รายงานพิเศษ : ผลิตยางเครปจำหน่าย…กู้วิกฤติราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449009

x

รายงานพิเศษ : ผลิตยางเครปจำหน่าย…กู้วิกฤติราคาตก

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ ต.น้ำสวย อ.เมือง จ.เลย เกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำพร้อมกับร่วมกันหาแนวทางในการเพิ่มมูลค่ายางพาราให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรสมาชิก

 

 

นายพิสิฐ เพิ่มพูน สหกรณ์จังหวัดเลย กล่าวว่า การผลิตยางเครปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ ที่นำผลผลิตยางพารามาขายให้กับกลุ่มฯ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 (งบอุดหนุน) ในการจัดหาเครื่องทำยางเครป ราคา 755,000 บาท โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุน 70% และกลุ่มฯสมทบอีก 30% เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจรวบรวมยางก้อนถ้วยและผลิตยางเครป จำหน่ายให้บริษัทเอกชน นอกจากนี้ ยังได้ความร่วมมือจากการยางแห่งประเทศไทยมาให้ความรู้ในการทำยางเครปด้วยซึ่งการผลิตยางเครปนั้น จะสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้มาก จากเดิมราคายางก้อนถ้วย จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 16-17 บาท แต่เมื่อนำมาจำหน่ายเพื่อแปรรูปเป็นยางเครป จะเพิ่มมูลค่าได้ถึงกิโลกรัมละ 20-22 บาทเลยทีเดียว

 

 

ด้านนางสาวแก้วใจ สุขธงสา ประธานกรรมการกลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ บอกว่า เดิมการดำเนินงานของกลุ่มฯ จะรวบรวมเพียงแค่ยางก้อนถ้วยจากเกษตรกรสมาชิกเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับพ่อค้าเพียงอย่างเดียว แต่ที่ผ่านมาการติดต่อหาพ่อค้าเข้ามาประมูลหรือรับซื้อยางก้อนถ้วยนั้นยากมาก เนื่องจากคุณภาพของยางที่รวบรวมจากเกษตรกรสมาชิกมีความแตกต่างกัน เป็นสาเหตุให้ถูกกดราคายางก้อนถ้วยลง แต่หลังจากได้รับการสนับสนุนเครื่องเครปยางพาราจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำให้สามารถให้บริการเกษตรกรสมาชิกได้ทั่วถึงและสามารถควบคุมคุณภาพของยางได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น จากเมื่อก่อนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิกได้เพียงเดือนละ 2 ครั้ง ปัจจุบันสามารถเปิดรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรสมาชิกได้ทุกวัน เมื่อเกษตรกรสมาชิกหรือเกษตรกรทั่วไปนำผลผลิตยางพารามาขายให้กับกลุ่มฯ ก็สามารถนำเข้าเครื่องผลิตยางเครปได้ทันที และสามารถประเมินราคาซื้อขายพร้อมกับรับเงินกลับบ้านได้เลย โดยเกษตรกรสมาชิกจะได้รับราคาขายยางก้อนถ้วยสูงกว่าเกษตรกรทั่วไป ประมาณ 20-50 สตางค์ต่อกิโลกรัม สร้างความสะดวกสบายและทำให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มจากเดิมมากขึ้น

“ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ที่กลุ่มฯ ได้จดทะเบียนกับทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับการดูแลในหลายด้านจาก
เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย ทั้งการช่วยเหลือด้านเอกสาร งบประมาณ พร้อมทั้งเป็นพี่เลี้ยงหลักให้คำแนะนำในการดำเนินงานของกลุ่มฯ ทำให้ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนได้รับรางวัลสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น ระดับเขต ประจำปี 2562 ประเภทกลุ่มเกษตรกรระยะเริ่มต้น จากการยางแห่งประเทศ” นางสาวแก้วใจกล่าว

 

 

ขณะที่นายธวัชชัย แก้วดวงดี สมาชิกกลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ บอกเพิ่มเติมว่า หลังจากทางกลุ่มฯ มีเครื่องทำยางเครป ทำให้ตนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากที่เคยขายยางก้อนถ้วย จำนวน 500-600 กิโลกรัม มีรายได้ประมาณ 10,000 บาท ปัจจุบันเมื่อนำมาแปรรูปเป็นยางเครปแล้วขายในปริมาณเท่าเดิมทำให้มีรายได้อยู่ประมาณ 11,000 – 12,000 บาท ทำให้ตนมีกำลังใจที่จะประกอบอาชีพทำสวนยางต่อไป

แม้กลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ จะรวมกลุ่มกันได้เพียง 3 ปี แต่ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างมากเนื่องจากสามารถพัฒนาตั้งแต่การผลิต การแปรรูป รวมไปถึงการรับซื้อ และหาตลาดเพื่อจำหน่าย แก้ปัญหาราคาผลผลิต ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรสมาชิก และส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

กษ.วางระบบคุมประมงนอกน่านน้ำยึดหลักสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449006

x

กษ.วางระบบคุมประมงนอกน่านน้ำยึดหลักสากล

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยวางระบบป้องกันทำประมงไอยูยู 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.กฎหมาย 2.การบริหารจัดการประมงและการจัดการกองเรือ 3.การติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) 4.การตรวจสอบย้อนกลับ และ5.การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีระบบติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังเรือประมง (Monitoring Control and Surveillance) ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเป็นสากล เรือประมงทุกลำที่ออกทำประมงนอกน่านน้ำสากล ต้องปฏิบัติตามระเบียบถูกต้องตามกฎหมายทั้งของไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีเรือประมงที่ได้รับใบอนุญาตทำประมงนอกน่านน้ำในพื้นที่ SIOFA มี 3 ลำ โดยระหว่างเรือประมงทุกลำออกทำประมงนอกน่านน้ำ เรือทุกลำ กรมประมงจะเฝ้าติดตามพฤติกรรมเดินเรือและทำประมงตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ ประกอบด้วย ระบบระบุตำแหน่งเรือประมง Vessel Monitoring System (VMS) ระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ Electronic Monitoring (EM) หรือกล้องวงจรปิด และระบบรายงานทางอิเล็กทรอนิกส์ Electronic Reporting System (ERS) ซึ่งเป็นช่องทางป้องกันปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม สามารถรายงานข้อมูลการทำการประมง การขนถ่ายสัตว์น้ำ การติดตามกิจกรรมต่างๆ ของเรือได้ตลอดเวลา อีกทั้ง หากพบว่าเรือประมงมีพฤติกรรมต้องสงสัย กรมประมงสามารถร้องขอภาพเพื่อให้ระบบถ่ายภาพส่งเข้ามายังระบบเฝ้าระวังที่ศูนย์ FMC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ กรมประมงยังจัดส่งผู้สังเกตการณ์บนเรือ (Observer on board) ข้อมูลและสังเกตพฤติกรรมทำประมงของเรือนอกน่านน้ำบนเรือประมงตั้งแต่ออกเดินทางจากท่าประเทศไทยกระทั่งกลับ เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค SIOFA พร้อมตรวจเรือประมงเมื่อเข้าและออกจากท่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้เรือประมงระหว่างออกทำประมงและแสดงให้ทั่วโลกเห็นศักยภาพของเรือประมงไทยที่ยึดหลักปฏิบัติที่เป็นสากล นับเป็นการสร้างมิติใหม่ของการทำประมงนอกน่านน้ำ

ส่องเกษตร : ปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449007

449007

ส่องเกษตร : ปฏิรูปประเทศ

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นยุทธศาสตร์ที่ผลักดันขึ้นในรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้ประสานและดำเนินการให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 จนถึงขั้นตอนสุดท้าย และได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ ทั้ง 11 ด้าน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 ผ่านทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

ภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ไม่มีด้านใดที่ระบุชัดเจนว่าเป็นด้านการเกษตร แต่ไปซุกอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนของแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นสร้างมาตรฐานการผลิต เน้นพัฒนานวัตกรรม และแก้ไขปัญหาความยากจน โดยมองว่าภาคการผลิคจะต้องมีผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศสูงขึ้น มุ่งเน้นการใช้ระบบมาตรฐานและนวัตกรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศลดความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจของประชาชนกลุ่มต่างๆประเด็นการปฏิรูปด้านนี้มี 2 ประเด็น คือ ปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำของไทย และการปฏิรูปสถาบันด้านการส่งเสริมผลิตภาพการมาตรฐานและนวัตกรรม

สำหรับด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าหมาย ฟื้นฟู ขยายและสร้างฐานทรัพยากรเพื่ออนาคตของทุกคน โดยภาพรวมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการรักษาฟื้นฟูให้สมบูรณ์และยั่งยืนเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทั้งทรัพยากรทางบก ทรัพยากรนํ้า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประเด็นการปฏิรูปมี 2 ประเด็น คือ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่และขยายผลแบบอย่างความสำเร็จผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงของประเทศ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงการพิจารณางบประมาณประจำปี 2563 ซึ่งนับว่าล่าช้าจากที่ควรจะเป็นตามปกติ โดยหลักการ การจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเป็นไปตามแผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ซึ่งแผนงาน/โครงการต่างๆ ที่ส่วนราชการเสนอจะต้องสอดรับกัน เพื่อผลักดันให้ประเทศเดินไปในทิศทางที่วางไว้ในระยะยาว สำหรับปีงบประมาณ 2563 ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงเทไปงานด้านการชลประทานเหมือนเข่นทุกปี โดยที่แผนปฏิรูปประเทศที่เน้นไปสู่การสร้างนวัตกรรม การสร้างมาตรฐานการผลิต กลับเป็นงานที่ได้รับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณลำดับรองๆลงมาและบางแผนงานโครงการหลุดออกจากการจัดสรรงบประมาณไปตั้งแต่ขั้นตอนของสำนักงบประมาณ ยังไม่สู่การพิจารณาของสภาฯ เลยก็มี บางแผนงานโครงการเป็นโครงการเดิมๆ ที่ทำกันมาโดยตลอด ไม่ว่าแผนชาติ แผนปฏิรูปจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แผนงาน/โครงการนั้น ก็ยังคงอยู่และได้รับการจัดสรรงบประมาณเสมอ จะว่าไปแล้ว นับว่าผู้ที่จัดทำคำของบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพิเศษ สามารถเขียนความเชื่อมโยง สร้างความเชื่อถือ ปรับเปลี่ยนเป้าหมายให้สอดคล้องกับทิศทางที่เปลี่ยนไปได้เช่นกัน ไม่ธรรมดา ผมจีงได้แต่หวังว่ายุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศจะไม่ใช่แค่ตัวหนังสือที่เขียนไว้สวยๆ หากเป็นภาพในอนาคตที่เราจะช่วยกันให้ประเทศเราไปอยู่ ณ จุดนั้นให้ได้

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

รมว.เกษตรฯยันเร่งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหลังแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449107

รมว.เกษตรฯยันเร่งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหลังแบน3สารพิษ

รมว.เกษตรฯยันเร่งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหลังแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.34 น.

รมว.เฉลิมชัย เร่งตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรรับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ชี้กรมวิชาการเกษตรเตรียมหาสารเคมีอื่นและสารชีวภัณฑ์ทดแทนไว้แล้ว เตรียมเสนอครม. เยียวยาเกษตรกร พร้อมผลักดันพ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืนให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว 

22 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันนี้ (22 ตุลาคม) ที่แบนสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ย่อมส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช แต่กระทรวงเกษตรฯ เตรียมมาตรการรองรับไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยให้กรมวิชาการเกษตรรวบรวมสารชีวภัณฑ์มาส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ ส่วนพืชเศรษฐกิจที่ยังจำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชได้ให้หาสารอื่นมาทดแทน

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในการดูแลเกษตรกรทั่วประเทศจึงจะเร่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อพิจารณาปัญหาของเกษตรกรและหาแนวทางแก้ไขให้ ทั้งกรณีที่สารเคมีอื่นอาจมีราคาแพงกว่าหรือค่าแรงงานในการจัดการแปลง โดยหากต้องมีมาตรการ​ช่วยเหลือ​ด้านต้นทุน​การผลิต​ใดๆ​ แก่เกษตรกร​ต้องผ่านความเห็น​ชอบ​ของครม.​ ก่อน

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า กำลังเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดต้นทุนการผลิตได้แก่ การผลิตปุ๋ยสั่งตัดให้ตรงกับผลวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน ซึ่งจะเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิต การส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ เนื่องจากการที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันจะทำให้ซื้อปัจจัยการผลิตได้ในราคาถูกลง กรณีที่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกลการเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อทำเกษตรอัจฉริยะ (Precision Farmimg) จะสามารถเข้าไปสนับสนุนได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้จะเร่งขับเคลื่อนร่างพ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. … ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการตราเป็นกฎหมายบังคับใช้เร็วที่สุด โดยขณะนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเกษตรกรรมยั่งยืนแล้วซึ่งมีรมว. เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน แล้วจะเร่งเสนอร่างพ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วเพื่อจะเดินหน้าทำเกษตรปลอดภัยเต็มรูปแบบในพื้นที่เกษตร 149 ล้านไร่ทั่วประเทศ พร้อมกับตราพ.ร.บ. องค์กรเกษตรอินทรีย์แห่งชาติเพื่อเป็นองค์กรทำหน้าที่ขับเคลื่อนการทำเกษตรในประเทศไทยให้ดำเนินตามศาสตร์พระราชาได้แก่ ทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์

โดยดำเนินการผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งทั่วประเทศ และศูนย์ถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ 10,000 กว่าแห่ง รวมทั้งร่วมกับยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์  ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเคมีไปเป็นเกษตรอินทรีย์ 1 ล้านไร่ โดยภายในปีนี้ ปี 63 จะทำให้ได้ 5 ล้านไร่ และจะขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในอัตราร้อยละ 25 ในปีต่อๆ ไป

“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหน้าที่ดูแลทุกภาคส่วน สำหรับเกษตรกรต้องมีรายได้อย่างยั่งยืนและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ประชาชนคนไทยได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็น “ครัวของโลก” จึงต้องส่งเสริมเกษตรกรให้ผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีคุณภาพและตรงความต้องการของตลาด ซึ่งรับปากว่า จะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างดีที่สุด” นายเฉลิมชัยกล่าว

ปศุสัตว์บุกโรงฆ่าสัตว์ปากน้ำสั่งอายัดสุกรใช้สารเร่งเนื้อแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396292

ปศุสัตว์บุกโรงฆ่าสัตว์ปากน้ำสั่งอายัดสุกรใช้สารเร่งเนื้อแดง

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 12:35 น.
ปศุสัตว์,สารเร่งเนื้อแดง
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

ปศุสัตว์บุกโรงฆ่าสัตว์สมุทรปราการ สั่งอายัดสุกรใช้สารเร่งเนื้อแดงลักลอบเข้ามาเชือด

กรมปศุสัตว์ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ พบสุกร   มีสารเร่งเนื้อแดง สั่งระงับการฆ่าสุกร 14 ตัว มูลค่ากว่า หนึ่งแสนบาท พร้อมเก็บและส่งตัวอย่างปัสสาวะสุกรและอาหารสัตว์เพื่อตรวจยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการ หากผลตรวจยืนยันจะดำเนินคดีทันที

  นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท กรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กองสารวัตรและกักกัน และกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ เข้าตรวจสอบโรงฆ่าสุกรแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ พบมีสุกรรอเข้าฆ่าจำนวน 116 ตัว จึงได้ใช้ชุดทดสอบภาคสนาม (strip test) ตรวจปัสสาวะสุกร ผลการตรวจสอบปัสสาวะ พบผลบวกต่อสารเร่งเนื้อแดง 14 ตัว จึงได้กักสุกรไว้ที่โรงฆ่าสัตว์ โดยปัสสาวะที่ให้ผลบวกได้นำส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ และหากผลตรวจยืนยันว่าพบสารเร่งเนื้อแดงจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“นอกจากการตรวจสอบที่โรงฆ่าสัตว์ กรมปศุสัตว์จะตรวจสอบย้อนกลับที่มาของฟาร์มต้นทางที่ส่งสุกรมายังโรงฆ่าแห่งนี้  เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายและเกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากสัตว์ที่มาจากฟาร์มที่ลักลอบใช้   สารเร่งเนื้อแดง มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ที่บริโภคเนื้อและผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ยังคงเร่งดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และคุมเข้มอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับผู้ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงที่โรงฆ่าสัตว์และฟาร์มเลี้ยงสัตว์

“หากกรมปศุสัตว์ตรวจพบลักลอบผลิตหรือใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารสัตว์ก็จะมีโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และที่โรงฆ่าสัตว์หากฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานตรวจโรคสัตว์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 จะมีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 100,000 บาท” นายสัตวแพทย์สรวิศกล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สารเร่งเนื้อแดงมีหลายชนิดมีความอันตรายมากน้อยต่างกัน แล้วแต่ความไวต่อยาของผู้ได้รับสารนี้ ในอดีตสารที่นิยมใช้กันมากคือ เคลนบิวเทรอล แต่ในปัจจุบันเป็น ซัลบูทามอล และแร็คโตพามีน อีกทั้งยังมีชนิดใหม่ที่เริ่มมีใช้กันคือ ซิปพาเทอรอล โดยนำสารชนิดนี้ไปผสมอาหารสำหรับเลี้ยงสุกรและโคขุน เพื่อกระตุ้นให้มีการใช้พลังงานจากไขมัน ลดการสะสมของไขมัน แต่เพิ่มการสะสมโปรตีนในกล้ามเนื้อ ในซากสุกรและโคขุน เป็นผลให้มีเนื้อแดงเพิ่มขึ้น ไขมันน้อย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่จูงใจให้เกษตรกรใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรและโคขุน ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค และเมื่อรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างอยู่ อาจส่งผลทำให้กล้ามเนื้อสั่น กระตุ้นการเต้นของหัวใจ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนปวดศีรษะ ซึ่งในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โรคลมชัก โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ตลอดจนหญิง มีครรภ์จะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับอันตรายจากสารเร่งเนื้อแดงที่ตกค้างในเนื้อสัตว์

หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิด โปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

แจกต่อเนื่องที่ดินส.ป.ก.ผู้ยากไร้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396222

แจกต่อเนื่องที่ดินส.ป.ก.ผู้ยากไร้

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 80 ครั้ง

ธรรมนัส ลุยน่าน ตรวจเยี่ยมโครงการส่งเสริมและปรับปรุงพื้นที่ทำกินของเกษตรกรตามนโยบาย คทช. พร้อมแจก ส.ป.ก. 4-01 ผู้ยากไร้

31 ตุลาคม 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งเป็นประธานในพิธีส่งมอบแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โครงการคลองส่งน้ำบ้านดู่พงษ์ หมู่ที่ 2 ตำบลดู่พงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน

โดยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร กิจกรรมการพัฒนาคุณภาพดินในพื้นที่จัดการปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนการใช้สารอินทรีย์ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยยึดหลักแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

นอกจากนั้นยังได้มีพิธีมอบสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลบ.ม. ปีงบประมาณ 2562 แก่เกษตรกรจำนวน 8 ราย มอบบัตรดินดีแก่เกษตรกร อำเภอสันติสุข จำนวน 20 ราย และมอบปัจจัยการผลิตให้แก่กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านดอนอภัย หมู่ที่ 3 ตำบลป่าแลวหลวง อำเภอสันติสุข ได้แก่ เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดกากน้ำตาล สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และ ซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 20 ราย พร้อมกับมอบหนังสือการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร จำนวน 30 รายและยังได้เยี่ยมชมพื้นที่แปลง คทช. พบปะเกษตรกร และให้ข้อเสนอแนะการพัฒนาด้านเกษตรกรรมด้วย

อย่างไรก็ตามสำหรับพื้นที่ที่นำมาจัดที่ดินทำกินโดยการดำเนินงานของ คทช. ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป.ส. 23) ให้แก่ราษฎรอำเภอสันติสุข จังหวัดน่านนั้น เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออกตอนใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย ตำบลป่าแลวหลวง 10,452 ไร่ ตำบลพงษ์ 5,256 ไร่ และตำบลดู่พงษ์ 7.126 ไร่.

นางสาวเบญจพร  ชาครานนท์  อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเสริมว่า“โครงการส่งเสริมและปรับปรุงพื้นที่ทำกินของเกษตรกรตามนโยบาย คทช. เป็นโครงการที่กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรการพัฒนาคุณภาพดินในพื้นที่จัดการปัญหาที่ดินทำกินเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนการใช้สารอินทรีย์ ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตรวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำ

ทั้งวิธีกลและวิธีพืช ในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินตามคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่มีความตั้งใจในการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น จึงต้องมีการปรับพื้นที่ให้เหมาะสมอย่างเป็นธรรมและถูกกฎหมาย เป็นพื้นที่ของการอยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ พื้นที่ป่าชุมชน และพื้นที่ป่าอนุรักษ์

โดยที่ผ่านมาสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 กรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าไปให้ความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินพัฒนาที่ดินให้มีความสมบูรณ์เหมาะสมในการปลูกพืช ให้เกษตรกรผู้ได้รับสิทธิ์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการต่อยอดสำหรับประกอบอาชีพอื่นๆ เนื่องจากดินในแต่ละพื้นที่มีคุณสมบัติและคุณภาพที่แตกต่างกัน เพื่อให้ปลูกพืชผลทางการเกษตรตามความเหมาะสมต่อไป

ภัยแล้งประชิด ภาคเกษตรระทึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396220

ภัยแล้งประชิด ภาคเกษตรระทึก

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำในเขื่อนน้อย,ฤดูแล้ง
เปิดอ่าน 51 ครั้ง

กรมชลวางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 62/63 ให้เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งหน้าต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า ย้ำน้ำในเขื่อนน้อย ไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตร

31  ตุลาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้จะเข้าสู่ฤดูแล้งซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง

รวมทั้งได้วางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยประชาชนเกี่ยวกับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ หลายแห่งอยู่ในเกณฑ์น้อย

ทั้งนี้กรมชลประทานคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนทั่วประเทศในวันที่ 1 พ.ย. 62 ว่า จะมีน้ำใช้การได้ประมาณ 30,126 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) แบ่งเป็นการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 62 – 30 เมษายน 63 ประมาณ   17,587 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 5,934 ล้าน ลบ.ม.  ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 12,539 ล้าน ลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 ระหว่างเดือนพฤษภาคม .- กรกฎาคม 63

นายทองเปลว กล่าวต่อว่า ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่มีอยู่ขณะนี้ เพียงพอที่จะสนับสนุนเฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลไม้ยืนต้นเท่านั้น จึงกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้ประตูระบายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำต่างๆในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เปิดรับน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค เป็นครั้งคราว

สำหรับลำน้ำหรือคลองส่งน้ำ ให้รับน้ำเข้าในเกณฑ์ต่ำสุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำเท่าที่มีความจำเป็น พร้อมทั้งขอความร่วมมือไม่ให้ปิดกั้นหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก โดยให้ยึดตามปฏิทินการสูบน้ำที่กรมชลประทานวางแผนรอบเวรการสูบน้ำไว้แล้ว ส่วนสถานีสูบน้ำของการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนท้องถิ่นสามารถสูบน้ำได้ตามปกติตามแผนการสูบน้ำที่ได้เสนอกรมชลประทานไว้แล้วก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือให้ลดการเพาะเลี้ยงในบ่อปลา บ่อกุ้ง เขตโครงการชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงการเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง ในแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน และในระบบชลประทาน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 30 เมษายน 2563 พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลอง และแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการระบายน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อเจือจางน้ำเสีย

ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่ต้องสำรองไว้ให้เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศตลอดฤดูแล้งนี้และต้นฤดูฝนหน้า ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง ปริมาณน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ได้ และสำรองน้ำไว้เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวนาปีฤดูกาลผลิต ปี 2563 ได้อย่างเพียงพอ

ทั้งนี้ยังมีพื้นที่ด้านท้ายของอ่างเก็บน้ำอีกหลายแห่ง ที่สนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้นได้แก่ เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เขื่อนลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา เขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา และเขื่อนลำแซะ จังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากมีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย ไม่สามารถจัดสรรเพื่อการเพาะปลูกได้

นายทองเปลวกล่าวเพิ่มเติมว่า อ่างเก็บน้ำที่มีน้ำน้อย แต่ยังพอที่จะสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย (พืชไร่-พืชผักและพืชอื่นๆ) ได้แก่ เขื่อนแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี เขื่อนสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และเขื่อนประแสร์ จังหวัดระยองทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศได้กำหนดพื้นที่เพาะปลูกไว้ทั้งสิ้น 7.21 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง(นารอบที่ 2) 4.54 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 2.67 ล้านไร่ โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในเขตชลประทานไม่ส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเนื่องจากน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์น้อยต้องคงไว้สนับสนุนการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน กำหนดไว้ 1.64 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 1.05 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 0.59 ล้านไร่

ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง 1.12 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 0.86 ล้านไร่ และพืชไรพืชผัก 0.26 ล้านไร่ ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในพื้นที่ พร้อมทั้งขอให้ติดตามข่าวจากทางราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่เกิดผลเสียหายต่อเกษตรกร รวมทั้งขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้

ขึ้นทะเบียนแล้ว 73 สารชีวภัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396211

ขึ้นทะเบียนแล้ว 73 สารชีวภัณฑ์

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
แบน 3 สาร,ขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์,อธิบดีกรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 79 ครั้ง

73 สารชีวภัณฑ์ขึ้นทะเบียน กรมวิชาการ แจงยิบขั้นตอน ต้องผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา ขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่าง ทดลองประสิทธิภาพ ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อมปลอดภัย

31 ตุลาคม  2562 นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช  ว่า  มีการพิจารณาจากหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ การประเมินข้อมูลพิษวิทยา

การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์  และการทำการทดลองประสิทธิภาพ ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตามขั้นตอนดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดศัตรูพืช ป้องกันไม่ให้ผลผลิตเสียหาย และที่สำคัญต้องเป็นสารที่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

โดยขั้นตอนที่ 1 การประเมินข้อมูลพิษวิทยาคณะทำงานเพื่อพิจารณาชีวภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชที่ใช้ควบคุมศัตรูพืช จะประเมินข้อมูลพิษวิทยาที่สำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติทางกายภาพ  เคมี  และด้านเทคนิคของชีวภัณฑ์  พิษวิทยาและข้อมูลการรับสัมผัส  สารพิษตกค้างใน/บนผลิตภัณฑ์อาหารและสิ่งแวดล้อม ผลของชีวภัณฑ์ต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย กรรมวิธีการผลิตและแหล่งที่มาของเชื้อ

ส่วนขั้นตอนที่ 2 การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตผลิตหรือนำเข้าตัวอย่างวัตถุอันตรายซึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์จะแบ่งเป็น 2 ส่วนเพื่อวิเคราะห์ตามข้อกำหนดของวัตถุอันตราย และเพื่อทดสอบประสิทธิภาพเมื่อผลวิเคราะห์ตรงตามมาตรฐานผู้ประกอบการต้องนำตัวอย่างไปทดลองประสิทธิภาพภายใต้การควบคุมของนักวิชาการกรมวิชาการเกษตร

ขั้นตอนที่ 3 การทดลองประสิทธิภาพผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตทำการทดลองประสิทธิภาพวัตถุอันตรายขั้นการทดลองเบื้องต้นและแผนการทดสอบประสิทธิภาพเมื่อการทดลองสิ้นสุด ให้ส่งรายงานผลการทดลองประสิทธิภาพ พร้อมข้อความที่ขอระบุในฉลากที่ได้รับความเห็นชอบแล้วหากการดำเนินการดังกล่าวผ่านการพิจารณาผู้ประกอบการทำต้องหนังสือส่งผลการประเมินข้อมูลพิษวิทยาผลการทดลองประสิทธิภาพและผลวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยื่นที่กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย  กรมวิชาการเกษตร  เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร  หากคณะอนุกรรมการฯ เห็นควรให้ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพนักงานเจ้าหน้าที่จะออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายให้แก่ผู้ประกอบการต่อไป

ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพิจารณาขึ้นทะเบียนกลุ่มวัตถุอันตรายที่มีความปลอดภัยในทุกด้าน ได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ  สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช  เป็นลำดับแรก  ซึ่งปัจจุบันมีสารชีวภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรแล้วจำนวน 73 ทะเบียน ดังนี้ Bacillus thuringiensisจำนวน 57 ทะเบียน  ใช้ป้องกันกำจัดหนอนใยผัก หนอนกระทู้  หนอนเจาะฝักลายจุด  และหนอนหัวดำBacillus amyloliquefaciensจำนวน 1 ทะเบียน  ใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริกBacillus subtilisจำนวน 8 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคกาบใบแห้งในข้าว  และโรคแอนแทรคโนสในพริกBeauveria bassianaจำนวน 2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาว Metarhiziumanisopliae จำนวน 2 ทะเบียน  ใช้ป้องกันกำจัดเพลี้ยจักจั่นฝ้ายในมะเขือเปราะNuclear Polyhedrosis Virus (NPV) จำนวน 1 ทะเบียน  ใช้ป้องกันกำจัดหนอนกระทู้หอม และTrichoderma harzianumจำนวน 2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริก

สำหรับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย  การพิจารณาเพื่อเลือกที่จะใช้วัตถุอันตรายชนิดใดชนิดหนึ่งในประเทศ  จะมีการพิจารณาโดยการประเมินประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ซึ่งผู้ขอขึ้นทะเบียนทุกรายจะต้องทำการทดลองประสิทธิภาพกับพืชและศัตรูพืชตามที่ระบุไว้ในฉลาก  เพื่อพิสูจน์ว่าวัตถุอันตรายที่ขอขึ้นทะเบียนสามารถใช้ได้ผลจริงในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ที่สำคัญจะต้องผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา  เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร  ผู้บริโภค  และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญด้วย

ที่นี่ที่เดียว…ซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกกลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396227

ที่นี่ที่เดียว…ซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกกลางกรุง

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 19:58 น.
มนัญญา,ซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์
เปิดอ่าน 9 ครั้ง

มนัญญา ปลื้มผลงาน ซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรก ในเมืองหลวง ฟุ้งเพิ่มเงินเข้ากระเป๋าเกษตรกร มีกำลังใจทำพืชผักผลไม้อินทรีย์ ป้อนผู้บริโภค

30 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์แห่งแรกในกรุงเทพมหานครที่ร้านสหกรณ์พระนคร ถ.พหลโยธิน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ ซึ่งจะพัฒนาร้านสหกรณ์  ให้เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายพืชผักและผลิตผลการเกษตรจากสหกรณ์ทั่วประเทศ

เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าทั้งของสดและของแห้ง ซึ่งจะเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยในราคายุติธรรม  ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบถึงที่มาของแหล่งผลิตสินค้าแต่ละชนิด เพื่อสร้างความมั่นใจเมื่อเลือกซื้อสินค้าที่“ซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์”

ต้องการผลักดันให้สำเร็จเพราะหากทำได้ จะเป็นการนำสินค้าสหกรณ์ออกสู่ตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  ดังนั้นประมาณ  3 เดือน จะประเมินได้ว่าการตอบรับเป็นอย่างไร ต้องปรับปรุงอะไรให้ตรงใจคนซื้อ  เพราะสินค้าที่นำมาจำหน่ายที่นี่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่รักสุขภาพ บริโภคพืชผักและสินค้าที่คุณภาพดี

หากเสียงตอบรับดีจะมีการขยายออกไปทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ เพราะหากสินค้าขายได้ดี ก็จะเป็นผลให้เงินในกระเป๋าของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมีเพิ่มขึ้น ดังนั้นการที่ประชาชนมาช่วยอุดหนุนสินค้าสหกรณ์ นอกจากได้สินค้าดีแล้ว อีกทางหนึ่ง คือเรากำลังช่วยกันเกื้อกูลพี่น้องประชาชนของเราในพื้นที่ต่างจังหวัด  ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้มีกำลังใจผลิตสินค้าดี สินค้าปลอดภัยมาจำหน่าย  และอนาคตจะส่งเสริมให้ค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าขอขอบคุณทกฝ่ายร่วมมือกันส่งเสริมเปิดตลาดเพิ่มช่องทางให้สินค้าเกษตร จากทั่วประเทศเข้าเมืองหลวงของอร่อยที่สุดของประเทศไทย มาที่สหกรณ์พระนคร เป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้คนไทย บริโภคผักผลไม้ปลอดสารเคมี ผักอินทรีย์ ราคาไม่แพง ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ขอเป็นกำลังใจให้สหกรณ์เครือข่ายผู้ผลิต ทำให้เกิดซูเปอร์สหกรณ์ เป็นผลงานไม่ใช่ของดิฉัน คนเดียวเป็นของทุกคนภาคภูมิใจวันนี้เรามีตลาดของเกษตรกรได้ช่วยชาวบ้าน

“ซุเปอร์มารเก็ตสหกรณ์ จะขยายไปทุกจังหวัด อำเภอ อบต.ต่างๆ เร็วๆนี้จะเปิดจ.นครปฐม ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ รับรองจากต้นทางเป็นจีเอพี การผลิตสินค้า ไม่ใช่สารเคมี เป็นชีวภาพ และแก้ปัญหาเรื่องราคาที่ผ่านคนกลาง โยนกันไปกันมา ทำให้เกษตรกรไม่มีกำลังใจ เรามาทำตรงนี้ทำให้เกษตรกร มีรายได้มั่นคงขึ้น มีกำลังใจผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยมาขาย เกิดผลดีทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภค เปิดตลาดช่องทางให้คนรู้จักสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ จากฟาร์มสู่มือผู้บริโภค”น.ส.มนัญญา กล่าว

ศาลปกครองไม่นัดฟังคำพิพากษาแบน 3 สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396201

ศาลปกครองไม่นัดฟังคำพิพากษาแบน 3 สารเคมี

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 17:55 น.
3 สารเคมี,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

ศาลปกครองไม่นัดฟังคำพิพากษาแบน 3 สารเคมี หลังเกษตรกรยื่นร้องให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แบนสารเคมี​

30​ ตุลาคม 2562​ ​ ที่ศาลปกครอง​ นางอัญชุลี​ ลักษณ์​อำนวยพร ประธานเครือข่ายคนรักแม่กลอง บอกภายหลังออกจากห้องพิจารณาคดี 8 ศาลปกครอง ที่มีการไต่สวนฉุกเฉินกรณีแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร​ ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งทางกลุ่มเกษตรกรได้ยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองไปก่อนหน้านี้

โดยระบุว่า ศาลไม่ได้มีการนัดฟังคำพิพากษา ทางกลุ่มเครือข่าย เคารพในกระบวนการศาลและรอขั้นตอนการพิจารณาหลังจากนี้​ หากศาลเรียกข้อมูลส่วนใดก็ยินดีที่จะนำส่งให้

ทั้งนี้ไม่กังวลว่า​ ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว​ คำสั่งแบน 3 สารเคมีทัน​ วันที่ 1 ธันวาคม​ นี้​ ซึ่งเป็นวันดีเดย์การแบนสารเคมีหรือไม่​ เพราะจะต้องต่อสู้กับกลุ่ม NGO และกลุ่มการเมือง​ ที่ออกมาขับเคลื่อนให้มีการแบนสารเคมีไปตลอดทั้งชาติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า​ ศาลมีคำถามเน้นหนักในเรื่องใด​ นางอัญชุลีไม่ขอตอบคำถามดังกล่าว​ เนื่องจากกลัวจะละเมิดอำนาจศาล แต่วันนี้มีพยานที่ได้ให้ข้อมูลกับศาลไปเพียงแค่ 4 ปากจาก 25 ปาก เมื่อถามต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไปหากศาลมีคำพิพากษาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร​ บอกว่าไม่ขอตอบอย่างชัดเจน เพราะจะเป็นการละเมิดดุลพินิจของศา​ ลหรือไปชี้นำศาล​

นางอัญชุลี บอกอีกว่าหลังจากนี้อาจจะมีอาฟเตอร์ช็อก​ ตามมาอีกหลายลูก​ หลังจากที่สหรัฐส่งหนังสือคัดค้านการแบนไกลโฟเสต​ จะมีการตัดสิทธิ gsp สินค้าไทย  ยังมีประเทศคู่ค้าอีกหลายประเทศ​ ที่จะมีผลกระทบตามมา​ หลังจากที่ไทยตัดสินใจแบน 3 สารเคมี​ ซึ่งเป็นผลกระทบวงกว้างที่รัฐบาลอาจคิดไม่ถึง