ด่วนที่สุด! มติคณะกรรมการวัตถุอันตราย’แบน3สารพิษ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448936

ด่วนที่สุด! มติคณะกรรมการวัตถุอันตราย’แบน3สารพิษ’

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.05 น.

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยมี นายภานุวัฒน์ ตริยางกรูศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และรักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เพื่อพิจารณาว่าจะห้ามการใช้หรือแบน 3 สารเคมีทางการทางการเกษตร คือ สารพาราควอต สารไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หรือไม่ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก เนื่องจากบริเวณชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีตัวแทนเกษตรกรหลายกลุ่มที่คัดค้านการแบน 3 สารเคมีนับร้อยคน เดินทางมารอฟังผลการพิจารณา พร้อมยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการเพื่อคัดค้านการแบน 3 สารพิษดังกล่าว

ทั้งนี้ ผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้มีมติแบน 3 สารพิษ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุขและรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ระบุว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิก การใช้สารเคมี 3 ชนิด

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังโพสต์ข้อความล่าสุดว่า มติที่ประชุม มีผู้เข้าประชุม 26 ท่าน

1. พาราควอท

-แบน 21 จำกัดการใช้ 5

2. ครอร์ไพริฟอส

-แบน 22 จำกัดการใช้ 4

3.ไกลโฟเซต

-แบน 19 จำกัดการใช้ 7

ขอกราบขอบพระคุณและน้อมคารวะต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายเฉพาะผู้ที่ลงมติแบนการใช้สารพิษด้วยจิตสำนึกที่รักและห่วงใยในคุณภาพชีวิตและสุขภาพของพี่น้องประชาชน ประวัติศาสตร์จะจารึกวีรกรรมที่ท่านทำเพื่อแผ่นดินเกิดในวันนี้เยี่ยงวีรบุรุษของชาติ ขอแสดงความยินดีกับคนไทยทุกคนที่ประเทศของเรายังมีข้าราชการและนักวิชาการที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรมหลงเหลืออยู่ในบ้านของเรา

ม็อบหนุน3สารพิษเตรียมวางดอกไม้จันทน์ หากมีมติแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448930

news_default

ม็อบหนุน3สารพิษเตรียมวางดอกไม้จันทน์ หากมีมติแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.37 น.

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562  ที่กระทรวงอุตสาหกรรม  ได้มีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อชี้ขาดจะห้ามใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หรือไม่ โดยมี นายภานุวัฒน์ ตริยางกรูศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และรักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุม ขณะที่บริเวณชั้น 1 ได้มีกลุ่มสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และเครือข่ายเกษตรกร ผู้แทนสมาคมเกษตรกร แกนนำเกษตรกร และครอบครัวเกษตร 5 ล้านครอบครัว กว่า 100 คน มารอฟังผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ด้วยความสงบ

นายสุกรรณ์ สังขวรรณะ ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร กล่าวว่า เตรียมดอกไม้จันทน์ไว้หากคณะกรรมการมีมติแบนจะจุดดอกไม้จันทน์ไว้อาลัยให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกรรมการที่มีความเห็นให้แบน ซึ่งจากคำสัมภาษณ์ที่ปรากฎก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยัน กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนของกระทรวง 3 คนจะลงความเห็นแบน เช่นเดียวกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ยืนยันว่า กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนของกระทรวง 3 คนจะแบน

สำหรับกรรมการ 5 คนซึ่งเป็นผู้แทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น กลุ่มเกษตรกรจะติดตามว่า ลงความเห็นให้แบนตามคำสั่งของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรหรือไม่ ดังนั้นจึงฝากความหวังไว้กับกรรมการจากกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกษตรกรว่า จะพิจารณาตามข้อมูลทางวิชาการและเข้าใจวิถีการทำเกษตรกรรมของเกษตรกร อีกทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 ท่าน ซึ่งหากมีความเห็นให้เกษตรกรมีเครื่องมือในการประกอบอาชีพใช้ต่อไป เกษตรกรจะขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่า ระหว่างการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย นายสุกรรณ์ แกนนำกลุ่มคัดค้านการแบบ3สารได้ชี้แจงที่มาของการแบนให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมทราบด้วย

กยท.จ่อเปิดตัวบริษัทลูกร่วมสถาบันชาวสวนยาง หวังดันราคายางยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448924

news_default

กยท.จ่อเปิดตัวบริษัทลูกร่วมสถาบันชาวสวนยาง หวังดันราคายางยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.04 น.

กยท.จ่อเปิดตัวบริษัทลูกร่วมสถาบันชาวสวนยาง หวังดันราคายางยั่งยืน ระบุเม็ดเงินประกันรายได้ยาง60บาทต่อกก.ถึงมือเกษตรกรล็อตแรก1พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท.เปิดเผยว่า จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กยท. (บอร์ด กยท.) ในเดือน พ.ย.นี้ เพื่อจัดตั้งบริษัทลูกร่วมสถาบันชาวสวนยาง เพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกับสถาบันเกษตรกร หลังผ่านบอร์ด กยท.แล้วจะเร่งจดทะเบียนบริษัทโดยเร็ว ทั้งนี้ จะเดินหน้าพัฒนาโรงงานผลิตยางของ กยท.ที่มีอยู่ทั้ง 6 แห่ง ให้มีศักยภาพในการดำเนินงานเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งโรงงานของ กยท.ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว จะเพิ่มปริมาณแปรรูปได้มากขึ้น สามารถรองรับวัตถุดิบจากตลาดที่ กยท.ได้เปิดตลาดไว้ได้ รวมถึงรองรับผลผลิตของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ในทุกชนิดยาง ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางสด ยางแผ่น และยางก้อนถ้วย โดย กยท.ให้การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีตลาดในการซื้อขาย

นายสุนันท์ กล่าวว่า ความคืบหน้านโยบายประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับ กยท.ก่อนวันที่ 12 ส.ค.จนถึงขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 1,711,252 ราย แบ่งเป็นเจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ 1,412,017 ราย และคนกรีดยาง 299,235 ราย คิดเป็นพื้นที่ 17,201,391 ไร่ โดยให้มีการประกันรายได้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง ที่เป็นยางแห้ง 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ 6 เดือน ระหว่างเดือน ต.ค.62 ถึงเดือน มี.ค.63

โดยการประกันรายได้แบ่งตามประเภทยาง ดังนี้ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม ซึ่งใช้อ้างอิงจากราคากลางที่ประกาศทุก 2 เดือน และจ่ายเงินประกันรายได้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการรอบแรก ในวันที่ 1 – 15 พ.ย.โอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง งบประมาณในโครงการรวมทั้งสิ้น 24,278,626,534 บาท

‘มท.1’สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศทำความเข้าใจปชช.ปมแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448874

news_default

‘มท.1’สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศทำความเข้าใจปชช.ปมแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 09.22 น.

เมื่อเวลา 08.35 น.วันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่จะมีการลงมติแบน 3 สารพิษในวันนี้ และหากเกิดการชุมนุมขึ้นทางกระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการอย่างไร ว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศชี้แจงประชาชน รวมถึงดูแลความสงบเรียบร้อย

“ให้ประชาชนรอการพิจารณาของคณะกรรมการที่ดำเนินการพิจารณาเกี่ยวกับสารเคมี ซึ่งมีหลายคณะ ผมเชื่อว่าคงมีแนวทางในการดำเนินการ และสร้างความเข้าใจประชาชน” รมว.มหาดไทย กล่าว

‘สุริยะ’ไฟเขียว 3 เสียงโควตาอุตสาหกรรมพร้อมโหวตแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448864

news_default

‘สุริยะ’ไฟเขียว 3 เสียงโควตาอุตสาหกรรมพร้อมโหวตแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 07.25 น.

22 ตุลาคม 2562 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ยืนยันในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันนี้( 22 ต.ค.) ซึ่งมีวาระพิจารณาเรื่องการยกเลิกใช้สาร 3 ชนิดในภาคเกษตรกรรม ได้แก่ สารคลอร์ไฟริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นกรรมการ 3 คน จากทั้งหมด 29 คน จะลงคะแนนให้มีการยกเลิกการใช้สาร 3 ชนิดแน่นอน และเบื้องต้นทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขก็จะโหวตยกเลิกเช่นกัน ขณะที่กรรมการคนอื่นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ

ทั้งนี้ เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมห่วงใยสุขภาพประชาชนตามข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ออกมาระบุว่าสาร 3 ชนิดเป็นมลพิษ โดยทางกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ามีแนวทางการใช้สารอื่นทดแทนสาร 3 ชนิดที่จะยกเลิก เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแนวทางเยียวยาผลกระทบราคาสารทดแทนที่อาจทำให้ต้นทุนเกษตรกรสูงขึ้น

ส่วนการเปิดเผยผลการลงมติแบนสาร 3 ชนิดจะเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ เป็นสิทธิ์ของที่ประชุม แต่ปกติการประชุมต่าง ๆ ก็รับทราบกันภายในอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ออกมาบอกว่ากรรมการคนไหนโหวตอย่างไร

อย่างไรก็ตาม หลังจากพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย ฉบับที่ 4 พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้วันที่ 27 ตุลาคมนี้ ส่วนตัวพร้อมที่จะนั่งเป็นประธานกรรมการวัตถุอันตรายโดยตำแหน่งตามกฎหมายกำหนด จากปัจจุบันนายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน และมีผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม 2 คนร่วมเป็นกรรมการ คือ นายประกอบ วิวิธจินดา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมโรงงาน และนายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

ลุ้นระทึก! จับตาประชุมคณะกก.วัตถุอันตราย ส่อโยนเผือกร้อนยื้อแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448863

news_default

ลุ้นระทึก! จับตาประชุมคณะกก.วัตถุอันตราย ส่อโยนเผือกร้อนยื้อแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 07.18 น.

ระทึก! ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีแนวโน้มแบน 3 สารพิษไม่ง่าย จับตาโยนเผือกร้อนให้กก.ชุดใหม่ที่จะมีผล 27 ตุลาคมนี้พิจารณา

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งว่า วันนี้(22 ตุลาคม) ที่กระทรวงอุตสาหกรรม จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ที่มีวาระพิจารณาแบนสารเคมี 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอไพรีฟอส มีแนวโน้มว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวอาจจะเลื่อนการพิจารณาออกไป  โดยอ้างเหตุผลว่า คณะกรรมการชุดนี้ที่อยู่ภายใต้พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2535 แก้ไข 2551ที่มีคณะกรรมการทั้งหมด 29 คน จะหมดวาระลงในวันที่ 26 ตุลาคมที่เหลือเวลาอีกไม่กี่วันโดยคณะกรรมการวัตถุอัตรายชุดใหม่ตาม พรบ.วัตถุอันตราย 2535 แก้ไข 2562 ที่จะเข้ามารับลูกต่อเข้ามาดูแลในวันที่ 27 ตุลาคมนี้

แหล่งข่าวระบุว่า สำหรับคณะกรรมการชุดใหม่ มีกรรมการทั้งหมด  27 คน  โดยมีรมว. อุตสาหกรรม เป็นประธาน  ส่วนตัวแทนที่หายไป มาจากตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขบางส่วน คืออธิบดีกรมวิทยาศสตร์การแพทย์  อธิบดีกรมการแพทย์ โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาแทนที่เดิม นอกจากนั้นยังมีการตัดตัวแทนจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติของกระทรวงเกษตรฯ ออกไป ด้วย ซึ่งตัวแทนทั้ง 3 หน่วยงาน ถือว่ามีผลต่อการพิจารณาเนื่องจากการดูแล สุขภาพของคน และดูแลเรื่องสารตกค้างในอาหาร ทั้งหมด โดยตรง จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก

“จึงมีแนวโน้มว่าคณะกรรมการที่กำลังจะหมดวาระลง น่าจะเลือกโยนเผือกร้อนเลื่อนการพิจารณาวาระการแบน 3 สารพิษ นี้ออกไป ให้ไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมการชุดใหม่ และลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างการให้การสนับสนุนและคัดค้านสารพิษ”แหล่งข่าวระบุ

ขณะที่มีข่าวอีกกระแสว่า หากจำเป็นต้องพิจารณาให้จบภายในวันนี้ ก็มีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ยกเลิกพร้อมกันทั้ง 3 ชนิด เพราะมีการต่อต้านจากอีกฝั่งค่อนข้างหนักหน่วง ที่อ้างว่ายังมีความจำเป็นใช้ สารเคมี อย่างพาราควอต  แม้ว่าฉีดหญ้า แต่ตายเรียบทั้งหญ้า และแมลงและคนฉีด หากไม่ป้องกันที่ดีพอ และสารที่มาทดแทนอย่าง  อย่างกลูโฟซิเนสก็มีแนวโน้มว่าจะถูกโจมตีจากสังคมเพราะมีสารพิษเหมือนกัน และน่าจะมีเบื้องหลังเช่นกันด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการประชุมวันนี้ ทางสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยพร้อมด้วยเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ได้นัดหมายเดินทางไปรับฟังผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่กระทรวงอุตสาหกรรมด้วย

เปิดแก้มลิงเกาะยวนช่วย523ครัว พ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำ-ลดท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448765

news_default

เปิดแก้มลิงเกาะยวนช่วย523ครัว l พ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำ-ลดท่วม

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวน ที่ต.ท่ากระดาน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ว่า จากการที่ราษฎรในต.ท่ากระดาน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี กว่า 523 ครัวเรือน ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรกว่า 16,289 ไร่กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทาน จึงพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าว โดยขุดลอกแก้มลิง พร้อมสร้างอาคารประกอบ รวมถึงระบบส่งน้ำกระจายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรและชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร ซึ่งโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนนี้เก็บกักน้ำได้ประมาณ 550,000 ลูกบาศก์เมตรมีสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และหอถังพร้อมระบบส่งน้ำความยาวประมาณ 6,330 เมตร นับเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง ที่เก็บกักน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 150 ครัวเรือน ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ แบ่งเป็น เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน 600 ไร่ สวนยางพารา 220 ไร่ ไม้ผล ทุเรียน มังคุด พืช ผักตามแนวโครงการเศรษฐกิจพอเพียง 140 ไร่ และทำนา 40 ไร่ อีกทั้ง ยังเป็นพื้นที่ชะลอน้ำขนาดเล็ก เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด แหล่งท่องเที่ยว และช่วยบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำคลองพุมดวงได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ได้ปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม 500,000 ตัวและพันธุ์ปลา 200,000 ตัว แบ่งเป็น ปลาตะเพียนทอง 40,000 ตัว ปลากระแห40,000 ตัว และปลาบ้า 120,000 ตัว ซึ่งการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ อีกทั้ง ยังเป็นการขยายพันธุ์ และรักษาสมดุลระบบนิเวศของแหล่งน้ำด้วย

จากนั้นได้เดินทางไปหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านนาดง ม.7 รับฟังปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินจากนายก อบต.บางงอน และกำนัน ต.บางงอน ซึ่งจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เกษตรกรเต็มที่ เบื้องต้นรับเรื่องไว้ และพร้อมช่วยประสานในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ ได้ตรวจเยี่ยมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ผัก ต.บางท่าขาม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการ ตามแนวคิดตลาดนำการผลิต ลดใช้สารเคมีที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมปลูกพืชผักหมุนเวียนหลากหลาย อีกทั้ง ยังมีการพัฒนาโรงคัดแยกให้ได้มาตรฐาน GAP ซึ่งการดำเนินโครงการแปลงใหญ่ผักนี้ ทำบันทึกข้อตกลง (MOU)กับเทสโก้ โลตัส และบริหารจัดการด้านการตลาดอย่างเป็นระบบ เช่น สร้างแบรนด์ “กลุ่มแปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม” พัฒนาคุณภาพบรรจุภัณฑ์ พัฒนาคุณภาพผักตามหลักสากล เพิ่มระบบค้าส่ง ตกลงราคาซื้อขายล่วงหน้า สินค้าตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นต้น

รายงานพิเศษ : เลี้ยง‘แพะ’อาชีพเสริมด้านปศุสัตว์ สร้างรายได้…กำไรดี700บาท/ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448766

รายงานพิเศษ : เลี้ยง‘แพะ’อาชีพเสริมด้านปศุสัตว์ สร้างรายได้…กำไรดี700บาท/ตัว

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อาชีพปศุสัตว์ทางเลือก ที่ช่วยสร้างรายได้ดีให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี คือ “การเลี้ยงแพะ” โดยเกษตรกรในจังหวัดนิยมเลี้ยงแพะเพื่อบริโภค และจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันนิยมเลี้ยงสายพันธุ์บอร์ (Boer)ซึ่งเป็นพันธุ์เนื้อ เป็นที่ต้องการของตลาด ลูกค้ามักติดต่อขอซื้อถึงฟาร์ม ซึ่งจากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ พบว่า ปี 2561 มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจังหวัดกาญจนบุรี 1,054ครัวเรือน 45,549 ตัว แยกเป็นแพะเนื้อเพศผู้ 10,245 ตัว เพศเมีย 34,953 ตัว รวมเกษตรกร 1,040 ครัวเรือน และแพะนมเพศผู้ 136 ตัว เพศเมีย 215 ตัว รวมเกษตรกร 14 ครัวเรือน

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) พบว่า เกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,119 บาท/ตัวแยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 1,950 บาท ค่าแรงงาน 540 บาท และส่วนที่เหลือ 629 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอาหาร ยาป้องกันโรค และค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆโดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะประมาณ 2 ตัว/คอก ทั้งนี้ แพะเพศเมียเมื่อมีอายุประมาณ 8 เดือน จะเริ่มผสมพันธุ์ได้ไปจนถึงอายุประมาณ 7 ปี โดยแพะจะมีอายุขัยเฉลี่ย 15 ปี สำหรับราคาขาย เกษตรกรสามารถจำหน่ายแพะเนื้อ (อายุเฉลี่ย 7 เดือน น้ำหนักประมาณ 25 – 30 กก.) ในราคา 3,825 บาท/ตัว (127 บาท/นน.ตัว 1 กก.) คิดเป็นรายได้สุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 706 บาท/ตัว ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการรับซื้อจากภาคใต้และความต้องการของประเทศมาเลเซียจำนวนมาก

ด้านนางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10กล่าวเสริมว่า จากการสัมภาษณ์พูดคุยกับ นายเกษมเปรมปรีด์ หนึ่งในเกษตรกรตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน ซึ่งเป็นอำเภอที่นิยมเลี้ยงแพะ รองจากอำเภอเมืองและไทรโยค ได้บอกถึงผลสำเร็จว่า ตนเองปรับเปลี่ยนจากการทำนา และผันตัวทำเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงแพะขุน ซึ่งหลังจากลูกแพะหย่านมเมื่ออายุ 3 เดือน นำมาเลี้ยงต่อจนอายุประมาณ 7 เดือน จึงจำหน่ายเป็นแพะเนื้อให้กับผู้รับซื้อ และเป็นพ่อค้าส่งออกแพะทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสามารถมีรายได้จากการจำหน่ายมูลแพะเพื่อใช้เป็นปุ๋ยในแปลงพืชได้อีกด้วย

ทั้งนี้ การเลี้ยงจะใช้พื้นที่ไม่มากนัก เน้นให้แพะอยู่บริเวณที่จัดไว้ พร้อมทั้งหาอาหารในท้องถิ่น ได้แก่ใบกระถินสด หรือการปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ของเกษตรกรเองเพื่อใช้เป็นอาหารแพะประจำวัน โดยแพะเป็นสัตว์ที่กินอาหารไม่มาก ต้องการวันละ 1-2 กิโลกรัม/วันเท่านั้นจึงไม่สิ้นเปลือง สำหรับราคาที่ขายจะแตกต่างกันไปขึ้นกับอายุ น้ำหนัก และความสวยงาม นอกจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์บริการฉีดวัคซีนป้องกันพยาธิและโรคปากเท้าเปื่อยทุก 6 เดือนเป็นประจำสำหรับเกษตรกรที่สนใจการเลี้ยงแพะสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ นายเกษม เปรมปรีด์ อยู่บ้านเลขที่ 170/1 หมู่ที่ 18 บ้านนาทราย ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โทร. 08-9549-2045 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรทุกท่าน

สทนช.ชงครม.เคาะมาตรการรับมือแล้งปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448764

news_default

สทนช.ชงครม.เคาะมาตรการรับมือแล้งปี’63

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยหลังประชุมศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจเพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 7/2562 ว่า ที่ประชุมซักซ้อมแนวทางรับมือฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำในอนาคต ขณะนี้ที่กังวลคือลุ่มเจ้าพระยาบริเวณภาคกลาง เนื่องจากประเมินน้ำใช้การ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำใช้การประมาณ 5,400 ล้าน ลบ.ม. แม้ไม่น้อยจนน่าเป็นห่วง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างมีวินัย ซึ่งสทนช.ประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆลดใช้น้ำในกิจกรรมอื่น โดยเน้นใช้น้ำอุปโภคบริโภคเท่านั้น

“สทนช.คาดการณ์ปริมาณน้ำ ณวันที่ 1 พ.ย.จะมีปริมาณน้ำใช้การ 33,604 ล้านลบ.ม. ฤดูแล้ง ปี 2562/63 แบ่งออกเป็นในเขตชลประทาน 25,031 ล้านลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 8,573 ล้าน ลบ.ม.ใน 5 กิจกรรมหลักตามลำดับความสำคัญคือ 1) เพื่ออุปโภคบริโภค 2,703 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 8% 2) เพื่อรักษาระบบนิเวศ 7,161 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 21% 3) เพื่อสำรองน้ำใช้ช่วงต้นฤดูฝน ปี 2563 9,830 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น29% 4) เพื่อเกษตรกรรม 13,351 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 40% แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 7,707 ล้าน ลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 5,644 ล้าน ลบ.ม. และ 5) เพื่ออุตสาหกรรม 558 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%” ดร.สมเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สทนช.คาดการณ์การจัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน ของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง แบ่งเป็นอ่างฯที่มีปริมาณน้ำใช้การ 0-15% จัดสรรได้เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และสำรองต้นฤดูฝน’63 เท่านั้นมี 2 แห่ง ได้แก่ อุบลรัตน์ ลำนางรอง  ขณะที่อ่างฯ 9 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 15-30% จัดสรรได้เพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน 63 การเกษตรฤดูแล้ง(เกษตรต่อเนื่อง) อุตสาหกรรม แบ่งเป็น อ่างฯในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 7 แห่ง ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสัก แม่กวงฯ แม่มอก กระเสียว ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล 1 แห่ง ได้แก่ มูลบน ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 1 แห่ง ได้แก่ คลองสียัด  ส่วนอ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 30-60% ที่จัดสรรได้เพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน’63 การเกษตรฤดูแล้ง(บางพื้นที่) อุตสาหกรรม มีทั้งสิ้น 14 แห่ง แบ่งเป็น ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ แม่งัดฯ กิ่วคอหมา กิ่วลม ทับเสลา ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล 6 แห่ง ได้แก่ น้ำอูน น้ำพุง จุฬาภรณ์ลำตะคอง ลำพระเพิง ลำแซะ ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 2 แห่ง ได้แก่ บางพระ ประแสร์ลุ่มน้ำภาคใต้ 2 แห่ง ได้แก่ รัชชาประภา บางลางและอ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 60-100% ซึ่งจัดสรรได้ในทุกกิจกรรม คือ เพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน’63การเกษตรฤดูแล้ง (ตามศักยภาพ) อุตสาหกรรม รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย ลุ่มน้ำโขงชีมูล 3 แห่ง ได้แก่ ห้วยหลวง ลำปาวสิรินธร ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 3 แห่ง ได้แก่ ขุนด่านปราการชล หนองปลาไหล นฤบดินทรจินดา ลุ่มน้ำภาคตะวันตก 2 แห่ง ได้แก่ ศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ และ ลุ่มน้ำภาคใต้2 แห่ง ได้แก่ แก่งกระจาน ปราณบุรี ทั้งนี้ สทนช.จะสรุปมาตรการรับมือภัยแล้งที่ชัดเจนเป็นรูปแบบ สามารถป้องกันผลกระทบให้แก่พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 22 ตุลาคมนี้

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448763

news_default

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ไม่ง่ายอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ถึงเวลาหรือยังครับที่เกษตรกรต้องหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันอย่างจริงจังครับขอความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมด้วยครับ

เกรียงศักดิ์ อมรชัยการ

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

จากมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอไฟริฟอสและไกลโฟเซต ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีความเห็นชอบ เมื่อเดือนเม.ย.2562 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้พิจารณาออกประกาศเกี่ยวกับข้อบังคับในการใช้สารทั้ง 3 ชนิดต่อไป การปฏิเสธการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรงนั้น เกษตรกร จึงจำเป็นต้องปรับวิธีทำการเกษตรของตนเอง มาเป็นเกษตรอินทรีย์ มาทำเกษตรปลอดสารเคมีและเกษตรไร้สารพิษที่มีผลกระทบต่อกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศน้อยที่สุด

เกษตรอินทรีย์ คืออะไร เกษตรอินทรีย์ คือการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศเพื่อส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือสิ่งที่ได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีแผนการจัดการอย่างเป็นระบบในการผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผลผลิตสูง ทั้งยังอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและปลอดสารพิษโดยมีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อคุณภาพชีวิต ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และนำไปสู่การผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน

เกษตรกร ที่ต้องการทำการเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์ จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้มากพอที่จะหาปัจจัยการผลิตเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี เพื่อทำการผลิตให้ได้ปริมาณและคุณภาพทัดเทียมกับการผลิตในระบบเกษตรเคมี การผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ ปัจจัยที่สำคัญมาก ได้แก่ การจัดการดิน น้ำ และปุ๋ย เพื่อเพิ่มผลผลิตพืช และจัดการศัตรูพืช โดยไม่พึ่งพาสารเคมี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในผลผลิตที่ดี

แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญของเกษตรอินทรีย์มีดังนี้

1. เกษตรอินทรีย์เป็นการทำการเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างจากระบบเกษตรเคมีที่มุ่งเน้นการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตเฉพาะพืชที่ปลูก ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร ส่วนการทำเกษตรอินทรีย์แบบองค์รวม จะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินการรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพโดยยึดแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทำการผลิต

2. เกษตรอินทรีย์เป็นการผลิตพืชที่ใช้ปัจจัยการผลิตที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ใช้พันธุ์พืชที่มีการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ ใช้ปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากวัสดุธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา และยากำจัดวัชพืช รวมถึงสิ่งมีชีวิตดัดแปลงทางพันธุกรรม

3.เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการจัดการปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมและยั่งยืนจะต้องนำไปสู่ระบบการผลิตและปฏิบัติได้จริง มุ่งเน้นใน 3 เรื่องคือ การจัดการดินและน้ำการจัดการปุ๋ย และการกำจัดศัตรูพืช

4. เกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลย์ของวงจรของธาตุอาหารการประหยัดพลังงานการอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตร และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

เกษตรอินทรีย์จึงเป็นการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการทำไร่นาเชิงสร้างสรรค์เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรในไร่นาเกษตรกรอินทรีย์ จึงมีการพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและการบริหารจัดการไร่นาของตน ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริงโดยอาจเริ่มต้นจากการปฏิบัติแบบปลอดสารพิษไปก่อน จนเกิดความชำนาญ แล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นของการปฏิบัติที่มุ่งสู่เกษตรอินทรีย์ต่อไป

นาย รัตวิ