แบน3สารพิษลาม! ม็อบต้านฮึ่มลุกฮือทั่วประเทศ แฉยับอดีตบิ๊กเกษตรฯวิ่งล็อบบี้ยืดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446231

news_default

แบน3สารพิษลาม! ม็อบต้านฮึ่มลุกฮือทั่วประเทศ แฉยับอดีตบิ๊กเกษตรฯวิ่งล็อบบี้ยืดเวลา

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.40 น.

แบน3สารพิษลาม! ม็อบต้านฮึ่มลุกฮือทั่วประเทศ แฉยับอดีตบิ๊กเกษตรฯวิ่งล็อบบี้ยืดเวลา

9 ตุลาคม 2562 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยเกษตรกรกว่า 50 คน เข้ามาขอยื่นคัดค้านการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ขณะที่ทางมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย ก็ได้เดินทางมายื่นหนังสื่อสนับสนุนให้มีการยกเลิกการใช้ สารเคมี 3 ชนิด ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความขัดแย้งของทั้ง 2 กลุ่ม

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมประชุมกับเครือข่ายต้านสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 686 องค์กร ว่า พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันมีนโยบายแบน 3 สารเคมี ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ทันที และไม่ต้องผิดหวังที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาร่วมประชุมไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้มีอาการชาที่มือ และแขนทั้ง 2 ข้าง และก่อนการประชุมมีอาการวูบ จึงมอบให้ตนมารับหนังสือแทน

ทั้งนี้ ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายขับเคลื่อนไปสู่เกษตรยั่งยืนทำให้ประเทศไทยเป็น “Organic Thailand” และยินดีร่วมกับทุกกลุ่ม เพื่อแก้ปัญหาที่หมักหมมในด้านเกษตรมานานครึ่งศตวรรษ ที่จะต้องไร้ทุจริต และไร้ผลประโยชน์แอบแฝง

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะ 3 สารเคมี มีการนำเข้า 200-300 ล้านกิโลกรัมต่อปี มีมูลค่าปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยรมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน จะเร่งเสนอร่างกฎหมายพัฒนาการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อจะเดินหน้าทำเกษตรอินทรีย์เต็มรูแบบในพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ 145 ล้านไร่ พร้อมกับตราพระราชบัญญัติตั้งองค์กรเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่เกษตรตามศาสตร์พระราชา เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรตามธรรมชาติ และนำมาอยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อสืบสานต่อยอดศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และตามกระแสพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 10

โดยดำเนินการผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งทั่วประเทศ และศูนย์ถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ 10,000 กว่าแห่ง รวมทั้งร่วมกับยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เกษตรแปลงใหญ่ ตั้งเป้าผลักดันไปสู่เกษตรอินทรีย์ 1 ล้านไร่ ภายในปีนี้ ปี 63 จำนวน 5 ล้านไร่ และในปีต่อๆ ไป จะขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ปีละ 25 % พร้อมกับปรับปรุงโครงสร้างภาษีตามกฎหมายสิทธิความปลอดภัยของผู้บริโภค เพื่อดำเนินการเก็บภาษีการนำเข้าสารเคมีทุกชนิดมาเข้ากองทุนเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย เหมือนเช่นการเก็บภาษีบุหรี่ เหล้า หรือที่เรียกว่าภาษีบาป

“เราจะไม่ยอมให้คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง หรือต้องอยู่กับโรคต่างๆ อย่างทุพพลภาพ เหมือนพืชผักที่ตายทั้งเป็น ดังนั้นการแบน 3 สารพิษ จะต้องเกิดขึ้น 1 ธ.ค.นี้ โดยรัฐบาลมอบให้รัฐมนตรีที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกคน ให้เดินหน้าเรื่องนี้ทันที นอกจากนี้ นายเฉลิมชัย ได้เรียกบัญชีสารชีวภาพจากกรมวิชาการเกษตรมาดูทั้งหมดพอย่างเร่งด่วน เพื่อปรับเปลี่ยนการทำเกษตรของประเทศนี้ ไปสู่เกษตรยั่งยืนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด แม้จะเป็นเรื่องยาก เพราะเกษตรกรเคยชินกับการใช้สารเคมี แต่เป็นเป้าหมายแรกที่จะให้เป็นสัญลักษณ์ว่าประเทศไทย พร้อมจะเป็นครัวโลก และก้าวไปสู่เกษตรอินทรีย์ หรือ Grow Organic Thailand”นายอลงกรณ์ กล่าว

ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า ไม่ผิดหวังที่ไม่ได้พบรมว. เกษตรและสหกรณ์ เพราะท่านไม่สบายจริงๆ เช่นเดียวกับน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องพักฟื้นที่รพ.สมิติเวช หลังการประชุมแบน 3 สาร เพราะคงโดนกดดันมาตลอด ซึ่งอยากขอให้ข้อเสนอการแบน 3 สารของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะนำเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้มีความหนักแน่นและสมบูรณ์ เพื่อจะได้ไม่ผิดหวังเหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมา ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยืดระยะเวลาการแบนสารพิษออกไป และขอเรียกร้องให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีการลงมติแบบเปิดเผย ไม่ใช่ลงมติลับเหมือนที่ผ่านมา เพราะตัวแทนหน่วยงานมีถึง 19 คน และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทค้าสารเคมีข้ามชาติ และบริษัทนำเข้าสารเคมี อย่าให้เกิดเหมือนครั้งที่ผ่านมา ที่ลงมติให้ใช้ต่อ โดยอ้างว่ายังไม่มีสารทางเลือก

