ก.เกษตรฯมอบโฉนดต้นไม้ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ก.เกษตรฯมอบโฉนดต้นไม้ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ก.เกษตรฯมอบโฉนดต้นไม้ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.18 น.

ส.ป.ก.แท็คทีม กยท.ประเดิมมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา อัปสถานะต้นไม้เป็นสินทรัพย์ รับโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนให้เกษตรกรไทย

วันนี้ (29 พ.ค.) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) Kick off โครงการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ขึ้นอย่างเป็นทางการ ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการเดินหน้าตามนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันขึ้น ในการนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน ตัวแทนเกษตรกร และสื่อมวลชนเข้าร่วม โดยรับชม รับฟัง พร้อมกันทั้งประเทศ มีการถ่ายทอดสดไปยัง 144 จุดทั่วประเทศ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 12,000 คน ไฮไลท์สำคัญการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา รวมกว่า 11,620 ฉบับ พร้อมกันนี้ 3 หน่วยงาน จรดปากกามีพิธีลงนามแสดงเจตจำนงระหว่าง ธ.ก.ส. ส.ป.ก. และ กยท.ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นแหล่งทุนใหม่สำหรับเกษตรกร พร้อมจัดกิจกรรมมอบต้นไม้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมงานเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือและการเริ่มต้นผลักดันนโยบาย

สำหรับโครงการโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา นำมาซึ่งโอกาสในการสร้างและพัฒนาศักยภาพของต้นไม้และต้นยางพาราให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันทางสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้ อาทิ ธ.ก.ส. และสถาบันการเงินอื่นๆ ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ลดข้อจำกัดและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งเสริมการสร้างรายได้จากเนื้อไม้และกิจกรรมคาร์บอนเครดิต อันเป็นการยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรและระบบการเกษตรอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกต้นไม้และต้นยางพาราในระบบการเกษตรมากยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบเกษตรเชิงเศรษฐกิจและวนเกษตร ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดย ส.ป.ก. มีเป้าหมายในการออกโฉนดต้นไม้ 392,562 แปลง 1.6 ล้านไร่ทั่วประเทศ และ กยท.มีเป้าหมายออกโฉนดต้นยางพารา 11.17 ล้านไร่ ภายใน 1 ปี

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ต้นไม้เป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ ไม่เพียงแต่ในเชิงเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่ารวมกว่า 350,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไปสู่ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2065 ตามที่ได้ให้คำมั่นกับประชาคมโลก ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่องร่วมกับทุกภาคส่วน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทั้งต่อยอดพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรอื่นในระบบการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

015

กรมหม่อนไหมจัดใหญ่ประกวดผลิตภัณฑ์ไหมทั่วไทย

กรมหม่อนไหมจัดใหญ่ประกวดผลิตภัณฑ์ไหมทั่วไทย

กรมหม่อนไหมจัดใหญ่ประกวดผลิตภัณฑ์ไหมทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.09 น.

กรมหม่อนไหม เตรียมจัดงานใหญ่ “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหม ตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมระดับประเทศ ประจำปี 2568” เพื่อเป็นการนำเสนอภูมิปัญญาการผลิตไหมไทยและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของอาชีพหม่อนไหม

วันนี้ (29 พ.ค.) นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้จัดการแข่งขันสาวไหม ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม อย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้เกษตรกร เยาวชนจากสถาบันการศึกษา มีความตื่นตัวในการสืบทอดการผลิตผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น และตระหนักถึงคุณค่าของไหมไทย รวมทั้งมีความตื่นตัวในการอนุรักษ์เทคนิคการทอผ้าไหมและรักษาคุณภาพสินค้าและการสร้างสรรค์ผลงานได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดในปัจจุบัน เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารูปแบบในการนำผ้าไหมมาใช้ในชีวิตประจำวันได้กว้างขวางมากขึ้นเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และสามารถขยายตลาดผ้าไหมไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมทั้ง สร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ผลิตงานที่มีคุณภาพอีกด้วยซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

“สำหรับในปีนี้ การประกวดแบ่งเป็น 32 ประเภท ได้แก่ การประกวดเส้นไหมไทยพื้นบ้าน 6 ประเภท และการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม 26 ประเภท โดยการประกวดเส้นไหม ผู้ส่งเส้นไหมประกวด จะต้องเข้าแข่งขันสาวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านด้วยมือ ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมที่ต้องใช้ความชำนาญและเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิปัญญาที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน โดยจะตัดสินคุณภาพจากความสม่ำเสมอของขนาด สี และการรวมตัวของเส้นไหม เป็นต้น ในส่วนของการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน จะเป็นผ้าไหมลายอัตลักษณ์ของไทยประจำท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งมีความสวยงามแตกต่างกันออกไป โดยต้องเป็นผ้าไหมที่ผ่านการรับรองคุณภาพจากกรมหม่อนไหม และได้รับเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทานสีทอง สีเงิน สีน้ำเงิน และสีเขียว สำหรับการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม ได้แก่ สิ่งประดิษฐ์ประเภทกระเป๋าที่มีองค์ประกอบหลักเป็นผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดรวมกัน ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 – 3 จะได้รับโล่และเงินรางวัล ผลงานที่ได้รับรางวัลจะถูกนำไปจัดแสดงในงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ปี 2568 รวมทั้งการเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วย” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2568 สามารถร่วมงานได้ในวันที่ 12 มิ.ย.2568 ที่สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

