ไม่เบี้ยวประชุม 5 กก.กระทรวงเกษตรฯร่วมชี้ชะตา 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394670

ไม่เบี้ยวประชุม 5 กก.กระทรวงเกษตรฯร่วมชี้ชะตา 3 สาร

วันที่ 22 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

เฉลิมชัย ยัน กก. 5 คนของกระทรวงเกษตรฯไม่มีใครยื่นลาป่วย ลากิจ  ลาพักร้อน เข้าประชุมครบ ลั่นมีสารทดแทนทำบัญชีไว้แล้วทำทุกอย่างเพื่อผู้บริโภค

22 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลัง รับหนังสือจากสมาคมเกษตรปลอดภัยและเครือข่ายเกษตรกร ผู้แทนสมาคมเกษตรกร แกนนำเกษตรกร และตัวแทนเกษตรกร 5 ล้านครัวเรือน

ได้ยื่นหนังสือชี้แจงข้อจริงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯคัดค้านการยกเลิก 3 สารเคมี โดยขอให้มีสารทดแทนก่อนเพราะหากแบนทันทีจะทำให้เสียหาย 8.2 แสนล้านบาท

นายเฉลิมชัย กล่าวว่าเป็นการรับฟังความเห็นอีกด้านของเกษตรกรที่ต้องการใช้สารเคมี ในฐานะรมว.เกษตรฯต้องฟังเหตุผลทั้งสองฝ่ายเพราะคนไทยด้วยกัน ซึ่งไม่ว่ามติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะออกมาอย่างไร ต้องเตรียมมาตรการดูแลรองรับทั้งสองด้าน โดยมติของกระทรวงเกษตรฯให้ยกเลิก 3 สาร ซึ่งมีความชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว โดยได้สั่งให้กรมวิชาการเกษตร ทำบัญชีรายชื่อสารทดแทน ล่าสุดส่งมาให้แล้วมีความหนาเป็นนิ้วแต่ยังไม่ได้เปิดอ่าน และมั่นใจข้าราชการระดับผู้บริหาร 5 คน ไปร่วมประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย แน่นอนเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครยื่นใบลาพักร้อน ใบลาราชการ มาที่ตน

ท่าทีกระทรวงเกษตรฯแสดงชัดเจนมานานแล้วและความคิดของผมมีในใจไว้อยู่แล้วหลังจากมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ออกมาจึงจะพูด เพราะขณะนี้แสดงความเห็นซ้ายก็ผิด ขวาก็ผิด ตรงกลางยังผิดเลย ซึ่งผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่แก้ปัญหา ไม่หนีปัญหา ถ้าผลออกมาซ้ายหรือขวา ก็ต้องแก้ทั้งหมด เพราะไม่ว่า แนวทางใดมีผลกระทบทั้งสิ้น ต้องเอาความจริงมาคุยกัน

ส่วนในเรื่องสารทดแทน เกษตรกรไม่ต้องกังวล ต้นทุนไม่สูงขึ้น  ผมให้กรมวิชาการเกษตร รวบรวมไว้ทั้งหมด มีทุกอย่าง สารชีวะภัณฑ์ สาร เคมี ส่งมาให้ผมแล้ว ขณะนี้มีหลายมาตรการที่เตรียมไว้แก้ไข ไม่ว่าอย่างไร สองกลุ่มคือคนไทย ทั้งหมด ผมชัดเจนมีเป้าหมายให้ผู้บริโภค และ เกษตรกร ต้องปลอดภัย

“รอฟังผลที่ประชุม ถ้าแบนต้องแก้ไขปัญหาให้เป็นสิ่งต้องทำเพื่อคนไทย ไม่ได้คิดว่าจะได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นหรือมีผลต่อการเมืองอย่างไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้นั่งคุยกับ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้คุยเรื่องเดินหน้านโยบายต่อไป ที่จะให้สหกรณ์ทำเมล็ดพันธุ์ข้าว ผลิตอย่างไรให้ทันกับความต้องการของเกษตรกรที่ยังประสบทั้งภัยแล้งน้ำท่วม ทุกวันนี้ปัญหาประเทศมีอีกมากที่ต้องช่วยกันแก้ไขให้ประชาชนทั่วประเทศ ผมจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างดีที่สุด “นายเฉลิมชัย กล่าว

เกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลัก เดินหน้าค้านแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394663

เกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลัก เดินหน้าค้านแบน 3 สาร

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 20:53 น.
แบนสารเคมี,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

กลุ่มตัวแทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลัก เดินหน้าคัดค้านการแบน 3 สารเคมี ยืนยันเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ รวมตัวบุกกระทรวงอุตสาหกรรมพรุ่งนี้ ลุ้นผลมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย

21 ตุลาคม 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า วันประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ทางตัวแทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจกว่า 1,000 ราย จะไปรวมตัวกัน

ทั้งนี้เพื่อรอฟังคำตัดสินที่กระทรวงอุตสาหกรรม และไปให้กำลังใจคณะกรรมการวัตถุอันตราย ขอให้มีการลงมติและตัดสินอย่างเที่ยงตรง ยุติธรรม บนพื้นฐานข้อมูลที่เท็จจริงและถูกต้องมากที่สุด ทั้งนี้อยากให้รัฐชะลอการพิจารณายกเลิกสาร 3 ชนิดออกไป โดยหานวัตกรรมและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ก่อน

เพราะการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำลง และจะขอเข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดให้รับทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอความชัดเจนว่ามีการสั่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยกมือแบน 3 สารเคมีจริงหรือไม่ เพราะหากจริงแสดงว่าท่านมีการก้าวล้ำการทำหน้าที่ของคณะกรรมการฯ

ขณะเดียวกันยังจะยื่นหนังสือ ขอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการกลาง วิจัยศึกษาถึงผลกระทบที่แท้จริงก่อนการแบน 3 สารเคมี เนื่องจากการเลิกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง แล้วให้ใช้สารเคมีชนิดใหม่ทดแทนไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยขึ้น และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบน 3 สารเคมีจริง ทางกลุ่มฯจะเดินหน้ายื่นขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครองทันที ให้คุ้มครองชั่วคราวทันที

ฝ่ายหนุนแบน 3 สาร ให้กำลังใจ มนัญญา กล้าหาญประกาศจุดยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394662

ฝ่ายหนุนแบน 3 สาร ให้กำลังใจ มนัญญา กล้าหาญประกาศจุดยืน

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 20:37 น.
มนัญญา,แบน 3 สาร,สารเคมี,กรรมการวัตถุอันตราย
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

ฝ่ายหนุนแบน 3 สาร ให้กำลังใจ มนัญญา กล้าหาญประกาศจุดยืนลุยสู้เพื่อคนไทย ถามผู้ใหญ่ในคกก.วัตถุอันตราย ทำไมยังขโมยชีวิตเด็กไทยให้อยู่กับสารเคมี

21 ตุลาคม 2562 เครือข่ายสตรีมุสลิม 4 ภาค ได้มอบดอกไม้ให้กำลังน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้เดินหน้าแบน 3 สาร นำโดยดร.กิ่งแก้ว ช่วยกาญจน์ นายกสมาคมสตรีมุสลิมจ.กระบี่

พร้อมกล่าวว่าเราพร้อมต่อสู้เคียงข้าง รมช.เกษตรฯซึ่งเป็นสตรีที่มีความกล้าหาญที่กล้าประกาศยกเลิกใช้สารเคมี จนทำให้ในสังคมไทยหันมามองเรื่องนี้และในฐานะที่เป็นคนที่อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข รู้สึกช็อกดีใจที่มีรัฐมนตรีมาประกาศจุดยืนแบนสารเคมีทันที เพราะอยู่ในวงการสาธารณสุข มาตลอดพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นจากผลของสารเคมีเกษตร ทั้งในพืชผักผลไม้ ดินและน้ำ มองมาตลอดว่าเมื่อไหร่กระทรวงเกษตรฯเป็นต้นทางที่จะไม่ใช่สารเคมีเหล่านี้ และจะเอาจริงเอาจังกับการควบคุมหรือไม่ให้มีสารเคมีใช้ในประเทศ

ที่ผ่านมาแม้จะมีมาตรการจำกัดการใช้ 3 สาร แนะนำวิธีใช้ เข้มงวดการซื้อขาย สุดท้ายยังพบว่าการปนเปื้อนของสาร 3 ตัวนี้ในพืชผักผลไม้กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มาถึงวันนี้เป็นจุดถึงเวลาแล้วคนไทยทุกคนในฐานะแม่ และฐานะครู มองว่าไม่อยากให้ผู้ใหญ่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ขโมยชีวิตเด็กไทยไป ทุกคนก็รู้ว่าสารเคมีมีโทษ แต่ทำไมยังให้ใช้อยู่

“ดีใจมากที่มีนักการเมืองระดับประเทศต่อสู้เพื่อคนไทย ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีวันนี้ เราทำฐานข้อมูลเรื่องโรคจำนวนมากของเกษตรกรมาจากสารเคมี ปีๆหนึ่งประเทศไทยจ่ายค่าสาธารณสุขไปมากมาย และที่เห็นอยู่คือเกษตรกรไทยมีหนี้สินกับคนไทยเป็นโรคมากขึ้น”ดร.กิ่งแก้ว กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ทุกอย่างรอมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 22 ต.ค. ว่าจะมีความเห็นอย่างไร ตนพร้อมสู้ไปกับทุกคนเพราะวันนี้แม้มีกฏกระทรวงกำจัดการใช้สารเคมี แต่ถามว่าเกษตรกรไทยจะมีสักกี่คนที่จะแยกออกว่า ให้สารอะไรใช้สำหรับวัชพืชใบแคบ หรือวัชพืชใบกว้าง เพราะว่าเมื่อเกษตรกรปลูกพืชอะไร และมีต้นที่ไม่ต้องการมองว่าเป็นวัชพืชก็ซื้อยามาฉีดเพราะหาได้ง่าย

ฉะนั้นหลังจากนี้จะหยิบปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตร สารชีวะภัณฑ์ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี มาพูดคุยกันหาจุดที่เหมาะสมกับปัจจุบันที่ต้องการพืชอินทรีย์ ปลอดสาร ในขณะเดียวกันต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอกำจัดศัตรูพืชได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม และเปิดกว้างข้อกำหนดต่าง ๆ ในการขึ้นทะเบียนให้กับสูตรสมุนไพรที่มีฤทธิ์กำจัดศัตรูพืช ที่คิดค้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ใช่ใครทำอะไรก็ไปจับกุมหมด ทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ผ่านมาจึงไม่ได้เกิด

จากนี้ให้กรมวิชาการเกษตร นำมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ได้ ซึ่งสรรพสิ่งบนแผ่นดินไทยใช้ประโยชน์ได้มากมาย รวมถึงวิธีการทำเกษตรของโครงการหลวง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้พืชแข็งแรง แมลงจะไม่มากิน แมลงจะกินพืชที่อ่อนแอ  ขอให้หน่วยงานเปิดใจกว้างมากขึ้นด้วย

ซีพีเอฟ ใช้เทคโนโลยีเลี้ยงกุ้งครบวงจรสู่การทำฟาร์มแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394644

ซีพีเอฟ ใช้เทคโนโลยีเลี้ยงกุ้งครบวงจรสู่การทำฟาร์มแบบยั่งยืน

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 18:20 น.
กุ้ง,ซีพี
เปิดอ่าน 37 ครั้ง

ซีพีเอฟ นำระบบการเลี้ยงกุ้งด้วยเทคโนโลยี บริหารจัดการแบบครบวงจรต้นแบบเปลี่ยนแปลงการทำฟาร์มกุ้งสู่ความยั่งยืนทั่วโลกผลกระทบสิ่งแวดล้อม

21 ตุลาคม 2562 ในปี 2555 การระบาดของอาการกุ้งตายด่วน (Early Mortality Syndrome : EMS) ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของประเทศผู้เลี้ยงกุ้งและเกษตรกรในหลายประเทศ

นับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของการทำฟาร์มกุ้ง รวมถึงธุรกิจฟาร์มกุ้งของ ซีพีเอฟ ในต่างประเทศเช่นเดียวกัน

ซีพีเอฟ ได้ให้ทุนกับห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา มหาวิทยาลัยอริโซน่า เพื่อหาต้นเหตุของโรค EMS และแนวทางป้องกันโรค ขณะเดียวกันศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัทฯยังได้พัฒนาบ่ออนุบาลลูกกุ้ง และปรับปรุงการบริหารจัดการฟาร์มเพื่อป้องกันกุ้งจากการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จากธรรมชาติ

จากการศึกษาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯค้นพบแนวทาง ทางชีวภาพและสามารถพัฒนาสายพันธุ์กุ้งใหม่ที่มีพันธุกรรมต้านทานโรคสูง กุ้งแข็งแรง ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของการปรับรูปแบบการทำฟาร์มกุ้งและบ่อเลี้ยงใหม่ ที่ช่วยลดความเสี่ยงและการสูญเสีย

มร.โรบินส์ แมคอินทอช รองประธานกรรมการบริหาร – สายการพัฒนาพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งแบบยั่งยืน ด้วยวิธีการเลี้ยงแบบครบวงจรซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปัจจัยการทำฟาร์มที่สำคัญได้อย่างครบถ้วน เช่น บ่ออนุบาลพ่อแม่พันธุ์กุ้ง บ่ออนุบาลกุ้งตัวอ่อนและลูกกุ้ง ตลอดจนเทคโนโลยีในการทำฟาร์มจนเข้าสู่กระบวนการผลิต ส่งผลดีต่อเกษตรกรในการเพิ่มผลผลิต

“เราพูดได้ว่า ซีพีเอฟ เป็นบริษัทเดียวในโลกที่ตอบสนองเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ครบวงจร ทำให้เกษตรกรและบริษัทฯสามารถตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่การผลิตได้ เราไม่เคยหยุดพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนนวัตกรรม ซึ่งปัจจุบัน เราเป็นผู้ผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่ดีที่สุดในโลก” มร.โรบินส์ ย้ำ

มร.โรบินส์ กล่าวต่อไปว่า จุดแข็งของธุรกิจกุ้งของ ซีพีเอฟ เกิดจาก 4 ปัจจัยสนับสนุน คือ 1. สายพันธุ์กุ้งต้านทานโรคสูงโดยเฉพาะเชื้อไวรัสทอร่า (Taura Virus) อาการติดเชื้อ EMS และโรคไวรัสจุดขาว (White Spot Virus) นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้แนะนำวิธีการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมปลอดเชื้อให้เกษตรกรในเอเซีย ทั้งยังประยุกต์เทคนิคการผสมพันธุ์กุ้งเพื่อเพิ่มอัตราการโตของกุ้ง กุ้งมีความแข็งแรงต้านทานโรคหลักที่เกิดกับกุ้งได้สำเร็จ ลดความสูญเสียของเกษตรกรและฟาร์ม

2. การพัฒนาบ่ออนุบาลสำหรับกุ้งช่วงอายุต่างๆ ให้มีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคสำหรับเกษตรกร โดยเฉพาะการผลิตกุ้งขาวแวนนาไมปลอดโรค ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กระตุ้นให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งในเอเซียเติบโตสูงสุดระหว่างปี 2547-2554 และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในช่วงต่อมาโดยเริ่มจากตัวอ่อนกุ้งที่แข็งแรงจากสายพันธุ์ที่ดี โตเร็วและอัตรารอดสูงในบ่อเลี้ยงตามธรรมชาติ

3. การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอาหารสัตว์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน ปัจจุบันอาหารกุ้งของ ซีพีเอฟ ไม่ใช้ปลาป่นที่ได้จากการจับจากทะเลแต่ใช้ปลาป่นที่มาจากผลพลอยได้ในอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบอาหารกุ้งที่มาจากการจัดหาและแหล่งผลิตที่ได้รับรองความยั่งยืนเท่านั้น ซึ่งยังคงสนับสนุนให้กุ้งแข็งแรงดีและโตเร็ว

ซีพีเอฟ ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงระบบการเลี้ยงกุ้งแบบชีวภาพเพื่อป้องกันโรคต่างๆจากธรรมชาติ เช่น EMS โรคไมโครสปอริเดีย (Enterocytozoon hepatopenaei : EHP) และโรคไวรัสจุดขาว (White Spot Syndrome Virus) สำหรับเทคโนโลยีใหม่นี้มีหลักการเดียวกับระบบเพาะเลี้ยงสัตว์ในระบบน้ำหมุนเวียน (recirculating aquaculture systems : RAS) ควบคู่กับการบริหารจัดการฟาร์มขนาดเล็ก  ระบบ RAS เป็นระบบที่นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ลดการใช้น้ำ ที่สำคัญยังเป็นเทคโนโลยีที่ดักจับของเสียจากกุ้งไม่ก่อให้เกิดมลภาวะในบ่อเลี้ยง ช่วยลดเสี่ยงจากการติดโรคได้ดี

ผลจากการดำเนินงานตามปัจจัยทั้ง 4 ข้อ จากบ่อเลี้ยงที่มีขนาดเล็กลงทำให้ควบคุมพื้นที่ได้ดีขึ้นขณะเดียวกันมีน้ำสะอาดตลอดเวลาทำให้ได้ผลผลิตต่อหน่วยสูงขึ้น ซึ่งเป็นการผสมผสานกับพันธุ์กุ้งโตเร็วของ ซีพีเอฟ ที่ให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงกุ้งดีกว่าและผลผลิตดีกว่าการเลี้ยงแบบดั้งเดิมถึง 25 เท่า

การเลี้ยงกุ้งด้วยเทคโนโลยีและการเลี้ยงแบบผสมผสานแบบครบวงจร ของ ซีพีเอฟ หรือที่เรียกว่า “เทคนิค 3 สะอาด” เป็นการให้ความสำคัญกับความสะอาดในการเตรียมบ่อกุ้ง ลูกกุ้งสะอาด และน้ำสะอาด ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคนิค 3 สะอาด ควบคู่กับการเลี้ยงแบบชีวภาพ หรือ ซีพีเอฟ คอมบายด์ โมเดล (CPF Combined Model)ให้เหมาะกับการเลี้ยงกุ้งในประเทศอินเดีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

“เมื่อปี 2529 ซีพีเอฟ เป็นผู้นำในปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งเพื่ออนาคตในรูปแบบใหม่ ซึ่งส่งผลให้กุ้งเป็นอาหารที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ในราคาเหมาะสม และเป็นอีกครั้งที่บริษัทฯเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการทำฟาร์มกุ้งทุกๆแห่งทั่วโลกให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” มร.โรบินส์ กล่าว

ปัจจุบัน การทำฟาร์มกุ้งในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นับวันจะทำได้ยากขึ้น เนื่องจากคุณภาพน้ำไม่ดีเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน ส่งผลกระทบต่ออนาคตของธุรกิจการเลี้ยงกุ้ง ในขณะที่อเมริกายังมีที่ดินที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า ทำให้เห็นแนวโน้มธุรกิจการเลี้ยงกุ้งในสหรัฐฯ จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ซีพีเอฟ ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบการเลี้ยงกุ้งในระบบน้ำหมุนเวียน (RAS) เพื่อให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งที่สหรัฐฯในพื้นที่ที่อยู่ไกลจากมหาสมุทรและในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอากาศตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกุ้งครบวงจร (สายพันธุ์กุ้ง ตัวอ่อน ลูกกุ้ง อาหารกุ้ง การบริหารจัดการฟาร์มที่ดีและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนการเป็นผู้นำธุรกิจเพาะเลี้ยงกุ้งในสหรัฐฯได้เป็นอย่างดีในทุกที่ทุกเวลา ซึ่งฟาร์มเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำทะเลแต่อยู่ได้ด้วยระบบน้ำแบบหมุนเวียน และไม่มีการปล่อยของเสียหรือขยะสู่สิ่งแวดล้อม

“ซีพีเอฟ คาดว่าจะเป็นผู้นำการเลี้ยงกุ้งของโลกในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีของเราถูกพัฒนาให้สอดคล้องและเหมาะสมกับทุกประเทศในโลกนี้” มร.โรบินส์ กล่าว

ไม่มีใครลา!‘เฉลิมชัย’ยัน5ผู้แทนก.เกษตรฯ ร่วมถกคณะกรรมการวัตถุอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448810

news_default

ไม่มีใครลา!‘เฉลิมชัย’ยัน5ผู้แทนก.เกษตรฯ ร่วมถกคณะกรรมการวัตถุอันตราย

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.12 น.

ไม่มีใครลา!‘เฉลิมชัย’ยัน5ผู้แทนก.เกษตรฯ ร่วมถกคณะกรรมการวัตถุอันตราย

21 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังรับหนังสือจากสมาคมเกษตรปลอดภัยและเครือข่ายเกษตรกร ผู้แทนสมาคมเกษตรกร แกนนำเกษตรกร และตัวแทนเกษตรกร 5 ล้านครัวเรือน ที่เข้ายื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงคัดค้านการแบน 3 สารเคมี โดยขอให้มีสารทดแทนก่อน เพราะหากแบนทันทีจะทำให้เสียหาย 8.2 แสนล้านบาท

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เป็นการรับฟังความเห็นอีกด้านของเกษตรกรที่ต้องการใช้สารเคมี ในฐานะรมว.เกษตรฯต้องฟังเหตุผลทั้งสองฝ่ายเพราะคนไทยด้วยกัน ซึ่งไม่ว่ามติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะออกมาอย่างไร ต้องเตรียมมาตรการดูแลรองรับทั้งสองด้าน โดยมติของกระทรวงเกษตรฯให้แบน3สาร ซึ่งมีความชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว โดยได้สั่งให้กรมวิชาการเกษตร ทำบัญชีรายชื่อสารทดแทน ล่าสุดส่งมาให้แล้วมีความหนาเป็นนิ้วแต่ยังไม่ได้เปิดอ่าน และมั่นใจข้าราชการระดับผู้บริหาร 5คน ไปร่วมประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย แน่นอนเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครยื่นใบลาพักร้อน ใบลาราชการมาที่ตน

“ท่าทีกระทรวงเกษตรฯแสดงชัดเจนมานานแล้ว และความคิดของผมมีในใจไว้อยู่แล้วหลังจากมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ออกมาจึงจะพูด เพราะขณะนี้แสดงความเห็นซ้ายก็ผิด ขวาก็ผิด ตรงกลางยังผิดเลย ซึ่งผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่แก้ปัญหา ไม่หนีปัญหา  ถ้าผลออกมาซ้าย หรือขวา ก็ต้องแก้ทั้งหมด เพราะไม่ว่า แนวทางใดมีผลกระทบทั้งสิ้น ต้องเอาความจริงมาคุยกัน ส่วนในเรื่องสารทดแทน เกษตรกรไม่ต้องกังวล ต้นทุนไม่สูงขึ้น  ผมให้กรมวิชาการเกษตร รวบรวมไว้ทั้งหมด มีทุกอย่าง สารชีวะภัณฑ์ สาร เคมี ส่งมาให้ผมแล้ว” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย ระบุว่า ขณะนี้มีหลายมาตรการที่เตรียมไว้แก้ไข ไม่ว่าอย่างไร สองกลุ่มคือคนไทย ทั้งหมด ผมชัดเจนมีเป้าหมายให้ผู้บริโภค และ เกษตรกร ต้องปลอดภัย ตนรอฟังผลที่ประชุม ถ้าแบนต้องแก้ไขปัญหาให้เป็นสิ่งต้องทำเพื่อคนไทย ไม่ได้คิดว่าจะได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นหรือมีผลต่อการเมืองอย่างไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้นั่งคุยกับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เรื่องเดินหน้านโยบายต่อไป ที่จะให้สหกรณ์ทำเมล็ดพันธุ์ข้าว ผลิตอย่างไรให้ทันกับความต้องการของเกษตรกรที่ยังประสบทั้งภัยแล้งน้ำท่วม ทุกวันนี้ปัญหาประเทศมีอีกมากที่ต้องช่วยกันแก้ไขให้ประชาชนทั่วประเทศ ตนจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างดีที่สุด

ม็อบหนุนให้กำลังใจ‘มนัญญา’ ถามคกก.วัตถุอันตรายทำไมยังขโมยชีวิตเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448800

news_default

ม็อบหนุนให้กำลังใจ‘มนัญญา’ ถามคกก.วัตถุอันตรายทำไมยังขโมยชีวิตเด็ก

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.25 น.

ม็อบหนุนให้กำลังใจ‘มนัญญา’ ถามคกก.วัตถุอันตรายทำไมยังขโมยชีวิตเด็ก

21 ตุลาคม 2562 เครือข่ายสตรีมุสลิม 4 ภาค เดินทางเข้ามอบดอกไม้ให้กำลังใจ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้เดินหน้าแบน 3 สารพิษ

โดย ดร.กิ่งแก้ว ช่วยกาญจน์ นายกสมาคมสตรีมุสลิม จ.กระบี่ กล่าวว่า เราพร้อมต่อสู้เคียงข้าง รมช.เกษตรฯ ซึ่งเป็นสตรีที่มีความกล้าหาญที่กล้าประกาศยกเลิกใช้สารเคมี จนทำให้ในสังคมไทยหันมามองเรื่องนี้ และในฐานะที่เป็นคนที่อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข รู้สึกดีใจที่มีรัฐมนตรีมาประกาศจุดยืนแบนสารเคมีทันที เพราะอยู่ในวงการสาธารณสุข มาตลอดพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นจากผลของสารเคมีเกษตร ทั้งในพืชผักผลไม้ ดินและน้ำ มองมาตลอดว่าเมื่อไรกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นต้นทางจะไม่ใช้สารเคมีเหล่านี้ และจะเอาจริงเอาจังกับการควบคุม หรือไม่ให้มีสารเคมีใช้ในประเทศ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแม้จะมีมาตรการจำกัดการใช้ 3 สาร แนะนำวิธีใช้ เข้มงวดการซื้อขาย สุดท้ายยังพบว่าการปนเปื้อนของสาร 3 ตัวนี้ในพืชผักผลไม้กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มาถึงวันนี้เป็นจุดถึงเวลาแล้วคนไทยทุกคนในฐานะแม่ และฐานะครู มองว่าไม่อยากให้ผู้ใหญ่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ขโมยชีวิตเด็กไทยไป ทุกคนก็รู้ว่าสารเคมีมีโทษ แต่ทำไมยังให้ใช้อยู่

“ดีใจมากที่มีนักการเมืองระดับประเทศต่อสู้เพื่อคนไทย ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีวันนี้ เราทำฐานข้อมูลเรื่องโรคจำนวนมากของเกษตรกรมาจากสารเคมี ปีๆหนึ่งประเทศไทยจ่ายค่าสาธารณสุขไปมากมาย และที่เห็นอยู่คือเกษตรกรไทยมีหนี้สินกับคนไทยเป็นโรคมากขึ้น” ดร.กิ่งแก้ว กล่าว

ด้าน น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ทุกอย่างรอมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 22 ตุลาคม 2562 ว่าจะมีความเห็นอย่างไร ตนพร้อมสู้ไปกับทุกคน เพราะวันนี้แม้มีกฏกระทรวงกำจัดการใช้สารเคมี แต่ถามว่าเกษตรกรไทยจะมีสักกี่คนที่จะแยกออกว่า ให้สารอะไรใช้สำหรับวัชพืชใบแคบ หรือวัชพืชใบกว้าง เพราะว่าเมื่อเกษตรกรปลูกพืชอะไร และมีต้นที่ไม่ต้องการมองว่าเป็นวัชพืชก็ซื้อยามาฉีด เพราะหาได้ง่าย เพราะฉะนั้นหลังจากนี้จะหยิบปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตร สารชีวะภัณฑ์ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี มาพูดคุยกันหาจุดที่เหมาะสมกับปัจจุบันที่ต้องการพืชอินทรีย์ ปลอดสาร

นอกจากนี้ต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอกำจัดศัตรูพืชได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม และเปิดกว้างข้อกำหนดต่างๆในการขึ้นทะเบียนให้กับสูตรสมุนไพรที่มีฤทธิ์กำจัดศัตรูพืช ที่คิดค้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ใช่ใครทำอะไรก็ไปจับกุมหมด ทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ผ่านมาจึงไม่ได้เกิด จากนี้ให้กรมวิชาการเกษตร นำมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ได้ ซึ่งสรรพสิ่งบนแผ่นดินไทยใช้ประโยชน์ได้มากมาย รวมถึงวิธีการทำเกษตรของโครงการหลวง ของในหลวงรัชกาลที่9 ที่ทำให้พืชแข็งแรง แมลงจะไม่มากิน แมลงจะกินพืชที่อ่อนแอ  ขอให้หน่วยงานเปิดใจกว้างมากขึ้นด้วย

‘เฉลิมชัย’มอบนโยบาย6ด้าน ครบรอบ52ปี‘กรมส่งเสริมการเกษตร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448744

‘เฉลิมชัย’มอบนโยบาย6ด้าน ครบรอบ52ปี‘กรมส่งเสริมการเกษตร’

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.35 น.

รมว.เกษตรฯ แสดงความยินดีมอบนโยบาย เนื่องในวันครบรอบ 52 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ชูนโยบายขับเคลื่อนงาน 6 ด้าน มุ่งสร้างรากฐานภาคการเกษตรอย่างเข้มแข็ง นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายภายในงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ณ กรมส่งเสริมการเกษตร ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการช่วยเหลือดูแลและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยมุ่งเน้นนโยบาย “การตลาดนำการเกษตร” ซึ่งจะมีการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน อีกทั้งจะต้องสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรในระดับฐานราก ด้วยการส่งเสริมการผลิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานใน 6 ประเด็น ดังนี้

1. ขยายผลโครงการพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสืบสานศาสตร์พระราชา โดยการส่งเสริมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการหลวง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง การส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงและสืบสานศาสตร์พระราชา ยึดแนวทางสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี มีภูมิคุ้มกัน และมีความมั่นคงในอาชีพ รวมทั้งการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลของระบบการผลิตทางการเกษตร ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

2. บริหารจัดการสินค้าเกษตรโดยยึดหลักการตลาดนำการเกษตรและสร้างราย ได้แก่ เกษตรกร เน้นพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อเข้าสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และการผลิตสินค้าเกษตรที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจ ใช้สารชีวภัณฑ์ลดการใช้สารเคมี การสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร พัฒนาตลาดเกษตรกร ขยายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งการตลาดออนไลน์ และการพัฒนาโลจิสติกส์สินค้าเกษตร

3. พัฒนาองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และงานเคหกิจเกษตร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนให้ดีขึ้น การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ สร้าง Young Smart Farmer ให้มีบทบาทสำคัญและเป็นผู้นำพัฒนาการเกษตรของชุมชน การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรรวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรและชุมชน

4. สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน โดยสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการทำงาน พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย ให้มีความเข้มแข็งทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนและเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ชุมชน และบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ โดยพัฒนาต่อยอดจากฐานการพัฒนาที่มีอยู่แล้วและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา

5. ช่วยเหลือดูแลและให้บริการแก่เกษตรกร ที่ประสบภัยพิบัติ (ภัยธรรมชาติ ศัตรูพืชและโรคพืช)

6. พัฒนาองค์กร ระบบการทำงาน และบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร โดยพัฒนาระบบข้อมูล Big Data ระบบเทคโนโลยีและการสื่อสารต่าง ๆ ที่ทันสมัย เพื่อให้บริการเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยึดหลักการทำงานอย่างมีส่วนร่วม และการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมทำงานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ปฏิบัติงานอยู่เคียงคู่กับพี่น้องเกษตรกรมาด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งแนวทางการดำเนินงานกรมส่งเสริมการเกษตรตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กล่าวมานั้น จะทำให้การทำงานส่งเสริมการเกษตรมีทิศทางที่ชัดเจน ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการดูแลช่วยเหลือในการประกอบอาชีพการเกษตร และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกษตรกรจะมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีรายได้ที่มั่นคง

สำหรับกิจกรรมภายในงานได้มีการจัดพิธีสงฆ์ พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์พิเศษ ทำนอง สิงคาลวณิช ผู้ก่อตั้งกรมส่งเสริมการเกษตร หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมแสดงความยินดีและมอบเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์แก่มูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ) การมอบรางวัลบุคคล หน่วยงานดีเด่น และผู้ทำคุณประโยชน์กับกรมส่งเสริมการเกษตร การมอบทุนการศึกษา และมอบแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแก่ข้าราชการและบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร นำเสนอผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการให้บริการเกษตรกร นิทรรศการกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่ และตัวอย่างผลสำเร็จของงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย การคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานดีเด่นประจำปี 2562 ประกอบด้วย เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ นักส่งเสริมการเกษตร ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ดีเด่น จำนวน 24 รางวัล รวมทั้งเกษตรกร

สำหรับบุคคลทางการเกษตร และสถาบันเกษตรกรดีเด่น จำนวน 57 รางวัล เพื่อสนับสนุนให้บุคคลและหน่วยงานสามารถทำงานตามบทบาทหน้าที่ บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานให้บุคคลและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นได้รับการยกย่อง เผยแพร่เกียรติคุณ ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรด้วย

‘เฉลิมชัย’จี้คกก.วัตถุอันตรายลงมติเปิดเผย สกัด‘แพะรับบาป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448737

news_default

‘เฉลิมชัย’จี้คกก.วัตถุอันตรายลงมติเปิดเผย สกัด‘แพะรับบาป’

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.20 น.

‘เฉลิมชัย’จี้คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติเปิดเผย สกัด‘แพะรับบาป’ เชื่อมั่น 5 ผู้แทนกระทรวงเกษตรฯลงมติแบนสารเคมี 3 สาร

21 ตุลาคม 2562 ที่กรมส่งเสริมการเกษตร นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีวาระพิจารณาแบนสารเคมี 3 ชนิด โดยในส่วนของคณะกรรมการฯที่เป็นผู้แทน 5รายในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เชื่อมั่นว่าจะมีการลงมติแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกระทรวงฯ และขอเรียกร้องให้เปิดเผยผลการลงมติว่าคณะกรรมการฯแต่ละคนมีมติอย่างไร เพื่อไม่ให้มีใครต้องเป็นแพะรับบาป

นายเฉลิมชัย ระบุว่า หากคณะกรรมการฯมีการแบน 3 สาร กระทรวงเกษตรฯได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว ทั้งเรื่องของสารทดแทน สารชีวภัณฑ์หรือสารเคมีตัวอื่น เพื่อเป็นทางเลือกและไม่กระทบเกษตรกร รวมถึงมาตรการอื่นๆ ส่วนมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดที่มีผลบังคับใช้เมื่อวานนี้(20 ตุลาคม 2562) ยังดำเนินต่อไปจนกว่าคณะกรรมการฯจะมีมติเป็นอย่างอื่น

“เป้าหมายของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องเดินหน้าสู่เกษตรปลอดภัยและเกษตรแบบยั่งยืนลดการพึ่งพาการใช้สารเคมี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะมีการปัดฝุ่น พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งผมจะตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม” นายเฉลิมชัย กล่าว

กลุ่มตัวแทนเกษตรกรค้านแบน3สารเคมี ยันต้องใช้-บุกกระทรวงอุตสาหกรรมพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448733

กลุ่มตัวแทนเกษตรกรค้านแบน3สารเคมี ยันต้องใช้-บุกกระทรวงอุตสาหกรรมพรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.10 น.

กลุ่มตัวแทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลัก เดินหน้าคัดค้านการแบน 3 สารเคมี ยืนยันเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ รวมตัวบุกกระทรวงอุตสาหกรรมพรุ่งนี้ ลุ้นผลมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย

21 ตุลาคม 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 ต.ค.) ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ทางตัวแทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจกว่า 1,000 ราย จะไปรวมตัวกัน เพื่อรอฟังคำตัดสินที่กระทรวงอุตสาหกรรม และไปให้กำลังใจคณะกรรมการวัตถุอันตราย ขอให้มีการลงมติและตัดสินอย่างเที่ยงตรง ยุติธรรม บนพื้นฐานข้อมูลที่เท็จจริงและถูกต้องมากที่สุด ทั้งนี้อยากให้รัฐชะลอการพิจารณายกเลิกสาร 3 ชนิดออกไป

โดยหานวัตกรรมและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ก่อน เพราะการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำลง และในช่วงบ่ายวันนี้จะไปขอเข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดให้รับทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอความชัดเจนว่ามีการสั่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยกมือแบน 3 สารเคมีจริงหรือไม่ เพราะหากจริงแสดงว่าท่านมีการก้าวล้ำการทำหน้าที่ของคณะกรรมการฯ

ขณะเดียวกันยังจะยื่นหนังสือ ขอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการกลาง วิจัยศึกษาถึงผลกระทบที่แท้จริงก่อนการแบน 3 สารเคมี เนื่องจากการเลิกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง แล้วให้ใช้สารเคมีชนิดใหม่ทดแทนไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยขึ้น และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบน 3 สารเคมีจริง ทางกลุ่มฯจะเดินหน้ายื่นขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครองทันที ให้คุ้มครองชั่วคราวทันที

นัดชี้ชะตา! ‘เสี่ยหนู-มนัญญา’แท็กทีมโชว์พลังกดดันแบน3สารพิษพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448715

news_default

นัดชี้ชะตา! ‘เสี่ยหนู-มนัญญา’แท็กทีมโชว์พลังกดดันแบน3สารพิษพรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.44 น.

โค้งสุดท้าย”อนุทิน”แทคทีม”มนัญญา”สาธารณสุข-เกษตรกร-ภาคประชาชน แสดงพลังเดินหน้าแบน 3 สารเคมี ย้ำจุดยืนให้เปิดเผยการลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

จากกรณีที่ในวันที่ 22 ตุลาคม คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดอนาคตของการใช้ 3 สารพิษทางการเกษตร พาราควอต ไกรโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

21 ตุลาคม 2562 ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่ากากระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข อาทิ นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการ อย. นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ร่วมกันแสดงจุดยืนแบนสารพิษ

นอกจากนี้ยังมีภาคเกษตรกร และภาคประชาชน นำโดย นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ รพ. จุฬาลงกรณ์, รศ. ดร. พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล มหาวิทยาลัยนเรศวร, ศ.ดร. พรพิมล กองทิพย์ อ. ประจำภาควิชาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, นางสาวปรกชล อู่ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN), นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สกยท.) เข้าร่วมประชุมด้วย

นายอนุทิน กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้ เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจเพื่อแสดงจุดยืนเรื่องการไม่เอาสารพิษ ซึ่งไม่ได้เพียงช่วยเกษตรกร แต่ช่วยประชาชนทุกคน ให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และอย่ามาถามว่าจะเอาอะไรมาทดแทน เพราะกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้มีหน้าที่ในการจัดหาสารทดแทน งานของเราคือตรวจสอบว่าอะไรอันตรายกับสุขภาพ และเดินหน้าจัดการทันที อย่าเอาเรื่องกำไร ขาดทุนมาคุย เพราะชีวิตคน ตีเป็นตัวเงินไม่ได้ ถึงจะมีเงินมาก แต่ต้องเก็บไว้รักษาตัวเอง คงไม่คุ้ม

สำหรับตัวแทนของกระทรวง ซึ่งจะเป็นคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันพรุ่งนี้(22 ตุลาคม) ได้แก่ นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการ อย., นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ทั้งหมดจะโหวตแบน และจะขอให้ที่ประชุมโหวตอย่างเปิดเผย การจัดกิจกรรมก็เพื่อให้กำลังใจท่านทั้ง 3 พร้อมกับให้กำลังใจนางสาวมนัญญาด้วย ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้นับว่ามีความเสี่ยงมาก ในความเป็นจริง ท่านจะนิ่งเฉยเสียก็ได้ แต่ท่านกลับเดินหน้าเพื่อสุขภาพของประชาชน ทั้งที่อาจกระทบกับคะแนนเสียงของท่าน เมื่อท่านกล้า ก็ต้องสนับสนุน

นายอนุทิน กล่าวว่า หน่วยงานในความดูแลของนางสาวมนัญญา น่าจะแบนเหมือนกัน เช่นเดียวกับตัวแทนจากกระทรวงคมนาคม ส่วนจากกระทรวงอื่น ตนตอบแทนไม่ได้ แต่ขอให้ทราบไว้ว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สะท้อนเอกภาพของรัฐบาล สำหรับสารพิษที่เป็นประเด็น มันไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องดี เพราะทุกวันนี้ ก็นำเข้าผ่านนอมินี ใช้คนอื่นบังหน้า ถ้าดีจริง เขาเปิดหน้าโชว์ไปแล้ว

“ที่บอกว่าผมโดนหลอก ผมก็คิดว่า ถ้าหลอกแล้ว มันทำให้คนไทยสุขภาพดี ก็ไม่เป็นไร รู้ว่าหลอก แต่เต็มใจให้หลอก”นายอนุทิน กล่าว

ด้านางสาวมนัญญา กล่าวว่า จุดกำเนิดของเรื่องนี้มาจากสมัยทำงานการเมืองท้องถิ่น เห็นมีการใช้สารข้างต้น ฉีดฆ่าหญ้า แล้วมีคนเดินผ่าน ปรากฏว่าเท้าเน่า ทุกข์ทรมาณ เห็นแล้วคิดว่าไม่ดีแน่นอน ต้องหาทางแก้ไข บางครั้งลงพื้นที่ มีคนมาบอกว่า อย่าเดินผ่านตรงนั้น ตรงนี้ เพราะเพิ่งฉีดยา พิษมันแรงขนาด แต่เราฉีดลงไปในพื้นที่ซึ่งปลูกผักผลไม่ให้คนกิน จึงคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

“ที่เห็นคือสารดังกล่าวทำให้เกิดวงจรการเจ็บป่วยและเสียชีวิต แม่เผาลูก ลูกเผาแม่ และด้วยเพราะเราใช้สารเคมีอย่างหนักมาตลอด หากต้องการปลูกพืช ให้ได้ผลผลิตที่สะอาด ต้องขุดหน้าดินประมาณหนึ่งฟุต จากนั้น จึงจะเริ่มปลูกได้ ถ้ายิ่งใช้ต่อไป ต้องขุดหน้าดินเพิ่มเท่าไร ถึงวันนั้น อาจไม่ทันการ อยากฝากถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่จะโหวตในวันพรุ่งนี้ ขอให้ตัดสินใจ โดยนึกถึงพี่น้องประชาชน”นางสาวมนัญญา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันพรุ่งนี้(22 ตุลาคม)นั้น  ได้ถูกหลายฝ่ายจับตาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากก่อนหน้านี้นายอนุทิน ประกาศเดิมพันเก้าอี้ว่า หากไม่มีมติแบน 3 สารพิษดังกล่าว รัฐมนตรีของพรรคทั้ง 4 คนก็พร้อมจะลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน