ลุยตอกฝาโลง ‘มนัญญา’ถกเอกชน21พย. เตรียมแผนกำจัด3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454587

ลุยตอกฝาโลง 'มนัญญา'ถกเอกชน21พย. เตรียมแผนกำจัด3สารพิษ

ลุยตอกฝาโลง ‘มนัญญา’ถกเอกชน21พย. เตรียมแผนกำจัด3สารพิษ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ลุยตอกฝาโลง 

‘มนัญญา’ถกเอกชน21พย. 

เตรียมแผนกำจัด3สารพิษ  

ส่งกลับต้นทาง-ขายปท.ที่3

รมช.เกษตรฯเชิญ 3 สมาคมผู้ส่งออก-นำเข้าสารเคมีเข้าหารือ 21 พฤศจิกายน รับฟังการชี้แจงแนวทางปฏิบัติหลังกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลิกใช้3 สาร ทั้งรับคืน-ส่งออกไปประเทศที่สามหรือต้นทาง ฮึ่มใครไม่มาถือว่าไม่เดือดร้อน เมื่อมติมีผลต้องรับผิดชอบการทำลายเอง ใช้งบหลวงไม่ได้ จากนั้น 22พ.ย.เรียกสารวัตรเกษตรทั่วปท.รับมอบนโยบายตรวจจับ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับรู้ ลั่น 1 ธ.ค.ไทยต้องปลอด3สารพิษ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า มีหนังสือเชิญ 3 สมาคมผู้ส่งออก -นำเข้า 3 สารเคมีคือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส มาประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่กระทรวงเกษตรฯช่วงบ่าย หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบนและขึ้นทะเบียน 3 สารดังกล่าว เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ในวันที่ 1 ธันวาคม เพื่อหารือมาตรการรับคืนสารเคมีจากประชาชน เกษตรกรและการส่งออก 3 สาร ซึ่งตนพร้อมที่จะลงนามในหนังสือส่งออก 3 สารไปประเทศที่สาม หรือประเทศต้นทาง ในฐานะกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร เพราะหากยังใช้สารเคมีอันตรายคาดว่าอนาคตประเทศไทยจะไม่มีคนทำการเกษตร เพราะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และดินเสียจากสารตกค้างในดิน

“วันที่ 21 พฤศจิกายน ดิฉันมีหนังสือเชิญและขอประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อไปเลยว่า ให้บริษัทเหล่านั้น มาประชุม เพื่อจะได้กำหนดแนวทางการรับคืนสารเคมีจากเกษตรกร จากร้านผู้แทนจำหน่าย ร่วมทั้งการส่งออกกลับไปประเทศอื่นหรือประเทศต้นทาง หากวันนั้นไม่มา แสดงว่าบริษัทเหล่านั้นไม่เดือดร้อน ไม่มีสารเคมีอันตรายทั้ง 3 สาร ในมือในสต๊อกแล้ว เพราะหลังวันที่ 1 ธันวาคม ที่มติมีผลบังคับใช้ต้องไม่มีสารเหล่านี้ในประเทศไทยอีก และสารเคมีเหล่านั้น เป็นภาระบริษัทเอกชนที่นำเข้า ต้องรับผิดชอบนำกลับรีเอ็กพอร์ตกลับไป หรือการทำลายตามกฎหมาย และไม่สามารถเอาเงินหลวงไปใช้ได้ ดิฉันยืนยันว่าเป็นภาระของบริษัทที่ต้องนำกลับคืนตามกฎหมายเท่านั้น ใครใช้เงินหลวงไปรับทำลายติดคุกแน่“ น.ส.มนัญญากล่าว

และว่า วันที่ 22 พฤศจิกายน จะมีการประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศประมาณ 300 คน เพื่อมอบนโยบายและแจ้งให้รับทราบแนวทางการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ชนิดในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือเอเยนต์อย่างไร

รมช.เกษตรฯยังย้ำว่า กระทรวงเกษตรฯไม่เสียเวลารอกระทรวงอื่นแล้ว ว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด เพราะวันที่ 1 ธันวาคม หากเกษตรกรเราไม่ทราบ โทษตามกฎหมายหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปีปรับเป็นแสนเป็นล้าน ตนไม่อยากให้มีภาพเกษตรกรของเราโดนตรวจจับ เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงให้เรียกประชุมสารวัตรเกษตรมารับทราบแนวทางรายละเอียดที่ต้องปฎิบัติ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบรายละเอียดทั้งหมด เพื่อเข้าใจไปในทิศทางเดียว และลงพื้นที่แจ้งเตือนประชาชนทันที

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า หลังคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติยกเลิกใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว ตนได้ลงพื้นที่ไปหลายจังหวัดพบว่า เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ต่างแสดงความขอบคุณที่ผลักดันเรื่องนี้เพราะเกษตรกรทราบดีว่าสารอันตรายและหลายครอบครัวต้องสูญเสียคนในครอบครัว คนที่ตนเองรักไปก่อนวัยอันควร จากการทำการเกษตรที่ใช้สารเคมีอันตราย และบางพื้นที่พบมีสารพิษในเลือดของคนในชุมชนที่ทำการเกษตรแบบใช้สารเคมี

รายงานพิเศษ : นายกฯเยี่ยมสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี แนะวางยุทธศาสตร์รับความเสี่ยง-สู้ตลาดตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454545

รายงานพิเศษ : นายกฯเยี่ยมสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี  แนะวางยุทธศาสตร์รับความเสี่ยง-สู้ตลาดตปท.

