‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

'อธิบดีกรมการข้าว' ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำเต็มสูบ ตั้งเป้าภาคกลางนำร่องปี2569

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.43 น.

กรมการข้าวเดินหน้าแผนการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ จัดประชุมหารือร่วมภาคีเครือข่าย ชูโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในนาเขตชลประทานภาคกลาง ตั้งเป้านำร่องปี 2569 ด้านศูนย์ข้าวชุมชนขานรับพร้อมปรับเปลี่ยนการทำนาถ้ามีแนวทางชัดเจน

22 มิถุนายน 2569 กรมการข้าว ได้จัดให้การประชุมภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ปี 2569 โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธาน มีนายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ส่วนภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายจารึก กมลอินทร์ ประธานคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายชัยยพล ชาวเมืองสีวสุ รองประธานคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายวิเศษ คำไชโย เลขานุการคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายสวน เจริญสุขรุ่งเรือง เหรัญญิกคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ นายบุญชอบ ทองดี ปฏิคมคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ และกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ได้แก่ จ.ส.อ.อนิวรรตน์ ไพรดำ นายกำพล ทองโสภา และนายพัด ไชยวงค์

การประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ.2569 ผลสรุปการขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชน ปัจจุบันมีจำนวน 6,851 แห่ง ใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ  (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569) ผลการสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนในรอบที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2563 โดยกรมการข้าวได้สนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนในระดับพื้นที่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและพึ่งพาตนเองได้ด้วยการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าว การพัฒนาและการสร้างเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชน

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับฟังแผนการส่งเสริมการผลิตและตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว  ซึ่งมีเป้าหมายการขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ภายในปี 2570 พัฒนาข้าวไทย ลดโลกร้อน สู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยในปี 2569 ดำเนินการโครงการนำร่องภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่องเขตนาชลประทานภาคกลาง ปี 2569 พื้นที่ 9 จังหวัด เนื้อที่ 5 หมื่นไร่ ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ราชบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร ปราจีนบุรี และลพบุรี และมีแผนขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 1 แสนไร่ ในเขตพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง โดยมีเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำประกอบด้วย 1.การเลือกพันธุ์ข้าวปลูกที่สร้างมูลค่า 2.ก่อนการปลูก ใช้วิธีการไถกลบตอซังข้าว 3.การปรับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) 4. ใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 ของกรมวิชาการเกษตร 5.การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ตามคำแนะนำของนักวิจัยกรมการข้าว ซึ่งวิธีการนี้ใช้ได้ในพื้นที่นาเขตชลประทานภาคกลาง และ6.การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น ซึ่งเมื่อเกษตรเข้าร่วมโครงการและปฏิบัติตามจะได้รับสลากเป็นเครื่องหมายตรารับรองและมีผลดีต่อราคาข้าวที่ผลิตด้วย

อย่างไรก็ตามจากการรับฟังแผนการส่งเสริมการผลิตและตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว  ท่าทีโดยรวมของภาคีเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนมีความเห็นสอดคล้องกันกับกรมการข้าวในการดำเนินการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำนาถ้ามีแนวทางการดำเนินงานที่มีความชัดเจน

วัชระพล ชู 3 แนวทาง อ.ต.ก. รุกตลาดโลก ปลดล็อกกฎระเบียบ ใช้ Big Data ขับเคลื่อนเกษตรไทย

วัชระพล ชู 3 แนวทาง อ.ต.ก. รุกตลาดโลก ปลดล็อกกฎระเบียบ ใช้ Big Data ขับเคลื่อนเกษตรไทย

วัชระพล ชู 3 แนวทาง อ.ต.ก. รุกตลาดโลก ปลดล็อกกฎระเบียบ ใช้ Big Data ขับเคลื่อนเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.05 น.

