กยท.ลุยทุกมิติสร้างเสถียรภาพยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443044

กยท.ลุยทุกมิติสร้างเสถียรภาพยางพารา

กยท.ลุยทุกมิติสร้างเสถียรภาพยางพารา

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท.แจงแผนจัดการยางพาราทั้งระบบ ลุยงานทุกมิติต่อเนื่องหวังสร้างเสถียรภาพให้ยางพารายั่งยืน กระตุ้นเกษตรกรทำสวนยางแบบผสมผสาน ลดความเสี่ยง เพิ่มรายได้ พร้อมใช้มาตรการลดหย่อนภาษี เพิ่มวงเงินสินเชื่อ กระตุ้นใช้ยางเพิ่มขึ้น

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยว่า ปี 2563 กยท.ยังดำเนินมาตรการบริหารจัดการตลาดยางพารา เพื่อสร้างเสถียรภาพให้ยางพาราอย่างต่อเนื่องทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ที่ผ่านมาได้นำน้ำยางพาราสดไปใช้ทำทุ่นดักผักตบชวา ทำหุ่นช่วยชีวิตจำลอง ทำถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ ซึ่งขณะนี้กำหนดแบบและราคากลางที่แน่นอนแล้ว รวมทั้งยังร่วมกับกรมสรรพากร กำหนดแนวทางลดภาษีให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์แปรรูปยางสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อยางมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง จากการซื้อยางพารามาเป็นปัจจัยในการผลิต เป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางมากขึ้น นำไปสู่การดูดซับยางออกจากระบบ เกิดการขยายกำลังการผลิต แปรรูปยาง ผลักดันราคายางให้สูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ให้ผันผวน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยางและรัฐบาล ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายสต๊อกยางได้มากขึ้น คาดว่าเมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2562 จะเพิ่มปริมาณการใช้ยางได้ประมาณ 50,000 ตัน

นอกจากนี้ การดำเนินการลดพื้นที่ปลูกยางพารา 400,000 ไร่ ต่อปีก็ยังทำต่อเนื่องโดยสนับสนุนเกษตรกรให้เกษตรแบบผสมผสานแทน ซึ่งจะลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรระยะยาว ตั้งเป้าว่าภายในปี 2567 จะลดพื้นที่ปลูกยางได้ถาวร ประมาณ 1 ล้านไร่

รองผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการด้านตลาดเป็นอีกเรื่องที่ กยท.ให้ความสำคัญ โดยดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 15,000 ล้านบาท เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีโอกาสลงทุนในสต๊อกยางมากขึ้น จะช่วยสนับสนุนการนำยางออกนอกระบบเข้าสู่มือผู้ประกอบการได้ประมาณ 350,000 ตันซึ่งโครงการนี้จะทำงานประสานกับการลดหย่อนภาษีดังที่กล่าวข้างต้น รวมทั้งยังดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิต ผลิตภัณฑ์ยางเพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตช่วยประกันรายได้ให้ผู้ประกอบการผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำที่มีมูลค่าสูงและ ใช้เทคโนโลยีลงทุนมูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางยืด ยางล้อ ยางเพื่องานวิศวกรรม ยางที่ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งกยท. เพิ่มวงเงินสินเชื่อจากเดิม 15,000 ล้าน เป็น 25,000 ล้านบาท เพื่อช่วยขยายกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิตให้เพิ่มความทันสมัย เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้ผู้ประกอบการ ทำให้การใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น

“กยท.ยังได้ขยายโครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมยางจากปีนี้ไปถึงปี 2567 วงเงิน 10,000 ล้านบาทต่อปี จะช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางรวบรวมยางจากเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่าปีละ 700,000 ตัน” รองผู้ว่าการ กยท.กล่าว

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวข้างต้น กยท.จะนำเรื่องเสนอคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามลำดับต่อไป คาดว่าไม่เกินปลายปีนี้จะทราบผลและดำเนินการได้

ซอกแซกอาเซียน : 26 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443042

566101

ซอกแซกอาเซียน : 26 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมที่ฟิลิปปินส์ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คณะเราไปร่วมทั้งการประชุมเพื่อผลักดันการทำสัญญาซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ระหว่างฟิลิปปินส์ กับญี่ปุ่น พร้อมกับไปตรวจสต๊อกข้าวที่ส่งไปเก็บไว้ที่โกดังในกรุงมะนิลาด้วย ความจริงสต๊อกข้าวในรูปแบบซื้อขาย (ที่ไม่ใช่แบบให้เปล่าตามรูปแบบที่ 3) ผมเคยกล่าวไปแล้วว่า ทั้งประเทศอาเซียนบวกจีนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เรามีอยู่รวมทั้งสิ้น 787,000 ตัน แต่ในการดำเนินงานของแอปเตอร์ที่ผ่านมา โอกาสที่จะนำสต็อกข้าวชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย ซึ่งเป็นการขัดหรือแย้งกับความเป็นจริงที่ทุกวันนี้ ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้หรือภูมิภาคอื่น มักเกิดหรือประสบกับภัยธรรมชาติและประชาชนขาดแคลนอาหารการกินอยู่เสมอๆ

