กษ.เตรียมแผนบริหารผลผลิตกระเทียมปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454736

x

กษ.เตรียมแผนบริหารผลผลิตกระเทียมปี’63

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยผลพยากรณ์การผลิตกระเทียม ปี 2563 หรือปีเพาะปลูก 2562/63 ข้อมูลพยากรณ์ ณ 25 กันยายน 2562 คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 80,254 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 80,183 ไร่ ผลผลิตรวม 85,285 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,064 กก./ไร่ โดยเนื้อที่เพาะปลูกกคาดว่าลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคากระเทียมแห้งคละที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาลดลงจาก ปี 2561 เกษตรกรบางพื้นที่จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น พืชผัก หอมแบ่ง มันแกว อย่างไรก็ตาม จากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และไม่มีฝนช่วงใกล้เก็บเกี่ยว จะส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก

สำหรับสถานการณ์ราคากระเทียมช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลงต่อเนื่อง จากสาเหตุพ่อค้ารับซื้อผลผลิตน้อยลง เพราะตลาดปลายทางชะลอตัว ประกอบกับมีการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศที่ราคาต่ำกว่าเข้ามาขายแข่งขันจำนวนมาก  โดยราคากระเทียมแห้งคละเฉลี่ยปี 2562 อยู่ที่ 36.44 บาท/กก. และราคากระเทียมสดคละเฉลี่ยปี 2562 อยู่ที่ 8.11 บาท/กก. ดังนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จึงแขวนไว้รอราคา และส่วนหนึ่งเก็บไว้ทำพันธุ์ โดยค่าพันธุ์กระเทียม ปี 2562 ปรับตัวลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 65.03 บาท/กก.

ด้านนางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ราคากระเทียมและค่าพันธุ์กระเทียมที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตกระเทียมลดลงไปด้วย พบว่า ปี 2562  ต้นทุนการผลิตกระเทียม เฉลี่ย 29.84 บาท/กก. หรือคิดเป็น 31,422 บาท/ไร่ โดยเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงาน ได้แก่ ค่าเตรียมดิน ค่าปลูก ค่าดูแลรักษาและค่าเก็บเกี่ยว ประมาณ ร้อยละ 40 ค่าวัสดุอื่น ได้แก่ ค่าพันธุ์  ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืชและวัชพืช ร้อยละ 53 ค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนร้อยละ 2 และค่าต้นทุนคงที่ เช่น ค่าเช่าที่ดิน ค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร ประมาณร้อยละ 5 ทั้งนี้ ผลผลิตกระเทียมในปีเพาะปลูก 2562/63 จะเริ่มออกสู่ตลาดเดือนธันวาคม 2562 โดยจะออกมากที่สุดในเดือนมีนาคม 2563 ถึงร้อยละ 68 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯเตรียมแนวทางบริหารจัดการกระเทียมในปี 2563 เพื่อรองรับช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด ไม่ให้เกิดปัญหาราคา โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดปราบปรามการลักลอบนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศและปรับราคาประเมินเพื่อเสียภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนแท้จริง รวมทั้งตรวจสอบสต๊อกกระเทียมของผู้ประกอบการ ให้นำเข้าถูกต้อง ป้องกันกักตุนกระเทียมเพื่อเก็งกำไร และช่วยกระจายผลผลิตกระเทียมออกนอกแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง

ไม่จบง่าย ๆ แบน 3 สารเตรียมฟ้องนายกฯ กพร.สอบกรมวิชาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ไม่จบง่าย ๆ แบน 3 สารเตรียมฟ้องนายกฯ กพร.สอบกรมวิชาการเกษตร

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบน 3 สาร,กรมวิชาการเกษตร,สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร
เปิดอ่าน 109 ครั้ง

ผู้ประกอบการนำเข้า จำหน่ายสารเคมีเตรียมฟ้องรัฐ หากออกประกาศยกเลิก 3 สาร ยันขึ้นทะเบียนถูกกฏหมาย ถูกบังคับให้จ่ายค่าทำลายตันละ 100,000 บาท

19 พฤศจิกายน 2562 ส.ผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีการเกษตร ยื่นหนังสือนายกฯ กพร. สอบกรมวิชาการเกษตรผิดพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกพิจารณาอนุญาตของทางราชการเนื่องจากไม่อนุญาตให้นำเข้าและส่งออกสารเคมีการเกษตรทุกชนิดมาหลายเดือนแล้ว อ้างยกเลิก 3 สารยังไม่มีผลบังคับใช้

นายวีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรกล่าวว่า ยังไม่ได้รับหนังสือเชิญจากน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามที่มีข่าวว่า จะเชิญสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายสารเคมีไปประชุมที่กระทรวงเกษตรฯ วันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จากการหารือร่วมกับสมาคมอารักขาพืชไทยและสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทยเห็นตรงกันว่า หากมีหนังสือเชิญมาก็จะไปประชุม แม้ไม่คาดหวังว่า น.ส. มนัญญาจะรับฟังเหตุผลอะไรเนื่องจากที่ผ่านมา เห็นชัดเจนว่า ตัดสินใจกำหนดนโยบายต่าง ๆ โดยใช้อารมณ์และขาดข้อมูลทางวิชาการที่เชื่อถือได้ แต่จะไปเพื่อชี้แจงถึงผลกระทบร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นตามมาซึ่งไม่ใช่เฉพาะแก่ผู้ประกอบการ แต่ยังรวมถึงเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรมเกษตร ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจชาติ

ทั้งนี้เหลือเวลาอีกเพียง 8 วันซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะลงนามในประกาศกระทรวงฯ ปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก นำผ่าน และครอบครอง ดังนั้นการที่น.ส. มนัญญาพร้อมจะสั่งการกรมวิชาการเกษตรออกใบอนุญาตส่งสารเคมี 3 ชนิดขายคืนบริษัทผู้ผลิตหรือส่งออกไปประเทศที่สามนั้น ไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะหากขายคืนบริษัทผู้ผลิตราคาก็ได้น้อยกว่าที่ซื้อมา ทั้งยังต้องจ่ายค่าขนส่งด้วย

ส่วนการส่งขายประเทศที่สามคงขายได้ไม่มาก จากจำนวนสินค้าที่มีอยู่ในประเทศเกือบ 30,000 ตันเนื่องจากกระชั้นชิดเวลาที่จะออกประกาศยกเลิกการใช้แล้ว ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรไม่ออกใบอนุญาตให้ทั้งนำเข้าและส่งออกสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดมาหลายเดือน ทั้งที่กฎหมายยกเลิก 3 สารยังไม่มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเสียหาย ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เพื่อให้สอบสวนกรมวิชาการเกษตรฐานกระทำผิดพ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 รวมทั้งทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีด้วย

นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ได้แก่ สมาคมผู้อาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่งเหลืองและรำข้าวซึ่งใช้เมล็ดถั่วเหลืองแห้งและกากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบ ตลอดจนผู้ประกอบการธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แป้งสาลี เบเกอรี่ และขนมขบเคี้ยวซึ่งต้องใช้วัตถุดิบคือ ข้าวสาลีที่นำเข้าจากต่างประเทศทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

เพื่อชี้แจงผลกระทบจากการที่จะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้ได้เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกมายังไทยใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดทั้งสิ้น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแต่ละรายสตอกวัตถุดิบไว้เพียง 2-3 เดือน หากนำเข้าไม่ได้ โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากต้องปิดตัวลง จะมีคนตกงานมากมาย และเกิดปัญหาสังคมต่างๆ ตามมาแน่นอน สิ่งที่ภาครัฐไม่ได้นึกถึงก่อนตัดสินใจเรื่องนี้คือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศที่อาจล่มสลาย นอกจากนี้ยังทำผิดข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ไทยจะถูกร้องเรียนว่า กีดกันทางการค้าจากหลายประเทศ

นายวีรวุฒิกล่าวต่อว่า เตรียมจะร้องศาลปกครองเช่นเดียวกับกลุ่มเกษตรกร โดยจะรอดูว่า ศาลจะมีคำสั่งอย่างไร เมื่อกลุ่มเกษตรกรยื่นคำร้อง หากไม่มีการคุ้มครองชั่วคราว ทั้ง 3 สมาคมจะร้องเป็นอีกคดีหนึ่ง ส่วนที่น.ส. มนัญญาระบุว่า ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้จ่ายค่าทำลายเองนั้นเชื่อว่า บริษัทที่นำเข้าและจำหน่าย รวมถึงร้านค้าต่างๆ จะฟ้องอีกคดีความหนึ่งเช่นกันเนื่องจากผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนนำเข้าและจำหน่ายกับกรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

50 ปีที่ผ่านมา มีการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรไป 98 ชนิด โดยไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติให้ผู้ประกอบการจ่ายค่าทำลายเลย แต่กรมวิชาการเกษตรจะมีกำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าคงค้างได้หมด ทางออกของเรื่องนี้มีเพียงประการเดียวคือ ยึดตามมติเดิมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการจำกัดการใช้ แล้วกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมให้มีการวิจัยว่า สารเคมีการเกษตรที่จะยกเลิกนี้ หากใช้อย่างถูกต้องจะมีพิษจริงหรือไม่เนื่องจากงานวิจัยที่นำมาพิจารณาเป็นงานวิจัยที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

อีกทั้งจะสามารถทดลองการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรและหาสารอื่นที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมมาทดแทน แล้วจึงประกาศยกเลิกซึ่งประเทศต่างๆ ปฏิบัติเช่นนี้ทั้งนั้น หากวันที่ 1 ธันวาคมประกาศยกเลิกทันที ห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจของประเทศจะล่มสลายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ญี่ปุ่นพิสูจน์แล้วจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ป้องกัน กำจัดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ญี่ปุ่นพิสูจน์แล้วจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ป้องกัน กำจัดศัตรูพืช

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
จุลินทรีย์,สารชีวภัณฑ์,นักวิจัย,กำจัดพืช,ปาล์ม,ญี่ปุ่น
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

นักวิจัย เผยผลแลป จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ทดแทน 3 สารไม่พบอันตราย เดินหน้าให้ข้อมูลเป็นทางเลือก ญี่ปุ่น -มาเลเซีย ขึ้นทะเบียนใช้ปลอดภัย

19 พฤศจิกายน 2562 นักวิจัย เผยผลแลป วิเคราะห์จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ กรมวิทยาศาตร์การแพทย์ทดแทน 3 สารไม่พบอันตรายแก้ปัญหาเรื่องสารตกค้างและห่วงใยสุขภาพเกษตรกรจริง ญี่ปุ่น -มาเลเซีย  ขึ้นทะเบียน ใช้เกลื่อนในสวนปาล์ม สินค้าเกษตรอินทรีย์

