‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ' ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.37 น.

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เข้าร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการบรรยายให้ความรู้ ที่สนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพข้าวในครัวเรือน โดยกรมการข้าวสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร ณ โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

จากนั้นในช่วงบ่าย นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมลงพื้นที่ ณ โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา ตำบลหนองไผ่ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ติดตามการดำเนินโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านหนองสามขา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย กรมชลประทาน มีแผนงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

– 006

ปลัดฯให้โอวาท 12 เยาวชนเกษตรฝึกงานที่ญี่ปุ่น

ปลัดฯให้โอวาท 12 เยาวชนเกษตรฝึกงานที่ญี่ปุ่น

ปลัดฯให้โอวาท 12 เยาวชนเกษตรฝึกงานที่ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.28 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้โอวาทเยาวชนเกษตรทั้ง 12 คน ก่อนเดินทางไปฝึกงานด้านเกษตรที่ญี่ปุ่น ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาพัฒนาภาคเกษตรไทยในอนาคต

วันนี้ (10 เม.ย.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังกล่าวให้โอวาทแก่เยาวชนเกษตรที่ได้รับการคัดเลือกและผ่านการฝึกอบรมโครงการเตรียมความพร้อมผู้นำเยาวชนเกษตรเพื่อไปฝึกงานตามข้อตกลงความร่วมมือกับสภาแลกเปลี่ยนทางการเกษตรของญี่ปุ่น (JAEC) และจะเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการไปฝึกงานด้านการเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2568 เป็นระยะเวลา 11 เดือน จำนวน 12 คน ซึ่งมีกำหนดการเดินทางในวันที่ 10 เมษายน 2568 โดยมี นายปรมินทร์ ไตรทิพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะผู้จัดการฝึกอบรมฯ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การฝึกอบรมโครงการเตรียมความพร้อมผู้นำเยาวชนเกษตรเพื่อไปฝึกงานตามข้อตกลงความร่วมมือกับสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรของญี่ปุ่น (JAEC) ปี 2568 ซึ่งโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่น ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนถึงปัจจุบัน มีเยาวชนเกษตรผ่านเข้าร่วมโครงการมาแล้วทั้งสิ้น 676 คน

“เยาวชนเกษตรที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของประเทศไทยทั้ง 12 คน ในปีนี้ ควรภาคภูมิใจ ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจอย่างสุดความสามารถ และอย่าท้อถอย ต้องกล้าแสดงออก ทั้งทางกาย และการพูดจา เพื่อให้ครอบครัวญี่ปุ่นรับรู้ถึงความตั้งใจมุ่งมั่น และความพยายามที่จะเรียนรู้ของเรา อ่อนน้อมถ่อมตน และแสดงความมีน้ำใจช่วยเหลือการงานเท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญคือต้องเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำมาพัฒนาการเกษตรของตนเอง และเป็นตัวอย่างให้แก่เกษตรกรอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต”  ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้แนวคิดในการต่อยอดและพัฒนาภาคเกษตรไทยในอนาคต โดยมุ่งเน้นการตลาดและส่งออกเป็นสำคัญ เพราะสินค้าเกษตรไทยถือว่าเป็นที่ต้องการของท้องตลาดและมีคุณภาพในระดับส่งออกได้ แต่ยังขาดการเพิ่มศักยภาพและแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ขายและส่งออกสินค้าได้ด้วยตนเอง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางให้ได้ ทั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในการเพิ่มช่องทางการตลาดและรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคตด้วย

สำหรับปี 2568 คณะกรรมการบริหารโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ได้คัดเลือกเยาวชนให้เข้ารับการอบรมเตรียมความพร้อม จำนวน 12 คน เข้ารับการฝึกอบรมโครงการเตรียมความพร้อมผู้นำเยาวชนเกษตรเพื่อไปฝึกงานตามข้อตกลงความร่วมมือกับสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรของญี่ปุ่น (JAEC) ปี 2568 ระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 10 เมษายน 2568 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 65 วัน มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในแบบญี่ปุ่น ตลอดจนฝึกวินัย และความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย โดยจัดหลักสูตรฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎี ฝึกปฏิบัติในศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี และฝึกงานในฟาร์มรุ่นพี่ที่เคยผ่านการฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตการฝึกงานกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

015

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.55 น.

‘นักวิชาการ’ชี้สารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

ดร.ศยามล สิทธิสาร อาจารย์ประจำ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี กล่าวว่า ประเทศสหรัฐอเมริกานับเป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ของโลก และอนุญาตให้ใช้ สารเร่งเนื้อแดง ได้ในปริมาณที่ควบคุมไว้ ในขณะที่ยังมีอีกหลายประเทศห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดงโดยเด็ดขาด รวมถึงประเทศไทยด้วย

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองอาหารสัตว์ สารเหล่านี้ห้ามใช้ในอาหารสัตว์เด็ดขาด รวมถึง อย.กระทรวงสาธารณสุข มี พ.ร.บ. คุ้มครอง หากตรวจพบในอาหาร คือ ผิดกฎหมาย  โดยสารเร่งเนื้อแดง จะส่งผลในผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังอยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไฮเปอร์ไทรอยด์ ลมชัก ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการของโรคมากขึ้น ได้แก่ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนศีรษะ บางรายส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้อกระตุก มือสั่น

สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารสังเคราะห์ ในกลุ่มเบตาอะโกนิสท์ (Beta-Agonist) ในทางการแพทย์ยานี้ถูกใช้ในเรื่องช่วยขยายหลอดลมผู้ป่วย หอบหืด หลอดลมอักเสบ จุดเด่นของตัวยานี้ คือขยายหลอดลม  สารกลุ่มนี้มีหลากหลายชนิด แต่ที่เกษตรกรมักจะนำมาใช้มากที่สุดคือ ซัลบูทามอล (Salbutamol) และ แรคโตพามีน (Ractopamine) ด้วยจุดประสงค์ให้หมูมีอาการตื่นตัว ออกวิ่งอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยลดชั้นไขมันและเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อให้หมูมีเนื้อแดงมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรขายได้ในราคาดีขึ้นด้วย โดยวิธีการคือจะผสมในอาหารและน้ำดื่ม ในอาหารจะให้อยู่ประมาณไม่เกิน 10 กรัมต่อกิโลกรัมอาหารสัตว์ และเนื่องจากผสมในน้ำดื่มด้วยทำให้สัตว์ได้รับยาทั้งวัน หากผู้บริโภคเนื้อสัตว์ได้รับสารนี้สะสมไปเรื่อยๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก โรคหัวใจ เพราะยามีฤทธิ์กระตุ้นการเต้นของหัวใจ

ดร.ศยามล กล่าวเพิ่มเติมว่า มีรายงานจากทางฝั่งยุโรปว่าหญิงมีครรภ์จะถูกกระตุ้นให้เกิดเนื้องอกบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง จากรายงานแม้พบสารเร่งเนื้อแดงในปริมาณเพียงเล็กน้อยหน่วยมิลลิกรัม แต่หากได้รับต่อเนื่องเรื่อยๆ เป็นเดือนหรือเป็นหลายสัปดาห์ขึ้นไป เพียงเดือนสองเดือนไม่ต้องถึงปี กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวอยู่จะแสดงอาการผลข้างเคียงเร็วมาก ตอนนี้ทางฝั่งสหรัฐอเมริกายินยอมให้ใช้สารนี้ โดยการใช้สารเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ทำได้ในการปศุสัตว์ หากอยู่ในความดูและควบคุมที่เหมาะสม โดยกำหนดให้ใช้ในเกณฑ์ปริมาณที่ไม่ส่งผลอันตรายก็ยอมรับได้ แต่สำหรับประเทศไทยและสหภาพยุโรป มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก จึงไม่อนุญาตให้ใช้สารนี้เลย โดยให้ตรวจพบเป็นศูนย์ได้เท่านั้น

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius Commission : Codex) ได้กำหนดปริมาณมาตรฐานสากล ในการตกค้างสูงสุด ( Maximum Residue Limits (MRLs)) ในเนื้อและไขมันไว้ว่าต้องค้างไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ในตับไม่เกิน 40 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม และในไตไม่เกิน 90 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ แต่ในขณะที่หลายประเทศไม่ยอมรับค่า MRLs ที่ Codex กำหนด โดยอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับที่ยอมรับไม่ได้

สำหรับประเทศไทย จากการศึกษาข้อมูลผู้บริโภค พบว่า คนไทยนิยมบริโภคทั้งเนื้อหมู เครื่องในหมู และเลือดหมู จึงอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารตกค้างเกินกว่าค่าที่ Codex กำหนด ดังนั้น การคำนึงถึงสุขภาพของคนไทยในระดับสูงสุดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการเปิดตลาดรับหมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงเข้ามา.

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.52 น.

เกษตรกรวอนรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกิน‘หมูมะกัน’ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง ยกทัพขอ‘รมว.คลัง-หอการค้าฯ’ช่วยป้องอาชีพก่อนล่มสลาย

10 เมษายน 2568 วันนี้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกว่า 1,000 คน ยกทัพบุกกระทรวงการคลัง-หอการค้าไทยฯ ยื่นหนังสือขอความเห็นใจ พร้อมนำหัวหมู 37 หัว บนบานกู้วิกฤต หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 37% เพื่อลดการขาดดุลการค้า และรัฐบาลไทยเตรียมเจรจาเปิดทางนำเข้าเครื่องในหมูสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดที่มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทให้ล่มสลาย  รวมถึงกระทบสุขภาพคนไทย เสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ  พร้อมกันนี้ได้เข้าพบ รมว.กษตรฯ  ขอบคุณที่เคียงข้างเกษตรกรไทย

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ระบุว่า จากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่ระบุว่าอนุมัติให้มีการนำเข้าเครื่องในสุกรจากสหรัฐฯนั้น สร้างความกังวลใจแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากเครื่องในหมูเป็นแหล่งสะลมสารเร่งเนื้อแดงที่สหรัฐฯใช้กันอย่างแพร่หลาย หากนำเข้าเครื่องในมาไม่ว่าจะใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยงหรืออาหารมนุษย์ ก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงและต่อประชาชนคนไทยทั้งสิ้น เนื่องจากมีผลต่อระบบประสาทและหัวใจ ขณะที่คนไทยกินเครื่องในหมูในปริมาณมากเทียบเท่าเนื้อหมู จึงไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อสุขภาพคนไทย 

ทั้งนี้ การนำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ ยังส่งผลกระทบมหาศาลต่อเกษตรกรและอีกหลายภาคส่วน เป็นเหตุผลที่กลุ่มเกษตรกรรวมตัวมาเพื่อขอความเห็นใจจาก นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาแก้ปัญหาดุลการค้าสหรัฐฯ ให้ช่วยปกป้องอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทย ให้สามารถยืนหยัดผลิตเนื้อหมูให้คนไทยบริโภคได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน รักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศต่อไป ทั้งนี้ อาชีพผู้เลี้ยงหมูเป็นอาชีพดั้งเดิมอยู่คู่ประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน แม้จะล้มลุกคลุกคลานเผชิญปัญหามากมายมาโดยตลอด แต่กลุ่มเกษตรกรและภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็มุ่งมั่นตั้งใจยกระดับ พัฒนา ปรับปรุง เพื่อผลิตเนื้อหมูให้คนไทยบริโภคด้วยคุณภาพหมูที่สะอาด ปลอดภัย เป็นความภูมิใจของคนเลี้ยงหมูทุกคน 

การยื่นหนังสือในวันนี้มีข้อมูลให้ คณะเจรจาได้นำไปพิจารณา คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สนับสนุนการนำเข้าพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่ขาดแคลน หรือผลิตได้ไม่เพียงพอในบ้านเรา เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลือง ซึ่งจะสามารถเพิ่มดุลการค้าให้สหรัฐฯได้ถึงปีละ 84,000 ล้านบาท น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเจรจาครั้งนี้ได้ไม่น้อย ทั้งนี้ จะเป็นการนำเข้าในส่วนที่ประเทศไทยมีไม่เพียงพอ ซึ่งจะไม่กระทบเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ในประเทศไทย นับว่าคุ้มค่ากว่าการนำอุตสาหกรรมสุกรและห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ไปแลกอย่างชัดเจน

ปัจจุบันปริมาณผลผลิตเนื้อหมูของไทย อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับความต้องการบริโภคของประชาชน หากปล่อยให้มีเนื้อหมูสหรัฐฯ เข้ามาปริมาณซัพพลายจะเกินกว่าดีมานด์ ส่งผลกระทบไปตลอดห่วงโซ่การผลิต ดังเช่นสถานการณ์หมูเถื่อนที่เกิดขึ้นอย่างหนักในช่วงปี 2564 ที่ทำให้ผู้เลี้ยงต้องสูญเสียอาชีพไปมากมาย

สินค้าทั้งชิ้นส่วนและเครื่องในสุกรของสหรัฐ ผลิตจากประเทศที่มีกฎหมายไม่ห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง ในขณะที่ประเทศไทยมีกฎหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ห้ามใช้ในการเลี้ยงและกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ห้ามปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์สุกรทุกชนิดแม้จะมีการอ้างว่ามีการเลี้ยงโดยไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงในสหรัฐ  ในขณะที่กฎหมายของสหรัฐไม่ห้ามการใช้  จะเป็นปัญหาเช่นเดียวกับกลุ่มประเทศยุโรปไม่รับสินค้าไก่เนื้อจากประเทศที่ใช้ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ในขณะที่ประเทศไทยมีการส่งไก่เนื้อไปยังยุโรปและออกกฎหมายในลักษณะที่ห้ามใช้สารต้องห้ามในลักษณะเดียวกับกลุ่มยุโรปเช่นกัน  ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน  หากผู้บริโภครับประทานเนื้อสัตว์หรือเครื่องในที่มีสารตกค้างดังกล่าว จะมีผล เป็นความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ และแม้จะนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่มสุนัขและแมว ก็ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง และเกิดข้อจำกัดในการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปตามมา

ในวันเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรยังเดินทางเข้ายื่นหนังสือที่ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ปกป้องเกษตรกรเช่นกัน หลังประธานสภาหอการค้าฯ เคยเสนอแนวคิดให้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ 

จากนั้นเดินทางเข้าพบ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอบคุณที่แสดงจุดยืนเคียงข้างเกษตรกร และประกาศจะไม่ยอมเอาผลประโยชน์ของภาคเกษตรไปแลกกับข้อตกลงทางการค้า ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจแก่กลุ่มเกษตรกรเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงช่วยปกป้องอาชีพเกษตรกร แต่รัฐมนตรีเกษตรฯ ยังช่วยปกป้องสุขอนามัยที่ดีของประชาชนชาวไทยด้วย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ' ลงพื้นที่ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมติดตามคณะ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมมอบนโยบายฯ ในพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ เลขานุการกรม นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นายวีระสันติ ประทุมพล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ นายดนัย คำขวัญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ นายธีรวิทย์ ขาวบุบผา ผู้อำนวยการกองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ นายสัตวแพทย์อดิศร ชาติสุภาพ ปศุสัตว์เขต 3 นายพีรศักดิ์ ไชยชนะแสง ปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่เขต 3 อาทิ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ และจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 3 ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน ภายใต้โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และลงตรวจราชการพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ พร้อมกล่าวมอบนโยบายฯ และมอบปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

ในการนี้ กรมปศุสัตว์ได้มอบโค-กระบือจากโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 69 ตัว แก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 69 ราย สบียงอาหารสัตว์ (หญ้าแห้ง) จำนวน 200 ฟ่อน สนับสนุนปัจจัยการผลิตทางด้านปศุสัตว์ ได้แก่ เวชภัณฑ์ / เมล็ดพันธุ์หญ้าแก่ตัวแทนเกษตรกร 69 ราย และแจกไข่ไก่กว่า 5,000 ฟอง ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ พร้อมมอบป้ายเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน (OTOP) แก่กลุ่มเกษตรกรอำเภอบ้านเขว้า จำนวน 150,000 บาท นอกจากนี้ ได้มีการออกหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวด้วย