“พวกเรากังวลอย่างเดียว รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะแบน 3 สาร แต่ในท้ายที่สุดจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ จะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด หากดูกรอบเวลาจะต้องมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายภายใน 2 สัปดาห์นี้ เพื่อให้การแบน 3 สาร มีผลบังคับใช้ทันวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ตามที่ รมช.มนัญญา เสนอ และเรียกร้องนายกฯ จะต้องเห็นผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และต้องมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ลงทะเบียนจะใช้สารเคมีจำนวน 4 แสนราย ให้มีปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีไปสู่เกษตรปลอดสาร ซึ่งรัฐต้องสนับสนุนเกษตรกรเหล่านี้ เพราะที่ผ่านมารัฐอำนวยความสะดวกให้เอกชน โดยไม่เก็บภาษีนำเข้าสารต่างๆ มากว่า 30 ปี อ้างว่าเกษตรกรจะได้มีต้นทุนราคาถูก และเชื่อว่าเมื่อเกษตรกรรู้พิษภัยของสารเคมี เกษตรกรจะไม่ยินยอมให้ผู้อื่นเอาสารพิษมาให้ใช้อีก อย่างไรก็ตาม จะติดตามท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป” นายวิฑูรย์ กล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ภาคเอกชนยินดีที่จะมีการขับเคลื่อนร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการเสนอร่าง พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน เนื่องจากมีการเรียกร้องจัดทำมายาวนาน เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก ในการรับประกันความปลอดภัยของผู้บริโภค และการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์ การขับเคลื่อนนี้มีความยากลำบาก จะต้องมีภาคประชาชนร่วมด้วยจึงจะสำเร็จ โดยเฉพาะกฎหมายรับประกันสิทธิผู้บริโภค ได้รับอาหารปลอดภัย และพ.ร.บ.ควบคุมความปลอดภัยของอาหารอันเนื่องมาจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่จะต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะไม่ต้องการสารเคมีราคาถูกที่นำเข้ามาไม่เสียภาษี แต่ทำให้คนกินตาย และในสัปดาห์หน้าจะไปพบกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เพื่อประสานคณะกรรมการวัตถุอันตราย สั่งแบน 3 สารภายในปีนี้ อย่ายืดเวลาไปถึงวันที่ 1 ม.ค.63 ตามที่มีกระแสข่าว ไม่อย่างนั้นประชาชนจะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิทั่วประเทศ เพราะไม่ต้องการอาหารราคาถูก แต่ฆ่าผู้บริโภค

รายงานข่าวกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่าอดีตข้าราชการระดับสูงเกษตรฯ ที่ผันตัวเองเป็นผู้นำเข้าสารเคมี 3 ชนิด ยังวิ่งเต้นเข้าหาผู้ใหญ่ในรัฐบาล เพื่อให้ยืดเวลาแบน 3 สาร ไปถึงเดือน ม.ค.63 เพราะจะเคลียร์สตอกมีมูลค่าเป็นพันๆล้านบาท เร่งส่งออกไปประเทศที่สามให้หมดโดยจะทำให้ขาดทุนน้อยลง หากประเทศไทยแบน 3 สาร จะทำให้ถูกกดราคาอย่างมากจากประเทศปลายทาง

อย่างไรก็ตาม สารเคมีเหล่านี้นำเข้ามามีต้นทุนเพียงตันละ7-800 บาท ที่ผ่านมาไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ส่งออกแต่อย่างใด โดยสร้างกำไรให้กับบริษัทค้าสาร  ได้ปีเป็นหมื่นๆล้านบาท

‘หมอประกิต’แนะแก้ปัญหา’ม็อบยาเส้น’ ส่งเสริมเปลี่ยนอาชีพแทนลดภาษีเพื่อป้องกันคนสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446141

news_default

‘หมอประกิต’แนะแก้ปัญหา’ม็อบยาเส้น’ ส่งเสริมเปลี่ยนอาชีพแทนลดภาษีเพื่อป้องกันคนสูบ

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.27 น.

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงกรณีเกษตรกรที่ปลูกยาเส้นและผู้ประกอบการค้าขายยาเส้นชุมนุมประท้วงเพราะได้รับผลกระทบจากนโยบายขึ้นภาษียาเส้นของรัฐบาล ว่า การตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องนี้ของรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของคนไทย และต่อเนื่องมาถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคคนที่ป่วยจากการสูบบุหรี่

ซึ่งการสูบบุหรี่ยาเส้นเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและเรื้อรังของไทยมาโดยตลอด จากการเก็บภาษีที่ต่ำมาก ส่งผลให้ราคายาเส้นถูกมาก เป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้เด็กๆ และเยาวชนเสพติดบุหรี่ และทำให้คนยากจนที่สูบบุหรี่ไม่เลิกสูบ ทั้งที่ยาเส้นก็มีอันตรายเหมือนกับยาสูบชนิดอื่นๆ ตนเห็นว่าวันนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีทางเลือกเพียง 2 ทาง ทางเลือกแรกคือรัฐบาลทำตามที่ชาวไร่ และผู้ค้ายาสูบเรียกร้อง ลดภาษียาเส้นที่ขึ้นไปแล้ว เรื่องก็จะจบ เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายและรวดเร็ว แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

เพราะจะทำให้วัตถุประสงค์ของการขึ้นภาษี ที่ต้องการจะลดจำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ยาเส้นเกือบ 5 ล้านคนให้น้อยลง ก็เป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น คนที่จะเจ็บป่วยจากการสูบบุหรี่ก็จะไม่ลดลง รัฐบาลจะต้องรับภาระการรักษาพยาบาลคนที่ป่วยเหล่านี้ ยิ่งเพิ่มภาระแก่โรงพยาบาล และงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือบัตรทอง

“ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินไว้ว่า การขึ้นภาษียาเส้นของรัฐบาลไทยครั้งนี้ จะลดจำนวนคนที่สูบบุหรี่ยาเส้นลง 240,000 คน และจะทำให้ลดจำนวนคนที่จะป่วยและเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ 120,000 คน จากสถิติที่พบว่า ครึ่งหนึ่งของคนที่สูบบุหรี่ จะป่วยและเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่” เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าว

ศ.นพ.ประกิต กล่าวต่อไปว่า ส่วนทางเลือกที่สองคือ รัฐบาลทำตามข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก และข้อกำหนดของอนุสัญญาควบคุมยาสูบ ที่ให้มีการขึ้นภาษียาสูบ และให้ใช้มาตรการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบด้วยวิธีอื่น และคงแผนการขึ้นภาษีไว้ เช่น เยียวยาผลกระทบที่เกิดจากการขึ้นภาษี สนับสนุนให้ทำอาชีพอื่น หรือสนับสนุนการปลูกพืชทดแทน โดยอาจจะเอาเงินภาษียาเส้นที่เก็บเพิ่มขึ้นได้มาใช้เป็นงบประมาณในการแก้ปัญหา

วิธีนี้จะส่งผลดีต่อแผนการขึ้นภาษีที่ศึกษาเตรียมการไว้อย่างดีมานานแล้ว ซึ่งจะทำให้คนสูบบุหรี่ลดลง คนเจ็บป่วยลดลง ประหยัดงบประมาณรักษาสุขภาพ และเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ลดข้อครหาที่ว่ารัฐบาลทำอะไรที่ย้อนแย้ง ทางหนึ่งก็จะเอาใจชาวไร่ยาสูบ อีกทางก็ลงแส้หน่วยงานต่างๆ ให้หาทางรณรงค์ลดการบริโภคยาสูบ ที่สำคัญตนเห็นว่าวิธีนี้แม้จะทำยากกว่า แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะไม่ช้าก็เร็วรัฐบาลจะต้องเดินทางนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากผู้คนจะปฏิเสธการใช้ยาสูบมากขึ้น ความต้องการใบยาสูบมีแต่จะลดลง

“ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหา ด้วยการยอมลดภาษียาเส้นตามที่มีการเรียกร้อง จะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง และลบล้างความพยายามควบคุมยาสูบที่หน่วยงานต่าง ๆ พยายามทำอยู่ สุขภาพของคนไทยก็ไม่ต้องหวังว่าจะให้ดีขึ้น เราเข้าใจ เห็นใจเกษตรกรและรัฐบาลต้องช่วยเหลือ เหตุการณ์การประท้วงที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤต รัฐบาลต้องแก้ปัญหาโดย แปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส ไม่ใช่แก้ปัญหาแบบเหมือนกับไม่ได้แก้ ขอให้รัฐบาลตัดสินใจ เพื่ออนาคตสุขภาพของลูกหลานไทย ให้เราภูมิใจและศรัทธา” ศ.นพ.ประกิต กล่าวย้ำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เผาหุ่น‘บิ๊กตู่’!ม็อบยาเส้นเพชรบูรณ์ประท้วง ไล่รบ.แก้ปัญหาไม่ได้ก็ออกไป (ชมคลิป)

‘ประกายรัตน์’หนุนรัฐแก้ปัญหาสารพิษเป็นระบบ คุ้มครองผู้บริโภค-สร้างความมั่นคงทางอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446110

news_default

‘ประกายรัตน์’หนุนรัฐแก้ปัญหาสารพิษเป็นระบบ คุ้มครองผู้บริโภค-สร้างความมั่นคงทางอาหาร

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.19 น.