รายงานพิเศษ : นายกฯเยี่ยมสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี แนะวางยุทธศาสตร์รับความเสี่ยง-สู้ตลาดตปท.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดราชบุรี ก่อนการประชุมครม.สัญจร ที่จ.กาญจนบุรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีเยี่ยมชมความก้าวหน้ากิจการสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี พร้อมชมการสาธิตการเลี้ยงโคนมและให้อาหารโค ก่อนจะพบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่มารอให้การต้อนรับจำนวนมาก

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวกับสมาชิกสหกรณ์โคนมหนองโพฯ ว่า การทำสิ่งต่าง ๆ ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ฉะนั้นจึงต้องรวมกลุ่มร่วมมือกันเป็นสหกรณ์ ซึ่งเป็นแนวทางในการช่วยเกษตรกรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ถ้าเราทำให้ถูกตามกติกา ใช้หลักสหกรณ์ให้ถูกให้เป็น สหกรณ์ก็จะเจริญก้าวหน้า กิจการของสหกรณ์จะเข้มแข็งและช่วยดูแลอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกการดำเนินงานของสหกรณ์ ในอนาคตอยากให้สหกรณ์ลองหาตลาดใหม่ๆ และเปิดตลาดผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์ให้กว้างมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศ และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแปรรูปสินค้าที่ผลิตจากนมให้มีความหลากหลายตรงกับ ที่ตลาดและผู้บริโภคต้องการ นอกจากนี้ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหามาตรการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก่อตั้งมากว่า 40 ปี ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ
ในเรื่อง “นม” และในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญกับการแข่งขันมากขึ้น โดยการหาวิธีช่วยเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้สู้กับตลาดต่างประเทศได้

สำหรับจุดเริ่มต้นของสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เมื่อปี 2512 เกษตรกรผู้เลี้ยง โคนมในเขตจังหวัดราชบุรี และนครปฐม ประสบปัญหาเรื่องไม่มีสถานที่จำหน่ายน้ำนมดิบที่รีดได้จากแม่โคนม สถานีผสมเทียมจังหวัดราชบุรี ได้นำเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสที่เสด็จฯ ทรงเปิดโรงงานนมผงสวนจิตรลดา ณ พระราชวังสวนจิตรลดา และทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาถึงปัญหาความเดือดร้อนที่ไม่มีตลาดจำหน่ายน้ำนมดิบ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ความช่วยเหลือในการที่จะสร้างโรงงานนมผงขึ้น ต่อมาในปี 2513 นายทวิช กลิ่นประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรีในขณะนั้นได้ทราบปัญหาของผู้เลี้ยงโคนม จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงิน 1,400,000 บาท แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพิจารณานำมาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมดังกล่าว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานเงินจำนวนนี้ร่วมกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 1,002,000 บาท สร้างและตั้งโรงงานนมผงขึ้น ที่ต.หนองโพอ.โพธาราม จ.ราชบุรี ดำเนินการในรูปบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัด และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์

ในระยะที่เกษตรกรได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และรอรับการแก้ไขอยู่นั้น กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจึงได้ขอ ความช่วยเหลือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรีขณะนั้นคือ นายจรูญ วัฒนากร ช่วยติดต่อหาผู้รับซื้อน้ำนมดิบ จนกระทั่งได้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตกลงเป็นผู้รับซื้อ ต่อมากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็น “ศูนย์รวมนมหนองโพ” ขึ้นในปี พ.ศ.2513 และเปิดรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2514 คณะกรรมการศูนย์รวมนมและสมาชิกได้ประชุมและมีมติจัดตั้งสหกรณ์โคนมขึ้น มีสมาชิกแรกตั้ง 185 คน ใช้ชื่อว่า “สหกรณ์โคนมราชบุรี จำกัด” ต่อมาปี 2516 เริ่มผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ครั้งแรก สหกรณ์จึงขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น “สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด” ประเภทสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2516

 

 

สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ดำเนินกิจการมาเป็นเวลากว่า 48 ปี โดยดำเนินกิจการมาตามแนวพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาโดยตลอด ดำเนินธุรกิจที่ตอบสนองและช่วยส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ทั้งการให้สินเชื่อเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ รับฝากเงิน จัดหาสินค้าและปัจจัยการผลิตมาจำหน่าย โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ธุรกิจบริการและส่งเสริมอาชีพการเกษตร โดยให้บริการความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมเพื่อให้ได้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพ บริการผสมเทียม การดูแลสุขภาพโคนม และส่งเสริมการจัดทำฟาร์มโคนมของเกษตรกรให้มาตรฐาน

 

 

ปัจจุบัน สหกรณ์ฯ สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์นมได้หลากหลายชนิด ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นม UHT โยเกิร์ต ไอศกรีม และนมอัดเม็ดจำหน่ายทั่วประเทศ ทั้งในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านโชห่วย ช่องทาง On Line ผ่านเพจลาซาด้า และ Shopee ร้านหนองโพคาเฟ่ รวมถึงตลาดต่างประเทศ ได้แก่ กัมพูชา พม่า ลาวและบรูไน คาดว่าปี 2562 สหกรณ์จะมียอดขายผลิตภัณฑ์นมไม่น้อยกว่า 2,900 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ยังได้เพิ่มกําลังการผลิต ให้เพียงพอรองรับกับปริมาณน้ำนมดิบที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในต.หนองโพและพื้นที่ใกล้เคียงผลิตได้ ทำให้เกษตรกรไม่มีปัญหาความเดือดร้อนเรื่องสถานที่จำหน่ายน้ำนมดิบ เมื่อเกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินงานในรูปสหกรณ์ ทำให้ได้รับประโยชน์ ทั้งเรื่องการผลิตน้ำนมดิบ การแปรรูปและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์ ที่ส่งผลต่อการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในตำบลหนองโพ ซึ่งนับได้ว่าสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) คือทางออกของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้อย่างแท้จริง