– 006

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมให้ฆ่าเกษตรกร 30 ล้านคนเอาใจ’โดนัลด์ ทรัมป์’

'นฤมล'ลั่นไม่ยอมให้ฆ่าเกษตรกร 30 ล้านคนเอาใจ'โดนัลด์ ทรัมป์'

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมให้ฆ่าเกษตรกร 30 ล้านคนเอาใจ’โดนัลด์ ทรัมป์’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.34 น.

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมให้ฆ่าเกษตรกร 30 ล้านคนเอาใจ’โดนัลด์ ทรัมป์’ ซัดผลเจรจาที่ผ่านมาเกษตรกรตายหมด แนะจำหน้านักการเมืองอุ้มนายทุน

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2568 น.ส.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ลงพื้นที่โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา ต.หนองบัวแดง อ.หนองบัวแดง และโรงเรียนแก้งคร้อวิทยา ต.หนองไผ่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เพื่อร่วมพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพภาพดีแบบยั่งยืนภายใต้โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมมอบปัจจัยการผลิต และมอบโฉนดเพื่อการเกษตร โดยมี นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ เขต 7 พรรคกล้าธรรม และ น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ เขต 4 ให้การต้อนรับ 

โดย น.ส.นฤมล ได้กล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องประชุม เพื่อให้ข้อมูลกับทีมที่จะไปเจรจากับสหรัฐอเมริกาที่จะเริ่มบังคับใช้กฎหมายภาษีนำเข้าใหม่ โดยขยับของไทยเป็น 36% ซึ่งตนได้พูดกับสื่อมวลชนและคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีว่า จุดยืนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และควรที่จะเป็นจุดยืนของรัฐบาลไทยด้วยก็คือ เราต้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรกว่า 30 ล้านคน จะเอาเกษตรกรไทยไปแลกกับภาคอุตสาหกรรมอื่น เราไม่ยอม สิ่งที่ตนพูดในที่ประชุมคือ “ท่านจะไปเจรจา ท่านจะไปซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพื่อทำให้ถูกใจฐานเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดิฉันขอถามว่า พวกเราไม่ได้มาจากการเมืองหรือ พวกเราไม่มีฐานเสียงเหรอคะ ฐานเสียงของท่านเป็นเกษตรกรของอเมริกาหรืออย่างไร แต่สำหรับดิฉันคือ เกษตรกรไทย แล้วจะเอาเกษตรกรไทยไปแลกกับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ ชิ้นส่วนรถยนต์ คอมพิวเตอร์ ทั้งที่เป็นของต่างชาติที่มาตั้งโรงงานเป็นฐานการผลิตในประเทศไทย เช่นนั้นหรือ 

น.ส.นฤมล กล่าวต่อว่า เรื่องการนำเข้าเนื้อและเครื่องในสุกรที่กำลังจะถูกนำไปแลกดีลกับสหรัฐอเมริกาก็เช่นกันซึ่งเราก็ชี้แจงว่า เรามีกฎหมายของเราอยู่ว่า ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกร แต่สหรัฐฯเขาใช้สารเร่งเนื้อแดง และมันจะตกค้างอยู่ในเนื้อหมู ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสเสี่ยงต่อการที่จะเจ็บป่วย เขาก็บอกให้เราแก้กฎหมาย ซึ่งดิฉันชี้แจงไปว่า หากมีการแก้กฎหมายนั่นหมายความว่า จะไม่ใช่สหรัฐฯที่เดียวที่จะส่งหมูเข้ามาไทยได้ แต่ทุกประเทศที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงก็จะส่งหมูเข้าไทยได้เหมือนกัน ดังนั้น อนาคตเกษตรกรเลี้ยงหมูของไทยก็จะต้องใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อสู้เรื่องราคากับหมูจากต่างประเทศ มันก็จะกลายเป็นความเสี่ยงกับพี่น้องประชาชนในเรื่องสุขอนามัยและเรื่องสุขภาพ

“เราจะไปลด แลก แจก แถม ให้อเมริกา ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่า เขาจะลดภาษีให้เราหรือไม่ ทุกวันนี้กระทรวงเกษตรฯต้องมาแก้ปัญหาในสิ่งที่เรารัฐบาลไหน ๆ ไปเจรจาเอาไว้และก็เกิดผลกระทบกับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโคเนื้อ ที่เราไปเปิดให้ประเทศออสเตรเลียนำเข้า ตอนนี้ตลาดโคไทยขายไม่ได้ ราคาตกต่ำ ไม่มีที่จะระบาย ต้องบอกให้กระทรวงเกษตรฯ พยายามไปเปิดตลาดที่ประเทศจีน และทุกข้อตกลงการค้าที่ท่านเคยไปเจรจามาบอกได้เลยว่า ผลประโยชน์ตกเป็นของต่างชาติทั้งนั้น แต่เกษตรกรไทยตายหมด วันนี้ปัญหาเดิมยังแก้ไม่หมด ท่านจะเอาปัญหาใหม่มาให้กระทรวงเกษตรฯ แก้ไขอีก“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

น.ส.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน จำพวกนักการเมืองที่มาหาเสียงเวลาจะเลือกตั้งแล้วพูดกับท่านว่า ประชาชนต้องมาก่อน เกษตรกรต้องมาก่อน แต่พอเข้าไปมีตำแหน่ง มีอำนาจ กลับดูแลแต่พวกพ้อง พวกนายทุน จำหน้าจำชื่อมันเอาไว้ แล้วอย่าไปเลือกมันเข้ามาอีก แต่สำหรับกระทรวงเกษตรฯ เราจะดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างดีที่สุด เราจะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกร เราจะไม่ยอมให้เกษตรกรของเราเสียเปรียบให้กับชนชาติใด หรือให้กับอุตสาหกรรมใดอีกแล้ว”ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ เรายังคงเดินหน้าหาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมาให้กับพี่น้องในจังหวัดชัยภูมิและทั่วประเทศไทยผ่านศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งวันนี้เรามีอยู่ประมาณ 6000 กว่าศูนย์แล้ว ในปี 2568 เราจะมี 7000 ศูนย์ และเราจะทำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วประเทศไทย ตามงบประมาณที่เขาให้เรา เราหวังว่าศูนย์ข้าวชุมชนจะเป็นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้กับพี่น้องชาวนา และกระจายเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้กับพี่น้องในชุมชนหรือชุมชนใกล้เคียงที่ยังไม่มีศูนย์ข้าวชุมชน 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีและคณะได้พร้อมมอบปัจจัยการผลิต อาทิ ต้นพันธุ์กล้วยหอมทอง ,พันธุ์ปลา 200,000 ตัว ,กุ้งก้ามกราม 40,000 ตัว,พันธุ์หม่อนผลสด พันธุ์เชียงใหม่,เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงและข้าวโพด 1,000 ชุด,เมล็ดพันธุ์ข้าว 270,796 กิโลกรัม รวมไปถึงได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตร และ มอบโฉนดต้นยางพาราให้กับเกษตรกรในพื้นที่ด้วย

‘กรมการข้าว’จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

'กรมการข้าว'จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

‘กรมการข้าว’จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

กรมการข้าว จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ขับคเลื่อนระบบการผลิตข้าวสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดีแบบยั่งยืน ภายใต้โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯในครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีความเข้มแข็งยั่งยืน อีกทั้งให้มีการลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันข้าวในตลาดโลก ซึ่งจะทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น พึ่งพาตนเองได้แบบยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐพยายามให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมาโดยตลอด แต่การสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรในพื้นที่ จะก่อให้เกิดความยั่งยืนในการขับเคลื่อนระบบการผลิตข้าว ในระยะยาว การร่วมกันแก้ปัญหาด้านการพัฒนาการผลิตข้าวที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ และอยู่ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็งอย่างจริงจัง จึงมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

ด้านอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรวมตัวกันจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อเป็นรากฐานในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าว ซึ่งในปัจจุบันมีศูนย์ข้าวชุมชน ที่ขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน 5,704 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิต และกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชนและประเทศ และสร้างความเข้มแข็งของเกษตรในพื้นที่ ตลอดจนลดต้นทุนการผลิตข้าว โดยสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร ที่ศูนย์ข้าวชุมชนขาดแคลน เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีความเข้มแข็งยั่งยืน กรมการข้าวจึงจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ขึ้น ซึ่งภายในงานมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ เข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการบรรยายให้ความรู้ ที่สนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพข้าวในครัวเรือน โดยกรมการข้าวสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร ดังนี้ 1.เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 10 เครื่อง 2.โดรนสำรวจ จำนวน 100 ลำ 3.เมล็ดพันธุ์ดี จำนวน 3,000 ตัน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2568 4.เมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 270,796 กิโลกรัม ภายใต้โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย 5.สารชีวภัณฑ์ จำนวน 5,413,800 กรัม ภายใต้โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย 6.ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ จำนวน 5,413,800 มิลลิลิตร ภายใต้โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และ 7.ปุ๋ยเคมี จำนวน 902,501 กิโลกรัม ภายใต้โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

– 006

ชป.ร่วมงาน MOU ความร่วมมือด้านการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

ชป.ร่วมงาน MOU ความร่วมมือด้านการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

ชป.ร่วมงาน MOU ความร่วมมือด้านการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

เช้าวันนี้ (10 เมษายน 2568) นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม เป็นผู้แทนกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านการขยายตลาดส่งออกสินค้าทางการเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค ระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และ Food Terminal Incorporated (FTI) จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ณ ลานกิจกรรมตลาดน้ำ อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพมหานคร

การลงนามครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือด้านเกษตรกรรมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยและกระทรวงเกษตรของฟิลิปปินส์ เพื่อส่งเสริมและขยายโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรของไทยในตลาดต่างประเทศ ผ่านโครงการ KADIWA PROGRAM ของรัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค และช่วยผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสู่ตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

– 006
 

รองปลัดฯร่วมประชุมฺBIMSTECด้านเกษตร

รองปลัดฯร่วมประชุมฺBIMSTECด้านเกษตร

รองปลัดฯร่วมประชุมฺBIMSTECด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.23 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี BIMSTEC ด้านการเกษตร ครั้งที่ 3

วันนี้ (10 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี BIMSTEC ด้านการเกษตร ครั้งที่ 3 (Third BIMSTEC Ministerial Meeting on Agriculture: 3rd BAMM โดยมีรัฐบาลเนปาล เป็นเจ้าภาพ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ที่กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล โดยในที่ประชุมมีการพิจารณารายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส BIMSTEC ด้านการเกษตร ครั้งที่ 3 (3rd SOM-A) การประเมินความก้าวหน้าของความร่วมมือ และการกำหนดทิศทางในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และประเด็นสำคัญอีกประการของการประชุมคือการพิจารณาและรับรองแผนปฏิบัติการ (Plan of Action – PoA) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมงและปศุสัตว์ของ BIMSTEC ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการดำเนินกิจกรรมและความร่วมมือในสาขาเหล่านี้ระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาและรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรี BIMSTEC ด้านการเกษตร ครั้งที่ 3 ซึ่งแสดงถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศสมาชิกในการยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยแถลงการณ์ร่วมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันในประเด็นต่างๆ อาทิ การส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าเกษตร และการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตร

ดร.ถาวร กล่าวย้ำว่า ความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรภายใต้กรอบ BIMSTEC เนื่องจากประเทศไทยตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของภาคการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการขจัดความหิวโหย และการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน รวมถึงมีการเตรียมความพร้อมความร่วมมือกับประเทศสมาชิกในการ “พลิกโฉมภาคการเกษตรให้เป็นภาคส่วนที่มีความยืดหยุ่นและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับทุกชาติสมาชิก BIMSTEC” พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่า “ด้วยความร่วมมือกัน เราจะสามารถสร้างอนาคตที่ภาคการเกษตรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและความร่วมมือในภูมิภาค”

ทั้งนี้ การประชุมรัฐมนตรี BIMSTEC ด้านการเกษตร ครั้งที่ 3 นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตรในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรองแผนปฏิบัติการด้านการประมงและปศุสัตว์ และการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันผ่านแถลงการณ์ ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาภาคการเกษตรที่ยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค BIMSTEC

015

กยท.ลงนาม 2 MOU ขับเคลื่อนด้านโลจิสติกส์

กยท.ลงนาม 2 MOU ขับเคลื่อนด้านโลจิสติกส์

กยท.ลงนาม 2 MOU ขับเคลื่อนด้านโลจิสติกส์

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.49 น.

กยท. เดินหน้าสร้างเครือข่ายพันธมิตร ลงนาม 2 MOU ขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ – ยกระดับผลิตภัณฑ์ล้อยางไทยแบรนด์ “Greenergy Tyre”

วันนี้ (10 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานวันยางพาราภาคตะวันออก ประจำปี 2568 จ.จันทบุรี การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)  2 ฉบับ ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันเกษตรกรฯ ผลักดันความร่วมมือด้านโลจิสติกส์สนับสนุนผลิตภัณฑ์ยาง กยท. กับบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด และ ความร่วมมือด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราแบรนด์ “Greenergy Tyre“ กับบริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และสหกรณ์ตราดยางพารา จำกัด มุ่งยกระดับ พัฒนานวัตกรรมแปรรูปยางพาราอย่างครบวงจร ควบคู่กับการวางระบบโลจิสติกส์ยางที่มีประสิทธิภาพ

ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการ กยท.กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงทั้ง 2 ฉบับ ที่ กยท.ได้ลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ กยท.ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางผ่านการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับแรกระหว่าง กยท.กับ บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และสหกรณ์ตราดยางพารา จำกัด มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ล้อยางมอไซค์แบรนด์ “Greenergy Tyre” ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน โดยทางด้านบริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาส่วนช่วยในเรื่องการนำเอาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตที่มีมาตรฐานเทียบเท่าประเทศญี่ปุ่นเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตล้อยางมอไซค์แบรนด์ “Greenergy Tyre” โดยใช้วัตถุดิบยางพาราจากพี่น้องเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางส่งยางเข้าสู่กระบวนการผลิต เพิ่มมูลค่าให้กับยางไทยจากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ จะเป็นการสนับสนุนช่องทางประชาสัมพันธ์และการตลาด พร้อมขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านผลิตภัณฑ์ยางในภูมิภาค ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจของ กยท. ในการสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืน และสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรและการสร้างเสถียรภาพด้านราคา ทั้งนี้ จะต่อเนื่องไปกับอีกหนึ่งบันทึกข้อตกลงที่ กยท. และบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ได้ลงนามร่วมกัน ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน จะดำเนินงานร่วมกันโดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจรครอบคลุมการวางแผนเส้นทางขนส่ง การบริหารจัดการคลังสินค้า การติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการขนส่งผลิตภัณฑ์ยาง เป็นการลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการยางพารา ซึ่งจะช่วยให้การจัดส่งผลิตภัณฑ์ยางพาราของ กยท. อาทิ ยางล้อมอไซค์ หมอนยางพารา และผลิตภัณฑ์ยางพาราอื่นๆ ถึงมือผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รองรับความต้องการของลูกค้าและตอบโจทย์การบริการอย่างมีคุณภาพในอนาคต

“การลงนาม MOU ทั้ง 2 ฉบับในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการยกระดับศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานยางพาราไทย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางในระยะยาวต่อไป” ดร.เพิก กล่าว

015