ยกเลิกสารเคมีเกษตร ต้องใช้ข้อมูลวิชาการหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391860

ยกเลิกสารเคมีเกษตร ต้องใช้ข้อมูลวิชาการหนุน

วันที่ 4 ตุลาคม 2562 – 21:36 น.
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร,ยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย,ต้องใช้ข้อมูลวิชาการหนุน,แบนสารไปแล้ว 98 ชนิด
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร โร่แจงเงื่อนไขยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายต้องใช้ข้อมูลวิชาการหนุน เผยชงแบนสารไปแล้ว 98 ชนิด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร โร่แจงเงื่อนไขยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายต้องใช้ข้อมูลวิชาการหนุนหลายประเด็น เผยชงแบนสารไปแล้ว 98 ชนิด พร้อมมีคณะทำงานเฝ้าระวังจับ 3 สาร พาราควอต ไกลโฟเซส ครอลไพริฟอส เข้าบัญชีไว้แล้ว ชี้เกณฑ์แบนสารต้องใช้หลักวิชาการนำ ก่อนตัดสิน

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขกรณีที่จะยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นชนิดก็ตาม ว่า ต้องใช้ข้อมูลทางวิชาการพิจารณาในประเด็นต่างๆ ได้แก่ ข้อมูลความเป็นอันตรายต่อมนุษย์ มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ข้อมูลการตกค้างพบว่ามีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง และเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ง่าย เป็นสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ และมีสารใช้ทดแทนที่เหมาะสม

ดังนั้นเมื่อกรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาภายใต้ข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็จะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และขาย เพื่อออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ต่อไป โดยปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้เสนอห้ามใช้วัตถุอันตรายไปแล้ว 98 ชนิด โดยมีเหตุผล ได้แก่ เป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง มีพิษตกค้างนาน ทำให้เกิดพิษสะสมในดินได้นาน และเป็นสารที่ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์ผิดปกติ

 อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เพื่อเป็นการเฝ้าระวังความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้แต่งตั้งคณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง โดยมีหลักเกณฑ์การจัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง ได้แก่ เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ง่าย  มีข้อมูลว่าเป็นสารที่มีพิษเรื้อรัง และเป็นผลร้ายต่อมนุษย์และสัตว์ทดลอง

โดยเป็นสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญารอตเตอร์ดัม ซึ่งสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้ต้องมีการแจ้งก่อนการนำเข้า อนุสัญญาสตอกโฮล์ม ทั้งนี้สารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้เป็นสารที่มีความเป็นพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมยาวนาน และพิธีสารมอนทรีออล โดยสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้เป็นสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน นอกจากนี้ยังเป็นสารที่มีพิษตกค้างสะสมในสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดได้ในห่วงโซ่อาหาร เป็นสารที่สลายตัวยาก และมีความคงทนในสภาพแวดล้อม เป็นสารที่เป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อพืชหรือสัตว์ที่เป็นประโยชน์ และเป็นสารที่ถูกห้ามใช้ หรือ เฝ้าระวัง หรือ จำกัดการใช้ในต่างประเทศ
  “ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีวัตถุอันตรายที่อยู่ในบัญชีที่ต้องเฝ้าระวังตามหลักเกณฑ์การพิจารณาดังกล่าวแล้วรวม 18 ชนิด ซึ่ง พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ก็ถูกจัดรวมอยู่ด้วย โดยหากคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมีมติประการใดเกี่ยวกับวัตถุอันตราย  กรมวิชาการเกษตรก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามทุกประการ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เฉลิมชัย ท้า สนธิ เปิดข้อมูลถกลับเอกชนค้าสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391865

เฉลิมชัย ท้า สนธิ เปิดข้อมูลถกลับเอกชนค้าสารเคมี

วันที่ 4 ตุลาคม 2562 – 21:10 น.
เฉลิมชัย,ท้าสนธิ,เปิดข้อมูลถกลับ,เอกชนค้าสารเคมี,3สารเคมี,แบน 3 สาร,สนธิ ลิ้ม
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ท้า “สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดเผยข้อมูลเจรจาเอกชนข้ามชาติ ค้าสารเคมีรายใหญ่ จ่าย 1.5 พันล้าน แลกการไม่แบน 3 สาร พร้อมสู้เป็นลูกชาย ไม่เคยมีผลประโยชน์

“เฉลิมชัย” ท้า “สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดเผยข้อมูลเจรจาเอกชนข้ามชาติ ค้าสารเคมีรายใหญ่ จ่าย 1.5 พันล้าน แลกการไม่แบน 3 สาร พร้อมสู้เป็นลูกชาย ไม่เคยมีผลประโยชน์ ให้กินน้ำแข็งเปล่าแก้วเดียวจากใครยังไม่กิน ยันจุดยืนแบนสารพิษทันที ขอนัด 3 รมต.3 กระทรวง แถลงแบนพร้อมกัน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงถึงจุดยืนการแบนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซส คอร์ไพริฟอส ว่า ตนจะตอบให้ชัดๆ อีกทีหลังจากที่ได้พูดชัดเจนไปแล้ว วันนี้ ยืนยันได้เลยว่าไม่สนับสนุนการใช้สารพิษในการทำเกษตร ซึ่งตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ และมีความเห็นตรงกันกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ รองนายกฯรมว.พาณิชย์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยหน่วยงานเป็นที่เป็นคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมใจแบนสาร 3 ตัวนี้ทันที ดังนั้นขอเรียกร้องให้ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย และกรรมการ ประชุมเรื่องการแบนสารพิษโดยเร็วที่สุด พร้อมกับให้ลงมติโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน จะได้รู้ว่าใครเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มิเช่นนั้นไม่ว่ามติจะออกมาอย่างก็จะมาโทษคนของกระทรวงเกษตรฯเป็นแพะรับบาปทุกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ตนจะไม่ยอมเป็นแพะ อย่างที่มีการกล่าวหากัน

    “ยืนยันผมกับท่านจุรินทร์ ไม่มีผลประโยชน์แม้แต่สลึงเดียว และผมไม่เคยกินน้ำแข็งใครมาเลี้ยงสักแก้วเดียว จึงขอความร่วมมือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล่าวหาว่ามีบริษัทค้าสารเคมีต่างชาติรายใหญ่ มายื่นผลประโยชน์ให้ แลกกับการไม่แบนสาร 3 ตัวนี้ ต้องนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสังคม ว่าไปพบใคร พบทีมงานของใคร เพราะผมได้สอบถามแล้วทั้งทีมงานของท่านจุรินทร์ และของผม ไม่มีใครมาพบ ซึ่งในวันที่ 23 ก.ย.ผมและทีมงาน เดินทางไปแก้ไขปัญหาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมภาคอีสาน มีสื่อมวลชนตามไปด้วยก็เห็นว่าผมอยู่ที่นั่น ทั้งนี้ผมพร้อมที่ตั้งกรรมการตรวจสอบ ถ้ามีหลักฐานก็นำมาให้ผมได้ตลอดเวลา” นายเฉลิมชัย กล่าว

 นายเฉลิมชัย กล่าวว่า วันนี้ได้พูดคุยกับตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย แล้ว ว่ามีนโยบายไม่เอา 3 สารนี้ ซึ่งตนยินดีมากขอเชิญนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ที่ทุกท่านพร้อมแบน 3 สาร ขอให้มาแถลงร่วมกันและตนด้วย จะเป็นแนวทางเดียวกันทั้ง 3 กระทรวงว่าพร้อมจะยกเลิกทันที