‘พิจิตร2’พริกใหญ่พันธุ์ใหม่เผ็ดน้อย ตอบโจทย์เกษตรกร-โรงงานผลิตซอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454543

x

‘พิจิตร2’พริกใหญ่พันธุ์ใหม่เผ็ดน้อย n ตอบโจทย์เกษตรกร-โรงงานผลิตซอส

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า พริกใหญ่เป็นวัตถุดิบผลิตซอสพริก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์
ที่มีพริกเป็นส่วนประกอบที่มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 2 พันล้านบาท และมีแนวโน้มส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี แม้พริกใหญ่จะเป็นพริกที่ตลาดต้องการปริมาณมากเพื่อนำไปเป็นส่วนประกอบการผลิตซอสพริก แต่ที่ผ่านมายังขาดการพัฒนาพันธุ์พริกใหญ่ให้มีปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะพริกใหญ่ที่มีรสชาติเผ็ดน้อย ซึ่งเป็นพริกที่โรงงานผลิตซอสพริกต้องการผลผลิตจำนวนมาก

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร  กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยและปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่โรงงานผลิตซอสพริกต้องการคือ ผลสุกมีสีแดงเข้ม เนื้อหนา ผลใหญ่ ยาว และรสชาติเผ็ดน้อย โดยปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่เริ่มผสมข้ามพันธุ์ในปี 2540 คัดเลือก เปรียบเทียบพันธุ์กับพันธุ์พริกพื้นเมืองและพันธุ์การค้า  และการทดสอบพันธุ์ทั้งในแหล่งปลูกภายในศูนย์วิจัยของกรมวิชาการเกษตรและแปลงเกษตรกรหลายจังหวัดที่เป็นแหล่งที่เหมาะสมกับการปลูกพริกเพื่อทำซอสพริก

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่ประสบความสำเร็จและผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรในปี 2562 ใช้ชื่อว่า “พริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2” มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝนโดยฤดูแล้งให้ผลผลิต 3,675 กิโลกรัม/ไร่ ฤดูฝนให้ผลผลิต 1,465 กิโลกรัม/ไร่ มีต้นสูง 78 เซนติเมตร ซึ่งสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์การค้าทำให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว ที่สำคัญผลมีคุณภาพตรงกับ
ความต้องการของตลาดคือ มีขนาดใหญ่เรียวยาวยาว 11.7 เซนติเมตร เนื้อหนาเฉลี่ย 1.95 มิลลิเมตร มีผลยาวกว่าพริกพันธุ์อื่นๆผลมีสีแดงเข้มและเผ็ดน้อย โดยมีความเผ็ด26,800 สโควิลล์ เหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นซอสพริกตรงกับความต้องการของโรงงาน

พริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2 เป็นพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพน้ำขัง และฟื้นตัวได้เร็วกว่าพันธุ์อื่น รวมทั้งยังเป็นพันธุ์ผสมเปิดทำให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อใช้ปลูกในรุ่นต่อไปได้แทนใช้พันธุ์ลูกผสมที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี  ซึ่งราคาเมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่เกษตรกรซื้อในปัจจุบันราคาประมาณ 37,500 บาต่อกิโลกรัม โดยเกษตรกรจะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 30-40กรัมต่อไร จากการประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์ สุโขทัย แพร่ และ อุทัยธานี พบว่าเกษตรกรพอใจพริกพันธุ์ใหญ่พิจิตร 2 มากที่สุดในด้านความสูงของต้นที่ทำให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว และความทนทานต่อความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรผลิตเมล็ดพันธุ์พริกใหญ่พิจิตร 2 ได้ปีละ 10 กิโลกรัม/ปี  ซึ่งเพียงพอสำหรับพื้นที่ปลูก 300 ไร่ ในเขตภาคเหนือตอนล่าง

แล้งจัดเตือนทั่วปท.รับมือ 20จว.วิกฤติ ส่อขาดแคลนน้ำทำเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454589

แล้งจัดเตือนทั่วปท.รับมือ  20จว.วิกฤติ  ส่อขาดแคลนน้ำทำเกษตร

แล้งจัดเตือนทั่วปท.รับมือ 20จว.วิกฤติ ส่อขาดแคลนน้ำทำเกษตร

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แล้งจัดเตือนทั่วปท.รับมือ

20จว.วิกฤติ

ส่อขาดแคลนน้ำทำเกษตร

ฝนตกค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์

เขื่อนหลักแห้ง-เลิกนาปรัง

 

เตือนแล้งสาหัส! สทนช.เตรียมแผนรับมือ 20 จว.น่าห่วง ส่อขาดน้ำทำการเกษตร ชี้ภาคกลาง 8 จว.ต้องหยุดทำนาปรังเด็ดขาด เผย 2 เขื่อนหลักภูมิพล-สิริกิติ์แห้ง งดส่งน้ำช่วย น่าห่วงปริมาณฝนตกทั่วประเทศแค่ 20-30% ด้าน“ลุ่มน้ำโขง”อ่วม เจอพิษ“เอลนีโญ่”ทำฝนไม่ตก

