ปฏิวัติข้าวไทยหลังเสียแชมป์เวียดนาม 2 ปีซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399575?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปฏิวัติข้าวไทยหลังเสียแชมป์เวียดนาม 2 ปีซ้อน

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 10:11 น.
เฉลิมชัย,กรมการข้าว,ข้าวหอมมะลิ,เวียดนาม,กัมพูชา,โรคไหม้คอรวงข้าว,ปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทย
เปิดอ่าน 6 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งกรมการข้าวพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ เรียกความเป็นหนึ่งด้านคุณภาพคืน หลังผลประกวดข้าวโลกเสียแชมป์กัมพูชา เวียดนาม 2 ปีซ้อน

18 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงผลการประกวดข้าวโลก 2019 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยข้าวพันธุ์ ST24 ของเวียดนามชนะการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก

ส่วนข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นอันดับสอง โดยไทยเสียแชมป์ต่อเนื่อง 2 เนื่องจากปี 2018 ข้าวหอมมะลิกัมพูชามาลีอังกอร์ได้อันดับ 1 ส่วนข้าวหอมมะลิไทยได้เพียงอันดับสอง

ทั้งนี้ได้สั่งการให้กรมการข้าวเร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ โดยตรวจสอบว่า ข้าวเวียดนามและกัมพูชาที่ชนะเลิศนั้นมีข้อเด่นด้านใดเพื่อนำมาพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้รับรายงานว่า ข้าวพันธุ์ ST24 ของเวียดนาม มีเมล็ดยาว เหนียวนุ่ม แม้ความหอมจะน้อยกว่าข้าวหอมมะลิไทย แต่มีความหวานมากกว่า ซึ่งข้าวพันธุ์นี้เวียดนามใช้เวลาพัฒนาประมาณ 5 ปีจึงได้รับรางวัลและขณะนี้เวียดนามอยู่ระหว่างการพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

ส่วนข้าวอังกอร์คือ ข้าวหอมมะลิกัมพูชา เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองมีกลิ่นหอม เหนียวนุ่ม เป็นที่นิยมของชาวจีน แต่จุดอ่อนคือ หากปล่อยไว้ในอุณหภูมิปกติราว 10 นาที จะเหนียวและแข็ง ต้องรับประทานตอนที่ร้อนเท่านั้น โดยคุณสมบัติข้อนี้ยังเป็นรองข้าวหอมไทย การที่กัมพูชาคว้าอันดับ 1 ข้าวที่ดีที่สุดในโลกมาครองในปีที่แล้วเป็นผลมาจากความพยายามที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์มีความสะอาด ปราศจากการเจือปน ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพ กัมพูชาทำนาเพียงปีละ 1 ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้ข้าวซึ่งรสชาติที่ถูกปากผู้บริโภคมากกว่าเดิม

นายเฉลิมชัย บอกด้วยว่า ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตได้มอบนโยบายว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญที่จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวคุณภาพ ทั้งเวียดนามและกัมพูชาต่างไม่หยุดพัฒนาสายพันธุ์ข้าว

ดังนั้นไทยจึงต้องเร่งศึกษาวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์ ครอบคลุมถึงระบบการปลูก การพัฒนาดินซึ่งต้องศึกษาว่า การปลูกพืชชนิดเดียวในที่เดิมเป็นเวลาหลายสิบปีนั้นทำให้คุณภาพข้าวต่ำลงหรือไม่ ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมการทำเกษตรอื่นในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจะปลูกข้าว ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map)

นอกจากนี้ยังย้ำให้หาแนวทางลดต้นทุนการผลิตเนื่องจากราคาข้าวหอมมะลิไทยไทยสูงกว่าประเทศผู้ส่งออกข้าวอื่นมาก โดยขณะนี้ข้าวหอมมะลิไทยราคาส่งออกอยู่ที่ตันละ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

ขณะที่นายสุดสาคร อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า จะเร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิให้มีคุณภาพกลับมาครองใจบริโภคทั่วโลกได้ดังเดิม นอกจากนี้รมว. เกษตรฯ กำชับให้แก้ปัญหาการเจือปนในเมล็ดพันธุ์ข้าวซึ่งทำให้คุณภาพผลผลิตต่ำลง ส่วนระบบการปลูกนั้นจำเป็นต้องบำรุงดินโดยผสมผสานการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยสั่งตัดเพื่อให้ตรงกับสภาพดิน ซึ่งจะต้องตรวจสอบก่อนว่า ดินในนามีธาตุอาหารใดมากและต้องการธาตุอาหารใดเพิ่ม

จากนั้นจึงผสมปุ๋ยให้ได้สูตรที่เหมาะสม อีกทั้งยังต้องพัฒนาให้ข้าวทนทานต่อโรคมากขึ้นดังเช่นปีนี้ นาข้าวหอมมะลิส่วนหนึ่งเสียหายเนื่องจากเกิดการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว กรมการข้าวต้องดำเนินการตามแผนข้าวครบวงจรในการรักษาสมดุลการผลิตข้าวเพื่อรักษาปริมาณผลผลิตข้าวไทยไม่ให้ล้นตลาด (Over Supply) ซึ่งจะทำให้ราคาตกต่ำ
กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายเพิ่มการผลิตเมล็ดพันธ์ข้าว จากเดิมผลิตได้ 85,000 ตันต่อปีเป็น 260,000 ตันต่อปีทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเจ้า และข้าวเหนียวให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและช่วยเหลือเกษตรกรกรณีเกิดปัญหาภัยพิบัติหรือเกิดโรคในข้าว

นอกจากนี้จะสนับสนุนเครื่องมือ รถเกี่ยว เครื่องปักดำ เครื่องคัดแก่ศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน สำหรับในการศึกษาวิจัยจะร่วมกับกรมวิชาการเกษตรปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยและวิธีการรักษาคุณภาพเพื่อให้ได้คงความนิยมจากตลาดและครองใจผู้บริโภคทั่วโลกไว้ให้ได้

