ส่องเกษตร : มากกว่าตัวเลข คือชีวิตจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439550

449007

ส่องเกษตร : มากกว่าตัวเลข คือชีวิตจริง

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รายงานของสภาพัฒน์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาสที่ 2/2562 ของไทยขยายตัวร้อยละ 2.3ชะลอตัวจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสที่ 1/2562 ปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศและการลดลงของภาคต่างประเทศ ด้านการผลิต ภาคเกษตรลดลงร้อยละ 1.1 จากการขยายตัวร้อยละ 1.7 ในไตรมาสแรก ขณะที่ภาคนอกเกษตรขยายตัวร้อยละ 2.6 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในไตรมาสก่อนหน้าสรุปจากตัวเลขจะเห็นทิศทางที่ชะลอตัวลงทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร

ในทางเศรษฐศาสตร์ตัวเลข GDP จะใช้เป็นเกณฑ์ในการชี้มาตรฐานในการครองชีพของประชากรในประเทศนั้น สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ตัวเลขสัดส่วน GDP ภาคการเกษตร ต่อ GDP รวมของทั้งประเทศ ตัวเลขจะไม่สูงมาก อยู่ประมาณ 1-5 เป็นส่วนใหญ่ สำหรับประเทศไทยตัวเลขสัดส่วน GDPภาคการเกษตร ปัจจุบันลดลงไปมาก น่าจะอยู่ประมาณ 10 ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดแต่สัดส่วนแรงงานไทย ประมาณกว่าครึ่งอยู่ในภาคการเกษตร ถ้ามองเฉพาะตัวเลข จะเห็นว่า แรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก เพราะสร้างผลผลิตได้ออกมากน้อยมาก เมื่อเทียบกับแรงงานที่มี ซึ่งความหมายของนักเศรษฐศาสตร์ แรงงานคือส่วนหนึ่งของทุนนั่นเอง

ด้วยมุมมองดังกล่าว ฝ่ายนโยบายจึงใช้จุดอ่อนเรื่องประสิทธิภาพต่ำ จำนวนแรงงานมีเป็นจำนวนมากกว่าครึ่ง มากำหนดนโยบายที่เอาง่ายเข้าว่า คือ ใช้ภาคการเกษตรเป็นทางผ่านของเม็ดเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ในลักษณะของการกระตุ้นการบริโภค เพราะเชื่อแน่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ไม่เก็บเงินไปใช้เป็นทุนอย่างแน่นอน มีแต่จะนำเงินเหล่านี้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แล้วเม็ดเงินดังกล่าวก็หมุนกลับไปสู่ทุนใหญ่ เพื่อให้ทุนใหญ่ขยายตัวใหญ่ขึ้นไปอีก สิ่งเหล่านี้คือโศกนาฏกรรมของทุนที่ไร้หัวใจ

การนำตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวมากำหนดทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตร อาจไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เนื่องจากภาคการเกษตร เป็นเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเกษตรกร เรื่องราวของสังคมนั้นๆ ภาคอุตสาหกรรมอาจไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเวลาเก็บผลผลิตแล้ว แต่ยังไปงานบุญกันอยู่ ไม่รีบเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จ วิธีการบริหารจัดการในแต่ละพื้นที่จึงมีความแตกต่างกัน ยิ่งอายุเฉลี่ยของเกษตรกรย่างเข้าสู่หลักห้า วิธีคิดและการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นยิ่งลำบากมากขึ้น การใช้ภาคการเกษตรเป็นทางผ่านของเม็ดเงิน จึงเป็นตรรกะง่ายๆ ในการดึงแรงบริโภค เพื่อให้ GDP เติบโต

ในส่วนตัวผมมีความเห็นว่าภาคการเกษตรเป็นภาคที่ทุกภาคส่วนของสังคมมองว่าเป็นภาคที่อ่อนแอ ทั้งที่จริงแล้วสังคมใช่หรือไม่ที่ทำให้ภาคการเกษตรอ่อนแอ มองในอีกมุมหนึ่งเมื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายกลับไม่มองไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคการเกษตรตลอดห่วงโซ่ แต่มองไปที่การใส่เม็ดเงินเข้าไปในภาคการเกษตรเพื่อให้เม็ดเงินกระจายออกไป แต่ท้ายสุดแล้วกลับมารวมที่ทุนใหญ่ ทำไมนโยบายไม่มองไปที่การกระจายทุน เพื่อเพิ่มทุนให้ภาคการเกษตร ให้สามารถบริหารจัดการทุน พัฒนาระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรอย่างแท้จริง วิธีคิดสำหรับการพัฒนาภาคการเกษตรจึงไม่ใช่วิธีคิดแบบคำนวณตัวเลข แต่เป็นวิธีคิดแบบคำนวณจากความสุขแทน เพราะภาคเกษตรไม่ใช่ภาคที่อ่อนแอ แต่เป็นภาคที่ถูกทำให้อ่อนแอผมเชื่อว่าเป็นเช่นนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

มังคุดไทยรีเทิร์น ส่งออกไต้หวันฉลุย จูนเงื่อนไขตรงกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439551

x

มังคุดไทยรีเทิร์น ส่งออกไต้หวันฉลุย จูนเงื่อนไขตรงกัน

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีสื่อมวลชนไต้หวันรายงานข่าวไต้หวันปฏิเสธนำเข้ามังคุดลอตแรกจากไทย เพราะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขนำเข้าของไต้หวันว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณภาพผลผลิตมังคุด  แต่เกิดจากสำนักงานป้องกันและกักกันโรคพืชและสัตว์ของไต้หวันใช้เอกสารเงื่อนไขการนำเข้าฉบับภาษาจีน ซึ่งไม่ตรงกับเอกสารของไทยที่ยึดฉบับภาษาอังกฤษและเป็นข้อตกลงร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย

กรณีไต้หวันปฏิเสธนำเข้าโดยอ้างว่าตรวจพบมังคุดผลสดจากไทยที่ขนส่งทางอากาศด้วยการบรรจุในตู้คาร์โก้ ซึ่งบริเวณที่เปิดตู้คาร์โกไม่มีตะกั่วซีลไว้ตามเงื่อนไขกำหนด และสติ๊กเกอร์ระบุคำว่า TREATED-PQ-DOA-THAILAND  ไม่ได้ขนาดตามระเบียบของไต้หวันนั้น  ยืนยันว่าฝ่ายไทยใช้ขนาดสติ๊กเกอร์ตรงตามเงื่อนไขนำเข้าที่ตกลงร่วมกัน ส่วนกรณีไม่ได้ระบุหมายเลขตู้คาร์โกและหมายเลขซีลตะกั่วในใบรับรองสุขอนามัยพืช เพราะทั้งผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ไต้หวันและไทยเห็นตรงกันก่อนลงนามในใบรับรองสุขอนามัยพืชว่า การระบุหมายเลขคอนเทนเนอร์ในใบรับรองสุขอนามัยพืชนั้น จะใช้กับการขนส่งทางเรือเท่านั้น หลังรับทราบปัญหาเจ้าหน้าที่กักกันพืชของไทย และไต้หวันร่วมตรวจสอบมังคุดสดอบไอน้ำก่อนส่งออกไปไต้หวัน พร้อมชี้แจงให้ไต้หวันทราบเงื่อนไขนำเข้าที่ฝ่ายไทยยึดตามฉบับภาษาอังกฤษ ขณะนี้มังคุดไทยที่ถูกปฏิเสธนำเข้าดังกล่าวถูกส่งกลับไปไต้หวันอีกครั้ง  รวมทั้งลอตใหม่โดยไม่ได้รับแจ้งปัญหาอีก นอกจากนี้ กรมทำหนังสือถึงไต้หวันโดยแนบเอกสารนำเข้าฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อยืนยันว่าไทยปฏิบัติตามเงื่อนไข ขอให้ยึดตามเอกสารฉบับเดียวกัน

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439552

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร  ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 02.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.)จัดอบรมหลักสูตรผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ขึ้นเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ความรู้ความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ระเบียบคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์งบการเงิน กระบวนงานและเทคนิคการสอบบัญชีด้านต่างๆการบันทึกข้อมูล Input Form การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้คอมพิวเตอร์บันทึกบัญชี ตลอดจนประสานงานเพื่อตรวจสอบบัญชี รวมทั้งมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ปัญหาการปฏิบัติงานระหว่างผู้เข้าอบรมด้วยกันเองและวิทยากร

ทั้งนี้ การจัดหลักสูตรอบรมผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ เป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรของกรมที่ผ่านการรับราชการมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี ให้มีความรู้ ความสามารถและความพร้อมปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ยกระดับเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ถือเป็นบุคลากรสำคัญ ที่ทำหน้าที่ช่วยผู้สอบบัญชีเข้าไปตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกรอย่างละเอียด ตรวจสอบการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกส่วนงานในสหกรณ์ และสอบทานเอกสารหลักฐานที่เป็นรายงานการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะรายงานการเงินว่าถูกต้องตรงตามความเป็นจริงและปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือไม่ เพื่อให้สมาชิกมั่นใจว่างบการเงินและระบบบัญชีของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรนั้นน่าเชื่อถือถูกต้อง

“กรมตั้งเป้าฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยสอบบัญชีสหกรณ์อย่างน้อยปีละ 2 รุ่น เตรียมทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุขอย้าย หรือโอนไปหน่วยราชการอื่น หวังให้ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์เพิ่มพูนความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ทั้งเชิงวิชาการและเทคนิค ก้าวทันความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีด้านการสอบบัญชี ตลอดจนรู้เท่าทันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

กรมปศุสัตว์เดินหน้าทำแผนที่เกษตรกรด้วย‘อี-สมาร์ทพลัส’ เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรค ASF

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439628

กรมปศุสัตว์เดินหน้าทำแผนที่เกษตรกรด้วย‘อี-สมาร์ทพลัส’ เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรค ASF

กรมปศุสัตว์เดินหน้าทำแผนที่เกษตรกรด้วย‘อี-สมาร์ทพลัส’ เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรค ASF

วันอังคาร ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562, 21.04 น.

