แฉสารพิษค้างสต๊อกอื้อ 3.4หมื่นตันส่อสูญเปล่า นายทุนล็อบบี้เร่งระบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446535

news_default

แฉสารพิษค้างสต๊อกอื้อ 3.4หมื่นตันส่อสูญเปล่า นายทุนล็อบบี้เร่งระบาย

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แฉสารพิษค้างสต๊อกอื้อ

3.4หมื่นตันส่อสูญเปล่า

นายทุนล็อบบี้เร่งระบาย

‘บิ๊กตู่’ให้ทำตามขั้นตอน

‘วิษณุ’ชี้ถึงจุดจบแล้ว

นายกฯให้ว่าไปตามขั้นตอน แบน 3 สารพิษวิษณุเชื่อปิดฉากได้เร็วๆ นี้ เพราะทุกฝ่ายเห็นตรงกัน เสี่ยหนูบี้ซ้ำยกเลิกหรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายลั่นสธ.ไม่ยอมให้สารอันตรายทำร้ายสุขภาพประชาชนอีกต่อไป เมินเอ็นจีโอฟ้อง ยันมีข้อมูลการแพทย์ระบุตัวเลขคนป่วยชัด ด้าน“มนัญญา”หมอให้ทำกายภาพ รอประเมินอาการ เจ้าตัวโพสต์บอก สตรีรุ่นนี้ไม่มีหนี ขณะที่รมว.เกษตรฯพักรักษาตัวที่บ้าน มีหมอเฝ้าดูอาการใกล้ชิด เล็งลุยพื้นที่ประจวบฯวางแผนป้องกันน้ำท่วม 16 จว.ใต้

ยังมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการยกเลิกสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ที่กลุ่มสนับสนุนและคัดค้านต่างออกมาแสดงจุดยืนต่อเนื่อง หลังคณะทำงาน 4 ฝ่าย มีมติ 9 ต่อ 0 ให้ยกเลิกใช้ทันที โดยต่างฝ่ายต่างเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ ทำให้รัฐมนตรีสองคนล้มป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล ขณะที่ทุกภาคส่วนรอดูผลประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่าจะมีมติออกมาอย่างไร

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของรัฐบาลต่อการยกเลิกใช้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิดหรือไม่ว่า ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาการต่อต้าน 3 สารพิษขณะนี้ว่า ส่วนตัวเป็นห่วงอยู่แล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังทำอยู่ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะจบได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้นไม่ยืดยาวมาหลายปี แต่ก็คงจบลงได้เร็วๆนี้ เพราะความคิดเห็นตรงกันหมด ตกลงกันได้แล้ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้ทำให้รัฐมนตรีป่วยถึงสองคน นายวิษณุถามกลับผู้สื่อข่าวกลับว่า ป่วยจริงหรือเปล่า แต่เห็นคุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯไอมาตั้งนานแล้ว

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ขอให้สธ.เปิดเผยข้อมูล จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากสารเคมีอันตรายในภาคเกษตรทั้ง 3 ชนิดและจะยื่นฟ้องสธ.กรณีขึ้นป้ายกล่าวหาเกษตรกรประหนึ่งเป็นฆาตรกรว่า เรื่องนี้ไม่ได้กล่าวหา แต่ตนช่วยเกษตรกรด้วยซ้ำ แต่ถ้าจะฟ้องจริง ก็ห้ามไม่ได้ ส่วนกรณีที่บอกว่าไม่มีเวลาให้พบนั้น ตนขอชี้แจงว่า ใครก็สามารถมาพบตนได้ ให้มาจริงแต่ต้องมาดี ตนพร้อมพบทุกคนทุกฝ่าย ไม่ได้มีปัญหา ตนเป็นรมว.สาธารณสุข อะไรที่มีผลเสียต่อสุขภาพ ต่อชีวิต ตนไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าสนับสนุน และไม่ได้มีสิทธิจะบอกว่าจะเอาอะไรมาทดแทน หน้าที่ของตนคือสนับสนุนสิ่งที่ทำให้คนป่วยไม่ได้ เราทำงานตามหน้าที่ไม่ได้ทำตามความรู้สึก

ส่วนข้อเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยจากสารอันตรายดังกล่าวนั้น รมว.สธ.เผยว่า ไม่มีปัญหา เพราะสุดท้ายคนที่จะตัดสินใจคือ คณะกรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 27 คน ข้อมูลทั้งหมดต้องส่งเข้ามาที่คณะกรรมการฯอยู่แล้ว เพื่อนำมาอภิปรายว่าจะแบนหรือไม่ แต่สธ.มีจุดยืนอย่างเดียว อะไรที่อันตรายกับสุขภาพกับชีวิต ต่อความเป็นอยู่ของคนทั่วไปก็เซย์โนว ดังนั้น ไม่ต้องไปหาข้อมูล หรือผู้ป่วยมาแสดง เพราะรพ.ก็ขึ้นป้ายทั่วประเทศ สิ่งที่ผ่านการพิจารณาจากทั้งแพทย์และผู้อำนวยการรพ.เป็นสิ่งชี้ชัดอยู่แล้ว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ติดต่อน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรฯ เพื่อสอบถามอาการป่วย หลังเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากเครียดจัด ปวดหัวหนักมาก แต่ไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อได้ว่า เมื่อพยายามติดต่อไปอีกครั้ง ปรากฏว่า น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค ลูกสาวน.ส.มนัญญารับสาย พร้อมเผยว่า ขณะนี้แพทย์ให้มารดาพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และให้ทำกายภาพบำบัดตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม เนื่องจากอาการปวดหัวหนักมาก ร้าวลงหลัง ไหล่ ที่มีสาเหตุจากความเครียด