ตะลึงเชียงรายพื้นที่ต้นน้ำนักเรียนตรวจพบสารตกค้างเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399518?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ตะลึงเชียงรายพื้นที่ต้นน้ำนักเรียนตรวจพบสารตกค้างเพียบ

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 18:06 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา,สารตกค้าง,พาราควอต
เปิดอ่าน 314 ครั้ง

มนัญญา ตะลึงนักเรียนเชียงราย พื้นที่ต้นน้ำของประเทศ ผลตรวจพบสารตกค้างวอนทุกฝ่ายเร่งแก้ด่วน 

17 พฤศจิกายน 2562 มนัญญา ออกโรงปิดฉาก จี้ผู้นำเข้า ส่งออก เก็บคืนจากท้องตลาดและเกษตรกร ลั่นใครใช้งบหลวงทำลายสาร เจอดำเนินคดีแน่ พร้อมลงนามส่งออก 3 สารเคมีพ้นไทย ช่วยเกษตรกรไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้มีหนังสือเชิญ 3 สมาคมผู้นำเข้า ส่งออก 3 สารเคมี  มาประชุมวันที่ 21 พ.ย. นี้ที่กระทรวงเกษตรฯช่วงบ่าย ทั้งนี้หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบนและขึ้นทะเบียน 3 สาร คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต  เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4  ห้ามนำเข้า จำหน่าย ผลิต ครอบครอง ในวันที่  1 ธ.ค. เพื่อหารือถึงมาตรการรับคืนสารเคมีจากประชาชน เกษตรกร  และการส่งออก 3สาร

“พร้อมที่จะลงนามในหนังสือส่งออก 3 สารไปประเทศที่สาม หรือประเทศต้นทาง ในฐานะที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร  เพราะหากยังใช้สารเคมีอันตรายคาดว่าอนาคตประเทศไทยจะไม่มีคนทำการเกษตรเพราะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและดินเสียจากสารตกค้างในดิน”น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ในวันที่ 21 พ.ย.นี้ ได้มีหนังสือเชิญเอกชนและขอประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อด้วยว่า ให้บริษัทเหล่านั้น มาประชุมเพื่อจะได้มีกำหนดแนวทางการรับคืนสารเคมี จากเกษตรกร  จากร้านผู้แทนจำหน่าย รวมทั้งการส่งออกกลับไปประเทศอื่นหรือประเทศต้นทาง หากวันนั้นไม่มา แสดงว่าบริษัทเหล่านั้นไม่เดือดร้อน ไม่มีสารเคมีอันตรายทั้ง 3 สาร ในมือในสต๊อกแล้ว เพราะหลัง 1 ธ.ค. 2562 ที่มติมีผลบังคับใช้ต้องไม่มีสารเหล่านี้ในประเทศไทยอีกและสารเคมีเหล่านั้นเป็นภาระบริษัทเอกชนที่นำเข้า ต้องรับผิดชอบในการนำกลับรีเอ็กซ์พอร์ตกลับไป หรือการทำลายตามกฎหมาย  และไม่สามารถเอาเงินหลวงไปใช้ได้

“ดิฉันยืนยันว่าเป็นภาระของบริษัทที่จะต้องนำกลับคืนตามกฎหมายเท่านั้น  ใครใช้เงินหลวงไปรับทำลายสารติดคุกนะค่ะ “น.ส.มนัญญา กล่าว

นอกจากนั้นในวันที่  22 พ.ย. จะมีการประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคนเพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ตัวในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือเอเยนต์อย่างไร เพราะวันที่ 1 ธ.ค.  62  ทั้ง 3 ตัวผิดกฎหมายและโทษหนัก

“เราไม่เสียเวลารอกระทรวงอื่นแล้วค่ะ ว่าจะมีท่าทีอะไรต่อ 3 สาร เพราะ  1 ธ.ค. 62  หากเกษตรกรเราไม่ทราบ โทษตามกฎหมายหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปีปรับเป็นแสนเป็นล้าน ดิฉันไม่อยากให้มีภาพเกษตรกรของเราโดนตรวจจับเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์  จึงให้เรียกประชุมสารวัตรเกษตร จะได้รับทราบทิศทางเดียวและลงพื้นที่แจ้งเตือนประชาชนทันที “  น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ภายหลังลงที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบน  3 สาร ได้ลงพื้นที่ไปหลายจังหวัดก็พบว่า ในพื้นที่ต่างแสดงความขอบคุณที่ผลักดันเรื่องนี้เพราะเกษตรกร ตื่นตัวทราบดีว่าสารอันตรายและหลายครอบครัวต้องสูญเสียคนในครอบครัว คนที่ตนเองรักไปก่อนวัยอันควรจากการทำการเกษตรที่ใช่สารเคมีอันตราย

ในบางพื้นที่พบว่ามีสารพิษในเลือดของคนในชุมชนที่ทำการเกษตรแบบใช้สารเคมี เช่นพื้นที่จ.เชียงราย จากการตรวจเลือดเด็กนักเรียน 130 คนได้พบว่าผลเลือดมีสารตกค้างในเลือดถึง 95 คน จะเห็นว่าปริมาณสารพิษปนเปื้อนในอาหารและสิ่งแวดล้อม มีมากขึ้นอย่างน่าตกใจซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน

20 จังหวัดแล้งหนัก ขาดน้ำทำเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399471?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

20 จังหวัดแล้งหนัก ขาดน้ำทำเกษตร

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 17:07 น.
สทนช,เตือนไทยเผชิญแล้งหนัก,ขาดน้ำทำเกษตร
เปิดอ่าน 194 ครั้ง

สทนช. เตือน ไทยเผชิญแล้งหนัก 20 จังหวัด ขาดน้ำทำเกษตร ชี้ฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 50% เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ ไม่ส่งน้ำนาปรัง 8 จังหวัด

