‘จุรินทร์’อนุมัติกรอบวงเงิน2.4พันล้าน กองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445900

news_default

‘จุรินทร์’อนุมัติกรอบวงเงิน2.4พันล้าน กองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.58 น.

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562  เวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรว่า การประชุมวันนี้มีองค์ประกอบคณะกรรมการทั้งในส่วนของส่วนราชการและตัวแทนเกษตรกร ที่เป็นเหมือนบอร์ดบริหารครบถ้วน โดยจะมีคณะกรรมการฯที่เป็นผู้ดำเนินการในทางปฏิบัติ 2 ชุด คือ คณะกรรมบริหารและคณะกรรมการจัดการหนี้ ซึ่งทั้ง2ชุดจะมีองค์ประกอบคือส่วนราชการ ตัวแทนภาคเอกชน ตัวแทนเกษตรกร วันนี้ดำเนินการครบถ้วนตามกระบวนการแล้ว จากนี้จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด แล้วแต่งตั้ง หากครบถ้วนจะลงนามแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ และที่ประชุมยังอนุมัติกรอบวงเงินสำหรับการดำเนินการของกองทุน 2,463 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงินในปีงบประมาณ 63 โดยวงเงินดังกล่าวเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ทั้งงบประจำและงบสำหรับการบริหารจัดการ เรียกว่างบลงทุน แต่จะใช้ตามนั้นหรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และการซื้อหนี้จากธนาคารของรัฐถือเป็นภารกิจของกองทุนอยู่แล้ว หากหนี้ใดบุคคลเป็นผู้ค้ำประกันโดยไม่มีหลักทรัพย์ กองทุนจะไม่สามารถซื้อหนี้ได้ และกรณีที่วงเงินหนี้เกิน 2.5 ล้านบาท คณะกรรมการบริหารหนี้ ก็จะตั้งอนุกรรมการเพื่อพิจารณา ว่าอันไหนสมควรกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร ทำได้หรือไม่

เมื่อถามว่า วงเงินดังกล่าว จะนำเข้า ครม. เพื่ออนุมัติอีกหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า หากโครงการใดคณะกรรมการบริหารจัดการหนี้มีอำนาจก็เห็นชอบได้ อะไรจำเป็นต้องเข้ากรรมการกองทุนชุดใหญ่ก็เสนอเข้ามา อันไหนเกินอำนาจก็ต้องไป ครม. ซึ่งแต่ละเรื่องมีรายละเอียดอยู่ เช่น เกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ธนาคารรัฐ

แม่เครียดหนัก! ลูกชาย’มนัญญา’แฉถูกกลุ่มอำนาจกดดัน หลังลุยแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445864

news_default

แม่เครียดหนัก! ลูกชาย’มนัญญา’แฉถูกกลุ่มอำนาจกดดัน หลังลุยแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.11 น.

“เจเศรษฐ์”ลูกชาย”มนัญญา”เพิ่งรู้อาการปวดหัว เครียดหนัก นอนให้น้ำเกลือ รพ.สมิตเวช เผยถูกกดดันมาตลอด เรื่องแบน3สารพิษ ไปขวางคอหอยกลุ่มผลประโยชน์

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และลูกชายคนโตของน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯเปิดเผยว่าตนเพิ่งรู้ว่าคุณแม่ เข้ารพ.สมิตเวช เพราะคุณแม่ไม่ได้บอก จนตนโทรไปถาม คุณแม่บอกด้วยน้ำเสียงไม่มีแรง ว่าอาการปวดหัวหนักมาก  จึงมาพบคุณหมอตรวจอาการได้ฉีดยาคลายเครียด และให้น้ำเกลือสักพัก ซึ่งน่าจะออกจากรพ.ช่วงบ่ายๆเพราะคุณแม่ ห่วงงานมากที่กระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมาคุณแม่ไม่ค่อยเป็นอะไรง่ายๆเป็นคนไม่อยู่นิ่งทำงานตลอด จะส่งน้องชายไปเฝ้าดูแลคุณแม่ เพราะตนติดภารกิจยังทำงานกับชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อวานโทรคุยกับคุณแม่ ฟังเสียงเหมือนไม่ค่อยสบายด้วย

“อาการเครียดอาจมาจากเรื่องเร่งเดินหน้าแบน 3 สารพิษ  และมีการกดดันเข้ามาตลอด แต่คุณแม่เป็นคนที่เห็นอะไรผิดยิ่งจะไม่ยอม ต้องแก้ไขทำให้สำเร็จ ถูกต้องในทางที่ดีขึ้นเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด”นายเจเศรษฐ์ กล่าว

ด่วน! ‘มนัญญา’ปวดหัวหนักมากเข้าฉีดยารพ.สมิตเวช เจอมรสุมแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445842

news_default

ด่วน! ‘มนัญญา’ปวดหัวหนักมากเข้าฉีดยารพ.สมิตเวช เจอมรสุมแบน3สารพิษ

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.16 น.

