ม็อบยอมถอยแล้ว หลัง‘ไชยยศ’ยัน7ข้อเสนอเข้าบอร์ดกองทุนฟื้นฟูฯพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445732

ม็อบยอมถอยแล้ว หลัง‘ไชยยศ’ยัน7ข้อเสนอเข้าบอร์ดกองทุนฟื้นฟูฯพรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.50 น.

ม็อบยอมถอยแล้ว หลัง‘ไชยยศ’ยัน7ข้อเสนอเข้าบอร์ดกองทุนฟื้นฟูฯพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.50 น.วันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายไชยยศ จิระเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาพบกับกลุ่มผู้ชุมนุมเกษตรกรที่ปักหลักอยู่หน้าลานพระแม่ธรณีฯ พรรคประชาธิปัตย์ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขู่ปักหลักยาว! ‘ม็อบชาวนา’บุกปชป. ขอพบ’จุรินทร์’ทวงคำตอบแก้ปัญหาหนี้สิน) โดยได้นำแฟ้มวาระการประชุมกรรมการกองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม 2562 มาแสดงต่อหน้าผู้ชุมนุม พร้อมยืนยันว่าได้มีการบรรจุวาระข้อเรียกร้องทั้ง 7 ข้อในที่ประชุมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้มีการบรรจุเรื่องนี้ในวาระการประชุมตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม โดยอยู่ในวาระที่ 4 ซึ่งมีพยานยืนยันได้ แต่อาจจะมีข้อผิดพลาดในการสื่อสาร

นายไชยยศ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ตนมาพบล่าช้าเพราะติดประชุมกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร ที่พิจารณาเรื่องประกันราคายาง และเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคนเช่นกัน ดังนั้นขอให้ใจเย็นๆ รอฟังการประชุมในพรุ่งนี้(8 ตุลาคม 2562) ก่อน หากพรุ่งนี้ไม่มีเรื่องนี้ สามารถกลับมาชุมนุมที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เลย

ผู้สื่อข่าวรายว่า หลังจากนายไชยยศได้ชี้แจงทำความเข้าใจเสร็จ กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปรบมือและโห่ร้องดีใจ ก่อนที่จะทยอยเดินทางกลับไปปักหลักที่คลองประปา ข้างกระทรวงการคลัง เหมือนเดิม ทั้งนี้นายจุรินทร์ จะประชุมคณะกรรมการดังกล่าวในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ เวลา 09.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล

‘เฉลิมชัย’เปิดพิมพ์เขียวแผนรับมือ‘แบน3สารพิษ’ ลั่นไม่ยอมให้คนไทยตายผ่อนส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445717

news_default

‘เฉลิมชัย’เปิดพิมพ์เขียวแผนรับมือ‘แบน3สารพิษ’ ลั่นไม่ยอมให้คนไทยตายผ่อนส่ง

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.44 น.

“เฉลิมชัย” เร่งเดินเครื่องแผนรับมือแบน 3 สารพิษ เร่งรัดส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ 1 ล้านไร่ สั่งศูนย์วิจัยพืชทั่วประเทศใช้สารชีวภาพทดแทน เตรียมดันกฎหมายเกษตรกรรมยั่งยืน

7 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานในสังกัดเร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 3 เรื่องให้เร็วขึ้นเพื่อรองรับการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยเร่งส่งเสริมการใช้สารชีวภาพชีวภัณฑ์ทดแทน 3 สารพิษ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ รวบรวมมาให้ได้มากที่สุด

โดยให้ศูนย์วิจัยข้าวพืชไร่พืชสวนใช้ทดสอบในแปลงทดลองทุกภาคทั่วประเทศ พร้อมกับเสนอร่าง พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน ฉบับที่ พ.ศ….ต่อสภาผู้แทนฯ.โดยเร็ว ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวที่กระทรวงเกษตรฯ เสนออยู่ในชั้นกฤษฎีกาแล้ว จากนั้นจะเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อส่งเข้าสภาผู้แทนฯต่อไป ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรยั่งยืนกว่า 3 ล้านไร่ และจะให้ขยายเป็น5ล้านไร่ในเฟสที่ 1 โดยเร็ว

นอกจากนั้นยังให้ยกระดับการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรฯสามารถขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ได้ถึง 570,000 ไร่ ที่ผ่านการรับรองออการ์นิคมีอัตราเติบโตร้อยละ 16 ต่อปี เป็นอันดับ 7 ของเอเชีย โดยให้วางเป้าใหม่ต้องเติบโตขยายตัวร้อยละ 25 ต่อปี เพื่อบรรลุเป้าหมายแรก 1 ล้านไร่ โดยกำลังพิจารณาจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์แบบบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน

“ผมห่วงใยต่อสุขภาพของเกษตรกรไทยที่ใช้สารเคมีอันตราย รวมถึงคนไทยทั้งประเทศที่บริโภคพืชผักผลไม้ที่มีสารอันตรายตกค้าง จึงมีนโยบายแบนห้ามใช้สารพิษ 3 ชนิดนี้ และมอบหมายให้ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ รับผิดชอบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ผมจะไม่ยอมให้คนไทยตายผ่อนส่งอีกต่อไป จึงมีแผนเร่งด่วนรองรับนโยบายการแบน 3 สารพิษ ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาเกษตรกรรมแบบยั่งยืน จุดเปลี่ยนครั้งนี้สำคัญต่ออนาคตภาคเกษตรและอาหารของประเทศ จึงต้องมีมาตรการและแผนรองรับตอบโจทย์ทั้งระยะเฉพาะหน้าและระยะยาวตามแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรี” นายเฉลิมชัย กล่าว

มติเอกฉันท์คณะทำงาน4ฝ่าย’9 ต่อ 0 ‘ยกเลิกการใช้3สารพิษอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445705

news_default

มติเอกฉันท์คณะทำงาน4ฝ่าย’9 ต่อ 0 ‘ยกเลิกการใช้3สารพิษอันตราย

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.08 น.