“วันนี้คุณแม่ไปทำกายภาพ และรอคุณหมอมาตรวจอีกครั้งว่าจะอนุญาตให้ออกจากรพ.ได้หรือไม่ เพราะคุณแม่อยากออกไปทำงาน แต่ถ้ายังออกไม่ได้ ก็จะเรียกเจ้าหน้าที่กระทรวงนำงานมาทำที่โรงพยาบาลจริงๆคุณแม่แค่อยากมาตรวจแล้วจะกลับกระทรวง แต่คุณหมอเห็นอาการเป็นมาก จึงให้แอดมิต หลังไหล่ปวดไปหมด คุณหมอบอกว่าถ้าไม่ยอมพักตอนนี้ อาการจะยิ่งแย่ไปใหญ่ กลายเป็นทำงานไม่ได้เลย และให้ทำกายภาพต่อเนื่องน.ส.ปารีณา กล่าว และว่า คุณแม่เป็นคนทำงานหนักมาตลอด ถ้ามีอาการปวดหัวแค่กินยา ตอนเป็นนายกเทศมนตรี เป็นคนมีความจริงจังในการทำงานไม่ค่อยได้พัก ตอนนี้มาทำเรื่องแบน3สาร ต้องทำการบ้านหนักมาตลอด จึงไม่ได้พักผ่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า วันเดียวกัน น.ส.มนัญญา ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” เป็นภาพขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลโดยมีครอบครัวคอยดูแล พร้อมข้อความสั้นๆว่า “สุภาพสตรีรุ่นนี้ไม่หนีอะไรอยู่แล้ว พร้อมค่ะ”

ส่วนความคืบหน้าอาการป่วยของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯนั้น คนใกล้ชิดนายเฉลิมชัยเผยว่า หลังนายเฉลิมชัยไปพบแพทย์ที่รักษาเป็นประจำแล้ว วันนี้ยังนอนพักที่บ้าน โดยมีแพทย์ประจำตัวมาตรวจดูอาการที่บ้านด้วย สำหรับนายเฉลิมชัยนั้น มีโรคความดันสูงอยู่แล้ว ทำให้วูบได้ เนื่องจากพักผ่อนน้อยมาตลอด ตั้งแต่มาทำงานกระทรวงเกษตร ไม่มีวันหยุดพัก ทำงานหนักทุกวัน ลงพื้นที่ตรวจภัยแล้ง น้ำท่วม สั่งการทำโครงการประกันรายได้เกษตรกรปลูกพืช5ชนิด เตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้ผลกระทบไว้รองรับการยกเลิก 3 สารอันตราย ที่จะมีผลเดือนธันวาคมนี้ และให้หน่วยงานทำบัญชีสารทดแทนไว้แล้ว ทั้งประชุมพรรคดูแลการหาเสียงจนดึกดื่น และออกพื้นที่ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.จังหวัดนครปฐมด้วย

ขณะที่นายเฉลิมชัยโพสต์เฟชบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับการเตรียมลงพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อวางแนวทางรับมืออุทกภัย 16 จังหวัดภาคใต้ว่า วันที่ 11 ตุลาคม ตนจะเดินทางไปเปิดศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้าของภาคใต้ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจะระดมเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายเครื่องมือเครื่องจักรสำหรับจัดการน้ำ ไปเตรียมตั้งรับในพื้นที่ เสี่ยงอุทกภัย 16 จังหวัดภาคใต้ โดยจะใช้เหตุการณ์น้ำท่วมของภาคอีสานเป็นตัวอย่าง และจะร่วมกับหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำอีก เพื่อดูแลปกป้องประชาชน และเกษตรกรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ตนพร้อมทำหน้าที่เต็มกำลัง เนื่องจากเป็นรัฐมนตรีลูกเกษตรกร ที่ใช้ใจแก้ปัญหา

สทนช.ลุยแผนพัฒนาลุ่มน้ำยมตอนบน ชูแม่คำปองต้นแบบใช้ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446433

news_default

สทนช.ลุยแผนพัฒนาลุ่มน้ำยมตอนบน ชูแม่คำปองต้นแบบใช้ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนมีฝนและปริมาณน้ำท่าค่อนข้างมาก ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลาก ประกอบกับไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียงพอก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตามมาช่วงฤดูแล้ง จากการลงพื้นที่พบมีลำน้ำสาขาของแม่น้ำยมหลายแห่งพัฒนาให้เป็นอ่างเก็บน้ำ หรือสร้างประปาภูเขาได้ ผนวกกับการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ พบแนวทางที่ตอบโจทย์แก้ปัญหาดังกล่าวให้คนในพื้นที่ได้

ทั้งนี้ มีชุมชนหลายแห่งบริเวณลุ่มน้ำยมตอนบนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเดือดร้อนด้วย“ศาสตร์พระราชา” โดยน้อมนำพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 เข้ามาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา ซึ่งจากนี้สทนช.จะได้รวบรวมวิธีแก้ไข แนวทางป้องกันปัญหา ที่นำไปสู่แผนปฏิบัติการเพื่อประโยชน์ของลุ่มน้ำยมตอนบนโดยตรงต่อไป โดยกำหนดทำแผนปฏิบัติการให้แล้วเสร็จภายปี 2562

“โครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำปอง บ้านบุญแจ่ม ต.น้ำเลา อ.ร้องกวาง จ.แพร่ เป็นต้นแบบพัฒนาลุ่มน้ำยมตอนบน ในปี 2535 ความจุ 6.76 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ช่วยให้เก็บน้ำได้ แต่ยังเกิดปัญหาน้ำและโคลนไหลลงอ่างฯมาก หน้าแล้งไม่มีน้ำเช่นเคย ชาวบ้านบุญแจ่ม จึงเริ่มเข้าไปดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เห็นความสำเร็จ จากนั้นเริ่มต้นศึกษาศาสตร์วิชาของในหลวง รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่า เริ่มปลูกป่า รณรงค์ไม่ให้เผาหรือทำลายป่า การทำฝายแม้วตามต้นน้ำ เพื่อช่วยชะลอกระแสน้ำและช่วยให้ป่าซับน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้พื้นป่า เกิดเป็นจุดแข็งคือ มีแหล่งเก็บน้ำและอนุรักษ์ปลูกป่าควบคู่กันไป” ดร.สมเกียรติกล่าว