ด่วน! “มนัญญา” ปวดหัวหนักมาก เข้ารพ.สมิตเวช ฉีดยาระงับความเครียดจากถกเถียงนานกว่า2ชั่วโมงกว่า จนต้องทุบโต๊ะประกาศรับผิดชอบเองทุกอย่าง จึงจบมีมติแบน 3 สารพิษทันที ปักธง 1 ธ.ค.62  เผยมีกำลังใจดีจากประชาชนเทใจช่วยล้นหลามยกให้เป็นวีรสตรี ลั่นไม่ยอมปล่อย คกก.วัถตุอันตราย ยืดเวลาไปถึงวันที่ 1 ม.ค.63 อย่างที่มีกระแสข่าว  อดีตขรก.กษ.ผวาจะฆ่าตัวตาย หลังฟังมติ 9-0 แบนสาร ต้องแบกขาดทุนหลายพันล้านบาท นำเข้าสารเคมีไว้ในสต็อกจำนวนมาก เก็งข้อสอบพลาด จ่ายหัวคิวลิตรละบาทเอาไม่อยู่ 

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า วันนี้ตนมีอาการปวดหัวหนักมาก เหมือนเส้นจะแตกคงจะเครียดมากไปจากการดำเนินการเรื่องแบนสารเคมี 3 ชนิด ได้ไปฉีดยาที่รพ.สมิตเวช แล้ววันนี้จะเข้ากระทรวงฯช่วงบ่ายเพื่อตรวจอ่านเอกสารทั้งหมด จากการประชุมของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเมื่อวานนี้ ที่มีฝ่ายรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร ผู้บริโภค ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 เสียงให้แบน 3 สารทันทีมีผลทันทีวันที่1ธ.ค.62 ซึ่งทั้งหมดจะเร่งนำเสนอนายกรัฐมนตรี  และเสนอรมว.กระทรวงเกษตรฯ รมว.กระทรวงสาธารณสุข รมว.อุตสาหกรรม ลงนามเห็นชอบการแบน และเสนอเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อให้คณะกรรมการฯสามารถเรียกประชุมแบน 3 สารได้ทันที จากกำหนดเดิมที่จะประชุมวันที่ 27 ต.ค.

“คณะทำงาน4ฝ่ายเซ็นรับรองมติแบน3สาร คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต เป็นวัถตุอันตรายประเภท4 ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต ให้มีผลวันที่1ธ.ค.นี้และพี่จะรวบรวมเอกสาร ทำให้เสร็จวันนี้ ทีมงานกำลังตรวจอีกที ส่งให้ท่านนายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นยื่นให้คกก.วัตถุอันตราย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯยื่นเร็ว จะได้เรียกประชุมได้เร็ว ซี่งในที่ประชุมคณะทำงาน 4 ฝ่ายเมื่อวานนี้ใช้เวลานาน เพราะพูดคุยกันเยอะมากถกหลายปัญหา  พี่จึงตัดสินใจ บอกว่า พี่ขอรับผิดชอบทุกอย่างไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้น พี่รับผิดชอบ ถ้าไม่อย่างนั่นไม่จบ อ้างเหตุการณ์ที่มีมาก่อน ข้าราชการ กลัวโดนถูกฟ้อง เจอนู้นนี่ ทำให้แบน 3 สารไม่ได้ พี่จึงบอกในที่ประชุมว่า ตอนนี้ไปดูชื่อ สกุลใคร ทุกอย่างมันเป็นเปลี่ยนไปหมดแล้ว และสั่งย้ำเลยว่า ไม่ให้ใช้เอกสารเก่า มาเสนอพี่ไม่รับเลย ให้ใช้เอกสารใหม่มาพิจารณา เพราะที่ผ่านมาประชุมกัน พูดวนเวียนอยู่กับเอกสารเก่า ส่วนบทเรียนในอดีตบางอย่างมาศึกษาได้ให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรและคนส่วนใหญ่มากที่สุด ถ้าไปยึดติดเรื่องเดิมๆจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เหมือนเดิม” น.ส.มนัญญา กล่าว

“ตัวแทนฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค ยังหยิบขวดพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ขึ้นมาตั้งบนโต๊ะในที่ประชุม ยืนยันว่ามาตรการจำกัดการใช้สาร ที่ชอบยกขึ้นมาพูดเสนอเป็นแผนปฏิบัติการอบรมเกษตรกร ผู้รับจ้างพ่นสาร ทำไม่เคยได้ทำจริง ใครไปซื้อสารต้องมีใบอนุญาตการใช้จากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯจึงซื้อได้จากร้านค้า ซึ่งภาคผู้บริโภคยืนยันว่าทำไมคนทั่วไปเดินไปชื้อได้เลย พ่อค้ายังถามว่าทำไมไม่ชื้อไว้เพิ่ม เป็นการยืนยันว่ามาตรการที่หน่วยงานทำมาใช้ไม่ได้ ต้องล้มตรงนี้ มันจบไปแล้ว ไม่มีแล้ว ถือว่าล้มเหลวทั้งหมด วิธีการจำกัดการใช้สาร3ชนิด” น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ที่ตนเดินมาถึงจุดนี้ได้ต้องยกความดี ให้พรรคภูมิใจไทย ให้เกียรติตนทุกอย่าง ทำได้เต็มที่ วันนี้มีกำลังใจดีจากประชาชนทั่วสารทิศส่งมาให้กำลังใจตนเป็น วีรสตรี หลายคนบอกว่าไม่คิดว่าในชีวิตจะได้อยู่เห็นเรื่องการแบนสารพิษหมดจากประเทศไทย ทำได้จริง ซึ่งตนมีความเป็นแม่ มีคุณธรรม จริยธรรม ในประเทศไทยมีคนเก่งๆมีเยอะ หากมีความดี มีคุณธรรม จริยธรรมด้วยจะช่วยพัฒนาประเทศได้ดีมากยิ่งขึ้น ตนพยายามทำเรื่องแบน3สารให้จบโดยเร็ว โดยไม่ยอมให้ยืดไปอีกถึงวันที่1ม.ค.63 ต้องให้แบนวันที่1ธ.ค.62 ก่อนคนไทยไปเที่ยวปีใหม่ ไปสูดอากาศทางเหนือ จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ กินพืชพรรณธัญญาหารปลอดสารพิษ

