมวลผลควบคู่กับแผนที่เบื้องต้นเกี่ยวกับแนวป่า ชื่อ http://map.dsi.go.th ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่า “เขาสนฟาร์ม” อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ส่วนหนึ่งอยู่ในแนวป่าไม้ถาวร ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี และอีกส่วนอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม

นายโสภณยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีร.อ.ธรรมนัสระบุน.ส. ปารีณาไม่รุกที่ส.ป.ก. เพราะถือครองมาตั้งแต่ในปี 2489 ก่อนประกาศเขตปฏิรูปที่ดินนั้น มีข้อน่าสงสัย เพราะนายทวี ไกรคุปต์ บิดาของน.ส.ปารีณาเกิดปี 2482 ขณะนั้นอายุเพียง 7 ปีเท่านั้น โดยปี 2489 ที่ดินบริเวณนั้นยังเป็นป่าไม้สมบูรณ์อยู่ ที่สำคัญที่สุดคือ การครอบครองพื้นที่ป่าถึง 1,706 ไร่ คงไม่ใช่การครอบครองแบบชาวบ้านปกติทั่วไปที่มีที่ดินแต่น้อยไว้ทำมาหากินเท่านั้น

แหล่งข่าวระดับสูงด้านกฎหมายของกระทรวงเกษตรฯเผยว่า การที่น.ส. ปารีณาอ้างว่า จัดแบ่งให้เกษตรกรรายอื่นไปเป็นจำนวนมาก จนเหลือที่ครอบครองอยู่เพียงเล็กน้อยนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่น่ารับฟังได้เพราะที่ดินบริเวณดังกล่าว ส.ป.ก. ยังไม่ได้รังวัดหรือดำเนินการกระบวนการจัดสรรสิทธิใดๆ ในขณะที่สภาพการทำประโยชน์ในที่ดินแสดงชัดว่า มิได้แบ่งที่ดินเป็นส่วนๆ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าทำประโยชน์แต่อย่างใด จึงถือว่า น.ส. ปารีณาครอบครองที่ดินรัฐรวมเนื้อที่ถึง 1,706 ไร่แต่เพียงผู้เดียว