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดมาตรการรองรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องปี 2562 โดยไม่ให้กระทบต่อแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 เนื่องจากช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา มีการจัดสรรน้ำทั้งประเทศเกินแผน 1,350 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่จัดสรรน้ำเกินแผน 495 ล้าน ลบ.ม. ลุ่มน้ำภาคตะวันตกจัดสรรน้ำเกินแผน 579 ล้าน ลบ.ม.และลุ่มน้ำภาคใต้จัดสรรน้ำเกินแผน 549 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวนาปีจากข้อมูลดาวเทียมวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวนาปี 60.08 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 17.11 ล้านไร่ ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง 1.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 1.27 ล้านไร่ และที่เหลือเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน

นายสมเกียรติกล่าวต่อว่า ขณะที่การประเมินพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 2562/63 จากข้อมูลดาวเทียม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 21 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 229,803 ไร่ ส่วนพื้นที่เขตชลประทานมี 8 จังหวัดที่น้ำไม่พอทำการเกษตร ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี อุทัยธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์และจ.ชัยภูมิ จึงขอแจ้งให้ชาวนาทราบว่า ในพื้นที่ภาคกลางให้งดปลูกข้าวนาปรัง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องรับน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ จะไม่มีน้ำส่งมาให้ ถ้าปลูกไปจะเกิดความเสียหาย ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกนาปรังได้บางพื้นที่ ขณะที่พื้นที่ทำนารอบสองได้ บางพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง สกลนคร นครพนม นครราชสีมา ชลบุรี และระยอง ส่วน ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน มี 109 ตำบล 54 อำเภอ 20 จังหวัดที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทำเกษตร

เลชาฯสทนช.กล่าวอีกว่า จากการวิเคราะห์ติดตามสภาพอากาศ และคาดการณ์ปริมาณฝนในเดือนพฤศจิกายนพบว่า ปริมาณฝนรวมในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติ 30% ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ 20% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ

ส่วนเดือนธันวาคมปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติ 50% และเดือนมกราคม 2563 ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติ 50% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ ขณะที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำมีทั้งสิ้น 53,316 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 65% แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 23,768 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 50% โดยพบว่ามีถึง 10 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% เช่น เขื่อน ภูมิพล เขื่อนกระเสียว เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลางน้ำน้อย 74 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคเหนือ 28 แห่ง อีสาน 37 แห่ง

นายสมเกียรติยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงที่ลดลงช่วงฤดูแล้งว่า สถานการณ์เอลนีโญจะยังคงมีผลต่อภูมิภาคทำให้ไม่มีปริมาณฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งที่ประชุมพิจารณาทั้งมาตรการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ โดยสทนช.เร่งดำเนินการใช้มาตรการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศผลักดันและแก้ปัญหาแม่น้ำโขง แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์น้ำแล้งในภูมิภาค และมาตรการในประเทศระยะเร่งด่วนป้องกันผลกระทบกับวิถีชีวิตประชาชนและการประกอบอาชีพใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.จัดหาแหล่งน้ำสำรองและขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล เพื่อสำรองน้ำอุปโภค-บริโภค 2.ให้กระทรวงมหาดไทยโดยจังหวัดริมแม่น้ำโขง สร้างการรับรู้ความเข้าใจแนวโน้มสถานการณ์วิกฤติน้ำ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้น้ำภาคการเกษตรและประมงรับทราบ และ3..ให้กระทรวงคมนาคมกำหนดมาตรการขนส่งและการคมนาคมทางน้ำ รวมทั้งมาตรการรองรับการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งโขงด้วย

กษ.หนุนพัฒนายุวเกษตรกรไทย เจ้าภาพจัดประชุมใหญ่‘The3rd Asia 4-H Network Conference’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454541

x

กษ.หนุนพัฒนายุวเกษตรกรไทย l เจ้าภาพจัดประชุมใหญ่‘The3rd Asia 4-H Network Conference’

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตรสาเหตุจากสังคมเกษตรกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ เยาวชนรุ่นใหม่ไม่สนใจงานด้านการเกษตร ทำให้ผู้สืบทอดอาชีพการเกษตรลดน้อยลง กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงส่งเสริมพัฒนายุวเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2510 ตั้งเป็นกลุ่มยุวเกษตรกร เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพการเกษตร ทักษะการดำเนินชีวิตในสังคม เน้นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์และปฏิบัติจริง (Learning by doing) ให้ยุวเกษตรกรมีความสามารถ และพร้อมสืบทอดอาชีพการเกษตร

ดังนั้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงระหว่างเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานยุวเกษตรกร 4–H แต่ละประเทศ เพิ่มทักษะความรู้ด้านการพัฒนายุวเกษตรกรของยุวเกษตรกรและเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานยุวเกษตรกรไทย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายยุวเกษตรกร (4-H) ของภูมิภาคเอเชีย และประชาสัมพันธ์กิจกรรมเครือข่าย 4-H เอเชีย สู่ 4-H โลก กรมฯจึงเป็นเจ้าภาพจัดงาน The 3rd Asia 4-H Network Conference ขึ้น ระหว่างวันที่ 24 – 29 พฤศจิกายน ที่จ.เชียงใหม่ และลำพูน ภายใต้แนวคิด “Great Bonding of Youth Power สัมพันธภาพที่ยิ่งใหญ่ของพลังยุวเกษตรกร” ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย บุคลากรที่ดำเนินงานด้านการพัฒนายุวเกษตรกร และสมาชิกยุวเกษตรกรจากประเทศสมาชิก ได้แก่ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เนปาล ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และประเทศผู้สังเกตการณ์ ได้แก่ แกมเบีย และสหรัฐอเมริกา รวม 200 ราย

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การนำเสนอรายงานการดำเนินงานด้าน 4-H ในแต่ละประเทศ การจัดนิทรรศการขับเคลื่อนพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกร การประชุม Asia 4-H Network Board  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยุวเกษตรกรระดับอุดมศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้  ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “Young Smart Farmer คนรุ่นใหม่รักษ์การเกษตร” ณ สวนบัวชมพู ณ ต.จอมคีรี อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยุวเกษตรกรในโรงเรียน ณ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.หวัดลำพูน และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น (ผ้าฝ้ายทอมือ) ณ หมู่บ้านหัตถกรรมผ้าฝ้ายทอมือดอนหลวง ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

อนึ่ง 4-H club เป็นองค์กรพัฒนาเยาวชนตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา มีภารกิจพัฒนาเยาวชนให้ใช้ศักยภาพสูงสุดของตนเองได้ ประเทศไทยนำแนวคิดดังกล่าวเข้ามาใช้พัฒนาเยาวชนด้านการเกษตร สำหรับ Asia 4-H Network เป็นเครือข่าย 4-H ระดับภูมิภาคเอเชียร่วมมือแลกเปลี่ยนเพื่อปรับปรุงสถานการณ์ด้านอาหาร รักษาสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ร่วมพิจารณาแนวทางความร่วมมือสร้างเครือข่าย 4-H เพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชน โดยเห็นชอบให้ตั้งกลไกดำเนินงานในรูปคณะกรรมการประสานความร่วมมือด้านเยาวชนระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งประเทศไทยนำหลักการ 4-H มาใช้ขับเคลื่อนพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรเช่นกัน

กฎหมายลูก11ฉบับกับบริบทใหม่”สทนช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399104?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กฎหมายลูก11ฉบับกับบริบทใหม่”สทนช.”

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 03:12 น.
สทนช
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

กฎหมายลูก11ฉบับกับบริบทใหม่”สทนช.”

แม้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561  ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นกฎหมายน้ำฉบับแรกของประเทศไทย ประกอบด้วย 9 หมวด และบทเฉพาะกาล คือ หมวดทรัพยากรน้ำ หมวดสิทธิในน้ำ หมวดองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หมวดการจัดสรรและการใช้น้ำ หมวดภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม หมวดการอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ หมวดพนักงานเจ้าหน้าที่ หมวดความรับผิดทางแพ่งในกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ และหมวดบทกำหนดโทษและบทเฉพาะกาลแล้วก็ตาม

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช.

แต่เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่การใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูอนุรักษ์ และการรวมทุกหน่วยงานตลอดจนภาคประชาชนมาบูรณาการการทำงานเพื่อให้ขับเคลื่อนภารกิจด้านน้ำไปในทิศทางเดียว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติ มีความสมดุลและยั่งยืน รวมทั้งสะท้อนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงนั้น จำเป็นจะต้องมีกฎหมายลำดับรอง หรือกฎหมายลูกรองรับด้วย

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรอง 11 ฉบับ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่ง ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า

“กฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูกนั้น จะช่วยสร้างกลไกการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สทนช.ก็จะเร่งขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำ ให้สามารถจัดสรรน้ำได้อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และเป็นธรรม”

สทนช.ได้จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 46/2560 เพื่อต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 38 หน่วยงานใน 7 กระทรวง ดังนั้นในช่วงปีแรกจึงเป็นปียังทำงานมาทำเฉพาะส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วย 6 สำนัก (กอง/ศูนย์) ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กองนโยบายและยุทธศาสตร์ กองวิเคราะห์โครงการและงบประมาณ กองบริหารจัดการลุ่มน้ำ และศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ

ในปีต่อมา สทนช.ได้ขับเคลื่อนการทำงานระดับภูมิภาคกับพื้นที่ท้องถิ่นมากขึ้น มีแผนหลัก แผนปฏิบัติการลุ่มน้ำ และได้ประสานงานกับประชาชนที่อยู่ที่ชนบท แผนการต่างๆเริ่มกระจายไปในท้องถิ่น มีการจัดสรรงบบูรณาการที่มาจากส่วนกลางและท้องถิ่น โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานไปพร้อมๆกัน ทั้งระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

ขณะเมื่อย่างขึ้นสู่ปีที่ 3 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรองตามที่ สทนช. เสนอ ซึ่งจะทำให้เห็นบทบาท อำนาจ และหน้าที่ของ สทนช.จัดเจน และสามารถแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงจุด เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยในเบื้องต้นคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเฉพาะมาตราเร่งด่วนมีทั้งหมด 11 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดเลือกองค์กรด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง 3 ระดับ คือ ระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และระดับองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือก วิธีการได้มา การพ้นจากตำแหน่ง รวมทั้งอำนาจ หน้าที่และการดำเนินงานขององค์กรผู้ใช้น้ำ สะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ รวมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงและการดำเนินการในภาวะน้ำแล้งหรือภาวะน้ำท่วม ที่ประกอบด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดค่าทดแทนการใช้น้ำ หรือค่าชดเชยความเสียหายต่อทรัพย์สิน จากการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง เพื่อการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม

สำหรับร่างกฎหมายลำดับรองทั้ง 11 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. …. 2.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ. …. 3.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ อันเนื่องมาจากเหตุบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ พ.ศ. …. 4.ร่างกฎกระทรวง กำหนดวัตถุประสงค์ หน้าที่และอำนาจ และการดำเนินงานขององค์กรผู้ใช้น้ำ รวมทั้งหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ พ.ศ. …. 5.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดค่าทดแทนแก่บุคคลซึ่งกักเก็บน้ำไว้ ต้องสูญเสียน้ำที่กักเก็บไว้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ พ.ศ. ….

