เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.11 น.

‘สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ’ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเปิดนำเข้าสินค้าเนื้อหมูและเครื่องใน เพื่อลดการเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ย้ำจะกระทบอุตสาหกรรมสุกรทั้งประเทศ ทำเกษตรกรไทยหมดอาชีพ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหาร

6 เมษายน 2568 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวถึง กรณีที่ปรึกษารัฐมนตรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะเจรจาของรัฐบาลไทย ที่มีแนวคิดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเนื้อหมูจากสหรัฐ เพื่อลดดุลการค้า หลังสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 37% โดยระบุว่า สมาคมเห็นด้วยกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งประเทศไทยขาดแคลน และจำเป็นต้องใช้เพิ่มมากขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เติบโตขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อเสนอในการนำเข้าเนื้อหมู ซึ่งเป็นการทำลายอุตสาหกรรมหมูของไทย เพราะทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันได้และจำต้องเลิกอาชีพในที่สุด เมื่อนั้นจะไม่มีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกต่อไป เกษตรกรพืชไร่จะหมดอาชีพ และ ในที่สุด ก็จะไม่มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ อีก

“การเปิดรับเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐฯ ไม่เพียงกระทบอย่างรุนแรงต่ออาชีพเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ยังกระทบสุขอนามัยของผู้บริโภค ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมการผลิตหมูของไทยทั้งระบบ” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ ระบบการผลิตหมูในประเทศมีห่วงโซ่การผลิตที่ยาวมาก ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เช่น เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ พ่อค้าพืชไร่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยง โรงชำแหละ เขียง ผู้ค้าในตลาดสด รวมถึง ผู้ประกอบการแปรรูปหมู การนำเข้าหมูจะกระทบทุกขั้นตอนในห่วงโซ่การผลิต ทำลายระบบการผลิตเนื้อหมูทั้งหมด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ดังเช่นกรณีฟิลิปปินส์ที่ปล่อยให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ทำให้เกษตรกรในประเทศไม่มีแรงจูงใจในการเลี้ยง  ทยอยเลิกอาชีพและ ในที่สุดนำไปสู่การขาดแคลนเนื้อหมู ต้องอาศัยพึ่งพาการนำเข้า เกิดปัญหาหมูแพงขึ้น 15-30% กระทบชาวฟิลิปปินส์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน มาตรฐานการผลิตเนื้อหมูของไทยมีความปลอดภัยสูงกว่าเนื้อหมูสหรัฐ เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง เนื่องจากอาจส่งผลต่อระบบหัวใจและประสาทของมนุษย์ หากได้รับในปริมาณไม่เหมาะสม ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงได้ตามกฎหมาย แม้สารเร่งเนื้อแดง จะยังเป็นที่ถกเถียงในระดับสากลถึงข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้บริโภค ผลกระทบต่อสัตว์ และความปลอดภัยระยะยาว แต่ก็มีหลายประเทศที่ห้ามใช้หรือห้ามนำเข้าสินค้าจากสัตว์ที่ได้รับสารนี้  เช่น สหภาพยุโรป จีน และรัสเซีย สำหรับประเทศไทยการตระหนักในความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรักษามาตรฐานนี้ต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมู สู่การเป็นสินค้าเพื่อการส่งออก มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง มีการยกระดับการป้องกันโรค และป้องกันปัญหาหมูเถื่อนที่สร้างหายนะให้คนเลี้ยงหมูมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา หากมีการดำเนินการและการสนับสนุนอย่างเหมาะสม “หมูไทย” จะมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมหาศาล เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเนื้อไก่ที่ได้รับการพัฒนา จนแต่ละปีสามารถสร้างรายได้มากกว่าแสนล้านบาท โดยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยจากทั่วโลก

“ขอฝากถึงคณะเจรจาของรัฐบาลไทยนำโดยท่านรองนายกฯ และ รมว.คลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ที่กำลังจะเดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ โปรดยกเลิกแนวคิดนำเข้าเนื้อหมู เพราะจะสร้างปัญหาตามมาอีกมหาศาล ได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.03 น.

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) และการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ออกแบบงานจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปี พ.ศ.2570-2571 จังหวัดกำแพงเพชร

นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 พร้อมด้วย นายเจษฎา สาระ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามความเรียบร้อยการก่อสร้างอาคารสำนักงานสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) และความพร้อมของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯและพื้นที่แปลงที่จะดำเนินการออกแบบงานจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในปี พ.ศ. 2570-2571 ณ ตำบลวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร

โดยอาคารสำนักงานสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) มีความเรียบร้อยและพร้อมเปิดใช้งาน ส่วนพื้นที่งานจัดระบบฯปี พ.ศ. 2570-2571 มีความพร้อมทั้งในส่วนของพื้นที่ดำเนินการและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ

‘กุ้ง’สัตว์น้ำเศรษฐกิจไทย อร่อยช่วยชาติ นักวิชาการชี้อุตสาหกรรมการผลิตมีมาตรฐาน

'กุ้ง'สัตว์น้ำเศรษฐกิจไทย อร่อยช่วยชาติ นักวิชาการชี้อุตสาหกรรมการผลิตมีมาตรฐาน

‘กุ้ง’สัตว์น้ำเศรษฐกิจไทย อร่อยช่วยชาติ นักวิชาการชี้อุตสาหกรรมการผลิตมีมาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.48 น.

นักวิชาการ ชี้ อุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของไทยมีมาตรฐาน อยู่ภายใต้กฏหมายกำหนด ผู้บริโภคมั่นใจได้ในความปลอดภัย ชู “กุ้ง” สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของไทย อร่อย มีโปรตีนดี ไขมันน้อย ได้โอเมก้า-3  

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เดือนเมษายนเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้มีการบริโภคอาหารอย่างคึกคัก หนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยม คือ “กุ้ง” เพราะรสชาติหวานอร่อย จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ของโลก ทำให้กุ้งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของไทย   

“กุ้ง” แหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไม่มีไขมันอิ่มตัว ส่วนหัวของกุ้งอุดมไปด้วยกรดไขมันที่ดีในกลุ่มของโอเมก้า-3 ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจ รวมถึงลดความเสี่ยงการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง 

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลก อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยมีกุ้งสามชนิดเป็นหลัก ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งก้ามกราม โดยมีผลผลิตไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ตัน สำหรับการบริโภคทั้งภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ โดยตระหนักดีถึง “การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน” ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่การผลิตอาหาร เพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดี มีมาตรฐาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม 

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีข่าวจากต่างประเทศที่มีการใช้ฟอตเฟตในอุตสาหกรรมกุ้งแช่แข็งเกินมาตรฐานนั้น แนะผู้บริโภคอย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะอุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของไทยที่ได้มาตรฐาน มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามกฎหมายในข้อบังคับในการใช้สารประกอบฟอสเฟตในอาหารทะเล

ฟอตเฟต มีคุณสมบัติช่วยให้กุ้งอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ทำให้กุ้งเกิดความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำหนักจากการแช่แข็ง การละลาย หรือการขนส่ง ช่วยให้ปรับปรุงเนื้อสัมผัสให้ดีขึ้น เนื้อแน่น เด้ง ช่วยชะลอการเกิดสีคล้ำในเนื้อกุ้ง และยังยืดอายุการเก็บรักษาของกุ้งได้อีกด้วย ทั้งนี้ หากใช้ในปริมาณตามที่กฏหมายกำหนดจะทำให้กุ้งมีคุณสมบัติตามที่ต้องการและมีความปลอดภัยในการบริโภค

สำหรับวิธีการเลือกซื้อ กุ้งสด ให้เลือกหัวและลำตัวติดกันแน่น สีปกติตามธรรมชาติ เช่น กุ้งขาว เป็นสีขาวทั้งตัว และส่วนหัวบริเวณที่เป็นไขมันสีเหลืองไม่แตก อีกเคล็ดลับให้ดูที่ด้านหลังของกุ้ง หากยังเห็นไส้สีดำทั้งเส้น เป็นกุ้งที่มีสุขภาพดีแข็งแรง เพราะแสดงว่าก่อนจับกุ้งยังกินอาหาร เนื้อจะแน่น รสชาติหวานอร่อย ส่วนกุ้งต้มสุก หรือ กุ้งแปรรูป ต้องมีสีส้มสวยตามธรรมชาติ เส้นสีดำตรงลำไส้กุ้งอยู่ครบ จะมีรสชาติดีและเนื้อแน่น เช่น เดียวกับกุ้งสด 

ที่สำคัญในช่วงฤดูร้อน ขณะที่ซื้อกุ้งจากแหล่งจำหน่าย แนะนำให้หาภาชนะเก็บรักษาความเย็น เช่น กล่องโฟม ไปด้วยเพื่อใช้สำหรับเก็บรักษาอุณหภูมิ เพื่อความสดใหม่ และก่อนนำกุ้งเข้าแช่ในตู้เย็นให้ใส่ภาชนะที่ป้องกันอากาศและนำเข้าช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ส่วนกุ้งสุกให้แกะส่วนหัวออก ใส่ในภาชนะที่ปิดสนิทไม่สัมผัสกับอากาศและหากเก็บไว้หลายวันให้เก็บในช่องแช่แข็ง

009

‘รมว.นฤมล’เผย’กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

'รมว.นฤมล'เผย'กระทรวงเกษตรฯ'เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

‘รมว.นฤมล’เผย’กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.06 น.

“รมว.นฤมล”เผยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68 พร้อมเปิดลงทะเบียนออนไลน์ รับพันธุ์ข้าวพระราชทาน

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ว่า ในปีนี้ได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งประกอบด้วย พระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพระราชพิธีทางสงฆ์ โดยจะประกอบพระราชพิธี ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568 และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย สำหรับในวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธีคือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์จะประกอบพระราชพิธีในวันศุกร์ที่ 9 พ.ค.2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

“พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นพระราชพิธีซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก โดยกำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยาม ที่เหมาะสมต้องตามประเพณี ให้จัดขึ้นในเวลานั้นอันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา”

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในปี พ.ศ.2568 ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา คือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาววราภรณ์ วิลัยมาตย์ เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงานกรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย คู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา จำนวน 16 ราย และพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว จะทำหน้าที่ในการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืช ซึ่งนำมาใช้ในงานพระราชพิธีฯ โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2567 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา มาใช้ในงานพระราชพิธีฯ ประจำปี 2568ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 5 พันธุ์ (ขาวดอกมะลิ 105, กข 79, กข 85, กข 99 (หอมคลองหลวง 72) และกขจ 1 (วังทอง 72)) พันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 พันธุ์ (กข 6 และ กข 24 (สกลนคร 72)) เมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกที่นำเข้าในพระราชพิธีมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 4,880กิโลกรัม และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนรับชมและรับฟังการถ่ายทอดสดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่องทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสื่อโซเชียลมีเดีย รวมทั้งสามารถลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อขอรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ผ่านทางเว็บไซต์ https://rice.moac.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2568

– 006

เกษตรกรสทิงพระ ‘เก็บผลผลิตแตงกวาขาย’ หลังช่วงนี้ราคาดี-สร้างรายได้อย่างงาม

เกษตรกรสทิงพระ ‘เก็บผลผลิตแตงกวาขาย’ หลังช่วงนี้ราคาดี-สร้างรายได้อย่างงาม

เกษตรกรสทิงพระ ‘เก็บผลผลิตแตงกวาขาย’ หลังช่วงนี้ราคาดี-สร้างรายได้อย่างงาม

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.18 น.

เกษตรกรในอำเภอสทิงพระเก็บเกี่ยวผลผลิตแตงกวา ซึ่งเป็นพืชระยะสั้น ใช้เวลาปลูก 30 – 35 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตขายสร้างรายได้อย่างงามให้กับครอบครัว อีกทั้งในช่วงนี้แตงกวาราคาดี ในท้องตลาดราคา กก.ละ 25 บาท

วันที่ 4 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบัณฑิต – นางปราณี เหมือนนอง สองสามีภรรยา เกษตรกรอำเภอสทิงพระ ใช้พื้นที่ดิน 1 ไร่ ที่หมู่ที่ 7 ต.กระดังงา อ.สทิงพระ จ.สงขลา ปลูกพืชระยะสั้น โดยทำการปลูกแตงกวาพันธุ์จังโก้ 1,300 ต้น ยกเป็นร่อง 10 ร่องปลูกแตงกวา ร่องละ 130 ต้น และใช้ไม้เสม็ดทำเสาค้างขึงด้วยอวนตลอดแนวร่อง เพื่อให้แตงกวาได้เลื้อยขึ้นไปบนค้าง เมื่อเจริญเติบโต โดยใส่ปุ๋ยน้ำชีวภาพตั้งแต่เริ่มปลูกไม่ใช้สารเคมี รวมทั้งให้น้ำทางสายยางใช้เครื่องสูบน้ำสูบจากคลองส่งน้ำที่ขุดกักเก็บน้ำไว้ สองสามีภรรยาใช้เวลาดูแลแตงกวาเป็นอย่างดี ใช้ระยะเวลาในการปลูก 30- 35วัน แตงกวาเจริญงอกงามดี โดยไม่มีศัตรูพืชมารบกวน  ออกดอกออกผล และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในวันนี้

สำหรับแตงกวาชุดนี้ ใช้สารปรับปรุงบำรุงดิน ของกรมพัฒนาที่ดินเพื่อปรับสภาพดิน การเก็บเกี่ยวผลผลิตแตงกวาของนายบัณฑิต-นางปราณี เหมือนนอง เกษตรกรอำเภอสทิงพระ ผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยราคาแตงกวาในวันนี้ที่แม่ค้ามารับซื้อที่บ้านราคาอยู่ที่ กก.ละ 15 บาท และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวันตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน และได้ตั้งเป้าในการขายผลผลิตแตงกวาแปลงนี้ไว้ 2 หมื่นบาท จากการลงทุนในการปลูก 6,500 บาท ในเวลา 1 เดือน

นายบัณฑิต เหมือนนอง เกษตรกรอำเภอสทิงพระ กล่าวว่า วันนี้เป็นการเก็บผลผลิตแตงกวาชุดแรกที่ได้ทยอยออกมาก่อน โดยเก็บได้ 30 กก.ปลูกทั้งหมด 1,300 หลุม ในพื้นที่ 1 ไร่ แตงกวาเจริญเติบโตดี ลูกดก แล้วได้ราคา ในส่วนของปัญหาในการปลูกแตงกวา ไม่มีปัญหาเลย เพราะปลูกโดยใช้ชีวภาพล้วนๆ โดยไม่ใช้สารเคมีเลย ไม่มีแมลงมารบกวน ///-026

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ส่ง จนท.ร่วม บก.ปคบ.บุกทลายโรงงานอาหารสัตว์เถื่อนจังหวัดนครปฐม

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ส่ง จนท.ร่วม บก.ปคบ.บุกทลายโรงงานอาหารสัตว์เถื่อนจังหวัดนครปฐม

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ส่ง จนท.ร่วม บก.ปคบ.บุกทลายโรงงานอาหารสัตว์เถื่อนจังหวัดนครปฐม

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เผย ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. บุกตรวจสอบสถานที่ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อนในจังหวัดนครปฐม พบลักลอบผลิตและแบ่งบรรจุอาหารสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต อายัดของกลางมูลค่ารวมกว่า 3.3 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ประกอบด้วย สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองสารวัตรและกักกัน กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม ปฏิบัติการร่วมกับตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ). ในการบุกตรวจสอบแหล่งผลิตอาหารสัตว์เถื่อนในจังหวัดนครปฐม ตามที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่า มีการลักลอบผลิตอาหารสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์และตำรวจ บก.ปคบ. ร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมของสถานที่ต้องสงสัย ก่อนขอหมายค้นจากศาลจังหวัดนครปฐม และเข้าตรวจสอบสถานประกอบการดังกล่าวในตำบลทัพหลวง อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

ขณะเข้าตรวจสอบพบว่า สถานประกอบการดังกล่าวกำลังดำเนินการผลิตอาหารสัตว์โดยใช้เครื่องบรรจุซองอัตโนมัติและภาชนะบรรจุอาหารสัตว์ โดยมีบุคคลที่แสดงตัวเป็นผู้จัดการสถานประกอบการ แต่ไม่สามารถนำใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์มาแสดงได้ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 15 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าหน้าที่ได้อายัดเครื่องจักร อุปกรณ์ และอาหารสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตทั้งหมด 29 รายการซึ่งประกอบด้วย อาหารสัตว์ 10 รายการ มูลค่า 1,806,915 บาท ซองบรรจุผลิตภัณฑ์ 11 รายการ มูลค่า 1,117,971 บาท และเครื่องมือเครื่องจักร 8 รายการ มูลค่า 416,400 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,341,286 บาท นอกจากนี้ ยังได้เก็บตัวอย่างอาหารสัตว์จำนวน 3 ตัวอย่าง เพื่อส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์

คณะเจ้าหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อความปลอดภัยของทั้งสัตว์และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หากพบการกระทำผิด กรมปศุสัตว์จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้ที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

– 006

ผู้ช่วยฯร่วมทำน้ำปลาจาก‘หมอคางดำ’

ผู้ช่วยฯร่วมทำน้ำปลาจาก‘หมอคางดำ’

ผู้ช่วยฯร่วมทำน้ำปลาจาก‘หมอคางดำ’

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดกิจกรรมฝึกอาชีพ แปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำปลา จากปลาหมอคางดำ โดยมีนายวีระศักดิ์ สัจจะปกาสิต ผอ.ส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำจังหวัดสมุทรสาครนายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร

ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า ที่ผ่านมา จ.สมุทรสาคร ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในแหล่งน้ำสาธารณะ และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร โดยภาครัฐมีมาตรการต่างๆ ออกมาแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือมาตรการลงแขกลงคลอง กำจัดปลาหมอคางดำ มาทำน้ำปลา โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร บูรณาการร่วมกับเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร และภาคเอกชน นำปลาหมอคางดำที่จับได้ มาแปรรูปเป็นน้ำปลา ภายใต้แบรนด์ “หับเผยสมุทรสาคร”เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขังและเป็นการส่งเสริมให้เกิดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำในวงกว้าง

สำหรับพื้นที่จัดกิจกรรมเป็นเรือนจำชั่วคราวบางหญ้าแพรก สังกัดเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร ตั้งอยู่ด้านข้างภายนอกเรือนจำ มีเนื้อที่ 2 ไร่ 50 ตารางวาเป็นสถานที่ควบคุมอบรมและฝึกวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังชั้นดี ในรูปแบบของแปลงเกษตร บ่อเลี้ยงปลา พื้นที่เลี้ยงสัตว์ และลานแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยกิจกรรมผลิตน้ำปลาจากปลาหมอคางดำครั้งนี้ ใช้ปลาหมอคางดำ ที่จับได้เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ประมาณ 500 กิโลกรัมมาทำเป็นวัตถุดิบ ในสัดส่วน 1 ต่อ 4 คือเกลือ 1 ส่วนต่อปลาหมอคางดำ 4 ส่วนซึ่งเป็นสูตรแบรนด์น้ำปลาใน จ.เพชรบุรีที่การันตีความหอมและรสชาติถูกปากทุกคน ซึ่งหลังจากนี้มีการต่อยอดแบรนด์น้ำปลาหับเผยสมุทรสาคร ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ฉก.พญานาคราชลุยจับ เมล็ดฝ้ายเถื่อนมูลค่า1.8ล้าน

ฉก.พญานาคราชลุยจับ  เมล็ดฝ้ายเถื่อนมูลค่า1.8ล้าน

ฉก.พญานาคราชลุยจับ เมล็ดฝ้ายเถื่อนมูลค่า1.8ล้าน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) พญานาคราช กล่าวภายหลังนำกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการลักลอบนำเข้าเมล็ดฝ้าย ผ่านท่าเรือแหลมฉบัง โดยเข้าตรวจสอบ 2 จุด คือ 1.ท่าเรือแหลมฉบัง และ 2.ที่ตั้งบริษัทที่นำเข้าเมล็ดฝ้าย เขตทุ่งครุ กทม.

เบื้องต้นเข้าตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าเมล็ดฝ้าย ที่ท่าเรือแหลมฉบัง พบข้อมูลในระบบแจ้งนำเข้าสินค้าของด่านตรวจพืช (NSW) มีชื่อผู้นำเข้ารายเดียวกันกับที่มีการแจ้งการนำเข้ากากเมล็ดฝ้ายไว้กับด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และจากการประสานข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง พบว่าตู้สินค้าทั้งหมดถูกปล่อยออกไปจากเขตท่าเรือแหลมฉบัง แล้ว จึงขยายผลไปยังโกดังให้เช่าเก็บสินค้า เลขที่ 319/10 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ พบว่าในโกดังมีเมล็ดฝ้าย 231,942 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1,831,876.29 บาท ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งการตรวจค้นพบว่าสินค้าเป็นเมล็ดฝ้ายจริงตามที่ได้รับข้อมูล สำหรับสินค้าที่สำแดงอันเป็นเท็จ มีความผิดตามมาตรา 8 พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และแก้ไขเพิ่มเติม (นำเข้า
สิ่งต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต) และสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จในเอกสารแจ้งการนำเข้า และความผิดตามมาตรา 202, 244 และ 252 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 และความผิดตามมาตรา 8 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จึงแจ้งข้อกล่าวหา และเก็บตัวอย่างสินค้า มอบให้พนักงานสอบสวน อายัดห้ามเคลื่อนย้ายไว้ในโกดัง เพื่อดำเนินคดี โดยลงบันทึกจับกุมที่ สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

พด.คัดเกษตรกรดีเด่น ด้านพัฒนาที่ดิน-หมอดินอาสา

พด.คัดเกษตรกรดีเด่น ด้านพัฒนาที่ดิน-หมอดินอาสา

พด.คัดเกษตรกรดีเด่น ด้านพัฒนาที่ดิน-หมอดินอาสา

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดี กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่าได้รับมอบหมายจากทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้คัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จาก 16 สาขาอาชีพโดยให้ความสำคัญแก่หมอดินอาสา ที่ทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการพัฒนา ดูแลดินและที่ดินทางการเกษตร นับตั้งแต่ปี 2538 พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น ปี 2568 ซึ่งคัดเลือกจากหมอดินอาสา 77,777 คน ที่มีผลงานดีเด่น มีความรู้ความสามารถ ในการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร รวมทั้งเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะประกาศผลการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 ภายในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สำหรับเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศลำดับที่ 2-3 จะได้รับโล่เงินและโล่ทองแดง นอกจากนี้หมอดินอาสาดีเด่น ในลำดับ 1-2จะได้รับโล่ พร้อมรางวัลเงินสด ในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน(23 พฤษภาคม)

ด้านนายพชร อริยะสกุล ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการฯ มี 2 ระดับ คือคณะกรรมการในระดับเขต เพื่อคัดเลือกหมอดินอาสาที่โดดเด่นที่สุด เป็นตัวแทนระดับเขตจากสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1–12 ส่งมายังคณะกรรมการคัดเลือกระดับกรม เพื่อพิจารณาคัดเลือกจากผลงาน รวมถึงการลงพื้นที่คัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น มีหลักเกณฑ์และคุณสมบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้ เป็นเกษตรกร/บุคคลทางการเกษตร มีสัญชาติไทย ประพฤติดี ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละเพื่อส่วนรวม มีผลงานดีเด่นให้ส่วนรวมนำไปใช้ประโยชน์ได้ พื้นที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เคยได้รับพระราชทานโล่รางวัลเกษตรกร/บุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติ สาขาเดียวกันมาก่อน นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์การให้คะแนนความคิดริเริ่ม พยายามฟันฝ่าอุปสรรค มีผลสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ เป็นผู้นำ ทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ

อนึ่ง วันพระราชพิธีพืชมงคลนับตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ลงมติให้เป็น“วันเกษตรกร” ประจำปี โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม 2568

กรมชลฯเดินหน้า ‘บางระกำโมเดล’ ขยายอีก6หมื่นไร่ ทำนาก่อนน้ำหลาก

กรมชลฯเดินหน้า  ‘บางระกำโมเดล’  ขยายอีก6หมื่นไร่  ทำนาก่อนน้ำหลาก

กรมชลฯเดินหน้า ‘บางระกำโมเดล’ ขยายอีก6หมื่นไร่ ทำนาก่อนน้ำหลาก

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้ใช้น้ำ ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ หรือ “โครงการบางระกำโมเดล” ต่อเนื่อง เป็นปีที่ 9 โดยได้จัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกไว้ 390 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เนื่องจากปริมาณน้ำสะสมจากช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ปีนี้สามารถขยายพื้นที่โครงการจาก 265,000 ไร่ เป็น 327,000 ไร่ โดยเริ่มทยอยส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2568 เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงเพาะปลูกพร้อมกัน และเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากช่วงกลางเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งเป็นไปตามการปรับปฏิทินการเพาะปลูก ช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม อีกทั้งช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนบน รวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยระหว่างนั้นเกษตรกรยังใช้ประโยชน์จากพื้นที่แก้มลิง สร้างรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง เก็บกักน้ำไว้ใช้เป็นน้ำต้นทุนทำเกษตรกรรมและการอุปโภค-บริโภคในปีถัดไป

อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่า “บางระกำโมเดล” เป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด สามารถลดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจากฤดูน้ำหลาก ทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุดตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์