นายฐปนรมย์ แจ่มใส  นักวิจัยเอกชน เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนได้ มีการนำเสนอผลวิจัย ให้กับกระทรวงเกษตรถึง การนำจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์  กำจัดวัชพืช เพื่อเป็นทางเลือกในการทดแทนสารเคมี ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้มีการแบน 3 สารเคมี  โดยที่ผานมา เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นทางเลือกและเพื่อให้เกิดความโปร่งใส กระทรวงเกษตรฯได้ มีการสั่งการ ให้มีการทำหนังสือ ต่อกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิชาการเกษตร เพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนประกอบใดบ้างที่มีกระทบระบบนิเวศน์ เมื่อทราบวิเคราะห์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิชาการเกษตร จะมาการดำเนินการทดสอบในพื้นที่จริงต่อไปนั้น

โดยล่าสุดตัวแทนกลุ่มผู้วิจัยได้ยื่นเสนอต่อทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อวันที่  25 ตุลาคม  ที่ผ่านมาและมีผลสรุป ในห้องแลป และส่งกลับมา  โดยผลแลปที่มีการทดสอบ อย่างละเอียดของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แจ้งว่า ผลการวิเคราะห์ ของสของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ สาธารณสุขวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ผลสรุปว่า 1.ผลการตรวจสอบจุลินทรีย์ ที่มีประ 2.ตรวจหาจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ผลแลปแจ้งว่า ไม่มี

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ได้มีการส่งผลงานวิจัยเข้าไปทดสอบในแลปทดลอง ของห้องทดลองเซ็ลทรัลแลป เมื่อช่วงเดือน พฤษภาคม 2562 เพื่อหาสารปนเปื้อน ในจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ กำจัดวัชพืช เพื่อหาสารไกลโฟเสต หรือพาราควอต ปนเปื้อนหรือไม่  ผลแลปยืนยันชัดเจนว่าไม่พบการปนเปื้อน

ทั้งนี้ตนในฐานะนักวิจัย ในส่วนของจุลินทรีย์ ยืนยันว่าชีวภัณฑ์  ไม่สามารถนำไปผสมในส่วนสารเคมีได้ และ กวิจัย หากเป็นนักวิจัยจริงและรู้ถึงโครงสร้าง จุลินทรีย์ดี จะทราบดีว่าจุลินทรีย์ คือสิ่งมีชีวิต ที่ไม่สามารถ อยู่ในสารเคมีได้ เพราะจะทำให้จุลินทรีย์ตายทันที  ส่วนที่มีกังวลว่าจุลินทรีย์ ที่จะมีการผลิต เป็นสารกำจัดวัชพืชและปุ๋ย จะมีการกลายพันธุ์ตนและมีผลกับระบบนิเวศ ยืนยันว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะโดยโครงสร้าง จุลินทรีย์เป็นสิ่งที่มีชีวิต จะมีการ ควบคุมและดูแลซึ่งกันที่กัน ไม่ทำให้เกิดอันตราย

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้น ตนได้ส่งให้กระทรวงเกษตร เรียบร้อยแล้วเพื่อนำเสนอเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร อีกทางหนึ่ง หลังจากที่มีการแบนสารเคมี ซึ่งทุกอย่างเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง เท่านั้น ส่วนกระทรวงเกษตรฯจะมีการขับเคลื่อนอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับตนพร้อมที่จะให้ข้อมูลสนับสนุนเต็มที่ หากเห็นว่าเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ

ผมเสนอผลงานวิจัย ให้ทางกระทรวงทราบแล้วว่า มันได้ผลจริง และมีการใช้จริงในกลุ่มผู้ปลูกพืชผักอินทรีย์ ที่มีการส่งออก ไปยังต่างประเทศ  ตอนนี้จุลินทรีย์ กำจัดวัชพืช ใช้กันในต่างประเทศ และมีการสนับสนุน โดยรัฐบาลด้วย โดยเฉพาะญี่ปุ่น  ซึ่งเป็นประเทศที่ค่อนข้างตรวจสอบเข้มข้น เรื่องของสารตกค้าง ยังสนับสนุนให้ใช้ทดแทนสารเคมีประเทศมาเลเซีย ก็ใช้จุลินทรีย์ กำจัดวัชพืช ในสวนปาล์ม ทั่วประเทศ และทางกลุ่มผมเองก็ เป็นที่ปรึกษา ให้กับทางมาเลเซีย และมีการ ขึ้นทะเบียนสินค้า  ในประเทศมาเลเซีย  ทั้งหมด ใช้ทดแทน สารเคมี

ตอนนี้มีเพียงประเทศไทยที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ ซึ่งเวลานี้หากต้องการยกเลิก ใช้สารเคมีจริง ก็ไม่ควร จะเอาเคมี มาเป็นสิ่งทดแทน ส่วนตัวและทีมวิจัย จะเสนอเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรไทยเท่านั้น เพราะเป็นที่ปรึกษา เรื่องนี้ในหลายประเทศ ที่ไปส่งเสริมในต่างประเทศ เขายอมรับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผมเกิดเมื่อมี แนวทาง ที่ ยกเลิกสารเคมี ผมจึงเสนอเป็นทางเลือกให้เท่านั้น