18 มิถุนายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายแก่ผู้บริหารองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการบริหารการจัดการตลาด อ.ต.ก. ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ว่า จากนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย ด้านตลาดนำการผลิต” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ซึ่งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีความสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรสู่ผู้บริโภค และภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ จากสถานการณ์ปัจจุบันภาคเกษตรของไทยต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ สงคราม และสภาพอากาศ ทำให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องเกษตรกรอย่างมาก อ.ต.ก. จึงต้องเร่งสร้างโอกาสทางการค้า เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น พร้อมที่จะนำพาพี่น้องเกษตรกรเดินหน้าสู่อนาคตที่ยั่งยืน 

ทั้งนี้คำว่า “อ.ต.ก.” โดย อ. คือ ออกรุกตลาดโลก เร่งขับเคลื่อนนโยบายการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ ผลไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็นการทำ Business Matching (การจับคู่ธุรกิจ) การจับคู่เชื่อมโยงผู้ส่งออก ผู้นำเข้า แพลตฟอร์มการค้าต่างประเทศ และห้างค้าส่งหรือปลีก ให้แก่พี่น้องกลุ่มเกษตรกร รัฐวิสาหกิจชุมชน และแสวงหาโอกาสทางการค้า เดินหน้าเปิดตลาดใหม่ ขยายเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มช่องทางการค้า ต. คือ ตัดข้อจำกัด ปลดล็อคระเบียบข้อบังคับ หลักเกณฑ์แบบเดิม ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน ควรดำเนินการทบทวน ปรับเปลี่ยนให้ทันสอดคล่องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างความคล่องตัวให้แก่องค์กร และ ก. คือ เก็บข้อมูล เรื่องตลาดนำจำเป็นต้องใช้ Big Data ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเทรนของผู้บริโภคในปัจุบัน ข้อมูลความต้องการสินค้าเกษตรของตลาดโลก ไปจนถึงข้อมูลของผลไม้ในแต่ละปี 

อย่างไรก็ตาม อ.ต.ก. ต้องพลิกโฉมให้เป็น Smart Market ยกระดับตลาด ยกระดับสินค้าเกษตร สร้างความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขายและผู้บริโภค ทั้งยังต้องเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้เกษตรกรไทยด้วย

‘สุริยะ’เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่

'สุริยะ'เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่

‘สุริยะ’เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“สุริยะ”เปิดงานติดตามต้นแบบผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี หนุนเกษตรกรสู่การทำนายุคใหม่ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ มุ่งสู่ผู้นำข้าวคาร์บอนต่ำของโลก

17 มิถุนายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานและลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ณ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นายสุริยะ กล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรีถือเป็นพื้นที่สำคัญของการผลิตข้าวไทยและเป็นตัวอย่างของการปรับตัวสู่เกษตรสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นพลังในการยกระดับการผลิต ท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภัยแล้ง สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทย ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปัจจัยการผลิต ตลอดจนสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะผลักดันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ใช้น้ำน้อย ต้านทานโรคและแมลง รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตข้าว

นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นต้นแบบสำคัญของการนำแนวทางการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying : AWD) มาใช้ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านน้ำในอนาคต สอดคล้องกับแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำที่สามารถสร้างผลตอบแทนทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ขับเคลื่อนการผลิตข้าวตามแนวทาง “3 เพิ่ม 3 ลด” ได้แก่ เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และเพิ่มรายได้ ควบคู่กับการลดการใช้น้ำ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า กรมการข้าวได้รับมอบนโยบายสำคัญจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำผ่านศูนย์ข้าวชุมชนและกลุ่มนาแปลงใหญ่ทั่วประเทศ พร้อมเร่งยกระดับการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ พัฒนางานวิจัย เทคโนโลยีลดต้นทุน และระบบข้อมูลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลรายแปลงมาใช้ในการติดตามและตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังมุ่งพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานข้าวคาร์บอนต่ำหลายระดับ เพื่อให้เกษตรกรทุกกลุ่มสามารถเข้าร่วมได้ตามศักยภาพ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดพรีเมียม ตลาดส่งออก และระบบคาร์บอนเครดิตในอนาคต พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน โรงสี ผู้ส่งออก และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาการแปรรูป การสร้างแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านข้าวคุณภาพ ข้าวปลอดภัย และข้าวคาร์บอนต่ำของโลก โดยมีเกษตรกรไทยเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่มั่นคงอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวนาไทยในระยะยาว” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บังคับรถหยอดข้าวงอกติดตั้งระบบบังคับอัตโนมัติ ชมการสาธิตการปลูกข้าวด้วยรถหยอดข้าวงอกติดตั้งระบบบังคับอัตโนมัติ และการใช้โดรนหว่านข้าวงอก พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการนวัตกรรมการผลิตข้าว นิทรรศการพันธุ์ข้าว กข113 และ กข119 ตลอดจนการสาธิตเทคโนโลยีการผลิตข้าวสมัยใหม่ อาทิ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ท่อวัดระดับน้ำ การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี การจัดการฟางและตอซังโดยไม่เผา และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

