ฝนหลวงลุยแก้ปัญหาฝุ่นภาคเหนือต่อเนื่อง

ฝนหลวงลุยแก้ปัญหาฝุ่นภาคเหนือต่อเนื่อง

ฝนหลวงลุยแก้ปัญหาฝุ่นภาคเหนือต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.08 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งลุยบรรเทาฝุ่นภาคเหนือต่อเนื่อง ไม่เว้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ เดินหน้าทำฝนหลวง ช่วยพื้นที่เกษตรทุกภูมิภาค และบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บ

วันนี้ (10 เม.ย.) นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือยังอยู่ในระดับปานกลาง จนถึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งกรมฝนหลวงฯ โดยหน่วยดัดแปรสภาพอากาศจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแพร่ และจังหวัดพิษณุโลก จึงวางแผนปฏิบัติการด้วยเทคนิคการก่อเมฆ เลี้ยงเมฆให้อ้วน เพื่อดูดซับและระบายฝุ่นออกจากพื้นที่เป้าหมาย รวมถึงใช้เทคนิคการลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศผกผันด้วยการสเปรย์น้ำเย็นเพื่อระบายฝุ่นออกจากชั้นอุณหภูมิผกผัน ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงวันที่ 6-7 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ปฏิบัติการช่วยพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน พะเยา ตาก เชียงราย อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ และกำแพงเพชร ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองลดลงในระดับหนึ่ง และมีฝนตกบริเวณพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่กำลังจะมาถึง ทางกรมฝนหลวงฯ จะยังคงปฏิบัติภารกิจบรรเทาฝุ่นละอองขนาดเล็กทุกวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนอากาศสะอาดให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้กันอย่างปลอดภัย

นายราเชน กล่าวอีกว่า นอกจากภารกิจการบรรเทาฝุ่น PM2.5 แล้ว ขณะนี้ได้ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งและเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีความต้องการมาตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.2568 และในเดือน เม.ย.นี้ มีการปรับแผนตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงประจำเดือน เม.ย.รวม 5 หน่วย ได้แก่ หน่วยฯ จังหวัดนครราชสีมา หน่วยฯ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หน่วยฯ จังหวัดนครสวรรค์ หน่วยฯ จังหวัดจันทบุรี และหน่วยฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจะเน้นช่วยพื้นที่การเกษตรที่กำลังเตรียมเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก และเติมน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 30% สำหรับผลปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.–7 เม.ย.2568 พบว่า ปฏิบัติการฝนหลวงไปแล้ว 32 วัน 256 เที่ยวบิน มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง 47.63 ล้านไร่ มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 14 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-เล็ก 37 แห่ง ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสะสม 34.34 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ ตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ช่วงสัปดาห์นี้ประเทศไทยตอนบน มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้มีการตั้งหน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บ 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยฯ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเฝ้าระวังการปฏิบัติการบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บ โดยใช้เครื่องบินปรับความดัน Super King Air และเครื่องบิน Alpha Jet ปฏิบัติการเพื่อให้ตกเป็นฝน ลดความรุนแรงและความเสียหายให้แก่บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 1 มี.ค.–7 เม.ย.2568 ปฏิบัติการไป 10 วัน 16 เที่ยวบิน ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ 361 นัด ปฏิบัติการในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่  จ.อุดรธานี สกลนคร ชัยภูมิ หนองบัวลำภู สุโขทัย เพชรบูรณ์ นครราชสีมา ลพบุรี มหาสารคาม ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง แพร่ และเลย

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้ง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดีย @drraa_pr หรือขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั่วทุกภูมิภาค หรือโทรศัพท์หมายเลข 02-109-5100 ต่อ 410

015

ปลัดเกษตรฯเยี่ยมการเตรียมพระโคพระราชพิธีพืชมงคล

ปลัดเกษตรฯเยี่ยมการเตรียมพระโคพระราชพิธีพืชมงคล

ปลัดเกษตรฯเยี่ยมการเตรียมพระโคพระราชพิธีพืชมงคล

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.06 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจเยี่ยมการจัดเตรียมพระโคในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568

วันนี้ (10 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการจัดเตรียมพระโคในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง-คู่หาบเงิน ผู้ปฏิบัติหน้าที่จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพราชบุรี ต.หนองโพ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพราชบุรี สังกัดสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยพระโคแรกนาขวัญ และพระโคสำรอง ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ที่กรมปศุสัตว์ ได้คัดเลือก 2 คู่ คือพระโคแรกนาขวัญ 1 คู่ ได้แก่ พระโคพอ พระโคเพียง และพระโคสำรอง 1 คู่ ได้แก่ พระโคเพิ่ม พระโคพูล เป็นโคพันธุ์ขาวลำพูนที่ได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์ คือ เป็นโคที่มีลักษณะดี รูปร่างสมบูรณ์ มีความสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร ความยาวลำตัวไม่น้อยกว่า 120 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอกไม่น้อยกว่า 180 เซนติเมตร โคทั้งคู่จะต้องมีสีเดียวกัน ผิวสวย ขนเป็นมัน กิริยามารยาทเรียบร้อย ฝึกง่าย สอนง่ายไม่ดุร้าย มีเขาลักษณะโค้งสวยงามเท่ากัน ตาแจ่มใส หูไม่มีตำหนิ หางยาวสวยงามดี มีขวัญหน้าขวัญทัดดอกไม้ซ้ายขวา และขวัญหลังถูกต้อง มีขาและกีบข้อเท้าแข็งแรง มองดูด้านข้างลำตัวจะเป็นสี่เหลี่ยม

สำหรับพระโคในทางศาสนาพราหมณ์ หมายถึงเทวดาผู้ทำหน้าที่เป็นพาหนะของพระอิศวร ซึ่งเปรียบได้กับการใช้แรงงานและความเข้มแข็ง และเป็นสัตว์เลี้ยงที่พระกฤษณะและพระพลเทพดูแล ซึ่งเปรียบได้กับความอุดมสมบูรณ์  ดังนั้นในการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงได้กำหนดให้ใช้พระโคเพศผู้เข้าร่วมพระราชพิธีเสมอมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นตัวแทนของความเข้มแข็งและความอุดมสมบูรณ์

ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมทั้งเทพีคู่หาบทอง-คู่หาบเงิน ได้รับชมการสาธิตการฝึกซ้อมไถโดยพระโคคู่แรกนา และพระโคสำรอง รวมทั้งร่วมการฝึกซ้อมไถกับพระโคคู่แรกนา ณ ลานอเนกประสงค์ ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพราชบุรี ซึ่งการตรวจเยี่ยมการจัดเตรียมพระโคในครั้งนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ด้วย

015

‘อธิบดีกรมชลประทาน’ ประชุม คกก.บริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ครั้งที่ 2/2568

‘อธิบดีกรมชลประทาน’ ประชุม คกก.บริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ครั้งที่ 2/2568

‘อธิบดีกรมชลประทาน’ ประชุม คกก.บริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ครั้งที่ 2/2568

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.13 น.

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ครั้งที่ 2/2568  โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร นายสมชาย คณาประเสริฐกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรม นางสุนทรี ใหญ่สว่าง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษศาสตร์ การเงิน การคลัง นายโรจน์วัฒน์ อินทร์ทุ่ง ผู้อำนวยการกองแผนงาน ในฐานะผู้บริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน นางนิตยา ปานขำ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ กองแผนงาน พร้อมด้วย ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม  ณ ห้องประชุมกรมชลประทาน ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบ zoom meeting

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เพื่อพิจารณาการขอยกเลิกการจัดซื้อครุภัณฑ์ การขออนุมัติแผนการดำเนินงานเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2568 และการขออนุมัติคืนรายได้ค่าชลประทาน สำหรับผู้ได้รับยกเว้นค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สาม ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามกฎระเบียบ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

‘19 องค์กรกุ้ง’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ เสนอต่อรองกลุ่มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐ

‘19 องค์กรกุ้ง’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ เสนอต่อรองกลุ่มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐ

‘19 องค์กรกุ้ง’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ เสนอต่อรองกลุ่มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐ

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.15 น.