นายฐปนรมย์ กล่าวด้วยว่า จากนี้ไป คงเป็นเรื่อง ของทางรัฐบาลไทยว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป ส่วนตน เป็น แค่นักวิจัยกลุ่มหนึ่งที่เสนอทางเลือกให้กับภาครัฐ  ซึ่งผลการวิจัย และผลการทดลองทุกอย่างเป็นเรื่องยืนยัน ว่า มีสิ่งที่ดีกว่าเคมี ไม่ใช่ ไม่มีทางเลือก แต่จะเลือกหาทางออกให้กับเกษตรกไทยจริงหรือไม่  ซึ่งขณะนี้ ทั้งมาเลเซีย และญี่ปุ่น  และประเทศอื่นๆ มีการอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนชัดเจน และไม่อยากให้ ไทยเสียโอกาส หากต้องการจะส่งเสริมเกษตรกรและห่วงใย เรื่องสุขภาพเกษตรกรและคนไทยจริง  ไม่ใช่พูดแต่ปาก

ปฏิบัติการโดรนพ่นสารกำจัดเชื้อรายับยั้งโรคใบร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปฏิบัติการโดรนพ่นสารกำจัดเชื้อรายับยั้งโรคใบร่วง

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สวนยาง,โรคอุบัติใหม่
เปิดอ่าน 66 ครั้ง

กยท.ทดสอบการใช้โดรนพ่นสารกำจัดเชื้อรา ยับยั้งการแพร่กระจายของโรคใบร่วงชนิดใหม่ นำร่องในจังหวัดนราธิวาส

19 พฤศจิกายน 2562 กยท.เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือวิธีการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค เตรียมจ่อเสนอบอร์ด กยท. หามาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมในเดือน พ.ย.นี้

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้ (กยท.) ส่งอากาศยานไร้คนขับ(โดรน) นำสารป้องกันกำจัดเชื้อราเร่งฉีดพ่นในพื้นที่เกิดโรคใบร่วงในยางพาราระบาดในจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และตรังโดยสถาบันวิจัยยาง กยท. นำร่องที่แปลงใหญ่ยางพาราบ้านบูเก๊ะตา อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาสเป็นที่แรก

โรคนี้เป็นโรคอุบัติใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดในยางพารา ต้นยางที่ติดโรคจะใบร่วง ส่งผลต่อการเจริญเติบโต และน้ำยางลดลงร้อยละ 30 – 50 ดังนั้นจึงให้แก้ไขในแปลงปลูก พร้อมกันนี้ต้องศึกษาวิจัยหาแนวทางรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการให้ได้ผลเร็วที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามในพื้นที่ปลูกยางทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้

ทั้งนี้กยท. ทุกจังหวัดที่เกิดโรคกำลังสำรวจความเสียหายรวมถึงเก็บตัวอย่างของเชื้อเพื่อหาวิธีการป้องกันและรักษา โดยเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยยางเร่งอบรมสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกร การระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่นี้ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไปเนื่องจากเชื้อราชนิดนี้สามารถแพร่ระบาดสู่พืชชนิดอื่นได้ ในส่วนของ กยท. เตรียมเสนอมาตรการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางที่สวนเสียหายจากเชื้อราชนิดนี้ ตามพรบ.การยางแห่งประเทศไทย 49(5) โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการ กยท. เพื่อหาระเบียบในการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กล่าวว่า พบการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงยางพาราในจังหวัดนราธิวาสมากที่สุดประมาณ 400,000 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ปลูกยางในจังหวัดนราธิวาสทำให้ ได้ทดสอบการพ่นสารเคมีผ่านโดรนซึ่งสามารถบรรจุสารเคมีขนาด 10 ลิตร โดยผสมสารกำจัดเชื้อราโปรปิโคนาโซลและไดฟีโนโคนาโซลกับน้ำและสารจับใบ ฉีดพ่นยอดยางในพื้นที่เป้าหมาย 300 ไร่ ภายใน 1 สัปดาห์ จากนั้นจะพ่นซ้ำให้ครบ 3 ครั้ง และจะติดตามผลต่อไป

นอกจากนี้ยังจัดโครงการอบรมแนวทางการสำรวจและติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจถึงที่มาของโรค การแพร่ระบาด และวิธีป้องกันในเบื้องต้นแก่พนักงานของกยท. เขตภาคใต้ตอนล่างและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดของโรคเพื่อถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ต่อไปได้

“ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลวิธีการป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดนี้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเนื่องจากเป็นโรคใหม่ สถาบันวิจัยยาง ได้เร่งทดลอง ศึกษาวิจัย และหาทางป้องกันอย่างเต็มที่ เบื้องต้นจึงแนะนำเกษตรกรชาวสวนยางให้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ต้นยาง หากพบต้นยางมีอาการของโรคให้แจ้งเจ้าหน้าที่ของ กยท .เพื่อเข้าตรวจสอบ หากพบว่า ติดเชื้อราชนิดนี้ให้ใช้สารกำจัดเชื้อรา เช่น เบโนมีล โพรปิเนป แมนโคเซป คลอโรธาโลนิล เฮกซาโคนาโซล หรือ ไทโอฟาเนต-เมธิล ฉีดพ่นทรงพุ่มให้ทั่วทั้งแปลงโดยเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง” นายกฤษดากล่าว

ธรรมนัส สั่ง รื้อที่ดินฟาร์มไก่ ทุกแปลง ติดป้ายห้ามเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399708?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ธรรมนัส สั่ง รื้อที่ดินฟาร์มไก่ ทุกแปลง ติดป้ายห้ามเข้า