“พี่ทำวันนี้ได้ เพราะพรรคภูมิใจไทย ให้สิทธิ และเชื่อใจพี่ยืนหยัด ทุกอย่างสั่งการทุกหน่วยงานไปแล้วห้ามมีใครมาหาผลประโยชน์จากเกษตรกร อีกไม่ได้ จากนี้หน่วยงานต้องให้แนวทางทำเกษตรที่ถูกต้องกับเกษตรกร จะมาแอบอ้างเสนอโครงการเอื้อประโยชน์นายทุนไม่ได้เด็ดขาด ต่อไปการทำโครงการอะไรให้เกษตรกร ต้องเป็นโครงการที่ดี ถูกต้อง ได้รับการยอมรับทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้รับผู้ให้ เช่นกรมวิชาการเกษตร มีสำนักวิศวกรรมการเกษตร ที่ต้องออกแบบให้ตอบโจทย์เกษตรกร ประชาชน เพราะทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ไม่ใช่นั่งคิดออกแบบกันเองในห้อง จะส่งอะไรไปให้เกษตรกรใช้ ต้องใช้ คนกินต้องกิน แบบเดิมๆ จากนี้อยู่ที่ผู้บริโภค สิทธิของผู้จ่ายเงิน ผู้ใช้ มีสิทธิในการโต้แย้ง พี่ตั้งมั่นพูดเสมอ ออกคำสั่งไปทุกกรมที่พี่ดูแล ใครทำอะไร ไม่ว่าแต่อย่าเอาเปรียบเกษตรกร ดังนั้นสารเคมี3ชนิดที่ยังอยู่ในท้องตลาด ตามร้านค้าต่างๆ ทางบริษัทต้องเก็บกลับคืนทั้งหมด เพราะเป็นวัตถุอันตราย ประเภทที่4 เท่ากับอันตรายเท่าระเบิด พี่ตั้งธงไว้ดีเดย์วันที่1 ธ.ค.นี้ และก่อนหน้านี้ คกก.วัตถุอันตราย ทุกคนจะบอกว่า จะทำตามข้อมูลของกระทรวงเกษตร  ดังนั้นพี่ไม่ยอมให้ยืดการแบนไปวันที่1ม.ค.63 อย่างที่มีกระแสข่าวออกมา เพราะที่ผ่านมาพี่ไปตรวจสอบเองเห็นทุกอย่างเลวร้ายมาก เด็กนักเรียนทางจังหวัดภาคเหนือ ตรวจเจอสารพิษในกระแสเลือดจำนวนมาก คนเป็นมะเร็งตายมากขึ้นจากสารพิษ จะไม่ปล่อยให้ทำร้ายคนไทยต่อไป พี่ทำเรื่องนี้เพื่อให้มันจบ” น.ส.มนัญญา กล่าว

มีรายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า มีอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตร ได้ผันตัวเป็นผู้นำเข้าสาร3ชนิดรายใหญ่ของประเทศมาหลาย 10 ปี และยังมีอาชีพเป็นนายหน้าติดต่อล็อบบี้เจรจาให้ผลประโยชน์กับระดับผู้บริหารในกระทรวง พรรคการเมืองต่างๆ แลกกับการเปิดทางให้บริษัทข้ามชาติ และบริษัทรายใหญ่ในไทย ที่ได้ขอนำเข้าสารเคมีต่างๆที่มีมาจำหน่ายในท้องตลาดเป็นร้อยยี่ห้อ มากว่า 40 ปี  มาในราชอาณาจักรได้สะดวก โดยที่ไม่ต้องจ่ายภาษีนำเข้า ส่งออก  หาเหตุอ้างว่า เพื่อให้สารเคมีทางการเกษตร มีราคาถูก และเพื่อต้นทุนเกษตรกรถูกลง ดังนั้นหลังจากคณะกรรมการ 4 ฝ่าย มีมติแบน 3 สาร ส่งผลทำให้อดีตข้าราชการ รายนี้เครียดอย่างรุนแรงแทบจะฆ่าตัวตาย เพราะมีสารอยู่ในสต็อกจำนวนมาก ต้องแบกรับความเสียหายขาดทุนเป็นพันๆล้านบาท และที่กล้านำเข้ามามาก แม้จะมีหน่วยงานอื่นนอกกระทรวงเกษตรฯต้องการแบนสารเหล่านี้มากว่า2ปีก็ตาม เพราะทุกครั้งสามารถเจรจาจ่ายผลประโยชน์ ได้ยืดเวลาการแบนมาได้ทุกรอบ