“มนัญญา”มอบของขวัญคนไทยทั่วประเทศ มติคณะทำงาน 4 ฝ่าย 9-0 แบน 3 สารพิษ ห้ามใช้ ห้ามจำหน่าย ห้ามผลิต วันที่ 1 ธ.ค.นี้ ส่งถึงมือนายกฯ คณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันสองนี้เร่งแบนทันที คนไทยเที่ยวปีใหม่ได้กินพืชพันธุ์ธัญญาหารปลอดภัย “

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค( 4ฝ่าย) ต่อการยกเลิก สารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 สาร คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต ตามคำบัญชานายกรัฐมนตรี ให้ตั้งคณะทำงานพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้กรรมการประกอบด้วย น.ส.มนัญญา ประธานคณะทำงาน นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ ประธานคณะที่ปรึกษารมช.เป็นกรรมการ น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายอัคคพล เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรวิศวะกรรม กรมวิชาการเกษตร แพทย์หญิงสุมณี วัชรสินธุ์ รักษาการนายแพทย์เชี่ยวชาญกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงศุลีกร ธนธิติกร นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กรมควบคุมโรค น.ส.บุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธุ์องค์กรผู้บริโภค น.ส.สุภาวดี ทับทิม ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ สังกัดนิคม ชะอำ เพชรบุรี น.ส.เสาวลักษณ์ พรกุลวัฒน์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย นางวิไลวรรณ พรหมคำ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชกรมวิชาการเกษตร นายมนตรี ปาป้อง นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ น.ส.นัชชา ช่อมะลิ เลขานุการคณะที่ปรึกษารมช.เกษตรฯทั้งนี้ในการประชุม สมาคมอารักขาพืช ได้มีหนังสือแจ้งที่ประชุมว่าไม่ได้เข้าร่วม ติดภารกิจต่างประเทศ ไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมด้วย

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ที่ประชุมมติ 9 ต่อ 0 ให้แบน3สารชนิด โดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาให้สารทั้ง3ชนิดซึ่งอยู่ในบัญชีประเภทที่3ไปเป็นบัญชีประเภทที่4 ตั้งแต่วันที่1 ธ.ค.62 จะเป็นผลให้ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต โดยหลังจากนี้จะนำมติให้กรรมการทุกคนลงนามรับผลประชุม เพื่อให้นายกรัฐมนตรี ภายในวันสองวันนี้ในฐานะที่บัญชาให้ตั้งคณะทำงานชุดนี้เพื่อพิจารณาให้เกิดความรอบครอบ และหลังจากนั้นนำเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งเดิมมีกำหนดประชุมวันที่27ต.ค. แต่เมื่อคณะทำงาน4ฝ่ายมีข้อยุติในวันนี้ คาดว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย อาจเลื่อนการประชุมชี้ขาดขึ้นมาได้เร็ว จากกำหนดเดิม

“ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะมีการพิจารณาลงมติไม่ว่าจะเปิดเผยหรือโดยลับก็ตาม แต่ในส่วนของผู้แทนกระทรวงเกษตร กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมเปิดเผยชื่อแสดงตัวต่อสาธารณะ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะไปละเมิดการลงมติไม่ได้เป็นประเด็น ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตร มีรายละเอียดครบสมบูรณ์ในเรื่องสารทดแทน  วิธีการทำเกษตรทดแทน ซึ่งต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยยังมีสารเคมีอีกจำนวน หลายชนิดที่ยังใช้กันอยู่ทั่วไป เพียงแต่วันนี้เราพบว่า3สารนี้เป็นพิษร้ายแรงอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม จึงยกเลิกการใช้ทันที และหากในอนาคตพบว่าสารเคมีตัวอื่นที่มีอยู่ในท้องตลาดหลายยี่ห้อ มีความเป็นพิษสูงจะเสนอยกเลิกตามลำดับไป ซึ่งสารทดแทนหรือวิธีการทดแทน มีผลกำจัดศัตรูพืช เพียงแต่ไม่รวดเร็วทันใจที่ราดหญ้า ฆ่าแมลงแล้วตายทันเหมือน3สารนี้ แต่สารตัวอื่นอาจจะใช้เวลาเพิ่มสักขึ้นเล็กน้อยกว่าหญ้าจะตาย อาจช้าไป3-5ชั่วโมง แต่ไม่เป็นอันตรายไม่มีความเป็นพิษสูงเท่า3ตัวนี้ ทั้งนี้เกษตรกรก็รู้วิธีแบบดั้งเดิมทำอย่างไรและ รู้ว่ามีสารอะไรให้ใช้แทน อยู่แล้ว ถ้าไม่มี พาราควอต ไกลโฟเซส คลอร์ไพริฟอส เพราะฉะนั้นเรื่องต้นทุนจึงไม่เป็นปัญหา ”น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีนายทุนรายใหญ่ที่จะรอนำเข้าสารทดแทนตัวใหม่ เข้ามาในประเทศไทย เหมือนที่มีการกล่าวหาพรรคภูมิใจไทย เตรียมเปิดทางให้นายทุนพรรค นำสารเข้ามา ไม่มีทั้งสิ้นและการขออนุญาตนำเข้าไม่ได้ทำได้ในทันที เพราะต้องมีระยะการพิสูจน์พิษวิทยาและการขออนุญาตทำตามกฎหมายของพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ดังนั้นอย่าห่วงเรื่องเจ้าสัวนำเข้าสารตัวใหม่ และไม่มีการตัดตอนบริษัทนำเข้า 3 สาร เพราะทั่วโลกก็แบนกัน 58 ประเทศแล้ว

“มติครั้งนี้ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยทั้งประเทศซึ่งปกติของขวัญปีใหม่เป็นวันที่1ม.ค. แต่ในวันนี้รัฐบาลให้เป็นของขวัญกับประชาชนทันที เพราะต่อไปในเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่วันที่1ธ.ค.คนไทยไปเที่ยวที่ไหน มีพืชพันธ์ธัญญาหารปลอดภัย อากาศบริสุทธิ์ให้กับสุขภาพคนไทย ในเรื่องนี้อธิบดี คณะกรรมการ ไม่ต้องกลัวว่าต้องขึ้นศาลเพราะถ้าต้องขึ้นดิฉันจะไปด้วยเพราะเราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในวันนี้ดิฉันมีความพอใจระดับหนึ่ง แต่หน้าที่ยังไม่จบ ต้องอีก3-4วันถึงจะสำเร็จถือเป็นชัยชนะของคนไทยร่วมกัน”น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศในการประชุมใช้เวลากว่า 2 ชม.โดยไม่ให้สื่อเข้าบอกว่าจะเชิญเข้ามาตอนประชุมเสร็จเพื่อให้มาสังเกตการณ์คณะทำงานคนไหนโหวตเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หลังการประชุม น.ส.มนัญญา ได้ให้ที่ประชุมแสดงความเห็นต่อหน้าสื่อและโหวตเรียงบุคคล อย่างไรก็ตามสื่อจับตาเป็นพิเศษกับท่าที ของอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เนื่องจากก่อนหน้ามีแถลงการณ์ออกมาว่าต้องยืนตามหลักวิชาการ โดยปรากฏว่าอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวก่อนโหวตว่า1.เนื่องจากเป็นนโยบายของรมช.เกษตรฯและเป็นนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกและรมว.สาธารณสุข 2.เนื่องจากการจะยกเลิกต้องมีการพิจารณาสารทดแทน ข้อมูลประกอบวิชาการเชิงประจักษ์ว่าเป็นพิษต่อร่างการมนุษย์จึงเห็นด้วยกับมติที่ประชุมที่จะยกระดับ3สารนี้จากบัญชีประเภทเป็นประเภทที่ 4

ขู่ปักหลักยาว! ‘ม็อบชาวนา’บุกปชป. ขอพบ’จุรินทร์’ทวงคำตอบแก้ปัญหาหนี้สิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445684

ขู่ปักหลักยาว! ‘ม็อบชาวนา’บุกปชป. ขอพบ’จุรินทร์’ทวงคำตอบแก้ปัญหาหนี้สิน

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.10 น.
กลุ่มเกษตรกร ข้ามคลองประปา – ถ.พระราม 6 บุก ปชป.  ทวงถามข้อเสนอ 7 ข้อเรียกร้องเข้าบอร์ดกองทุนฟื้นฟูฯ จวก “จุรินทร์” ไร้หัวใจ บ่นชุมนุม21วัน “เฉลิมชัย” ไม่เคยมาแล
7 ตุลาคม 2562 เมื่อเวลา 15.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเกษตรกรจากทั่วประเทศ นำโดย นายชุมพร จินตนาวสาร แกนนำเกษตรจังหวัดตาก ซึ่งปักหลักชุมนุมริมคลองประปาข้างกระทรวงการคลัง ซึ่งชุมนุมมาแล้วกว่า 20 วัน ได้เดินเท้าข้ามถนนพระรามหกมายังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทวงสัญญาณ 7 ข้อ จากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร โดยก่อนหน้านี้ทางกลุ่มเกษตรกรฯ ได้ยื่นเรื่องผ่านนายไชยยศ จิรเมธากร รองเลขาธิการรองนายกรัฐมนตรี (ประจำตัวนายจุรินทร์) และชาวเกษตรกรได้เข้าพบนายไชยยศมาถึง 2 ครั้งแล้ว ซึ่งก็ได้รับปากว่าจะบรรจุข้อเรียกร้องเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมบอร์ดของกองทุนที่จะมีการประชุมในวันที่ 8 ตุลาคม นี้ แต่ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ในวาระการประชุมยังไม่มีเรื่องนี้บรรจุไว้

นายชุมพร กล่าวอีกว่า นายจุรินทร์ยังไม่เคยออกมาพูดว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา จึงอยากถามว่านายจุรินทร์ไม่มีหัวใจการเป็นเกษตรกรหรืออย่างไร และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ไม่เคยลงมาดูหรือเยี่ยมผู้ชุมนุมเลยทั้งที่ชุมนุมกว่า 20 วันแล้ว มีแต่เพียงนักการเมืองพรรคอื่นที่มาช่วยดูแล

นายชุมพร กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.กองทุนดังกล่าว มีนายชวน หลีกภัย ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีการบริหารกองทุน ทำให้เกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้ แต่กลับเอื้อประโยชน์ให้กับสถาบันการเงินของเอกชน ดังนั้น พวกตนจึงต้องออกมาเรียกร้องต่อพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมบอร์ดใหญ่จะปักหลักชุมนุมอยู่ต่อที่พรรค แต่ถ้านำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมก็จะเดินทางกลับข้างกระทรวงการคลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อเรียกร้อง7ข้อ ของกลุ่มเกษตรกรฯ ประกอบด้วย

1.หนี้สหกรณ์การเกษตรที่ฟ้องและกำลังดำเนินคดี ขอให้หยุดดำเนินคดีจนกว่ากองทุนฟื้นฟูฯ จะเข้ามาซื้อหนี้

2.ขอให้เป็นคนกลางในการเจรจาหนี้สหกรณ์การเกษตร กรณีวัตถุประสงค์เข้าหลักเกณฑ์ที่กองทุนฟื้นฟูฯ สามารถซื้อหนี้ได้

3.ขอจำหน่ายหนี้สูญตามกฎกระทรวงการคลังกำหนด ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 186ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้  พ.ศ. 2534 กรณีคุณสมบัติเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนด

4.หนี้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินคดี ขอให้ชะลอไว้จนกว่าจะได้รับการจัดการหนี้จากกองทุนฟื้นฟูฯ

5.กรณีหนี้ค้างชำระให้ชะลอทุกกรณี (หนี้ ธ.ก.ส.)

6.กรณีลูกหนี้เสียชีวิตห้ามไม่ให้หักเงินฌาปณกิจ (ลูกหนี้ ธ.ก.ส.) และ

7.กรณีขอกู้เงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน มีการประเมินล่าช้าและไม่ผ่านหลักเกณฑ์ของกองทุนหมุนเวียน

‘อธิบดีปศุสัตว์’จับมือเครือข่ายฯเปิดงาน’วันไข่โลก’ปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445637

‘อธิบดีปศุสัตว์’จับมือเครือข่ายฯเปิดงาน’วันไข่โลก’ปี62

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.32 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”จับมือเครือข่ายฯ เปิดงาน”วันไข่โลก” (World Egg Day 2019) รณรงค์ให้คนไทยบริโภคไข่ไก่300ฟอง/คน/ปี

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่โรงพยาบาลศิริราช นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานเปิดงาน “วันไข่โลก” ปี 2562 (World Egg Day 2019) พร้อมด้วย นางอุมาพร พิมลบุตร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ รองอธิบดีกรมอนามัย คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ 300 ฟอง เกษตรกรและสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไข่ไก่ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยฯ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานภายใต้นโยบายพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผลผลิตสินค้าเกษตรได้คุณภาพมาตรฐาน ตั้งแต่การผลิตระดับฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภค สินค้าไข่ไก่และผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ เป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก คุณภาพสูงของประชาชน กรมปศุสัตว์ได้มีการกำกับดูแลมาตรฐานการผลิต ตั้งแต่ระดับฟาร์ม สถานที่รวบรวมไข่ สถานที่จำหน่ายไข่สดและสินค้าไข่ โดยผ่านทางการรับรองมาตรฐานทั้งมาตรฐานฟาร์ม GAP มาตรฐาน GMP ศูนย์รวบรวมไข่ สถานที่จำหน่ายไข่สดปศุสัตว์ OK และสินค้าไข่อนามัย (Q mark) โดยประชาชนผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าไข่สดและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยได้

กรมปศุสัตว์ ยังดำเนินงานด้านการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ทั้งในด้านสุขภาพสัตว์ การควบคุมและป้องกันโรค ส่งเสริมคุณภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิต และเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดให้กับเกษตรกร จนเพิ่มมูลค่าไข่ไก่ด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ในปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไข่ไก่สูงมาก ทั้งยังมีการขยายมาตรฐานการผลิตในรูปแบบการผลิตไข่ไก่อินทรีย์ และไข่ไก่จากฟาร์มแบบเลี้ยงปล่อยอิสระ (Free range) เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภค

สำหรับการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ปี 2562 คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ได้กำหนดให้ดำเนินการจัดงาน “วันไข่โลก 2562” หรือ “World Egg Day 2019” โดยดำเนินโครงการในรูปแบบประชารัฐร่วมกับภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในปีนี้งาน “วันไข่โลก 2562” มีกำหนดจัดขึ้น 3 วัน ดังนี้ วันที่ 7 ตุลาคม 2562 ณ โรงพยาบาลศิริราช , วันที่ 9 ตุลาคม 2562 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี การจัดงานวันไข่โลกในปีนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง โดยมี คุณเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ เป็นประธานโครงการฯ ภายใต้คณะอนุกรรมการรณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่ และการสนับสนุนของสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและผู้ส่งออกไข่ไก่ต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ให้คนไทยเห็นคุณประโยชน์การบริโภคไข่ ที่มีสารอาหารจำเป็นครบถ้วน ประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย สามารถบริโภคไข่ไก่ได้ทุกวัน

‘เฉลิมชัย’ลั่น!! หนุน’รมช.มนัญญา’ฟันธงยกเลิก3สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445570

news_default

‘เฉลิมชัย’ลั่น!! หนุน’รมช.มนัญญา’ฟันธงยกเลิก3สารเคมี

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 09.16 น.

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ทราบถึงการนัดประชุมของผู้แทน 4 ภาคส่วน เพื่อหาข้อสรุปในการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ซึ่งเป็นบัญชาของนายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยเรื่องนี้อย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน จึงให้ผู้แทนภาครัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ร่วมกันหารือถึงปัญหา การแก้ไข และผลกระทบ ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันและหาวิธีได้เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่า รัฐบาลไม่ได้เอื้อประโยน์ต่อผู้นำเข้าสาร 3 ชนิดนี้ แล้วรายงานให้นายกฯ ทราบด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีจุดยืนชัดเจนที่จะยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งได้เรียน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ซึ่งเป็นประธานการประชุมวันนี้ ว่าตัดสินใจได้เลย อีกทั้งในฐานะที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ได้ให้ น.ส.มนัญญา เร่งรัดกรมวิชาการเกษตร ให้หาสารทดแทน และสารทดแทนดังกล่าวต้องไม่กระทบกับเกษตรกรทั้งเรื่องของราคา คุณภาพ รวมถึงความเป็นพิษ ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งต่อไปจะถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในการไม่ยกเลิกใช้

ด้าน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไท) กล่าวว่า ในการประชุมที่ น.ส.มนัญญา เป็นประธานที่กระทรวงเกษตรฯ บ่ายวันนี้ (7 ตุลาคม) โดยมี น.ส.บุญยืน ศิริธรรม เป็นตัวแทนผู้บริโภค , ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา เป็นผู้แทนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะหารือกันอย่างรอบด้านเพื่อสรุปความเห็นสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย

ทั้งนี้ ข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯ ที่กรมวิชาการเกษตรต้องเสนอไปยังคณะกรรมการวัตุอันตรายควรรอบคอบและรัดกุมมากที่สุด ในการเสนอวิธีการหรือสารทดแทนที่ไม่เป็นอันตราย รวมถึงมีมาตรการรองรับต้นทุนการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นเช่น การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรกำจัดวัชพืชแทนพาราควอต ซึ่งทำให้ต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นแน่นอน ต้องรอฟังว่า กระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการรองรับอย่างไร ทั้งนี้หากข้อเสนอไม่ครบถ้วนจะกลายเป็นเงื่อนไขให้คณะกรรมการฯ อ้างในการไม่ยกเลิก ต้องยอมรับว่า มีเกษตรกรจำนวนมายังไม่พร้อมปรับเปลี่ยนเพราะไม่ทราบว่า ถ้าไม่ใช้สารเคมีจะมีวิธีใดทดแทน หากกระทรวงเกษตรฯ สรุปรายละเอียดให้รอบด้านจะทำให้ปัญหานี้จะจบแน่นอน

นายวิฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงสร้างคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) 2562 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ ซึ่งตัดผู้แทนจากกรมการแพทย์ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ออก โดยเพิ่มปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้ามา ทำให้ผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข จากเดิมที่มี 3 คน เหลือเพียง 2 คน คือ ปลัดกระทรวงฯ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่ดูแลด้านสุขภาพของประชาชนน้อยลงไปอีก เมื่อต้องลงคะแนน แม้จะเสนอให้ยกเลิกก็อาจแพ้กลุ่มที่ไม่ต้องการให้ยกเลิก

นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า เห็นด้วยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ที่ระบุว่าแนวปฏิบัติและวัฒนธรรมของกรรมการวัตถุอันตรายจะลงมติตามหน่วยงานที่กำกับดูแลสารพิษ เช่น ถ้ากระทรวงเกษตรฯ ไม่เห็นด้วยที่จะแบน กรรมการส่วนใหญ่ก็จะยกมือสนับสนุน ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีบุคคลากรที่เชี่ยวชาญเรื่องสุขภาพโดยตรงเสนอให้แบน แต่ก็แบนสารพิษนั้นไม่ได้ อีกทั้งยังแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยขัดเจตนารมณ์ของกฎหมายคือ แม้ พ.ร.บ.จะออกแบบให้มีตัวแทนองค์กรสาธารณประโยชน์ด้านต่างๆ 5 คน จากที่กฎหมายเดิมกำหนดให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน แต่กลับพบว่า มีการแต่งตั้งอดีตข้าราชการและตัวแทนของบริษัทเอกชนและสมาคมค้าสารพิษเข้าไปแทน เช่น แต่งตั้งผู้อำนวยการของสมาคมอารักขาพืชไทย (สมาคมของผู้ผลิตและจำหน่ายพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส) เข้าไปเป็นตัวแทนขององค์กรสาธารณประโยชน์ด้านเกษตรยั่งยืน แต่งตั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทขายคลอร์ไพริฟอสเข้าไปเป็นตัวแทนขององค์กรสาธารณประโยชน์ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งนายวิฑูรย์ เห็นด้วยว่า หากสังคมไทยจะพ้นไปจากปลักของสารพิษ นอกจากต้องแบนสารพิษร้ายแรงแล้ว จำเป็นต้องรื้อถอนโครงสร้างพิษที่ถูกฝังไว้ในกฎหมายวัตถุอันตรายฉบับใหม่ไปพร้อมๆ กันด้วย

ส่วนประเด็นสารเคมีเหลือ ทั้งที่ห้ามนำเข้าตั้งแต่ 30 มิถุนายน เพราะอาจนำเข้ามามากตั้งแต่ต้นปี ควรนำมาตรการของต่างประเทศมาใช้คือ ให้บริษัทซื้อคืนไปเลย เพราะกระทรวงสาธารณสุข ประกาศยกเลิกตั้งแต่ 5 เมษายน 2560 ที่จะยกเลิกสาร 3 ชนิดนี้ ภายใน 2 ปี

“เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศยกเลิกใช้ ทางบริษัทผู้ผลิตส่งไปประเทศเคนยา ซึ่งเคนยาประกาศยกเลิกใช้เช่นกัน แล้วให้บริษัทซื้อคืนจากร้านค้าและประชาชนทั้งหมด ตอนนี้มีคนส่งข้อมูลมาให้ว่าร้านค้าท้องถิ่นในไทย จัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ดูเหมือนว่า บริษัทที่นำเข้าต้องการกระจายไปให้ร้านค้าเพื่อเร่งขายสารที่อยู่ในสต็อกให้หมดภายในสิ้นปี ดังนั้น สารเคมีจะถูกกระจายไปอยู่ในมือเกษตรกร ในการประชุมกับ น.ส.มนัญญา วันนี้ ตัวแทนผู้บริโภคจะเสนอเรื่องนี้ สารที่เหลือในสต็อก บริษัทต้องรับซื้อคืนทั้งหมด อย่าโยนภาระให้ประชาชน” นายวิฑูรย์ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 7 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445497

586851

ชายคาพระพิรุณ : 7 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ ตรงกับวันไข่โลก (World Egg Day) ซึ่งได้ริเริ่มโดย “คณะกรรมาธิการไข่นานาชาติ” หรือ“International Egg Commission” มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 80 ประเทศ งานวันไข่โลกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อปี 2539 และได้กำหนดให้ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือนตุลาคมเป็นวันไข่โลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 ตุลาคม 2562 วัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ทางด้านโภชนาการของไข่ไก่ เนื่องจากไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของคนทุกเพศทุกวัยแต่สำหรับคนไทยพบว่าอัตราการบริโภคไข่ยังเฉลี่ยอยู่เพียง 247 ฟองต่อคนต่อปีเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายปี 2561 ที่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ในขณะเดียวกันการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อผลิตไข่ไก่นั้นยังเป็นอาชีพหลักอาชีพหนึ่งของเกษตรกรไทยซึ่งสามารถผลิตไข่ไก่ได้เฉลี่ยปีละ 15,000 ล้านฟอง เป็นความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และสามารถตอบสนองความต้องการการบริโภคของคนไทยได้อย่างเพียงพอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมเดินสายจัดกิจกรรมชวนบริโภคไข่ไก่ใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” หวังส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดีของคนไทยสำหรับงานสัปดาห์วันไข่โลก 2562 ของประเทศไทย กำหนดจัดขึ้น 3 วันใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ตั้งแต่ 07.00-16.00 น. ได้แก่ 1.) รพ.ศิริราช วันที่ 7 ต.ค. 2562 ณ ชั้น 1 อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ 2.) รพ.จุฬาลงกรณ์ วันที่ 9 ต.ค.2562 ณ ชั้น 1 อาคาร 14 ชั้น เชื่อมต่อชั้น 1 อาคารคัคณางค์ และ 3.) รพ.รามาธิบดี วันที่ 11 ตุลาคม 2562 ณ โถงชั้น 1 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ และ อาคารหลัก (อาคาร 1) ภายในงานเน้นการจัดรายการ Guru Talk โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่งมาบอกเล่าเรื่องราวของไข่ไก่พร้อมกิจกรรมมากมาย อาทิ ร่วมเล่นเกมส์รับรางวัล กิจกรรมแจกไข่ฟรีเพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดเข้าร่วมงาน กิจกรรมยาเก่าแลกไข่ใหม่ จำหน่ายไข่สดและไข่แปรรูปคุณภาพราคาพิเศษนำรายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้แต่ละโรงพยาบาล

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ และในฐานะผู้แทนประธานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) เปิดเผยว่า คนไทยยังคงบริโภคไข่ไก่ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนมากคุณค่าและให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกาย จึงเป็นภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ตลอดจนกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนผ่านการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งนอกจากจะได้ผลลัพธ์ในด้านสุขภาพแล้ว ยังส่งผลไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศได้ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย ทั้งนี้ เอ้กบอร์ดและคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง จะใช้โอกาส “วันไข่โลก (World Egg Day)” ในการรณรงค์บริโภคไข่ไก่เป็นประจำทุกปี ในปี 2562 นี้ก็เช่นกัน โดยยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562-2566 ยังคงตั้งเป้าการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยไว้ที่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในวงกว้าง ให้คนไทยเห็นคุณประโยชน์ในการบริโภคไข่ซึ่งมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง ม.ฮาร์เวิร์ดรองรับ ขณะที่กรมปศุสัตว์จะกำกับดูแลกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ของประเทศไทยซึ่งมาตรฐานการผลิตในระดับสูงให้ผลผลิตไข่ที่สะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“ไข่” เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายที่อยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน สามารถดัดแปลงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู อีกทั้งยังมีราคาที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 7 กรัม และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบประสาทกระตุ้นการทำงานของสมอง เสริมสมาธิและความจำ ที่สำคัญ เลซิธินในไข่แดงยังเป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท ช่วยบำรุงประสาท ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ โคลีนช่วยเพิ่มความจำ และระบบไหลเวียนของเลือด ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ลูทีน และซีแซนทีน ป้องกันจอรับภาพเสื่อมสภาพ ช่วยบำรุงสายตา โฟเลต มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง สังกะสี ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย การขาดสังกะสีทำให้เตี้ยและแคระแกรน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง วิตามินบี1บี2 บี6 และ บี 12 ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ วิตามินเอ วิตามินดีวิตามินอี ช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาพเล็กๆและไหลเวียนไปกับกระแสเลือด ป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด โดยสารอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงช่วยบำรุงสมองในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุอีกด้วย…เห็นประโยชน์ของไข่ไก่อย่างนี้แล้ว คนไทยต้องหันมาทานไข่กันเยอะๆ นะครับ นอกจากได้รับอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงราคาถูกแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของไทยให้มีความยั่งยืนอีกด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการสร้างกระบวนงานเชิงรุก สู่ความสำเร็จ ปีงบประมาณ 2563 เพื่อให้การปฏิบัติงานในเชิงพื้นที่มีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้บรรลุผลสำเร็จ มีความต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ และได้รับการปรับปรุงกระบวนงานให้มีการปฏิบัติงานเชิงรุก สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน จึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการปฏิบัติงาน รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ส่วนกลาง และผู้รับบริการ เพื่อถอดบทเรียนก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานของหน่วยงาน ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน ปีงบประมาณ 2563 ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านแผนงาน ด้านการพัฒนาการเรียนรู้ ด้านกำกับมาตรฐานการบัญชี และผู้ปฏิบัติงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องอีกด้วย…

รายงานพิเศษ : เมื่อเกษตรกรและภาคเกษตรไทยเป็นผู้ร้าย ทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ…หรือปล้นเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445501

news_default

รายงานพิเศษ : เมื่อเกษตรกรและภาคเกษตรไทยเป็นผู้ร้าย ทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ…หรือปล้นเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แบนสารเคมีเกษตรใครได้ใครเสีย

สารเคมีทางการเกษตรที่อยู่ในกระแสการเสนอยกเลิกการใช้มี 3 ชนิด ประเด็นของการเสนอแบนยาทั้ง 3 ชนิดคืออะไร “เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค” เรื่องนี้กลุ่มเสนอแบนเขาพูด ประเทศไทยใช้ยาเคมีการเกษตรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จนมีวลี “แผ่นดินอาบสารพิษ” รวม 2 ประเด็นหลักที่ผู้เสนอให้ยกเลิกการใช้กล่าวกับสังคม ความจริงคืออะไร

เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค?

สารเคมี 3 ตัวเป็นยาฆ่าหญ้า 2 ชนิด และยาฆ่าแมลง 1 ชนิด พาราควอต และไกลโฟเซต เป็นยาฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอสเป็นยาฆ่าแมลง มันไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างไร อะไรที่ทำให้ไม่ปลอดภัย สารเคมีทั้ง 3 ชนิด กับสารเคมีอื่นๆ ที่ไม่ถูกเสนอยกเลิกการใช้มันปลอดภัยกว่ากันใช่หรือไม่นี่เป็นคำถามของเกษตรกรที่ถูกกระทำ

NGO บอกว่า พาราควอตต้องยกเลิกการใช้

ไกลโฟเซต ต้องจำกัดการใช้

คลอร์ไพริฟอสต้องยกเลิกการใช้

NGO เอาอะไรมาตัดสินให้สารเคมี 3 ชนิดนี้เป็นจำเลย ในเมื่อสารเคมีเกษตรทุกชนิดมีพิษต่อมนุษย์ สัตว์และพืช

สิ่งที่เกษตรกรคิด?

NGO ต้องการแบนพาราควอตเป็นหลัก ส่วนไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นแค่องค์ประกอบเพื่อไม่ให้เห็นเจตนาที่แท้จริง ที่ต้องการแบนพาราควอตตัวเดียวเท่านั้น เพื่อเอากลูโฟซิเนตเข้ามาขายแทน ตามที่ NGO เคยพูดเอาไว้ว่าจะนำกลูโฟซิเนตเข้ามาใช้ทดแทน

ถ้าการแบนพาราควอตเป็นผลสำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้น?

ปล้น มันเป็นการปล้นเกษตรกรชัดๆ

กลูโฟซิเนตเป็นยากำจัดวัชพืชแบบไม่เลือกทำลาย มีฤทธิ์แบบเผาไหม้ และดูดซึม ซึ่งเหมือนกับใช้พาราควอตผสมกับไกลโฟเซต นั่นหมายความว่าจะมีผลกับพืชหลัก เพราะมีการดูดซึมซึ่งต่างจากพาราควอตที่ไม่มีการดูดซึมจึงไม่มีผลกระทบต่อพืชหลัก

ปล้นอย่างไร?

พาราควอตขนาดบรรจุ 5 ลิตร ราคา 370 – 400 บาท เมื่อปีพ.ศ. 2558 หลังการเสนอการแบนสารพาราควอต ราคาเริ่มปรับตัวแพงขึ้น จนถึงปัจจุบันพาราควอตขนาดบรรจุ 5 ลิตร ราคา 800 – 850 บาท ตกลิตรละ 170 บาท ถ้าเอากลูโฟซิเนตมาใช้แทนพาราควอต (แบบบังคับเพราะไม่มีพาราควอต) จะเกิดอะไรขึ้นพาราควอต 170 บาทต่อลิตร อัตราการใช้ 300 ถึง 500 CC ต่อไร่ เท่ากับ 85 บาทต่อไร่กลูโฟซิเนต ราคาลิตรละ 480 – 500 บาทอัตราการใช้ 1,000 ถึง 1,200 CC ต่อไร่ เท่ากับ 600 บาทต่อไร่(มีผลกระทบต่อพืชหลัก) ราคาของกลูโฟซิเนตแพงกว่าพาราควอต 7 เท่า นั่นหมายความว่าเกษตรกรต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทที่ผลิตกลูโฟซิเนตทั้งหลาย นี่คือการปล้น

อะไรจะเกิดขึ้น เกษตรกรก็จะยังไม่ใช้กลูโฟซิเนต แต่จะเพิ่มปริมาณการใช้สารเคมีในกลุ่มคุมฆ่าวัชพืชมากขึ้นเพื่อทำการป้องกันวัชพืชงอก และฆ่าหญ้าเล็กในแปลงให้มากที่สุด เพราะรู้ว่าไม่มี พาราควอตใช้นั้นก็หมายความว่าเคมีเกษตรตัวอื่นๆ ก็ได้อานิสงส์ไปด้วย กลุ่มธุรกิจเคมีเกษตรมีแต่ได้กับได้…..ดูแล้วไม่แปลกใจเลยที่กลุ่มเคมีเกษตรไม่ออกมาสู้…….แต่คนที่ออกมาสู้คือเกษตรกร ชนะหรือแพ้…..ก็เตะหมูเข้าปากหมาอยู่ดี

ยาที่จะใช้ในพืชแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน

-พืชไร่ อ้อย ข้าวโพด พืชใบเลี้ยงเดี่ยว จะใช้ อาร์ทราซีน อาร์มีทรีน อาร์ลาคลอร์ 2-4 D. มากขึ้น

พืชไร่ใบเลี้ยงคู่ มันสำปะหลัง ก็จะใช้ยาคุมฆ่าหญ้าเล็กในไร่มันในปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผลจะลำบากมาก เพราะเป็นหญ้าแก่ หญ้าข้ามปี อาจจะใช้ไกลโฟเซตหรือกลูโฟซิเนต ต้องฉีดอย่างระมัดระวังอย่างมาก มองไม่เห็นทางออกครับ………… เกษตรกรตายลูกเดียว

ระหว่างเขียนเรื่องนี้อยู่ ได้ฟังการแถลงข่าวของประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการควบคุมการ
ใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร บอกว่าคณะกรรมาธิการ 2 ท่าน ซึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด ถูกขู่ฆ่า…… จะบ้ากันใหญ่แล้ว…… ดูหนังมากไปรึเปล่า…..

เครือข่ายเกษตรกรไทย

เตือนชาวสวนกล้วยเฝ้าระวัง โรคใบจุดซิกาโตกาสีเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445498

news_default

เตือนชาวสวนกล้วยเฝ้าระวัง โรคใบจุดซิกาโตกาสีเหลือง

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนกล้วยในช่วงที่มีฝนตกบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกกล้วยให้สังเกตอาการของโรคใบจุดซิกาโตกาสีเหลือง มักพบอาการของโรคในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น เริ่มแรกพบจุดเล็กสีเหลือง ต่อมาแผลขีดสีเหลืองยาวขนานไปตามเส้นใบขยายใหญ่ ตรงกลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา แผลคล้ายรูปตา มีวงสีเหลืองล้อมรอบ หากอาการรุนแรง ใบจะเหลือง ขอบใบแห้งและฉีกขาด ทำให้กล้วยมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การออกดอกและผลไม่ปกติ ผลเล็กไม่สมบูรณ์ และผลแก่ก่อนกำหนด

สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบใบกล้วยมีอาการของโรค ให้รีบตัดใบที่เป็นโรคนำออกไปทำลายนอกแปลงปลูก และตัดแต่งใบกล้วยในแต่ละต้นหรือแต่ละกอไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดความชื้นในกอกล้วยที่จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือสะสมโรค จากนั้นให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชโพรคลอราซ 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารทีบูโคนาโซล 43% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วต้นที่เป็นโรค

นอกจากนี้ หากเกษตรกรต้องการปลูกกล้วยในพื้นที่ใหม่ หลีกเลี่ยงการปลูกในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และไม่นำหน่อพันธุ์จากต้นตอที่เป็นโรคไปปลูก ให้เลือกใช้หน่อกล้วยที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่

อ.ส.ค.ปลื้มผ่านมาตรฐานสากลISO 27001

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445499

news_default

อ.ส.ค.ปลื้มผ่านมาตรฐานสากลISO 27001

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 27001 ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศซึ่งครอบคลุมถึงการรักษาข้อมูลที่เป็นความลับ (confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (integrity) สภาพพร้อมใช้งาน (availability) ทั้งนี้ รวมถึงคุณสมบัติในด้าน ความถูกต้องแท้จริง (authenticity) ความรับผิด (accountability) การห้ามปฏิเสธความรับผิด (non-repudiation) และมีความน่าเชื่อถือ (reliability)

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค.เปิดเผยว่า อ.ส.ค. ได้ผ่านการรับรองมาตรสากลISO 27001 ด้านระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management Systems : ISMS) ซึ่งมาตรฐาน ISO 27001 เป็นมาตรฐานสากลเพียงมาตรฐานเดียวที่สามารถตรวจประเมินได้สำหรับระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลมาตรฐานนี้จะให้การรับรองว่า อ.ส.ค. ได้ดำเนินงานโดยสอดคล้องกับกฎหมายกฎระเบียบ ข้อบังคับ และข้อกำหนดตามสัญญาอันเกี่ยวเนื่องกับข้อมูลสำคัญ ด้วยเหตุนี้การได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 27001 จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า อ.ส.ค.ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อปกป้องข้อมูลที่สำคัญจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะการรักษาความเชื่อมั่นระบบสารสนเทศภายในองค์กร คู่ค้าของ อ.ส.ค. รวมถึงเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของ อ.ส.ค. อีกด้วย

ดร.ณรงค์ฤทธิ์กล่าวว่า อ.ส.ค. จะมุ่งพัฒนาองค์กรและยกระดับองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านส่งเสริมกิจการโคนมแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย พัฒนาบุคลากร พัฒนาผลิตภัณฑ์นมแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค และพัฒนาด้านเทคโนโลยีต่างๆ สู่มาตรฐานสากลในระดับนานาชาติ