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 18:20 น.
สปก,ธรรมนัส,ปารีณา,สั่งรื้อ,ฟาร์มไก่
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

ธรรมนัส สั่งด่วน ลขาฯส.ป.ก. อธิบดีกรมป่าไม้ รื้อที่ดินฟาร์มไก่ ทุกแปลง พร้อมติดป้ายหน้าพื้นที่เป็นที่ของปฏิรูปที่ดิน คนภายนอกห้ามเข้า

18 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กว่า1.7พันไร่ อยู่ในที่ส.ป.ก.และป่าสงวนแห่งชาติจ.ราชบุรี

โดยกล่าวว่านายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) รายงานว่าได้ให้ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี ไปติดป้ายหน้าพื้นที่ฟาร์มไก่ ว่าเป็นพื้นที่ของส.ป.ก.คนภายนอกห้ามเข้า เพื่อตรวจสอบโดยด่วน ส่วนที่ดินส.ป.ก.ฝั่งอ.สวนผึ้งกว่า 600ไร่ ที่มีกระแสข่าวว่าเป็นของครอบครัวน.ส.ปารีณา ได้สั่งตรวจสอบทุกแปลงให้เวลาทำงานเร็วที่สุด เพราะตนสั่งให้ทำงานเรื่องนี้เร่งด่วน

ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าวันนี้ทราบว่าน.ส.ปารีณา มาเข้าพบนายวิณะโรจน์ ดังนั้นสั่งการไปแล้วให้เลขาธิการส.ป.ก.แถลงให้เกิดความชัดเจนกับสังคม ว่าการดำเนินการตรวจสอบนักการเมือง แม้จะอยู่พรรคเดียวกันไม่ได้ล่าช้า แต่อย่างใด ตนสั่งเป็นนโยบายไปแล้วทุกคนทำตามกฎหมายในมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งช่วงบ่ายอธิบดีกรมป่าไม้ จะมาประชุมร่วมกับเลขาธิการส.ป.ก.เพื่อวางแนวทางทำงานร่วมกันอย่างละเอียด เนื่องจากที่ดินฟาร์มไก่ มีทั้งที่ดินในส่วนของกรมป่าไม้ และที่ส.ป.ก.

สำหรับการสแกนพื้นที่ส.ป.ก.ที่น.ส.ปารีณาและครอบครัวถือครอง ยังไม่เสร็จว่ามีจำนวนกี่ไร่แน่ เพราะพื้นที่นี้ยังมีปัญหากับพื้นที่ป่าไม้ด้วย และวันนี้อธิบดีกรมป่าไม้ มาชี้แจงให้ทำงานร่วมกันกับส.ป.ก. โดยตนกำหนดนโยบายไปแล้วต้องตรวจสอบแถลงข่าวร่วมกัน และน.ส.ปารีณา อ้างเสียภาษีบำรุงท้องที่หรือภบท.5 ก็ไม่เกี่ยวกัน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงกระแสข่าวนักการเมืองมีการถือครองพื้นที่ส.ป.ก.ว่าตนยังไม่ทราบ ได้สั่งเลขาฯส.ป.ก.ให้ตรวจสอบทั้งหมดโดยวันนี้ได้ประชุมคอนเฟอเรนซ์ไปทั่วประเทศ ให้รายงานขึ้นมาว่าจัดสรรเกษตรกร เท่าไหร่ แปลงใหญ่ แปลงเล็ก จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่แล้ว  เราจะทำงานอย่างละเอียดเรื่องนี้ ไม่ละเอียดไม่ได้ เรื่องนี้เรื่องใหญ่

เฉลิมชัย บุกจีน เร่งเจรจานำเข้ายางพาราจากไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399657?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย บุกจีน เร่งเจรจานำเข้ายางพาราจากไทย

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 15:47 น.
ยางพารา,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 8 ครั้ง

เฉลิมชัย บุกจีน เร่งเจรจาตอกย้ำความมั่นใจบริษัทจีนที่นำเข้ายางพาราจากไทย

รมว กษ. เข้าพบหารือผู้บริหาร บ. ชิโนเคม กรุ๊ป ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับฝ่ายจีน ว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรทุกชนิด

โดยเฉพาะยางพารา โดยฝ่ายไทยยินดีให้การสนับสนุน รวมทั้งจะมีมาตรการต่างๆ ที่จะอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนในเรื่องยางพารา ทั้งนี้ ขอขอบคุณ บ. Sino- Chem International ที่มีความร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทยใกล้ชิดมาโดยตลอด

ล่าสุด บ. Sino – Chem International มีแผนดำเนินการเข้าไปลงทุนธุรกิจยางพารา ณ จังหวัดระยอง ซึ่งขอขอบคุณ รัฐบาลไทย ที่แสดงความจริงใจในการให้การสนับสนุน ดูแล และพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรโดยเฉพาะยาวพารา โดยยืนยันว่า การหารือกันในวันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ของความร่วมมือในการลงทุนซื้อยางพาราของไทยที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน

ไทยและจีนพร้อมลดปัญหา อุปสรรคในการซื้อขายยางพาราระหว่างกัน โดยคาดว่า ทั้งสองฝ่ายจะทบทวนหลักการและเงื่อนไขของสัญญาใหม่เพื่อให้การส่งมอบเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปีหน้านี้