‘19 องค์กรกุ้ง’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ เสนอต่อรองกลุ่มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐ

9 เมษายน 2568 นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า ในวันนี้สมาคมฯในนามของพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้ง 19 องค์กร พร้อมด้วยสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และ 4 บริษัทส่งออก ได้นำข้อเสนอพิจารณาเจรจาต่อรองกลุ่มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐอเมริกา เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นผู้แทนรับที่ทำเนียบรัฐบาล

นายเอกพจน์ กล่าวว่า การเข้ายื่นข้อเสนอดังกล่าวเพื่อให้เป็นแนวทางให้ภาครัฐ ได้มีข้อมูลที่รอบด้าน ครอบคลุมภาคเกษตรทั้งระบบ  โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาล แยกตัวเลขออกเป็น 2 อุตสาหกรรม คือ อุตสาหกรรมการเกษตร(สินค้าเกษตร) และอุตสาหกรรมการผลิต จะเห็นชัดว่าตัวเลขของอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐาน และไทยผลิตเองนั้นเกินดุลมาไม่มากประมาณ 80,000 ล้านบาท ซึ่งองค์กรในอุตสาหกรรมกุ้งไทยได้หารือและมีมติเห็นพ้องต้องกันที่จะขอเสนอให้รัฐบาลไทยเจรจาในส่วนของสินค้าเกษตร โดยใช้เฉพาะการเทียบดุลสินค้าเกษตรเท่านั้น

ทั้งนี้ พันธมิตรฯ สนับสนุนข้อเสนอของสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งได้มีการยื่นข้อเสนอก่อนหน้านี้ โดยมีใจความสำคัญ คือ 

1. ข้าวโพด เพื่อผลิตอาหารสัตว์ในสัดส่วนที่ขาดแคลนจำนวน  1.5 ล้านตัน เป็นมูลค่า 13,500 ล้านบาท และสามารถเติบโตได้ถึง 4.2 ล้านตัน เป็นมูลค่า 36,000 ล้านบาท  

2. กากถั่วเหลือง โดยขอให้ลดภาษีกากถั่วเหลือง เฉพาะจากสหรัฐฯ จาก 2% เหลือ 0% ตลอดไป จะทำให้ผู้นำเข้าทั้งหมด เปลี่ยนการนำเข้าจากบราซิลเป็นนำเข้าจากสหรัฐฯ  ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้มีมูลค่าประมาณ 48,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ให้เกษตรกรกลุ่มปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงได้อีกด้วย 

3. กากข้าวโพด DDGS ซึ่งปัจจุบันมี ภาษีนำเข้า 9% หากรัฐบาลลดเหลือ 0% อาจจะทำให้มีการนำเข้าราว 9,900 ล้านบาท ดังเช่นปี 2561

นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวด้วยว่า  ข้อเสนอให้มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ จากสหรัฐฯ  จะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ เพราะเป็นการเปลี่ยนแหล่งนำเข้า และนำเข้าในจำนวนที่ขาดแคลนเท่านั้น  ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยให้มีโอกาสลดต้นทุน และสินค้ากุ้งไทยที่จะถูกเก็บภาษีจากนโยบายสหรัฐฯ  สำหรับเกษตรกรในประเทศ มีผู้ผลิตอาหารสัตว์ดูแล โดยรับซื้อในราคาที่เหมาะสม     ขณะเดียวกัน ยังจะทำให้การนำเข้าสินค้าในอุตสาหกรรมเกษตรจากสหรัฐฯ ของไทยเพิ่มเป็น 61,500 – 93,900 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศสหรัฐฯได้ 

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ดุลการค้าสหรัฐอเมริกามูลค่ากว่า  1.66 ล้านล้านบาท ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการเพิ่มภาษีการค้าขึ้นอีก 37%  สร้างความกดดัน และหนักใจในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ลงทุนโดยตรง

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.30 น.

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’  

8 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯ ต่อการประชุมติดตามมาตรการการค้าสหรัฐอเมริกาช่วงบ่ายวันนี้ (8 เม.ย.) ก่อนที่ทีมไทยจะเดินทางไปเจรจา ว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ต้องดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร และให้ข้อคิดเห็นกับผู้ที่จะเดินทางไปเจรจา เพราะกระทรวงเกษตรฯ ไม่ใช่ผู้เจรจา จึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อเกษตรกร เพราะมันจะไม่ใช่กระทบต่อในประเทศ แต่กระทบต่อสินค้าส่งออกด้วย จึงจำเป็นต้องดูให้รอบคอบ

เมื่อถามถึงกรณีสมาคมผู้เลี้ยงสุกร คัดค้านการนำเข้าหมูจากสหรัฐอเมริกา นางนฤมล กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องการสะท้อนข้อมูลเนื่องจากสอดคล้องกับทิศทางที่กลุ่มผู้เรียกร้องเสนอ รวมไปถึงจะกระทบกับสุขภาพผู้บริโภคอย่างไรเนื่องจากมีผลวิจัยอยู่

นางนฤมล กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นประเด็นการประกอบการตัดสินใจของทีมเจรจาที่จะไปเสนอต่อสหรัฐฯ เพราะเมื่อเราจะไปเจรจาอะไรต้องดูผลประโยชน์คนไทยเป็นหลัก แต่กระทรวงเกษตรฯ ต้องดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร และส่วนตัวไม่ต้องการให้เอาภาคเกษตรไปแลกให้ภาคอื่นๆ ซึ่งเจ้าของอาจไม่ใช่คนไทยด้วยซ้ำ บางทีอุตสาหกรรมต่างๆ อาจเป็นต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยใช้ไทยเป็นทางการผลิต จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

8 เมษายน 2568 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นำกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (ฝั่ง ก.พ.) เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทยมีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าและลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย  ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบ และแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้ นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) ให้ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร จำนวน 5 คน ได้เข้ามาพูดคุย หารือหาแนวทางต่างๆ พร้อมรับฟังปัญหาความต้องการของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ในห้องประชุม ประมาณ 40 นาที ก่อนจะออกมารับหนังสือดังกล่าว

สำหรับหนังสือดังกล่าว ระบุว่า เรื่อง ขอเสนอเพื่อแก้ปัญหาตามประกาศคำสั่งกำหนดภาษีนำเข้าต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย ตามประกาศคำสั่ง Exocutive Orders ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tants) สำหรับประเทศไทย ภายได้กฎหมาย Intemalional Emergency Economic Power Act of 1977 (IEEPA) เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 โดย Individualized Reciprocal Higher Tariff ประเทศไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 36% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568 นั้น

ก่อนหน้านี้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้มีการหารือกับกลุ่มภาคการผลิตปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และกลุ่มอาหารสัตว์ ภายใต้ชื่อ “สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” โดยมีข้อเสนอรายการสินค้าที่จะนำเข้าเพิ่มจากสหรัฐ เพื่อให้การเกินดุล และขาดดุลการค้าระหว่างไทย-สหรัฐแคบลง เพื่อลดแรงกดดันในการที่ต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ที่จะมาสร้างผลกระทบกับเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุกรภายในประเทศ หลังจากที่สมาคมฯ ได้ศึกษาข้อกฎหมายในการประกาศดังกล่าว ที่เป็นการเร่งแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งข้อเสนอในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง และ DDGSเพิ่มในลักษณะเปลี่ยนถิ่นกำเนิดของการนำเข้าเป็นสหรัฐอเมริกา ที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้กับสหรัฐฯในการส่งสินค้ามายังประเทศไทยได้เป็นจำนวนถึง 84,000 ล้านบาท หรือ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีตามข้อเสนอของสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 25668