และว่า หลัง 3-4 ปีผ่านไป เริ่มเก็บน้ำในอ่างฯได้มากขึ้น แม้เป็นฤดูแล้ง ชาวบ้านเริ่มเห็นประโยชน์ เกิดกลุ่มและกองทุนที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ กลุ่มออมทรัพย์ธนาคารต้นไม้ กองทุนป่าชุมชนบ้านบุญแจ่ม กองทุนอนุรักษ์อ่างแม่คำปอง กลุ่มออมทรัพย์เกษตรอินทรีย์ หรือที่ห้วยสามขา จ.ลำปาง มีการรวมกลุ่มเพื่ออนุรักษ์ป่าที่ประสบความสำเร็จและเข้มแข็งมาก จ.เชียงราย มีโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ เหล่านี้เป็นการนำศาสตร์ของพระราชาไปใช้ ซึ่งอยู่ในแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ของสทนช. ด้วยเช่นกัน

นายจิรพัฒน์ แจ่มรัตนโสภิณ ผู้ใหญ่บ้านบ้านบุญแจ่ม เปิดเผยว่า บ้านบุญแจ่ม มีพื้นที่รวม 2.65 หมื่นไร่ มีพื้นที่ป่า 1.5 หมื่นไร่ตั้งแต่เรียนรู้รักษาป่า บวชป่า ไม่ตัดไม้ ราษฎรได้ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์เป็นลำดับต้นๆของจังหวัด เป็นแหล่งน้ำและอาหารชั้นดีให้ราษฎร มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างแม่คำปองปีละกว่า 18 ล้านลบ.ม.ทุกปี ทำให้เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมท้องถิ่นขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี

เลขาฯสทนช.กล่าวปิดท้ายว่า ตัวอย่างผลสำเร็จยั่งยืนที่เราเรียนรู้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ การให้ชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมบริหารจัดการ ซึ่งสทนช.จะนำเข้ามาผนวกกับการหาแหล่งเก็บน้ำ เพื่อพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนที่ยังดำเนินต่อไปตามแนวพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 และตามโครงการพระราชดำริอีกหลายโครงการที่รอขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม เช่น อนุมัติสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีความจุเก็บกักน้อยกว่า 2 ล้านลบ.ม.ให้ท้องถิ่นใช้งบประมาณของตนทำได้เลย นอกจากช่วยเปิดพื้นที่เก็บน้ำแล้ว ยังเปิดพื้นที่หน่วงน้ำไม่ให้ไหลลงมากระทบลุ่มน้ำตอนล่างมากเกินไป

กษ.เปิดตัวอ้อยพันธุ์ใหม่‘ศรีสำโรง1’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446427

news_default

กษ.เปิดตัวอ้อยพันธุ์ใหม่‘ศรีสำโรง1’

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ภาคเหนือตอนล่างเป็นแหล่งปลูกอ้อยคั้นน้ำและอ้อยโรงงานที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ จ.กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิษณุโลก และนครสวรรค์ มีพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมด 1.8 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 11 ตันต่อไร่ซึ่งอ้อยคั้นน้ำนั้นถือเป็นเครื่องดื่มที่นิยมบริโภคแพร่หลายในทวีปเอเชีย เนื่องจากหาซื้อง่าย รสชาติหอมหวาน ราคาไม่แพง รวมทั้งในน้ำอ้อยยังประกอบด้วยเกลือแร่สำคัญที่ร่างกายต้องการ เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก และโพแทสเซียม

ในประเทศไทยนิยมปลูกอ้อยคั้นน้ำพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ซึ่งเป็นพันธุ์อ้อยรับรองของกรมวิชาการเกษตร อย่างไรก็ตามพื้นที่ปลูกอ้อยดังกล่าวมีสภาพแวดล้อมที่ต่างจากพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคเหนือตอนล่าง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย กรมวิชาการเกษตร จึงนำพันธุ์อ้อย ซึ่งผสมพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี นำมาคัดเลือกและประเมินผลผลิตที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้พันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่มีผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 50 หรือให้ผลผลิตอ้อยโรงงานสูงกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรปลูก มีความหวาน หรือค่าซีซีเอส มากกว่า 12 และเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพการปลูกในเขตภาคเหนือตอนล่าง  จนได้อ้อยพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ใช้ชื่อพันธุ์ว่า “อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ศรีสำโรง 1”

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ศรีสำโรง 1มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตน้ำอ้อยเฉลี่ย 5,647 ลิตร/ไร่ เปอร์เซ็นต์หีบ38.1 มีความหวาน 19.1 องศาบริกซ์น้ำอ้อยคั้นมีสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอมซึ่งจากการประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคพบว่า สิ่งที่ชอบมาก ได้แก่กลิ่นหอม รองลงมาคือ สี รสชาติและความหวาน ส่วนผลการประเมินเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายอ้อยในจ.สุโขทัย และพิษณุโลกพบว่า เกษตรกรทุกรายชอบและให้การยอมรับอ้อยพันธุ์ศรีสำโรง 1 โดยเฉพาะจำนวนผลผลิต กลิ่น รสชาติ  เปอร์เซ็นต์หีบ และขนาดลำ

“อ้อยพันธุ์ใหม่ศรีสำโรง 1 เป็นทางเลือกให้เกษตรกรใช้พันธุ์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่ที่มีลำต้นค่อนข้างนิ่ม ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้งคั้นน้ำ เคี้ยว หรือส่งเป็นอ้อยโรงงาน โดยในอ้อยคั้นน้ำจะมีเปอร์เซ็นต์หีบสูง น้ำอ้อยมีสีสวยและมีกลิ่นหอม รวมทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ทำอ้อยงบ อ้อยกะทิ อ้อยผง เป็นการเพิ่มมูลค่าให้อ้อยด้วย โดยในปี 2562 หน่วยงานในส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตรขยายอ้อยโคลน คั้นน้ำพันธุ์ศรีสำโรง 1ในพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งปลูกขยายต่อในพื้นที่ได้ถึง 50 ไร่” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เปิดบัญชี3สารพิษค้างสต๊อกอื้อ บริษัทนำเข้าดิ้นหนักวิ่งล็อบบี้ยืด‘แบน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446506

เปิดบัญชี3สารพิษค้างสต๊อกอื้อ บริษัทนำเข้าดิ้นหนักวิ่งล็อบบี้ยืด‘แบน’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.03 น.