เฉลิมชัย ดันเกษตรกร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย ดันเกษตรกร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 14:34 น.
ทำปุ๋ยใช้เอง,กรมส่งเสริมการเกษตร,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 3 ครั้ง

เฉลิมชัย ดันเกษตรกร 882 อำเภอผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ห่วงใส่ปุ๋ยเคมีเกินจำเป็น ทั้งขาดความรู้เลือกใช้ไม่ตรงกับดินพืช ซ้ำต้นทุนพุ่ง

18 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าให้นโยบายหน่วยงานในสังกัดเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองทุกพื้นที่จากวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง

ซึ่งจะช่วยทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่เกษตรกรใช้มากเกินความจำเป็น  ปุ๋ยอินทรีย์ยังช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ดินมีโครงสร้างดีขึ้น และทำให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มากขึ้นตามไปด้วย

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าเกษตรกรเคยชินกับการใช้ปุ๋ยเคมีมาก ทำให้ประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมทั้งยังพบมีการเลือกใช้ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช  ยังขาดการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

“รมว.เกษตรฯมีความห่วงใยปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง กรมจึงได้รับนโยบายมาดำเนินการ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรได้ทราบและตระหนักถึงประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ หันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ของตนเอง ลดปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารให้แก่ดิน ทำให้ดินมีโครงสร้างโปร่งขึ้นเหมาะกับการชอนไชของรากพืช ทำให้ต้นพืชแข็งแรง ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ในทางกลับกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างยั่งยืน”นายเข้มแข็ง กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ในปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดดำเนินการส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวิธีการผลิตและประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรหันมาผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 882 อำเภอทั่วประเทศ

โดยกำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ อย่างน้อย 1,543,500 ตัน ในพื้นที่ 882 อำเภอทั่วประเทศ ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่  ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนแอฟริกัน ถั่วมะแฮะ และวัสดุอินทรีย์จากการไถกลบตอซัง โดยกำหนดให้แต่ละจังหวัดรายงานผลการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ผ่านทางระบบออนไลน์ให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง

ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399583?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 11:51 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 5 ครั้ง

ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก

กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก
พร้อมประสาน ธ.ก.ส.ขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องสหกรณ์มีเงินทุนรวบรวมข้าวจากเกษตรกร

  นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
กรมส่งเสริมสหกรณ์สั่งการสหกรณ์จังหวัดสำรวจจุดรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตร พร้อมขอความร่วมมือสหกรณ์ที่มีโรงสีและโกดังลานตากเปิดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร หวังบรรเทาความเดือดร้อนช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เกรงชาวนาไม่มีที่ขายข้าวต้องขนไปขายเอกชน ถูกหักค่าความชื้นไม่ได้ราคา เผยหารือธ.ก.ส.ขออนุมัติสินเชื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง                           ให้สหกรณ์มีเงินหมุนเวียนรวบรวมข้าวทันที ก่อนมาตรการเก็บชะลอข้าวเปลือกรอเสนอเข้าครม.
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าขณะนี้เกษตรกรหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมถึงภาคกลางตอนบนเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวเปลือก จึงได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดเร่งสำรวจสหกรณ์การเกษตรที่เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ว่ามีสหกรณ์กี่แห่งที่เริ่มเปิดจุดรวบรวมข้าวเปลือก

และใช้เงินทุนจากแหล่งใด รวมถึงมีสหกรณ์ใดบ้างที่ไม่สามารถเปิดจุดรับซื้อข้าวได้ เนื่องจากมีปัญหาติดขัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้สำหรับการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ให้รีบแจ้งกลับมาทันที เพื่อเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ และขอความร่วมมือไปยังสหกรณ์การเกษตรที่มีโรงสี และอุปกรณ์การตลาด ทั้งโกดัง ฉาง ลานตาก ช่วยเปิดจุดรับซื้อข้าวจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร
นอกจากนี้ กรมฯยังได้ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส.)                เพื่อขออนุมัติสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวให้กับสหกรณ์ไปก่อนในอัตราดอกเบี้ยปกติของ ธ.ก.ส.และเมื่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและโครงการเก็บชะลอข้าวเปลือกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอเข้าคณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบแล้ว                  ธ.ก.ส.ก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับสหกรณ์ตามที่กระทรวงพาณิชย์จ่ายชดเชยมาตรการของภาครัฐ
” ทราบว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างที่กระทรวงพาณิชย์ขออนุมัติชดเชยการดอกเบี้ยต่อกระทรวงการคลัง คาดว่าสัปดาห์หน้าคงได้รับการอนุมัติ ดังนั้น ในวันจันทร์ที่ 18 พ.ย.นี้ ธ.ก.ส.จะแจ้งทุกสาขาให้อนุมัติสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวให้กับสหกรณ์ไปก่อนในอัตราดอกเบี้ยปกติของ ธ.ก.ส.และเมื่อกระทรวงพาณิชย์ได้รับอนุมัติโครงการแล้ว ธ.ก.ส.ก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย                           ให้กับสหกรณ์ตามที่กระทรวงพาณิชย์จ่ายชดเชย ” นายพิเชษฐ์กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่า เหตุจากขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์นำข้าวมาเข้าคิวขายจำนวนมาก ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเกี่ยวข้าวสดความชื้นเกิน 25 % มาขาย เนื่องจากไม่มีที่ตากและเครื่องอบลดความชื้น เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วต้องขนมาขายในทันที ส่งผลให้มีรถขนข้าวเปลือกมาจอดรอคิวยาวเยียดหน้าสหกรณ์การเกษตรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์บางแห่งมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากใช้เงินของสหกรณ์เองซึ่งมีไม่มากนัก ทำให้สหกรณ์ต้องปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก เกษตรกรจึงต้องขนข้าวไปขายให้พ่อค้าในพื้นที่ ซึ่งอาจจะถูกกดราคาเพราะต้องโดนหักค่าความชื้น  ดังนั้น ปัญหานี้จะต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว หากสหกรณ์ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมข้าวในช่วงนี้ ขอให้สหกรณ์จังหวัดประสานกับ ธ.ก.ส.ในพื้นที่ได้ทันที