015

กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

กรมประมง เล็งสร้างต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชน ภายใต้ “พะเยาโมเดล” จัดคอร์สถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาเคลื่อนที่เพื่อปล่อยเลี้ยงในนาข้าวสรรพสี หนุนส่งเสริมวิถีการทำเกษตรแบบผสมผสาน สร้างแหล่งอาหารที่ยั่งยืน

วันนี้ (29 พ.ค.) กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะพันธุ์ปลาด้วยชุดเพาะฟักแบบเคลื่อนที่ (Mobile Hatchery) พร้อมมอบชุดอุปกรณ์ให้แก่สมาชิกกลุ่มชุมชนประมงท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปลาในนาข้าวสรรพสี ตามโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา พร้อมเตรียมผลักดันสู่การเป็นต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชน ภายใต้พะเยาโมเดล

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวสรรพสี ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ภายใต้ “พะเยาโมเดล” กรมประมงซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ จึงได้ดำเนินโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน โดยใช้วิถีการทำเกษตรแบบผสมผสานมาร่วมพัฒนาพื้นที่แปลงนา ด้วยการเลี้ยงปลาในระหว่างปลูกข้าวสรรพสี ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้สัตว์น้ำช่วยควบคุมและกำจัดศัตรูพืช ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมของการเจริญเติบโตของต้นข้าว ลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าว ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักการควบคุมทางธรรมชาติ (Natural Base Solution : NBS) 

สำหรับการเดินหน้าโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมง แหล่งน้ำชุมชนพื้นที่  ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ในขณะนี้ กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยชุดเพาะฟักเคลื่อนที่ (Mobile Hatchery) ให้แก่ชุมชนประมงท้องถิ่น “กลุ่มประมงชุมชนตำบลสันป่าม่วง” ที่มีการปลูกข้าวสรรพสี ซึ่งมีสมาชิก 22 ราย พร้อมมอบชุดอุปกรณ์ 1 ชุด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแปลงนาศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งอยู่ภายใต้ “พะเยาโมเดล”

นอกจากนี้ ยังได้เร่งดำเนินกิจกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนอื่นๆ เพื่อให้เกิดเป็นแหล่งอาหารประจำหมู่บ้าน โดยได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนให้กลุ่มชุมชนประมงท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรในแหล่งน้ำ รวมทั้งอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน ตลอดจนสามารถต่อยอดไปถึงการแปรรูปผลผลิตสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“กรมประมงพร้อมที่จะสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และศักยภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้หน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชนของพื้นที่จังหวัดพะเยาและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรและประชาชน พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และขับเคลื่อนภาคเกษตรไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป”  นางฐิติพร กล่าว

015

‘ฉก.พญานาคราช’ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

'ฉก.พญานาคราช'ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

‘ฉก.พญานาคราช’ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.36 น.

“ฉก.พญานาคราช” พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่สุ่มตรวจทุเรียนแช่เยือกแข็งในพื้นที่จังหวัดระยองอย่างเข้มข้น พบว่าสินค้านำเข้าจากเวียดนาม  รวมทั้งสิ้น 54,720 กิโลกรัม สั่งอายัดแล้ว พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์สาร BY2 ถ้าพบต้องทำลายทิ้งทั้งหมด

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ฉก.พญานาคราช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นำโดย นายพงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการ มกอช. เป็นหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร ได้กำหนดแผนเข้าตรวจสอบคุณภาพทุเรียนแช่เยือกแข็ง ที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง การปฏิบัติตามข้อกำหนดตามมาตรฐานบังคับทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560) เช่น ปริมาณและแหล่งการรับวัตถุดิบ ขั้นตอนกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพของสินค้า เป็นต้น

จากการเข้าตรวจสอบสถานที่เก็บสินค้าพบว่า มีปริมาณสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งนำเข้าจากเวียดนาม จำนวน 2,736 กล่อง กล่องละ 20 กิโลกรัม รวมทั้งสิ้น 54,720 กิโลกรัม โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอายัดสินค้าดังกล่าว และสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์สาร BY2 Cadmium และเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค 4 ชนิด ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจที่ต้องใช้กระบวนการทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ประมาณ 5- 7 วัน หากมีรายงานผลการตรวจสอบว่าพบสาร BY2 และ Cadmium จะดำเนินการทำลายสินค้าดังกล่าว ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ต่อไป

ด้านนายพงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า  มกอช.  จะกำหนดแผนบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และ ฉก.พญานาคราช ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งเชิงรุกที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานบังคับ : การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560) โดยจากข้อมูลโรงงานผลิตทุเรียนที่ขึ้นทะเบียนส่งออกในระบบคำขอใบอนุญาตส่งออก TAS-License  มีจำนวน 108 ราย มีปริมาณโรงงานแช่เยือกแข็ง แยกตามรายจังหวัด ดังนี้ 1) จังหวัดจันทบุรี จำนวน 24 โรงงาน 2) จังหวัดชุมพร จำนวน 21 โรงงาน 3) จังหวัดปทุมธานี จำนวน 19 โรงงาน 4) จังหวัดระยอง จำนวน 10 และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ประสานบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่กำกับดูแลการนำเข้าทุเรียนแช่เยือกแข็ง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมศุลกากร เป็นต้น เพื่อยกระดับการตรวจสอบความปลอดภัยโดยกำหนดมาตรการให้การนำเข้าทุเรียนสดและทุเรียนแช่เยือกแข็งจากต่างประเทศ ต้องแนบรายงานผลวิเคราะห์ (Test report) ว่าไม่พบการปนเปื้อน BY2 Cadmium และทำการเปิดตู้สินค้าทุกตู้ เพื่อตรวจสอบและเก็บตัวอย่างส่งตรวจห้องปฏิบัติการวิเคราะห์หาสารทั้งสองรายการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาในประเทศไทย รวมทั้งเป็นการตรวจเข้มมาตรฐานสินค้าเกษตรที่จะส่งออกจากไทยไปต่างประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก

‘เกษตรกร’สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

'เกษตรกร'สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

‘เกษตรกร’สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

ราคาปาล์มดิ่งหนักเหลือ 3.70 บาทต่อกิโลกรัม ด้านเกษตรกรเดือดจัดนัดรวมพลบุกกรุงเทพฯ 29 พ.ค.นี้หวังทวงสัญญาลมๆ แล้งๆ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มว่า ขณะนี้ราคาปาล์มน้ำมันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดยก่อนหกน้านี้มีความหวังที่เคยได้รับปากจากภาครัฐ กลับกลายเป็นคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ในสายตาชาวสวนปาล์มภาคใต้ ต้นทุนยังสูงแต่ราคาขายกลับทรุดหนัก จากที่เคยหวังกิโลกรัมละ 5 บาท ตอนนี้กลับเหลือเพียง 3.70 บาทเท่านั้น

นายวัชระ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมการค้าภายในได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ราคาปาล์มจะประกันที่กิโลกรัมละ 5 บาท แต่ในความเป็นจริงที่เกษตรกรพบกลับตรงกันข้าม ราคาตลาดพุ่งลงเหว เหลือเพียง 3.70 บาท ห่างไกลจากที่รัฐเคยให้คำมั่นไว้อย่างน่าตกใจ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดในภาคใต้ทั้งหมดจะเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ พรุ่งนี้( 29 พ.ค) เวลา 10.00 น. จุดหมายปลายทางคือ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีเป้าหมายคือการยื่นหนังสือต่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทย “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบ และเร่งแก้ไขปัญหาที่กำลังบีบรัดปากท้องของชาวสวนอย่างหนัก

นายสุมาตร  อินทรมณี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องหลัก ดังนี้ 1. รัฐต้องประกาศราคาประกันขั้นต่ำที่ 5 บาทต่อกิโลกรัมอย่างเป็นทางการ 2. ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน และ 3. จัดสรรงบเยียวยาฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งนี้ ต้นทุนเราสูงขึ้นทุกปี ค่าแรง ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน ไม่มีอะไรลด แต่ราคาที่รัฐรับปาก กลับกลายเป็นแค่ลมปาก

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

'เลขาธิการ มกอช.'เป็นประธานเปิดสัมมนา'ยกระดับฮาลาลไทย 2025'

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา “ยกระดับฮาลาลไทย 2025: พัฒนาและก้าวสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโลก” ณ โรงแรมบ้านไทยบูทีค กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการทางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) และ ผู้ควบคุมการเชือดสัตว์ฮาลาล (Halal Supervisor) ที่เกี่ยวข้อง พร้อมการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings

การสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางของระบบฮาลาลไทยในบริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงตลาดประเทศคู่ค้าทั่วโลก ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในเวทีนี้ ได้แก่ บทบาทของ OIC และ SMIIC ในการกำหนดกรอบมาตรฐานฮาลาลระดับโลก การขับเคลื่อนมาตรฐานการรับรองฮาลาลร่วมของอาเซียน ที่อยู่ระหว่างกระบวนการสรุปผล และข้อกำหนดล่าสุดของประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย ตุรกี และอินโดนีเซีย ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อการส่งออกของไทยโดยตรง

นอกจากมิติด้านนโยบายระหว่างประเทศแล้ว การสัมมนายังมุ่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสถานการณ์ของตนเองได้อย่างเป็นระบบ และเข้าใจแนวโน้มด้านมาตรฐานของแต่ละกลุ่มประเทศ อันจะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างอย่างเหมาะสม ทั้งในระดับองค์กรรับรองฮาลาล หน่วยควบคุมการผลิต ไปจนถึง Halal Supervisor ในโรงงาน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการบูรณาการระบบฮาลาลโดยรวม ทำให้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีถ่ายทอดข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางพัฒนางานของตนเองอย่างมีเป้าหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบสินค้าฮาลาลของไทยให้มีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ผ่านการวางระบบที่มีความเป็นเอกภาพ ชัดเจน และพร้อมปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมการหารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ประจำประเทศไทย ในประเด็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนยจากนิวซีแลนด์

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายกฤติพิพัฒน์ รัตนนาวินกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ เข้าร่วมการหารือฯ โดยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ นายโจนาธาน คิงส์ (Mr. Jonathan Kings) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศ เข้าพบเพื่อหารือในประเด็นการนำเข้านมผงขาดมันเนย ภายใต้ความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ
 

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดัดแปรสภาพอากาศ ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แห่งราชอาณาจักรไทย และศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศ (Weather Modification Centre: WMC) ภายใต้สังกัดองค์การอุตุนิยมวิทยา แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Meteorological Administration: CMA)  ลงนามข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศสำหรับการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวน อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในอนาคต

27 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ลงนามฝ่ายไทย และ นายจ้าว จื้อเฉียง (Mr. Zhao Zhiqiang) รองอธิบดี ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศ องค์การอุตุนิยมวิทยาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ลงนามฝ่ายจีน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวง

และการบินเกษตร กรุงเทพมหานคร ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในเป้าหมายร่วมกันที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สนับสนุนทางเทคนิค และเสริมสร้างศักยภาพด้านการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเฉพาะการพัฒนาแบบจำลอง ทางคณิตศาสตร์ อุปกรณ์เมฆฟิสิกส์ และเทคโนโลยีทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการให้แม่นยำ รวดเร็ว และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เล็งเห็นถึงความเชี่ยวชาญและศักยภาพของทั้งสองประเทศ จึงได้ริเริ่มความร่วมมือกับศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 และได้นำไปสู่การลงนามข้อตกลงฉบับแรกในปี พ.ศ. 2564 ภายใต้กรอบระยะเวลาความร่วมมือ 4 ปี ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อให้ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องภายหลังสถานการณ์ COVID-19 และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นชอบในการขับเคลื่อนดำเนินงานให้ต่อเนื่อง โดยบูรณาการประเด็นความสนใจเทคนิคการทำฝนของแต่ละฝ่าย ซึ่งจะนำแบบจำลองการพยากรณ์อากาศและการดัดแปรสภาพอากาศสำหรับเมฆอุ่นที่พัฒนาโดยฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน มาทดลองและเก็บข้อมูลการปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่นในประเทศไทย เพื่อพัฒนาผลการพยากรณ์ของแบบจำลองให้มีความแม่นยำมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อหวังให้เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประเทศไทย ทั้งด้านการพัฒนาและยกระดับโครงการวิจัยการปฏิบัติการทำฝนเมฆอุ่น ให้มีความแม่นยำ และหวังผลได้สูงสุด โดยการลงนามข้อตกลงฉบับใหม่นี้ ไม่เพียงเป็นกลไกในการขับเคลื่อนภารกิจร่วมกันเท่านั้น หากยังเป็นเสมือนสะพานแห่งมิตรภาพที่เชื่อมโยงสองประเทศให้มีความเข้าใจ สนับสนุน และเติบโตร่วมกันในมิติของวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

-(016)

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

27 พฤษภาคม 2568 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานทั่วประเทศ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมประชุมฯ ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC)  กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการภารกิจระหว่าง 2 หน่วยงาน ที่จะช่วยยกระดับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และเป็นจุดหมายใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยที่ประชุมได้มีการหารือแผนพัฒนาและปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬา ด้านการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและภาพรวมของประเทศได้อีกด้วย

-(016)

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมประชุมสัมมนา’ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมประชุมสัมมนา'ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ'

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมประชุมสัมมนา’ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมเข้าประชุมสัมมนา “ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการที่มีการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ พ.ศ.2568” โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา พร้อมด้วย นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้แทนจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร โครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตำบลคลองหอยโข่ง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านป่าคา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร เข้าร่วมประมาณ 400 คน ณ ห้องประชุมพึ่งบุญฯ อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร