ชาวสวนจ่อบุกก.เกษตรฯ เดือดร้อนยกเลิก3สารเคมี ชี้มีกลุ่มได้ประโยชน์นำเข้าสารทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447845

ชาวสวนจ่อบุกก.เกษตรฯ เดือดร้อนยกเลิก3สารเคมี ชี้มีกลุ่มได้ประโยชน์นำเข้าสารทดแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.05 น.

กลุ่มเกษตรกรเตรียมบุกกระทรวงเกษตรฯ ร้อง’เฉลิมชัย’ เดือดร้อนหนักหากยกเลิก3สารเคมี ชี้มีพรรคการเมืองจะได้ประโยชน์จากการนำเข้าสารเคมีทดแทน ขณะที่นักวิชาการ จุฬาฯ ขอให้ผู้บริหารบ้านเมือง ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พิจารณาสารเป็นรายชนิด เนื่องจากวิธีใช้และระดับพิษต่างกัน

17 ตุลาคม 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ในวันที่ 21 ตุลาคม เวลา 10.00 น. กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 6 ชนิดได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ามัน ยางพารา มันสาปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผลจะร่วมกันแถลงข่าวที่โรงแรมเอเซีย เพื่อชี้แจงข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อเกษตรกร หากรัฐยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยเฉพาะพาราควอต ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก อีกทั้งจะแสดงข้อมูลแย้งเอ็นจีโอที่ระบุว่า พาราควอตตกค้างในพืชผักซึ่งเป็นเรื่องเท็จ เนื่องจากพาราควอตมีฤทธิ์เผาไหม้ เกษตรกรใช้ฉีดกำจัดหญ้าเท่านั้น ไม่ได้ฉีดใส่ต้นผักหรือไม้ผล

ล่าสุดผู้แทนเอ็นจีโอ กล่าวว่า มีเกษตรกรใช้เครื่องพ่นยากำลัง 6 สูบฉีดพาราควอตต้นทุเรียนนั้น แสดงให้เห็นแล้วว่า สร้างความน่ากลัวเกินเหตุ เพราะการฉีดยาฆ่าหญ้าใช้เครื่องพ่นขนาดเล็กและจะระวังไม่ให้ถูกไม้ประธานเพราะต้นไม้จะเสียหาย

ส่วนในช่วงบ่ายจะไปที่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อนำเสนอข้อมูลการใช้สารเคมีของเกษตรกรและขอให้แก้ปัญหานี้ ในฐานะที่รมว. เฉลิมชัย เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลเกษตรกร ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรเชื่อว่า การเร่งเดินหน้ายกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดเป็น “ทฤษฎีสมคบคิด” ของ 3 กลุ่มคือ องค์กรที่อ้างว่าทำทุกอย่างเพื่อประชาชน นักการเมืองโกหกที่ต้องการให้แบนสารนี้และให้ใช้สารทดแทนซึ่งมีราคาแพงกว่า โดยตั้งบริษัทนำเข้าสารเคมีทดแทนไว้แล้ว และนักวิชาการที่ให้ข้อมูลบิดเบือน การที่กลุ่มบุคคลนี้ป่าวประกาศว่า ประเทศไทยอาบยาพิษส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร จึงไม่ได้เป็นการทำเพื่อเกษตรกร ทั้งยังทำให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวายในสังคม

“รัฐจะให้เกษตรกรเลิกใช้พาราควอต ขณะที่นำเข้าผักและผลไม้จำนวนมากจากจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้พาราควอต ดังนั้นหากเกรงว่า พาราควอตเป็นพิษ คนไทยยังต้องบริโภคพืชผักจากประเทศอื่นที่ใช้พาราควอตอยู่ ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์มาแสดงให้ประชาชนทั้งประเทศรับทราบและมีส่วนในการตัดสินใจ เนื่องจากที่ผ่านมา เอ็นจีโอออกมาให้ข้อมูลฝ่ายเดียว ขณะที่กรมวิชาการเกษตรซึ่งกำกับดูแลการใช้สารเคมีทางการเกษต รไม่ได้นำเสนอข้อมูลทางวิชาการใดๆเลย”  นายสุกรรณ์กล่าว

รศ. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ควรแยกการพิจารณาสารทั้ง 3 ชนิดเนื่องจากเป็นสารคนละประเภท ระดับความเป็นพิษไม่เท่ากัน และวิธีการใช้ให้เหมาะสมก็แตกต่างกัน โดย ”คลอร์ไพรีฟอส” ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงที่มีระดับความเป็นพิษปานกลาง หากใช้ไม่เหมาะสมอาจจะมาถึงผู้บริโภคได้ หากรัฐต้องการยกเลิกสามารถยกเลิกได้เลย

ส่วน “พาราควอต” เป็นยาฆ่าหญ้าซึ่งวิธีการใช้ไม่ได้ทำให้ส่งผลตกค้างมามาสู่ผู้บริโภคจึงควรการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้ใช้ได้อย่างเหมาะสมได้แก่ การอบรมเกษตรกรสาร รวมทั้งมีระเบียบการเก็บรักษาไม่ให้เสี่ยงเป็นอันตราย สำหรับยาฆ่าหญ้าอีกชนิดคือ “ไกลโฟเซต” นั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารโลก FAO จัดว่ามันเป็นสารที่ใช้ได้โดยไม่ก่อให้อันตรายต่อสุขภาพเพราะเป็นสารที่มีระดับความเป็นพิษต่ำ ประเทศต่างๆที่ต้องการยกเลิกใช้พาราควอต มักนิยมใช้ไกลโฟเซตเป็นสารทดแทน จึงไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิก

รศ. เจษฎา กล่าวว่า ทางออกที่รัฐควรเร่งทำคือ การจัดเวทีให้ทั้งผู้แทนฝ่ายหนุนและต้านการใช้นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มานำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งเป็นวิธีการที่นานาอารยะประเทศใช้แก้ปัญหา กรณีที่สังคมมีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วให้สังคมมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการนำเสนอปัญหา ผลกระทบ และทางแก้ไขที่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเวทีตอบโต้กล่าวหากันไปมา ซึ่งปรากฏในโซเชียลมีเดียเป็นเวลานานแล้ว

“ขณะนี้พบว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาตอบไม่ได้ก็ใช้วิธีกล่าวหาตัวบุคคล ใครที่แสดงความเห็นว่า ต้องการใช้สารเคมีทางการเกษตรกลายเป็นผู้ร้าย โดยไม่ได้คำนึงว่า เกษตรกรยังจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการประกอบอาชีพ หากผู้บริหารรู้สึกห่วงใยเรื่องความปลอดภัยควรรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน การกล่าวว่า ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องจึงเป็นคำพูดที่น่ากังวลมากเนื่องจากปัญหาสำคัญๆนั้น ผู้บริหารต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องในการตัดสินใจ ใช้อารมณ์และความรู้สึกเท่านั้นไม่ได้ แต่ไม่แน่ใจว่า จะสายเกินไปหรือไม่เนื่องจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะประชุมวันที่ 22 ตุลาคมนี้แล้ว ขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบยังโยนกันไปมาและเลี่ยงที่จะแก้ปัญหาซึ่งผู้ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือเกษตรกรทั้งประเทศ” รศ. เจษฎา กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 17 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447631

566101

ซอกแซกอาเซียน : 17 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อีกสองเดือนต่อมา ราวสิงหาคม 2561 สำนักเลขานุการแอปเตอร์ที่กรุงเทพฯ ก็ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดเจรจาการซื้อขายข้าวรูปแบบที่ 1ต่อจากครั้งที่แล้วที่จัดโดยญี่ปุ่น หลังจากที่ได้ประสานกันไปมาทั้งสามฝ่ายถึงวันที่ลงตัว โดยใช้สำนักเลขานุการแอปเตอร์เรานี่แหละเป็นสถานจัดเจรจา เพราะเรามีห้องประชุมขนาดกะทัดรัดพอนั่งได้สัก 20 คน ก็ทำให้ใกล้ชิดกันดีมากยิ่งขึ้น คณะเจรจาทั้งหมดเกือบแทบจะเป็นชุดเดิมเหมือนเมื่อครั้งที่แล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นตัวผู้อำนวยการกองญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนคนใหม่ ทำให้พวกเราคุ้นเคยกันดีมาก สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้จัดเตรียมเอกสารไว้เรียบร้อย ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ยังไม่บรรลุข้อตกลง ซึ่งเท่าที่ดูก็เหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

การประชุมเริ่มช่วงเช้า ไปจนกระทั่งถึงเกือบเที่ยง ทุกอย่างก็จบลงด้วยความสุข เพราะคราวนี้ ดูเหมือนว่าทางฟิลิปปินส์แทบจะไม่มีเงื่อนไขต่อรองใดๆ เลย โอเคๆ ไปหมดจนเราก็รู้สึกแปลกใจ คิดย้อนถึงปีที่แล้วสมัยเริ่มต้น ช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะตอนแรกๆ ดูเหมือนว่าการเจรจาจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้วนั่นแหละ ทุกวันนี้ปริมาณผลผลิตข้าวมีมาก จะซื้อที่ไหน เมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าย้อนคิดกลับไปจนถึงปี 2551 ที่ราคาข้าวสารพุ่งปรี๊ดในทุกตลาดโลก ซึ่งช่วงนั้นทำให้ราคาข้าวเปลือกของชาวนาสูงขึ้นด้วยเป็นหมื่นๆ บาทต่อตัน เป็นต้นมา ช่วงนั้นนั่นแหละที่ประเทศที่ขาดแคลนข้าว หรือผลิตข้าวไม่พอกินพากันเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เงินก็มีน้อย ขณะที่ราคาข้าวสารกลับสูงมาก ยิ่งมีพ่อค้าหัวใส คิดเก็งกำไร กักตุนข้าวไม่ขาย ราคาข้าวก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้ระบบซื้อขายข้าวของแอปเตอร์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ประเทศผลิตข้าวไม่พอกินทั้งหลาย จึงพากันเร่งรัดผลักดันให้สร้างระบบความมั่นคงทางอาหารขึ้นอย่างถาวร

เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้น ทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะเจ้าภาพก็จัดเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยเลียนแบบญี่ปุ่น คือ ซื้อข้าวมากินต่อในห้องประชุมนั้นเอง ลิ้มรสอาหารไทยแบบจานเดียวบะหมี่เป็ดย่างเอ็มเคกันอย่างอร่อย เหลือเวลาภาคบ่าย เราจึงจัดให้คณะทั้งหมดไปเที่ยวชมดูงาน 2 จุด ด้วยกัน จุดแรก คือ ตลาดไทแถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เน้นตลาดผลไม้ กับจุดที่ 2 คือ อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ความจริงเราก็วางแผนไว้แล้วว่า คงไม่ใช่สถานที่ไกลเกินไป เพราะมีบางท่านต้องเดินทางกลับคืนนี้เลย อีกทั้งสถานที่นั้นก็ต้องน่าสนใจพอสมควร

สำหรับตลาดผลไม้ที่ตลาดไท ผมว่าคิดถูกแล้วที่พาเขามาชม เพราะยิ่งใหญ่เหลือเกิน มีผลหมากรากไม้นานาชนิด ที่เมืองหนาวอย่างประเทศญี่ปุ่นไม่มี ฟิลิปปินส์ถึงจะมีบางชนิดแต่ก็ไม่หลากหลายเท่าที่ไทยมี พอดีเป็นช่วงทุเรียนออก มีทั้งมังคุดด้วย ทั้ง คิงและควีนออฟฟรุ๊ต มาโชว์เป็นที่น่าสนใจแด่บรรดาแขกต่างประเทศมากทีเดียว เสียอยู่อย่างเดียว เราไม่สามารถแบ่งซื้อเพื่อนำมาชิมได้ เพราะเขาจำหน่ายเป็นเข่งๆ ลังๆ มันมากเกินไปครับ

ส่วนจุดที่ 2 คือเมืองเก่าอยุธยา เราก็ว่าคงน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็เฉพาะคนญี่ปุ่น เพราะทีมฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะท่านรองผู้บริหารหัวหน้าคณะของเขา ซึ่งเป็นสุภาพสตรีบอกว่า แกเคยไปมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรแกก็ชอบไปชมอีก แล้วยังย้อนถามน้องๆ ที่อยู่แอปเตอร์อีกว่า อยู่ประเทศไทยมาเที่ยวบ่อยไหมเจอคนตอบแจ็คพอตพอดีว่า “ไม่เคยเลย” อ้าว เป็นงั้นไป โถ ก็อย่างนี้แหละ คนอยู่ใกล้มักจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่คิดจะไปเยี่ยมชม แต่คนต่างประเทศ ได้ยินการโฆษณาจากสื่อต่างๆ ก็อยากจะมาชมเสียให้ได้

คงเหมือนกับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่มาประจำอยู่แอปเตอร์นั่นแหละ แกมาอยู่ประจำประมาณ 2 ปีเศษ เที่ยวเมืองไทยเสียจนปรุ เสาร์ อาทิตย์ถ้าไม่ได้ตีกอล์ฟ แกก็จะเดินทางไปสถานที่ดังๆ ในต่างจังหวัด ไปกับเพื่อนเขาบ้าง ไปคนเดียวบ้าง ส่วนมากนั่งรถไฟไป ผมก็มานั่งนึก แหมญี่ปุ่นมีรถไฟชิงคันเซนอันแสนสะดวกและรวดเร็ว
แต่กลับต้องมานั่งรถไฟบูโรทั่งของไทย ฉึกฉักๆ ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง เขาคงจะได้อารมณ์ไปอีกแบบ นั่งไปพิษณุโลก เที่ยวสุโขทัยแล้วกลับกรุงเทพฯ ไปหาดใหญ่ ปาดังเบซาร์ ไปได้หมด ถือเป็นกำไรของชีวิตจริงๆ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

hanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กำแพงแสนฯส่งแบรนด์‘KU Beef’ บุกตลาดโคเนื้อคุณภาพรสชาติดีที่สุดในปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447632

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กำแพงแสนฯส่งแบรนด์‘KU Beef’ บุกตลาดโคเนื้อคุณภาพรสชาติดีที่สุดในปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

KU Beef  แบรนด์ของสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด นำโคเนื้อสายพันธุ์บราห์มัน โคพันธุ์พื้นเมือง และโคพันธุ์ชาโรเลส์มาปรับปรุงสายพันธุ์ จนได้โคลูกผสมพันธุ์กำแพงแสน หรือที่รู้จักกันในนาม “โคเนื้อกำแพงแสน” ที่เข้ากับสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศไทย และได้นำมาส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์เลี้ยงเป็นอาชีพสร้างรายได้ พร้อมส่งแปรรูป จนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

นายสุรชัย เปี่ยมคล้า ผู้จัดการสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด เล่าให้ฟังว่า สหกรณ์ฯ เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม  2536 โดยเริ่มจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน โดยมีโครงการปรับปรุงพันธุกรรมและสมรรถภาพการผลิตโคพันธุ์กำแพงแสน เมื่อเกษตรกรเข้าร่วมโครงการก็จะมีลูกโค ทั้งเพศผู้และเพศเมีย โคเพศเมียใช้เป็นแม่พันธุ์ ส่วนโคเพศผู้ มีเพียงบางส่วนที่สามารถนำมาเป็นพ่อพันธุ์ได้โดยเฉลี่ยในเพศผู้ 100 ตัว สามารถทำเป็นพ่อพันธุ์ได้เพียง 20 ตัว เท่านั้นจึงเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรกับโคเพศผู้ที่เหลือเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวของเกษตรกร จัดตั้งสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสนจำกัด ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนและจัดการด้านการตลาดโคขุนเพื่อรองรับกำลังการผลิตของสมาชิก โดยสหกรณ์ดำเนินการเปิดรับสมาชิกทั่วประเทศ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของโครงการปรับปรุงพันธุกรรมและสมรรถภาพการผลิตโคพันธุ์กำแพงแสน และสมาชิกผู้เลี้ยงโคเนื้อทั่วไปมีเครื่องหมายทางการค้าคือ KU Beef  (เคยูบีฟ) นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วย

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ ได้มีการขยายการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผลผลิตของสมาชิก พร้อมกับแปรรูปเพิ่มช่องทางการตลาด โดยสหกรณ์ฯ ได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2561 จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จำนวน 10,850,154 บาท โดยสหกรณ์สมทบ 10% เป็นเงิน 1,085,015.40 บาท เพื่อนำมาจัดซื้ออุปกรณ์แปรรูปต่างๆ ประกอบด้วย เครื่องบรรจุสุญญากาศ ขนาดปั๊มป์ 21 ล.บ.ม./ชม. 4 เครื่อง,เครื่องบรรจุสุญญากาศ 2 ช่อง ขนาดปั๊ม 302 ลบ.ม./ชม.1 เครื่อง, เครื่องบรรจุสุญญากาศแบบ Skin Pack ขนาดปั๊ม 100 ลบ.ม./ชม.1 เครื่อง, เครื่องสไลด์เนื้อ ขนาด 0.5 แรงม้า 4 เครื่อง, เครื่องสไลด์เนื้ออัตโนมัติ ขนาด 1,500 วัตต์ 2 เครื่อง, ชุดมีดเลาะซากและตัดแต่งเนื้อโค1 ชุด, อุปกรณ์ล้างเครื่องมือ3 ชุด, เลื่อยสายพานตัดกระดูก ขนาด 2 แรงม้า 1 เครื่อง, ระบบน้ำร้อนทำความสะอาด ทำอุณหภูมิ 90 องศา1 ชุด, รถห้องเย็น 4 ล้อ พร้อมตู้และเครื่องทำความเย็น1 คัน, อุปกรณ์และระบบไฟฟ้าสำรอง1 ชุด, ห้องเย็นสำเร็จรูปพร้อมเครื่องทำความเย็นอุณหภูมิ -30 -25 องศาเซลเซียส ขนาด 3x3x4 เมตร 1 ห้อง และห้องเย็นสำเร็จรูปพร้อมเครื่องทำความเย็นอุณหภูมิ -5 -25 องศาเซลเซียสขนาด 5x8x5.5 เมตร 5 ห้อง

“จากการได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์ฯสามารถผลิตเนื้อแปรรูปที่มีมาตรฐาน คุณภาพเกรดพรีเมี่ยม รวมถึงยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษา เพิ่มมูลค่าเนื้อโคขุน และมีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันจะจำหน่ายเนื้อโคขุนในรูปแบบของชิ้นส่วนใหญ่ (Wholesale cut) ชิ้นส่วนย่อย (Retail cut) และผลิตภัณฑ์จากเนื้อโคขุน เช่น เนื้อแดดเดียว ไส้กรอก เบอร์เกอร์ และเนื้อเสียบไม้ โดยสหกรณ์ฯได้เชื่อมโยงการตลาดผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในการเป็นศูนย์กลางการรวบรวมและส่งจำหน่าย นอกจากนี้ ยังส่งเนื้อโคไปจำหน่ายยังห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร และแผงค้าเนื้อต่างๆรวมทั้ง ร้าน Ku Beef Butcher ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยปัจจุบันสหกรณ์มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1,500 ตัวต่อปี” นายสุรชัย กล่าว

สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด มุ่งสร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิตส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงโคเนื้อ ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ-ปลายน้ำ ให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่มีลูกคอก(โคแม่พันธุ์ที่ลงทะเบียนไว้กับสหกรณ์แล้วให้ลูก) ส่วนสมาชิกผู้ขุนโค สหกรณ์ฯจะให้เงินสนับสนุนการขุนโค ตัวละ 3,500 บาท และให้เงินสนับสนุนลูกคอก ตัวละ 2,000 บาท เมื่อนำโคมาลงทะเบียนขุนหรือมาลงทะเบียนลูกคอก เพื่อให้ได้โคขุนที่มีคุณภาพและน้ำหนักดี

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์โคเนื้อของสหกรณ์กำแพงแสน จำกัด ได้รับการยอมว่าเป็นเนื้อโคขุนเกรดคุณภาพที่มีรสชาติดีที่สุดในประเทศไทย และมีจุดขายโดดเด่นเหมาะสมกับสโลแกนที่ว่า “เนื้อนุ่ม จากโคหนุ่ม ไขมันน้อย”

เกษตรฯลุย3วิธีกำจัดโรคใบด่างมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447627

news_default

เกษตรฯลุย3วิธีกำจัดโรคใบด่างมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยภายหลังการเปิดงานวันรณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ว่า ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และมี มติ ครม.เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 เห็นชอบให้แก้ปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลัง ที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยกำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพได้ โดยชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ได้รับผลกระทบไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท โดยเกษตรกรจะต้องยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปทำลายด้วย โดยดำเนินการทำลายไร่มันสำปะหลังที่ติดโรค ทั้งการขุด ถอน และฝังดิน ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร และติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง

ในการรณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้ความรู้เกษตรกรถึงการป้องกันและกำจัดอย่างถูกวิธี รวมถึงการจัดงานรณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง พร้อมแนะ 3 วิธีปฏิบัติกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ปฏิบัติที่ 1 หมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมอ ปฏิบัติที่ 2 กำจัดต้นที่เป็นโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบ พาหะนำโรค และ ปฏิบัติที่ 3 คัดเลือกท่อนพันธุ์สะอาด

สำหรับ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 52,210 ไร่ ปัจจุบัน พบการระบาดและยืนยันการพบเชื้อไวรัสโรคใบด่างมันสำปะหลัง ที่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น จำนวน 7 ไร่ จึงได้จัดงานรณรงค์เพื่อป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ณ จุดพบการระบาด ในครั้งนี้ เพื่อกำจัดและป้องกัน รวมถึงสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ของ อ.มัญจาคีรี ทั้งหมด

กยท.เร่งสกัดเชื้อราทำต้นยางใบร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447626

news_default

กยท.เร่งสกัดเชื้อราทำต้นยางใบร่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พบการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในพื้นที่จ.นราธิวาส หลังเคยพบระบาด เป็นวงกว้างในอินโดนีเซียและมาเลเซีย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รุดลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท.รับแจ้งจากเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านกยท. จ.นราธิวาส ว่าพบต้นยางมีอาการใบร่วงจำนวนมากแทบหมดทั้งต้น โดยพบเป็นแห่งๆ ในพื้นที่ 3 อำเภอได้แก่ อ.ระแงะ อ.แว้งและอ.รือเสาะ ตนและคณะนักวิชาการด้านโรคพืช จึงลงไปตรวจสอบเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่าจากการดูลักษณะอาการที่ปรากฏบนใบ และการร่วงของใบมีลักษณะเช่นเดียวกับการรายงานของประเทศสมาชิก IRRDB (อินโดนีเซีย มาเลเซียและศรีลังกา) ที่ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าเชื้อสาเหตุคือ เชื้อรา Pestalotiopsis sp.

นายกฤษดากล่าวต่อว่า เป็นไปได้ที่เชื้อราตัวนี้แพร่กระจายเข้ามาระบาดในพื้นที่ปลูกยางแถบชายแดนรอยต่อกับประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันคือ ร้อนชื้นและฝนตกชุกโดยพบลักษณะอาการปรากฏบนใบยางแก่ เมื่อเริ่มแสดงอาการปรากฏรอยช้ำๆ เป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ หลังจากนั้นจะแสดงอาการเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง (chlorosis) ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะตายแห้ง (necrosis) เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้นใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด อาการโรครุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วันต้นยางอายุมากขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก อาการใบร่วงจากเชื้อรานี้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตน้ำยาง เนื่องจากมีใบร่วงมากกว่าร้อยละ 90 จึงเป็นเหตุให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 30-50 และพบในทุกพันธุ์ยางที่ปลูกในพื้นที่นั้น ได้แก่ พันธุ์ RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และ พันธุ์ PB 311

“เชื้อรานี้มีพืชอาศัยหลายชนิด แพร่ระบาดโดยลมและฝน จึงค่อนข้างยากต่อการป้องกันควบคุม อย่างไรก็ตาม แนวทางป้องกันกำจัดการแพร่ระบาดของโรคนี้ ขณะนี้ กยท. มีโครงการสำรวจและติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคนี้ในเขตภาคใต้ตอนล่างอย่างเร่งด่วน พร้อมเก็บตัวอย่างใบเพื่อวินิจฉัยเชื้อสาเหตุที่แน่ชัด ทดสอบประสิทธิภาพสารเคมี เช่น hexaconazole, benomyl และ thiophanate methyl ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อรา หากจำเป็นต้องใช้สารเคมีในการกำจัด รวมถึงการร่วมมือทางวิชาการกับประเทศสมาชิก IRRDB ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้แล้ว สำหรับการนำวิธีการป้องกันกำจัดที่ได้ผลแล้วมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้ กยท. ขอย้ำว่าจะดำเนินการเต็มที่และให้ความสำคัญกับป้องกัน กำจัดโรคนี้รวมถึงควบคุมไม่ให้แพร่กระจายมากขึ้น” นายกฤษดา กล่าว

‘ชาวไร่มันสำปะหลัง’โวย!! ขาดทุนหนักหากแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447790

news_default

‘ชาวไร่มันสำปะหลัง’โวย!! ขาดทุนหนักหากแบน3สารพิษ

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 21.46 น.

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2562 นายภมร ศรีประเสริฐ ตัวแทนผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เปิดเผยว่า จะยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลมีนโยบายจะต้องสร้างรายได้ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี แต่ขณะนี้นโยบายและการปฏิบัติสวนทางกัน รัฐบาลสับสน ปล่อยให้บางพรรคทำอะไรโดยไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล หากจะมีการแบนสารเคมีควรจะต้องมีการดำเนินการเป็นขั้นตอน เช่น หากปลูกเกษตรอินทรีย์ ต้องหาตลาดสร้างแรงจูงใจและหาตลาดรองรับ ไม่เช่นนั้นจะกระทบต้นทุนเกษตรกร เพิ่มขึ้น โดยชาวไร่มันต้นทุนเพิ่มจาก กก.ละ 1.80 เป็น 2.20 – 2.30 บาท แต่ขายได้ราคาเท่าเดิม กก.ละ 2.00 บาท เท่ากับเกษตรกรขาดทุน

ด้าน นายเปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหะการเกษตร กล่าวว่า ปัญหาภาคเกษตรไทยขาดแคลนแรงงาน ทำให้จำเป็นต้องใช้สารเคมี และปุ๋ย โดยเฉพาะพาราควอตเป็นสารเคมีที่ดี มีประสิทธิภาพสูง ยังไม่สามารหาสารทดแทนได้ หากคณะกรรมการจะยกเลิกควรพิจารณาเป็นรายชนิด โดยสารคลอไพริฟอสเป็นสารที่สามารถยกเลิกได้ทันที ขณะที่พาราควอต และไกลโฟเสท ควรมีขั้นตอนในการยกเลิก ซึ่งควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ คกก.วัตถุอันตราย

“การแบนสารจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ซึ่งจากข้อมูลสำนักวานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2562 คาดว่า จีดีพีภาคเกษตร จะมีมูลค่า 1.32 ล้านล้านบาท หากแบน 3 สาร จะทำให้จีดีพีภาคเกษตร ลดลง 570,901 ล้านบาท หรือ 43%” นายเปรม กล่าว

‘เฉลิมชัย’ลงใต้!! คุยลั่น’ประกันรายได้ยาง’มาแล้ว เตรียมรับเงิน1พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447791

news_default

‘เฉลิมชัย’ลงใต้!! คุยลั่น’ประกันรายได้ยาง’มาแล้ว เตรียมรับเงิน1พ.ย.

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 21.21 น.

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ขอให้เกษตรกรชาวสวนยางเตรียมรับเงินประกันรายได้ยางพารา งวดแรก 1 พ.ย.2562 นี้ เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ต.ค.62 ตามมติคณะกรรมนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.4 ล้านคน พื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่ ได้มีรายได้ที่แน่นอน

“อย่าไปเชื่อข่าวลือว่าบัตรชมพูไม่ได้ ขอให้พี่น้องไปขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย เราจะได้ช่วยกันดูแล” รมว.เกษตร ระบุ

สำหรับโครงการกำหนดราคาประกันยาง 3 ชนิด คือ 1.ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา กก.ละ 60 บาท 2.น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา กก.ละ 57 บาท และ 3.ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา กก.ละ 23 บาท การดำเนินการเป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่ ต.ค.2562 ถึง มี.ค.2563 โดยโครงการประกันรายได้จะสามารถจ่ายเงินงวดแรกได้ วันที่ 1 พ.ย.2562 นี้ จะพิจารณาจ่ายเงินทุก 15 วัน

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ดังกล่าว ได้รับฟังปัญหาเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่า ส่งผลให้มีปัญหาการขึ้นทะเบียนสำหรับผู้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง วันนี้จะได้นำไปแก้ไขร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป

รมว.เกษตรฯ กล่าว่า นอกจากประกันรายได้ รัฐบาลมีนโยบายในการผลักดันการใช้ยางในประเทศเพิ่มเพื่อดันราคายาง เป้าหมาย 3 แสน ถึง 5 แสนตัน ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการ

‘เฉลิมชัย’เปิดโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวน’สุราษฎร์ธานี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447706

‘เฉลิมชัย’เปิดโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวน’สุราษฎร์ธานี’

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.51 น.

‘เฉลิมชัย’ เปิดโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระบุเป็นต้นแบบการสร้างแหล่งน้ำสำหรับชุมชนที่ให้กรมชลประทานดำเนินการทั่วประเทศ ช่วยป้องกันและบรรเทาทั้งน้ำท่วม-ภัยแล้ง

16 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวน ตำบลท่ากระดาน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งก่อสร้างโดยกรมชลประทาน ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระดานมีหนังสือถึงสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 15 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559ว่า ราษฎรในพื้นที่หมู่ที่ 1 6 7 และ8 เดือดร้อนจากปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเช่น สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และทำโครงการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เป็นต้น พื้นที่หมู่บ้านเกาะยวน บ้านโรงกระเบื้อง บ้านบนนา และบ้านนาใหม่มีพื้นที่ว่างเปล่าเป็นที่ลุ่มต่ำติดกับแม่น้ำพุมดวง ต่อมากรมชลประทานได้ศึกษาความเหมาะสมแล้วพบว่า เหมาะสมที่จะเป็นก่อสร้างแก้มลิงพร้อมสถานีสูบน้ำเพื่อส่งน้ำไปยังที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตร โดยใช้งบประมาณ พ.ศ.2561 ซึ่งดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า โครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนเป็นต้นแบบการพัฒนาแหล่งน้ำที่จะดำเนินการในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยให้นโยบายแก่กรมชลประทานหาพื้นที่ลุ่มจัดทำแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เสริมการใช้น้ำจากเขื่อนต่างๆ จากนั้นจะได้มอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลต่อไป พร้อมกันนี้ยังได้ให้กรมประมงนำพันธุ์ปลาและกุ้งก้ามกรามมาปล่อยจำนวนมาก อีก 6 เดือนสามารถจับมาบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริมแก่ครอบครัว

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตำบลท่ากระดานมีราษฎร  523 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรกว่า 16,289 ไร่ กรมชลประทานจึงขุดลอกแก้มลิงให้สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 550,000 ลูกบาศก์เมตร มีสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และหอถังพร้อมระบบส่งน้ำความยาวประมาณ 6,460 เมตร นับว่าเป็นโครงการชลประทานขนาดเล็กที่สามารถเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 150 ครัวเรือน ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ประกอบด้วย สวนปาล์มน้ำมัน 600 ไร่ สวนยางพารา 220 ไร่ ไม้ผลต่าง ๆ เช่น ทุเรียนมังคุด พืชผักตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงอีก 140 ไร่ และพื้นที่นาอีกประมาณ 40 ไร่ บริเวณพื้นที่โครงการตั้งอยู่ในลุ่มน้ำคลองพุมดวงซึ่งมีปริมาณน้ำหลากมาก แก้มลิงบ้านเกาะยวนจึงเป็นพื้นที่ชะลอน้ำขนาดเล็กสามารถบรรเทาอุทกภัยอีกทางหนึ่งนอกจากนี้ยังใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด ทั้งยังจัดทำสภาพภูมิประเทศให้มีความสวยงามสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชุมชนได้อีกต่อไป

จากนั้น รมว. เกษตรฯ เดินทางต่อไปยังโครงการแก้มลิงบางท่าข้าม ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สนับสนุนโครงการเกษตรแปลงใหญ่ผักให้สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังบ้านเรือนกว่า 800 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตรกว่า 1,700 ไร่

“โครงการแปลงใหญ่ผักแห่งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานกับห้างโมเดิร์นเทรดเข้ามารับซื้อผลผลิตผักปลอดภัยได้มาตรฐาน GAP ของเกษตรกรตามนโยบายการตลาดนำการผลิต ทำให้ผลผลิตทั้งหมดของเกษตรกรมีผู้รับซื้อ โดยไม่ผ่านคนกลาง จึงได้ราคาดีซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น” นายเฉลิมชัยกล่าว

สร้างรายได้หลังน้ำลด!! ‘ธรรมนัส’คิกออฟโครงการ’จิตอาสาฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447629

สร้างรายได้หลังน้ำลด!! ‘ธรรมนัส’คิกออฟโครงการ’จิตอาสาฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย’

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.26 น.

“รมช.ธรรมนัส”คิกออฟโครงการ”จิตอาสาฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ปลูกพืชเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์สร้างรายได้ในพื้นที่นาหลังน้ำลด เดินหน้ามอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจ.อุบลราชธานี50ราย

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “จิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ณ หมู่ 11 บ้านศรีบัว ต.สร้างถ่อ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดโครงการ “จิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกหน่วยงานร่วมกันบูรณาการดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร รวมถึงสร้างการรับรู้การเตรียมการทำการเกษตรตามหลักวิชาการ สนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างรวดเร็ว โดยให้การสนับสนุนการปรับปรุงบำรุงดิน และบำบัดน้ำเสีย เพื่อยับยั้งความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งหลังจากน้ำลดเกษตรกรมีความต้องการปลูกพืชที่สามารถทดแทนข้าว เพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน จึงจัดโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหลังน้ำลดในพื้นที่นาข้าวที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และเก็บเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้กับกรมพัฒนาที่ดิน ในราคากิโลกรัมละ 23 – 25 บาท เพื่อนำไปสนับสนุนและปรับปรุงดินในพื้นที่อื่นต่อไป

ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดให้กับเกษตรกร จำนวน 175 ราย ประกอบด้วย 1) เกษตรกรกลุ่ม PGS จำนวน 30 ราย 2) กลุ่มเกษตรพอเพียง จำนวน 30 ราย 3) กลุ่มผู้เลี้ยงปลาในนาข้าว จำนวน 60 ราย 4) กลุ่มผู้เลี้ยงไหม จำนวน 15 ราย 5) กลุ่มสวนยาง จำนวน 40 ราย รวมเกษตรกร 175 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ไร่ รวมทั้งมอบข้าวสาร ให้แก่หมอดินอาสาและเกษตรกร จำนวน 400 ชุด เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยา ผู้ประสบอุทกภัยหลังจากน้ำลด ในโอกาสนี้ รมช.ธรรมนัส ได้เป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) จำนวน 50 ราย ซึ่งในอำเภอเขื่องในทั้ง 18 ตำบล เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน 13 ตำบล ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 90,000 ไร่ ได้ดำเนินการจัดที่ดินไปแล้ว 53,000 ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ 9,251 ราย อีกด้วย

ที้งนี้ จ.อุบลราชธานี เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนโพดุล และคาจิกิ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 และหลังจากพายุสงบลงก็ยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีน้ำหนุนจนถึงวันที่ 22 กันยายน 2562 ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักในหลายในพื้นที่ของ จ.อุบลราชธานี ส่วน อ.เขื่องใน ได้รับผลกระทบ จำนวน 17 ตำบล 126 หมู่บ้าน ประชาชน 3,559 ครัวเรือน จำนวนประชากร 14,136 คน ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายประกอบด้วย นาข้าว พืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ชุมชน และพื้นที่อื่น ๆ รวม เนื้อที่ 392,878 ไร่ ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายลง และหลายพื้นที่กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว

‘เฉลิมชัย’เซ็นแจ้งมติ‘แบน3สารพิษ’แล้ว วัดใจกก.วัตถุอันตรายถก22ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447562

news_default

‘เฉลิมชัย’เซ็นแจ้งมติ‘แบน3สารพิษ’แล้ว วัดใจกก.วัตถุอันตรายถก22ต.ค.

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.28 น.

‘เฉลิมชัย’เซ็นแจ้งมติ‘แบน3สารพิษ’แล้ว วัดใจกก.วัตถุอันตรายถก22ต.ค.

16 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ตนได้ลงนามหนังสือแจ้งมติคณะทำงาน 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาครัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้สารเคมี 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต ปรับจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่ 4 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

ในหนังสือ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาความเห็นเรื่องนี้ตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันและหาวิธีดำเนินการได้ ซึ่งมอบหมายนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน คณะทำงานได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางและลงมติอย่างเปิดเผย จนได้ผลสรุปดังกล่าว

พร้อมกันนี้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทำหนังสือแจ้งมติคณะทำงานข้างต้นให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาเสนอคณะกรรมการฯ เพื่อปรับสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยด่วน ซึ่งจะมีผลให้ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และครอบครอง ดังนั้นจากนี้ไปขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจะประชุมวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ว่า จะบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมหรือไม่ และจะมีมติอย่างไร กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติพร้อมทำตามมติ

นายเฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังเร่งเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตร โดยสั่งการอธิบดีกรมวิชาการเกษตรให้ดำเนินตามนโยบายส่งเสริมการผลิตพืชปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเพื่อความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคทั้งประเทศ ซึ่งทุกหน่วยงานของกระทรวงฯ จะเข้าไปให้ความรู้ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และประสานหาตลาดรองรับผลผลิต

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่ได้ประชุมเพื่อมีมติใหม่ กระทรวงเกษตรฯ ยังคงต้องปฏิบัติตามมติเดิมในการจำกัดการใช้ โดยในวันที่ 20 ตุลาคม 2562 ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ ประกอบด้วย

ฉบับที่ 1 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการผลิต การนำเข้า การส่งออก การครอบครองวัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และพาราควอต สาระสำคัญคือผู้ขายต้องการผ่านอบรมตามหลักสูตรที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดและต้องเข้าอบรมทุกๆ 3 ปี ต้องใช้เครื่องวัตถุอันตรายดังกล่าวกับพืชและพื้นที่ตามที่แสดงหลักฐานการซื้อขาย ผู้ที่มีไว้ในครอบครองจะต้องจัดให้มีบุคลากรเฉพาะในการขายวัตถุอันตราย ต้องแยกออกจากวัตถุอันตรายอื่นๆ และมีป้ายแสดงข้อความว่า “วัตถุอันตรายที่จำกัดการใช้” อย่างชัดเจน

ฉบับที่ 2 เรื่อง การจำกัดการใช้ การกำหนดฉลากและภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับไกลโฟเซตที่ห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ ในกรณีอยู่นอกพื้นที่ข้างต้น ให้ใช้เฉพาะเพื่อกำจัดวัชพืชในการปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล ส่วนผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าวัตถุอันตรายเกี่ยวกับไกลโฟเซต ต้องแสดงข้อความในฉลากว่า เป็นวัตถุอันตรายและระดับความเป็นพิษเพื่อประโยชน์ในการควบคุม ป้องกัน บรรเทา หรือระงับอันตรายที่จะเกิดแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม

ฉบับที่ 3 กำหนดให้ใช้คลอร์ไพริฟอสในไม้ผลเฉพาะเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นเท่านั้น

ฉบับที่ 4 เกี่ยวกับพาราควอตโดยห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงมีข้อกำหนดการใช้อื่นๆ เช่นเดียวกับไกลโฟเซต

ฉบับที่ 5 เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แก่  ผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้มีอำนาจตรวจสอบการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ภายในเขตท้องที่รับผิดชอบ ตามมาตรา 54 (1) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

“กระทรวงเกษตรฯ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายจำกัดการใช้ดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่หากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติใหม่อย่างไรก็พร้อมปฏิบัติตาม ในระหว่างนี้ยินดีรับฟังข้อมูลรอบด้านจากทุกฝ่ายซึ่งในวันที่ 21 ตุลาคม 2562 จะมีกลุ่มเกษตรกรที่คัดค้านการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดเข้าพบ โดยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการให้เกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดทั้งต่อเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภคทั้งประเทศ” นายเฉลิมชัย กล่าว