กรมปศุสัตว์เดินหน้าทำแผนที่เกษตรกรด้วย‘อี-สมาร์ทพลัส’ เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรค ASF

10 กันยายน 2562 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ในช่วงนี้ทุกภูมิภาคของไทยเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งเรื่องฝนตกและน้ำท่วมขัง ทำให้สัตว์มีภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆ  กรมปศุสัตว์จึงต้องบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรค ASF ในสุกรอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ร่วมมือกับภาคเอกชน และชุมชน ลงพื้นที่สำรวจฟาร์มเกษตรกรรายย่อยโดยใช้แอพพลิเคชั่น e-Smart Plus (อี-สมาร์ทพลัส) เพื่อจัดทำแผนที่เกษตรกรรายย่อยในประเทศ และประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ทันที ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคของกรมปศุสัตว์ได้อย่างรวดเร็วและทันเวลา ควบคู่กับการยกระดับระบบป้องกันโรคในฟาร์มของเกษตรกร

“กรมปศุสัตว์ ได้ระดมเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจฟาร์มของเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา   นำแอพพลิเคชั่น  อี-สมาร์ทพลัส ช่วยประเมินความเสี่ยงไปแล้วกว่า 66,500 ฟาร์ม คิดเป็นร้อยละ 60 ของเป้าหมาย และจะทำแผนที่ให้ครบทุกจังหวัดภายในสิ้นปีนี้” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

สำหรับระบบอีสมาร์ทพลัส ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่ายขึ้น เพียงบันทึกข้อมูลในมือถือหรือแท็บเล็ต ก็สามารถทราบผลทันที ทำให้การวางแผนเฝ้าระวังและป้องกันโรค ASF มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อย  เข้ามาเป็นเครือข่ายในการแจ้งข่าวสารและป้องกันโรค ASF ให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ยังไม่มีการรายงานพบโรคดังกล่าวในไทย

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้รับความร่วมมือที่ดีจากภาคเอกชน รวมถึงสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรในจังหวัดต่างๆ ในการยกระดับการป้องกันฟาร์มให้เคร่งครัด แม้ว่าฟาร์มของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งหมดเป็นฟาร์มระบบปิดและมีการป้องกันโรคอย่างเข้มงวดอยู่แล้วก็ตาม ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังสนับสนุนงบประมาณและกำลังคน ช่วยให้การป้องกันโรค ASF ในประเทศไทยเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของเกษตรกรรายย่อย กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือในการปรับปรุงฟาร์ม และกำจัดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น การปรับปรุงรั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์อื่นๆ เข้าในฟาร์ม การไม่นำเศษอาหารมาใช้เลี้ยงสุกร การฆ่าเชื้อก่อนนำเครื่องมือหรือยานพาหนะเข้าสู่ฟาร์ม การห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟาร์ม การไม่เอาสุกรป่วยหรือตายออกนอกฟาร์ม รวมทั้ง ติดตามข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ ตลอดจนไม่ตื่นตระหนก หรือหลงเชื่อข่าวลือต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรในการผลิตสุกรอย่างต่อเนื่อง และผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยของอาหารมากยิ่งขึ้น

‘รมว.เกษตรฯ’เรียกถกด่วน! ระดมช่วยเหลือเกษตรกร27จว.ประสบภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439405

'รมว.เกษตรฯ'เรียกถกด่วน! ระดมช่วยเหลือเกษตรกร27จว.ประสบภัยน้ำท่วม

‘รมว.เกษตรฯ’เรียกถกด่วน! ระดมช่วยเหลือเกษตรกร27จว.ประสบภัยน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.07 น.

‘รมว.เกษตรฯ’เรียกถกด่วนทุกหน่วยงาน ระดมช่วยเหลือเกษตรกรพื้นที่ประสบอุทกภัยจากพายุ2ลูก27จว. เตรียมช่วยฟื้นฟูอาชีพให้ปัจจัยการผลิต เร่งหามาตรการเสริมรายได้เลี้ยงครอบครัวระหว่างรอเพาะปลูกรอบใหม่

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากอธิบดีกรมชลประทาน ว่ามีจังหวัดที่ประสบอุทกภัยจากพายุโพดุลและคาจิกิ รวม 27 จังหวัด ปัจจุบัน (10 ก.ย.62) ยังมีพื้นที่น้ำท่วม 12 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร พิษณุโลก ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ สกลนคร นครพนม และศรีสะเกษ ส่วนที่สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วมี 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แพร่ น่าน ลำปาง อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย เพชรบูรณ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มุกดาหาร สระแก้ว ชุมพร และระนอง

ทั้งนี้ จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความเสียหายของพื้นที่เกษตร ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง อย่างต่อเนื่อง แล้วรายงานเข้ามายังศูนย์เฝ้าระวังและบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ ของกระทรวงเกษตรฯ วอร์รูมภัยพิบัติ ทุกวัน ทั้งนี้ พื้นที่ใดทางจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ให้เร่งจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ พ.ศ.2562 นอกจากนี้ จะเรียกประชุมหารือเพื่อกำหนดมาตรการฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงโดยเร็ว เพื่อสนับสนุนพันธุ์พืช , พันธุ์สัตว์ และปัจจัยการผลิต รวมถึงแนวทางเสริมเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวระหว่างกลับมาทำการเกษตรรอบใหม่

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลดทันทีโดยเร็ว สำหรับพืชผลเกษตรที่เสียหายโดยสิ้นเชิง ให้เกษตรกรติดต่อขอรับการช่วยเหลือที่สำนักงานเกษตรอำเภอตามที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบด้านปศุสัตว์รวม 1,084 หมู่บ้าน 226 ตำบล 72 อำเภอ ใน 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สกลนคร มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครพนม มหาสารคาม ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี เกษตรกรที่ประสบภัย 35,446 ราย ซึ่งได้ช่วยเหลือเฉพาะหน้าด้วยการอพยพสัตว์หนีน้ำ 71,261 ตัว รักษาสัตว์ 16,679 ตัว ส่งเสริมและดูแลสุขภาพสัตว์ 5,918 ตัว สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ 420,540 กิโลกรัม และถุงยังชีพ 144 ถุง ขณะนี้เร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่ที่น้ำลดแล้วเพื่อช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังต่อไป

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นทำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใน 20 จังหวัดได้รับความเดือดร้อน ได้แก่ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิจิตร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษตร กระบี่ และตรังเนื่องจากสัตว์น้ำที่ใกล้จับจำหน่ายได้หลุดลอยไปกับน้ำหลากเกือบทั้งหมด จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 29,883 ไร่ เกษตรกรเดือดร้อน 25,286 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้เพาะเลี้ยงปลานิลในกระชัง เลี้ยงปลาดุก กบ และกุ้งก้ามกรามในบ่อ มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท ขณะนี้ยังให้สำนักงานประมงพื้นที่สำรวจอย่างต่อเนื่องแล้วรายงานมายังกรมทุกวัน จากการสอบถามนั้น เกษตรกรต้องการกลับมาประกอบอาชีพประมงรอบใหม่โดยเร็ว แต่ส่วนใหญ่มีปัญหาด้านเงินลงทุน จึงต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจะได้นำเสนอผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพิจารณาต่อไป

กษ.กางปริมาณ’ฝน’ล่วงหน้า! เตือนเกษตรกรช่วง2เดือนนี้’รีบกักเก็บน้ำ’ไว้ใช้แล้งหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439399

กษ.กางปริมาณ'ฝน'ล่วงหน้า! เตือนเกษตรกรช่วง2เดือนนี้'รีบกักเก็บน้ำ'ไว้ใช้แล้งหน้า

กษ.กางปริมาณ’ฝน’ล่วงหน้า! เตือนเกษตรกรช่วง2เดือนนี้’รีบกักเก็บน้ำ’ไว้ใช้แล้งหน้า

วันอังคาร ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562, 11.57 น.

กษ.กางปริมาณฝนล่วงหน้า3เดือน ระบุเดือนก.ย.ฝนตกปานกลาง151-300มม.ไปตกหนักภาคตะวันออก ภาคใต้401-600มม.ส่วนเดือนต.ค.ฝนเริ่มลด เดือนพ.ย.ภาคเหนือ-กลาง-ตะวันออก-อีสานฝนน้อยมาก/น้ำไม่พอให้พืช เตือนเกษตรกรช่วง2เดือนนี้มีฝนตกรีบกักเก็บน้ำกินใช้-ทำเกษตร สำรองน้ำไว้แล้งหน้า

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับความมือจากกรมอุตุนิยมวิทยา ในการคาดการณ์ลักษณะอากาศและปริมาณฝนล่วงหน้า 3 เดือน (ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2562) พบว่า หลังจากประเทศไทยได้รับผลกระทบจากอิทธิพลพายุโซนร้อน “โพดุล” และดีเปรสชั่น “คาจิกิ” ซึ่งทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องกันหลายวัน เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ประเทศไทยมีแนวโน้มปริมาณน้ำฝนดีขึ้น โดยในระยะ 3 – 5 วันนี้ ยังไม่มีพายุใดๆ ที่จะเข้าสู่ประเทศไทย และกรมอุตุนิยมวิทยาได้ติดตามสภาพอากาศในบริเวณทะเลจีนใต้อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกันยายน 2562 จากการคาดการณ์ลักษณะอากาศ ปริมาณน้ำฝนทั่วทุกภาคของประเทศไทยจะมีฝนตกปานกลางอยู่ที่ 151 – 300 มิลลิเมตร เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของพืชที่ต้องการน้ำมาก ส่วนพืชที่ต้องการน้ำน้อยควรมีการระบายน้ำออกจากแปลง สำหรับภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และตราด ภาคใต้ ได้แก่ ระนอง ชุมพร พังงา และภูเก็ต ปริมาณน้ำฝนจะตกหนัก อยู่ที่ 401 – 600 มิลลิเมตร

ส่วนในช่วงเดือนตุลาคม 2562 จากการคาดการณ์ลักษณะอากาศจะมีปริมาณฝนลดลง ปริมาณน้ำฝนในเขตภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีปริมาณฝนตกปานกลางอยู่ที่ 151 – 300 มิลลิเมตร ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า จะมีปริมาณฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางอยู่ที่ 91 – 150 มิลลิเมตร โดยเฉพาะภาคเหนือตั้งแต่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ และลพบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่จังหวัดเลย เพชรบูรณ์ หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และชัยภูมิ ปริมาณฝนจะตกเล็กน้อยอยู่ที่ 90 – 120 มิลลิเมตร จึงขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรรีบเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงที่มีฝนตกในระยะนี้ เพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงแล้ง

ส่วนในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 จากการคาดการณ์ลักษณะอากาศ พบว่า ปริมาณน้ำฝนตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง จะมีฝนตกน้อยมากเพียง 20 – 90 มิลลิเมตร ซึ่งจะไม่เพียงพอต่ออัตราการใช้น้ำของพืช จึงขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรรีบสำรองน้ำไว้สำหรับการอุปโภคบริโภค และสำรองให้เพียงพอสำหรับพืชที่เพาะปลูกไว้แล้ว โดยขอแนะนำให้ใช้น้ำอย่างประหยัดด้วย สำหรับภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจะมีฝนตกปานกลางถึงฝนตกหนักปริมาณฝนอยู่ที่ 200 – 600 มิลลิเมตร

อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้เกษตรกรและประชาชน ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากประกาศของทางราชการและกรมอุตุนิยมวิทยา รวมทั้งการแจ้งเตือนภัยอย่างใกล้ชิด

อ่านเลย!! กษ.แจงหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรประสบอุทกภัย รายละไม่เกิน30ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439348

อ่านเลย!! กษ.แจงหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรประสบอุทกภัย รายละไม่เกิน30ไร่

อ่านเลย!! กษ.แจงหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรประสบอุทกภัย รายละไม่เกิน30ไร่

วันอังคาร ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562, 07.34 น.

กษ.เร่งฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร แนะดูแลพืชหลังประสบอุทกภัย พร้อมแจงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามพื้นที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน30ไร่

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อนโพดุล และดีเปรสชั่นคาจิกิ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลดทันที พร้อมแนะนำให้เกษตรกรดูแลข้าว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักสำคัญ โดยเฉพาะบางพื้นที่มีพืชต้องเร่งเก็บเกี่ยวเพื่อหนีน้ำ ดังนี้

ข้าว ในกรณีที่น้ำท่วมขังไม่นาน น้ำสูงไม่ถึงยอดข้าว และต้นข้าวยังไม่ตาย ให้รีบระบายน้ำออกจากแปลงนาให้เหลือ 5 – 10 เซนติเมตร และให้ฟื้นฟูข้าวหลังจากน้ำลด โดยที่ต้นข้าวยังเขียวอยู่เกิน 3 วัน หากต้นข้าวในนามี สีเขียวมากขึ้นไม่ต้องใส่ปุ๋ย ให้ดูแลโรคและแมลงอย่าให้รบกวนเท่านั้น แต่หากต้นข้าวในนาเริ่มมีอาการสีเหลืองที่ใบ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อฟื้นฟูสภาพต้นข้าว (ไม่ควรใส่ปุ๋ยยูเรียมากเกินคำแนะนำ เพราะจะทำให้ต้นข้าวเกิดโรคได้) สำหรับแปลงนาที่ข้าวออกรวง ให้ระบายน้ำจนแห้งและห้ามใส่ปุ๋ยเพราะจะทำให้ดินร้อน และต้นข้าวตายง่ายขึ้น ในกรณีที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวระยะสุกเต็มที่เพื่อหนีน้ำ ให้นำข้าวที่เก็บเกี่ยวไปตากเพื่อลดความชื้นโดยเร็ว

สำหรับแปลงข้าวที่ตายเสียหายโดยสิ้นเชิง ให้เกษตรกรติดต่อขอรับการช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไว้