‘สระแก้ว’สะเทือน! ‘ธรรมนัส’สั่งตรวจสอบทั่วปท.ที่สปก.นักการเมืองดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454784

'สระแก้ว'สะเทือน! 'ธรรมนัส'สั่งตรวจสอบทั่วปท.ที่สปก.นักการเมืองดัง

‘สระแก้ว’สะเทือน! ‘ธรรมนัส’สั่งตรวจสอบทั่วปท.ที่สปก.นักการเมืองดัง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.33 น.

“ปารีณา”ดอดพบ”ธรรมนัส”หอบหลักฐานเสียภาษี ภบท.5 ที่ดินฟาร์มไก่ 1.7 พันไร่ ยอมรับครอบครองเอง 58 แปลง พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ขณะที่รมต.สั่งรื้อสอบที่ดินสปก.ทั่วประเทศ เล็งเป้าสระแก้วของนักการเมืองตระกูลดัง-สวนป่ากิตติโดนด้วย

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันนี้ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้นำหลักฐานใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือภบท.5 ในพื้นที่ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม กว่า 1.7 พันไร่  เข้าแสดงต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)พร้อมกับยอมรับว่า เป็นพื้นที่ของตนเองทั้งหมดกว่า 58 แปลง และเป็นพื้นที่ส.ป.ก.ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการกระจายสิทธิ ในฝั่งอ.จอมบึง ส่วนฝั่งอ.สวนผึ้ง เป็นของนายทวี ไกรคุปต์ บิดา น.ส.ปารีณา

ทั้งนี้ พร้อมยินยอมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบพื้นที่ทุกแปลง ที่มีเกือบ 2 พันไร่ รวมถึงมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติด้วย เบื้องต้นร.อ.ธรรมนัส ได้กำสั่งการให้ เลขาธิการส.ป.ก. ทำงานร่วมกับ อธิบดีกรมป่าไม้ เข้าตรวจสอบพื้นที่ใหม่ทั้งหมด โดยให้ทั้งสองหน่วยงานประชุมร่วมกันวางแนวทางการทำงานและกำหนดวันและเวลาเข้าตรวจแนวเขตพื้นที่ ให้เกิดความชัดเจนเพื่อตอบคำถามสังคมให้ได้ ถึงแนวทางแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และเข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมายของสองหน่วยงาน

ส่วนเอกสารภบท.5ที่น.ส.ปารีณา ยื่นต่อป.ป.ช.แสดงใบเสียภาษีในพื้นที่ 88 แปลง ที่อ้างเป็นพื้นที่ถือครองนั้นจะต้องนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ราชบุรีแต่ยังมมีในจังหวัดอื่นๆด้วย โดยจะต้องนำมาแก้ปัญหาร่วมกันทั้งหมดด้วย

แหล่งข่าวระบุด้วยว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดทุกจังหวัด เข้าตรวจสอบการถือครองพื้นที่แปลงใหญ่ ที่หลุดรอดคำสั่งมาตรา 44 ยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 36/59 เช่น สวนป่ากิตติ ที่บุกรุกพื้นที่ส.ป.ก.หลายจังหวัด หลายหมื่นไร่ รอยต่อคลุมพื้นที่ส.ป.ก.ในจ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สระแก้ว โดยขยายพื้นที่เกินเขตสัมปทานของกรมป่าไม้ กินพื้นที่ส.ป.ก.มาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีการยึดคืนแต่อย่างใด อีกทั้งเข้าตรวจสอบพื้นที่ส.ป.ก.จ.สระแก้วที่อยู่ในการถือครองของตระกูลนักการเมืองดังหลายพันไร่ รวมทั้งพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นคราชสีมา ที่มีระดับบิ๊กถือครองพื้นที่สปก.จำนวนมากด้วย

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงด้านกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกคน ระบุว่า หากตรวจสอบชัดเจนว่า น.ส. ปารีณาขาดคุณสมบัติในการครอบครองพื้นที่ส.ป.ก. เท่ากับเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐโดยมิชอบ สำหรับพื้นที่แปลงนี้ซึ่งมีเขตป่าไม้ด้วย หากกรมป่าไม้ใช้พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 22 และ 24 มาดำเนินการ เจ้าหน้าที่ป่าไม้สามารถเข้าจับกุมและนำตัวออกจากพื้นที่ได้ทันที แต่ตามพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินนั้น เจ้าหน้าที่ส.ป.ก. ไม่มีอำนาจจับกุม จากนี้จึงต้องไปฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากการทำให้สภาพที่ดินของส.ป.ก. เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและค่าชดเชยจากการที่รัฐไม่สามารถนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ หากตรวจสอบแนวเขตแล้ว ผลปรากฏชัดเจนว่า ครอบครองเกิน 500 ไร่สามารถใช้คำสั่ง คสช. ที่ 36/2560 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ยึดคืนหลวงได้ทันที ซึ่งหากผู้ครอบครองไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ร้องศาลปกครองพิจารณาหาข้อยุติ

ชายคาพระพิรุณ : 18 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454540

586851

ชายคาพระพิรุณ : 18 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันแพะ แกะ เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ได้รับความนิยม และมีการเลี้ยงมากขึ้นทุกปี ซึ่งนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลว่า ในปี 2562 ประเทศไทยมี แพะจำนวน 832,533 ตัว เกษตรกร 65,855 ราย จำแนกเป็นแพะเนื้อ จำนวน 803,768 ตัว เกษตรกร 64,733 ราย แพะนมจำนวน 28,765 ตัว เกษตรกร 1,751 ราย ส่วนแกะ มี 70,089 ตัว เกษตรกร 6,632 ราย สถานการณ์ด้านการตลาด จากข้อมูลเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ แกะแห่งประเทศไทย มีการส่งออกแพะไปต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว มาเลเซีย ประมาณปีละ 150,000 – 200,000 ตัว/ปี ในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาเฉลี่ย 120 – 125 บาท/กิโลกรัม ภาคใต้ตอนบน ราคาเฉลี่ย 140 – 150 บาท/กิโลกรัม ภาคใต้ ตอนล่าง ราคาเฉลี่ย 160 บาท/กิโลกรัม โดยภาพรวมตลาดยังมีความต้องการแพะแกะอีกมาก ทั้งตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ได้มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนภาคเกษตร ตามโครงการ “ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” (แปลงใหญ่แพะเนื้อ)ตามหลักการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และการจัดการด้านการตลาด โดยใช้หลักการรวมกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงปศุสัตว์ชนิดเลี้ยงกัน ในพื้นที่เดียวกัน รวมกลุ่มกัน เพื่อทำให้เกิดการต่อรอง ร่วมกันซื้อ ร่วมกันขาย ซึ่งมีเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงแพะแกะกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในภาคเกษตรกรที่ทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ที่เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่แพะเนื้อมากถึง 82 ราย และถือเป็นแหล่งผลิตแพะเนื้อที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ดังนั้น กรมปศุสัตว์ จึงจะร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานมหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะ แห่งประเทศไทย “Goat and Sheep festival Thailand” ขึ้นในระหว่าง วันที่ 13 – 15 ธันวาคม 2562 ณ New land (สวนผึ้ง) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ด้านการตลาดแพะแกะ ให้เกษตรกร นักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการตลาดให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะแกะทั้งประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรแปลงใหญ่และส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงแพะแกะ ผลิตภัณฑ์ และยกระดับการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิต และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรแกนนำที่ประสบความสำเร็จ กลุ่มเครือข่ายเกษตรกร เกษตรกรแปลงใหญ่แพะเนื้อ อ.สวนผึ้ง หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษา เพื่อนำไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงแพะแกะ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสมต่อไป…

นายวีรศักดิ์ เนตรเกื้อกูล ประธานเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า งานมหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะ แห่งประเทศไทย “Goat and Sheep festival Thailand” ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2562 ณ.นิวแลนด์ฟาร์ม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ โดยเฉพาะแพะ แกะ จะเป็นการนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ ชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้า และส่งเสริมด้านการตลาด ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ กิจกรรม meeting ชาวแพะ แกะ (เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต พบปะผู้บริโภค) ร่วมชิมผลิตภัณฑ์จากแพะ แกะ/การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแพะ แกะ ของเกษตรกร/เครือข่ายเกษตรกร (ส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดแก่เกษตรกร) ชมการสาธิตการปรุงอาหารเมนูแพะโดยเชฟมืออาชีพ (กิจกรรมส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์) ที่พร้อมจะให้ผู้เข้าร่วมงานได้ ชม ชิม ช้อป ตลอดทั้งการจัดงาน จึงขอเชิญชวนสมาชิกเครือข่าย เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะแกะจากทั่วประเทศและผู้สนใจร่วมงาน มหกรรมผลิตภัณฑ์แพะแกะไทยในครั้งนี้…ใครสนใจงานนี้ไปเที่ยวได้เลยนะครับ แล้วท่านจะรู้ว่าแพะแกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกชนิดหนึ่ง…

วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลงพื้นที่ร่วมกับคณะของ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ณ แปลงต้นแบบการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อการส่งออก ชมพู่ทับทิมจันทร์ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ของนายสมชาย เจริญสุข ณ ตำบลดอนคา อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ซึ่งปัจจุบันสวนแห่งนี้ได้มีการส่งออกชมพู่ไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ เช่น จีน ฮ่องกง และยุโรป กิโลกรัมละ 80 – 100 บาท รวมทั้งจำหน่ายในประเทศ ขายผ่านช่องทางออนไลน์ และได้ทำ MOU กับ ท๊อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อส่งชมพู่ไปขายในห้างดังกล่าวด้วย ในการนี้ ท่านรัฐมนตรีช่วยมนัญญา ได้เน้นย้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่ใส่ใจทุกขั้นตอนของการผลิตและพัฒนาความรู้ของตนเองสม่ำเสมอ ดูแลแปลงให้มีมาตรฐานนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการแปลงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย สามารถส่งออกไปขายในต่างประเทศได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป…

ขุนเกษตรา