อีกทั้งเก็งตลาดผิดคิดว่า ยิ่งมีข่าวแบนสารจะทำให้เกษตรกร ต้องการซื้อตุนไว้มาก แต่กลับกลายว่าเก็งตลาดพลาด เพราะทุกวันนี้เกษตรกรมีทางเลือกซื้อใช้สารตัวอื่นที่มีอันตรายต่อร่างกายน้อยกว่า แม้จะให้ผลประโยชน์ผู้ใหญ่กระทรวงเกษตรฯ พรรคการเมือง  ยังเอาไม่อยู่ทานกระแสสังคมไม่ไหว จึงต้องยกความดีให้กับ รมช.มนัญญา เข้ามาทำเพื่อเกษตรกร ประชาชน ไม่เอานายทุน ทำให้ทั้งประเทศเกิดปรากฏการณ์ล้าง3สารพิษที่อาบแผ่นดินไทยให้หมดจากประเทศได้จริงเพราะความเป็นส.ส.มาจากท้องถิ่น กล้าชนทุกอย่างไม่สนใจหน้าอินหน้าพรหม  ที่จากเดิมหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯพยายามเร่งเดินหน้า อบรม เกษตรกร ใช้งบไปกว่า100ล้านบาท และออกกฎกระทรวง5ฉบับในมาตรการจำกัดการใช้3สาร  ใช้ข้ออ้างเกษตรกรยังเคยชินอยากใช้3สารต่อจึงอ้างเรื่องการหาสารทดแทน ในแบบเดียวกันกับ3สาร ยังไม่ได้ กำลังจะมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศวันที่20ต.ค.โดยจากแผนดังกล่าวจะแบนในปี63

“อดีตข้าราชการ รายนี้มีอิทธิพลต่อคนกระทรวงเกษตร มาช้านาน มีสารเคมีนำเข้ามามูลค่าเป็นพันล้าน ๆ บาท ติดมือยังอยู่ในสต็อก พอมติแบน3สารออกมาขายไม่ได้ แทบจะฆ่าตัวตายทันทีหลังจากฟังมติ 9-0  ยังมีอดีตข้าราชการกระทรวงฯหลายรายที่ไปเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทค้าสารเคมีข้ามชาติ คอยเก็บค่าต๋ง นำเข้าสารลิตร1บาท ส่งข้าราชการและผู้ใหญ่ในกระทรวงนี้” รายงานข่าว ระบุ

‘เฉลิมชัย’ชี้ราคายางพาราเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ยันเร่งรัดมาตรการประกันรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445810

news_default

‘เฉลิมชัย’ชี้ราคายางพาราเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ยันเร่งรัดมาตรการประกันรายได้

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.15 น.

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ราคายางพาราในต้นสัปดาห์นี้สูงขึ้น โดยราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 เมื่อวานนี้ อยู่ที่ 37.99 บาท สูงขึ้นกว่าปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา 0.26 บาท ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ราคายางปรับลดลงเนื่องจากเป็นเทศกาลวันชาติจีน ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน – 10 ตุลาคม หยุดกิจกรรมการซื้อขายยาง เหลือเฉพาะตลาด TOCOM ของญี่ปุ่น และ SICOM ของสิงคโปร์ ทำให้ราคายางปรับลด เนื่องจากคู่แข่งมีน้อย และพ่อค้ายางเกือบทุกเจ้ารอราคาตลาดล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ของจีน ที่จะเปิดทำการหลังเทศกาลวันชาติ จึงจะใช้ราคาอ้างอิงในการซื้อขาย

นอกจากนี้ บริษัท Chongqing ซึ่งเป็นบริษัทซื้อขายยางรายใหญ่อันดับ 1 ของจีน ที่นำเข้ายางประมาณปีละ 1,500,000 ตัน ประกาศเลิกกิจการตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน จึงส่งผลต่อผู้ส่งออกยางของไทย ราคายางในไทยจึงปรับลดลง โดยบริษัท Chongqing เป็นลูกค้ารายใหญ่ 1 ใน 5 บริษัทผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของไทย ดังนั้น จึงส่งผลกระทบทั้งเรื่องการจ่ายเงินค่าสินค้า ไม่มารับยางที่ส่งถึงท่าเรือจีน อีกทั้งยังมียางระหว่างขนส่งและยางที่เตรียมส่งมอบในโรงงานผู้ผลิต ทำให้ราคายางที่บริษัทต่างๆ รับซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยางลดต่ำลง

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ราคายางพาราในตลาดโลกยังได้รับผลกระทบจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา ธนาคารระมัดระวังการปล่อยเงินกู้ ทั้งยังไม่ปล่อยเงินกู้ให้แก่บริษัทยาง โดยจะปล่อยเงินกู้ได้ต่อเมื่อบริษัทนำสัญญาการซื้อขายไปแสดงเท่านั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งขายยางในราคาต่ำเพื่อให้ได้สัญญาไปประกอบการกู้เงินเพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจยาง จึงซื้อยางพาราจากเกษตรกรในราคาต่ำเช่นกัน