ผมเองในฐานะเป็นผู้จัดการทั่วไปก็เคยรับปากกับคณะมนตรีแอปเตอร์ว่าจะผลักดันให้มีการนำเอาสต๊อกส่วนนี้มาใช้ แต่ก็อีกนั่นแหละ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีประเทศผู้ซื้อ ก็คงไม่สามารถจะทำการซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ให้เกิดขึ้นได้ หลายคนสงสัยว่าทำไมจึงไม่เกิดกิจกรรมนี้ ผมก็เข้าใจว่า ทุกวันนี้มันมีข้าวซื้อขายในตลาดโลกมากถึง 40-50 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกัน ก็มีข้าวที่ผลิตและยังเหลือขายอยู่อีกส่วนหนึ่งในประเทศผู้ผลิตสำคัญๆ เช่น ไทย เวียดนาม อินเดีย ดังนั้น ในเมื่อข้าวสารในตลาดไม่ขาดแคลน โอกาสที่จะมีการสั่งซื้อตามช่องทางแอปเตอร์จึงอาจไม่จำเป็น

ประกอบกับราคาที่กำหนดให้ซื้อขายระหว่างกันภายใต้ระบบแอปเตอร์ ก็บังคับไว้เป็นเกณฑ์เลยว่า ต้องเป็นราคาตลาดโลก หรือราคาที่ซื้อขายกันจริงๆ ในท้องตลาด ห้ามใช้ราคาพิเศษ หรือลดราคาต่ำลงกว่านั้น มันก็เลยต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเพื่อปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง เกี้ยวพาราสีให้มีคนที่จะซื้อตามระบบแอปเตอร์ให้ได้ เพราะเท่าที่ออกหนังสือเวียนไปสอบถามประเทศสมาชิก ปรากฏว่า มีแต่ประเทศเสนอความจำนงที่จะเป็นผู้ขาย เช่น ญี่ปุ่น ไทย เมียนมา เวียดนาม แต่ตรงกันข้ามกลับหาอาสาสมัครประเทศผู้ซื้อไม่ได้ เปรียบเสมือนว่ามีแต่เจ้าบ่าว แต่หาเจ้าสาวไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจว่าต้องใช้วิธีคลุมถุงชน หรือแบบเจาะจงตัวเลยดีกว่า ทั้งนี้โดยเลือกเอาประเทศที่น่ามีความเป็นไปได้ คือ นางสาวฟิลิปปินส์ โดยขั้นตอนแรกใช้วิธีเข้าไปหาบ่อยๆ หรือเมื่อเจอหน้าที่ไหนก็เพียรสะกิดถาม แต่กระนั้น ฝ่ายเจ้าสาวฟิลิปปินส์ก็กลับม้วนอายบ่ายเบี่ยงอ้ำอึ้งไม่เผยวาจาใดๆ จนในที่สุด เลยต้องใช้กลยุทธ์หมัดเด็ด คือการบุกเข้าหาที่บ้านเลย โดยเอาเจ้าบ่าว เอ้ย ผู้ขายไปด้วย

ในครั้งแรกญาติผู้ใหญ่ทางฟิลิปปินส์ก็ใจดีมีน้ำใจจัดการพบปะเจรจาให้อย่างดี ก็จัดเวทีเจรจาที่โรงแรมในกรุงมะนิลากันเลย หลังจากที่ไปตรวจสต็อกข้าวรูปแบบที่ 3 ในโกดังของรัฐเสร็จแล้ว พวกเราคณะฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์พยายามสาธยายถึงประโยชน์ที่ผู้ซื้อหรือเจ้าสาวจะได้รับ และย้ำว่าการทำสัญญาระหว่างกันนั้น ผู้ซื้อน่าจะเกิดประโยชน์กว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิทธิของผู้ซื้อว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว จะสั่งซื้อจริงหรือไม่ก็ไม่ก็ได้ เป็นการการันตีว่า อย่างไรเสียผู้ซื้อก็จะมีข้าวมาช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนได้อย่างแน่นอน เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ เอ็นเอฟเอ หรือ National Food Authority วันนั้นแม้ว่าจะดูแลต้อนรับขับสู้ เลี้ยงข้าวเย็นอย่างดี แต่ทว่ายังสงวนท่าทีไม่ตอบรับอยู่ดีไม่จะเอาไม่เอา