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จึงขอยืนแนวทางแก้ปัญหาการเกินดุลกับสหรัฐฯ ตามแนวทางเดียวกับสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ โดยขอให้รัฐบาลละเว้นการพิจารณาที่จะนำเข้าสินค้าสุกร ทั้งเนื้อสุกรและเครื่องในเข้ามายังประเทศไทย ที่จะสร้างปัญหาให้กับผู้เลี้ยงสุกรของไทยหลังจากเผชิญปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในช่วงปี 2563-2565 และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสุกร อย่างมากในช่วงปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็น 2 วิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมสุกรไทย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่ม“ผู้เลี้ยงหมู”บุกทำเนียบฯ! 8 เมษายน ยื่นหนังสือ“นายกฯอิ๊งค์” ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ แจ้งว่า ในวันที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ฝั่ง กพ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทย มีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้า และลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบและแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อหมูจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรไทยซึ่งมีเกษตรกรอยู่มากกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงจะกระทบห่วงโซ่การผลิตหมูทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ไปจนถึงโรงแปรรูปเนื้อหมู ตลอดจนกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงจากหมูสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากรัฐยอมให้นำหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งมีผลถึงระบบหัวใจและระบบประสาทของมนุษย์เข้ามา ย่อมกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นหายนะร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะเจรจาลดการขาดดุลของสหรัฐด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯในกลุ่มที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิ้ล เชอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและสหรัฐฯ

เกษตรกรและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ กล่าวอีกว่า พร้อมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจากับสหรัฐ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนชาวไทย และรักษาอาชีพเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ตลอดจนรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้สำเร็จ

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.29 น.

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

นักวิชาการแนะ ก่อนเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาควรพิจารณารอบด้าน ถึงผลกระทบระยาว ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยของสุขภาพของคนไทย ย้ำประเทศไทยมีการเลี้ยงและการผลิตสุกรที่ดีตามมาตรฐานสากล ปลอดภัย ตลอดห่วงโซ่การผลิต

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต เลาหสินณรงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า และประเทศไทยอาจมีการเจรจานำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ เพื่อต่อรองลดดุลการค้านั้น ขอแนะนำว่าก่อนการเจรจาอยากให้พิจารณาให้รอบด้านถึงผลกระทบในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพของคนไทย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การเลี้ยงหมูในสหรัฐฯ อนุญาตให้มีการใช้ สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งส่งผลถึงผู้บริโภคโดยตรง อีกทั้งกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร กระทบต่ออาชีพเกษตรกรของไทย มิเช่นนั้นในระยะยาวอาจทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการผลิตอาหารจากต่างชาติ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีในอนาคต

สารเร่งเนื้อแดง คือ ยารักษาโรคสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดลมให้ผู้ป่วยสามารถหายใจคล่องขึ้น อยู่ในกลุ่มเบตาอะโกนิสท์ (Beta-Agonist) เช่น ซัลบูทามอล (Salbutamol) เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) มาเพนเทอรอล (Mapenterol) หรือแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งจากผลข้างเคียงของยาดังกล่าว ผู้เลี้ยงหมูจึงนำยากลุ่มนี้มาผสมในอาหารสัตว์ หรือ นำไปฉีดในหมู เพราะหมูที่ได้รับยาจะตื่นตัวและเคลื่อนไหวตลอดเวลา กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น ทำให้สัดส่วนไขมันของหมูบางลง สัดส่วนเนื้อแดงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่บริโภคเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจะได้รับยาที่ตกค้างอยู่ในกล้ามเนื้อหมู หลังการรับประทานยาจะออกฤทธิ์ทันที โดยมีอาการ หายใจเร็วขึ้น ใจสั่น กล้ามเนื้อสั่น สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ กลุ่มคนที่เป็นโรคหัวใจ มีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ หากได้รับยานี้ จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูง และคนที่เป็นโรคเบาหวาน ยานี้จะไปบดบังอาการของโรคทำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่รู้ตัวและวูบได้

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต ย้ำว่า “สารเร่งเนื้อแดง ไม่สลายตัวจากความร้อน ดังนั้นกระบวนการปรุงอาหารไม่สามารถช่วยกำจัดสารนี้ได้ แม้ผ่านกระบวนการปรุงอาหารแล้ว สารนี้ยังคงตกค้างอยู่” การนำยาดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อในหมู หรือเร่งให้มีเนื้อแดงมากขึ้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนขั้นตอนกระบวนการการผลิต ในขณะที่ประเทศไทยมีมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงและการผลิตสุกรได้มาตรฐานสากล มีการพัฒนาคุณภาพของเนื้อหมูและประสิทธิภาพการผลิตตามมาตรฐานตลอดห่วงโซ่มาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการป้องกันโรคและการเลี้ยงสุกรที่เหมาะสม (Good Agricultural Practices; GAP) การจัดการให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ตลอดจนการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีทั้งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และหุ่นยนต์ มาใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์และขบวนการแปรรูป เพื่อให้เนื้อหมูมีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

บุกทำเนียบฯ! 8 เม.ย.‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่น‘นายกฯ’ค้านนำเข้าหมู หวั่นอาชีพล่มสลาย

7 เมษายน 2568 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ แจ้งว่า ในวันที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ฝั่ง กพ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทยมีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าและลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบ และแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ)

ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อหมูจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรไทยซึ่งมีเกษตรกรอยู่มากกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงจะกระทบห่วงโซ่การผลิตหมูทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ไปจนถึงโรงแปรรูปเนื้อหมู ตลอดจนกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงจากหมูสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากรัฐยอมให้นำหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งมีผลถึงระบบหัวใจและระบบประสาทของมนุษย์เข้ามา ย่อมกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นหายนะร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะเจรจาลดการขาดดุลของสหรัฐด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯในกลุ่มที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง  กากถั่วเหลือง ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิ้ล เชอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและสหรัฐฯ

เกษตรกรและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ กล่าวอีกว่า พร้อมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจากับสหรัฐ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนชาวไทย และรักษาอาชีพเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ตลอดจนรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้สำเร็จ

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’เป็นปธ.เปิดกิจกรรม’สงกรานต์ รัน 2568’

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'เป็นปธ.เปิดกิจกรรม'สงกรานต์ รัน 2568'

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’เป็นปธ.เปิดกิจกรรม’สงกรานต์ รัน 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.21 น.

เมื่อเวลา 5.40 น.วันที่ 6 เมษายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” พร้อมด้วย นายภาชน์ จารุภุมมิก หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการ สำนัก/กอง/ศูนย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.และผู้เข้าร่วมกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” ร่วมในพิธีเปิด โดยมี นายสมยศ เกษสุวรรณ นายอำเภอบางไทร เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ณ บริเวณลานหน้าศาลาพระมิ่งขวัญ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ (เดิม)) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ในการขับเคลื่อนภารกิจตามที่ได้รับมอบให้เป็นไปตามพระบรมราโชบาย จึงได้มีแนวคิดในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยจัดกิจกรรม “สงกรานต์ รัน 2568” ร่วมกับชมรมนักวิ่ง กรุงเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรักสุขภาพโดยการออกกำลังกาย รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ภารกิจของ ส.ป.ก.ด้านงานศิลปหัตถกรรม ซึ่งมีผลิตภัณฑ์งานฝีมืออันเลื่องชื่อจาก 12 แผนกวิชาของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) ที่มุ่งเน้นการสร้างความดึงดูดผ่านทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ ศิลปหัตถกรรมของท้องถิ่นด้วยสื่อ และการท่องเที่ยว

ในการนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ได้ร่วมกิจกรรมเดินเพื่อสุขภาพ ระยะทางรวม 3 กิโลเมตร และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.บางส่วนได้ร่วมกิจกรรมใน ระยะ “ฟัน รัน 5 กิโลเมตร” และ “มินิ มาราธอน 10 กิโลเมตร” อีกด้วย โดยกิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีสงกรานต์อันดีงามของไทย รวมไปถึงยังส่งเสริมให้ประชาชน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและใกล้เคียง มาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ร่วมกิจกรรม รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ได้รู้จัก ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร (เดิม) หรือศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) ซึ่งได้กลับมาเปิดให้เยี่ยมชมและท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง

– 006