6.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการชดเชยความเสียหายแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง จากการดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม พ.ศ. …. 7.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดค่าทดแทนการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง และชดเชยความเสียหายแก่ทรัพย์สินของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง จากการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง เพื่อการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม พ.ศ. …. 8.ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการนำเงินค่าทดแทนหรือค่าชดเชยความเสียหายไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสิน และวิธีการรับเงินค่าทดแทนหรือค่าชดเชยความเสียหาย พ.ศ. ….

9.ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสั่งให้บุคคลซึ่งกักเก็บน้ำไว้ ต้องเฉลี่ยน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ พ.ศ. …. 10.ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดแบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และ 11.ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาของคณะกรรมการเปรียบเทียบ พ.ศ. ….

เลขาธิการสทนช. เผยต่อว่า การออกกฎหมายลำดับรอง ได้แก่ กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เป็นการสะท้อนนโยบายสำคัญของรัฐ เพื่อให้การบังคับใช้บรรลุเจตนารมณ์ ทำให้กระบวนการทางปกครองดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และยุติธรรม โดยเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างกฎหมายลำดับรองดังกล่าวแล้ว จะส่งร่างกฎกระทรวงให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ส่วนร่างระเบียบ/ประกาศ จะส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา และเมื่อการตรวจพิจารณาแล้วเสร็จ จะเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป

“การดำเนินการต่อจากนี้สทนช. และสทนช.ภาคที่ได้จัดตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ทั้ง 4 ภูมิภาค จะเร่งขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายลำดับรอง ในการจัดเตรียมการคัดเลือกคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้การบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในภาวะปกติและในกรณีเกิดน้ำท่วมหรือภัยแล้งในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน สะท้อนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี” เลขาธิการสทนช.ย้ำชัด

  การก้าวสู่ปีที่ 3 ของ สทนช. จะทำให้เห็นบทบาทของสทนช.ที่ชัดเจนยิ่งชึ้นและอีกประมาณ 2-3 เดือนหลังจากกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้ สทนช.เร่งแต่งตั้งและคัดเลือกคณะกรรมการลุ่มน้ำให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลัก(ลุ่มน้ำใหม่) โดยในระดับลุ่มน้ำนั้น จะประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการลุ่มน้ำ โดยทุกลุ่มน้ำกฎหมายยังเปิดทางให้สามารถจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง-น้ำท่วม และครอบคลุมไปถึงการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำได้อีกด้วย

ดังนั้นปีที่ 3 ของ สทนช. จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การปรับบริบทเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยใหม่ในการเป็นศูนย์กลางการบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจ และกำกับดูแลทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ”

ออกผลแล้วจ้า สตรอเบอรี่ไซส์ใหญ่ หวานอร่อยละมุนภูหินร่องกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399535?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ออกผลแล้วจ้า สตรอเบอรี่ไซส์ใหญ่ หวานอร่อยละมุนภูหินร่องกล้า

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สตรอเบอรี่,ภูหินร่องเกล้า,โครงการพระราชดำริ
เปิดอ่าน 259 ครั้ง

ออกผลแล้วจ้า สตรอเบอรี่ เบอร์ 80 ไซส์ใหญ่สะใจ หวานอร่อยละมุนลิ้น รุ่นแรกของปี โครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า

18 พฤศจิกายน 2562  นายศุภกุล จันทร์ลา หัวหน้าโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว “สตรอเบอรี่ออกผลแล้ว หวานมาก” คาดว่าจะออกผลให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองรสชาติหวาน อร่อยนุ่มลิ้น ไปจนถึงเดือนมีนาคม 2563 เลยล่ะจ้า…

กว่าจะได้ผลผลิตดีงามมาจนถึงทุกวันนี้ ต้องใช้เวลาในการทดลองและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการฯ ได้นำสตรอเบอรี่ เบอร์ 80 มาทดลองปลูกตั้งแต่ ปี 2552 ในแปลง 3 ไร่ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีผลิตผลใหญ่ รสชาติหวาน และที่สำคัญสตรอเบอรี่ที่ปลูกไว้ปลอดสารพิษ ไม่มีการฉีดสารเคมีแต่อย่างใด รับรองปลอดภัย 100 %

อย่างไรก็ขอเชิญชวนมาเที่ยวชมกันได้ ที่นี่มีสิ่งสวยงามมากมายให้เราได้เพลิดเพลิน ทั้งดอกกระดาษ ผาทั้ง 5 ผา กาแฟสายพันธุ์แท้อาราบิก้า และในช่วงนี้บรรยากาศกำลังเย็นสบายกำลังดี โครงการฯ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ขับผ่านที่ทำการอุทยานฯ มาประมาณ 3 กม.อยู่ซ้ายมือ ก็จะพบกับความสุขสำหรับทริปนี้แน่นอนจ้า

CR. สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 (พิษณุโลก)

กมลวิศว์ ลาออกผู้อำนวยการอ.ต.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399529?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กมลวิศว์ ลาออกผู้อำนวยการอ.ต.ก.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ตลาดอตก,องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร,เด้งผออตก,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

กมลวิศว์ ลาออกพ้นผู้อำนวยการอ.ต.ก.หลังไม่สนองนโยบาย ธรรมนัส ลุยล้างนอมินีแผงค้า

18 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้อนุมัติให้นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ลาออกจากตำแหน่ง โดยอ.ต.ก. ได้จ่ายเงินชดเชยให้จำนวนหนึ่งตามระยะเวลาการทำงานที่เหลืออีก 5 เดือน

ส่วนสาเหตุการลาออกครั้งนี้ เป็นเหตุผลส่วนตัว ซึ่งการจัดหาผู้อำนวยการคนใหม่ จะดำเนินการตามกระบวนการสรรหาให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้กระบวนการทำงานตามนโยบายของ อ.ต.ก. ต้องหยุดชะงัก

ซึ่งเป้าหมายต่อไปของอ.ต.ก. ต้องเป็นหน่วยงานกลาง เป็นกลไกเพื่อจำหน่ายสินค้าให้กับเกษตรกรเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาสินค้าผลผลิตด้านการเกษตร ให้เกิดความยั่งยืน สามารถนำสินค้าของเกษตรกร ส่งออกได้

โดยจะส่งเสริมให้เปิดตลาดอ.ต.ก. ให้ครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นตลาดรองรับสินค้าของเกษตรกรให้ได้มากที่สุด ภายใต้เป้าหมายเป็นตลาดที่มีมูลค่าการค้าขายมากกว่า 20,000 ล้านบาท/ปี ในปี 2564

สำหรับแผงตลาดอ.ต.ก. ที่จตุจักร นั้น ผู้ค้าจริงต้องเป็นผู้ถือสัญญากับอ.ต.ก. โดยไม่ใช้ตัวแทนถือสัญญา (นอมินี) หากตรวจพบว่าแผงใดใช้นอมินี จะยึดแผงคืนทันที เพราะความจริงควรมี 1 คนต่อ 1 แผง

ดังนั้น อ.ต.ก. ต้องขึ้นทะเบียนผู้ค้าใหม่ เพื่อเป็นเวตติ้งลิสต์ เปิดแผงให้ผู้ค้ารายใหม่อย่างเป็นธรรม

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากที่ ร.อ.ธรรมนัส. เข้ามาดำรงแหน่ง และมอบนโยบายให้ อ.ต.ก. ไปแล้ว ได้ประเมินผลการทำงานของนายกมลวิศว์ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และเห็นว่ายังมีการบริหารงานที่ล่าช้า ไม่ตอบสนองนโยบายใดๆ จึงเรียกมาเพื่อหารือและสอบถามว่าพร้อมจะทำงานให้ประสบผลสำเร็จตามที่เป้าหมายได้หรือไม่

ซึ่งนายกมลวิศว์ ไม่รับปาก แต่ได้ทบทวนตัวเองและยื่นใบลาออกไป ทั้งนี้นายกมลวิศว์ ได้เข้ามาทำงานในอ.ต.ก. ในฐานะกรรมการบริหาร ในช่วงที่พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลหน่วยงานนี้อยู่นานหลายปี และเลื่อนมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ตั้งแต่ปี 2558

ตราฉัตรเล็งจับมือททท.โปรโมทข้าวคู่ท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399524?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ตราฉัตรเล็งจับมือททท.โปรโมทข้าวคู่ท่องเที่ยว

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 21:30 น.
ข้าวตราฉัตร,ซีพี,ข้าวหอมะลิ
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

ตราฉัตรเล็งจับมือททท.ส.ร้านอาหารยุโรปโปรโมทข้าวคู่ท่องเที่ยวหลังปีนี้บาทแข็งยอดขายหดหนีคู่แข็ง”เวียดนาม-อินเดีย”

17 พฤศจิกายน 2562 นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ( ซีพี ) เปิดเผยว่า ปี2562/63  ซีพี หรือ ข้าวตราฉัตร คาดว่าจะมีการส่งออกข้าว 1 ล้านตัน

มูลค่าการส่งออกรวม 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท เป็นผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของไทย มีส่วนแบ่งทางการตลาด(มาร์เก็ตแชร์) ประมาณที่ 4-5 % ของข้าวหอมมะลิที่ส่งออก จากปัจจุบันการส่งออกข้าวตราฉัตรมีสัดส่วนข้าวหอมมะลิประมาณ  5 แสนตันหรือ 50 % ที่เหลือเป็น ข้าวหอมปทุมธานี ประมาณ 1.5-2 แสนตัน ข้าวนึ่ง 2 แสนตัน ปลายข้าวหอมมะลิ 6-7 หมื่นตัน และ ข้าวเหนียว 4-5 หมื่นตัน

สำหรับตลาดในประเทศข้าวตราฉัตร มีมูลค่า 8,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20 % จากปีก่อนหน้าที่มียอดขายรวม 6,000-7,000 ล้านบาท อันเป็นผลจากแผนเชิงรุก เน้นข้าวสุขภาพมากขึ้น โดยข้าวกข.43 มาแรงมาก ส่วนการรับซื้อผลผลิตข้าวจากเกษตร บริษัทยังใช้วิธีการส่งเสริมเกษตรกรร่วมกับกรมการข้าวเพื่อควบคุมการใช้พันธุ์และกระบวนการเพาะปลูกทำให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพและปริมาณที่สอดคล้องกับความต้องการ