ธรรมเนียมของฟิลิปปินส์นั้นคือ ขอให้เอาสนุกไว้ก่อนอย่างอื่นเอาไว้ทีหลัง มีอีกครั้งที่หลังจากที่ฝ่ายผู้ขายอุตส่าห์เชิญผู้แทนฟิลิปปินส์ไปคุยกันถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นโน่น กำหนดรายละเอียดข้อเจรจากันได้ก้าวหน้าพอสมควร และคิดว่าจะมาคุยต่ออีกครั้งที่กรุงมะนิลาก็จะลงเอย ซึ่งครั้งนี้ฝ่ายสำนักเลขานุการก็ไปด้วย หวังจะได้ข่าวดีมีความคืบหน้า แต่เอาเข้าจริงทางฝ่ายญี่ปุ่นกลับต้องนั่งกุมขมับ เพราะเจอระเบียบปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างที่ทางฟิลิปปินส์อ้างตามกฎหมาย จนทำให้การเจรจาต้องหยุดกลางครัน

สุดท้ายท่านผู้บริหารสูงสุดของเอ็นเอฟเอ ก็ตัดบทและพาพวกเราทั้งหมดไปห้องรับรองจัดเลี้ยงของเอ็นเอ็ฟเอ เพื่อเลี้ยงอาหารค่ำแบบจัดเต็ม แถมมีดนตรีนักเต้นมืออาชีพเกรดเอ ร้องรำทำเพลงกันสนุกสุดเหวี่ยง ปานว่าคืนนั้นเป็นคืนเฉลิมฉลองความสำเร็จในการเจรจาซื้อขายข้าว ทั้งที่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ปธ.สภาเกษตรฯห่วงน้ำเขื่อนน้อย กระทบพื้นที่เพาะปลูกหน้าแล้งปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443037

x

ปธ.สภาเกษตรฯห่วงน้ำเขื่อนน้อย กระทบพื้นที่เพาะปลูกหน้าแล้งปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติพร้อมนายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ห้องบัญชาการและวิเคราะห์สถานการณ์ (War Room) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) โดยดร.สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำชี้แจงสถานการณ์น้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย แม้ประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีฝนตกหนักจากพายุโพดุล และพายุคาจิกิ แต่ก็ยังมีเขื่อนที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุ ทั้งหมด 8 แห่ง ประกอบไปด้วย เขื่อนแม่กวง(30%) เขื่อนลำพระเพลิง (20%) เขื่อนอุบลรัตน์ (27%) เขื่อนลำนางรอง (16%)  เขื่อนลำแซะ (28%) เขื่อนทับเสลา (23%) เขื่อนกระเสียว (22%) และเขื่อนคลองสียัด (23%) ซึ่งอาจมีปริมาณน้ำไม่พอสนับสนุนภาคการเกษตรในฤดูแล้งปี 2563 โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ที่มีน้ำใช้การได้เพียง 66ล้านลบ.ม. อาจต้องใช้น้ำก้นอ่าง (Dead Storage) เพื่อเป็นน้ำอุปโภค-บริโภคเท่านั้น ส่งผลให้ขาดน้ำเพื่อการเพาะปลูกต่อเนื่องอีกปี

สำหรับสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยและเขื่อนป่าสักฯ) ยังมีน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 5,400 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังไม่พอทำนาปรังให้ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้

จากสถานการณ์ดังกล่าว ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นห่วงเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำในเขื่อนมีน้อย จึงสั่งการให้สภาเกษตรกรแห่งชาติออกหนังสือแจ้งเตือน “สถานการณ์ปริมาณน้ำน้อยในเขื่อนสำคัญ” และขอให้พื้นที่ใช้น้ำจากเขื่อนทั้ง 8 แห่ง เตรียมรับสถานการณ์ รวมทั้งจัดเตรียมแหล่งน้ำสำรองเพื่อใช้ในฤดูแล้งปี 2563 นอกจากนี้ ยังย้ำให้สภาเกษตรกรแห่งชาติและสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด ติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับ สสน.อย่างใกล้ชิดต่อไป

กาแฟสดคั่ว-บด (กาแฟชุมพร) หอมกรุ่น กลิ่นกาแฟแท้ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443038

x

กาแฟสดคั่ว-บด (กาแฟชุมพร) หอมกรุ่น กลิ่นกาแฟแท้ๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กาแฟสดคั่ว-บด (กาแฟชุมพร) กาแฟโรบัสต้าแท้ของไทย ที่มีเอกลักษณ์ในด้านรสชาติที่แตกต่าง มีความเข้มข้นและกลิ่นธรรมชาติของกาแฟปักษ์ใต้แท้ๆ ด้วยวิธีการรวบรวมวัตถุดิบเพื่อเก็บสต๊อกไว้ กว่า 8 เดือนคัดสรรขนาดเมล็ดให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานได้รับเครื่องหมายฮาลาน และคัดเลือกเป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว ของจังหวัดชุมพรมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความพิถีพิถันในการคัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพนำมาคั่วและบดจนแน่ใจว่ากลิ่น และรสชาติหอมอร่อยคงที่ ทำให้เป็นที่ยอมรับของชาวคอกาแฟอย่างแท้จริงสามารถสั่งซื้อได้ที่สหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด 274 หมู่ 9 ตำบลท่าแซะ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพรโทร. 0-7759-9683 แล้วคุณจะต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน

อ.ส.ค.จับมืออาชีวะฯภาคกลาง ปั้นปัญญาชนเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443043

x

อ.ส.ค.จับมืออาชีวะฯภาคกลาง ปั้นปัญญาชนเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า อ.ส.ค. มีภารกิจ ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพแก่เกษตรกรอย่างมั่นคงและยั่งยืน และมีส่วนร่วมพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมนมให้ครบวงจร และมีมูลค่าเพิ่มสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนม และมุ่งบริหารจัดการองค์กรให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูงด้วยหลักธรรมาภิบาลร่วมกับสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง ผลิตปัญญาชนด้านเกษตรกร ซึ่งเป็นรากฐานของประเทศ และเพิ่มอัตรากำลังคนอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพด้านการเกษตรให้ได้รับการศึกษาขั้นสูง ทั้งสองฝ่ายได้มีเจตนารมณ์ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในการจัดการอาชีวศึกษา และฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อผลิตบุคลากรใน ระดับเทคโนโลยี

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือในการผลิตพัฒนากำลังคน ด้านอาชีวศึกษาเกษตร ระดับเทคโนโลยีบัณฑิต (ทล.บ.) ของสถานศึกษาสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง ในการพัฒนาการปศุสัตว์ของประเทศ โดยเฉพาะด้านโคนมเปิดโอกาสให้นักศึกษา ได้เข้าฝึกอาชีพในหน่วยงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และเปิดโอกาสให้บุคลากรในสังกัดอ.ส.ค. ได้เข้ามาฝึกประสบการณ์ เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ พัฒนาศักยภาพด้านวิชาการ ในสถานศึกษาสังกัดสถาบัน และยังส่งเสริมสนับสนุนการบูรณาการร่วมกัน ในด้านการใช้ทรัพยากร แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์การวิจัยและร่วมกันส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมการปศุสัตว์โดยเฉพาะด้านโคนม กับหน่วยงานสังกัดอ.ส.ค.

นอกจากนี้ การตกลงร่วมมือกันจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ของอ.ส.ค.และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง ดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนกิจกรรมการปศุสัตว์โดยเฉพาะด้านโคนม และยังตระหนัก ถึงความสำคัญในหน้าที่รับผิดชอบ ร่วมกันพัฒนาและผลิตบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีการผลิตสัตว์และ เทคโนโลยีสัตวรักษ์ เป็นพื้นฐานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคตได้

เกษตรฯจิตอาสาร่วมฟื้นฟูช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยกาฬสินธุ์หลังน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443041

x

เกษตรฯจิตอาสาร่วมฟื้นฟูช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยกาฬสินธุ์หลังน้ำลด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัวโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยจังหวัดกาฬสินธุ์ นำทีมลงพื้นที่จัดกิจกรรมฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยใน 18 อำเภอ พร้อมมอบพันธุ์กล้าไม้ แจกเมล็ดพันธุ์พืช เปิดบริการซ่อมแซมเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตร และเปิดบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ให้คำแนะนำการปลูกพืชหลังน้ำลด มุ่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด ตามแผนกิจกรรมนโยบายฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ Kick Off พร้อมกัน 21 จังหวัด

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัวโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย ณ ลานกิจกรรมศาลเจ้าโสมพะมิตร อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ว่า กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมบูรณาการการทำงานร่วมกับส่วนราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเร่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ ทั้งระยะประสบเหตุและระยะฟื้นฟูหลังน้ำลด รวมทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างรวดเร็ว ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย

สำหรับกิจกรรมช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย ได้มีการปล่อยขบวนคาราวานรถโมบายเคลื่อนที่เร็วไปยังจุดผู้ประสบภัย เปิดศูนย์บริการซ่อมแซมเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตร เปิดบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ให้คำแนะนำการปลูกพืชหลังน้ำลด พร้อมแจกจ่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัย ณ วัดบ้านท่ากลาง ตำบลเจ้าท่า อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของจังหวัดกาฬสินธุ์มีเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ด้านพืช ได้รับผลกระทบ 18 อำเภอ 25,679 ครัวเรือน172,717 ไร่ พื้นที่ความเสียหาย 146,271 ไร่ ด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบแยกเป็น โค จำนวน 1,059 ตัว กระบือ จำนวน 447 ตัว ไก่ จำนวน 1,260 ตัว รวมทั้งหมด 2,766 ตัว ให้ความช่วยเหลือหญ้าแห้ง 30,640 กิโลกรัม เวชภัณฑ์ 118 ชุด ขณะนี้เข้าสู่สถานการณ์เป็นปกติแล้ว ด้านประมง เกษตรกรได้รับผลกระทบ 915 ราย จำนวน 1,210 บ่อ 34 กระชัง พื้นที่ 2,045 ไร่ 514 ตารางเมตร

ธ.ก.ส.ทุ่ม 5 พันล. เปิดตัวสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390620

ธ.ก.ส.ทุ่ม 5 พันล. เปิดตัวสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้

วันที่ 27 กันยายน 2562 – 00:25 น.
ธกส,ทุ่ม 5 พันล้าน,เปิดตัวสินเชื่อ,สินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้,ลดรุกป่า,สร้างรายได้เกษตรกร,ป่าต้นน้ำ
เปิดอ่าน 483 ครั้ง

ธ.ก.ส.เปิดโครงการสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้เกษตรกรป่าต้นน้ำ 11 จว. 5 พันล้านบาทแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร หนุนเปลี่ยนอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดความเสี่ยงปลูกพืชเชิงเดี่ยว

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้จัดทำโครงการสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้ เพื่อสนับสนุนนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน “ประชารัฐสร้างไทย” ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของชาวบ้านและชุมชน สามารถช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ช่วยยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีพื้นที่เป้าหมายที่ป่าไม้ถูกบุกรุกมากที่สุดและเป็นป่าต้นน้ำ ใน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก และเลย

ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกป่า ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด อ้อย ที่มีความเสี่ยงด้านการผลิต ด้านราคาและมาตรการกีดกันทางการค้า พร้อมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่การปลูกพืชที่หลากหลาย ควบคู่การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่ารักษาสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เช่น ปลูกไม้กินได้ ไม้ใช้สอย และไม้เศรษฐกิจ เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียน สามารถลดต้นทุนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ตามแนวทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง โดยมีเป้าหมายเกษตรกรลูกค้าเข้าร่วมโครงการ 50,000 ราย เนื้อที่รวม 500,000 ไร่ วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 100,000 บาท รวม 5,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรลูกค้าที่มีหนี้สินเป็นภาระหนักหรือมีหนี้สินเดิมและต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และผ่านการประเมินความสามารถในการประกอบอาชีพตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร โดยปลอดชำระต้นเงินไม่เกิน 5 ปีแรก นับแต่วันที่ขอกู้ คิดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 – 3 เท่ากับ MRR – 3 ปีที่ 4 – 6 เท่ากับ MRR – 2 ปีที่ 7 – 9 เท่ากับ MRR – 1 และปีที่ 10 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.875 ต่อปี) ระยะเวลาจ่ายเงินกู้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 กรกฏาคม 2564 และกำหนดชำระคืนเงินกู้ตามที่มาของรายได้ แต่ไม่เกิน 15 ปี

โดยประเภทที่ดินของเกษตรกรลูกค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย ที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ได้แก่ โฉนดที่ดิน น.ส.3 ,น.ส.3 ก, น.ส.3 ข และ ส.ป.ก. 4-01 รวมถึงที่ดินที่รัฐอนุญาตให้ทำประโยชน์ ได้แก่ สทก.1 ก, สทก.2 ก, สทก.1 ข, น.ค3 ก, สน.5 และที่ดินที่ทางการอนุญาตอื่นๆ

“ธ.ก.ส. มุ่งหวังที่จะให้โครงการสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการปลูกพืชหมุนเวียนระยะสั้น ไม้ผลในระยะปานกลาง พืชสมุนไพร และเงินออมในรูปของไม้มีค่า สามารถเพิ่มพื้นที่ป่า สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคง ยั่งยืน สู่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” นายอภิรมย์ กล่าว

แม็คโคร ติวเข้มสวนผักปลอดภัย รับกินเจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390621

แม็คโคร ติวเข้มสวนผักปลอดภัย รับกินเจ

วันที่ 27 กันยายน 2562 – 00:00 น.
แม็คโคร,ปลูกผัก
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

แม็คโคร ดันเกษตรกรปลูกผักปลอดภัยหนุนพัฒนาแล็บตรวจสารตกค้างตั้งแต่ฟาร์ม ย้ำความมั่นใจช่วงเทศกาลกินเจ

27 กันยายน 2562 แม็คโคร ติวเข้มสวนผักปลอดภัย รับเทศกาลถือศีลกินเจ ส่งเสริมเกษตรกรตั้งแล็บวิเคราะห์สารเคมีตกค้างสร้างความเชื่อมั่น ชูโมเดลความสำเร็จ “สมเกียรติผักอร่อย” ฟาร์มผักติดลมบนกับเครือข่ายสังคมชาวสวนเข้มแข็ง

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เทศกาลกินเจ เป็นช่วงที่ผู้บริโภคมีความต้องการบริโภคผัก ผลไม้ และวัตถุดิบต่างๆ ที่เป็นอาหารเจจำนวนมาก  โดยในปีนี้แม็คโครได้เตรียมความพร้อมในการรองรับความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการเอาไว้อย่างพอเพียง รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยในกลุ่มสินค้าอย่าง ผัก ที่มีความสำคัญต่อเทศกาล โดยทีมตรวจสอบคุณภาพ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดและส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารเคมีตกค้าง ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบถึงโรงคัดบรรจุ

แม็คโครเล็งเห็นความสำคัญของความปลอดภัยอย่างเข้มข้นและสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตผักปลอดภัยอันเป็นนโยบายหลักของแม็คโครมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการคือ 1)ลูกค้าของเราเป็นผู้ประกอบการกว่า 3 ล้านราย ถ้ามีวัตถุดิบคุณภาพดี ก็จะส่งผลให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีเป็นหลายสิบหลายร้อยล้านครอบครัว 2) การที่เราพัฒนาเกษตรกรให้มีมาตรฐานในการตรวจสอบดีขึ้น แล้วได้ผลตอบรับที่ดี มียอดขายดีขึ้น ก็ทำให้เกษตรกรรายอื่น อยากพัฒนาตาม ดังเช่นการส่งเสริมให้ตั้งห้องแล็บเพิ่มเติมก็ทำให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ดีขึ้นและพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ  แม็คโครเองก็มีความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเกษตรกรของประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้นด้วย

ด้าน นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ  บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “แม็คโครสร้างความแตกต่างของผักปลอดภัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรขอการรับรองห้องปฏิบัติการตรวจสารจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับความรู้ ความสามารถในการคัดกรองสินค้าด้วยความปลอดภัยก่อนส่งให้แม็คโคร  ซึ่งนอกจากการให้ความรู้แล้ว ยังเชิญหน่วยงานของรัฐตรวจสอบ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ และความรับผิดชอบร่วมกัน เนื่องจากภายใต้สเปคเดียวกัน ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ”

“เราทดสอบความชำนาญเทียบกับภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่าผลที่ออกมา เป็นที่น่าเชื่อถือ ทำให้เกษตรกรไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ในปัจจุบันมีโรงคัดบรรจุหลายแห่งที่ส่งผักให้กับแม็คโครมีห้องแล็บไว้ตรวจวิเคราะห์แล้ว ซึ่งฟาร์มผักของคุณสมเกียรติ เป็นแห่งแรกๆ ที่มี โดยแม็คโครช่วยประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ รวมถึงแบ่งปันความรู้ให้เกษตรกรไปต่อยอดและเชื่อมโยงเครือข่ายให้เกิดความแข็งแกร่ง ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง  มีรายได้ดีขึ้น”

ขณะที่ นายสมเกียรติ ลำพันแดง เจ้าของฟาร์มผักอร่อย และโรงคัดแยกตัดแต่งแพ็คบรรจุผักสด จ.สระบุรี กล่าวว่า  ผมโตมากับแม็คโคร ส่งผักขายมา 10 กว่าปีแล้ว ได้รับโอกาสดีๆ ก็จากแม็คโคร  จากส่งผักไม่เยอะ มีเกษตรกรลูกสวนไม่กี่ราย  จนปัจจุบันมีเกษตรกรลูกสวน 50 กว่าราย พื้นที่เพาะปลูกรวมกันกว่า 700 ไร่ ส่งผักให้แม็คโครจำนวน 200 ชนิดขายในแม็คโคร  6 สาขา ปริมาณการส่งจากช่วงแรกวันละ 200 กิโลกรัม  ปัจจุบันเราส่งอยู่ที่ 12-15 ตันต่อวัน แม็คโครช่วยผมในหลายเรื่อง ทั้งให้ความรู้ เชื่อมโยงทักษะที่จำเป็นต่างๆ  พัฒนาศักยภาพของชาวสวนอย่างเราผ่านหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคีเครือข่ายเอกชน อย่างการทำห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารเคมีตกค้าง ตรงนี้ผมก็ได้รับคำแนะนำให้ไปอบรมกับกรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์และนำมาใช้ได้จริง

“ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีห้องแล็ป หรือ QR Code สำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ  แต่พอมีแล้ว มันดีกับอาชีพของเรา ผมกับเกษตรกรลูกสวนทุกคนพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองโดยให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานการเพาะปลูก ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบกับผู้บริโภคโดยตรง ทำให้เราต้องรักษามาตรฐานให้ดีที่สุด  เพื่ออาชีพที่ยั่งยืนและมั่นคงของพวกเราทุกคน ”

นวัตกรรมสุดล้ำเลี้ยงกุ้งอิงธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390619

นวัตกรรมสุดล้ำเลี้ยงกุ้งอิงธรรมชาติ

วันที่ 27 กันยายน 2562 – 00:00 น.
เลี้ยงกุ้ง,สภาเกษตรกร
เปิดอ่าน 98 ครั้ง

สภาเกษตรกรฯหนุน ระบบหมุนเวียนเลี้ยงสัตว์น้ำ นวัตกรรมสุดล้ำเลี้ยงกุ้งอิงธรรมชาติ ป้องกันโรคแทบทุกชนิด

27 กันยายน 2562 นายเดชา บรรลือเดช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประมง สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานกรรมการศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติ กล่าวถึงการเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติที่คิดค้นและจดสิทธิบัตรเป็นนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้ง

โดยกล่าวว่า “การเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติ” เป็นระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิดจะป้องกันโรคที่เกี่ยวกับกุ้งได้แทบทุกชนิด ซึ่งเริ่มต้นจากช่วงวิกฤติโรค EMS (Early Mortality Syndrome) ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งของไทยทั้งระบบ  มากระทั่งเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศ กำหนดให้ โรค Hepatopancreatic microsporidioisis caused by Enterocytozoon hepatopenaei (EHP)

รวมทั้งโรค Shrimp hemocyte iridescent virus (SHIV) ซึ่งเกิดในกุ้ง เป็นโรคภายใต้พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ฯ เช่นเดียวกับโรคอื่นๆในสัตว์น้ำที่เคยมีการประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ จำนวน 38 โรค จากประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งกว่า 30 ปี จนนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติดังกล่าว มองว่าระบบนี้สามารถควบคุมได้และมีความเสถียรมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เสียดายว่าเกษตรกรไทยไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าที่ควรส่วนใหญ่ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้ฯจะเป็นชาวต่างประเทศ

อยากให้เกษตรกรไทยได้ทดลองใช้ระบบอิงธรรมชาติแล้วต่อยอด มองว่าอนาคตต้องใช้ระบบอิงธรรมชาตินี้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำ ระบบนี้อาจไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดแต่มองว่าเป็นระบบที่ได้ผลและประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง ก้าวข้ามเรื่องโรคไปได้อย่างปลอดภัย ทุกอย่างไม่มี 100% แต่อย่างน้อยที่สุดเกษตรกรที่เอาระบบนี้ไปใช้  80%  หรือกว่านั้นจะประสบความสำเร็จ

ด้วยบทบาทการผลักดันจากสภาเกษตรกรแห่งชาติที่พยายามทำระบบอิงธรรมชาติให้เป็นที่รู้จักของเกษตรกรทั่วประเทศ เราแก้ปัญหาให้เกษตรกรและเป็นระบบที่ทดลองทำและใช้เองจนมั่นใจมาก ถึงกล้าจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดให้กับเกษตรกรทั้งในและต่างประเทศได้ เกษตรกรส่วนใหญ่ที่มาดูงานที่ศูนย์ฯแล้วนำไปต่อยอดไม่ค่อยมีปัญหา

อาทิ บ่อเลี้ยงที่ จ.นครนายก จันทบุรี นครศรีธรรมราช หรือแม้แต่พื้นที่สีแดงที่แย่สุดๆไม่สามารถทำบ่อเลี้ยงได้เลย แต่พอปรับเป็นระบบอิงธรรมชาติก็สามารถเลี้ยงได้รอด ปลอดภัย ได้ผลผลิตหลายรอบ เช่นเดียวกับต่างประเทศที่เลี้ยงไม่ได้ พอเข้ามาดูระบบที่ศูนย์ฯก็นำกลับไปปรับต่อยอดจนเลี้ยงได้และเพิ่มผลผลิต อาทิ ประเทศเกาหลีใต้ที่ตอนนี้ผลิตได้ 7 – 10 ตันกว่า ด้วยช่วงระยะเวลาไม่เกิน 4 ปีแต่ของไทยยังช้าอยู่

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติยังมีปัญหาคือ หากผู้ทดสอบกระบวนการตรวจสอบมีสุขภาพสายตาไม่ดีจะไม่สามารถทำการทดสอบสารอย่างแม่นยำได้ ,  ปริมาณการหยดสารทดสอบไม่เท่ากัน , สมาธิระหว่างนับหยดสารทดสอบ เป็นต้น  สภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งผลักดันเรื่องการเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติให้เกิดเป็นระบบที่ยั่งยืน นอกจากการจดสิทธิบัตรแล้ว ภายใต้ความร่วมมือกับดีป้าและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เตรียมพัฒนาใช้แอปพลิเคชันเข้ามาช่วยเพื่อให้การเลี้ยงด้วยระบบอิงธรรมชาติเกิดความเสถียร แม่นยำ สะดวก รวดเร็ว และทันสมัยมากขึ้น

ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยยืดชำระหนี้ช่วยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390537

ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยยืดชำระหนี้ช่วยน้ำท่วม

วันที่ 26 กันยายน 2562 – 14:21 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ย,ยืดชำระหนี้,ช่วยน้ำท่วม,พิเชษฐ์,ช่วยสมาชิกสหกรณ์
เปิดอ่าน 386 ครั้ง

“พิเชษฐ์” สั่งช่วยสมาชิกสหกรณ์น้ำท่วม เตรียมเงินกองทุนฯกว่า 576 ล้านให้สหกรณ์กู้ปลอดดอกเบี้ย 1ปี ขอความร่วมมือสหกรณ์ยืดเวลาชำระหนี้ ลดดอกเบี้ยบรรเทาภาระหนี้สิน

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 62 – นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์การเกษตร ในพื้นที่ประสบอุทกภัย 21 จังหวัด ตามนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ โดยกรมจะใช้เงินจากองทุนพัฒนาสหกรณ์(กพส.) วงเงิน 576.287 ล้านบาท จัดสรรให้สหกรณ์กู้ยืมได้สหกรณ์ละไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี ให้นำไปช่วยฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิก โดยสหกรณ์สามารถนำไปให้สมาชิกกู้ต่อรายละ ไม่เกิน 20,000 บาท ปลอดดอกเบี้ยระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เช่นกัน

ทั้งนี้เงินที่ให้กู้ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะต้องประกอบอาชีพทำการเกษตรและพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหายและต้องอยู่ในเขตที่ประกาศการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินระดับจังหวัดจากกรณีอุทกภัย นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาสหกรณ์ยังได้ขยายเวลาชำระหนี้ให้สหกรณ์ที่มีหนี้เงินกู้กับกองทุนพัฒนาสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติ  และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ขาดรายได้ที่จะนำมาส่งชำระหนี้คืน กพส.ให้ขยายระยะเวลา การชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 1 ปี

“สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย กรมฯได้สั่งการให้ทุกจังหวัดสำรวจความเสียหาย  พบว่า มีความเสียหายในพื้นที่ 20 จังหวัด สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้รับผลกระทบ 316 แห่ง สมาชิก 84,775 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรของสมาชิกเสียหาย 1.07 ล้านไร่ ส่วนการขอกู้เงินเพื่อฟื้นฟูอาชีพสมาชิก ขณะนี้ กองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้อนุมัติเงินกู้ให้แล้ว 10 สหกรณ์ใน 2 จังหวัด วงเงินรวม 37.06 ล้านบาท สมาชิก 1,875  ราย พื้นที่ 27,322 ไร่ และมีสหกรณ์แจ้งความประสงค์ที่จะขอกู้อีก 15 สหกรณ์ ใน 4 จังหวัด กว่า 42.67 ล้านบาท รวมสมาชิก 4,270 ราย” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ในส่วนของการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้เตรียมแผนฟื้นฟูฯหลังน้ำลดให้เกษตรกร โดยจะจ่ายเงินชดเชยความเสียหายทั้งพื้นที่การเกษตรที่ปลูกพืช ประมงและปศุสัตว์ รวมถึงจะมอบพันธุ์ข้าว พันธุ์สัตว์  และปลา และส่งเสริมการปลูกพืชอายุเก็บเกี่ยวระยะสั้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเข้ามาสนับสนุนเรื่องการฟื้นฟูอาชีพ และประสานภาคเอกชน เพื่อหาช่องทางตลาดมารับซื้อผลผลิตให้กับเกษตรกร โดยให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นผู้รวบรวม

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้จัดกิจกรรมบริการซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องจักรกลทางการเกษตร และเปลี่ยนถ่ายอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่ประสบภัย โดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ประสานขอความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ อาทิ สถาบันอาชีวศึกษา วิทยาลัยสารพัดช่าง วิทยาลัยเทคนิคมาร่วมให้บริการ ซึ่งได้เริ่มเปิดจุดบริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา มีชาวบ้านให้ความสนใจทยอยนำเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์มาให้ซ่อมจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและให้เกษตรกรสามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้ไปประกอบอาชีพได้ทันทีหลังน้ำลด