9 ตุลาคม 2562 นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยกรณีที่มีกระแสเรียกร้องในวงกว้างให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมว่า ตนเห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และได้สั่งการให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเร่งหารือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย คือ รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร ผู้บริโภคเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายใน 60 วัน ขณะที่รัฐมนตรี 3 กระทรวงที่เกี่ยวข้องได้มีท่าทีชัดเจนในการคำนึงถึงสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งการเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวยังแสดงถึงการตื่นตัวของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาสังคมที่ช่วยกันติดตามและนำเสนอประเด็นนโยบายของรัฐอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

นางประกายรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ได้มีมติเห็นชอบรายงานผลการตรวจสอบที่ 31/2562  เรื่องสิทธิในชีวิตและร่างกายอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิผู้บริโภคกรณีคัดค้านการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอตของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งการตรวจสอบของ กสม.ได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านโดยเฉพาะด้านพิษวิทยาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ปริมาณสารพิษตกค้างในสินค้าเกษตร รวมถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้ กสม. ได้มีข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อให้ดำเนินมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดทั้งแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

นางประกายรัตน์ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอแนะของ กสม. ที่มีถึง 3 หน่วยงานมีดังนี้ 1. คณะกรรมการวัตถุอันตราย ควรกำหนดให้พาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายปี 2535 มาตรา 18 โดยห้ามมิให้มีการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครอง 2. กระทรวงเกษตรฯ ควรแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดในระยะยาว ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาทางเลือกด้านสารชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรอย่างเป็นระบบและจริงจัง และ 3. คณะรัฐมนตรีควรจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการควบคุมสารเคมีทางการเกษตร เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาจากร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาสังคม-สาธารณสุข

“กสม. ยังรอคอยความหวังว่า ทั้งสามหน่วยงานจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของ กสม. อย่างครบถ้วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการใช้พาราควอต รวมทั้งสารเคมีการเกษตรตัวอื่น ๆ ในภาคการเกษตรที่มีอันตรายสูงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม เช่น คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต เป็นไปอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในทุกมิติตามที่รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 55 ได้บัญญัติให้รัฐต้องดูแลและส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี อันสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ข้อ 12 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นได้ ดังนั้น รัฐไทยจึงควรดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 วรรคสอง เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง” กสม. ประกายรัตน์ กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’ปล่อยขบวนหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446069

‘อธิบดีปศุสัตว์’ปล่อยขบวนหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคอีสาน

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.36 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”ปล่อยขบวนหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 9 ตุลาคม 2562 ที่ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จ.ปทุมธานี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีปล่อยขบวนรถหน่วสัตวแพทย์เคลื่อนที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยนายสุรเดช สมิเปรม,ปศุสัตว์เขต 1 ผู้อำนวยการกองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ ผู้อำนวยการสำนัก/กอง เลขานุการกรม และคณะเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์

เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนโพดุล และคากิจิ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 ส่งผลให้มีประชาชนและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีได้รับผลกระทบมากที่สุด จำนวน 12 อำเภอ 97 ตำบล 782 หมู่บ้าน มีปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 3 แสนตัว และประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 2 หมื่นคน แม้ว่าหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการให้การช่วยเหลือ โดยมีการอพยพสัตว์และให้การรักษาพยาบาลสัตว์จำนวน 18,643 ตัว แจกถุงยังชีพจำนวน 2,746 ถุง และจ่ายอาหารสัตว์ (หญ้าแห้งและหญ้าหมัก) จำนวน 777,220 กิโลกรัม ซึ่งปรากฏว่ายังไม่มี โค กระบือ และสุกรตายจากอุทกภัยในครั้งนี้ จนสถานการณ์ได้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตไปแล้ว แต่กรมปศุสัตว์ได้เล็งเห็นว่ามี 7 อำเภอของจังหวัดอุบลราชธานีที่จะต้องให้ความสำคัญในการฟื้นฟูภายหลังสถานการณ์คลี่คลายลง ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาลสัตว์ การเฝ้าระวังการเกิดโรคระบาด และการส่งเสริมสุขภาพสัตว์

กรมปศุสัตว์จึงได้สั่งการให้จัดโครงการหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ขึ้น เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงภายหลังการเกิดอุทกภัย ณ จังหวัดอุบลราชธานี โดยรูปแบบของหน่วยสัตวแพทย์ฯ ครั้งนี้ จะดำเนินการไปทีละอำเภอ เรียงไปจนครบทั้ง 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอวารินชำราบ อำเภอดอนมดแดง อำเภอเขื่องใน อำเภอตระการพืชผล อำเภอพิบูลมังสาหาร และอำเภอสว่างวีระวงศ์ โดยครอบคลุมกว่า 60 ตำบล 450 หมู่บ้าน ระหว่างวันที่ 9 ถึง 22 ตุลาคม 2562 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 14 วัน การดำเนินการจะประกอบด้วย 1.หน่วยให้บริการสำหรับปศุสัตว์ ดำเนินการในรูปแบบหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่กระจายไปตามหมู่บ้านที่ประสบอุทกภัย โดยจะให้บริการตรวจรักษาโค กระบือ สุกร และสัตว์ปีก รวมถึงให้คำแนะนำการเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์แก่เกษตรกร วันละประมาณ 30 – 35 หมู่บ้าน และ 2.หน่วยให้บริการสำหรับสัตว์เลี้ยง จะดำเนินการวันละ 2 จุด ในชุมชนที่มีสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก โดยจะให้บริการตรวจรักษาสุนัขและแมว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และผ่าตัดทำหมัน

ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทุกท่านที่ร่วมมือกันดำเนินการฯ จากการดำเนินการหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ดังกล่าว คาดว่าทั้งสัตว์ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงของประชาชนจะได้รับการดูแลรักษาให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และสามารถลดการสูญเสียของเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่งด้วย