เปิดบัญชี3สารพิษค้างสต๊อกอื้อ บริษัทนำเข้าดิ้นหนักวิ่งล็อบบี้ยืด‘แบน’

10 ตุลาคม 2562 แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบว่า บริษัทนำเข้าสารเคมีรายใหญ่ และบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศ ยังมีสต็อกสารเคมี 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต เหลือรวมกว่า 3.4 หมื่นตัน จากยอดนำเข้าเมื่อต้นปีนี้กว่า 3.6 หมื่นตัน ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ของทุกบริษัทเหมือนผีถึงป่าช้า หลังจากคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เป็นประธาน มีมติแบน 3 สาร ยกระดับความเป็นอันตรายร้ายแรงขั้นสุดต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยเป็นวัตถุอันตรายบัญชีที่ 4 ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง ห้ามผลิต ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม นี้

นอกจากนี้ มติดังกล่าวได้ส่งให้ รมว.สาธารณสุข , รมว.เกษตรฯ และ รมว.อุตสาหกรรม ลงนามพร้อมหนุนมติที่จะส่งให้นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการวัตถุอันตรายในสัปดาห์นี้ แม้ น.ส.มนัญญา จะนอนแอดมิดรักษาอาการป่วยปวดหัวอย่างหนัก ยังได้สั่งให้ทีมงานนำเอกสารไปส่งให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงนามให้ครบ ซึ่ง น.ส.มนัญญา ปักธงว่าประเทศไทยจะต้องแบน 3 สารก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นแผ่นดินรองรับสารเคมีที่จะไหลทะลักเข้ามาอีกมหาศาล หลังจากที่ทั่วโลกแบนไปแล้ว 58 ประเทศ และรัฐบาลของประเทศมาเลเซียได้ประกาศแบนสารเคมีวันที่ 1 มกราคม 2563 ให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่คนมาเลเซีย

แหล่งข่าว ระบุว่า ในส่วนบริษัทนำเข้าระดับเจ้าสัวหลายราย ซึ่งมีอดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงเกษตรฯเป็นแกนนำ ได้พยายามเข้าหาผู้ใหญ่ในรัฐบาล เพื่อดิ้นหนีภาวะขาดทุนทุกช่องทาง เพื่อหวังยื้อระยะเวลาการแบนออกไปได้ เพราะต้องการเร่งระบายสต็อกให้หมด โดยส่งออกไปประเทศที่สาม เพราะถ้าทางการไทยประกาศแบนเมื่อวันใดเท่ากับสินค้าในสต็อกเป็น 0 บาททันที

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ระบุปริมาณนำเข้าพาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณนำเข้า 36,066 ตัน และปริมาณคงเหลือ 34,688 ตัน รายละเอียดเกี่ยวกับการนำเข้าสารเคมีทดแทนที่ชื่อ กลูโฟซิเนต แอมโมเนีย ในช่วง 8 เดือนแรก มีปริมาณ 1,308 ตัน

นอกจากนี้เป็นที่สังเกตว่ากระทรวงเกษตรฯยังไม่มีการระงับออกประกาศกฏกระทรวง 5 ฉบับ เรื่องหลักเกณฑ์ในการจำกัดการใช้วัตถุอันตราย พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยยังมีการอบรมเกษตรกร ผู้รับจ้างพ่นสาร และขึ้นทะเบียนผู้ใช้สารเคมี 3 ชนิดก่อนจึงจะมีสิทธิ์ซื้อพาราคอต-ไกลโฟเซต กลูโฟซิเนตได้ ซึ่งกฏกระทรวงจะมีผลบังคับใช้วันที่ 20 ตุลาคม นี้ด้วย ทำให้ต้องจับตาการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อาจมีขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม นี้ ว่าเป็นเพียงรับทราบมติของการประชุม 4 ฝ่าย ของ น.ส.มนัญญา หรือไม่

เกษตรกรกว่า 5 แสนราย ร้องลุงตู่ค้านมติแบนพาราควอต ย้ำตัดสินด้วยหลักวิทยาศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446343

news_default

เกษตรกรกว่า 5 แสนราย ร้องลุงตู่ค้านมติแบนพาราควอต ย้ำตัดสินด้วยหลักวิทยาศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.28 น.

เกษตรกรพร้อมเปิดข้อสงสัยการแบนพาราควอต ภาคประชาคมเกษตรกรกว่า 500,000 ราย เดินหน้าพบนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเดิม “อนุญาตให้ใช้พาราควอต” โชว์มูลค่าความเสียหายทางผลผลิตเกษตร 6.5 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายของอุตสาหกรรมต่อเนื่องกระทบ  รัฐเตรียมดึงภาษีประชาชนมาแก้ไขปัญหา ทวงถาม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหตุผลการแบนพาราควอต และย้ำขอให้ตัดสินจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เกษตรกรกว่า 500,000 ราย ขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันขอยืนยันมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเดิม “อนุญาตให้ใช้พาราควอต” ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ฯ เนื่องจากตลอดสองปีกว่าที่ผ่าน เกษตรกรเป็นผู้รับเคราะห์มาโดยตลอด มีการจัดตั้งคณะทำงานหลายชุดตามข้อเสนอแบนสารเคมีของกระทรวงสาธารณสุข องค์กรอิสระ เอ็นจีโอ

ท้ายที่สุดมติจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายก็ระบุชัดว่า “ข้อมูลต่าง ๆ ของฝ่ายแบนนั้น หลักฐานไม่เพียงพอ” แสดงให้เห็นว่า “ข้อมูลเหล่านั้นไม่มีน้ำหนัก ขาดความน่าเชื่อถือมาโดยตลอด” แต่ฝ่ายเสนอแบนไม่เคยยอมรับมติ เผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตัวเกษตรกร ต้นทุนพุ่ง กระทบต่อเศรษฐกิจการเกษตร สินค้าปลอมและสารเคมีนำเข้าผิดกฎหมายเกลื่อน ไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในการส่งออก

ที่บอกว่าปาล์มน้ำมันทั่วโลกเลิกใช้พาราควอต เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจริง ๆ แล้ว มาตรฐาน RSPO เป็นมาตรฐานสมัครใจ  ก็ยังให้ใช้พาราควอตตามเงื่อนที่จำเป็น และเป็นไปตามกฏระเบียบของประเทศ เกษตรกรที่เข้ามาตรฐาน RSPO มีกี่รายที่ทำได้ ตอนนี้อินโดนีเซียเองก็ยังออกจากมาตรฐาน RSPO มาใช้มาตรฐานของตนเอง

รวมทั้ง คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ เคยรายงานต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้วว่า ไม่มีข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงได้อย่างชัดเจนกับข้อกล่าวอ้างว่าพาราควอตเป็นสารก่อมะเร็ง โรคผิวหนังอักเสบเนื้อเน่า การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกนั้น ล้วนแต่ขาดความชัดเจนของข้อมูล อย่างโรคมะเร็งจากบุหรี่ในปีหนึ่งๆ ห้าหมื่นกว่าคน ทำไมไม่แบนบุหรี่

นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยจะเพิ่งเกษตรอินทรีย์ทั้งหมดไม่ได้ ต้องพึ่งเกษครเคมีด้วย ดังนั้นใครถนัดวิถีไหน ก็ทำไป และเป็นเรื่องที่ดีที่เกษตรกรออกมาให้ข้อมูล จะได้เป็นการให้ข้อมูลทั้งสองด้าน ไม่ใช่ให้ข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ หากมีการแบน ต้นทุนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคก็ต้องรับภาระราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น”

สิ่งที่เกษตรกรสงสัยที่สุด ตอนนี้ คือ ความพยายาม “แบนพาราควอต” อย่างรุนแรง และไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่ไปกับ ความพยายาม “ผลักดันสารเคมีทดแทนตัวใหม่” ที่ราคาแพงกว่าหลายเท่า แถมสารที่แนะนำ เอ็นจีโอที่อังกฤษ บอกว่าก่อมะเร็งและทำลายระบบประสาท สามารถตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งสารทดแทนที่แนะนำนี้ ขายในไทยมานานแล้ว แต่เกษตรกรไม่ใช้เหตุเพราะแพงและอันตรายกว่า งานนี้ อาจมีเบื้องหลังจากกลุ่มทุนรายใหญ่ร่วมแบน “หากพาราควอตยังอยู่ ตัวนี้ก็ขายไม่ได้” ท้ายสุด เกษตรกรก็รับเคราะห์เหมือนเดิม

“เกษตรกร 500,000 ราย อยากร้องขอ “นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” ที่ได้รับเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่จากเกษตรกร “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” “กรมวิชาการเกษตร” พิจารณาจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ตามกระแสสังคม เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นประเทศชาติเสียหาย ประชาชนเดือดร้อน ต้องนำภาษีประชาชนมาใช้อีกกี่แสนล้านบาท “อย่าใช้เกษตรกรเล่นเกมการเมือง” และ “เอื้อประโยชน์นายทุนที่อยู่เบื้องหลังการแบน” นายมนัส กล่าว

กรมชลฯเพิ่มศักยภาพแก้มลิงพิษณุโลก แก้ท่วม-แล้งเก็บน้ำเพิ่มมีใช้ตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446221

news_default

กรมชลฯเพิ่มศักยภาพแก้มลิงพิษณุโลก แก้ท่วม-แล้งเก็บน้ำเพิ่มมีใช้ตลอดปี

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนาแก้มลิงบ้านห้วยน้ำสุด จ.พิษณุโลก เต็มศักยภาพ หวังช่วยราษฎรให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี พร้อมเร่งหาพื้นที่สร้างแก้มลิงอีกกว่า 10 โครงการ หวังใช้หน่วงน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมและสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่

นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิษณุโลก กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนดำเนินโครงการแก้มลิงบ้านห้วยน้ำสุด อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลกเต็มรูปแบบ หลังได้ขุดลอกเพิ่มความจุไปแล้ว โดยจะก่อสร้างอาคารรับน้ำ อาคารระบายน้ำ ให้สมบูรณ์ เพื่อราษฎรจะได้มีน้ำเพื่อการเกษตรตลอดทั้งปี ช่วยเพิ่มรายได้สร้างความมั่นคงให้ชุมชน และหากมีน้ำเข้าทุ่งมากพอสามารถส่งไปช่วยพื้นที่ใกล้เคียงได้อีก โดยจะเร่งดำเนินโครงการฯให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2563 ทั้งนี้ ต.หินลาด ตั้งอยู่บนที่สูงเนินเขา พื้นที่ลาดชันไม่มีแหล่งเก็บน้ำ ช่วงฤดูฝนน้ำจะไหลลงพื้นที่ราบรวดเร็ว เพราะไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำ ราษฎรจึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งซ้ำซากทุกปี ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนกว่าฝนจะมา หากปีไหนฝนมาช้าจะเกิดผลกระทบมากกว่าเดิม

นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว กรมชลประทานยังมีแผนที่พัฒนาแก้มลิงที่จ.พิษณุโลกอีกหลายแห่ง โดยระยะสั้น จะหาพื้นที่แก้มลิงให้ช่วยเก็บน้ำให้มากขึ้น เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้พื้นที่นอกเขตชลประทาน พร้อมชักน้ำจากแม่น้ำยมในช่วงน้ำหลาก เข้าไปเก็บในแก้มลิงขนาดใหญ่ 3 แห่งที่อ.บางระกำ คือ บึงจะเกร็ง บึงขี้แร้งและบึงระมาน ซึ่งจะได้น้ำเพิ่มอีกประมาณ 2-3 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จากเดิมเก็บน้ำได้รวมกัน 32 ล้านลบ.ม. ซึ่งนอกจากทำให้กักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยหน่วงน้ำยมไม่ให้ไหลลงด้านล่างเร็วเกินไปอีกด้วย

ส่วนระยะยาวกรมชลประทาน มีแผนหาพื้นที่ขุดลอกแก้มลิงเก็บน้ำอีกไม่น้อยกว่า 10 โครงการ อาทิ อ่างเก็บน้ำคลองชมพู เพื่อพัฒนาลุ่มน้ำคลองชมพูและแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ อ.เนินมะปราง อ่างเก็บน้ำห้วยแยง เพื่อพัฒนาลุ่มน้ำวังทอง โครงการคลองชักน้ำฝั่งขวาแม่น้ำยม (คลองสุชน-คลองตะโม่-แก้มลิง) พร้อมอาคารประกอบ โครงการปรับปรุงประตูระบายน้ำต.บ้านไร่ อ.บางกระทุ่ม เป็นต้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในที่ลุ่มต่ำตอนล่าง 5 อำเภอได้แก่ เนินมะปราง พรหมพิราม บางระกำ บางกระทุ่ม และอำเภอเมือง และช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซากยาวนานให้ 4 อำเภอตอนบนที่เป็นภูเขาได้แก่ นครไทย ชาติตระการ วัดโบสถ์ และวังทอง

สำหรับการขุดลอกเพิ่มความจุโครงการแก้มลิงบ้านห้วยน้ำสุดที่ผ่านมา ทำให้เก็บน้ำได้ 50,000 ลบ.ม.เต็มความจุสูงสุดช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าราษฎร ต.หินลาด 282 ครัวเรือนจะมีน้ำต้นทุนอุปโภค-บริโภค เพียงพอใช้จนถึงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

อ.ส.ค.จับมือสวทช.วิจัยพัฒนา ยกระดับกิจการโคนมครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446223

news_default

อ.ส.ค.จับมือสวทช.วิจัยพัฒนา ยกระดับกิจการโคนมครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)กล่าวว่า อ.ส.ค. มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม ให้เป็นอาชีพแก่เกษตรกรไทยอย่างมั่นคงยั่งยืน พัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมนมครบวงจรและมีมูลค่าเพิ่ม การสร้างความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนม และมุ่งบริหารจัดการองค์กรให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะ (HPO)ด้วยหลักธรรมาภิบาล

จากภารกิจดังกล่าว อ.ส.ค. จึงดำเนินแนวทางแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยพัฒนาประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมเพื่อให้ได้น้ำนมที่ดีมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐาน พร้อมแข่งขันกับตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศแถบอาเซียน ตลอดจนพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมโคนมโดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมทั้งระบบ เพื่อพัฒนาการเลี้ยงโคนม ระบบฟาร์ม การคัดเลือกสายพันธุ์ พัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ ตลอดทั้งอุตสาหกรรมโคนมทั้งระบบ ปัจจุบัน อ.ส.ค.นำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการฟาร์ม โคนมประสิทธิภาพสูง (Thai Denmark Smart Dairy Farm)ของอ.ส.ค. วงเงินไม่ต่ำกว่า 55.9 ล้านบาท เพื่อตั้งฟาร์มโคนมสาธิตเชิงธุรกิจประสิทธิภาพสูง หรือ“Smart Farm”ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้ง Hard ware และ Soft ware เข้ามาช่วยบริหารจัดการฟาร์มโคนมของเกษตรกร ประกอบกับปัจจุบันนโยบายการตลาดทำการค้าเสรีตามข้อตกลง Free Trade Area in Milk production (FTA) ที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโคนมของประเทศ ทำให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนมผงพร่องมันเนยจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งมีปริมาณการนำเข้าสูงที่สุด อ.ส.ค.เตรียมพร้อมดูแลบริหารจัดการ พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนดำเนินการวิจัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ให้ผู้บริโภคอยู่เสมอ

โดยความร่วมมือร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่อ.ส.ค. ดำเนินงานและร่วมกันหารือ เพื่อขยายผลงานวิจัยพัฒนา นำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมโคนม และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน โดยสวทช.จะเข้ามาวิจัยพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและนวัตกรรมในกิจการโคนม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงโคนมและผลิตภัณฑ์นมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้อ.ส.ค.เพื่อขยายผลวิจัยที่นำมาพัฒนาแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนากิจการโคนมแบบครบวงจรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดทั้งพัฒนาฐานข้อมูลและนำองค์ความรู้ผลงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสอดรับกลยุทธ์การตลาดของอ.ส.ค. ตามแผนรัฐวิสาหกิจระยะ 5 ปี (2560-2564) ในการขับเคลื่อนผลักดันผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ก้าวสู่แบรนด์นมแห่งชาติและเป็นผู้นำอุตสาหกรรมไทยในอาเซียน

ดันศูนย์ข้าวชุมชน-แปลงใหญ่ เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ดี2แสนตันแก้ขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446222

ดันศูนย์ข้าวชุมชน-แปลงใหญ่ เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ดี2แสนตันแก้ขาดแคลน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมการข้าวดันศูนย์ข้าวชุมชน-นาแปลงใหญ่ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี 1 แสนตัน แก้วิกฤติขาดแคลน ยันเกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์ดีใช้ทั่วถึง พร้อมชู“ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตง” ต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์ดี สร้างอาชีพ และรายได้มั่นคงสู่เกษตรกร

นางจุรี ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าวเปิดเผยว่า กรมการข้าวได้รับมอบนโยบายสำคัญให้ขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตร ได้แก่ ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพได้คือ ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยปัจจุบันเกษตรกรต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ดีในปริมาณจำนวนมากบางส่วนซื้อเมล็ดพันธุ์ดีจากหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชนปีละประมาณ 3 แสนตัน ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2563 กรมการข้าวตั้งเป้าหมายส่งเสริมการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ดี 2 แสนตัน โดย 1 แสนตัน ผลิตโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว 28 แห่ง ส่วนอีก 1 แสนตัน ผลิตโดยศูนย์ข้าวชุมชนหรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ ซึ่งกรมคัดเลือกศูนย์ข้าวชุมชนหรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ ที่มีศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ดีและเข้มแข็ง 1,000 แห่ง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ดีแห่งละ 100 ตัน

“กรมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์หัวเชื้อให้ศูนย์ข้าวชุมชนหรือนาแปลงใหญ่ ได้ใช้เป็นพันธุ์ดี หรือพันธุ์ตั้งต้น และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้คุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีคือ มาตรฐานGAP Seed ซึ่งเป็นตัวการันตีมาตรฐานของเมล็ดพันธุ์ข้าว ดังนั้น เกษตรกรมั่นใจได้ว่า จะมีเมล็ดพันธุ์ดีใช้ได้ทั่วถึงเข้าถึงได้ง่าย ยืนยันฤดูกาลผลิตหน้า และปีต่อไป จะไม่มีปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีแน่นอน”ผอ.สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กล่าว

สำหรับศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีบ้านสวนแตง (ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตง) อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ถือเป็นหนึ่งศูนย์ต้นแบบ ที่มีศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ซึ่งผลิตได้มากกว่า 100 ตัน ที่สำคัญการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเป็นการสร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร มากกว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์และขายเป็นข้าวเปลือก ที่ราคาต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด

ซอกแซกอาเซียน : 10 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446220

566101

ซอกแซกอาเซียน : 10 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อการประชุมเจรจาที่กระทรวงเกษตรป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นเสร็จ ตอนบ่ายแก่ๆ เขาก็พาไปชมโรงงานแปรรูปข้าว หรือโรงสีนั่นแหละ ตั้งอยู่ในจังหวัดชิบะ ไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก เพราะโรงงานแห่งนี้แหละที่ทางการญี่ปุ่นจ้างให้สีข้าวและบรรจุกระสอบ เพื่อจัดส่งไปช่วยเหลือต่างประเทศ

การเดินทางของคณะเราซึ่งรวมถึงผู้แทนฟิลิปปินส์ ทางญี่ปุ่นจัดรถตู้ให้นั่งรวมกันไป มีคนขับพร้อม เข้าใจว่าเป็นรถราชการ พูดถึงคนขับรถยนต์ หรือที่เรามักเรียกติดปากกันว่า พขร. ผมชอบระบบของญี่ปุ่นเขามาก อันที่จริงแล้ว เราคงพอทราบกันล่ะว่าของเขาควรจะเป็นอย่างไร แต่ผมอยากนำมาเสนอไว้อีกครั้ง เผื่อว่าท่านผู้บริหารราชการเมืองไทยจะเห็นงามและคิดเอาไปใช้บ้าง นั่นคือ พขร. หน่วยราชการญี่ปุ่นนี้ เขาจะแต่งตัวสุภาพมาก ใส่เสื้อขาวแขนสั้นทับในกางเกงขายาวสีดำ รองเท้าหนังสีดำ และใส่ถุงมือสีขาว ทุกครั้งที่นำรถมาจอดเทียบเพื่อให้แขกผู้โดยสารขึ้นลงรถตู้ เขาจะวิ่งมายืนที่ประตูผู้โดยสารคอยเปิดและปิดประตู พร้อมโค้งคำนับ ยิ้มแย้มแจ่มใส จนเราก็ต้องขอบคุณและคำนับตอบด้วยความเกรงใจ ดูแล้วช่างน่าประทับใจดีแท้ครับ ที่เขาทำได้เช่นนี้ ส่วนหนึ่งเท่าที่ผมพอรู้มาอยู่บ้างสำหรับในประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นอาชีพที่ดูต่ำต้อย อย่างเช่น คนกวาดถนนก็ตาม เป็นเพราะมีความภาคภูมิใจในอาชีพที่ทำและการได้รับเกียรติจากสังคมโดยเท่าเทียมกัน กล่าวง่ายๆ คือ ในสังคมที่ยึดถือค่านิยมตามระบบคุณธรรม แทบจะไม่มีใครดูถูกใคร ไม่ว่าใครจะประกอบอาชีพอะไร หากเขาคนนั้นประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเคารพในสิทธิและเกียรติของคนอื่นครับ

ตกตอนเย็นหลังจากไปดูงานการสีข้าวของญี่ปุ่น ซึ่งโดยสรุป ผมว่าคงจะไม่มีใครทำได้เทียบเท่า หรือใกล้เคียงกับระบบของเขาเป็นแน่ คณะก็เดินทางกลับมาโตเกียว และในตอนค่ำ ก็จะเป็นการเลี้ยงรับรองของเจ้าภาพตามประเพณี แต่การเลี้ยงรับรองของญี่ปุ่นแตกต่างอย่างมากกับที่ฟิลิปปินส์ เพราะสถานที่จัดเลี้ยงไม่ได้ใช้ห้องประชุมใหญ่ของกรมหรือสำนักงานพร้อมมีดนตรีเต้นรำกันอย่างครื้นเครงสุดเหวี่ยง แต่ของญี่ปุ่นไปจองร้านอาหารข้างนอก และจัดแบบพิธีการเป๊ะเลยซึ่งความจริงทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ของพวกเราเองก็เคยจัดเลี้ยงแบบนี้มาหลายครั้งแล้วเมื่อมีการประชุมกันในวาระต่างๆ ที่กรุงเทพฯ

สถานที่จัดเลี้ยงเป็นห้องอาหารตั้งอยู่บนอาคารสูง ไม่ไกลจากย่านอาซะกุสะซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญของโตเกียวเท่าใดนักห้องอาหารคงราวๆ ชั้นที่ 20 เห็นจะได้ สามารถมองออกผ่านกระจกเห็นวิวเมืองโตเกียวด้านหนึ่งสวยงามมาก มีคนร่วมงานเลี้ยงประมาณเกือบ 20 คน เจ้าภาพญี่ปุ่นมีท่านอธิบดีมาเอง นั่งกลางโต๊ะยาวหันหลังให้กระจก ส่วนแขกทั้งหมดนั่งหันหน้าออกกระจกเห็นวิวได้ และนี่คือวิธีการจัดโต๊ะที่นั่งตามโปรโตคอลที่ถูกต้องแบบหนึ่ง บนโต๊ะหน้าเก้าอี้นั่งจะเขียนชื่อและตำแหน่งผู้นั่งไว้ทุกคน และมีกระดาษเขียนเมนูอาหารไว้ด้วยทุกที่นั่ง เรียกว่าเต็มรูปแบบพิธีการทูตเลย

แต่บรรยากาศงานเลี้ยงที่ญี่ปุ่นคืนนั้น กลับไม่ดูเงียบเกร็งไปตามระบบระเบียบพิธีการทูตเท่าใดนัก เพราะต้องขอบคุณท่านอธิบดีญี่ปุ่นที่กรุณาพูดคุย และสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองให้กับพวกเราทุกคนขึ้นชื่อว่าคนญี่ปุ่นแล้ว เกือบทุกคนดื่มจัดมากกินเหล้าเบียร์เหมือนกินน้ำ พอได้ที่ก็จะเริ่มพูดจาเสียงดังฟังชัด พร้อมกับพูด “คัมปาย” คล้ายๆ กับ“กัมเปย”ในภาษาจีน ชนแก้วกันถี่ๆขณะที่อาหารก็มาตามคอร์ส แต่ก็ไม่ดึกอะไรนัก สักสามทุ่มก็เลิก เพราะเห็นเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่นบอกว่า เจ้านายแกคงพอ เพราะก่อนจะมาพบกินกับพวกเรา แกไปงานเลี้ยงอื่นมาก่อน นี่ก็เป็นภารกิจของผู้ใหญ่นะ กลางคืนยันดึกดื่นต้องเข้าสังคมไม่ต่างกันเลยเกือบทั่วโลก

เวลาสามทุ่มของญี่ปุ่น สำหรับคอดื่มถือว่ายังเยาว์วัยมาก พวกเจ้าหน้าที่ก็เลยนัดแนะพวกเราไปกินกันต่ออีกร้าน ซึ่งเหมือนกับผมเมื่อสมัยยังหนุ่มๆ อยู่ที่มักจะร่วมกับเพื่อนคอเดียวกัน ชวนกันไปต่อ “ข้าวต้มสัก 1 แบน” หมายถึงจะไปกินข้าวต้มก่อนกลับบ้าน แต่เมื่อไปถึง กลับไปสั่งเหล้าที่ร้านข้าวต้มกินต่ออีก คนญี่ปุ่นก็เช่นกัน ที่โดยทั่วไปจะกินจนกระทั่งประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลารถไฟใต้ดินเที่ยวสุดท้าย จึงได้เวลาแยกย้ายกลับบ้าน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ไม่ตกขบวน’วราวุธ’ประกาศจุดยืนไม่เอาสารพิษ สั่งรณรงค์ต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446127

news_default

ไม่ตกขบวน’วราวุธ’ประกาศจุดยืนไม่เอาสารพิษ สั่งรณรงค์ต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.19 น.

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  และประธานยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงจุดยืนเรื่องสารพิษอันตราย 3 ชนิดทางการเกษตร ว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับกระทรวง ทส.โดยตรง เพราะมีกรมควบคุมสารพิษ เป็น 1 ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งสิ่งใดที่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและประชาชน หรือสารเคมีใดก็แล้วแต่ที่สะสมในดินนานๆ เกิดการตกค้าง กระทบกับแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ไม่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร กระทรวง ทส.ไม่สนับสนุนแน่ โดยตนได้ให้นโยบายกับกรมควบคุมมลพิษแล้วให้รณรงค์ต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในดิน น้ำ อากาศ และจะพยายามบอกให้เกษตรรู้ถึงพิษภัย ไปจนถึงการให้หยุดการนำเข้าสารพิษอันตราย

นายวราวุธ กล่าวว่า ในส่วนของพรรค ชทพ.ได้เขียนเรื่องนี้เอาไว้ในนโยบาย และได้พูดตอนหาเสียงมาตลอดว่าสนับสนุนแนวทางการใช้ปราชญ์ชาวบ้าน เทคโนโลยีชาวบ้าน เกษตรอินทรีย์ เกษตรแปลงใหญ่ หรือนิคมการเกษตร เพราะการใช้ปราชญ์ชาวบ้าน โดยเฉพาะการนำศัตรูพืชมาปราบศัตรูพืชนั้น เป็นสิ่งที่พรรค ชทพ.สนับสนุน เพราะตามสถิติ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้สารเคมีในการทำการเกษตรมากพอสมควร แต่มีผลผลิตต่อไร่คำนวณได้ต่ำมาก ดังนั้น สะท้อนให้เห็นว่าสารเคมีไม่ได้ทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น พรรค ชทพ.จึงได้เห็นความสำคัญของเกษตรอินทรีย์ ปราชญ์ชาวบ้าน

ส่วนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใครจะอยู่เบื้องหลังจนจะไม่ให้ยกเลิกสารพิษอันตรายนั้น เราไม่สนใจ แต่ถือเอาเรื่องสุขภาพของประชาชน เกษตรกร และสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่ เชื่อว่านักการเมือง พรรคการเมือง ย่อมคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเองต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ และการเปลี่ยนไปของโลกปัจจุบัน