การส่งออกข้าวตราฉัตร ในช่วง 3-4 ปี มีการพยายามปรับสัดส่วนของตลาด ขายข้าวพื้นนุ่ม และข้าวหอมมะลิให้มากขึ้น เพื่อหนีการแข่งขันของคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม กัมพูชา พม่าและอินเดีย แต่ตราฉัตรจะไม่ใช้กลยุทธ์ด้านของราคา ลดราคาแข่ง เพราะข้าวหอมมะลิของไทยเป็นที่รู้จัก เป็นข้าวตลาดพรีเมี่ยม ส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกของตราฉัตรตกลงเล็กน้อย โดยปริมาณที่ลดลง เพราะหันไปเจาะตลาดข้าวพรีเมี่ยม ส่วนมูลค่าก็ลดลงแต่ไม่มาก ซึ่งเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าแต่ในปี 2563 คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้น 10-15 %  โดยจะเพิ่มการทำตลาดข้าวหอมให้มากขึ้นตามความต้องการของตลาด

“ตลาดข้าวของตราฉัตร ในช่วง3-4 ปีที่ผ่านมา นอกจากการปรับสัดส่วนของตลาด ยังมุ่งสร้างการรับรู้เรื่องของคุณสมบัติข้าว สร้างการรับรู้วัฒนธรรมการกินข้าวของไทย ส่งผลให้แม้การแข่งขันในตลาดต่างประเทศจะสูง ส่งผลให้ยอดขายลดลงบ้าง แต่ตลาดในประเทศกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปีนี้ยอดขายข้าวตราฉัตรเติบโตสูงมากถึง 20% ส่งผลให้ยอดขายปี 2562 อยู่ในสถานการณ์ที่รับได้”

นายสุเมธ กล่าวว่า  ปี 2563 ไทยต้องเร่งทำแบรนดิ้ง ใช้ข้าวหอมมะลิเป็นตัวผลักดันคู่กับการโปรโมทอาหารไทย หรือ ไทยฟู้ด ไทยไรซ์ เป็นการสร้างภาพลักษ์ที่ดี วิธีการนี้จะทำให้ผู้บริโภครู้จัก และเชื่อมั่นในข้าวไทยมากขึ้น เบื้องต้น ได้หารือกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อร่วมมือกับนำข้าวหอมมะลิไทยออกโปรโมท คู่กับการท่องเที่ยวของไทย ในเวทีที่ททท.และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเดินทางไปโปรโมทการท่องเที่ยวในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา  จีน  ฮ่องกง เป็นต้น

ทั้งนี้ ในตลาดสหรัฐอเมริกา มีการนำเข้าหอมมะลิประมาณ 5-6 แสนตัน เป็นการนำข้าวหอมมะลิปริมาณ 1 แสนตัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีปีละประมาณ 5-8 % ส่วนสหภาพยุโรป (อียู) มีการนำเข้าหองมะลิ 1 ล้านตัน เป็นหอมมะลิไทยประมาณ  5-6 แสนตัน  เป็นข้าวหอมมะลิของซีพีประมาณ 6-7 หมื่นตัน  ถือว่าอัตราการเติบโตทางฝั่งสหรัฐฯและอียูยังดีมีอนาคตสดใส  ขณะที่ตลาดเอเชีย อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมทั้งไทย มีการบริโภคข้าวในอัตราที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสตรีทฟู้ดในประเทศไทย ทำให้ต่างประเทศ รู้จักข้าวไทย สตรีทฟู้ดไทย ต้องคู่กับข้าวไทย ข้าวไทยต้องหอมมะลิ ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมา ตราฉัตรได้ร่วมกับสมาคมร้านอาหารไทยในยุโรป  สร้างการรับรู้แบรนด์ข้าวหอมมะลิตราฉัตร โดยการโปรโมทแบรนด์ตราฉัตรในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมร้านอาหารไทยให้ควบคู่กับแบรนด์ข้าวไทย ข้าวตราฉัตร

ถกมาตรฐาน GMP ยกระดับผลิตภัณฑ์ประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399533?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ถกมาตรฐาน GMP ยกระดับผลิตภัณฑ์ประมง

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 20:36 น.
ประมง,มาตรฐานจีเอ็มพี,ผู้ประกอบการประมง
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

ถกมาตรฐาน จีเอ็มพีรับรองผลิตภัณฑ์ประมงในประเทศ ช่วยยกระดับ สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพปลอดภัยผู้ประกอบการ

17 พฤศจิกายน 2562  ที่ ห้องประชุมอินทรี ชั้น 4 อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง นางสาวชุติมา ขมวิลัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าประมงและหลักฐานเพื่อการสืบค้น

เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือดำเนินการให้การรับรองมาตรฐาน GMP แก่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ประมงภายในประเทศ ครั้งที่ 3/2562 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อพิจารณาร่างมาตรฐาน GMP ในการให้การรับรองแก่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ประมงภายในประเทศ

สำหรับประเด็นในการหารือ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไขการตรวจประเมินในการให้การรับรองสุขลักษณะสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำ  ตลอดจนมีการพิจารณาในเรื่องของมาตรฐานและแบบประเมินให้การรับรองสุขลักษณะสถานแปรรูปสัตว์น้ำ

โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการที่ผลิตภัณฑ์สินค้าประมงภายในประเทศ ทั้งยังจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคภายในประเทศ โดยการสร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยให้กับสินค้าประมง