สทนช.เตรียมเสนอครม. เคาะมาตรการแก้แล้ง’62 /63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394040

สทนช.เตรียมเสนอครม. เคาะมาตรการแก้แล้ง’62 /63

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 00:35 น.
สทนช,เสนอครม,เคาะมาตรการแก้แล้ง,เฝ้าระวังท่วมภาคใต้,ไม่มีสัญญาณพายุ,ลุ่มเจ้าพระยา
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

สทนช.เตรียมเสนอครม. เคาะมาตรการแก้แล้ง’62 /63 ย้ำยังเฝ้าระวังท่วมภาคใต้ช่วงปลายต.ค.-พ.ย.

สทนช.ย้ำยังต้องจับตาสถานการณ์ฝนภาคใต้แม้ยังคงไม่มีสัญญาณพายุในช่วง 7 ข้างหน้า พร้อมเตรียมสรุปมาตรการลดผลกระทบแล้ง นัดประชุมนอกรอบหน่วยเกี่ยวข้องอาทิตย์นี้เคาะเสนอครม.เห็นชอบ 22 ต.ค.นี้  โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเหตุน้ำต้นทุนน้อย

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจเพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 7/2562 ว่า ในระยะนี้บริเวณตอนบนของมีปริมาณฝนลดลง ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ซึ่งเข้าสู่ฤดูฝนแล้วนั้น แต่จากการติดตามสถานการณ์แนวโน้มฝนแม้จะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ แต่ในช่วง 1 สัปดาห์จากนี้ไปยังไม่มีสัญญาณพายุ หรือสถานการณ์ฝนตกหนักที่ใม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งยังคงเฝ้าระวังจุดเสี่ยงพื้นที่ท่วมซ้ำซาก หรือมีการตกซ้ำของฝนในพื้นที่ที่ทำให้ดินเกิดความชุ่มน้ำก็อาจจะมีความเสี่ยงสถานการณ์น้ำไหลหลากได้เช่นกัน ตั้งแต่บริเวณจังหวัดชุมพรลงไป

โดยในช่วงกลางเดือน ต.ค. และในเดือนพ.ย. จะมีปริมาณฝนตกมากในภาคใต้ฝั่งตะวันออก ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีความเสี่ยงในเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากบางพื้นที่ ซึ่ง สทนช. ได้ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ พร้อมทั้งกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ ป้องกันผลกระทบล่วงหน้า ตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีความแข็งแรงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ ซึ่งจากผลการสำรวจสิ่งกีดขวางทางน้ำจำนวน 111 แห่ง ในภาคใต้ ได้รับรายงานว่าขณะนี้ดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จ 91 แห่ง และอยู่ในระหว่างการดำเนินการอีก 20 แห่ง

 นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีการซักซ้อมแนวทางปฏิบัติในการเตรียมพร้อมรับมือกับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงแล้วเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต ขณะนี้ที่กังวลคือลุ่มเจ้าพระยาในบริเวณภาคกลาง เนื่องจากประเมินน้ำใช้การ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีปริมาณน้ำใช้การประมาณ 5,400 ล้าน ลบ.ม. แม้จะไม่ได้น้อยจนน่าเป็นห่วง แต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างมีวินัย ซึ่ง สทนช. ได้ประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ลดการใช้น้ำในกิจกรรมอื่น โดยเน้นใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคเท่านั้น

 “สทนช. ได้คาดการณ์ปริมาณน้ำ ณ วันที่ 1 พ.ย. 62 จะมีปริมาณน้ำใช้การ 33,604 ล้าน ลบ.ม. ฤดูแล้ง ปี 2562/63 แบ่งออกเป็น ในเขตชลประทาน 25,031 ล้าน ลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 8,573 ล้าน ลบ.ม. ใน 5 กิจกรรมหลักตามลำดับความสำคัญ คือ 1) เพื่อการอุปโภคบริโภค 2,703 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 8% 2) เพื่อรักษาระบบนิเวศ 7,161 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 21% 3) เพื่อสำรองน้ำใช้ช่วงต้นฤดูฝน ปี 2563 9,830 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 29% 4) เพื่อเกษตรกรรม 13,351 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 40% แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 7,707 ล้าน ลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 5,644 ล้าน ลบ.ม. และ 5) เพื่ออุตสาหกรรม 558 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%” ดร.สมเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สทนช. ยังได้คาดการณ์การจัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พ.ย.62 ของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง แบ่งเป็น อ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำใช้การ  0-15% สามารถจัดสรรได้เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และสำรองต้นฤดูฝน 63 เท่านั้น มีจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อุบลรัตน์ ลำนางรอง ขณะที่อ่างฯ 9 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 15-30% สามารถจัดสรรได้เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน 63 การเกษตรฤดูแล้ง (เกษตรต่อเนื่อง) อุตสาหกรรม แบ่งเป็น อ่างฯ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 7 แห่ง ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสัก แม่กวงฯ แม่มอก กระเสียว ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล 1 แห่ง ได้แก่ มูลบน ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 1 แห่ง ได้แก่ คลองสียัด

ส่วนอ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 30-60% ที่จัดสรรได้เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน 63 การเกษตรฤดูแล้ง(บางพื้นที่) อุตสาหกรรม มีทั้งสิ้น 14 แห่ง แบ่งเป็น ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ แม่งัดฯ กิ่วคอหมา กิ่วลม ทับเสลา ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล 6 แห่ง ได้แก่ น้ำอูน น้ำพุง จุฬาภรณ์ ลำตะคอง ลำพระเพิง ลำแซะ ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 2 แห่ง ได้แก่ บางพระ ประแสร์ ลุ่มน้ำภาคใต้ 2 แห่ง ได้แก่ รัชชาประภา บางลาง และอ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 60-100% ซึ่งสามารถจัดสรรได้ในทุกกิจกรรม คือ เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน 63 การเกษตรฤดูแล้ง (ตามศักยภาพ) อุตสาหกรรม รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย ลุ่มน้ำโขงชีมูล 3 แห่ง ได้แก่ ห้วยหลวง ลำปาว สิรินธร ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 3 แห่ง ได้แก่ ขุนด่านปราการชล หนองปลาไหล นฤบดินทรจินดา ลุ่มน้ำภาคตะวันตก 2 แห่ง ได้แก่ ศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ และ ลุ่มน้ำภาคใต้ 2 แห่ง ได้แก่ แก่งกระจาน ปราณบุรี

ทั้งนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 20 ต.ค.นี้ สทนช. จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปมาตรการรับมือภัยแล้งที่มีความชัดเจนเป็นรูปแบบ สามารถป้องกันผลกระทบให้แก่พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เสนอเข้าที่ประชุม ครม.ในวันอังคารที่ 22 ต.ค.นี้

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงที่มีระดับลดลง พบว่าสาเหตุเกิดจากปริมาณฝน ทั้งในจีน ลาว และไทย มีปริมาณน้อย ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงลำน้ำสาขาน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ระดับน้ำโขงลดต่ำลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา และน่าจะลดต่ำกว่าสถิติที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2535 เนื่องจากมีปริมาณฝนตกน้อยกว่าเดิม ที่สำคัญและน่าเป็นห่วงคืออาจจะกระทบกับกิจกรรมริมแม่น้ำโขงด้วย โดย สทนช. จะนำประเด็นปัญหานี้ เข้าสู่เวทีการประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง ที่กรุงเวียงจันทร์อีกครั้ง เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยเร็วต่อไป.

หนังสือยกเลิก 3 สารถึงมือนายกฯแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394038

หนังสือยกเลิก 3 สารถึงมือนายกฯแล้ว

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
มนัญญา ไทยเศรษฐ,สารเคมี,พาราควอต
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

มนัญญา ส่งหนังสือแบน3สาร ถึงมือ นายกฯแล้ว ยันข้อสรุปทุกฝ่ายเข้าคณะกก.วัตถุอันตราย 22 ต.ค.นี้

18 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าวันนี้ได้ยื่นหนังสือแบน3สารเคมี ให้มีผลวันที่1ธ.ค.ให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้วซึ่งจากนี้ไปเข้าการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะประชุมวันที่22ต.ค.นี้

“หนังสือยกเลิก 3 สาร จากมติ 9 – 0 ของคณะทำงาน 4 ฝ่าย ไปถึงท่านนายกฯแล้วโดยทุกอย่างเดินตามขั้นตอนที่ท่านนายกฯบัญชามา ให้รับฟังทุกฝ่ายเพื่อนำข้อสรุปเข้าสู่คณะกรรมการวัตถุอันตราย” น.ส.มนัญญา กล่าว
อย่างไรก็ตามการส่งหนังสือถึงนายกฯ ดังกล่าวสืบเนื่องจาก คณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค (4ฝ่าย)  โดยมีนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เป็นประธานการประชุม มีมติ 9 ต่อ 0 ให้ยกเลิก 3 สารเคมี  โดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาให้สารทั้ง 3 ชนิดซึ่งอยู่ในบัญชีประเภทที่ 3 ไปเป็นบัญชีประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.62 ซึ่งจะเป็นผลให้ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต

สำหรับกรรมการ 4 ฝ่ายที่ร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย น.ส.มนัญญา ประธานคณะทำงาน นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ ประธานคณะที่ปรึกษารมช.เป็นกรรมการ น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายอัคคพล เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรวิศวะกรรม กรมวิชาการเกษตร

แพทย์หญิงสุมณี วัชรสินธุ์ รักษาการนายแพทย์เชี่ยวชาญกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงศุลีกร ธนธิติกร นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กรมควบคุมโรค น.ส.บุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธุ์องค์กรผู้บริโภค น.ส.สุภาวดี ทับทิม ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ สังกัดนิคม ชะอำ เพชรบุรี

น.ส.เสาวลักษณ์ พรกุลวัฒน์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย นางวิไลวรรณ พรหมคำ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชกรมวิชาการเกษตร นายมนตรี ปาป้อง นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ น.ส.นัชชา ช่อมะลิ เลขานุการคณะที่ปรึกษารมช.เกษตรฯทั้งนี้ในการประชุม สมาคมอารักขาพืช ได้มีหนังสือแจ้งที่ประชุมว่าไม่ได้เข้าร่วม ติดภารกิจต่างประเทศ ไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมด้วย

เจ๋ง ไอเดียคนไทย จุลินทรีย์กำจัดวัชพืช ทดแทนพาราควอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394036

เจ๋ง ไอเดียคนไทย จุลินทรีย์กำจัดวัชพืช ทดแทนพาราควอต

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
พาราควอต,จุรินทรีย์,สารเคมี
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

คนไทยคิดค้น จุลินทรีย์กำจัดวัชพืช ทดแทน พาราควอต ขนาด เยอรมันยังสนใจ เร่งเสนอปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมทดสอบแปลงจริง จ.ปทุมธานี”

18 ตุลาคม 2562 นายฐปนรมย์ แจ่มใส กรรมการบริหารบริษัมวอน ซิสเต็มส์ ได้ ทำหนังสือถึงนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เรื่องการใช้จุลินทรีย์เพื่อกำจัดวัชพืชในการประกอบอาขีพทางการเกษตรกรรม

ทั้งนี้ตามที่กระทรวงเกษตรฯประกาศนโยบายเพื่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และผลักดันยกเลิกการใช้3สารเคมี กำจัดศัตรูพืชทางการเกษตร เช่น คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

“ได้ทำการศึกษาการใช้จุลินทรีย์กำจัดวัชพืช ตั้งแต่ปี2547จนถึงปัจจุบัน สามารถใช้ทดแทนสารเคมีอันตรายที่กำลังผลักดันให้ยกเลิกใช้อยู่ในขณะนี้ โดยได้นำจุลินทรีย์ไปใช้ในแปลงจริงของเกษตรกรที่ ต.ดอนกล่ำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท  ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรและภาคเกษตรโดยรวมเกิดความมั่นใจในประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ จึงขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯพิจารณาด้วย”นายฐปนรมย์ กล่าว

ทั้งนี้เพื่อให้เห็นผลงานของจุลินทรีย์ ทั้งในผลงานเอกสารและผลงานปฏิบัติในพื้นที่ปฏิบัติจริง ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯส่งกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมทดสอบการใช้จุลินทรีย์กำจัดวัชพืช ตามระยะเวลาที่กำหนด ในพื้นที่จริงจังหวัดปทุมธานี

“ก่อนหน้านี้ได้ไปขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้จดขึ้นทะเบียน  จึงได้ทำหนังสือมาถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจุลินทรีย์กำจัดวัชพืชที่มีคอร์โรฟิลและไม่ทำลายสิ่งมีชีวิตในดินและในน้ำ สามารถทดแทนสารพาราควอต ได้ดีกว่า ไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศเยอรมัน ยังสนใจมาก ขอนำไปทดสอบการใช้จุลินทรีย์กำจัดวัชพืชด้วย”นายปฐมรมย์ กล่าว

เฉลิมชัยลั่นระฆัง ประกันรายได้ยางมาแล้ว เริ่มรับเงิน 1 พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394217

เฉลิมชัยลั่นระฆัง ประกันรายได้ยางมาแล้ว เริ่มรับเงิน 1 พ.ย.

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 20:36 น.
ยางพารา,ประกันรายได้
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

เฉลิมชัยลั่นระฆัง ประกันรายได้ยางมาแล้วเกษตรกรชาวสวนยางเฮ เริ่มรับเงิน 1 พ.ย.

“เฉลิมชัย” เดินหน้าประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง หลังครมต.มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา เฟสแรก 24,000 ล้านบาท กำหนดราคาประกันยางแผ่นดิน กก.ละ 60 บาท น้ำยางสด กก.ละ 57 บาทและยางก้อนถ้วน กก.ละ 23 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ต.ค.62 – มี.ค.63 ชาวสวนยาง 1.4 ล้านคนได้อานิสงส์ เตรียมเฮ  เริ่มรับเงินงวดแรก 1 พ.ย. 62 นี้


นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขอให้เกษตรกรชาวสวนยางเตรียมรับเงินประกันรายได้ยางพารา โดยจะเริ่มจ่ายงวดแรกในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 นี้ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562  ตามมติคณะกรรมนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.4 ล้านคน พื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่              ได้มีรายได้ที่แน่นอน

โดยจะให้สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และต้องเป็นสวนยางที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป ที่เปิดกรีดแล้ว โดยจะได้รับเงินรายละไม่เกิน 25 ไร่ และมีเงื่อนไขว่าปริมาณผลผลิตยางที่ประกันรายได้อยู่ที่  240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน โดยให้แบ่งสัดส่วนรายได้เจ้าของสวน 60 %และคนกรีดยาง 40%

ทั้งนี้ โครงการได้กำหนดราคาประกันยาง 3 ชนิด คือ 1.ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา กก.ละ 60 บาท  2.น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา กก.ละ 57 บาท และ 3.ยางก้อนถ้วย (DRC 50%)  ราคา กก.ละ 23 บาท ซึ่งจะดำเนินการเป็นเวลา 6 เดือนนับตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึง มีนาคม 2563 โดยโครงการประกันรายได้จะเริ่มจ่ายเงิน

งวดแรกได้ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 นี้ และทยอยจ่ายเงินงวดต่อไปทุก 15 วัน ซึ่งทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง ดังนี้ 1.ประกันรายได้เดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2562 จ่ายงวดที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2562  2.ประกันรายได้เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563 จ่ายงวดที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 – 15 มกราคม 2563 3.ประกันรายได้เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2563 จ่ายงวดที่ 3 ระหว่างวันที่ 1- 15 มีนาคม 2563
นอกจากโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการในการผลักดันให้มีการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นราคายางให้ได้ตามเป้าหมาย 3 แสน – 5 แสนตัน ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการโดยเร็ว

กรมปศุสัตว์รับมอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อชนิดผง เวอร์คอนTM เอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393791

กรมปศุสัตว์รับมอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อชนิดผง เวอร์คอนTM เอส

วันที่ 16 ตุลาคม 2562 – 15:59 น.
ปศุสัตว์
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

กรมปศุสัตว์รับมอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อชนิดผง เวอร์คอนTM เอส

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้รับมอบการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อชนิดผง เวอร์คอนTM เอส จำนวน 500 กก.และชนิดน้ำ เวอร์คอนTM แอลเอสพี จำนวน 450 ลิตร  จากบริษัท แลนเซสส์ ไทย จำกัด

   นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์(ขวา)

โดยนายไมเคิล เชฟเฟอร์  รองประธานกรรมการอาวุโสหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อการป้องกันและดร.นันทวัฒน์ เกิดชื่น หัวหน้าสายผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์และฆ่าเชื้อประจำภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผอ.สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ผอ.กองสารวัตรและกักกัน ผอ.กองการเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับมอบ ทั้งนี้เพื่อลดระดับความเสี่ยงและช่วยยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในประเทศไทย

รมว.กษ.นำร่องโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนแหล่งกักเก็บน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393785

รมว.กษ.นำร่องโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนแหล่งกักเก็บน้ำ

วันที่ 16 ตุลาคม 2562 – 15:52 น.
รมวเกษตร,แก้มลิง,เกาะยวน
เปิดอ่าน 62 ครั้ง

รมว.กษ.นำร่องโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนแหล่งกักเก็บน้ำ

รมว.กษ. ลุยลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี นำร่องโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ราษฎรกว่า 523 ครัวเรือน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวน ณ ตำบลท่ากระดาน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า จากการที่ราษฎรในพื้นที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี กว่า 523 ครัวเรือน ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ซึ่งราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่การเกษตรกว่า 16,289 ไร่

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าว โดยการขุดลอกแก้มลิง พร้อมสร้างอาคารประกอบ รวมถึงระบบส่งน้ำกระจายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร ซึ่งโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนนี้สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 550,000 ลูกบาศก์เมตร มีสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และหอถังพร้อมระบบส่งน้ำความยาวประมาณ 6,330 เมตร

นับว่าเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง ที่สามารถเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนกว่า 150 ครัวเรือน ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ แบ่งเป็น เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน 600 ไร่ สวนยางพารา 220 ไร่ ไม้ผล ทุเรียน มังคุด พืช ผักตามแนวโครงการเศรษฐกิจพอเพียง 140 ไร่ และทำนา 40 ไร่ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ชะลอน้ำขนาดเล็ก เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด เป็นแหล่งท่องเที่ยว และยังสามารถช่วยบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำคลองพุมดวงได้อีกด้วย

จากนั้นได้เดินทางไปหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านนาดง ม.7 โดยได้รับฟังปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินจากนายก อบต.บางงอน และกำนัน ต.บางงอน และพบปะเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ได้ตรวจเยี่ยมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ผัก ต.บางท่าขาม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการฯ ตามแนวคิดตลาดนำการผลิต ลดการใช้สารเคมีที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม มีการปลูกพืชผักที่หมุนเวียนหลากหลาย อีกทั้งยังมีการพัฒนาโรงคัดแยกให้ได้มาตรฐาน GAP ซึ่งการดำเนินโครงการแปลงใหญ่ผักนี้ มีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับเทสโกโลตัส และมีการบริหารจัดการด้านการตลาดอย่างเป็นระบบ เช่น การสร้างแบรนด์ “กลุ่มแปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม” พัฒนาคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ พัฒนาคุณภาพผักตามหลักสากล เพิ่มระบบค้าส่ง มีการตกลงราคาซื้อขายล่วงหน้า สินค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นต้น

ถั่วหรั่ง…แซมสวนยางรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393645

ถั่วหรั่ง…แซมสวนยางรายได้งาม

วันที่ 16 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ถั่วหรั่ง,มนัญญา,กรมส่งเสริมสหกรณ์,ยางพารา
เปิดอ่าน 126 ครั้ง

ส่งเสริมปลูก ถั่วหรั่ง แซมในสวนยางพารา สร้างรายได้อย่างงามให้สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด จังหวัดพัทลุง

16 ตุลาคม 2562 “กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด” นับเป็นสถาบันเกษตรกรแห่งความภาคภูมิใจของชาวตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งก่อตั้งมานานตั้งแต่ปี 2517  มีสมาชิกแรกตั้ง 67 คน ด้วยทุน 3,350 บาท ผ่านไป 45 ปี

ปัจจุบันมีสมาชิก 1,857 คน ทุนเรือนหุ้น 47 ล้านบาท และทุนสำรอง 26 ล้านบาท  ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดมีการดำเนินงาน ที่เข้มแข็ง เป็นองค์กรที่ช่วยเหลือและส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างดี จากโครงการ “เปลี่ยนนาร้างเป็นนาข้าว” ทำให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถพลิกฟื้นความเป็นอยู่ มีรายได้มั่นคง

ขณะเดียวกันทางกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดก็มีการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน สามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งของเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างดี จนได้รับการยกย่องให้เป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่าง และได้รับรางวัลรางวัลระดับชาติถึง 5 ครั้ง โดยในปี พ.ศ. 2526 เป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นระดับประเทศ ปี พ.ศ. 2535 ได้รับรางวัลทำนาดีเด่นระดับชาติ และในปี พ.ศ. 2529, พ.ศ. 2548 และพ.ศ. 2555 ได้รับรางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ  เข้ารับพระราชทานโล่ในพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง มีโอกาสได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของ  กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด ที่เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ประกาศตัวว่าจะไม่จำหน่ายวัตถุอันตรายและมีโครงการรณรงค์ให้เกษตรกรลดละเลิกการใช้สารเคมีทุกชนิด พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทำนาอินทรีย์ ปลูกข้าวไว้กินเอง โดยเฉพาะข้าวพันธุ์สังข์หยด  ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของจังหวัดพัทลุง

สนับสนุนเกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้การปลูกพืช ด้วยตระหนักถึงปลอดภัยทั้งตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งทางกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดยังสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องราคาผลผลิตการเกษตรได้เกือบ 100% ทั้งผลผลิตข้าว ผลไม้ ทุเรียน มังคุดและลองกอง ทางกลุ่มฯได้ส่งเสริมการผลิตอย่างครบวงจร เน้นเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพเป็นสำคัญ โดยเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการเปิดจุดรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งทางกลุ่มฯมีทั้งโรงสีข้าว และโรงรมยางแผ่นรมควัน และยังได้จัดหาตลาดรองรับผลผลิตของสมาชิกในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก เพื่อบรรเทาปัญหาราคาตกต่ำ  

นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดยังได้มีโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชแซมในสวนยาง อาทิเช่น ถั่วลิสง ถั่วหรั่ง มะละกอ เพื่อเสริมสร้างรายได้เพิ่มจากการกรีดยาง ซึ่งการปลูกถั่วหรั่งในอำภอตะโหมด ปลูกมานานหลายสิบปี แรกเริ่มปลูกพันธุ์พื้นเมือง แต่ให้ผลผลิตน้อยต่อมาในปี 2542 เกษตรอำเภอตะโหมดได้ริเริ่มให้เกษตรกรรวมตัวกันปลูกถั่วหรั่ง และจัดหาพันธุ์ถั่ว “สงขลา 1” ซึ่งพันธุ์ที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพ มาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแซมยางพารา เพราะเกษตรกรบางรายได้โค่นยางพาราที่อายุมาแล้ว เพื่อปลูกใหม่

ทั้งนี้กว่าเกษตรกรจะได้เปิดกรีดอีกครั้งต้องรอไปอีก 5-6 ปี ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดจึงส่งเสริมให้สมาชิกได้รวมกลุ่มกันปลูกถั่วหรังแซมในสวนยาง  ระหว่างที่ยางยังไม่ได้เปิดกรีด  ส่วนเกษตรกรบางรายที่เปิดกรีดยางแล้ว ก็สามารถปลูกถั่วหรั่งแซมในแปลงยางได้เช่นกัน   ซึ่งถั่วหรั่ง (Bambara groundnut) เป็นพืชตระกูลถั่วที่พบปลูกมากในภาคใต้ เมล็ดถั่วหรั่งนำมาต้มหรือเผาไฟรับประทาน หรือใช้ทำอาหารคาว และขนมหวาน และแปรรูปเป็นอาหารกระป๋อง มีรสชาติคล้ายถั่วลิสง  ปัจจุบันกลายเป็นถั่วเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งในทางภาคใต้ มีพื้นที่ปลูกมากในแถบจังหวัดสงขลา พัทลุง ปัตตานี

สำหรับการปลูกถั่วหรั่งในอำเภอตะโหมด มีพื้นที่โดยรวมประมาณ 800 ไร่  แบ่งเป็นตำบลตะโหมด 500 ไร่ ตำบลคลองใหญ่ 200 ไร่   ตำบลแม่ขรี 100 ไร่  ซึ่งสภาพดินบริเวณนี้มีความเหมาะสมในการปลูกถั่วหรั่งได้ดี  การปลูกถั่วหรั่ง  จะปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง  ในช่วงฤดูฝนที่กรีดยางไม่ได้ ระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน และจะเริ่มเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม  ซึ่งวิธีการเก็บเกี่ยวจะเก็บแบบขุดถอนทั้งต้น เมล็ดถั่วหรั่งจะฝังอยู่ในดินบริเวณรากของต้นถั่ว

ผลผลิตโดยเฉลี่ยไร่ละ 450 – 600 กิโลกรัม เกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกถั่วหรั่งเฉลี่ยไร่ละ 10,000-15,000 บาท  เกษตรกรบางรายสามารถสร้างรายได้จากการปลูกถั่วหรั่งประมาณ  50,000-150,000 บาท  ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 – 4 เดือน ซึ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว  ทางกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดเปิดจุดรวบรวมถั่วหรั่งจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งประสานงานกับพ่อค้า เข้ามารับซื้อ และต่อรองราคาเพื่อให้เกษตรกรได้จำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งการส่งเสริมปลูกถั่วหรั่งในสวนยางพารา นอกจากจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว ต้นถั่วหรั่งเมื่อปลูกแซมกับพืชอื่นจะเป็นพืชที่คลุมดินและช่วยบำรุงดินให้มีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ด้วย

ปศุสัตว์ ออกปฏิบัติงานช่วยเหลือสัตว์ประสบอุทกภัยในจ.อุบลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393652

ปศุสัตว์ ออกปฏิบัติงานช่วยเหลือสัตว์ประสบอุทกภัยในจ.อุบลฯ

วันที่ 15 ตุลาคม 2562 – 21:04 น.
ปศุสัตว์,อุทกภัย,อุบลราชธานี
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ ออกปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือสัตว์ประสบอุทกภัยในจ.อุบลฯ

หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ ออกปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

นายวิสุทธิ์ สารพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดอุบลราชธานี

วันที่ 15 ตุลาคม 2562 เวลา 08.00 น. นายวิสุทธิ์ สารพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดอุบลราชธานี ได้นำขบวนรถปฏิบัติงานหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่กรมปศุสัตว์ ออกให้บริการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมโดยอิทธิพลของพายุโซนร้อนโพดุลและคาจิกิ ส่งผลให้มีประชาชนและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีได้รับผลกระทบมาก ถึงแม้ว่าสถานการณ์ได้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตไปแล้ว แต่กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญในการฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายลง ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาลสัตว์ การเฝ้าระวังการเกิดโรคระบาดสัตว์และการให้คำแนะเรื่องการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นระดมอัตรากำลังเจ้าหน้าปศุสัตว์จากกองสวัสดิภาพและสัตวแพทย์บริการ,กลุ่มด่านกักกันสัตว์,สำนักงานปศุสัตว์เขต 4 ,3, สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์,สำนักพัฒนาระบบและมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์,สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 3,4,ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพ,กองสารวัตรและกักกัน,หน่วยพัฒนาสุขภาพและเพิ่มผลผลิตสัตว์ รวมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 150 คน
นายวิสุทธิ์กล่าวต่อว่าการออกปฏิบัติงานหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ในพื้นที่ 7 อำเภอ ของจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 10-22 ตุลาคม 2562 ครั้งนี้ โดยได้ออกปฏิบัติงานในพื้นที่อำเภอเขื่องในวันที่ 2  ตำบลแดงหม้อและตำบลสร้างถ่อ รวม 8 หมู่บ้าน  วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2562 โดยให้การบริการ ดังนี้


1.สัตว์ใหญ่ โค กระบือให้บริการในพื้นที่ตำบลแดงหม้อ, ตำบลสร้างถ่อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 8 หมู่บ้าน ให้บริการตรวจสุขภาพสัตว์,ตรวจระบบสืบพันธุ์ ฉีดยาบำรุง โค  78 ตัว,ถ่ายพยาธิ 78 ตัว รักษาโรคสัตว์ 1 ตัว,กระบือ ฉีดยาบำรุง 98 ตัว,ถ่ายพยาธิ 85 ตัว และให้คำแนะนำการเลี้ยงสัตว์ แก่เกษตรกร จำนวน 88 ราย
2. สัตว์เล็ก สุนัข แมวให้บริการในพื้นที่ ตำบลแดงหม้อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 2 หมู่บ้าน ให้บริการตรวจสุขภาพสัตว์,รักษาสัตว์ป่วย,ผ่าตัดทำหมัน สุนัข 27 ตัว,แมว 27 ตัว,ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า สุนัข 31 ตัว,แมว 22 ตัว เกษตรกร จำนวน 50 ราย
3. มอบเนื้อสุกร ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดนครปฐม แก่เกษตรกร
4. มอบถุงยังชีพของกรมปศุสัตว์,ยาถ่ายพยาธิ,แร่ธาตุ วิตามินและยาปฏิชีวะนะแก่เกษตรกร
5. มอบอาหารสุนัข แมวแก่เกษตรกรเจ้าของสัตว์
ในการปฏิบัติงานของหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนการปฏิบัติงานเป็นอย่างดีจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล,กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการจิตอาสาของหมู่บ้านในพื้นที่และเจ้าของสัตว์ที่นำสัตว์มารับการบริการจำนวนมาก

‘ภาคตะวันออก’เหลือน้ำใช้หน้าแล้ง67% ‘สชป.9’จ่อหารือ’เกษตร-อุตสาหกรรม’จัดสรรน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448045

news_default

‘ภาคตะวันออก’เหลือน้ำใช้หน้าแล้ง67% ‘สชป.9’จ่อหารือ’เกษตร-อุตสาหกรรม’จัดสรรน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.56 น.

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทาน (สชป.) ที่ 9 กล่าวว่า พื้นที่ สชป.9 ดูแล จ.ฉะเชิงเทรา , จ.ชลบุรี , จ.ระยอง , จ.จันทบุรี และ จ.ตราด ซึ่งจากฝนที่ตกน้อย ทำให้ขณะนี้ ณ วันที่ 17 ต.ค.62 อ่างทั้งหมด 57 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 1,052 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ของความจุทั้งหมด 2,479 ล้าน ลบ.ม.มีปริมาณน้ำใช้การได้ 1,532 ล้าน ลบ.ม.โดยเป็นน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 7 แห่ง มีน้ำใช้การได้ 897 ล้าน ลบ.ม.รวมมีปริมาณน้ำใช้การได้ในภาคตะวันออกประมาณ 67%

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อ่างเก็บน้ำประแสร์ และอ่างเก็บน้ำบางพระ ที่ดูแลพื้นที่อีอีซี มีปริมาณน้ำน้อย สปช.9 ได้วางแผนการบริหารเพื่อเตรียมสำหรับรับมือในช่วงฤดูแล้ง เดือน ก.พ. – เม.ย.63 ซึ่งเป็นช่วงเดือนที่ต้องการใช้น้ำมากเพราะเป็นฤดูผลไม้ โดยขณะนี้ได้เร่งสูบน้ำจากโครงการพระองค์ไชยานุชิต สำหรับสำรองไว้ในอ่างทั้ง 2 แห่ง ซึ่งปกติจะสูบน้ำในช่วงเดือน ก.ค.ถึง 30 พ.ย.แต่เนื่องจากขณะนี้มีน้ำในลำน้ำน้อย จึงสูบได้เพียง 80%

“ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมประชุมกับกรมชลฯ ตลอดเวลา เพื่อวางแผนการบริการน้ำตลอดสำหรับน้ำใช้ฤดูฝนและแล้ง อย่างไรก็ตาม ฤดูฝนของภาคตะวันออกจะเริ่มลดลงหลัง ต.ค.จะเห็นภาพชัดในเรื่องปริมาณน้ำที่จะใช้ในการบริหารให้เหมาะสม” นายสุชาติ กล่าว

ทั้งนี้ แผนการใช้น้ำในฤดูฝนปี 62 แผนการจัดสรรน้ำ 2,342 ล้าน ลบ.ม.ผลการจัดสรร 2,162 ล้าน ลบ.ม.คงเหลือน้ำอีก 180 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งจะครบกำหนดแผนงาน 30  ต.ค.62 นี้ ดังนั้นคาดว่า ณ วันที่ 1 พ.ย.62 จะมีน้ำใช้การได้เหลือประมาณ 1,200 ล้าน ลบ.ม.

เริ่ดสุด!คนไทยคิดจุรินทรีย์กำจัดวัชพืชแทน’พาราควอต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448041

news_default

เริ่ดสุด!คนไทยคิดจุรินทรีย์กำจัดวัชพืชแทน’พาราควอต’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.51 น.

“เลิศสุด!!คนไทยคิดค้น จุรินทรีย์กำจัดวัชพืช ทดแทน พาราควอต ขนาด เยอรมันยังสนใจ เร่งเสนอปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมทดสอบแปลงจริง จ.ปทุมธานี”

วันที่ 17 ตุลาคม 2562 นายฐปนรมย์ แจ่มใส กรรมการบริหารบริษัมวอน ซิสเต็มส์ ได้ ทำหนังสือถึงนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เรื่องการใช้จุรินทรีย์เพื่อกำจัดวัชพืชในการประกอบอาขีพทางการเกษตรกรรม ตามที่กระทรวงเกษตรฯประกาศนโยบายเพื่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และผลักดันยกเลิกการใช้3สารเคมี กำจัดศัตรูพืชทางการเกษตร เช่น คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

“ได้ทำการศึกษาการใช้จุรินทรีย์ กำจัดวัชพืช ตั้งแต่ปี2547จนถึงปัจจุบัน สามารถใช้ทดแทนสารเคมีอันตรายที่กำลังผลักดันให้ยกเลิกใช้อยู่ในขณะนี้ โดยได้นำจุรินทรีย์ไปใช้ในแปลงจริงของเกษตรกรที่ ต.ดอนกล่ำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท  ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรและภาคเกษตรโดยรวมเกิดความมั่นใจในประสิทธิภาพของจุรินทรีย์ จึงขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯพิจารณาด้วย”นายฐปนรมย์ กล่าว

ทั้งนี้เพื่อให้เห็นผลงานของจุรินทรีย์ ทั้งในผลงานเอกสารและผลงานปฏิบัติในพื้นที่ปฏิบัติจริง ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯส่งกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมทดสอบการใช้จุรินทรีย์กำจัดวัชพืช ตามระยะเวลาที่กำหนด ในพื้นที่จริงจังหวัดปทุมธานี

“ก่อนหน้านี้ได้ไปขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้จดขึ้นทะเบียน  จึงได้ทำหนังสือมาถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจุรินทรีย์กำจัดวัชพืชที่มีคอร์โรฟิลและไม่ทำลายสิ่งมีชีวิตในดินและในน้ำ สามารถทดแทนสารพาราควอต ได้ดีกว่า ไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศเยอรมัน ยังสนใจมาก ขอนำไปทดสอบการใช้จุรินทรีย์กำจัดวัชพืชด้วย”นายปฐมรมย์ กล่าว