 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ กำหนดมาตรการรองรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องปี 2562 โดยไม่ให้กระทบต่อแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 เนื่องจากในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมีการจัดสรรน้ำทั้งประเทศเกินแผน 1,350 ล้าน ลบ.ม. ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่จัดสรรน้ำเกินแผน 495 ล้าน ลบ.ม. ลุ่มน้ำภาคตะวันตกจัดสรรน้ำเกินแผน 579 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำภาคใต้จัดสรรน้ำเกินแผน 549 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวนาปีจากข้อมูลดาวเทียมในวันที่ 7 พ.ย.2562 พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวนาปี 60.08 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 17.11 ล้านไร่ ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง 1.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 1.27 ล้านไร่ และที่เหลือเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน

สำหรับการประเมินพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 2562/63 จากข้อมูลดาวเทียม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 21 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 229,803 ไร่

ทั้งนี้ พื้นที่เขตชลประทานมี 8 จังหวัดที่น้ำไม่พอทำการเกษตร ได้แก่ สุพรรณบุรี อุทัยธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธ์ุ บุรีรัมย์ และชัยภูมิ จึงขอแจ้งให้ชาวนาทราบว่า ในพื้นที่ภาคกลางให้งดปลูกข้าวนาปรัง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องรับน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ จะไม่มีน้ำส่งมาให้ ถ้าปลูกไปก็จะเกิดความเสียหาย ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกนาปรังได้บางพื้นที่

สำหรับพื้นที่ทำนารอบสองได้ บางพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง สกลนคร นครพนม นครราชสีมา ชลบุรี และระยอง ส่วนในพื้นที่นอกเขตชลประทาน มี 109 ตำบล 54 อำเภอ 20 จังหวัดที่เสี่ยงขาดน้ำเกษตร

นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ติดตามสภาพอากาศ และคาดการณ์ปริมาณฝนในเดือนพ.ย.นี้ พบว่า ปริมาณฝนรวมในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติ 30% ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ 20% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ

ส่วนเดือน ธ.ค.2562 ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติ 50% และเดือน ม.ค. ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติ 50% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ

 ขณะที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำมีทั้งสิ้น 53,316 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 65% แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 23,768 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 50% โดยพบว่ามีถึง 10 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% เช่น เขื่อน ภูมิพล กระเสียว จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลางน้ำน้อย 74 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคเหนือ 28 แห่ง อีสาน 37 แห่ง

ในส่วนสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงที่ลดลงในช่วงฤดูแล้ง โดยสถานการณ์เอลนีโญจะยังคงมีผลต่อภูมิภาคทำให้ไม่มีปริมาณฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาทั้งมาตรการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ โดยสทนช.เร่งดำเนินการใช้มาตรการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในการผลักดันและแก้ปัญหาแม่น้ำโขง แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์น้ำแล้งในภูมิภาค และมาตรการภายในประเทศในระยะเร่งด่วนป้องกันผลกระทบกับวิถีชีวิตประชาชนและการประกอบอาชีพใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1. จัดหาแหล่งน้ำสำรองและขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล เพื่อสำรองปริมาณน้ำในการอุปโภค-บริโภค 2. มอบหมายกระทรวงมหาดไทยโดยจังหวัด (ริมแม่น้ำโขง) สร้างการรับรู้ความเข้าใจแนวโน้มสถานการณ์วิกฤติน้ำ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้น้ำภาคการเกษตรและประมงได้รับทราบ และ 3. มอบหมายกระทรวงคมนาคมกำหนดมาตรการการขนส่งและการคมนาคมทางน้ำ รวมทั้งมาตรการรองรับการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งโขงด้วย

ปศุสัตว์ ออกโรงแจง นายกฯอยากให้เด็กเรียนรู้การเลี้ยงโคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปศุสัตว์ ออกโรงแจง นายกฯอยากให้เด็กเรียนรู้การเลี้ยงโคนม

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 14:27 น.
กรมปศุสัตว์,โคนม,นมโณงเรียน,นายกฯ,พลอประยุทธ์
เปิดอ่าน 26 ครั้ง

ปศุสัตว์ ออกโรงแจง นายกฯอยากให้เด็กเรียนรู้การเลี้ยงโคนม ปฏิบัติจริง ปลูกสำนึกสานต่ออาชีพพระราชทาน

17 พฤศจิกายน 2562 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะให้นำวัวนมไปเลี้ยงที่โรงเรียน และช่วงเช้าก็รีดนมให้เด็กได้ทานเลย ในระหว่างเดินทางไปตรวจราชการ ณ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัดนั้น

เนื่องจากตนได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย และเห็นว่าเนื้อหาข่าวดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและไม่ครบถ้วน จึงขอให้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้องเพิ่มเติม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงเรื่องนมโรงเรียน โดยอยากให้เด็กนักเรียนในพื้นที่มีการเลี้ยงวัวนม ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตนมโรงเรียนด้วยวิธีการปฏิบัติจริงในขั้นตอนการเลี้ยงวัวนมและการรีดนมวัว เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่มีความสนใจในการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องใช้เวลาแทบทั้งหมดในการดูแลฝูงโคนม ทำให้มีแนวโน้มที่จะไม่สนใจการประกอบอาชีพนี้ ในอนาคตอาจจะทำให้อาชีพนี้หมดไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

เนื่องจากอาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่พระราชทานโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 หากได้มีการปลูกฝังให้เด็กนักเรียน ได้สัมผัสและได้เรียนรู้การเลี้ยงโคนม เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนหันมาสนใจและใส่ใจในอาชีพการเลี้ยงโคนม และสืบสานอาชีพนี้ต่อไปจะเป็นสิ่งที่ดีมาก

จึงได้ดำริว่า อยากให้นำแม่โคไปไว้ให้เด็กที่โรงเรียน ได้สัมผัสกระบวนการเลี้ยง และรีดน้ำนมดิบ เพื่อให้มีความเข้าใจในอาชีพที่สำคัญนี้ และที่มาของน้ำนมโคก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการผลิตจนเป็นนมโรงเรียนที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้นักเรียนทั่วประเทศได้ดื่มกันในทุกวันนี้

“ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เนื้อหาข้อมูลที่ครบถ้วนนั้น ไม่ได้มีความหมายตามที่มีผู้นำไปบิดเบือนซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือมีความคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม และไม่เกิดประโยชน์ใดๆ”อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

อธิบดีปศุสัตว์แจงนายกฯอยากให้นร.เรียนรู้เลี้ยงโคนม ไม่ใช่ให้รีดนมกินแทนนมรร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454501

อธิบดีปศุสัตว์แจงนายกฯอยากให้นร.เรียนรู้เลี้ยงโคนม ไม่ใช่ให้รีดนมกินแทนนมรร.