กรมชลฯวางแผนแก้ท่วมแล้งลุ่มชี-มูลล่าง สำรวจแก้มลิง-ขุดคลองผันน้ำลุย6โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445927

news_default

กรมชลฯวางแผนแก้ท่วมแล้งลุ่มชี-มูลล่าง สำรวจแก้มลิง-ขุดคลองผันน้ำลุย6โครงการ

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-น้ำมูลตอนล่าง ครอบคลุมจ.ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรีสะเกษและอุบลราชธานีอย่างยั่งยืนนั้น ระยะสั้นสั่งให้เร่งสำรวจ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเดิม รวมทั้งแก้มลิง ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อปรับปรุง ขุดลอกตะกอน เพิ่มปริมาณการกักเก็บให้เต็มศักยภาพ รวมทั้งสำรวจพื้นที่จัดสร้างแก้มลิงใหม่ที่เหมาะสม ถ้าเป็นพื้นที่สาธารณะก็ขอเข้าใช้ประโยชน์ทันที แต่ถ้าเป็นที่เอกชนอาจต้องจัดหางบประมาณจัดซื้อหรือเจรจาขอใช้เป็นพื้นที่รับน้ำในฤดูน้ำหลาก คล้ายๆรูปแบบ “บางระกำโมเดล” ซึ่งนอกจากจะตัดยอดน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก หรือช่วงที่พายุเข้าได้แล้วยังกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อีกด้วยสำหรับระยะยาว จะศึกษาการสร้างคลองผันจากแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล ลงสู่แม่น้ำโขงโดยตรง เพื่อตัดยอดน้ำไม่ให้ไหลผ่าน อ.เมือง และอ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี รวมทั้งยังแก้ปัญหาการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงที่มีอุปสรรคสำคัญคือ แก่งสะพือและแก่งตะนะ กีดขวางการระบายน้ำได้อีกด้วย ซึ่งจะเริ่มศึกษาในปี 2563

อย่างไรก็ตาม น้ำท่วมจ.อุบลราชธานี และพื้นที่ใกล้เคียงในปีนี้ ปริมาณน้ำส่วนใหญ่มาจากลุ่มน้ำยัง สาขาของแม่น้ำชี ซึ่งยังไม่มีเครื่องมือบริหารจัดการน้ำแบบถาวร มีเพียงฝายบ้านท่าลาดที่ อ.เสลภูมิ ที่ใช้ทดน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร ดังนั้น กรมชลประทานจึงวางแผนระยะเร่งด่วนภายในปี 2563 จัดหาและขุดลอกแก้มลิงประมาณ 14 โครงการ ซึ่งจะตัดยอดน้ำและเก็บน้ำได้เพิ่มอีก 7.12 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 5,600 ไร่ พร้อมทั้งศึกษาสำรวจออกแบบโครงการผันน้ำ ลำน้ำยัง-ห้วยวังหลวง-บึงเกลือ-กุดปลาคูณ ที่อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อผันน้ำไปเก็บไว้ตามลำน้ำสาขา นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมการบรรเทาอุทกภัยลำน้ำยัง และลำน้ำชีตอนล่าง จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ลำน้ำยังไปจนถึงลำน้ำชีตอนล่างที่ จ.อุบลราชธานีส่วนแผนงานระยะยาวที่ศึกษาความเหมาะสมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำไว้ในลุ่มน้ำยัง 6 โครงการ เมื่อก่อสร้างเสร็จกักเก็บน้ำได้ 22.27 ล้านลบ.ม. ใช้งบประมาณ 2,400 ล้านบาท มีพื้นที่รับประโยชน์ 29,000 ไร่

“หากสามารถหาพื้นที่เก็บน้ำได้ร้อยละ 10 ของน้ำท่าในลุ่มน้ำยัง จะช่วยบรรเทาปัญหามวลน้ำจำนวนมากไหลบ่าท่วมจ.ร้อยเอ็ด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังกักมวลน้ำบางส่วนไม่ให้ไหลสมทบกับน้ำชี เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม จ.อุบลราชธานีได้ด้วย นอกจากนี้ยังช่วยการันตีน้ำต้นทุนที่จะใช้ช่วงฤดูแล้งให้ราษฎรในจ.กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ดที่แม่น้ำยังไหลผ่าน มีน้ำกินน้ำใช้พอเพียงตลอดปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

กรมวิชาการเกษตรย้ำจุดยืน3สารพิษ พร้อมทำตามมติคณะกก.ตามกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445926

news_default

กรมวิชาการเกษตรย้ำจุดยืน3สารพิษ พร้อมทำตามมติคณะกก.ตามกม.

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงแนวทางดำเนินการของกรมวิชาการเกษตรเกี่ยวกับวัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอตคลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตามที่เป็นประเด็นข่าวอยู่ขณะนี้ว่า กรมวิชาการเกษตร เป็นเพียงหน่วยงานผู้ปฏิบัติตามข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการและตามข้อกฎหมายที่ให้อำนาจหน้าที่ไว้เพียงบางส่วนเท่านั้น   มิได้มีอำนาจหน้าที่เบ็ดเสร็จทั้งหมด โดยกรมวิชาการเกษตร พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามทิศทางที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการและภายใต้กรอบกฎหมายที่ให้ไว้ ขอยืนยันว่ากรมวิชาการเกษตรมิได้ต่อต้านการยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด แต่อย่างใด  แต่เป็นการให้ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการเท่านั้น การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นอำนาจของคณะกรรมการที่ระบุไว้ชัดเจนตามกฎหมาย

“การยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตรจำเป็นต้องมีข้อมูลและเหตุผลประกอบการยกเลิกที่ชัดเจนและเพียงพอ เช่น ข้อมูลความเป็นพิษของสารเคมีต่อสุขภาพมนุษย์ สุขภาพสัตว์ รวมถึงการตกค้างในพืชและสิ่งแวดล้อม และมีสารที่ใช้ทดแทน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และขอเน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้วตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งให้อำนาจหน้าที่กรมวิชาการเกษตร พิจารณาขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศกระทรวงเกษตรฯ และพิจารณาการขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง  โดยกรมวิชาการเกษตร พร้อมที่จะปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการที่มีอำนาจที่ระบุไว้ชัดเจนตามกฎหมายทุกประการ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ส่องเกษตร : เป็น อยู่ คือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445923

449007

ส่องเกษตร : เป็น อยู่ คือ

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกวันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในวงการเกษตร ที่อาจดูว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ เงียบบ้าง ดังบ้างในสังคม แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะการเกษตรเป็นกิจกรรมพื้นฐานของการสร้างหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญของการดำเนินชีวิต นั่นคือ อาหาร ทั้งยังเกี่ยวไปยังวิถีวัฒนธรรม ศิลปะ และประเพณีต่างๆ ของสังคมไทยด้วย

การทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในทางตรงและทางอ้อม ต่างมุ่งสู่ตัวของเกษตรกรเป็นสำคัญ เพราะปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาใดๆ คือ การพัฒนาคน งานบางงานหากคนได้รับการพัฒนาแล้ว เทคโนโลยีต่างๆ จะตามมาเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีนำการพัฒนาแต่อย่างใด เพราะบางสถานการณ์เทคโนโลยีที่คิดว่าดีงามแล้ว อาจไม่เหมาะกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าก็เป็นได้ ดังนั้นการสนับสนุนเงินทุน อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ จะเป็นการสูญเปล่าทันที หากคนไม่ได้รับการพัฒนา คำโบราณท่านว่าไว้ เหมือนลิงได้แก้ว

ปัจจุบันยังพบเห็นความพยายามดังกล่าวอยู่มากในการพัฒนาด้านการเกษตร มีการทุ่มเทปัจจัยต่างๆ ลงไป โดยที่คนยังไม่มีความพร้อม ผลสำเร็จจึงไม่มีวันเกิดขึ้น วีธีการทำงานหรือแนวคิดดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าตัวของเจ้าหน้าที่เองก็ต้องได้รับการพัฒนาด้วยไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรเท่านั้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร ถือได้ว่าเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เห็นผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทำงานเสร็จ ต้องเป็นผู้ที่ทำงานให้สำเร็จด้วย เจ้าหน้าที่จึงต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นเสียสละ ทำงานเพื่อส่วนร่วม เพื่อประเทศชาติเป็นหลัก มองภาพกว้างให้เป็น มองผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี ทำงานอย่างมุ่งมั่น สร้างสรรค์ ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีอำนาจในทางที่ผิดที่พยายามแสดงบทบาทว่าเป็นผู้เสียสละ ห่วงใยบ้านเมือง แท้จริงแล้วเบื้องหลังรอยยิ้มและความห่วงใยที่แสดงออกอย่างจริงใจ กลับไม่มีความจริงใดในความห่วงใยนั้น

สังคมไทยในทุกวันนี้ เป็นสังคมตามกระแส ผู้ที่เก่งกาจในการสร้างภาพ สร้างกระแส ชนะผู้ที่มีข้อมูลที่ถูกต้องแต่สร้างกระแสไม่เป็น เมื่อกระแสไปสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถูกบิดเบือนกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่ถูกต้องกลายเป็นสิ่งผิด เพราะกระแสไม่เกิด สังคมที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูล จึงมีโอกาสสูงที่สังคมนั้นจะเดินไปในทางที่ผิด และยิ่งประเด็นระดับชาติที่กระทบผู้คนเป็นจำนวนมาก หากตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่บิดเบือน ผลประโยชน์ที่สังคมได้รับ จึงตกแก่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ตกแก่ส่วนรวมแต่อย่างใด สังคมตามกระแสจึงเป็นรูปแบบของสังคมที่น่ากลัวมาก ยิ่งผู้มีข้อมูลที่ถูกต้องไม่ได้รับการปกป้อง ยิ่งทำให้ไม่มีใครออกมาแสดงตัวตน เมื่อทุกคนก้มหน้ายอมรับกระแสที่บิดเบือน จึงมีกลุ่มคมที่พยายามปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์แห่งตนและพวกพ้องเสมอ

สังคมที่สาละวนกับการสร้างกระแส ทำให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงบางอย่างหลุดรอดออกไปจากความใส่ใจของสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องน้ำน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูลและแม่น้ำชีในปีนี้ โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการจัดการน้ำกับผังเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโอกาสอันนี้ที่จะวิเคราะห์ประเด็นปัญหา และวางแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว หากสถานการณ์น้ำฝนในลุ่มน้ำดังกล่าวเป็นเหมือนเช่นปีปัจจุบัน ในขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน เขื่อนหลักและอ่างเก็บน้ำที่สำคัญมีปริมาณน้ำกักเก็บเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และการทำการเกษตรของฤดูแล้งที่จะมาถึงหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์ในปีนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้นกับฝ่ายนโยบายแล้วว่าฤดูแล้งที่จะถึงนี้น่าจะมีปัญหา ถ้าไม่มีมาตรการในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง หากฝ่ายนโยบายไม่ได้มองภาพรวมของประเทศ บิดเบือนข้อมูลนำไปเป็นประโยชน์กับกลุ่มตน ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ย่อมส่งผลกระทบกับผู้คนในวงกว้างอย่างแน่นอน และผลที่ได้มันจะไม่คุ้มกับผลเสียที่ตามมา

สังคมที่อยู่และเป็นบนกระแสที่สร้างได้ ทำให้ประเด็นที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญหลุดหายออกไปจากความใส่ใจของสังคม เกิดช่องว่างให้ผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์เข้ามาใช้อำนาจในการดำเนินการโดยไม่ใส่ใจกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม เป็นตัวอย่างความสำคัญของการพัฒนาคน ลำดับแรกที่ควรเกิดขึ้น คือ โปรดตั้งคำถามกับทุกกระแส ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อของกระแส มารักษาผลประโยชน์ชาติไปด้วยกันครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แผ่นดินอาบสารพิษ! พบตัวอย่างผักผลไม้มากถึง 26.6% มี’พาราควอต’ตกค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446014

news_default

แผ่นดินอาบสารพิษ! พบตัวอย่างผักผลไม้มากถึง 26.6% มี’พาราควอต’ตกค้าง

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 21.55 น.

8 ตุลาคม 2562 เฟชบุ๊ก BIOTHAI  ได้โพสต์รายงานผลการสำรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ โดยระบุว่า หมดข้อสงสัย ! กระทรวงสาธารณสุขสำรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ พบตัวอย่างผักผลไม้มากถึง 26.6% มีสารพิษกำจัดวัชพืช “พาราควอต” ตกค้าง จากการสุ่มตรวจผักและผลไม้รวม 168 ตัวอย่าง

ในเอกสารประกอบคำชี้แจงคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีภาคเกษตรกรรม วันที่ 8 ตุลาคม 2562 ณ ห้องประชุม 311 อาคารรัฐสภา เกียกกาย ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประกอบไปด้วย เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพ กรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว โดยพบพาราควอตตกค้างในผักร้อยละ 26.6 และพบพาราควอตตกค้างในผลไม้ร้อยละ 12.5

การพบพาราควอตตกค้างในผักผลไม้ชี้ให้เห็นว่า :

1) คำกล่าวอ้างว่าสารพิษกำจัดวัชพืชพ่นวัชพืชไม่ได้พ่นลงบนผักโดยตรง จึงเป็นไปไม่ที่จะพบในพืชผัก ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง

2) คำกล่าวอ้างทางทฤษฎีว่าพาราควอตเมื่อฉีดพ่นแล้วจะถูกตรึงไว้ในดิน ก็ไม่เป็นความจริง เมื่อพบผักผลไม้มากกว่า 1 ใน 4 พบการตกค้าง หรือ

3) หากคำกล่าวอ้างว่าพาราควอตถูกตรึงแน่นไว้ในดินเป็นความจริง แต่การตรวจพบพาราควอตมากถึง 1 ใน 4 ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ อาจชี้ให้เห็นว่าการสะสมในดินของพาราควอตนั้น มากจนเกินกว่าที่ดินจะดูดซับได้อีกแล้ว พืชจึงสูบสารละลายพาราควอตในดินไปสู่พืช ดังสมมติฐานของนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมหลายคนที่อธิบายเรื่องนี้ก่อนหน้านี้

4) การแถลงข้อเท็จจริงของกระทรวงสาธารณสุขยืนยันการตกค้างของพาราควอตในผักผลไม้ที่ไทยแพนเคยประกาศก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ จ.หนองบัวลำพู

5) การพบพาราควอตในผักผลไม้ อธิบายเชื่อมต่อกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลที่พบว่าแม่ซึ่งมิได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมแต่ก็พบพาราควอตในเซรั่มของแม่ และขี้เทาของทารก กล่าวคือเป็นการได้รับผ่านการรับประทานผักและผลไม้นั่นเอง

คำกล่าวที่ว่าแผ่นดินนี้อาบสารพิษ ไม่เป็นคำกล่าวที่เกินจริงแต่ประการใด!

กมธ.ต้านสารพิษฯแฉด่านเชียงราย ไร้ระบบตรวจสารพิษพืชผักจากจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445940

news_default

กมธ.ต้านสารพิษฯแฉด่านเชียงราย ไร้ระบบตรวจสารพิษพืชผักจากจีน

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.36 น.

“กมธ.ต้านสารพิษทางการเกษตรฯ” เผยผลการลงพื้นที่ จ.เชียงราย ห่วงไม่มีระบบสุ่มตรวจพืชผักนำเข้าจากจีน “อิสสระ” อัด “กรมวิชาการเกษตร” ไม่ให้ความร่วมมือ ขู่ไม่มาเจอมาตรการขั้นเด็ดขาด

8 ตุลาคม 2562 ที่รัฐสภา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฏร แถลงผลการประชุม ว่า จากที่กรรมาธิการฯได้เดินทางไป อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อตรวจสอบต้นทางการขนส่งพืชผักผลไม้จากประเทศจีนเข้าสู่ตลาดสี่มุมเมือง พบว่าด่านแห่งนี้ไม่มีห้องแล็ปตรวจสอบสารพิษปนเปื้อน เมื่อสินค้าเข้ามายังตลาดสี่มุมเมืองจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ทั้งคนกทม.และปริมณฑล โดยรัฐไม่มีมาตรการเพียงพอในการตรวจสอบ

สำหรับเรื่องนี้ทางกรรมาธิการฯได้เชิญเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขมาให้ข้อมูล ซึ่งได้รับความร่วมมือโดยส่งระดับอธิบดีและเลขาธิการองค์การอาหารและยา(อย.) มาด้วยตนเอง โดยที่ประชุมได้ให้การบ้านไปพิจารณาเรื่องโครงสร้าง อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ซึ่งตนได้เสนอว่าการพิจารณาร่างงบประมาณพ.ศ.2563 ที่จะเข้าสภาในเร็วๆนี้ หากมีการปรับลดงบในส่วนของกระทรวง ทบวง กรม ที่ยังไม่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน งานหลักที่ต้องดูแลคือประชาชนในเรื่องคุณภาพชีวิตที่ต้องได้รับการพิจารณาในลำดับแรก

นายชวลิต กล่าวว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือกระทรวงเกษตรฯจะมีบทบาทอย่างไรที่จะส่งเสริมการใช้สารทดแทน และการปลูกพืชปลอดสารพิษ ซึ่งการที่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ออกมาระบุถึงผลประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีมติ 9 ต่อ 0 แบน3สารพิษ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่1 ธันวาคม 2562 ซึ่งกระแสสังคมทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ดังนั้นควรที่จะมีการตรวจสอบสินค้าเกษตรนำเข้า เพราะจากข้อมูลของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีสารพาราควอตอยู่ในพืชผัก ถึง 26.6% ถือเป็นข้อมูลหนึ่งที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะต้องนำไปพิจารณาก่อนที่จะมีมติแบน 3 สารพิษในปลายเดือนนี้ ดังนั้นขอยืนยันว่ากรรมาธิการจะไม่ปล่อยเรื่องอย่างแน่นอน

ด้านนายอิสสระ สมชัย รองประธานคณะกรรมาธิการกล่าวว่า ที่ประชุมอยากฟังความเห็นเพิ่มเติมจากกระทรวงเกษตรฯว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตร ที่ได้เชิญไป แต่กลับส่งข้าราชการระดับผู้อำนวยการมาชี้แจง ถือว่าให้ความสนใจและให้ความร่วมมือ และเหตุผลที่คณะกรรมการ4 ฝ่ายมีมติแบนนั้นมีอะไรบ้าง ไม่ใช่มาเล่าว่ามีมติอย่างไรบ้าง ดังนั้นกรรมาธิการฯจะเชิญมาอีกครั้ง หากยังไม่มาก็ต้องมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะเรื่องความเป็นความตายของประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ข้าราชการกลับไม่ให้ความร่วมมือ

ปวดหัวหนักมาก!‘มนัญญา’ยังแอดมิด โชว์แกร่งพรุ่งนี้ลุยยื่นเอกสารแบน 3 สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445937

news_default

ปวดหัวหนักมาก!‘มนัญญา’ยังแอดมิด โชว์แกร่งพรุ่งนี้ลุยยื่นเอกสารแบน 3 สารพิษ

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.26 น.

ปวดหัวหนักมาก!‘มนัญญา’ยังแอดมิด โชว์แกร่งพรุ่งนี้ลุยยื่นเอกสารแบน 3 สารพิษ

8 ตุลาคม 2562 ความคืบหน้ากรณี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.​ เกษตรและสหกรณ์ เข้าตรวจอาการปวดหัวอย่างหนักที่ รพ.สมิติเวช โดยล่าสุด น.ส.มนัญ​ญา​ ระบุหมอยังให้นอนพักรับการรักษา ให้ยาแก้เครียดและให้น้ำเกลือ โดยให้นอนพักที่ รพ. เพื่อดูอาการ

“พี่ไม่เคยปวดหัวหนักมากขนาดนี้มาก่อน ปกติปวดหัวหายากินเองก็หาย หมอจึงให้อยู่รพ.ก่อน ได้สั่งทีมงานตรวจดูความเรียบร้อยเอกสารการแบนสารเคมี 3 ตัว ซึ่งวันพรุ่งนี้พี่จะไปดูอีกรอบให้รัดกุมและส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ 3 กระทรวง คณะกรรมการวัตถุอันตราย” น.ส.มนัญญา กล่าว