สำหรับพื้นที่ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วย “กลุ่มนาแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว)” ซึ่งเป็นต้นแบบการรวมกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการการผลิตอย่างเป็นระบบ และ “ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเขาคีรี” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดการเผา เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในระดับชุมชน

ราคาหมูหน้าฟาร์มขยับขึ้นอีก 2 บาท รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง

ราคาหมูหน้าฟาร์มขยับขึ้นอีก 2 บาท รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง

ราคาหมูหน้าฟาร์มขยับขึ้นอีก 2 บาท รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.29 น.

หมูหน้าฟาร์มปรับขึ้นอีก 2 บาท 3 ครั้งต่อเนื่อง อ้างผู้เลี้ยงหวังดันราคาเข้าใกล้ต้นทุนส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66-70 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตที่ปัจจุบันอยู่ที่ 72-73 บาทต่อกิโลกรัม

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรแจ้งปรับราคาแนะนำสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม มีผลวันพระที่ 14 มิถุนายน 2569 จากฐานราคาเดิม ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มขยับขึ้นมาอยู่ในช่วง 66-70 บาทต่อกิโลกรัมตามแต่ละภูมิภาค​

การปรับราคาครั้งนี้นับเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 หลังจากก่อนหน้านี้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแล้ว 2 ครั้ง ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นรวม 10 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ขยับเข้าใกล้ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติระบุว่า ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในทุกภูมิภาคเริ่มปรับตัวดีขึ้นและขยับเข้าใกล้ต้นทุนการผลิตมากขึ้น จากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการปริมาณผลผลิตอย่างต่อเนื่อง หลังผู้เลี้ยงสุกรเผชิญภาวะขาดทุนมาเป็นเวลานานขณะที่ปริมาณผลผลิตสุกรบางส่วนยังได้รับผลกระทบจากการกลับมาของโรค PED หรือโรคท้องร่วงติดต่อในสุกรในบางพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อจำนวนสุกรเข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ กิจกรรมตัดวงจรการผลิตลูกสุกรเพื่อทำหมูหันที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยดูดซับปริมาณผลผลิตออกจากระบบ

สำหรับต้นทุนการผลิตสุกรในปัจจุบัน สำนัก​งานเศรษฐ​กิจ​การเกษตร​ประเมิน​ว่า​ อยู่ที่ประมาณ 72-73 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูงกว่า 13 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มยังต่ำกว่าต้นทุนการผลิตโดยการปรับราคาในระยะต่อไปยังต้องพิจารณากำลังซื้อของผู้บริโภคและภาวะตลาดควบคู่กันไป โดยผู้เลี้ยงคาดหวังให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มปรับเข้าสู่ระดับที่สะท้อนต้นทุนการผลิตมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง หลังเผชิญภาวะขาดทุนติดต่อกันหลายเดือน

ปิดอ่าวไทย ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

ปิดอ่าวไทย  ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

ปิดอ่าวไทย ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว “ก” ในพื้นที่ 8 จังหวัด เริ่มวันที่ 15 มิถุนายนนี้ มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ช่วงฤดูวางไข่ และให้ประชาชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมประมง ได้ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ประจำปี2569 ใน 2ช่วงระยะเวลา แบ่งเป็นช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-15สิงหาคม2569 พื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 พื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของ จ.สมุทรสาคร กทม.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรพื้นที่อ่าวไทยตอนในรูปตัว ก ให้มีความเหมาะสมและเกิดความสมดุลตามธรรมชาติ

ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมประมงได้ดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ และสามารถเจริญเติบโตให้เกิดความสมดุลกับการใช้ประโยชน์ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินทางวิชาการโดยอ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่อ่าวไทยตอนในพบการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนทั้งช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ

นอกจากนี้อัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจประมง 2 ยังพบว่าทั้งช่วงที่ 1 และ 2 ในระหว่างมาตรการและหลังมาตรการ มีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมาตรการ โดยช่วงที่ 1 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 1,500.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า) ขณะที่ช่วงที่ 2 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 950.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.52 เท่า) โดยชนิดสัตว์น้ำที่จับได้เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาทู ปลาสีกุนเขียว ปลาสีกุนบั้ง สำหรับปลาทู สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญในอ่าวไทย พบว่า หลังจากมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้เป็นปลาทูขนาดความยาว 13 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงเคลื่อนที่เข้าเขตพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนใน โดยกลุ่มปลาทูเหล่านี้มีการเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาว (ความยาวขนาด 13 – 22 เซนติเมตร)

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสถิติปริมาณการจับปลาทูพื้นที่อ่าวไทยตอนในปีที่ผ่านมา พบปริมาณการจับเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อมูลปริมาณผลผลิตจากการทำการประมงบริเวณอ่าวไทยตอนใน ที่เปรียบเทียบระหว่าง ปี 2567 และปี 2568 พบว่าในปี 2567 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำประมงอวนล้อมจับ 1,401 ตัน และปี 2568 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,761 ตัน เพิ่มขึ้น 360 ตันหรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25.69

จากข้อมูลที่กล่าวทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินมาตรการปิดอ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการดำเนินการ ทั้งด้านพื้นที่และระยะเวลา ที่สามารถเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นในปี 2569 กรมประมงจึงยังเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการตามเดิม ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วงเวลา และมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจาก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สิ้นสุดที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร

ช่วงที่2 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของ จ.สมุทรสาคร กทม.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจาก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และสิ้นสุดที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร

ทั้งนี้ อนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้ 1.อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง 2.อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ โดยห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน 3.อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก 4.อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 5.ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้

6.ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5นิ้วขึ้นไป ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 7.ลอบหมึกทุกชนิด 8.ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง 9.คราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย 10.อวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย

11.จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก12.เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง และ 13.เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ประกอบกับเครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก อวนลากคู่ อวนลากคานถ่าง อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เรือประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เรือปั่นไฟ) และเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558

สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่ใช่เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงจำเป็นต้องห้ามใช้ทำการประมงในพื้นที่ และช่วงเวลามาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงหลังมาตรการยังพบการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าและต้องได้รับโทษทางปกครองด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในการร่วมบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกรมประมงจะติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน” ของนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรฯB : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของกรมประมง Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นบูรณาการเพื่อการจัดการทรัพยากรประมง ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และเติบโตอย่างยั่งยืน

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.13 น.

“กรมประมง”ประกาศ”ปิดอ่าวไทยรูปตัว ก” ในพื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้ มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในช่วงฤดูมีไข่อนุรักษ์ไว้ใช้อย่างยั่งยืน

กรมประมง ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ประจำปี 2569 ใน 2 ช่วงระยะเวลา แบ่งเป็น ช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรพื้นที่อ่าวไทยตอนในรูปตัว ก ให้มีความเหมาะสมและเกิดความสมดุลตามธรรมชาติ

14 มิถุนายน 2569 นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมประมงได้ดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ และสามารถเจริญเติบโตให้เกิดความสมดุลกับการใช้ประโยชน์

ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินทางวิชาการโดยอ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่อ่าวไทยตอนในพบการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนทั้งในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ นอกจากนี้อัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจประมง 2 ยังพบว่าทั้งช่วงที่ 1 และ 2 ในระหว่างมาตรการและหลังมาตรการ มีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมาตรการ โดยช่วงที่ 1 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 1,500.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า) ขณะที่ช่วงที่ 2 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 950.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.52 เท่า) โดยชนิดสัตว์น้ำที่จับได้เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาทู ปลาสีกุนเขียว ปลาสีกุนบั้ง

สำหรับปลาทู สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญในอ่าวไทย พบว่า หลังมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้เป็นปลาทูขนาดความยาว 13 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงการเคลื่อนที่เข้าเขตพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนใน โดยกลุ่มปลาทูเหล่านี้มีการเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาว (ความยาวขนาด 13 – 22 เซนติเมตร) นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากสถิติปริมาณการจับปลาทูในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ปีที่ผ่านมา พบปริมาณการจับเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อมูลปริมาณผลผลิตจากการทำการประมงบริเวณอ่าวไทยตอนใน ที่เปรียบเทียบระหว่าง ปี 2567 และปี 2568 พบว่าในปี 2567 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,401 ตัน และปี 2568 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,761 ตัน เพิ่มขึ้น 360 ตันหรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25.69

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินมาตรการปิดอ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการดำเนินการ ทั้งในด้านพื้นที่และระยะเวลา ที่สามารถเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ในปี 2569 กรมประมงจึงยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการตามเดิม ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วงเวลา และมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

ช่วงที่ 1 : ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร

ช่วงที่ 2 : ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร

โดยอนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้

1. อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง

2. อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ โดยห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน

3. อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก

4. อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

5. ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้

6. ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้ว ขึ้นไป  ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

7. ลอบหมึกทุกชนิด

8. ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง

9. คราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย

10. อวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย

11. จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก

12. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง

13. เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ประกอบกับเครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก อวนลากคู่ อวนลากคานถ่าง อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เรือประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เรือปั่นไฟ) และเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558

สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯ ที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่ใช่เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทั้งนี้ เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงจำเป็นต้องห้ามใช้ทำการประมงในพื้นที่ และช่วงเวลามาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงหลังมาตรการยังพบการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าและต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในการร่วมกันบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกรมประมงจะติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน” ของ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ B : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของกรมประมง Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นการบูรณาการเพื่อการจัดการทรัพยากรประมง ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานต่อนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ จับมือมูลนิธิข้าวไทย–BDI สร้างฐานข้อมูลข้าวแห่งชาติ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานต่อนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ จับมือมูลนิธิข้าวไทย–BDI สร้างฐานข้อมูลข้าวแห่งชาติ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานต่อนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ จับมือมูลนิธิข้าวไทย–BDI สร้างฐานข้อมูลข้าวแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

ภายหลังจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลภาคการเกษตรที่มีความถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการกำหนดนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

12 มิถุนายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือการขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย (Big Data On Thai Rice Farming)” โดยมี ดร.ยุคล ลิ้มแหลมทอง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ  นางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) พร้อมด้วย ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการข้าว และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมรวงข้าวชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า  กรมการข้าวเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ด้านข้าวของประเทศ โดยได้ร่วมหารือกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) เพื่อขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย (Big Data On Thai Rice Farming)” โดยมีเป้าหมายในการมุ่งบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางด้านข้าวที่มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวิจัย พัฒนา และกำหนดนโยบายด้านข้าวของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมหารือครั้งนี้ ผู้แทนจากมูลนิธิข้าวไทยฯ และ BDI ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการ โดยเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านข้าวจากหลายแหล่งเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลาง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การวางแผนการผลิต และการบริหารจัดการภาคการเกษตรของประเทศในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการจัดทำบันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing Agreement : DSA) ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงแนวทางการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการและกลไกการดำเนินงาน เพื่อให้การพัฒนาฐานข้อมูลข้าวของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ BDI ได้เสนอรายการข้อมูลที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวจากกรมการข้าว ประกอบด้วย ข้อมูลกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ข้อมูลสถานการณ์การผลิตข้าว ข้อมูลพื้นที่ที่มีชั้นความเหมาะสมสูงสำหรับการปลูกข้าว ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งรายจังหวัด ตลอดจนข้อมูลพันธุ์ข้าวอัตลักษณ์พื้นถิ่นไทย 72 พันธุ์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์ศักยภาพการผลิต การบริหารจัดการความเสี่ยง และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมของข้าวไทย

“กรมการข้าวพร้อมให้ความร่วมมือในการบูรณาการข้อมูลและสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการดังกล่าว เพื่อยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลข้าวของประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

‘สุริยะ’สั่งกรมฝนหลวงฯ วางแผนรับมือสภาพอากาศแปรปรวน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง

‘สุริยะ’สั่งกรมฝนหลวงฯ วางแผนรับมือสภาพอากาศแปรปรวน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง

‘สุริยะ’สั่งกรมฝนหลวงฯ วางแผนรับมือสภาพอากาศแปรปรวน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“สุริยะ”สั่ง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมชลประทาน วางแผนรับมือสภาพอากาศแปรปรวน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทั่วประเทศอย่างด้านกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเปิดเผย เตรียมพร้อมปฏิบัติทำฝนหลวงช่วยพื้นที่การเกษตรทันทีที่สภาพอากาศเหมาะสมเตรียมเปิด ศูนย์ปฎิบัติการ ฝนหลวงสนามบินร้อยเอ็ดระดมปฎิบัติการฝนหลวงทันที่ 15 มิถุนายนนี้ หลังหลายจังหวัดอีสานแล้งจัดขาดฝน ปลูกข้าวไม่ได้

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงจาก สภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ประกอบกับในบางพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้เกิดภัยแล้ง และความเสี่ยงด้านน้ำอุปโภคบริโภค ว่า ล่าสุดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว

 โดยได้สั่งการโดยตรงให้ทางกรมชลประทานติดตามการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้งทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ เพื่อป้องกันความขัดแคลนน้ำ หากเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง โดยล่าสุดได้รับเรื่องร้องเรียนจาก สส. ว่ามีหลายพื้นที่ในหลายจังหวัด ประสบภาวะแล้งจัด อย่างน่าเป็นห่วงเนื่องจากฝนทิ้งช่วงโดยเฉพาะ จังหวัด ร้อยเอ็ดและจังหวัดกาฬสินธุ์ ในหลายอำเภอ เพราะตั้งแต่เข้าสู่ฤดูฝนเป็นต้นมายังไม่มีฝนตกลงมาเลย

ขณะที่นาย วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า กรมฝนหลวงฯ ได้มีการติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน  โดยล่าสุดได้รับการร้องเรียนจากทาง สส.โดยเฉพาะในจังหวัด ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และนครราชสีมา ประสบภาวะแล้งจัด และฝนทิ้งช่วงต่อเนื่อง

ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการเกษตรในช่วงฤดูเพาะปลูก ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะนาข้าวนาปี ตนได้สั่งการให้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น พร้อมกำหนดให้มีการเตรียมมาตรการในการดำเนินการ โดยกรมฝนหลวงจะเปิดศูนย์ปฎิบัติการฝนหลวงใหม่ที่สนามบินจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งคาดว่าเปิดศูนย์ได้ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปฎิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือเกษตรในจังหวัดร้อยเอ็ดและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งหากสภาพอากาศจะเป็นไปตามเงื่อนไข ให้บินปฏิบัติการฝนหลวงได้ทันทีโดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์เพื่อปฏิบัติการทำฝนหลวงช่วยเหลือประชาชนในพื้นให้ทันท่วงที

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

'ปิยะรัฐชย์'ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.20 น.

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

10 มิถุนายน 69 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุคบัจจุบันข้อมูลมีความสำคัญ ใครเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว วางแผนได้ดี มีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เบื้องต้นจึงได้รวบรวม  10 Application & Website สำหรับเกษตรกรที่ใช้ได้ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูล ติดตามมาตรการภาครัฐ, บันทึกข้อมูลแปลงและกิจกรรมการเกษตร, ดูคำแนะนำเรื่องดิน-ปุ๋ย ไปจนถึงหาช่องทางซื้อขายสินค้าเกษตรและเข้าถึงแหล่งพันธุ์พืชที่น่าเชื่อถือ

‘บางตัวเป็นแอป บางตัวเป็นเว็บไซต์เลือกใช้ให้ตรงกับงานของตัวเองได้เลย อีกทั้งยุคนี้ข้อมูลสำคัญมาก ใครเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว วางแผนได้ดี ก็มีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และทำเกษตรได้อย่างมั่นคงขึ้น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุ และว่าอยากให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่อยู่ในมือเกษตรกรทุกคนใช้ให้เป็น ใช้ให้คุ้ม เพื่อให้ภาคเกษตรไทยเดินหน้าได้เต็มประสิทธิภาพ

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
 
กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม (DPAI) แสดงผลสำเร็จของกิจกรรมพัฒนาเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ภายใต้โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 6 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เมื่อเช้าวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมแสดงความยินดีและมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 47 กิจการ รวมถึงประกาศกิจการต้นแบบ (Success Case) จำนวน 6 กิจการ ที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและระบบเกษตรแม่นยำจนเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวศศิวิมล สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการเกษตรสูง และมีผลผลิตที่นำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก แต่การทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่อาศัยความเคยชินและประสบการณ์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอต่อความท้าทายของโลกยุคใหม่ กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมจึงผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอวกาศเข้ามาช่วยยกระดับภาคการเกษตรให้มีความแม่นยำมากขึ้น สามารถตรวจสอบย้อนกลับและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

“โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมเริ่มแรก 19 กิจการ และจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ในปี 2569 มีผู้ประกอบการและเกษตรกรเข้าร่วมเพิ่มเป็น 47 กิจการ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความเชื่อมั่นต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาภาคเกษตรของไทย” นางสาวศศิวิมลกล่าว

สำหรับพืชเศรษฐกิจที่เลือกเข้าร่วมโครงการในระยะแรก ได้แก่ มะพร้าว ซึ่งเป็นพืชที่เคยเผชิญปัญหาราคาตกต่ำและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก จากการนำระบบเกษตรแม่นยำเข้ามาช่วยบริหารจัดการการผลิต ทำให้สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้าได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการส่งเสริมการผลิตโกโก้ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง และในอนาคตมีแผนขยายผลไปสู่พืชเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ เช่น ทุเรียนและผลไม้ไทยเพื่อการส่งออก

นางสาวศศิวิมล กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้บริบทของโลกที่กำลังเผชิญความผันผวน จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมจากตลาดโลก เทคโนโลยีอวกาศจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบการผลิตที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยผลผลิตจากผู้เข้าร่วมโครงการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต รวมถึงสามารถยืนยันได้ว่าพื้นที่เพาะปลูก ไม่ได้รุกล้ำพื้นที่ป่าไม้หรือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคและตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน

“แม้เทคโนโลยีจะดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีเป้าหมายทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย โดยมีผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถนำข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ได้จริง จากเดิมที่อาศัยการคาดเดา ก็เปลี่ยนมาใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวศศิวิมลกล่าว

ด้าน นายกำพล โชคสุนทสุทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม กล่าวว่า หัวใจสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ การนำเทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่ง (Remote Sensing) และข้อมูลจากอวกาศมาช่วยให้เกษตรกร มองเห็นสถานการณ์ในแปลงเกษตรได้อย่างละเอียดและแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหาเกิดขึ้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก่อน

“ในอดีตเกษตรกรจำนวนมาก ใช้ประสบการณ์เป็นหลักในการเพาะปลูก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่า แต่โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งสภาพอากาศ โรคพืช ต้นทุนการผลิต และความต้องการของตลาด การตัดสินใจโดยอาศัยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่งจะช่วยให้เรารู้ล่วงหน้าว่า พื้นที่ใดเริ่มขาดน้ำ พืชเริ่มเครียด มีความเสี่ยงเกิดโรค หรือใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย” นายกำพลกล่าว

นายกำพลอธิบายเพิ่มเติมว่า หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของระบบเกษตรแม่นยำ คือ Smart Dashboard ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียม เซนเซอร์ IoT ข้อมูลสภาพอากาศ และข้อมูลภาคสนาม ก่อนนำมาวิเคราะห์และแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เกษตรกรสามารถติดตามสุขภาพพืช ความชื้นในดิน ความเสี่ยงของโรคพืช และแนวโน้มสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ผ่านอุปกรณ์มือถือ ช่วยให้วางแผนการผลิตและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการและเกษตรกรในหลายพื้นที่ พบว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่งและข้อมูลดาวเทียม สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 10-30% โดยเฉพาะต้นทุนน้ำ ปุ๋ย และปัจจัยการผลิตต่างๆ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ประมาณ 15-25% เนื่องจากสามารถดูแลพืชได้ตรงจุดมากขึ้น ลดความเสียหายจากโรคพืชและสภาพอากาศ รวมถึงยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอและตอบโจทย์ตลาดคุณภาพสูงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีอวกาศยังช่วยให้สามารถติดตามและประเมินสถานการณ์ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนรับมือและบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ลดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว

“สิ่งสำคัญที่สุดในอนาคต คือการปรับวิธีคิดจากการทำเกษตรตามความเคยชิน มาเป็นการทำเกษตรที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจ เพราะตลาดโลกไม่ได้ต้องการเพียงผลผลิตจำนวนมาก แต่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบที่มาได้ เทคโนโลยีอวกาศจึงไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว” นายกำพลกล่าว

นางสาวศศิวิมล กล่าวปิดท้ายว่า กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมุ่งส่งเสริมให้ภาคการเกษตรไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่การยกระดับคุณภาพการผลิตในระดับต้นน้ำ เพราะเมื่อได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ก็จะสามารถส่งต่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และข้อมูลที่ตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต