‘องุ่นไร้เมล็ด’ปลอดสารพิษ สู่โมเดลเกษตรผสมผสาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

‘องุ่นไร้เมล็ด’ปลอดสารพิษ สู่โมเดลเกษตรผสมผสาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

‘องุ่นไร้เมล็ด’ปลอดสารพิษ สู่โมเดลเกษตรผสมผสาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.23 น.

เกษตรกรต้นแบบปลูก ‘องุ่นไร้เมล็ด’ปลอดสารพิษ สู่โมเดลเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้ยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไกรทอง นิชำนาญ เกษตรกรต้นแบบแห่ง บ้านโคกใหญ่ อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย หรือที่รู้จักในชื่อ “สวนนายอี” ได้พัฒนาระบบการเกษตรปลอดสารพิษบนพื้นที่ 23 ไร่ โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรแบบผสมผสาน จนกลายเป็นต้นแบบให้แก่ประชาชนในพื้นที่และผู้สนใจทั่วไป สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

นายไกรทอง ทำโมเดลเกษตรผสมผสาน “โคก หนอง นา และได้พัฒนาพื้นที่ 3 ไร่ภายใต้แนวคิด “โคก หนอง นา” ซึ่งเป็นโมเดลการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลา ทำนาข้าวอินทรีย์ และปลูกพืชผักสวนครัวรอบบ่อ เช่น ผักกาด คะน้า มะเขือเทศ และผักพื้นบ้านชนิดต่างๆ นอกจากนี้ พื้นที่อีก 20 ไร่ถูกพัฒนาเป็นสวนไม้ผลหลากหลายชนิด เช่น องุ่นไร้เมล็ด มะละกอ ทุเรียน ลิ้นจี่ มะม่วง และกล้วย ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงทางการเกษตรและสร้างรายได้หมุนเวียนตลอดปี

สำหรับ องุ่นไร้เมล็ดปลอดสารพิษ หนึ่งในผลผลิตเด่นของสวนนายอีคือ องุ่นไร้เมล็ด ที่ปลูกจำนวน 50 ต้น ครอบคลุม 7 สายพันธุ์ เช่น S-48, Beauty Seedless, แบล็คโอปอล และสายพันธุ์อื่นๆ ซึ่งผลผลิตจะออกจำหน่ายในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยคาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 1 ตัน องุ่นจากสวนนายอีมีคุณภาพดี เนื้อแน่น รสชาติหวานหอม และปลอดสารพิษ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างจังหวัด

ในเรื่องการทำเกษตรนี้ เป็นการต้นแบบลดค่าครองชีพ สร้างรายได้เสริมในครอบครัว การทำเกษตรแบบผสมผสานของนายไกรทองไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ยังเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในครัวเรือนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น การปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคเอง การเลี้ยงปลาเพื่อเป็นแหล่งโปรตีน และการปลูกไม้ผลเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้เสริม

นายไกรทอง กล่าวต่ออีกว่า การทำเกษตรแบบผสมผสานช่วยให้เราไม่ต้องพึ่งพาตลาดมากเกินไป เราสามารถผลิตอาหารไว้กินเองและขายส่วนเกินเพื่อสร้างรายได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วย

นอกจากการทำเกษตรเพื่อการค้าแล้ว นายไกรทองยังได้พัฒนาสวนนายอีให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การตกปลา : นักท่องเที่ยวสามารถสนุกกับการตกปลาในบ่อที่จัดเตรียมไว้ การเก็บองุ่นด้วยตนเอง : เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเก็บองุ่นสดๆ จากต้น การเก็บผลไม้ตามฤดูกาล : เช่น มะละกอ ทุเรียน ลิ้นจี่ และมะม่วง การท่องเที่ยวจุดถ่ายรูปและชมวิวทิวเขา : มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายภาพกับบรรยากาศธรรมชาติ และสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำเกษตร : นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามและเรียนรู้เทคนิคการทำเกษตรจากเจ้าของสวนโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีบริการ โฮมสเตย์ สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนในบรรยากาศธรรมชาติ โดยที่พักออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่สะดวกสบาย เพื่อให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสวิถีชีวิตเกษตรกรอย่างแท้จริง ///-026

กรมการข้าว ชวนร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

กรมการข้าว ชวนร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

กรมการข้าว ชวนร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.14 น.

กรมการข้าวจัดใหญ่ วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 เทคโนโลยีเกษตรกรรม ก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญพี่น้องเกษตรกรและผู้สนใจร่วมชม “งานวันข้าว และชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ภายใต้ธีมงาน “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลข้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยการจัดงานในครั้งนี้เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีต่อกิจการข้าวและชาวนาไทยที่พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการ ผลิตข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว และการเพิ่มผลผลิตการยกระดับคุณภาพให้เกษตรกร ให้ได้มีความรู้ความ เข้าใจลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสม รวมไปถึงตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาและต่อยอด สร้าง โอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กร ชาวนา ร่วมจัดกิจกรรมและนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ ภายในงานพบกับนิทรรศการ โครงการพระราชดำริ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิร เกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งเป็นการ รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านข้าวและขาวนาของไทย ร่วมเรียนรู้และชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การแสดงผลงาน และเชิดชูเกียรติเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 4 สาขา ประกอบด้วยเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำ นา ประจำปี พ.ศ. 2568 สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขากลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ประจำปี พ.ศ. 2568 สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนดีเด่น ประเภทข้าวหอมมะลิ ประจำปี พ.ศ. 2568 และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ดีเด่น ประเภทข้าวอื่นๆ ประจำปี พ.ศ. 2568 เติมเต็มความรู้ใหม่ ๆ พบกับเวทีเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวกับการ ลดต้นทุนการผลิต และการยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าว กับการเสวนา ในหัวข้อ “เกษตรปลอดการเผา เพื่อเรา เพื่อโลก เพื่อรองรับภาวะโลกร้อน” และ“การปรับตัวของชาวนาเพื่อรองรับสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงของราคาข้าวที่รวดเร็ว” ชื่นชมวิถีชาวนาไทยด้วยการแสดงวิถีชีวิตชาวนาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้อง การสาธิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากข้าวรูปแบบใหม่ ๆ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวและสินค้าที่ หลากหลายจากทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า การแสดงวัฒนธรรม การแสดงจากศิลปินดัง มาให้ได้รับฟังกัน ตลอดการจัดงาน

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบาย ใกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลง สู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการ บริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ขาวนา อย่างยั่งยืน เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ขาวนาและการ พัฒนาข้าวไปสู่สากลรวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนและสร้าง ขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ ที่จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่ว ประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเสริมว่า งานปีนี้เน้นถ่ายทอดนวัตกรรมและ เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการปรับตัวสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมี กิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีขาวนาอย่างใกล้ชิด โดยงาน “วันข้าวและ ขาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำ นายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ประกอบด้วยนิทรรศการต่าง ๆ มากมายที่อยากให้เข้า มาเดินชมกัน ซึ่งภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้ง การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ตรี ชัยณรงค์ เพชร คฑาวุธ มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และพลาดไม่ได้กับการลุ้นรางวัลสร้อยคอทองคำกลับบ้าน ทุกวัน พร้อมทั้งมีจุดให้บริการจัดส่งสินค้าผลิตภัณฑ์จากข้าวที่จำหน่ายภายในงานถึงบ้านอีกด้วย

กรมการข้าวขอเชิญทุกท่านร่วมชม ชิม ช้อป เช็คอิน ในงาน “วันข้าวและขาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568″ ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายนนี้ เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนา อาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัด พระนครศรีอยุธยา

-(016)

ปลัดฯเยี่ยมชมบูธARDAชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

ปลัดฯเยี่ยมชมบูธARDAชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

ปลัดฯเยี่ยมชมบูธARDAชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.23 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เยี่ยมชมบูธ ARDA ภายในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ชูนวัตกรรมงานวิจัยใช้ได้จริง

วันนี้ (29 พ.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เยี่ยมชมบูธนิทรรศการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ภายในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Transform ideas into value, innovate food products and elevate them to the export market. ; เปลี่ยนไอเดียเป็นมูลค่า พัฒนาอาหารด้วยนวัตกรรม ยกระดับ สู่การส่งออก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 พ.ค.2568 ที่ฮอลล์ 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี น.ส.ภาวดี ใจเอื้อ ผอ.สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับ ซึ่ง ARDA ได้นำผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยไปร่วมจัดแสดงภายในงานฯ อาทิ เครื่องดื่มนมข้าวกล้องสินเหล็กผสมนมอัลมอนด์และข้าวไรซ์เบอรี่ เครื่องดื่มสูตรครบถ้วนสูตรโปรตีนนม และ ข้าวเนื้อเทียมจากปลีกล้วย ขนมขบเคี้ยวเสริมผำ เป็นต้น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการที่รับถ่ายทอดสิทธิผลงานวิจัยของ ARDA พร้อมทั้งมีการเปิดตัวเทคโนโลยีผลสำเร็จจากงานวิจัยด้านอาหารที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก ARDA อาทิ หอมเจียว กระเทียมเจียวเกรดส่งออก นมอัดเม็ดโปรตีนพลัส (เสริมโปรตีนจากแมงสะดิ้ง) บะหมี่โปรตีน ถั่วเหลือง ฯลฯ และต้นแบบผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากงานวิจัยที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านอาหารที่สามารถสร้างการแข่งขันสู่ตลาดโลก พร้อมให้เลือกชมและชิม หรือนำไปพัฒนาเพื่อผลิตและจำหน่ายต่อไป

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรได้เจรจาธุรกิจ เพื่อรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลสำเร็จงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก ARDA อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านอาหาร รวมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ให้ก้าวไปสู่อนาคตแห่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนพร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็น “ครัวของโลก” ภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัยระดับสากลด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เยี่ยมชมบูธ ARDA ได้ที่หมายเลข GG-37 ฮอลล์ 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในระหว่างวันที่ 27 – 31 พ.ค.2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น.

015

‘กรมการข้าว’จัดแถลงข่าวการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

'กรมการข้าว'จัดแถลงข่าวการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

‘กรมการข้าว’จัดแถลงข่าวการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.22 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งสร้างความนั่นคงให้แก่ชาวนาและการพัฒนาข้าวไปสู่สากลรวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ ที่จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเสริมว่า งานปีนี้เน้นถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการปรับตัวสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมีกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีชาวนาอย่างใกล้ชิด โดยงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ประกอบด้วยนิทรรศการต่าง ๆ มากมายที่อยากให้เข้ามาเดินชมกัน ซึ่งภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้งการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ตรี ชัยณรงค์ เพชร คฑาวุธ มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และพลาดไม่ได้กับการลุ้นรางวัลสร้อยคอทองคำกลับบ้านทุกวัน พร้อมทั้งมีจุดให้บริการจัดส่งสินค้าผลิตภัณฑ์จากข้าวที่จำหน่ายภายในงานถึงบ้านอีกด้วย

กรมการข้าวขอเชิญทุกท่านร่วมชม ชิม ช้อป เช็คอิน ในงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายนนี้ เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

– 006

ฝนหลวงฯ เตรียมรับมือร่องมรสุม พร้อมสั่งปรับแผนเคลื่อนทัพเครื่องบิน ช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง

ฝนหลวงฯ เตรียมรับมือร่องมรสุม พร้อมสั่งปรับแผนเคลื่อนทัพเครื่องบิน ช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง

ฝนหลวงฯ เตรียมรับมือร่องมรสุม พร้อมสั่งปรับแผนเคลื่อนทัพเครื่องบิน ช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

29 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวง และการบินเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมากรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้มีการเปิดการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ สร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ โดยจากสภาพอากาศ ในช่วงวันที่ 29 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2568 อิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย 
ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงตกหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่องหลายพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้ปิดหน่วยการปฏิบัติการฝนหลวง จ.แพร่ จ.อุบลราชธานี จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 จะเริ่มปิดหน่วยฯ จ.พิษณุโลก หน่วยฯ จ.หนองบัวลำภู และหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ หลักจากนั้นจะเคลื่อนย้ายเครื่องบิน ไปช่วยเหลือพื้นอื่นๆ ที่มีความต้องการน้ำ

โดยขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั้งสิ้น 9 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยฯ 
จ.เชียงใหม่ โดยชุดอุปกรณ์พ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ 1 ชุด หน่วยฯ พิษณุโลก โดยเครื่องบิน Casa จำนวน 2 ลำ หน่วยฯ จ.ลพบุรี โดยเครื่องบิน Casa จำนวน 2 ลำ หน่วยฯ จ.กาญจนบุรี โดยเครื่องบิน Caravan จำนวน 3 ลำ หน่วยฯ จ.หนองบัวลำภู โดยชุดอุปกรณ์พ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ  1 ชุด หน่วยฯ จ.นครราชสีมาโดยเครื่องบิน CN จำนวน 1 ลำ Casa จำนวน 2 ลำ AU-23 (ทอ.) จำนวน 2 ลำ เครื่องบิน Super King Air จำนวน 1 ลำ หน่วยฯ จ.สระแก้ว โดยเครื่องบิน Caravan จำนวน 3 ลำ หน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเครื่องบิน Caravan จำนวน 4 ลำ และหน่วยฯ จ.เพชรบุรี โดยชุดอุปกรณ์พ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ 1 ชุด สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ประชุมวางแผนบินปฏิบัติการ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้งเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ สร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ โดยจะปรับแผนปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป ให้มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 6 หน่วยฯ ประกอบด้วย หน่วยฯ จ.ลพบุรี หน่วยฯ จ.กาญจนบุรี หน่วยฯ จ.นครราชสีมาหน่วยฯ จ.สระแก้ว หน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยฯ จ.เพชรบุรี เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรที่มีความต้องการน้ำ

อย่างไรก็ตามการปฏิบัติการฝนหลวง ในระยะนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังคงเน้นย้ำให้หน่วยปฏิบัติการ
ฝนหลวง ในแต่ละพื้นที่ ติดตาม ประเมินสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ และยังคงเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย

ทั้งนี้สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวง ผ่านช่องทางเพจเฟซบุ๊กกรมฝนหลวงและการบินเกษตร, Instagram, Tiktok, X ; @drraa_pr และหมายเลขโทรศัพท์ 02-109-5100-18

-(016)

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

งบมาปลา‘ผุด’! เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อเลี้ยง-บ่อร้าง ควบคุมการแพร่ระบาด

แม้ภาครัฐจะเปิดโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่การเร่งจับปลากลับมาคึกคักทุกครั้งและจับปลาได้จำนวนมากในหลายจังหวัดเฉพาะ “ช่วงที่มีงบประมาณ” เท่านั้น ทั้งที่การควบคุมพันธุ์ต่างถิ่นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและจริงจังจากเกษตรกรทุกพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่มีบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและบ่อร้างในบริเวณใกล้เคียง หากพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ของตน ไม่ควรรอรอบโครงการรับซื้อปลาของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งจับหรือแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐทันที เพื่อหยุดยั้งวงจรการขยายพันธุ์ และลดปริมาณปลาในระบบนิเวศธรรมชาติให้เหลือน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม จากกรณีการจับปลาหมอคางดำที่เขตบางขุนเทียน ได้มากกว่า 1,300 กิโลกรัม ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลจากภาคสนามในหลายจังหวัด พบข้อเท็จจริงที่น่ากังวล คือ ปลาหมอคางดำจำนวนมากไม่ได้มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งมาจากบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร นั่นหมายความ ว่า ยังมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยให้ปลาหมอคางดำเจริญเติบโตในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของตนเองโดยไม่จับปลาออก แม้จะตระหนักถึงอันตรายต่อระบบนิเวศและความพยายามของรัฐในการควบคุมก็ตาม

มาตรการรับซื้อปลาหมอคางดำของรัฐในราคากิโลกรัมละ 15 บาท มีเป้าหมายชัดเจน คือ สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยกันจับปลาต่างถิ่นชนิดนี้ออกจากระบบน้ำธรรมชาติ แต่เมื่อกลายเป็นว่า บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและบ่อร้างจำนวนมากยังคงมีการสะสมและปล่อยให้ปลาหมอคางดำขยายพันธุ์อย่างเงียบๆ โดยไม่ดำเนินการกำจัดหรือกรองน้ำเข้าบ่ออย่างรัดกุม ก็เท่ากับว่าเกษตรกรที่ปล่อยปละละเลยเหล่านี้กำลัง “ปล่อยปลาเพื่อรอเงิน” มากกว่าจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา

พฤติกรรมลักษณะนี้อันตรายยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ทำให้การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำไม่สิ้นสุด แต่ยังส่งสัญญาณผิดไปยังนโยบายของรัฐว่า “ยิ่งแจก ยิ่งมีแรงจูงใจในการเก็บปลาไว้เพื่อขายในอนาคต” เกษตรกรบางรายเก็บเงียบ ไม่แจ้งกรมประมง ไม่จัดการบ่อร้าง และรอเพียงรอบต่อไปของโครงการรัฐที่จะกลับมาเปิดรับซื้ออีกครั้ง

จุดอ่อนของระบบ คือ บ่อร้างจำนวนมากในพื้นที่เกษตรเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เงียบและเป็นจุดเสี่ยงสูงสุด แต่กลับอยู่นอกสายตาเจ้าหน้าที่ ด้วยเหตุผลทางกรรมสิทธิ์และการขาดกลไกติดตามเชิงรุก บ่อเหล่านี้กลายเป็น “อ่างฟักไข่ตามธรรมชาติ” ของปลาหมอคางดำ — เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจากบ่อเหล่านี้ไหลเข้าสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่มีการกรอง ไม่มีการกำจัดตัวเต็มวัยหรือลูกปลา จึงกลายเป็นแหล่งแพร่ระบาดชั้นดีของปลาหมอคางดำ ยิ่งตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า ตราบใดที่รัฐยังต้องรอความร่วมมือโดยสมัครใจ และไม่มีมาตรการบังคับทางกฎหมายหรือกลไกติดตามจริงจัง ปลาหมอคางดำจะไม่มีวันหมดจากระบบนิเวศของไทย

ถ้ามีการคิดใหม่ร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชนและชุมชน ด้วยการเปลี่ยน “การช่วยเหลือ” เป็น “ความรับผิดชอบร่วม” เกษตรกรคือ ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในแนวหน้าของการควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น เปลี่ยนการสนับสนุนที่จะกลายเป็นช่องทางเรียกร้องผลประโยชน์ซ้ำซาก หรือควรเปลี่ยนแนวทางไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงรุกและรับผิดชอบร่วมกันในการกำจัดปลาออกจากแหล่งน้ำและร่วมกันกู้สมดุลธรรมชาติให้กลับคืนมา

เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำตามอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามเป้าหมายที่กำหนดในปี 2567- 2570 กำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมและกากชา รวมถึงการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง และปล่อยปลาผู้ล่าในแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 5 ล้านตัว ในพื้นที่เป้าหมาย 16 จังหวัด มุ่งเน้นการจัดหาพันธุ์ปลาผู้ล่าที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ รัฐควรพิจารณามาตรการเหล่านี้อย่างเร่งด่วน :

• กำหนดให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำในบ่อ หากพบปลาหมอคางดำในบ่อ ต้องมีแผนควบคุมและต้องมีบทลงโทษ และต้องกำจัดปลาให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด

• เจ้าหน้าที่ประมงท้องถิ่นสุ่มตรวจบ่อร้างและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่เสี่ยงสูง พร้อมรายงานต่อหน่วยงานจังหวัด

• รัฐต้องมีระบบติดตามและตรวจสอบเชิงรุก

• ตัดสิทธิ์โครงการสนับสนุน สำหรับผู้ที่พบว่ามีการเก็บปลาหมอคางดำไว้โดยไม่แจ้งหรือไม่ดำเนินการจัดการตามที่ตกลง

• ส่งเสริมระบบ “การจัดการประชากรปลา” ให้ต่ำพอที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ แทนการรับซื้อซ้ำซ้อน เช่น การนำไปใช้ผลิตอาหารสัตว์ หรือปุ๋ยชีวภาพ โดยไม่มีแรงจูงใจทางการเงินเฉพาะหน้า

การจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ ทุกฝ่ายในระบบเกษตรกรรมและทรัพยากรน้ำของประเทศต้องทำหน้าที่ร่วมกัน หากเกษตรกรยังเลือกจะนิ่งเฉย ปล่อยปลาไว้ในบ่อหวังขายต่อไป คงไม่มีโครงการใดในโลกนี้ที่จะจัดการปลาหมอคางดำได้สำเร็จ ความร่วมมือที่แท้จริงต้องเริ่มจากความรับผิดชอบซึ่งไม่ใช่เพียงการรอคิวขายปลา หากแต่คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เจอปลา ต้องจับและแจ้งให้หน่วยงานรัฐเข้าไปดำเนินการตามหลักวิชาการ ให้ระบบจัดการและกำจัดปลาหมอคางดำเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมให้อยู่ในพื้นที่จำกัดและไม่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น

#บดินทร์ สิงหาศัพท์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม

ก.เกษตรฯเปิดโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)

ก.เกษตรฯเปิดโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)

ก.เกษตรฯเปิดโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เปิดโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2568 และแจกนมโรงเรียนแก่นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ จ.สุพรรณบุรี

วันนี้ (29 พ.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2568 และแจกนมโรงเรียนแก่นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายประภาส ภิญโญชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ น.ส.พจนา เสมา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี คณะครู-อาจารย์ นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกิจกรรม ที่โรงเรียนบ้านท่าเสด็จ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เยี่ยมชมร้านกาแฟ “T-Det cafe” ซึ่งเป็นร้านค้าสวัสดิการของโรงเรียนดังกล่าว และเป็นศูนย์การเรียนรู้ฝึกทักษะอาชีพนักเรียนของทางโรงเรียนบ้านท่าเสด็จ เพื่อที่จะได้นำความรู้และทักษะที่ได้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพในอนาคตต่อไป ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว ยังได้ใช้นมจากฟาร์มของเกษตรกรในพื้นที่ ในการทำเครื่องดื่มด้วย

015

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนระบบASPยกระดับระบบบริการเกษตร

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนระบบASPยกระดับระบบบริการเกษตร

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนระบบASPยกระดับระบบบริการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนระบบ “ASP” ยกระดับเกษตรไทยสู่ “ระบบเกษตรบริการ” ลดภาระเกษตรกร ให้เข้าถึงเทคโนโลยีและบริการอย่างมืออาชีพ ดึงภาคเอกชน-นักวิจัยร่วมเสริมแกร่ง

วันนี้ (29 พ.ค.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการ “การขับเคลื่อนระบบผู้ให้บริการภาคการเกษตร (Agricultural Service Provider: ASP) พลิกอนาคตเกษตรไทย” จัดโดยกระทรวงเกษตรฯ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA (สวก.) มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลการศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ และร่วมกันหาแนวทางการขับเคลื่อน ASP ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับขีดความสามารถของภาคการเกษตรไทย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย เอกชน และผู้ประกอบการด้านการเกษตร เข้าร่วม

นายอัครา กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทยเผชิญความท้าทายจากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนแรงงานจากแนวโน้มสังคมสูงวัย รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งหากไม่เร่งปรับตัว จะส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว ระบบ Agricultural Service Provider : ASP เป็นโมเดลใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องทำทุกขั้นตอนด้วยตนเอง แต่สามารถเลือกใช้บริการจากมืออาชีพที่มีความรู้และเทคโนโลยีเฉพาะทาง เข้ามาช่วยลดต้นทุน ลดความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมบริการการเกษตร ทั้งด้านเครื่องจักร การจัดการตลาด เงินทุน และองค์ความรู้ โดยภาครัฐจะสนับสนุนในด้านมาตรฐาน องค์ความรู้ และการเชื่อมโยงเครือข่าย รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ASP เข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการฝึกอบรมฟรี

“รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพลิกโฉมภาคเกษตรไทยให้ทันสมัยและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สนับสนุนการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และตลาด (Zoning) รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ซึ่ง ASP จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ให้เกิดผลจริงในระดับพื้นที่ อีกทั้ง ASP สามารถช่วยให้เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะเกษตรกรผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยได้ง่ายขึ้นช่วยให้การใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีข้อจำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยในการวางแผนการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาด ลดความเสี่ยง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร” นายอัครา กล่าว

ด้านนายชวลิต กล่าวว่า ระบบ ASP คือโมเดลใหม่ที่มุ่งปรับโครงสร้างภาคเกษตรให้ยืดหยุ่นและยั่งยืน ผ่านแนวคิด Supply Chain และ Value Chain โดยการสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการออกแบบระบบอุตสาหกรรมบริการที่เหมาะสมกับภาคเกษตรไทย โครงการนำร่องศึกษาใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ข้าว มะพร้าว เครื่องจักร กาแฟ และปุ๋ย โดยจะมีการยกร่างมาตรฐานและแนวทางประเมินคุณภาพ ASP ก่อนขยายผลทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 2 เท่า และลดภาระงานในครัวเรือนที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

ขณะที่ ดร.วิชาญ กล่าวว่า สวก.เป็นหนึ่งใน 9 หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ของกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ที่ให้การสนับสนุนงานวิจัยในภาคการเกษตร โดย สวก.ตระหนักถึงบทบาทของระบบ ASP ที่มีต่ออนาคตของเกษตรไทย จึงได้ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษารูปแบบการให้บริการด้านการเกษตรที่เป็นแบบอย่างจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และถอดบทเรียน สู่การจัดทำร่างโครงสร้างอุตสาหกรรมการให้บริการภาคการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โครงสร้าง ASP ที่ได้พัฒนาขึ้น จะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบบริการที่มีคุณภาพ เข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง เสริมศักยภาพของผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและเศรษฐกิจในอนาคต

015

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

เมื่อพูดถึง “ปลาหมอคางดำ” หลายคนอาจนึกถึงผู้รุกราน ปลาต่างถิ่นที่แพร่ระบาดรวดเร็วและกระทบกับปลาพื้นถิ่น วิถีชีวิตของปลาพื้นถิ่น แต่วันนี้ ปลาหมอคางดำได้เปลี่ยนสถานะมาเป็น “ผู้สร้างโอกาส” ผ่านการแปรรูปเชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบ น้ำปลาหมอคางดำ ที่ทั้งหอมเข้มข้นและกลมกล่อม ครบเครื่องเรื่องรสชาติและคุณค่า และยังเป็นโอกาสสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนไทย

โครงการนำร่องแปรรูป “น้ำปลา” เป็นความร่วมมือช่วยเหลือสังคมเพื่อนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์เป็นของดี ระหว่างกรมประมง กรมราชทัณฑ์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ดำเนินการ “กำจัดพร้อมแปรรูป” หมักปลาหมอคางดำที่ถูกจับออกจากแหล่งน้ำ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหมักจนได้รสน้ำปลาที่กลมกล่อม สะอาด และปลอดภัย พร้อมกับจัดเป็นกิจกรรมฝึกวิชาชีพให้กับผู้ต้องขังนำไปใช้เป็นทางเลือกประกอบอาชีพในอนาคต

เริ่มตั้งแต่ปี 2567 มี 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และสมุทรปราการ ผนึกพลังช่วยกันจับปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำมาหมักเป็นน้ำปลา ภายใต้แบรนด์ “หับเผย” เป็นของดีประจำถิ่นและประจำครัว  ทั้ง 4 จังหวัดตั้งเป้าแปรรูปปลาหมอคางดำกว่า 20,000 กิโลกรัมเปลี่ยนมาเป็นน้ำปลา 

กิจกรรมผลิตน้ำปลาจากปลาหมอคางดำนอกจากเป็นอีกแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศเท่านั้น โครงการนี้ยังมีมิติเชิงสังคม  ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ฝึกฝนลงมือทำจริงเสริมสร้างทักษะในการประกอบอาชีพ เตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณค่า 

ด้วยสูตรการหมักของปราชญ์ชุมชนที่ต้องการร่วมช่วยกันแก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ นำสูตรหมักน้ำปลาของบ้านมาปรับให้เหมาะกับปลาหมอคางดำจนได้น้ำปลารสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอม และด้วยกรรมวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระหว่างการหมักไม่มีกลิ่นรบกวนชุมชนข้างเคียง 

นอกจากเรือนจำกลางทั้ง 4 จังหวัด การแปรรูปน้ำปลาหมอคางดำ ยังช่วยจุดประกายให้กับสถานีตำรวจภูธรยังสนใจ ร่วมโครงการจัดอบรมให้ตำรวจและครอบครัวเรียนรู้การทำน้ำปลาไว้บริโภคในครัวเรือนและต่อยอดเป็นรายได้เสริมต่อไป

นายนิรัตน สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า น้ำปลาหมอคางดำ คือ win-win-win ทั้งเป็นแนวทางช่วยกำจัดปลาต่างถิ่น การแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์  จังหวัดสมุทรสงคราม หรือจังหวัดติดทะเลยังเป็นแหล่งผลิตเกลือสมุทรชั้นยอด จึงสามารถกล่าวได้ว่า น้ำปลาหมอคางดำ ใช้ของที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเพิ่มผลิตภัณฑ์คุณภาพประจำชุมชนจากฝีมือคนไทยเอง

ปัจจุบัน น้ำปลาหมอคางดำอยู่ในช่วงหมักที่ใช้เวลาประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยคาดว่าจะเปิดตัว “หับเผยแม่กลอง” อย่างเป็นทางการภายในปีนี้ ตามมาด้วย น้ำปลาตรา “หับเผยเขากลิ้ง” “หับเผยสมุทรสาคร” และ “หับเผยสมุทรปราการ” ออกมาจำหน่ายให้ทุกคนได้เลือกช็อป ผลิตภัณฑ์รสชาติอร่อย พร้อมได้ช่วยสนับสนุนกิจการของกรมราชทัณฑ์  ซึ่งนับเป็นแนวทางการแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคได้อย่างกว้างขวางเพราะน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงคู่ครัวไทย

น้ำปลาหมอคางดำ คือเครื่องพิสูจน์ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” สามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนปลาต่างถิ่นเป็นทรัพยากรมีค่า และเปลี่ยนมุมมองผู้บริโภคต่อสิ่งที่เคยมองข้าม…ให้กลายเป็นของดีที่คู่ควรกับทุกครัวไทย

เปิดสูตร “น้ำปลาแท้” จากปลาหมอคางดำ ใช้วัตถุดิบหลัก 2 อย่าง คือ ปลาหมอคางดำ กับ เกลือสมุทร ในอัตราส่วน 4 ต่อ 1  หมักในโอ่งดิน ซึ่งจะใช้ปลา 120 กิโลกรัม เกลือสมุทร 30 กิโลกรัม กระบวนการหมักต้องนำปลามาทำความสะอาดก่อน ใส่เกลือและปลาลงในโอ่งสลับเป็นชั้น สัดส่วนปลา 4 ถ้วย เกลือ 1 ถ้วย จนเต็มโอ่ง สูตรนี้ไม่ต้องเคล้าปลากับเกลือ พอเต็มโอ่งใช้พลาสติกปิดฝากันน้ำเข้า มัดปากโอ่งให้สนิทด้วยเชือกขันชะเนาะ ทับด้วยฝาไม้ หมักทิ้งไว้ในที่แจ้งนาน 12 เดือน ก่อนจะได้เป็นน้ำปลารสกลมกล่อม กลิ่นหอมไว้บริโภคในครัวเรือน หรือจัดจำหน่ายต่อไป

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งเพิ่มการระบายน้ำ

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งเพิ่มการระบายน้ำ

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งเพิ่มการระบายน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

เขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำ รับมือปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นอีก 3 วันข้างหน้า

วันนี้ (29 พ.ค.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน แจ้งเตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.
ชัยนาท ภายหลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่าปริมาณฝนที่ตกในระยะนี้ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากการคาดการณ์ในอีก 1-3 วันข้างหน้า พบว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ประมาณ 1,000 – 1,300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ในอัตราระหว่าง 700-1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำ  บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ บริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และ ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย)  มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.6 – 1.7 เมตร  ซึ่งระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน  ได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนไปยัง 11 จังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริม 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในระยะนี้อย่างใกล้ชิด  หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

015