อธิบดีปศุสัตว์แจงนายกฯอยากให้นร.เรียนรู้เลี้ยงโคนม ไม่ใช่ให้รีดนมกินแทนนมรร.

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.54 น.

อธิบดีปศุสัตว์แจงนายกฯอยากให้นร.เรียนรู้เลี้ยงโคนม ไม่ใช่ให้รีดนมกินแทนนมรร.

17 พฤศจิกายน 2562 นายสัตวแพทย์(น.สพ.) สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะให้นำวัวนมไปเลี้ยงที่โรงเรียน และช่วงเช้าก็รีดนมให้เด็กได้ทานเลย ในระหว่างเดินทางไปตรวจราชการ ณ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด เนื่องจากตนอยู่ร่วมในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย และเห็นว่าเนื้อหาข่าวดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและไม่ครบถ้วน จึงขอให้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้องเพิ่มเติม

น.สพ.สรวิศ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงเรื่องนมโรงเรียน โดยอยากให้เด็กนักเรียนในพื้นที่มีการเลี้ยงวัวนม ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตนมโรงเรียนด้วยวิธีการปฏิบัติจริงในขั้นตอนการเลี้ยงวัวนม และการรีดนมวัว เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่มีความสนใจในการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องใช้เวลาแทบทั้งหมดในการดูแลฝูงโคนม ทำให้มีแนวโน้มที่จะไม่สนใจการประกอบอาชีพนี้ ในอนาคตอาจทำให้อาชีพนี้หมดไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เนื่องจากอาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่พระราชทานโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 หากได้ปลูกฝังให้เด็กนักเรียนได้สัมผัสและได้เรียนรู้การเลี้ยงโคนม เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนหันมาสนใจและใส่ใจในอาชีพการเลี้ยงโคนม และสืบสานอาชีพนี้ต่อไปจะเป็นสิ่งที่ดีมาก จึงได้ดำริว่าอยากให้นำแม่โคไปไว้ให้เด็กที่โรงเรียนได้สัมผัสกระบวนการเลี้ยง และรีดน้ำนมดิบ เพื่อให้มีความเข้าใจในอาชีพที่สำคัญนี้ และที่มาของน้ำนมโคก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการผลิต จนเป็นนมโรงเรียนที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้นักเรียนทั่วประเทศได้ดื่มกันในทุกวันนี้

“จะเห็นได้ว่าเนื้อหาข้อมูลที่ครบถ้วนนั้น ไม่ได้มีความหมายตามที่มีผู้นำไปบิดเบือน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือมีความคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม และไม่เกิดประโยชน์ใดๆ” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

‘มนัญญา’จี้เอกชนรับคืน-ส่งออก3สารเคมี ฮึ่มใครใช้งบหลวงทำลาย‘ติดคุกนะคะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454500

‘มนัญญา’จี้เอกชนรับคืน-ส่งออก3สารเคมี ฮึ่มใครใช้งบหลวงทำลาย‘ติดคุกนะคะ’

‘มนัญญา’จี้เอกชนรับคืน-ส่งออก3สารเคมี ฮึ่มใครใช้งบหลวงทำลาย‘ติดคุกนะคะ’

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.38 น.

‘มนัญญา’จี้เอกชนรับคืน-ส่งออก3สารเคมี ฮึ่มใครใช้งบหลวงทำลาย‘ติดคุกนะคะ’  

17 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มีหนังสือเชิญ 3 สมาคมผู้ส่งออก-นำเข้า 3 สารเคมีมาประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงเกษตรฯช่วงบ่าย ภายหลังที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบนและขึ้นทะเบียน 3 สาร คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เพื่อหารือถึงมาตรการรับคืนสารเคมีจากประชาชน เกษตรกร และการส่งออก 3สาร

ทั้งนี้ ตนพร้อมที่จะลงนามในหนังสือส่งออก 3 สารไปประเทศที่สาม หรือประเทศต้นทาง ในฐานะที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร เพราะหากยังใช้สารเคมีอันตรายคาดว่าอนาคตประเทศไทยจะไม่มีคนทำการเกษตรเพราะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและดินเสียจากสารตกค้างในดิน โดยในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 หากไม่มา แสดงว่าบริษัทเหล่านั้นไม่เดือดร้อน ไม่มีสารเคมีอันตรายทั้ง 3 สารในมือในสต๊อกแล้ว เพราะหลังวันที่  1 ธันวาคม 2562 ที่มติมีผลบังคับใช้ต้องไม่มีสารเหล่านี้ในประเทศไทยอีก

“สารเคมีเหล่านั้นเป็นภาระบริษัทเอกชนที่นำเข้าต้องรับผิดชอบในการนำกลับรีเอ็กพอร์ตกลับไป หรือการทำลายตามกฎหมาย และไม่สามารถเอาเงินหลวงไปใช้ได้ ตนยืนยันว่าเป็นภาระของบริษัทที่จะต้องนำกลับคืนตามกฎหมายเท่านั้น ใครใช้เงินหลวงไปรับทำลายติดคุกนะคะ” นางสาวมนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ ระบุว่า นอกจากนั้นในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 จะมีการประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคนเพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ตัวในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือเอเย่นต์อย่างไร เพราะวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ทั้ง 3 ตัวผิดกฎหมายและโทษหนัก

“เราไม่เสียเวลารอกระทรวงอื่นแล้วค่ะ ว่าจะมีท่าทีอะไรต่อ 3 สาร เพราะ 1 ธันวาคม 2562 หากเกษตรกรเราไม่ทราบ โทษตามกฎหมายหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นแสนเป็นล้าน ดิฉันไม่อยากให้มีภาพเกษตรกรของเราโดนตรวจจับเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงให้เรียกประชุมสารวัตรเกษตร จะได้รับทราบทิศทางและลงพื้นที่แจ้งเตือนประชาชนทันที” นางสาวมนัญญา กล่าว

นางสาวมนัญญา กล่าวด้วยว่า ภายหลังลงที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบน  3 สาร ได้ลงพื้นที่ไปหลายจังหวัด พบว่า ในพื้นที่ต่างแสดงความขอบคุณที่ผลักดันเรื่องนี้เพราะเกษตรกรทราบดีว่าสารอันตรายและหลายครอบครัวต้องสูญเสียคนในครอบครัว คนที่ตนเองรักไปก่อนวัยอันควรจากการทำการเกษตรที่ใช้สารเคมีอันตราย  และในบางพื้นที่พบว่ามีสารพิษในเลือดของคนในชุมชนที่ทำการเกษตรแบบใช้สารเคมี โดยเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงราย มีการตรวจเลือดเด็กนักเรียน 130 คน พบว่า ผลเลือดมีสารตกค้างในเลือดถึง 95 คน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างเร่งด่วนด้วย

ตั้งเป้าเพิ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ 2 แสนตันกระจายให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ตั้งเป้าเพิ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ 2 แสนตันกระจายให้เกษตรกร

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 00:20 น.
ประภัตร,ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว,เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

ประภัตร ลุยเพิ่มผลผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ตั้งเป้า 2 แสนตันกระจายสู่เกษตรกร ปลูกข้าวคุณภาพ

17 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการประชุมวางแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ของกรมการข้าวว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับเกษตรกรด้วยการช่วยเหลือและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพดี

โดยในภาคการผลิตข้าวนั้น เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญในการผลิตข้าวคุณภาพดี และได้ให้ความสำคัญและติดตามการทำงานของกรมการข้าวมาอย่างต่อเนื่อง

การประชุมวันนี้ได้สร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมการข้าว ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงาน โดยได้สั่งการให้กรมการข้าวเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ จากเดิมเป้าหมาย 85,000 ตัน/ปี เป็น 260,000 ตัน/ปี ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร และช่วยเหลือเกษตรกรกรณีเกิดปัญหาภัยพิบัติหรือเกิดโรคในข้าว และให้แต่ละศูนย์สามารถผลิตได้ตามเป้าหมาย

รวมทั้งได้ระดมความคิดเห็นร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดเป้าหมายศักยภาพการผลิต อาทิ ข้าวหอมมะลิ ปทุมธานี ข้าวเจ้า และข้าวเหนียว รวมทั้งสนับสนุนเครื่องมือ รถเกี่ยว เครื่องปักดำ เครื่องคัด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งเชื่อว่าจะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเพียงพออย่างแน่นอน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมการข้าวมีภารกิจหลักในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ชั้นพันธุ์คัด พันธุ์หลัก พันธุ์ขยาย และพันธุ์จำหน่าย เพื่อเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยมี 1. กองวิจัยและพัฒนาข้าว ซึ่งมีศูนย์วิจัยข้าว 28 แห่ง ผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัด และพันธุ์หลัก ศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต ดูแลหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปข้าววิทยาการเมล็ดพันธุ์และมาตรฐานพันธุ์ โดยมีการบูรณาการทำงานวิจัยร่วมกับ NECTEC ดำเนินโครงการพัฒนาระบบออนไลน์ จัดทำฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อการประเมินสถานการณ์เมล็ดพันธุ์ข้าว

2. กองเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยมี ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว 29 แห่ง มีหน้าที่วางแผนและผลิต เมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่ายเพื่อสนับสนุนส่งเสริมและกระจายพันธุ์ข้าวตามนโยบายคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ ส่งเสริมเผยแพร่และกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีไปสู่เกษตรกร พัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในท้องถิ่น เช่น การผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชน สนับสนุนการดำเนินธุรกิจเมล็ดพันธุ์ของเอกชน ศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตการใช้และการตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าว ถ่ายทอดความรู้ด้านวิทยาการเมล็ดพันธุ์ สนับสนุนการดำเนินงานของจังหวัดและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์ข้าวและเกษตรกร

นายประภัตร กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการประชุมครั้งนี้ได้เยี่ยมชมแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก พร้อมทั้งชมการสาธิตการใช้โดรนเพื่อการเกษตร ตลอดจนเยี่ยมชมโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ด ชมกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลกด้วย

“ดิฟเฟนบาเกีย”สวยสังหาร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399106?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ดิฟเฟนบาเกีย”สวยสังหาร!

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 03:26 น.
ดิฟเฟนบาเกีย
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

  ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

หลายคนคงจะพอรู้เรื่องราวเกี่ยวกับไม้ประดับที่ถูกกล่าวขาน เหมือนเป็นหนึ่งในตำนานไม้ที่มากด้วยพิษภัยต่างๆ นานา ของ “สาวน้อยประแป้ง” ที่เป็นไม้ประดับชนิดหนึ่งในสกุล ดิฟเฟนบาเกีย (Dieffenbachia) ตามคำบอกเล่า หรือที่มีข้อมูลจากสื่อโซเชียลและมีการแชร์ต่อๆ กันมาจนเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือ พร้อมยังเพิ่มความน่ากลัว เมื่อมีการอ้างข้อมูลถึงบุคคลที่น่าเชื่อถือในสถานการณ์ที่ผูกเป็นเรื่องราว จนบางครั้งเหมือนเพิ่งจะมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นก็ไม่ปาน

แต่โดยแท้แล้วไม้ประดับชนิดนี้กลับมีประโยชน์และคุณค่าอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจการค้าและการช่วยรักษาสมดุลในระบบนิเวศ ที่ต่างก็มองข้ามไปเพราะความกลัวและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่มีมาดังกล่าวนั่นเอง