ไม้ผล ไม้ยืนต้น หลังน้ำท่วมใหม่ๆ ขณะที่ดินยังเปียกอยู่ ห้ามนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปในพื้นที่ และห้ามบุคคล รวมทั้งสัตว์เข้าไปเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นพืชโดยเด็ดขาด เพราะต้นที่ถูกน้ำท่วมขังจะมีโครงสร้างง่ายต่อการถูกทำลาย และเกิดการอัดแน่นได้ง่าย ซึ่งเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำ รวมทั้งจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากของพืช ทำให้ต้นไม้ทรุดโทรมและอาจตายได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้ต้นพืชตั้งตัวเร็วขึ้น ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบให้แก่พืช เพราะในระยะนี้ระบบรากของพืชยังไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารพืชจากดินได้ตามปกติ ปุ๋ยทางใบอาจใช้ปุ๋ยน้ำสูตร 12-12-12 หรือ 12-9-6 หรือจะใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 และ 16-21-27 ละลายน้ำพ่นให้แก่พืชก็ได้ นอกจากนี้ สามารถเตรียมปุ๋ยทางใบที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเด็กซ์โตรส 600 กรัม ฮิวมิคแอซิด 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-30-15 จำนวน 20 กรัม ผสมสารดังกล่าวในน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบลงไปเล็กน้อย และอาจใส่สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น และพ่นสัก 2 – 3 ครั้ง

สำหรับในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย เมื่อน้ำลดแล้ว และต้องการจะปลูกพืชใหม่ อาจทำได้ 2 วิธี คือ 1.ปลูกแบบไถพรวนน้อยครั้ง โดยใช้เครื่องมือที่มีน้ำหนักเบา และกระทำหลังจากที่ดินเริ่มแห้งเป็นการกำจัดวัชพืชไปด้วยในตัว ลดการรบกวนดิน และ 2.ปลูกแบบไม่ไถพรวน วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ยังเปียกชื้นอยู่

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ หากมีพื้นที่ทำการเพาะปลูกซึ่งเสียหายโดยสิ้นเชิง จะมีการให้ความช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตรา ไร่ละ 1,690 บาท

ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

รักษ์เกษตร : EM ที่รู้จักเบื้องต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439221

x

รักษ์เกษตร : EM ที่รู้จักเบื้องต้น

วันอังคาร ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำตอบ

อีเอ็ม-EMเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพและให้ประโยชน์ในทางเกษตรกรรม โดยกลุ่มจุลินทรีย์นี้ได้รับการคัดและเลือกสรรเป็นอย่างดีจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมมารวมกันEM คือ อะไร EM ย่อมาจาก Effective Microorganisms จากการค้นคว้าของเกษตรกร และผู้สนใจทางการเกษตร พบว่า จุลินทรีย์มีอยู่3 กลุ่มใหญ่ๆเท่าที่ทราบยังไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจนว่าเป็นจุลินทรีย์ตัวใด มีดังนี้

1)กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรค มีประมาณ 10%

2)กลุ่มทำลาย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรค มีประมาณ 10%

3)กลุ่มกลางจุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใดมีจำนวนมากกว่า กลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือเข้าร่วมด้วยมีประมาณ 80%

การเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพลงในดินก็เพื่อให้กลุ่มสร้างสรรค์มีจำนวนมากกว่า ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้กลับมามีพลังขึ้นมาอีกหลังจากที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีจนดินตายไป จุลินทรีย์มี 2 ประเภทคือ 1) ประเภทต้องการอากาศ (Aerobic Bacteria)และ 2) ประเภทไม่ต้องการอากาศ (AnaerobicBacteria)จุลินทรีย์ ทั้งสองกลุ่มนี้ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้

คุณลักษณะของ EMเป็นสิ่งมีชีวิต

1)จะต้องการที่อยู่ที่เหมาะสมไม่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป ให้อยู่ในอุณหภูมิปกติจะทำงานในที่มืดได้ดี จึงควรใช้ช่วงเย็นของวัน

2)ต้องการอาหารจากธรรมชาติเช่น น้ำตาล รำข้าว โปรตีน และสารประกอบอื่นๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

3)เป็นจุลินทรีย์จากธรรมชาติ ที่ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีและยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้

4)หาก EM เปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่า ถือว่า EM ตาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีก ให้นำ EM ที่เสียผสมน้ำ ใช้รดกำจัดหญ้าและวัชพืชที่ไม่ต้องการได้

5)ถ้าเก็บ EM ไว้นานๆ จะมีฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ แสดงว่า EM พักตัว เมื่อเขย่าภาชนะฝ้าขาวจะสลายตัวกลับไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิม สามารถนำไปใช้ได้อีก

6)เมื่อนำไปขยายเชื้อในน้ำและกากน้ำตาล จะมีกลิ่นหอม และเป็นฟองขาวๆ ภายใน 2-3 วัน ถ้าไม่มีฟอง น้ำนิ่งสนิท แสดงว่าการหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล

หัวเชื้อ EM สามารถเก็บได้นานประมาณ 1 ปี โดยปิดฝาให้สนิทอย่าทิ้ง EM ไว้กลางแดด และอย่าเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิปกติทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท เพื่อไม่ให้เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในอากาศที่เป็นโทษเข้าไปปะปนการนำ EM ไปขยายต่อ
ควรใช้ภาชนะที่สะอาดและใช้ให้หมดในระยะเวลาที่เหมาะสมนะครับ

‘นาย รัตวิ’

ผลสำเร็จAgri-Mapมหาสารคาม เกษตรผสมผสานสู้แล้ง-ท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439219

x

ผลสำเร็จAgri-Mapมหาสารคาม เกษตรผสมผสานสู้แล้ง-ท่วม

วันอังคาร ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายชูเกียรติ คำโสภา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินมหาสารคาม กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า โครงการบริหารจัดการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก Agri-Map เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สอดคล้องความต้องของการตลาด วางแผนใช้ที่ดินและการผลิตระยะยาว โดยใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก Agri-Map

สำหรับจ.มหาสารคามพื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นดินทรายจัดและเป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่อุ้มน้ำ การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกในพื้นที่ จึงเน้นทำเกษตรแบบผสมผสานลดความเสี่ยงเกิดภัยแล้ง น้ำท่วมและราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก การดำเนินงานดังกล่าวเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินจะให้คำแนะนำว่าพื้นที่ของเกษตรกรเป็นอย่างไร เหมาะปลูกพืชชนิดใด ประกอบกับจะประชาสัมพันธ์ผ่านหลายช่องทาง ซึ่งมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการฯจำนวนมาก

สำหรับการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชแบบผสมผสาน กรมพัฒนาที่ดินดำเนินงานมาต่อเนื่อง ปัจจุบันพื้นที่ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการหลายแห่งเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เนื่องจากเกษตรกรเปิดใจยอมรับวิธีดังกล่าวและเริ่มตระหนักว่าหากทำการเกษตรเชิงเดี่ยวแบบเดิมต่อไปจะไม่สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปจึงจำเป็นต้องปรับตัว โดยกรมพัฒนาที่ดินจะเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรเหล่านั้นและเน้นให้เกิดการรวมกลุ่มกันทำมากกว่าทำแบบเดี่ยว เพื่อที่มีอำนาจต่อรองมากขึ้น

นายชูเกียรติกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินไม่ได้ดำเนินงานเพียงหน่วยงานเดียว แต่ยังบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด เช่น ประสานกรมประมงสนับสนุนพันธุ์ปลา ประสานกรมปศุสัตว์เรื่องผลิตอาหารและพันธุ์สัตว์ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร

การปลูกพืชแบบผสมผสานส่งผลสำเร็จเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ได้แก่ กลุ่มปลูกผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์และปศุสัตว์ โดยเฉพาะกลุ่มข้าวอินทรีย์มีกลุ่มดำเนินงานชัดเจนและได้รับรางวัลเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ นอกจากนี้ ยังขยายไปสู่การปลูกอ้อยอินทรีย์ มันสำปะหลังอินทรีย์

นายบรรจง แสนยะมูล เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ กล่าวว่า ที่ผ่านการทำเกษตรกรรมของครอบครัวจะปลูกข้าว มันสำปะหลังและอ้อยสลับกัน ปัญหาที่เจอคือ ขาดแหล่งน้ำ เนื่องจากอยู่นอกเขตชลประทาน ทำให้เกษตรไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงเข้าไปปรึกษาเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินมหาสารคาม เพื่อเข้าร่วมโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานหรือบ่อจิ๋ว หลังได้บ่อน้ำ จึงเริ่มทำเกษตรผสมผสาน ปลูกข้าวปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกไผ่ ปลูกกล้วย ปลูกผลไม้ตามฤดูกาล และเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งเก็บไว้รับประทานในครอบครัว อีกส่วนนำไปขายและแปรรูป ทำให้รายจ่ายของครอบครัวลดลง มีรายรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง ลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก อีกทั้ง ยังมีสุขภาพดีด้วย หลังตนทำการเกษตรจนเห็นผลสำเร็จชัดเจน เริ่มมีชาวบ้านและเกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาเรียนรู้ต่อมาจึงรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ ทั้งเรื่องทำเกษตรอินทรีย์ ทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง รวมทั้งหาตลาดร่วมกัน จนมีอำนาจต่อรอง ไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

มะม่วงโชคอนันต์ย้ำความสำเร็จ ใช้นวัตกรรม-ชูตลาดนำการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439217

x

มะม่วงโชคอนันต์ย้ำความสำเร็จ n ใช้นวัตกรรม-ชูตลาดนำการผลิต

วันอังคาร ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำขุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย อีกหนึ่งต้นแบบบริหารจัดการกลุ่มแปลงใหญ่สู่ความเข้มแข็งยั่งยืน ภายใต้การใช้ตลาดนำการผลิตควบคู่ไปกับการใช้นวัตกรรม พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายระดับจังหวัดสู่ความเข้มแข็ง