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) คาดว่าหลังจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ของจีนกลับมาซื้อขายหลังเทศกาลวันชาติ ราคายางจะค่อยๆ กลับมาอยู่ในภาวะปกติได้ ทั้งนี้ เกษตรกรไม่ต้องกังวล เนื่องจากโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางพาราผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) แล้ว โดยจะเร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติต่อไป แต่ตามโครงการประกันรายได้นั้นกำหนดให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ดังนั้น ไม่ว่าเกษตรกรจะขายยางได้ในราคาเท่าไรก็สามารถรับเงินส่วนต่างจากโครงการฯ ซึ่งกำหนดให้ราคายางแผ่นคุณภาพดี อยู่ที่ 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม ซึ่ง กนย.มีมติเร่งรัดการจ่ายเงินงวดแรกให้เร็วขึ้นเป็นวันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน 2562

‘กรมวิชาการเกษตร’แจง เงื่อนไขเลิกใช้วัตถุอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445665

news_default

‘กรมวิชาการเกษตร’แจง เงื่อนไขเลิกใช้วัตถุอันตราย

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรชี้แจงหลักเกณฑ์เงื่อนไขกรณีจะยกเลิกใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรว่า ต้องใช้ข้อมูลวิชาการพิจารณาประเด็นต่างๆ ได้แก่ ข้อมูลความเป็นอันตรายต่อมนุษย์ มีผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจน ข้อมูลการตกค้างพบว่ามีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง และเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ง่าย เป็นสารอยู่ในอนุสัญญาระหว่างประเทศ และมีสารใช้ทดแทนที่เหมาะสม

ดังนั้น เมื่อกรมพิจารณาตามข้อมูลวิชาการที่ชัดเจนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออกและขาย เพื่อออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายต่อไป ปัจจุบันกรมเสนอห้ามใช้วัตถุอันตรายไปแล้ว 98 ชนิด เหตุผลได้แก่ เป็นสารอาจก่อให้เกิดมะเร็ง มีพิษตกค้างนาน ทำให้เกิดพิษสะสมในดินได้นาน และเป็นสารที่ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์ผิดปกติ ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวังอันตรายของวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ใช้อยู่ปัจจุบัน กรมตั้งคณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง มีหลักเกณฑ์จัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง ได้แก่ เป็นสารมีพิษเฉียบพลันสูง เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ง่าย มีข้อมูลเป็นสารมีพิษเรื้อรัง และเป็นผลร้ายต่อมนุษย์และสัตว์ทดลอง เป็นสารภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ เป็นสารที่มีพิษตกค้างสะสมในสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดได้ในห่วงโซ่อาหาร สลายตัวยากและคงทนในสภาพแวดล้อม เป็นสารที่เป็นอันตรายรุนแรงต่อพืชหรือสัตว์ที่เป็นประโยชน์ สารถูกห้ามใช้หรือเฝ้าระวังหรือจำกัดการใช้ในต่างประเทศ

“ปัจจุบันกรมมีวัตถุอันตรายอยู่ในบัญชีต้องเฝ้าระวังตามหลักเกณฑ์พิจารณาดังกล่าวแล้ว 18 ชนิด ซึ่งพาราควอต ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอส ถูกจัดรวมอยู่ด้วย ถ้าคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมีมติประการใดเกี่ยวกับวัตถุอันตราย กรมพร้อมปฏิบัติตามทุกประการ”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

รักษ์เกษตร : ใช้จุลินทรีย์ EMอย่างรู้คุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445672

news_default

รักษ์เกษตร : ใช้จุลินทรีย์ EMอย่างรู้คุณค่า

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การใช้จุลินทรีย์สด หรือ EM สดคืออะไรครับ และมีวิธีใช้อย่างไรบ้างครับ

สุนทร อาจสุวรรณ อ.นาดี

จ.ปราจีนบุรี

คำตอบ

การใช้จุลินทรีย์สด หรือ EM สด คือการใช้จุลินทรีย์ (EM) จากโรงงานผลิต หรือผู้จำหน่ายที่ยังไม่ได้ทำการแปรสภาพ

วิธีใช้ EM สดมีดังนี้

1) เพื่อใช้กับพืช ทำเป็นปุ๋ยน้ำโดยให้ผสมน้ำในอัตรา 1:1,000 ให้ใช้ EM 1 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ: น้ำ 10 ลิตร ใช้ฉีดพ่นรดราด พืชต่างๆให้ทั่วจากดิน ลำต้น กิ่ง ใบ และนอกทรงพุ่ม สำหรับพืชผัก ให้ฉีดพ่นรดราดทุก 3 วัน ส่วนไม้ดอกไม้ประดับ เดือนละ1 ครั้ง การใช้จุลินทรีย์สดในดิน ควรมีอินทรียวัตถุปกคลุมด้วย เช่น ฟางแห้ง หรือใบไม้แห้ง เพื่อรักษาความชื้น และเป็นอาหารของจุลินทรีย์ต่อไป

2) เพื่อใช้กับสัตว์ โดยไม่ต้องผสมกากน้ำตาล ให้ผสม EM 1 ช้อนโต๊ะ :น้ำ 200 ลิตร ให้สัตว์กินทำให้แข็งแรง ผสม EM 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 10 ลิตร ใช้พ่นคอกให้สะอาดกำจัดกลิ่น หากสัตว์เป็นโรคทางเดินอาหารให้กิน EM สด1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับอาหารให้สัตว์กิน

3)เพื่อใช้กับสิ่งแวดล้อมให้ใส่ห้องน้ำ ห้องส้วมและในโถส้วมทุกวัน วันละ1 ช้อนโต๊ะ หรือสัปดาห์ละ 1/2 แก้ว จะช่วยให้เกิดการย่อยสลาย ไม่มีกาก ทำให้ส้วมไม่เต็ม ช่วยกำจัดกลิ่นได้ โดยการผสมน้ำและกากน้ำตาลในอัตราส่วน 1 :1 : 1,000 (EM 1 ช้อนโต๊ะ : กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 1 ลิตร) ฉีดพ่นทุก 3 วันส่วนการบำบัดน้ำเสีย 1: 1,000 หรือ EM 2 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 200 ลิตร

4) เพื่อใช้กำจัดเศษอาหาร หรือทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหาร นำมาแก้ไขท่ออุดตัน ให้ใช้EM 1 ช้อนโต๊ะใส่ 5-7 วัน/ครั้ง และใช้วิธีฉีดพ่นเพื่อปรับสภาพอากาศในครัวเรือน

5) เพื่อใช้กำจัดกลิ่นในแหล่งน้ำให้ใช้ฉีดพ่นหรือราดรดลงไปในแหล่งน้ำ ให้ใช้ EM1 ลิตร:น้ำ 10 ลบ.ม.

6) เพื่อใช้กำจัดกลิ่นจากของแห้ง แข็ง มีความชื้นต่ำ แล้วแต่สภาพความแห้ง หรือความเหม็น โดย ผสมน้ำ1 : 100 หรือ 200 หรือ 500 ส่วนฉีดพ่น หรือราดรด

7) ใช้กำจัดกลิ่นขยะแห้งประเภทกระดาษ ใบตอง เศษอาหาร ให้ใช้ อัตรา EM 1 ส่วนผสมน้ำ 500 ส่วน หรือ EM 1 ลิตร : น้ำ 500 ลิตร ฉีดพ่นหรือราดรดในขยะ

จุลินทรีย์EM มีประโยชน์มากมาย เนื่องจากเป็นจุลินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัย มีแต่ประโยชน์ ถ้าสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และมุ่งเน้นการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้การขยายการใช้ EM ไปสู่เกษตรกรอย่างปลอดภัย และได้ผลจริง เกษตรกรและผู้ที่สนใจ สามารถนำ EM ไปใช้ประโยชน์ได้หลายประการ สามารถใช้กับพืชทุกชนิดใช้กับการปศุสัตว์ใช้กับการประมงใช้กับสิ่งแวดล้อมทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตผลผลิตที่ได้ปลอดสารพิษและสารเคมี และมีผลผลิตที่ดี มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

นาย รัตวิ

แม็คโครหนุนฟาร์มผักตั้งห้องแล็บ เช็คสารตกค้างเพิ่มความเชื่อมั่นช่วงกินเจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445666

news_default

แม็คโครหนุนฟาร์มผักตั้งห้องแล็บ เช็คสารตกค้างเพิ่มความเชื่อมั่นช่วงกินเจ

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เทศกาลกินเจเป็นช่วงที่ผู้บริโภคบริโภคผัก ผลไม้และวัตถุดิบที่เป็นอาหารเจจำนวนมาก ปีนี้แม็คโครเตรียมพร้อมรองรับความต้องการลูกค้า ผู้ประกอบการไว้พอเพียง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยในกลุ่มสินค้าอย่าง ผัก ที่สำคัญต่อเทศกาล โดยทีมตรวจสอบคุณภาพทำงานใกล้ชิดและส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารเคมีตกค้าง ยกระดับมาตรฐานตรวจสอบถึงโรงคัดบรรจุ

“แม็คโครเห็นความสำคัญของความปลอดภัย และสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตผักปลอดภัยอันเป็นนโยบายหลักของแม็คโครมาตลอด ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการคือ 1) ลูกค้าเป็นผู้ประกอบการกว่า 3 ล้านราย ถ้าวัตถุดิบคุณภาพดีจะส่งผลให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีเป็นหลายสิบหลายร้อยล้านครอบครัว 2) การพัฒนาเกษตรกรให้มีมาตรฐานตรวจสอบดีขึ้นแล้วได้ผลตอบรับที่ดี มียอดขายดีขึ้น ทำให้เกษตรกรรายอื่นอยากพัฒนาตาม ดังเช่นส่งเสริมให้ตั้งห้องแล็บเพิ่มเติม ทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ดีขึ้นและพัฒนาตัวเองต่อไป”

ด้านนางจุฑารัตน์ พัฒนาทรผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า แม็คโครสร้างความแตกต่างของผักปลอดภัย โดยส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรขอการรับรองห้องปฏิบัติการตรวจสารจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับความรู้ ความสามารถคัดกรองสินค้าด้วยความปลอดภัยก่อนส่งให้แม็คโคร นอกจากการให้ความรู้แล้ว ยังเชิญหน่วยงานรัฐตรวจสอบสร้างการตระหนักรู้และความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะภายใต้สเปคเดียวกัน ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ

“เราทดสอบความชำนาญเทียบกับภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่าผลที่ออกมาน่าเชื่อถือ ทำให้เกษตรกรไม่ถูกเอาเปรียบ ปัจจุบันมีโรงคัดบรรจุหลายแห่งที่ส่งผักให้แม็คโครมีห้องแล็บไว้ตรวจวิเคราะห์แล้ว ซึ่งฟาร์มผักของคุณสมเกียรติเป็นแห่งแรกที่มี โดยแม็คโครช่วยประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมให้เกษตรกรแต่ละพื้นที่ รวมถึงแบ่งปันความรู้ให้เกษตรกรไปต่อยอดเชื่อมโยงเครือข่ายให้แข็งแกร่ง ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง มีรายได้ดีขึ้น”

กษ.เร่งเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยอุบลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445670

news_default

กษ.เร่งเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยอุบลฯ

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการมีพื้นที่เกษตรและบ้านเรือนราษฎรใน 21 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุโพดุลและคาจิกิโดยเฉพาะ จ.อุบลราชธานี นายเฉลิมชัยศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรห่วงใยในสวัสดิภาพของประชาชนผู้ประสบภัยเป็นอย่างยิ่ง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำจ.อุบลราชธานี มอบสิ่งของยังชีพ พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบภัย และมอบหมายส่วนราชการในสังกัดช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังจัดทำ“โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรฯช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย”ขึ้น ซึ่งเปิดโครงการเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีกิจกรรมจิตอาสาที่ดำเนินการ 8 ด้าน ประกอบด้วย 1) สำรวจความเสียหายเพื่อเร่งจ่ายเงินทดรองราชการและซ่อมแซม 2) จัดหน่วยเคลื่อนที่ให้คำแนะนำฟื้นฟู ดูแล ด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ 3)เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เกษตรและชุมชน 4)ปรับปรุงบำรุงดิน บำบัดน้ำเสีย 5)แจกพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ 6)ปล่อยปลาสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ 7)ซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องจักรกลทางการเกษตร และ8)กิจกรรมจิตอาสา ดูแลช่วยเหลือเกษตรกร ตามคำร้องขอ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยเร่งสำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืชหลังน้ำลดเพื่อรวบรวมเสนอให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง และให้บูรณาการทำงานกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ ดำเนินกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรฯอย่างต่อเนื่อง ในส่วนการช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.)จัดส่งเชื้อราไตรโคเดอร์มาไปสนับสนุนจังหวัดที่ประสบภัย 12 จังหวัดภายใต้โครงการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร (พืชสวน) โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อให้ต้นพืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้เป็นปกติแล้ว 5,656 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 40.91 ของเป้าหมายขณะที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช (ศขพ.)จัดส่งต้นพันธุ์พืชพันธุ์ดี 28 ชนิด ประกอบด้วย พืชผัก 10 ชนิด ไม้ผลไม้ยืนต้น 14 ชนิด สมุนไพร 3 ชนิด และอ้อยคั้นน้ำจำนวน 85,360 ต้น ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ เพื่อมอบให้เกษตรกรนำไปปลูกลดรายจ่ายและสร้างรายได้ต่อไป

สำหรับ จ.อุบลราชธานี ดำเนินกิจกรรมตามแผนบูรณาการ “จิตอาสากระทรวงเกษตรฯฟื้นฟูครอบครัวเกษตรกร ดูแลช่วยเหลือหลังน้ำลด” ปี 2562 ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯแล้ว 2 ครั้ง เพื่อมอบปัจจัยการผลิตในพื้นที่หมู่ 6 บ้านปากกุดหวาย ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ เกษตรกร 500 ราย และพื้นที่หมู่ 13 บ้านท่าสนามชัย ต.หนองบ่อ อ.เมืองอุบลราชธานี เกษตรกร 300 ราย โดยวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์และเร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ และลงพื้นที่ต.ท่าเมือง อ.ดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี พร้อมนางดาเรศร์ กิตติโยภาสรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และนายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อมอบพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์พืช 7,000 ชุด และเชื้อราไตรโคเดอร์มา 250 ชุด ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย 250 รายด้วย

ผลส่งเสริมคุณภาพข้าวหอมมะลิ ช่วยชาวนาลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์8.5ล้านบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445667

news_default

ผลส่งเสริมคุณภาพข้าวหอมมะลิ ช่วยชาวนาลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์8.5ล้านบ.