นอกจากนี้ขอให้รมว.อุตสาหกรรม สั่งการประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย และ เลขาคณะกรรมการฯ เรียกประชุมโหวตยกเลิกมติครั้งก่อนที่ให้จำกัดการใช้ และการประชุมครั้งต่อไปจะต้องไม่เอา 3 สาร ให้การลงมติโหวตแบบเปิดเผย เพราะถ้าลงมติลับก็ไม่มีความชัดเจน ขอเรียกร้องให้เปิดไปเลย เพราะไม่ต้องการให้ใครยืนข้างหลังคอยสั่งการและจะได้แก้ข้อกล่าวหาในเรื่องคณะกรรมการฯมีผลประโยชน์ ได้ด้วย

“ถ้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติยกเลิก 3 สาร ซึ่งการหาสารทดแทนสามารถทำได้ ผมบอก น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เร่งไปดูแล้ว รวมทั้งการชดเชยช่วยเกษตรกร สิ่งที่ทำได้ทันทีคือลดต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ยสั่งตัด ท่านนายกรัฐมนตรี มีบัญชามาแล้วให้ช่วยเรื่องเพิ่มรายได้เกษตรกร ซึ่งผมชัดเจนแล้วต้องแบน 3 สาร ดังนั้นการลงมติเปิดเผยให้สังคมรับรู้ จะได้ไม่มีแพะในสังคม” นายเฉลิมชัย กล่าว

 “ใครที่กล่าวหาผมถ้ามีข้อมูลมา เปิดมาเลย ว่าผมคุยที่ไหนอย่างไรหรือกับใครในพรรค ผมพร้อมดำเนินการสอบสวนอย่าให้คนที่ไม่ได้ทำต้องมารับผิดชอบ และไม่จำเป็นต้องไปเจอที่ศาลตามที่นายสนธิบอก ผมพร้อมสู้ทุกอย่าง ไม่ใช่ให้ผมมาเป็นแพะรับบาป ผมไม่ใช่จำเลย” นายเฉลิมชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่านายสนธิ ท้าไปพบที่ศาลจึงจะเปิดข้อมูลบริษัทเอกชนค้าสารเคมีรายใหญ่ ไปพบที่พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 23 ก.ย. รวมทั้งมีผลประโยชน์ 1.5 พันล้านบาทแลกกับการไม่ 3 แบนสารเคมีนั้น นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ใครเอาข่าวมา ขอให้เอามาเปิดเผย ไม่ใช่ไปเอาภาพตนมาลงข่าวทำให้เสียหาย และไม่มีการมาพบทีมงานตนหรือหัวหน้าพรรค หากเอกชนมาคุยกับตนจะโดนด่ากลับไปด้วย

ด้านนายจุรินทร์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่บริษัทเอกชนเจราจาไม่ให้แบน 3 สาร กับคนของพรรคประชาธิปัตย์ จะตั้งกรรมการสอบเรื่องนี้หรือไม่ ว่า เลขาธิการพรรคได้ตอบมาแล้วและท่าทีพรรคไม่เห็นด้วย พร้อมยืนยันแบน 3 สารแน่นอน พรรคได้ยืนยันชัดเจนสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ พร้อมสนับสนุน ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ ที่เป็นตัวแทน 1 คนในกรรมการ จะโหวตแบน 3 สาร ส่วนเรื่องการหาสารทดแทน เป็นเรื่องวิญญูชนรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรที่ดีและปลอดภัยกับเกษตรกร ผู้บริโภค

ถามว่าทำไมไม่ตั้งกรรมการสอบคนในพรรคที่มีนายทุนมาใช้พื้นที่พรรคเจรจาหาผลประโยชน์ นายจุรินทร์ กล่าวว่าเลขาฯพรรคตอบไปแล้ว ซึ่งมีสิทธิตั้งกรรมการสอบได้

 

เมื่อถามว่าส่วนในฐานะหัวหน้าพรรค จะสอบหรือไม่ หรือต้องรอให้มีใบเสร็จก่อน นายจุรินทร์ กล่าวว่า เลขาพรรค ตอบแล้วจะไม่พูดซ้ำซ้อนอีก

“อลงกรณ์” สั่งเอาผิดขบวนการเรือประมงพื้นบ้านผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391848

“อลงกรณ์” สั่งเอาผิดขบวนการเรือประมงพื้นบ้านผิดกฎหมาย

วันที่ 4 ตุลาคม 2562 – 17:59 น.
อลงกรณ์,กำชับ กรมประมง,เร่งดำเนินคดี,กลุ่มขบวนการ,เรือประมงพื้้นบ้าน,ผิดกฎหมาย,กเกษตรฯ
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

“อลงกรณ์” ลั่น ต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย สั่งกรมประมง เร่งดำเนินคดี กลุ่มขบวนการเรือประมงพื้นบ้าน ชิงตัวผู้ต้องหา

“อลงกรณ์” กำชับ กรมประมง เร่งดำเนินคดีเอาผิด กลุ่มขบวนการเรือประมงพื้นบ้านผิดกฎหมาย นครศรีธรรมราช หลังเย้ยกฎหมาย ใช้อาวุธ ชิงตัวผู้ต้องหา จากเจ้าหน้าที่ประมง ระหว่างการเข้าจับกุม ลั่น ต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ก.เกษตรฯ พร้อมหนุนเจ้าหน้าที่ประมงที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกด้าน 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ที่ได้รับมอบหมาย ให้เข้าไปกำกับดูแลงานด้านประมง และประธานคณะ ทำงานฟื้นฟูประมงไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการชิงตัวผู้ต้องหา โดยขบวนการเรือประมงพื้นบ้านผิดกฎหมาย ได้ใช้ผ้าปิดบังใบหน้าเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ประมง ระหว่างการจับกุม ซึ่งมี นายสมพร ยีสมัน เจ้าหน้าที่ตรวจการประมงทะเล เป็นหัวหน้าชุดจับกุม ระหว่างที่คราดหอยเถื่อนโดยผิดกฎหมายที่บริเวณร่องน้ำปากนคร ระหว่างตำบลปากนครและตำบลท่าไร่ อ.เมือง นครศรีธรรมราช

ล่าสุด จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนได้สั่งการให้ทางอธิบดีกรมประมงเข้าไปดำเนินการดูแลเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เป็นกรณีพิเศษ พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ให้เสริมกำลังและเร่งรัดในการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อเร่งรัดในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เร็วที่สุด เพราะการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการก่อเหตุอย่างอุกอาจและไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยในฐานะที่ตนกำกับดูแลกรมประมงตามคำสั่ง ของ รมว.​เกษตรฯ ยืนยันว่า จะดำเนินการสนับสนุนและดูแลเจ้าหน้าที่ประมงที่ปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยจะไม่ยอมให้กลุ่มอิทธิพลใดๆ มาทำตัวเหนือกฎหมาย และไม่สนใจ ว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเจ้าหน้าที่ทำการปกป้องทรัพยากรประมงอย่างเต็มที่แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งทุกคน ให้ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ส่วนนักการเมืองระดับชาติเป็นใครไม่สนใจ การอนุรักษ์ทรัพยากรประมงไทยต้องทำเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องต้น ผมขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประมงทุกคน ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งไม่ต้องกลัวอิทธิพลของใคร ทางกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ ไม่ต้องสนใจว่าจะเป็นใคร และยิ่งใหญ่มาจากไหน ซึ่งผมได้สั่งการให้ทางท่านอธิบดี ได้ดูแลเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ และให้ประสานงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ก่อเหตุแล้ว คาดว่าน่าจะรู้ตัวผู้ต้องหาแล้ว และน่าจะได้ตัวมาดำเนิคดีในเร็วๆนี้” นายอลงกรณ์ กล่าว.

เฉลิมชัย ลั่นไม่มีคำว่า “ฮั้ว”กรณีวิกฤติ3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391485

เฉลิมชัย ลั่นไม่มีคำว่า “ฮั้ว”กรณีวิกฤติ3สารพิษ

วันที่ 2 ตุลาคม 2562 – 18:30 น.
3 สารพิษ
เปิดอ่าน 68 ครั้ง

เฉลิมชัย ลั่นไม่มีคำว่า “ฮั้ว”กรณีวิกฤติ3สารพิษ 

“เฉลิมชัย” จี้คกก.วัตถุอันตราย ตอบสังคมให้ชัด ใช้หรือยกเลิก ยันพร้อมดำเนินการตามมติ ลั่นไม่มีเด็ดขาดคำว่าฮั้ว หากพบจัดการขั้นเด็ดขาด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันที่ 2 ต.ค. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการยกเลิกใช้ 3 สารพิษ ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ว่า ยืนยันไม่ได้สนับสนุนให้ใช้สาร 3ตัวนี้ เพียงแต่กระบวนการยกเลิก มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พรบ.วัตถุอันตรายและคณะกรรมการวัตถุอันตรายกำกับดูแลเรื่องนี้อยู่ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งก่อนที่ตนจะมารับตำแหน่ง ทั้งนี้ได้มอบหมายงานให้ นางสาวมนัญญา ไทยเศษฐ์ รมช.เกษตรฯ รับผิดชอบเรื่องนี้ ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนไม่เห็นด้วย ถือเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตร ตนจึงไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เพราะมี รมช.เกษตรฯดูแลอยู่ ทั้งนี้หากคณะกรรมการฯมีมติให้ยกเลิกใช้ก็พร้อมดำเนินการทันที

ขั้นตอนในการดำเนินการคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ประชุมขยายระยะเวลา อีก60 วัน เพื่อศึกษาผลกระทบประกอบนำมาประกอบในการพิจารณาว่าจะใช้หรือยกเลิก 3สารพิษดังกล่าว หากคณะกรรมการฯมีความเห็นยกเลิก กระทรวงเกษตรฯพร้อมที่จะยกเลิกทันที ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องเกษตรกรและอุปโภคบริโภคสินค้าทางการเกษตรทุกชนิด
” เป็นนโยบายที่เราประกาศไว้ก็ต้องทำ การที่มีข่าวออกมา ว่าผมสนับสนุนให้ใช้สารนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะผมมีความชัดเจน ถ้ากฎหมายระบุออกมาชัด ก็พร้อมยกเลิกทันที และยืนยันว่าไม่เคยพูดคุยกับตัวแทน บริษัทนำเข้าและจำหน่ายสารดังกล่าว ขอรับประกันว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีแต่ว่าจะทำงานอย่างไรให้ถูกต้องตามกรอบและกฎหมาย อันนำไปสู่พี่น้องประชาชนมีความอุ่นใจเรื่องความปลอดภัย ”

             เรื่องนี้ คิดว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะต้องออกมาชี้แจงสังคมให้ชัดเจนว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกตนมีหน้าที่ปฏิบัติพร้อมที่จะดำเนินการและพ.ร.บ. วัตถุอันตราย(ฉบับที่ ๔) ที่จะประกาศใช้ วันที่27 ต.ค.นี้  ได้ เปลี่ยนประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายจากปลัดกระทรวง อุตสาหกรรมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดนี้ หากเห็นว่าไม่สมควรใช้3สารดังกล่าวก็ให้มีมติให้ชัดเจนพี่น้องประชาชนจะได้อุ่นใจ

เมื่อถามว่า จะชี้แจงกับเกษตรกรอย่างไรหากมีมติยกเลิกใช้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่เข้าไปแก้ปัญหา โดยการหาทางลดต้นทุน ให้พี่น้องเกษตรกรโดยหาสารทดแทนที่ไม่มีต้นทุนสูงและสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลราคาให้ผลผลิตของ เกษตรกรด้วย ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น เราต้องเข้าไปดูแลแก้ไขเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด โดยที่ผ่านมาได้พยายามฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนและดูแล ทั้งในส่วนผู้บริโภคและเกษตรกร ที่จะไม่ให้ทุกคนได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องนี้

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าการยกเลิก3สาร มีการฮั้วกับบริษัทปุ๋ยรายใหญ่ นายเฉลิมชัย กล่าวยืนยันว่า ตน มายืนอยู่ตรงนี้ คำว่าฮั้ว หรือเรียกรับผลประโยชน์ไม่มีเด็ดขาด ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้า เพราะมั่นใจว่าวันนี้เข้ามาแก้ปัญหาให้กับรัฐบาลและพี่น้องประชาชน หากมีเรื่องนี้เกิดขึ้นมีใครไปทำการฮั้วกับใคร หรือ เรียกรับผลประโยชน์ตรงไหนให้มาแจ้งตน จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด

” ได้คุยกับ รมช.มนัญญา ความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันไม่ได้ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการใช้ เพียงแต่กระบวนการทางกฎหมาย เราเป็นผู้ปฏิบัติ ถ้ากระบวนการมาถูกต้อง ก็ดำเนินการในทันที  ที่ผ่านมาผมไม่ได้ให้ข่าวเรื่องนี้ เพราะได้มอบหมาย รมช.มนัญญา ดำเนินการกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่าในกระทรวงเกษตรฯ เราทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน และการตัดสินใจของรัฐมนตรีทุกคนคือการตัดสินใจที่กระทรวงฯต้องรับผิดชอบร่วมกันจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผม จะสนับสนุนให้ใช้สารพิษ 3 ตัวนี้ จึงอยากชี้แจงพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน ถ้ากระบวนการทางกฎหมายดำเนินการไปถึงจุดที่ยกเลิก ผมก็พร้อมที่จะยกเลิก จึงอยากเรียกร้องไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ไปพูดคุยกันและทำให้ถูกต้องตามกฏหมาย ทุกฝ่ายจะได้สบายใจ และฝ่ายปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการด้วยความราบรื่น ” นายเฉลิมชัยกล่าว

ข้าวตราฉัตร ชูจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391471

ข้าวตราฉัตร ชูจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืน

วันที่ 2 ตุลาคม 2562 – 17:38 น.
ข้าวตราฉัตร
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

ข้าวตราฉัตร ชูจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืน

ข้าว ซี.พี. – ผู้ผลิตข้าวตราฉัตร ชูจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืน พร้อมผลักดันข้าวคุณภาพระดับโลก สอดรับมาตรฐาน SRP-The Sustainable Rice Platformภายในงานประชุมและนิทรรศการข้าวเพื่อความยั่งยืน ครั้งที่ 2 (2nd Global Sustainable Rice Conference and Exhibition 2019)

      นายสุรชัย ชัยชนะสิทธิการ  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด (ข้าวตราฉัตร)

               ข้าว ซี.พี.-ข้าวตราฉัตร ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment-UNEP) และสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ดึงจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืนของบริษัทฯ ภายใต้โครงการส่งเสริมการปลูกข้าว ที่ทำร่วมกับภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคประชาชน มากว่า 10 ปี ทั่วประเทศ ทำให้ตอนนี้ มีพื้นที่เข้าร่วมในโครงการฯ กว่า 301,325 ไร่ และมีเกษตรกรสมาชิก รวมทั้งสิ้น 12,178 ราย ข้าวตราฉัตรจึงได้จับมือร่วมกับ 2 ภาคีเครือข่ายใหญ่ ร่วมกันผลักดันข้าวคุณภาพระดับโลก เพื่อสอดรับมาตรฐาน SRP-The Sustainable Rice Platform คือการขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืน (Driving To Sustainable Rice System) ด้วยการบริหารจัดการระบบการผลิตข้าว โดยคำนึงถึงระบบนิเวศ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อมในไร่นา ผสมผสานการตลาด จนพัฒนานำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ของเกษตรกรสมาชิก ซึ่งข้าวตราฉัตรถือเป็นแบรนด์ข้าวคนไทยแบรนด์เดียว ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกในโครงการ SRP-The Sustainable Rice Platform
นายสุรชัย ชัยชนะสิทธิการ  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด (ข้าวตราฉัตร) กล่าวว่า ข้าวตราฉัตร  มุ่งมั่น ให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาคุณภาพข้าวไทย ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเกษตรกรไทยมาโดยตลอด เพื่อทำให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถบริหารจัดการระบบการผลิตข้าวไทยที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ได้วัตถุดิบข้าวที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นตามมา และบริษัทฯ จะเป็นแหล่งตลาดให้กับเกษตรกรสมาชิก รับซื้อข้าวเปลือกคืนจากเกษตรกรสมาชิก ทำให้มั่นใจได้ว่าข้าวที่ปลูกมา จะมีตลาดรองรับที่แน่นอน ผ่านในรูปแบบของโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวของบริษัทฯ ซึ่งดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ภาครัฐ ภาคเกษตรกรสมาชิก และภาคประชาชน ร่วมกันสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน GAP มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีกับความสำเร็จของโครงการฯ รวมพื้นที่กว่า 301,325 ไร่ ทั่วประเทศ และมีเกษตรกรสมาชิกเข้าร่วมโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 12,178 ราย


รูปแบบระบบการเกษตรแบบยั่งยืน (Sustainable Agriculture) คือการทำการเกษตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม ความสมดุลของสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ หนึ่ง เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming) เป็นการผลิตที่มากกว่าสองกิจกรรมขึ้นไป ในเวลาเดียวกัน กิจกรรมทั้งสองนี้จะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น จากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินที่มีจำกัดในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด  สอง เกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) เป็นการผลิตที่ไม่ใช้สารอนินทรีย์เคมี หรือเคมีสังเคราะห์ แต่สามารถใช้อินทรีย์เคมีได้ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ทรัพยากรดิน สร้างความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) ให้แก่ผู้บริโภค  สาม เกษตรธรรมชาติ (Natural Farming) เป็นการทำเกษตรที่ไม่รบกวนธรรมชาติ หรือรบกวนให้น้อยที่สุด ไม่ไถพรวน ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และไม่กำจัดวัชพืช แต่สามารถคลุมดิน และใช้ปุ๋ยพืชสดได้ จะช่วยฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศ (Rehabiltation Of Ecological Balance) และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก  สี่  เกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture) เป็นการจัดการทรัพยากรน้ำในไร่นาให้เพียงพอ เพื่อผลิตพืชอาหาร โดยเฉพาะข้าวเอาไว้บริโภคในครัวเรือน รวมถึงการผลิตอื่นๆ เพื่อบริโภค และจำหน่ายส่วนที่เหลือแก่ตลาด เพื่อสร้างรายได้อย่างพอเพียง จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) ซึ่งเป็นขั้นพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงระดับครัวเรือน  และ ห้า วนเกษตร (Agroforesty) เป็นการเน้นมีต้นไม้ใหญ่ และพืชเศรษฐกิจหลายระดับที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ป่าไม้ของพืชหรือสัตว์ชนิดต่างๆ ที่เกื้อกูลกัน อีกทั้งเป็นการเพิ่มพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ที่มีจำกัดได้อีกทาง จะช่วยให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) อีกด้วย
ซึ่งระบบการเกษตรแบบยั่งยืนของบริษัทฯ ได้มีการยึดหลักตามแนวทางมาตรฐาน SRP มาประยุกต์ใช้แบบผสมผสานทุกรูปแบบ มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการผลิตข้าว ที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ส่งเสริมเพาะปลูก มีมาตรการช่วยฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรในไร่นาและสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยระบบการผลิตที่เหมาะสม (Appropriate Production System) นอกจากนี้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิกและคนในชุมชนที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นสิ่งที่เราตระหนักและให้ความสำคัญมาตลอด
การขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืนของข้าวตราฉัตร (Diving To Sustainable Rice System) ถือเป็นภารกิจหลักอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการพัฒนาคุณภาพข้าวไทย เพราะระบบการเกษตรแบบยั่งยืน จะสมบูรณ์ได้ ต้องทำให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ นำไปปฏิบัติได้จริง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทรัพยากรในไร่นาและสิ่งแวดล้อม และพัฒนาไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

รมช.มนัญญาเร่ง ดันนโยบาย สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391316

รมช.มนัญญาเร่ง ดันนโยบาย สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่

วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 19:20 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 99 ครั้ง

รมช.มนัญญาเร่งดันนโยบาย สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่

รมช.มนัญญา ร่วมแสดงความยินดีโอกาสครบรอบ 47 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมผลักดันนโยบาย                     สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ สนับสนุนให้สหกรณ์ดึงลูกหลานสมาชิกสหกรณ์กลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตร  เน้นการทำเกษตรอินทรีย์ ลดใช้สารเคมี ทำเกษตรแนวใหม่ ทำน้อยแต่ได้มาก ใช้เทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาผลผลิต                   ให้มีคุณภาพและขยายช่องทางตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภค

               นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 47 ปี วันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ณ บริเวณลานหน้าพระอนุสาวรีย์กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทวศร์ กรุงเทพฯ ในการนี้ ได้อ่านสารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 47 ปี และเชิญเครื่องราชอิสริยาภรณ์เพื่อมอบให้กับข้าราชการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน พร้อมทั้งยังให้นโยบายการปฏิบัติงานแก่ข้าราชการ ลูกจ้างและบุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์
“กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรและประชาชนทุกพื้นที่ ขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรมตรวจบัญชีสสหกรณ์ พัฒนาสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน จัดเกรดสหกรณ์ระดับ A B และ C และเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานของสหกรณ์ให้สูงขึ้น เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะช่วยดูแลเกษตรกรให้มี               ความเข้มแข็ง รวมทั้งเน้นให้สหกรณ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค และกำลังประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อหาช่องทางตลาดให้กับสหกรณ์ เพราะหากสามารถทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มจากการค้าขายและการทำธุรกิจ จะส่งผลที่ดีกลับไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิกด้วย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสนับสนุนให้สหกรณ์มีส่วนช่วยเหลือการสร้างอาชีพรายได้แก่เกษตรกรอย่างมั่นคง               ช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่รักอาชีพทำการเกษตรไม่ทิ้งถิ่นฐาน โดยการดึงลูกหลานสมาชิกสหกรณ์กลับสู่บ้านเกิด เนื่องจากขณะนี้ในจังหวัดต่างๆ มีแต่คนแก่เลี้ยงหลานจำนวนมาก เพราะพ่อแม่ต้องไปงานในเมืองใหญ่ จึงมีแนวคิดที่จะดึงคนเหล่านี้                ให้กลับบ้านมาดูแลและอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ซึ่งกำลังคิดหาโครงการที่จะดำเนินการผ่านสหกรณ์ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ มาสานต่ออาชีพการเกษตรจากพ่อแม่ เน้นการทำเกษตรสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ ทำน้อยแต่ได้มาก และขอให้เน้นทำเกษตรอินทรีย์ลดการใช้สารเคมี ควบคู่กับการใช้หลักการตลาดนำผลิต เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคง  และได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ไปศึกษาแนวทางเพื่อดำเนินการในทันที
ด้านนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมอาชีพให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์นั้น กรมฯจะประสานไปยังสหกรณ์ทุกพื้นที่ เพื่อเปิดรับสมัครผู้สนใจมาร่วมโครงการ ซึ่งเกษตรกรรุ่นพ่อรุ่นแม่  ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร จากนี้ไปต้องดึงรุ่นลูกซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมให้การสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้การประกอบอาชีพ

“มีตัวอย่างให้เห็นในหลายจังหวัด มีผู้ที่มาทำงาน ในกรุงเทพฯ แต่ยิ่งนานไปกลับมีแต่หนี้สินเพิ่มมากขึ้น จึงต้องการกลับไปอยู่บ้านเกิดและทำการเกษตร ทางสหกรณ์จึงได้แนะนำให้ปลูกผักอินทรีย์เพื่อจำหน่าย จนสามารถปลดหนี้สินได้หมด เชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่นั้น ถ้าตั้งใจทำเกษตรกรรมจริงจะทำได้สำเร็จ เพราะมีมุมมองเรื่องการตลาด สามารถขายผลผลิตผ่านออนไลน์ และเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน เมื่อเห็นโอกาสและช่องทางในการขายสินค้าแล้ว จึงจะมาวางแผนการผลิตได้ตรงตามที่ตลาดต้องการ”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
ทั้งนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2515 มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับ และดูแลระบบสหกรณ์ของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “การสหกรณ์มั่นคง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนยั่งยืน” ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมกันกว่า 8,097 แห่ง เป็นสหกรณ์ภาคเกษตร 4,547 แห่ง สหกรณ์              นอกภาคเกษตร 3,550 แห่ง สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 11.6 ล้านคน เป็นสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร 6.7 ล้านคน สมาชิกสหกรณ์นอกภาคเกษตร 4.9 ล้านคน มีทุนดำเนินการ 3.1 ล้านล้านบาท และปริมาณธุรกิจ 2.5 ล้านล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือธกส.แก้ไขหนี้สมาชิกสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390720

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือธกส.แก้ไขหนี้สมาชิกสหกรณ์

วันที่ 27 กันยายน 2562 – 15:10 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,ธกส
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือธกส.แก้ไขหนี้สมาชิกสหกรณ์

สหกรณ์การเกษตรเฮ หลังบอร์ดธกส. ร่วมมือกรมส่งเสริมสหกรณ์แก้ไขปัญหาหนี้สถาบันเกษตรกร โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตร ทั้งยืดและขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้ไม่เกิน 20 ปี ส่งผลให้สหกรณ์เกิดสภาพคล่อง  มีเงินเหลือพอสำหรับหมุนเวียนในธุรกิจ และจัดสรรกำไรไว้ดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิก เน้นการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ให้สมาชิกผลิตสินค้า                ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด เพื่อให้มีรายได้เพียงพอใช้จ่ายและมีเงินส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์


นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ   อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัด  ส่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่เพื่อติดตามปัญหาเรื่องหนี้ค้างชำระในสหกรณ์ พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่มีความเสี่ยงทางการเงิน ไว้สำหรับการหารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)

ซึ่งขณะนี้บอร์ดธกส. ได้มีมติเมื่อ  25 กันยายน 2562  ที่ผ่านมา ว่าจะให้ความร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหาหนี้สินของสหกรณ์การเกษตรที่มีความสุ่มเสี่ยงว่าจะมีปัญหาในการชำระหนี้ โดยบอร์ดธกส.จะมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัดและระดับสาขา เพื่อร่วมประชุมหารือกับสหกรณ์จังหวัด และลงพื้นที่ไปติดตามปัญหาหนี้ ในสหกรณ์ พร้อมทั้งพิจารณาให้ความช่วยเหลือบรรเทาหนี้เป็นรายสหกรณ์แล้วแต่กรณี ๆ ไป โดยมีกรอบการดำเนินการ      ให้ยืดและขยายการชำระหนี้สหกรณ์ที่มีกับธกส.ออกไปไม่เกิน  20 ปี
“ดังนั้นเมื่อ ธกส. มีมติเรื่องนี้ออกมาก็ถือว่าเป็นผลดีกับสหกรณ์การเกษตรที่มีปัญหาสุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดหนี้ค้างชำระ หลังจากนี้กรมฯจะร่วมมือทำงานกับธกส.ในภาพใหญ่   และในระดับจังหวัดก็จะต้องทำงานร่วมกัน ในการเข้าไปติดตามดูแลเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ของสหกรณ์ ซึ่งจากมาตรการนี้เป็นอานิสงส์ต่อสหกรณ์ ที่จะทำให้สหกรณ์มี สภาพคล่องเพิ่มขึ้น มีเงินเหลือพอสำหรับหมุนเวียนทำธุรกิจและสามารถกลับไปดูแลช่วยเหลือสมาชิก โดยจะเน้นให้สหกรณ์เพิ่มบทบาทในการส่งเสริมพัฒนาอาชีพของสมาชิก เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เพียงพอใช้จ่ายและส่งชำระหนี้คืนให้กับสหกรณ์”  นายพิเชษฐ์กล่าว
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะหารือร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในการปรับปรุงกฎระเบียบทางระบบบัญชีเรื่องการสำรองหนี้ และระเบียบของสหกรณ์ที่ยังเป็นปัญหาอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสมาชิก ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่แต่ละจังหวัดจะต้องลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสหกรณ์ที่มีปัญหาการเป็นหนี้ค้างชำระกับสหกรณ์                 เพื่อนำข้อมูลมาประมวลและวิเคราะห์เพื่อวางแผนการดำเนินงานของสหกรณ์ในปีงบประมาณใหม่ ซึ่งในช่วงกลางปีที่ผ่านมา กรมฯได้จัดประชุมรับฟังความเห็นเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้ของสมาชิกจากตัวแทนสหกรณ์การเกษตรแต่ละภาค พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจทุกจังหวัด เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพทางการเงินและปัญหาหนี้สินของสหกรณ์ ซึ่งตัวแทนของสหกรณ์ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า หากรัฐบาลมีมาตรการช่วยชะลอการชำระหนี้ที่สหกรณ์มีกับธกส.ออกไป สหกรณ์เหล่านั้นก็จะสามารถกลับไปดูแลคุณภาพชีวิตของสมาชิกให้ดีขึ้นได้ โดยการช่วยพัฒนาอาชีพให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งกรมฯพร้อมที่จะสนับสนุนสหกรณ์ โดยได้ย้ำว่าการส่งเสริมอาชีพให้สมาชิก จะต้องมุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และใช้หลักการตลาดนำการผลิต  โดยสหกรณ์ต้องเพิ่มบทบาทในการส่งเสริมการผลิต การแปรรูปและการตลาดสินค้าของสมาชิกให้มากขึ้น

อ.อ.ป.จัดเวทีเสวนา “ป่าไม้ยั่งยืน”เพิ่มมาตรฐานจัดการสวนป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391078

อ.อ.ป.จัดเวทีเสวนา “ป่าไม้ยั่งยืน”เพิ่มมาตรฐานจัดการสวนป่า

วันที่ 30 กันยายน 2562 – 14:55 น.
ออป
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

 อ.อ.ป. จัดเวทีเสวนา “ป่าไม้ยั่งยืน” เพิ่มมาตรฐานจัดการสวนป่า

อ.อ.ป. จัดเวทีเสวนา “ป่าไม้ยั่งยืน” เพิ่มมาตรฐานจัดการสวนป่า – ระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้าไม้ให้เข้มข้น ป้องกันการลักลอบตัดไม้จากธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) จัดการเสวนาและเผยแพร่การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สำหรับการจัดทำระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายของสินค้าไม้ (Chain of Custody : CoC) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดความรู้ จากผู้ที่เคยได้รับการรับรองมาตรฐานสู่สาธารณชน ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอีกทางหนึ่ง โดยมี นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด ร่วมด้วย นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

                  นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (แผนยุทธศาสตร์ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน) ที่มุ่งเน้นเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เพียงพอ      ต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของชุมชน ในด้านการดูแล รักษา และใช้ประโยชน์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงจากการปลูกป่าเศรษฐกิจ รวมทั้งเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลายเป็นป่าเศรษฐกิจที่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังส่งเสริมให้ประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างพลังทางเศรษฐกิจ และรักษาความมั่นคงของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความพร้อมในการยกระดับมาตรฐานและการปฏิบัติตามระเบียบสากลในด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย

ส่วนในปีงบประมาณ 2560 – 2562 อ.อ.ป. ได้จัดทำโครงการ “การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานภาคเอกชน รวมทั้งหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ อ.อ.ป. ในการเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 22 ราย ประกอบด้วย โครงการส่งเสริมการปลูกป่าภาคเอกชนและภาครัฐ ให้มีการจัดการอย่างยั่งยืน (Sustainable Forest Management : FSM) การดำเนินงานปี 2561 มีสวนป่าเข้าร่วมโครงการฯ และได้รับการรับรองการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล จำนวน 7 สวนป่า ดังนี้
• สวนป่าของ อ.อ.ป. จำนวน 5 สวนป่า พื้นที่รวมทั้งหมด 37,520 ไร่ ได้แก่
– สวนป่าด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
– สวนป่าสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
– สวนป่าน้ำสวย ห้วยปลาดุก จังหวัดเลย
– สวนป่าภูสวรรค์ จังหวัดเลย
– สวนป่าขุนหาญ จังหวัดศรีษะเกษ
• สวนป่าของเอกชน  จำนวน 2 สวนป่า พื้นที่รวมทั้งหมด 22,487 ไร่ ได้แก่
– บริษัท ชาวสวนเกษตร จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา
– บริษัท ไม้ดีศรีปราจีน  จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี
และในปีงบประมาณ 2562 อ.อ.ป. ยังคงดำเนินตามแผนของโครงการส่งเสริมการปลูกป่าภาคเอกชนและภาครัฐ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการบริหารการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล โดยมีสวนป่าที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 8 สวนป่า ดังนี้
• สวนป่าของ อ.อ.ป. จำนวน 6 สวนป่า พื้นที่รวมทั้งหมด 40,949 ไร่ ได้แก่
– สวนป่าพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
– สวนป่าสมเด็จ 1  จังหวัดกาฬสินธุ์
– สวนป่าดงพลอง จังหวัดบุรีรัมย์
– สวนป่ามัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น
– สวนป่าบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ
– สวนป่าเขาคณา จังหวัดเพชรบูรณ์
• สวนป่าของเอกชน  จำนวน 2 สวนป่า พื้นที่รวมทั้งหมด 1,713 ไร่ ได้แก่
– สหกรณ์ตราดยางพาราจำกัด จังหวัดตราด
– วิสาหกิจชุมชนกลุ่มรวมใจพัฒนาเกษตร ตำบลหนองขาม จังหวัดสุพรรณบุรี
ซึ่งในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจประเมินเพื่อยื่นขอรับการรับรองตามมาตรฐานสากล (FSC (right) โครงการจัดทำระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายของสินค้าไม้ (Chain of Custody : CoC) การดำเนินงาน ตั้งแต่ปี 2560 – 2562 มีโรงงานผลิตภัณฑ์ไม้เข้าร่วมโครงการ และได้รับรองตามมาตรฐานสากล (FSC) จำนวน 15 โรงงาน ดังนี้
• ปี 2560 จำนวน 5 โรงงาน
– ส่วนอุตสาหกรรมไม้อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
– บริษัท เขามหาชัยพาราวู้ด จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช
– บริษัท ชูศักดิ์แอนด์พรรณีลีดเดอร์ จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช
– บริษัท วู้ดเวอร์ค แอดวานซ์ จำกัด จังหวัดสงขลา
– บริษัท นัมเบอร์ไนน์คอปเปอร์เรชั่น จำกัด จังหวัดพังงา
• ปี 2561 จำนวน 5 โรงงาน
– บริษัท เดลต้า วู้ด จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี
– บริษัท นครศรีพาราวู้ด จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช
– บริษัท ภัทรพาราวูด จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช
– บริษัท ไทยนครพาราวู้ด จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช
– บริษัท กรีนแอนด์อินดัสตรี้ จำกัด จังหวัดสงขลา
• ปี 2562 จำนวน 5 โรงงาน
– บริษัท ท้อปโกลฟ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดสงขลา
– บริษัท พิทชฎา พาราวู้ด จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี
– บริษัท ทุ่งหลวงวู้ดอินดัสตี้ จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี
– บริษัท บุญทิมเบอร์ อินเตอร์ จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันต์
– บริษัท เอเชีย ทีค วู้ด จำกัด จังหวัดตาก

ผอ.อ.อ.ป. ยังกล่าวต่อไปอีกว่า การจัดการเสวนาและเผยแพร่การจัดการไม้อย่างยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สำหรับการจัดทำระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายของสินค้าไม้ (Chain of Custody : CoC) ในครั้งนี้คาดว่า จะเป็นการเผยแพร่ข้อมูล สถานการณ์ปัจจุบันในการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล และการบริหารจัดการจัดทำระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายของสินค้าไม้ในประเทศไทย ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ในการดำเนินงานตามมาตรฐานฯ จากผู้ที่ได้รับรองฯ รายเดิมสู่ผู้ที่ได้รับรองฯ รายใหม่ และประชาสัมพันธ์โครงการจัดการป่าไม้
อย่างยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป

รมช.มนัญญาชูกลไกสหกรณ์ช่วยดูแลเกษตรกรทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390984

รมช.มนัญญาชูกลไกสหกรณ์ช่วยดูแลเกษตรกรทั่วประเทศ

วันที่ 29 กันยายน 2562 – 20:33 น.
มนัญญา,สหกรณ์
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

รมช.มนัญญาชูกลไกสหกรณ์ช่วยดูแลเกษตรกรทั่วประเทศ

“มนัญญา”กระชับงานกรมส่งเสริมสหกรณ์   ย้ำยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงดันสหกรณ์เข้มแข็ง พร้อมนำสหกรณ์เข้าตลาดออนไลน์แชร์ตลาด   3 ล้านล้านบาท

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์   กล่าวให้นโยบายกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปี ว่าขอให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมงานสหกรณ์ เพราะจะเห็นว่าพระองค์ทรงงานหนักหลายด้าน แต่ก็ทรงให้ความสำคัญกับงานสหกรณ์มาก    เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะช่วยดูแลเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง
“ ความพอเพียงไม่ได้หมายความว่าลำบาก  แต่เป็นการสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืน   เพราะหากไม่พอเพียงจะทำให้ชีวิตลำบาก หากรู้จักคำว่าพอเพียงจะไม่ลำบาก เกินกว่านั้นคือฟุ่มเฟือย ไร้ความจำเป็น ดังนั้นให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ในทุกพื้นที่จริงจังกับการทำงานเพื่อความเข้มแข็งสหกรณ์  กรมนี้ถือว่าทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากที่สุดและภารกิจยิ่งใหญ่ที่สุด  ดิฉันอยากให้สกรณ์เราเข้มแข็ง เราต้องทุ่มเท   จากนี้ดิฉันจะลงพื้นที่ไปเยี่ยมและให้กำลังใจสหกรณ์ทุกพื้นที่ จะไม่มีการทอดทิ้ง” รมช.เกษตรฯกล่าว


นางสาวมนัญญา กล่าวด้วยว่า จะเน้นให้สหกรณ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภับสำหรับผู้บริโภค และกำลังประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อหาช่องทางตลาดให้กับสหกรณ์ เพราะหากสามารถทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มจากการค้าขายและการทำธุรกิจ จะส่งผลที่ดีกลับไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิก   โดยเบื้องต้นได้หารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)  ว่าจะสามารถที่จะช่วยเหลือกันเพิ่มความรู้ในด้านการค้าขายออนไลน์ได้อย่างไร  จะร่วมแชร์ตลาดค้าออนไลน์ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาทได้อย่างไร  คาดว่าในงบประมาณปี 63  เราจะเดินหน้าในเรื่องนี้ อย่างจริงจัง
นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.)  ขณะนี้กรมได้เริ่มพัฒนาการค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ในเวบไซต์ C0-OP  shop ที่กำลังพัฒนาเพื่อให้เป็นช่องทางในการโปรโมทสินค้าสหกรณ์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้บริการและเลือกซื้อสินค้าจากสหกรณ์ต่างๆได้  และกำลังเริ่มจะให้มีการบ่มเพาะความรู้ในการค้าผ่านช่องทางดังกล่าว รวมถึงการผลักดันให้เกิดตลาดเกษตรกรในสหกรณ์ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจัดตั้งซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ๆ โดยจะเป็นแหล่งจำหน่ายพืชผักผลไม้ สินค้าและผลผลิตต่าง ๆ จากสหกรณ์ทั่วประเทศมารวมไว้ให้ผู้บริโภคได้ไปเลือกซื้อได้อย่างสะดวก เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดจำหน่ายผลผลิตและสินค้าของสมาชิกสหกรณ์
ทั้งนี้ธุรกิจสหกรณ์การเกษตร/กลุ่มเกษตร  ปี62   สหกรณ์ 8,097 แห่ง เป็นสหกรณ์ภาคเกษตร  4,547 แห่ง   นอกภาคเกษตร 3,550 แห่ง  สมาชิก11.6 ล้านคน  สมาชิกภาคการเกษตร 6.7 ล้าน นอกภาคเกษตร 4.9 ล้านคน  ทุนดำเนินการ 3.1 ล้านล้านบาท ปริมาณธุรกิจ2.5 ล้านล้านบาท

‘มนัญญา’ฮึ่ม!ลั่นจันทร์นี้ตอกฝาโลง ไม่ยืดเวลาให้‘นรก3สารพิษ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445457

‘มนัญญา’ฮึ่ม!ลั่นจันทร์นี้ตอกฝาโลง ไม่ยืดเวลาให้‘นรก3สารพิษ’

วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.47 น.

“มนัญญา”ฮึ่ม! จันทร์ตอกตะปูปิดฝาโลง 3 สารพิษ ลั่นไม่ยืดเวลาให้นรกสามตัวอยู่ในประเทศไทย ยันสรุปผลกระทบความเป็นพิษครบสมบูรณ์ พร้อมส่งเอกสารให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายแบนได้ทันที ขู่เอกชนอ้างสต็อกล้นเจอแน่ พร้อมไปหาถึงที่ ชี้สั่งหยุดนำเข้าตั้งแต่เดือนมิ.ย.

6 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นความเหมาะสม สามารถเสนอถึงนายกรัฐมนตรี ออก พ.ร.ก.ยกเลิกใช้3สารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต ครอล์ไพริฟอส ว่า การยื่นต่อนายกรัฐมนตรีให้ออก พ.ร.ก.ยกเลิกใช้ 3 สาร อาจจะดำเนินการระยะต่อไปหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้มาตรการแบน 3 สาร พร้อมเดินหน้าได้ทันทีหลังจากได้รับคำบัญชาจากนายกรัฐมนตรีมาแล้วให้ตั้งคณะทำงาน 4 ฝ่ายเพื่อสรุปผลกระทบการใช้สารอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย ตนเป็นประธานคณะทำงาน มีตัวแทนภาครัฐ จากกระทรวงเกษตรฯโดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ภาคเอกชน มีตัวแทนผู้นำเข้า ส่งออก ผู้ประกอบการ ทั้งภาคเกษตรกร  และตัวแทนผู้บริโภค

โดยจะประชุมพิจารณาผลกระทบจากการใช้สารเคมี 3 ชนิด  เวลา 14.00 น.ที่กระทรวงเกษตรฯวันที่จันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2562 ซึ่งผลการประชุมวันจันทร์นี้จะเปิดเผยต่อสาธารณะว่าใครมีความเห็นอย่างไร เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อตัวแทนภาครัฐไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะบิดพลิ้วจากผลสรุปในวันที่ 7 ตุลาคม นี้ ไม่ได้

“นายกรัฐมนตรี มีบัญชามาให้สรุปผลรอบด้านจากทุกฝ่าย และนำข้อสรุปการแบน3สาร เสนอท่านนายกฯ และรมว.เกษตรฯ รมว.สาธารณสุข รมว.อุตสาหกรรม ลงนาม ต่อจากนั้นจะนำเอกสารนี้ไปยื่นให้ถึงมือประธานและคณะกรรมการวัตถุอันตรายด้วยตนเอง ตนพร้อมนั่งเฝ้ารอหน้าห้องประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อรอฟังมติ เพราะทำงานที่ไหนก็ได้ เชิญสื่อไปร่วมรับฟังด้วยกัน และขอให้รมว.อุตสาหกรรม เรียกประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยเร็ว รวมทั้งเปิดเผยมติทั้งหมดของคณะกรรมการทุกคน สังคมจะได้รับรู้ว่าใครแบนใครไม่แบน” น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวถึงกรณีมีกระแสว่าเอกชนนำเข้าสาร 3 ชนิด จะฟ้องศาลปกครองให้ชะลอการแบน 3 สารไว้ก่อนเพื่อระบายสต็อกสารเคมี ยังมีอยู่จำนวนมาก ว่า หากสต็อกสารเคมีของเอกชนรายใดยังเหลืออยู่ บอกมาเลย ตนจะไปหาถึงที่ ตรวจจับดำเนินคดี เพราะได้มีคำสั่งหยุดการนำเข้าตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ดังนั้นสต็อกจะต้องไม่มีแล้ว ถ้ายังมีอยู่แสดงว่าลักลอบนำเข้า เป็นการขนสารเคมีเข้ามาเกินจำนวนจากที่แจ้งไว้ในบัญชีอนุญาต วันจันทร์นี้สั่งการให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นำตัวเลขสต็อกล่าสุดของเดือนที่ผ่านมายืนยัน จะอ้างว่าสต็อกมี อ้างไม่ได้มันจบไปหมดแล้ว ถ้าพูดกับคนอื่นได้ แต่มาพูดกับตนไม่ได้

“มันจบไปแล้ว ไม่ต้องคุย ถือว่าแอบอ้าง เพื่อให้ยืดเวลากับนรกสามตัว อยู่ในประเทศไทย ก็ยังเอาเข้ามาเรื่อยๆ จะทำแบบปิดกันต่อไปไหวหรือที่ไปตรวจสอบ พตนเป็นคนพูดตรง พูดจริง ไม่พูดด้วยถ้าเป็นเรื่องไร้สาระ มันถึงเวลาแล้วสังคม ประชาชนเขายอมรับ เปิดหู เปิดตา ขอให้ฝ่ายอื่นเปิดหัวใจให้ประชาชนเถอะ ช่วงแรกตนไม่อยากพูดอะไรให้ทุกคนพูดในทางที่ถูกต้อง แต่กลับมีคนเอาไปหาผลประโยชน์อีก ตนจะทำให้จบเรื่องแบน 3 สารพิษ” น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวด้วยว่า จากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มติล่าสุดให้เวลากระทรวงเกษตรฯ 2 เดือนในการหาข้อมูลผลกระทบการเป็นพิษต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ตนเร่งทำให้เสร็จครบถ้วนในวันจันทร์นี้จะสามารถส่งให้คณะกรรมการฯได้ทันที ดังนั้นมั่นใจว่าข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯครั้งนี้แน่นมาก เอกสารครบสิ่งที่ขาดเติมเต็มให้สมบูรณ์ จากนี้จะได้มีเวลาไปทำเรื่องอื่นช่วยพัฒนาเกษตรกรได้ ตนคิดไว้เยอะ เช่น โครงการนาข้าวอินทรีย์แปลงใหญ่ปลดหนี้ ยกระดับกลไกสหกรณ์การเกษตรให้เป็นแหล่งพัฒนาอาชีพเกษตรกรครบวงจรอย่างยั่งยืน

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ทุกขั้นตอนตนทำมากับมือ ตรวจเช็คสต็อก แนวทางเลือกในการทำเกษตร ไม่ใช่สารเคมี จึงไม่มีใครมารู้ดีไปกว่านี้ และจะไม่ทำอะไร นอกเหนือจากตรงนี้ เพราะทำในสิ่งที่ตรงและถูกต้องจาก 1-8 และจะถึง10 อยู่ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะเห็นอย่างไร ที่จะต้องเปิดเผยมติรายคน เพราะการประชุมวันจันทร์นี้ กรรมการทุกคนลงชื่อให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ประชุมและลงมติโหวตโดยเปิดเผยหมด ใครจะแย้งไม่ได้อีกแล้ว เพราะทุกหน่วยงานเซ็นรับรองมาเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน

“สิ่งที่ขาด ทำให้สมบูรณ์แล้ว จบหน้าที่พี่ ส่วนคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะประชุมวันไหน ก็ต้องใช้ข้อสรุปจากเอกสารของกระทรวงเกษตรฯโดยคณะทำงาน4ฝ่ายตามบัญชา ท่านนายกฯให้ตั้งมาดูว่า ขาดอะไร แต่ละส่วนมีแนวความคิดอย่างไร จะไม่มีคำว่า ยืดไปอีก 2เดือนแน่นอน เราไม่เอาสำหรับชีวิตคนมีค่า ทำเสร็จวันจันทร์ นี้คณะกรรมการวัตถุอันตราย สามารถเรียกประชุมได้ทันที จะได้ไม่มาบอกว่าต้องรอข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ทุกวันนี้กดดันมาก พี่จับต้องจบ ไม่ให้ประเทศไทย คนไทย ต้องเสียเปรียบกับบริษัทพวกนี้เอาแต่กอบโกยจาก ประเทศไทย เพราะนำเข้าสารเคมีหลายยี่ห้อ รัฐไม่เก็บภาษี ช่วยเหลือเกษตรกรต้นทุนการผลิตสูง เมื่อไม่เสียภาษีนำเข้าแล้วพอมาถึงไทย ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ก็ไม่เสียภาษีอีก ไม่รู้เอาเหตุผลอะไรมา พี่จะเรียกบริษัท และกรมสรรพากร มาคุย หาแนวทางทำรายได้เข้าประเทศ ขณะนี้พี่ถาม3บริษัทพร้อมเสียภาษีส่งออก ทั้งนี้ทราบว่าฝ่ายต้องการให้ใช้สารเคมีต่อไป จะจัดคนมาประท้วงพี่ วันจันทร์นี้” น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ตนไม่เคยคิดว่าจะได้มาเป็นรัฐมนตรี ทำเรื่องใหญ่โต ขนาดนี้ คิดจะอยู่บ้าน จะหยุดเล่นการเมืองหลังจากเป็นนายกเทศมนตรี เพราะเป็นคนตรงๆไม่เสียเวลาเรื่องไร้สาระ ถ้าได้ทำอะไรแล้วในเรื่องถูกต้องจะทำสุดกำลัง คิดดีทำดี ซึ่งเห็นคนไทยเป็นมะเร็งกันมากขึ้น แล้วจะพูดแบบผิดๆทำกันผิดๆต่อไปหรือ ส่วนที่อ้างว่าต้องหาสารทดแทน เป็นคำพูดให้ดูดี เท่านั้น คือการให้มีสารเคมีใช้ต่อไป ทั้งที่จริงๆแล้วทางเลือกทำเกษตรปลอดสารในประเทศไทยยังมีอีกมากหลากหลายวิธี เกษตรกรเคยใช้มาตลอด