นายสายชล จันทร์วิไล ประธานแปลงใหญ่มะม่วง ต.น้ำขุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย กล่าวว่าปัจจุบันกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์มีพื้นที่การปลูกมะม่วง 12,000 ไร่ มีสมาชิก 65 ราย ผลิตมะม่วงภายใต้มาตรฐานสินค้า GAP เน้นผลิตเพื่อแบ่งขายเป็น 3 ส่วนได้แก่ 1.ขายลูกมะม่วงอ่อน หรือมะม่วงยำ ส่งขายทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว เมียนมา เขมร 60% ของผลผลิตทั้งหมด 2.ขายมะม่วงผลแก่20% ของผลผลิตทั้งหมด 3.ส่วนที่เหลือเป็นมะม่วงอุตสาหกรรม ส่งให้โรงงานแปรรูปเป็นมะม่วงอบแห้ง มะม่วงกระป๋อง มะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม และข้าวเกรียบมะม่วง และสินค้าแปลงใหญ่อื่นของกลุ่มฯ ส่งผลให้กลุ่มเข้มแข็ง และมีตลาดส่งผลผลิตขายอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงรวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงโชคอนันต์บ้านคลองต่าง สินค้าที่เป็นผลผลิตจากกลุ่มฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารและยา (อย.)

สำหรับการผลิตมะม่วง กลุ่มฯจะมีปฏิทินการผลิต วางแผนให้ผลผลิตออกขายตลอดทั้งปี โดยเน้นผลิตนอกฤดูเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาตกและให้ขายผลผลิตได้ราคาที่ดีกว่าช่วงฤดูการให้ผลผลิต โดยจะมีขั้นตอนเพาะปลูกที่ประณีต เริ่มตั้งแต่วิเคราะห์ดินและผสมปุ๋ยและทำฮอร์โมนแคลเซียมโบรอนใช้เอง เน้นลดใช้สารเคมีน้อยลง รวมกลุ่มซื้อปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุน และหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ส่วนระยะการปลูกมีระยะห่าง 2×3 เมตร จะทำให้ได้ต้อมะม่วงประมาณ 250 ต้น/ไร่ ส่วนการดูจะใช้เทคนิคตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มไม่ให้สูงเกิน 2 เมตร ตัดแต่งกิ่งปีละ 2 ครั้ง การทำนอกฤดูจะตัดแต่งกิ่งช่วงปลายเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม และราดสารเคมีเพื่อชะลอพุ่ม 20 วัน เมื่อถึงเวลาดึงช่อ ให้ใช้สารดึงช่อฉีดทุก 15 วัน ซึ่งมะม่วงจะให้ผลผลิตประมาณเดือนตุลาคมเก็บขายเป็นมะม่วงนอกฤดูได้ ส่วนวิธีตัดแก่งกิ่งควบคุมทรงพุ่มก็ช่วยให้เกิดความสะดวกกับการเก็บเกี่ยวผลผลิต ลดความเสียหายของผลผลิต นอกจากนี้ ยังมีการยกร่องสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เนื่องจากมะม่วงโชคอนันต์ไม่ชอบน้ำ จากขั้นตอนการผลิตที่ใส่ใจทุกรายละเอียดส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกลดต้นทุนการผลิตลดลงร้อยละ39.70 จาก 17,785 บาท/ไร่ เป็น 10,724 บาท/ไร่ในขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 23 จาก 2,500 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 3,075 กิโลกรัม/ไร่ พร้อมกันนั้น มีการนำนวัตกรรมเครื่องคัดแยกมะม่วงแก่อ่อนเข้ามาใช้ช่วยคัดแยกมะม่วงส่งตลาดด้วย

สำหรับการทำตลาดส่วนใหญ่เป็นการทำทำสัญญา MOU กับบริษัทคู่ค้า ทำให้มีตลาดรับซื้อแน่นอน มีตลาดหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ตลาดในประเทศร้อยละ 38.96% ตลาดต่างประเทศร้อยละ 51.04% ปัจจุบันกลุ่มฯตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ด้วยการเพิ่มช่องทางการตลาดผ่านระบบ e – commerceและแปรรูปมะม่วงตกเกรดขายผ่านช่องทาง e-marketและทางออนไลน์ด้วย โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรกระทรวงเกษตรฯให้การสนับสนุน ให้ความรู้ในการผลิตและเทคนิคกระบวนการ ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ และตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในต.น้ำขุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัยเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ไปหลายจังหวัด ได้แก่ น่าน ลำปาง อุตรดิตถ์ เชียงราย และเชียงใหม่