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยการประเมินผลโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวหอมมะลิ ปีการผลิต 2562/63 โดยกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี เพื่อให้การผลิตข้าวหอมมะลิของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีประสิทธิภาพและผลผลิตมีคุณภาพสูง รักษาระดับปริมาณและความเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทย โดยโครงการจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบฝนแล้งและฝนทิ้งช่วงปี 2561 ตามพื้นที่ปลูกข้าวจริง ไร่ละ 5 กิโลกรัมแต่ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่หรือ 50 กิโลกรัมเพื่อนำมาใช้เพาะปลูกฤดูนาปี ปี 2562/63 กำหนดเป้าหมายพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และสุรินทร์ รวมเกษตรกร 112,811 ราย คัดเลือกจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ปลูกข้าวหอมมะลิ และได้รับผลกระทบภัยแล้ง รวมเมล็ดพันธุ์สนับสนุน 4,423 ตัน พร้อมให้คำแนะนำการใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตราปลูกที่เหมาะสม และถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรจากกรมการข้าว มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่มกราคม-พฤศจิกายน 2562

จากการติดตามประเมินผลโครงการพบว่า มีเกษตรกรได้รับสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี 112,811 ราย ตามเป้าหมาย แยกเป็นรายจังหวัดได้แก่ นครราชสีมา 37,067 ราย บุรีรัมย์ 21,037 ราย มหาสารคาม 23,115 ราย ร้อยเอ็ด 19,208 ราย ขอนแก่น 11,386 ราย สุรินทร์ 484 ราย และศรีสะเกษ 514 ราย รวมเมล็ดพันธุ์ 4,423 ตัน เกษตรกรนำไปปลูกเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ รวมพื้นที่กว่า 232,000 ไร่ หรือเฉลี่ยรายละ 2.06 ไร่

เกษตรกรร้อยละ 97 พอใจต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับ เพราะอัตราการงอกดี พันธุ์ปนน้อย และคาดว่าจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยเกษตรกรบางส่วนต้องการให้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์มากกว่า 5 กิโลกรัม/ไร่ เนื่องจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ทำนาหว่าน ด้านอบรมให้ความรู้ เกษตรกรที่ผ่านการอบรมนำความรู้ที่ได้ไปใช้ ผลจากการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิและอบรมให้ความรู้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ส่งผลให้เกษตรกรที่ได้รับการอบรมลดอัตราใช้เมล็ดพันธุ์ โดยก่อนเข้าร่วมโครงการเกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูกเฉลี่ย 20.31 กิโลกรัม/ไร่ หลังร่วมโครงการใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 18.90 กิโลกรัม/ไร่ ลดลง 1.41 กิโลกรัม/ไร่ ลดต้นทุนใช้เมล็ดพันธุ์จากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 112,811 ราย คิดเป็นมูลค่า 8.5 ล้านบาท

ชู‘สุพรรณบุรีโมเดล’ นำร่องโครงการตลาดเกษตรออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445669

news_default

ชู‘สุพรรณบุรีโมเดล’ นำร่องโครงการตลาดเกษตรออนไลน์

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมสินค้าเกษตรออนไลน์ที่หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯกำหนดนโยบายการตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอน มั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยบูรณาการร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จับคู่กับภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อให้วางแผนการผลิตที่ตรงความต้องการของตลาด ลดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ซึ่งปัจจุบันตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ เป็นอีกช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรที่สะดวก รวดเร็ว ทำให้เกษตรกรขายให้ผู้ซื้อโดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบาย เลือกซื้อสินค้าเกษตรและแปรรูปได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งยังพัฒนาขีดความสามารถการค้าแก่เกษตรกร ให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้

นายประภัตรกล่าวต่อว่า โครงการตลาดเกษตรออนไลน์ เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องของ จ.สุพรรณบุรี มุ่งให้เกษตรกรได้เรียนรู้การขายสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ เป็นผู้จำหน่ายสินค้าด้วยตัวเอง ช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาดให้เข้มแข็งมั่นคงพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยกิจกรรมในวันนี้เป็นการเปิดเวทีให้ความรู้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน เพื่อพัฒนาให้มีความสามารถแข่งขันทางการตลาดสมัยใหม่ ยกระดับตลาดเกษตร 4.0 พัฒนาตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ในลักษณะเศรษฐกิจดิจิทัล เน้นพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรได้พบผู้ขายโดยตรง โดยมีกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนใน จ.สุพรรณบุรี มากกว่า 200 คน เข้าร่วม อาทิ ต.บ้านกร่าง ต.วังยาง  ต.หนองสาหร่าย ต.ศรีประจันต์ ต.ดอนปรูต.ปลายนา ต.บางงาม ต.มดแดง นำสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น เครื่องจักสานผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ผ้าทอ ข้าวพันธุ์ กข.43 จากกลุ่มเกษตรกรรวมใจบ้านเขาคีรี อ.เดิมบางนางบวช เป็นต้น

“เกษตรกรไทยมีความสามารถปลูกและผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ แต่จุดอ่อนคือ ไม่มีตลาดรองรับ และยังไม่รู้วิธีการขายจึงอาจถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางวันนี้เราเห็นช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยเฉพาะขายในระบบออนไลน์ มีตัวอย่างหลายล้านคนที่ประสบความสำเร็จจากการค้านี้ แต่สินค้าเกษตรและอาหารที่ผลิตผ่านระบบ GAP แล้วติดสัญลักษณ์ Q โดย มกอช. แสดงถึงการผลิตที่ผ่านกระบวนการปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยต้องเน้นย้ำเรื่องดังกล่าวให้เกษตรกรรับทราบ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าของตนเองได้” นายประภัตร กล่าว