ชนิดพันธุ์ “ดิฟเฟนบาเกีย” จากอดีตสู่ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็นพันธุ์รูปแบบเดิมๆ ที่มีมาเมื่อครั้งมีการนำต้นพันธุ์มาจากธรรมชาติเพื่อปลูกและขยาย ด้วยวิธีการที่คุ้นเคยและมีการเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่นสืบต่อกันมา ทั้งการตัดยอดและลำต้นให้เป็นท่อนมาชำ ก็จะได้ต้นตามชนิดพันธุ์นั้นๆ พร้อมได้ปริมาณตามวัตถุประสงค์ของการขยาย ส่วนชนิดพันธุ์ใหม่ๆ ที่ได้จากการผสมตามธรรมชาตินั้นคงแทบไม่ค่อยเห็น อันเนื่องจากปัจจัยที่ขาดการเกื้อหนุนในหลายๆ มิติ

หากแต่ชนิดพันธุ์แปลกใหม่ที่มีการพบเห็นมักเกิดจากความตั้งใจของนักปรับปรุงพันธุ์ที่ชื่นชอบในไม้ชนิดนี้ และเก็บรวบรวมชนิดพันธุ์ต่างๆ ที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย พร้อมกับการต้องอุทิศเวลาเพื่อจับคู่ผสมตามขั้นตอนและวิธีการ เพื่อให้เกิดพันธุ์ลูกผสมที่แปลกออกไปจากต้นที่มีอยู่ ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานนับแรมปีเลยทีเดียว โดยความสำเร็จดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นได้ยากถึงยากมาก

เพราะการที่จะหาคนที่มีใจรักและเข้าถึงพันธุ์พืชชนิดนี้ยิ่งนับวันจะถดถอยลง และยิ่งไปกว่านั้นการที่จะให้สัมฤทธิ์ถึงขนาดขั้นของการขยายพันธุ์เพื่อธุรกิจการค้า ที่ต้องเก็บรวบรวม สะสม ชนิดพันธุ์ให้ได้มาก เพื่อประโยชน์ทางการพัฒนาพันธุ์กันอย่างจริงจัง ก็ดูจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร เพราะจากกระแสพืชประดับชนิดอื่นๆ ในช่วงเวลานี้ยังมีแรงจูงใจมากกว่าพืชในสกุลดังกล่าวนี้อยู่หลายเท่าตัวนัก

แนวทางการผลิตพืชในสกุลดิฟเฟนบาเกียในบ้านเรา ปัจจุบันยังไม่ค่อยนิยมเป็นที่แพร่หลายแบบไปข้างหน้าสักเท่าไรนัก จะมีก็เพียงการปลูกขยายเพื่อใช้เสริมร่วมกับการผลิตไม้ประดับชนิดอื่นๆ ที่มีกระแสการใช้ บางครั้งก็มีการปลูกตกแต่งรูปแบบการปลูกลงแปลงไปในพื้นที่ตามจุดต่างๆ ยังส่วนที่ว่าง แม้บางทีก็มีการจัดวางต้นพันธุ์ให้เกิดการขยายลักษณะการเจริญเติบโตเองตามธรรมชาติก็มี

แต่ส่วนใหญ่ต้นพันธุ์ประดับที่ได้มักเกิดจากแปลงของเกษตรกรที่มีใจรักและเข้าใจในพืชชนิดนี้ โดยเฉพาะในเรื่องการผลิตที่ต้องมีความชำนาญ รวมถึงความรอบรู้เรื่องความปลอดภัยที่ต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสยางที่เกิดจากบาดแผลในกิจกรรมดังกล่าว จากนั้นจึงทำการเพาะชำให้เกิดพัฒนาการเพื่อจะใช้ปลูกเลี้ยงในภาชนะให้ได้ต้นที่สวยสมบูรณ์พร้อมจำหน่าย หรือใช้งานในระบบต่อไป

อาหารต้องห้ามสำหรับสุนัข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399108?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อาหารต้องห้ามสำหรับสุนัข

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 04:35 น.
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง
เปิดอ่าน 128 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – นสพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญ หรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ การเลี้ยงสัตว์ของคนไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปมากนะครับ โดยเฉพาะความรู้ทางด้านโภชนาการ ในสมัยก่อนอาหารที่ใช้เลี้ยงสุนัขคืออาหารที่เหลือทิ้งจากคน หรือเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นโดยใช้โครงไก่บ้าง เศษเนื้อบ้าง หรือมีการให้กระดูกเพราะคิดว่าไม่มีอันตราย

ปัจจุบันความรู้เรื่องอาหารโภชนาการมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก แต่ก็ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในของที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมต่อสุนัขอยู่พอสมควร อย่างเช่นช็อกโกแลตกับสุนัข พาราเซตามอลกับแมว

มีการเขียนถึงเรื่องราวเหล่านี้กันมากพอสมควร วันนี้หมอขอหยิบยกข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องอาหารต้องห้ามของสนุนัขมาฝากนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

อาหารชนิดใดบ้างที่สุนัขไม่ควรกิน เพราะอาจเป็นอัตรายต่อสุขภาพได้ แม้ว่าอาหารบางอย่างเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อคนก็ตาม เช่น

หอมและกระเทียม มีส่วนประกอบของ Organosulfoxides ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อเม็ดเลือดแดง ทำให้การขนส่ง Oxygen ของเม็ดเลือดแดงลดลง เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย เกิดภาวะโลหิตจาง อาจทำให้อ่อนแรง อาเจียน และหายใจผิดปกติได้

องุ่นและลูกเกด อาจส่งผลต่อไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในสุนัข อาจจะทำให้อาเจียน ท้องเสีย ซึม เบื่ออาหาร กินน้ำเยอะ

พีชและพลัม เมล็ดจากลูกพลับอาจทำให้เกิดปัญหาในลำไส้เล็กของสุนัข นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้หากสุนัขกินอาหารจากลูกพีชหรือพลัม เมล็ดลูกพีชและบ๊วยเพราะมีไซยาไนด์ซึ่งเป็นพิษต่อสุนัข

ถั่วแมคคาเดเมียดิบหรือคั่วปริมาณไม่มาก ก็สามารถทำให้สุนัขป่วยได้ อาการที่แสดงให้เห็นได้ เช่น กล้ามเนื้อสั่น อาเจียน อุณหภูมิสูง การกินช็อกโกแลตกับถั่วจะทำให้อาการยิ่งแย่

แอลกอฮอล์ เป็นสารมึนเมามีผลเสียต่อตับและสมองของสุนัขเช่นเดียวกับคน แต่ในสุนัขใช้เวลาสั้นกว่าและปริมาณเพียงเล็กน้อยอาจจะทำให้ โคม่าและเสียชีวิตได้

ช็อกโกแลต ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้

ขนมที่มีส่วนประกอบของ Xylitol สารแทนความหวานทำให้สุนัขของคุณเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือเกิดภาวะ hypoglycemia

นมและอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากนมวัว มีน้ำตาลแลคโตส ที่สุนัขไม่สามารถย่อยได้ จึงทำให้เกิดอาการท้องร่วงและปัญหาทางเดินอาหารอื่นๆ สำหรับลูกสุนัขได้

คราวหน้าเรามาคุยเรื่องเบาๆ แต่มีสาระเป็นประโยชน์กันใหม่นะครับ

“บอนไซ”ทำเงิน ปลูกเลี้ยงก็ได้ ปลูกขายก็รวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 “บอนไซ”ทำเงิน ปลูกเลี้ยงก็ได้ ปลูกขายก็รวย

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 05:40 น.
บอนไซ
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

 “บอนไซ”ทำเงิน ปลูกเลี้ยงก็ได้ ปลูกขายก็รวย

       “พรสวรรค์หรือจะสู้พรแสวง” คำกล่าวนี้น่าจะใช้ได้ดีกับสามีภรรยา “รักและกาญจนา อุดมจินดาสวัสดิ์” เจ้าของสวนรักบอนไซแห่งบ้านโคกใหญ่ ต.เขาแร้ง อ.เมือง จ.ราชบุรี ที่ยึดอาชีพตกแต่งบอนไซมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แม้วันนี้จะมีอาณาจักรบอนไซส่งเข้าประกวดจนได้รับรางวัลชนะเลิศมามากมาย แต่ก็ไม่ทิ้งวิชาชีพเดิมคือรับจ้างปลูกและตกแต่งบอนไซทั่วราชอาณาจักรให้คนรักพันธุ์ไม้ชนิดนี้และยังเป็นผู้บุกเบิกในการทำบอนไซชวนชม พันธุ์ไม้ประดับสวยงามจนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางให้เหล่าบรรดานักเล่นบอนไซเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วจนถึงทุกวันนี้

“รักและกาญจนา อุดมจินดาสวัสดิ์”สองสามีภรรยา เจ้าของสวนรักบอนไซ

“เมื่อ 20 กว่าปีก่อนเขาว่าจ้างให้ไปจัดสวนบอนไซที่บ้านของเศรษฐีคนหนึ่งที่โคราช พอไปถึงเห็นต้นชวนชมปลูกในบริเวณย้านเยอะมากก็บอกเจ้าของบ้านว่าชวนชมสวยดีอยากจะลองทำเป็นบอนไซชวนชมดู เขาก็โอเค ด้วยความที่ชวนชมเป็นไม้โตเร็ว 2-3 ปีให้หลังชวนชมบอนไซ มีคนมาขอซื้อเยอะมาก แต่เจ้าของบ้านก็ไม่ขาย” รักย้อนอดีตให้ฟังเมื่อครั้งบุกเบิกทำชวนชมบอนไซ ก่อนที่เจ้าของสวนนงนุช พัทยา ได้มาเจรจาขอซื้อมาไว้ที่สวนด้วยมูลค่าหลายล้านบาท

เมื่อเห็นว่าบอนไซขายได้ราคาดี จากอาชีพรับจ้างตกแต่งบอนไซ ในที่สุดเขาก็เริ่มหันมาทำสวนบอนไซเอง โดยใช้เนื้อที่ประมาณ 2 งานบริเวณบ้านเนรมิตเป็นสวนบอนไซหลากหลายสายพันธุ์มีทั้งตกแต่งเพื่อจำหน่ายให้ผู้สนใจทั่วไปและส่งเข้าประกวดตามงานต่างๆ ซึ่งมีการจัดเป็นประจำทุกเดือนผ่านชมรมผู้เพาะเลี้ยงบอนไซในจังหวัดต่างๆ โดยมีงานใหญ่แห่งปีที่เหล่าบรรดานักเลี้ยงบอนไซต่างรอคอยคืองานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคมของทุกปี เพราะมีการประกวดบอนไซชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“จุดเด่นบอนไซอยู่ที่รูปทรงที่สวยงาม ตามที่เราจินตนาการขึ้นและลูกค้าด้วย ส่วนไม้หลักเป็นที่นิยมคือตะโก โมก มะขาม หมากเล็กหมากน้อย โดยเฉพาะโมกเป็นบอนไซที่มีอนาคตดี ส่วนไทร ปาล์ม พวกนี้จัดเป็นไม้แคระ ไม่มีสนามรองรับ” รักเผยกับ “คม ชัด ลึก” ถึงสถานการณ์ตลาดบอนไซ โดยเขายอมรับว่า คนเลี้ยงบอนไซต้องมีเวลาในการดูแลและต้องใจรักจริงๆ เนื่องจากเป็นไม้ประดับเฉพาะกลุ่ม ส่วนใหญ่ผู้เพาะเลี้ยงมักจะใช้เพื่อประดับความสวยงามและเสริมบารมี แต่หากต้องปลูกเลี้ยงเชิงพาณิชย์จะต้องเน้นเพื่อส่งประกวดเพื่อจะได้อัพราคาให้สูงขึ้น เพราะราคาของบอนไซขึ้นอยู่ที่ความพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายไม่ตายตัว

“ตะโกบอนไซต้นนี้เลี้ยงมาเกือบ 20 ปีแล้ว มีคนมาขอซื้อตอนแรก 5 หมื่นไม่ขาย พอเอาไปประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศ มีคนขอซื้อ 3 แสน แต่ก็ไม่ขายจะเอาไว้โชว์” รักชี้ให้ดูต้นตะโกบอนใซ ทรงพุ่มสวยงามสะดุดตา วางอยู่ในกระถางหน้าบ้าน  ที่คว้ามรางวัลมานับไม่ถ้วน

“กติกาการส่งบอนไซเข้าประกวด ถ้าต้นไหนได้รางวัลชนะเลิศจะต้องเว้นระยะ 2 ปี จึงจะสามารถส่งประกวดได้อีก” เจ้าของสวนบอนไซเผย พร้อมแนะเทคนิคในการอัพราคาบอนไซให้ตั้งราคาที่ตัวเองพอใจ (ต่อรองได้) ในระหว่างส่งเข้าประกวดตามงานต่าง ๆ  จากนั้นจะมีผู้สนใจมาสอบถามราคาถ้าผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันไปก็จะซื้อขายกันก่อนที่จะประกวด โดยผู้ซื้อหวังผลกำไร หากต้นที่ซื้อได้รับรางวัลราคาก็จะอัพสูงขึ้นทันที

“การส่งบอนไซเข้าประกวดในแต่ละครั้ง ก่อนที่คณะกรรมการจะตัดสิน ก็จะเปิดให้มีการซื้อขายกันก่อน จะคึกคักก็ตอนนี้แหละ  เจ้าของบอนไซจะติดป้ายราคาไว้ถ้าใครสนใจก็จะซื้อ หากตกลงกันได้ผู้ขายเจ้าของต้นเดิมก็จะเปลี่ยนป้ายเป็นเจ้าของใหม่ทันที เพราะคนซื้อคาดหวังว่าถ้าต้นที่ซื้อได้รับรางวัล ราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว เขาหวังตรงนั้น หากไม่ได้รางวัลก็ไม่เสียหายอะไรนำกลับมาเลี้ยงต่อได้” รักเผยเคล็ดลับการขายบอนไซให้ได้ราคาดี

เจ้าของสวนรักบอนไซยอมรับว่าราคาบอนไซไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตลาด แต่อยู่ที่ความพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายมากกว่า และขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล บางคนอาจมองไม่มีราคา แต่หากบางคนกลับซื้อด้วยราคาที่สูงลิ่วก็มี หากผู้ซื้อพอใจในราคาดังกล่าว ส่วนสถานการณ์ตลาดบอนไซนั้นไปได้เรื่อยๆ เนื่องจากเป็นไม้ประดับเฉพาะกลุ่มผู้ที่หลงใหลในพันธุ์ไม้ชนิดนี้เท่านั้น ไม่ใช่ตลาดที่เปิดกว้างทั่วไป     

         อุดม ฐิตะวัฒนสกุล อดีตนายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับแห่งประเทศไทย เจ้าของสวนอุดมการ์เด้น อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี และเจ้าของคอลัมน์ “ไม้ใบทำเงิน” ใน นสพ.คมชัดลึก กล่าวถึงสถานการณ์ตลาดบอนไซในปัจจุบันว่าเป็นไม้ประดับที่มีอนาคตแต่อยู่ในวงจำกัดเฉพาะกลุ่มที่รักไม้ชนิดนี้จริงๆ เนื่องจากเป็นไม้ประดับที่ต้องอาศัยเวลาที่ยาวนานกว่าจะได้รูปทรงที่สวยงามและเป็นพันธุ์ไม้ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการปลูกเลี้ยงไม้ประดับโดยทั่วไป แม้ตัวบอนไซจะเป็นแค่ไม้ธรรมดาแต่ผู้เพาะเลี้ยงได้ใส่จินตนาการหรือลูกเล่นเข้าไปทำให้เป็นไม้ที่หวือหวากว่าไม้ประดับหลายๆ ชนิด

     อุดม ฐิตะวัฒนสกุล(กลาง)

“แต่เดิมบอนไซเป็นพันธุ์ไม้จากญี่ปุ่นเป็นของที่มีมูลค่ามาก เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่บ้านเราไม่ถึงขนาดนั้น เพราะมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลายกว่าแล้วนำมาประยุกต์เป็นบอนไซ จุดเด่นราคาไม่มีตก อายุยิ่งมากราคายิ่งดีและเป็นไม้ที่นำมาประยุกต์ได้ตามจินตนาการของผู้เพาะเลี้ยง”

สำหรับจุดด้วยนั้นเจ้าของสวนอุดมการ์เด้นยอมรับว่าถ้าคนเพาะเลี้ยงไม่มีความรู้ในการดูแลรักษาและโยงกระโดงเกิดขึ้นก็อาจเสียฟอร์มบอนไซได้ และที่สำคัญเป็นไม้ที่ต้องอาศัยระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล จึงไม่เหมาะกับคนใจร้อนหรือหากมองในมุมกลับก็จะทำให้เจ้าของมีสมาธิ ใจเย็นมากขึ้น นอกจากนี้เรื่องราคาหากเปรียบไม้ประดับโดยทั่วไปจะไม่หวือหวามากนักเนื่องจากเป็นไม้เฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ไม้ตามกระแส จึงเป็นราคาของจริงไม่ใช่ปั่นกระแสขึ้นมา

“คุณค่าของบอนไซอยู่ที่จิตใจ ศิลปะของคนในงานเกษตรมีไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นก็คือบอนไซ เพราะเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางสังคม ทางเศรษฐกิจและทางจิตใจที่ไม้ประดับชนิดอื่นไม่มี” อดีตนายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับแห่งประเทศไทยกล่าวย้ำทิ้งท้าย

        สนใจเพาะเลี้ยงและวิธีดูแลกริ๊งกร๊างมาที่ 08-1196-7335 เจ้าของสวนรักบอนไซยินดีให้คำแนะนำหรือต้องการปุ๋ยอินทรีย์สูตรบอนไซโทร.08-9993-1444 (คุณจินตนา)