รมช.เกษตรฯตรวจน้ำท่วมยโสธร-อุบลฯ มอบถุงยังชีพให้ประชาชนพื้นที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440015

รมช.เกษตรฯตรวจน้ำท่วมยโสธร-อุบลฯ  มอบถุงยังชีพให้ประชาชนพื้นที่ส.ป.ก.

รมช.เกษตรฯตรวจน้ำท่วมยโสธร-อุบลฯ มอบถุงยังชีพให้ประชาชนพื้นที่ส.ป.ก.

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัยจากพายุโซนร้อนภาคอีสานพร้อมให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ส.ป.ก.แบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยพันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดยโสธรและจังหวัดอุบลราชธานี ที่ประสบความเดือดร้อนจากอุทกภัยพายุโซนร้อนโพดุลและพายุคาจิกิส่งผลให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยในเบื้องต้นได้มีการมอบถุงยังชีพ และจัดตั้งจุดอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ประสงค์จะร้องทุกข์ หรือขอคำปรึกษาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้เข้าใช้บริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว

ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมรับฟังรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบอุทกภัยในภาคอีสาน โดยในส่วนของจังหวัดยโสธร เป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนและประสพอุทกภัยเช่นเดียวกับจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งก็ได้มีการมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัย และจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่วัดกลางศรีไตรภูมิ อ.เมือง จ.ยโสธร สำหรับการให้ความช่วยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ส.ป.ก. ยโสธร ได้ร่วมรับเรื่องราวร้องทุกข์และรับแจ้งรายงานความเสียหายจากเกษตรกรที่อยู่เขตพื้นที่ความรับผิดชอบของ ส.ป.ก. ณ ศูนย์ดำรงธรรมส่วนหน้าบริเวณพิพิธภัณฑ์เมืองเก่า บ้านสิงห์ท่าอ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ประสงค์จะร้องทุกข์ หรือขอคำปรึกษาเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนได้เข้าใช้บริการได้แบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว

ส่วนจังหวัดอุบลราชธานีได้มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาอุทกภัย เทศบาลตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบราชธานี ซึ่งมีปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี และหน่วยงานพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูแลให้ความช่วยเหลือ พร้อมกันนั้น นายกรัฐมนตรียังได้เตือนประชาชนที่อาศัยลุ่มน้ำชี น้ำมูล เร่งอพยพสิ่งของ สัตว์เลี้ยงขึ้นที่ปลอดภัยเนื่องจากระดับน้ำเพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตาม การมีศูนย์รับเรื่องให้ความช่วยเหลือในทุกจังหวัดที่ประสบอุทกภัยการน่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นให้กับเกษตรกรได้

ชูเกษตรอินทรีย์หนองบัวลำภู ต้นแบบความสำเร็จร่วมบริหารจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440017

ชูเกษตรอินทรีย์หนองบัวลำภู ต้นแบบความสำเร็จร่วมบริหารจัดการน้ำ

ชูเกษตรอินทรีย์หนองบัวลำภู ต้นแบบความสำเร็จร่วมบริหารจัดการน้ำ

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู ชูกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ฯ ต้นแบบความสำเร็จการบริหารจัดการน้ำร่วมกันนายอดุลย์ ศรีสุพรรณผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู เปิดเผยว่า สถานีพัฒนาที่ดิน(สพด.) หนองบัวลำภู ได้ร่วมกับจังหวัดหนองบัวลำภู จัดทำโครงการกลุ่มขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์วิถีหนองบัวลำภูขึ้น โดยทางสถานีฯจะเข้าไปขุดบ่อเก็บน้ำผิวดิน ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร ให้ เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในการทำการเกษตร

กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เป็นกลุ่มเเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำตามโครงการดังกล่าว
มีสมาชิกทั้งหมด 7 ราย มีพื้นที่ในการทำการเกษตรร่วมกันจำนวน 2 ไร่ โดยรวมกลุ่มกันปลูกพืชผักที่แปลงรวม ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่แปลงของประธานกลุ่ม มีการจัดสรรแบ่งแปลงให้สมาชิกดำเนินการปลูกพืช และใช้น้ำต้นทุนจากบ่อน้ำของสถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภูและระบบบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับพืชผักที่ปลูก ได้แก่ ผักชี คะน้า คื่นช่าย ผักกาดหอม และกวางตุ้ง รวมถึงมีการเลี้ยงจิ้งหรีดด้วย ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งขายให้กับท็อป ซุปเปอร์มาเก็ต เป็นหลัก นอกเหนือจากการขุดบ่อเก็บน้ำให้แล้ว ทางสถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภูยังได้เข้าไปให้ความรู้แก่สมาชิกในกลุ่มเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์และการผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต เช่น ถังหมัก กากน้ำตาล สารเร่งซุปเปอร์ พด.1, พด.2, พด.7 โดโลไมท์ อีกด้วย

ด้านนางเดือนฉาย ทูลแก้ว ประธานกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ กล่าวว่า เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีการรวมกลุ่มฯตนก็ปลูกผัก เลี้ยงปลาขาย แต่ผลผลิตไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง หลังจากมีการรวมกลุ่มกัน และได้รับบ่อน้ำจากสถานีพัฒนาที่หนองบัวลำภู ทำให้ผลผลิตดีขึ้นและมีรายได้เพิ่ม จากเดิมที่เคยมีรายได้จากการขายพืชผักเพียง 20,000 บาท/ปี เพิ่มขึ้นเป็น 40,000 บาท/ปี เคยมีรายได้จากการขายปลา30,000 บาท/ปี เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาท/ปีอีกทั้งยังมีรายได้จากการขายจิ้งหรีดอีก 90,000 บาท/ปี ทำให้เกิดความมั่นคงในอาชีพและมีรายได้ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

รายงานพิเศษ : ‘บ่อจิ๋ว’ฟื้นชีวิตเกษตรกรสกลนคร แหล่งอาหารชั้นยอด-สร้างอาชีพมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440020

รายงานพิเศษ : ‘บ่อจิ๋ว’ฟื้นชีวิตเกษตรกรสกลนคร แหล่งอาหารชั้นยอด-สร้างอาชีพมั่นคง

รายงานพิเศษ : ‘บ่อจิ๋ว’ฟื้นชีวิตเกษตรกรสกลนคร แหล่งอาหารชั้นยอด-สร้างอาชีพมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระหฤทัยห่วงใยเกษตรกรในอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ที่ยากจนแร้นแค้น มีอาหารบริโภคไม่เพียงพอ ขาดความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหาร สภาพพื้นที่อาศัยแห้งแล้ง ชลประทานเข้าไม่ถึง ต้องอาศัยน้ำฝนทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคเป็นหลัก จึงทรงมีพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ.2535 โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านั้น ด้วยการขุดสระน้ำเพื่อการเกษตรในไร่นา ให้กับเกษตรกร จำนวน 39 รายรายละ 1 สระ รวมทั้งสิ้น 39 สระ ใน 3 ตำบล คือ ตำบลโพธิไพศาล ตำบลกุสุมาลย์ และตำบลนาโพธิ์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรใช้สระน้ำให้เต็มศักยภาพ ทำการเกษตรผสมผสาน ผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ ไว้บริโภคในครัวเรือน

นายกิตติ ไชยนิมิตร ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสกลนครกรมพัฒนาที่ดินกล่าวว่า ปัจจุบันสระน้ำเพื่อการเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริดังกล่าว มีอายุการใช้งานมายาวนานกว่า 27 ปี ซึ่งจากการสำรวจ พบว่า ขณะนี้มีเกษตรกร 1 รายได้ถมสระน้ำเปลี่ยนเป็นคอกสัตว์ ทำให้เหลือสระน้ำที่มีอยู่เดิม 38 สระ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินทำการบูรณะขุดลอกสระน้ำ ให้สามารถใช้งานได้เต็มตามศักยภาพ พร้อมทั้งสำรวจพื้นที่เพื่อสนับสนุนสระน้ำเพิ่มเติมให้เกษตรกรที่ต้องการสร้างอาชีพจากสระน้ำ ตามโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน หรือบ่อจิ๋ว ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร ที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการขุดสระให้กับเกษตรกรเจ้าของที่ดิน โดยมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายในการขุดสระ จำนวน 2,500 บาท เพื่อเก็บน้ำในช่วงมีฝนตก สำรองน้ำใช้ยามฝนทิ้งช่วง รวมทั้งสนับสนุนการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้ง เป็นการบรรเทาปัญหาภัยแล้งตลอดจนช่วยเหลือการผลิตพืชและรายได้ให้แก่เกษตรกร

สำหรับในปีงบประมาณ 2562 สถานีพัฒนาที่ดินสกลนครได้ช่วยเหลือขุดสระน้ำในไร่นา ให้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์แล้ว จำนวน 118 สระ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่มีความสมดุลกับน้ำที่มีอยู่ เลี้ยงปลาในสระ เลี้ยงเป็ด ไก่ ปลูกผักสวนครัวบนคันสระ รอบสระปลูกไม้ผลเพื่อนำไปเป็นอาหารที่บริโภคในครัวเรือน และขายสร้างรายได้นอกเหนือจากนั้น ยังส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการปรับปรุงบำรุงดิน ด้วยปุ๋ยพืชสดทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานีพัฒนาที่ดินสกลนคร จะเร่งดำเนินการขุดสระน้ำในไร่นา เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์อย่างต่อเนื่อง เพราะมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ชลประทานเข้าไม่ถึง พื้นที่แห้งแล้ง จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือโดยการขุดสระน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อให้สามารถผลิตอาหารที่มีความหลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการ เลี้ยงครอบครัวได้อย่างเพียงพอและลดภาวะการขาดสารอาหารในเด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้สูงอายุ

เลาะรั้วเกษตร : ตลาดของเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440013

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ตลาดของเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เห็นข่าวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประกาศจะจัดระเบียบองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. เพราะมี พ่อค้า แม่ค้า มาร้องเรียนขับไล่ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กมลวิศว์ แก้วแฝกที่ปล่อยให้มีกลุ่มผูกขาดแผงค้าในตลาด อ.ต.ก.เป็นกลุ่มมาเฟียที่เช่าแผงค้ารายละ 20 – 30 แผงแล้วเอาไปให้คนอื่นเช่าต่อ เป็นเสือนอนกิน…..จริงเท็จอย่างไรไม่มีข้อมูลยืนยัน

กลุ่มมาเฟียที่ว่านี้ เกิดขึ้นมาอย่างไร เกิดขึ้นในยุคไหนคงสืบหาได้ไม่ยาก ถ้าคนเก่าคนแก่ ที่ทำงานกับ อ.ต.ก. มาก่อนคงรู้ดีว่า อ.ต.ก. เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พรรคการเมืองที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ มักจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าพรรคไหนเข้ามาก็มักจะพ่วงเอาคนที่ไว้ใจได้ มาเป็นผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ด้วย เป็นส่วนใหญ่

ย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง อ.ต.ก. ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535 สมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ระบุไว้ในมาตรา 3 ว่า จัดตั้งตลาดเพื่อให้เป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผล หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้าอื่นๆ

ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรส่งผลิตผล หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือนมาจำหน่ายโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซื้อและจัดให้มีการซื้อผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือน รวมทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภคเพื่อจำหน่าย

ดำเนินการพยุงราคาผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในการผลิต การจำหน่าย การตลาด การเก็บรักษา และการขนส่งซึ่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ดำเนินการ หรือส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรดำเนินการค้า ขนส่ง และรับฝากซึ่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางทางการเกษตร ปัจจัยในการผลิต วัสดุการเกษตร เครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร หรือเครื่องอุปโภคและบริโภค

ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงคุณภาพ มาตรฐานและการผลิต ผลิตผลทางการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด ดำเนินการในฐานะตัวแทนของรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม เพื่อจัดหาปัจจัยในการผลิตและเครื่องอุปโภคและบริโภคจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาอันสมควร

ไม่ทราบว่า อ.ต.ก.ในปัจจุบัน ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด…แต่เท่าที่ดูเชื่อว่า อ.ต.ก. ยังไม่ได้ดำเนินการเพื่อสนองวัตถุประสงค์อีกหลายข้อ…นี่สิท่านรัฐมนตรีน่าจะผลักดันให้ อ.ต.ก. มีบทบาทตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเหล่านั้น

ในฐานะผู้บริโภค ที่มีโอกาสเป็นลูกค้า อ.ต.ก.บ้างเป็นครั้งคราว ต้องบอกว่า ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา อ.ต.ก. มีการพัฒนา ปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น ทั้งลักษณะของแผงค้า และสินค้าที่นำมาจำหน่าย รวมทั้งการจัดโซนสินค้า ได้แก่ โซนตลาดผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์และอาหาร โซนกล้วยไม้ไม้ดอกไม้ประดับ และโซนสัตว์เลี้ยง

สินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมที่ราคาค่อนข้างสูง แต่เป็นสินค้าคุณภาพที่ลูกค้าพอใจ ราคาจึงไม่ใช่ปัญหา นอกจากนี้ยังมีส่วนของสินค้าเกษตรปลอดภัย ทั้งเกษตรอินทรีย์ และ เกษตร GAP ความพึงพอใจของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ ตลาด อ.ต.ก. จัดอยู่ในอันดับที่ 4 ใน10 อันดับ ของตลาดที่ดีที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของเว็บไซต์ข่าว CNN เป็นรองแค่ 3 อันดับ คือ ตลาดโบเกเรีย ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน ตลาดปลาซึกิจิ ที่โตเกียว และ ตลาดยูเนียน สแคว์ ฟาร์เมอร์ ที่นิวยอร์ก

เหตุผลที่ได้รับการชื่นชม เนื่องมาจาก ตลาด อ.ต.ก. มีความหลากหลายทั้ง ผักสด ผลไม้ อาหารสด อาหารปรุงสุก สะอาด สว่างไสว เลือกซื้อสินค้าได้สะดวก

นั่นคือภาพพจน์ ของ อ.ต.ก.ในมุมมองของผู้บริโภค แต่เบื้องหลังการบริหารจัดการ ที่มีกลุ่มผูกขาดแผงค้า และผู้ค้าส่วนใหญ่ ไม่ใช่เกษตรกรที่แท้จริงนั้นคงเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน จะแก้ไขแบบพลิกฝ่ามือไม่เชื่อว่าจะทำได้ โดยเฉพาะตลาด อ.ต.ก. ในส่วนกลาง คงหาเกษตรกรแท้ ๆ มาขายของเองค่อนข้างยาก เพราะเดี๋ยวนี้เกษตรกรจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีผลผลิตคุณภาพเกรดพรีเมียมอย่างที่ขายที่ อ.ต.ก. ส่วนใหญ่จะขายเหมาสวน หรือไม่ก็ขายแบบประมูล หรือแบบออนไลน์ กันหมดแล้วอีกประการหนึ่งที่มักจะได้คำตอบจากเกษตรกรคือ ไม่มีคนมาขาย
ต้องทำงานดูแลเรือกสวนไร่นา

ส่วนนโยบายของ รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ร.อ.ธรรมนัส ที่จะให้จัดตั้ง อ.ต.ก. ระดับจังหวัดทุกจังหวัด ก็ต้องย้อนกลับไปดูนโยบาย “ตลาดเกษตรกร” สมัยรัฐบาล คสช. ที่พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นทุกจังหวัด เพื่อจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเป็นผู้จัดจำหน่ายโดยตรง สินค้าต้องมีคุณภาพ และความปลอดภัย ผ่านการรับรองระบบการผลิตต่างๆ ทั้งเกษตรอินทรีย์ GAP หรือ GMP แม้จะมีความพยายามมากมายอย่างไร แม้สถานที่จัดตั้งตลาดจะอยู่ในย่านชุมชนที่มีคนมากมายเพียงใดแต่ตลาดเกษตรกรก็ไม่เกิด

การพูดว่าจะจัดตั้ง หรือสั่งให้จัดตั้งตลาด ดูว่าง่ายแต่การลงมือทำคงต้องใช้นักการตลาดขั้นเทพมาช่วย….กระนั้นก็ไม่อาจคาดหวังได้ว่าจะสำเร็จ…จัดการตลาด อ.ต.ก.เท่าที่มีอยู่ให้สำเร็จก่อนดีไหม…

แว่นขยาย

‘มนัญญา’ลงพื้นที่เวียงแก่น หลังพบสารพิษปนเปื้อนในเลือดนักเรียนอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440054

'มนัญญา'ลงพื้นที่เวียงแก่น หลังพบสารพิษปนเปื้อนในเลือดนักเรียนอื้อ

‘มนัญญา’ลงพื้นที่เวียงแก่น หลังพบสารพิษปนเปื้อนในเลือดนักเรียนอื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.51 น.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ที่โรงเรียนปอวิทยา อ.เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่และประชุมร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน กรณีการตรวจพบสารพิษในเลือดนักเรียนจำนวนมากเนื่องจากการปนเปื้อนในอาหารและผัก  โดยนายเอกราช ลือชา ผู้อำนวยการโรงเรียนปอวิทยา นำเสนอเรื่องการทำเกษตรปลอดภัยของโรงเรียน ปลูกผักหมุนเวียน ทำอาหารให้แก่นักเรียน และนักเรียนหอพัก โรงเรียนอยู่ห่างไกลโดยส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์ม้ง ไทลื้อ และขมุ

“ที่ผ่านมาโรงเรียนพยายามปลูกผักให้นักเรียนประกอบอาหารเอง แต่ไม่เพียงพอ จึงได้ประสานกับชุมชน ให้เกษตรกรโครงการหลวงมาสนับสนุน แต่ก็ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องซื้อจากตลาด ซึ่งไม่สามารถคัดกรอง หรือหาแหล่งอาหารที่ปลอดภัยได้ อย่างไรก็ตามเราได้รับความช่วยเหลือจาก รพ.เวียงแก่น รพสต.ปอ  มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ที่ทำงานร่วมกับ 21 โรงเรียนเพื่อส่งเสริมอาหารปลอดภัย และการออกกำลังกาย”นายเอกราช กล่าว

เภสัชกรหญิงไพลิน สาระมน หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรโรงพยาบาลเวียงแก่น กล่าวว่า  เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ในอำเภอเวียงแก่น มีทำงานคุ้มครองผู้บริโภคในอำเภอเวียงแก่น การทำงานพบว่าสินค้าที่ชาวเวียงแก่นใช้ อันดับหนึ่งคือผักผลไม้ที่มีสารพิษ โดยการสุ่มตรวจเมื่อ ปี2553 จำนวนกว่า 900 คนพบว่าเลือดปนเปื้อ ร้อยละ 38

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ กล่าวว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาล ต้องแก้ไขทุกกระทรวง ทั้งสาธารณสุข กระทรวงเกษตร ฯลฯ ต้องบูรณาการร่วมกัน ทุกคนในคณะรัฐบาลมีความห่วงใย โดยตนเองรับผิดชอบตรงจึงเดินทางมาในวันนี้ ซึ่งต้องทำเป็นขั้นตอน และให้สำเร็จ มาแล้วต้องจบ เช่นที่โรงเรียนมขาดแคลนอะไร สาธารณสุขขาดอะไร ต้องบอก ที่นี่เป็นต้นน้ำและสุขอนามัยที่จะส่งต่อลงไปปลายน้ำ ฟังดูทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และต้องแก้ ไขโดยขอเป็นตัวแทนในกาประสานทุกหน่วยงาน

“ที่อุทัยธานี มีตลาดปลอดสารพิษ ควบคุมโดยกรมวิชาการเกษตรตั้งแต่ในแปลง ขายในจังหวัดและส่งตลาดไทย ทุกอย่างทำได้ และเริ่มเลย โดยควรจะประชุมใน 1 เดือน เพื่อดูความคืบหน้าและพูดคุยกันทุกหน่วยงาน วันนี้ไม่ใช่แค่สนทนา แต่มีพลังเริ่มแล้วโดยท้องถิ่นของเราเอง แผ่นดินไทยของเราที่ดี การพบสารพิษตกค้างในเลือด ต้องเริ่มแก้ปัญหาในทันที”น.ส.มนัญญา กล่าว

นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า โครงการ “เด็กดอย” ได้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 4 แล้ว ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) การตรวจเลือดเด็กนักเรียนและพบสารเคมีในระดับสูง เป็นตัวอย่างของประชากรทั้งหมดในพื้นที่ อ.เวียงแก่น และจังหวัดเชียงราย ที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการบริโภคอาหารและผักที่มีสารเคมี นอกจากการส่งเสริมการผลิตที่ปลอดภัยโดยกลุ่มเกษตรกร from farm to school แล้ว

อย่างไรก็ตามพบว่ายังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ และไม่ครอบคลุมทั้งหมด ยังจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาในเชิงระบบ คือการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรในเขตต้นน้ำและพื้นที่สูง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ ควรมีการควบคุมการใช้สารเคมีอย่างเข้มงวด เนื่องจากหากมีการปนเปื้อนสารเคมีในพื้นที่สูง ก็จะส่งผลกระทบต่อปลายน้ำ

‘กนช’ถกดัน3โครงการใหญ่ ทุ่มเฉียด2หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439996

‘กนช’ถกดัน3โครงการใหญ่  ทุ่มเฉียด2หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง

‘กนช’ถกดัน3โครงการใหญ่ ทุ่มเฉียด2หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.27 น.

“กนช.”ตั้งวอร์รูม “ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ-ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ” เห็นชอบ3โครงการใหญ่เฉียด 2 หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง 

เมื่อวันที่12 กันยายน 2562  เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการประชุมคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ  (กนช.) ครั้งที่ 2/62 เพื่อติดตามงานปี 62 และปรับแผนบริหารจัดการน้ำ ปี 63 โดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมพร้อมเพรียง  โดยนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกองอำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ( วอร์รูม ) ที่มี สทนช. รับผิดชอบ และเห็นชอบ 3 โครงการขนาดใหญ่วงเงินกว่า 18,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการก่อสร้างเพื่อการพัฒนา ปี 61ของการประปาส่วนภูมิภาคจำนวน 6 โครงการ วงเงินงบประมาณ  11,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อก่อสร้างเสร็จสิ้นจะสามารถผลิตน้ำประปาได้เพิ่มขึ้น 332,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน  2.โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองพระยาราชมนตรี จากคลองภาษีเจริญถึงคลองสนามชัย ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี 64-68) วงเงิน 6,130 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่ฝั่งธนบุรี และ3.โครงการแก้ปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี 64-68 ) ก่อนจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบต่อไป

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปี 63 ประกอบด้วย 28 หน่วยงาน จำนวน  57,975 โครงการ วงเงินกว่า 3.1 แสนล้านบาท ที่กระจาย ลงทุกภาคทั่วประเทศ และรับทราบความคืบหน้าโครงการสำคัญปี 62 ที่รัฐบาลใช้งบกลางกว่า 19,000 ล้านบาท เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มต้นทุนน้ำ จำนวน 144 โครงการ โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ 30,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งงบประมาณที่กระจายให้ทุกจังหวัดแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำพระราโชบายของรัชกาลที่10 ในการสืบสาน รักษาและต่อยอด โดยต้องเก็บสถิติและพยายามบริหารจัดการลดความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นพื้นที่ให้มากที่สุด ทั้งการบริหารจัดการลุ่มน้ำหลัก ควบคู่กับเร่งจัดทำแหล่งเก็บน้ำอุปโภคบริโภคผิวดินในแต่ละชุมชน โดยเร่งจัดทำแก้มลิง ฝายชะลอน้ำในลำน้ำต่างๆ และการผันน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ให้มากที่สุดในทุกโอกาส โดยต้องหยุดปัญหาพื้นที่แล้งซ้ำซากให้ได้โดยด่วน

ทั้งนี้ได้ขอให้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบสถานการณ์น้ำและมีส่วนร่วมบริหารจัดการไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีประชาชนได้รับผลกระทบ

ซอกแซกอาเซียน : 12 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439772

566101

ซอกแซกอาเซียน : 12 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเกษตรและป่าไม้ที่ไม่เล่าถึงไม่ได้อีกครั้งหนึ่ง จัดขึ้นที่เมืองปวยร์โต-ปรินเซซา (Puerto-Princesa) เกาะปาลาวัน ซึ่งเจ้าภาพฟิลิปปินส์ได้เลือกสถานที่ประชุมเป็นโรงแรมริมทะเลที่สวยงาม ในพิธีเปิดก็มีท่านประธาน เป็นรัฐมนตรีเกษตรของฟิลิปปินส์ แต่ก่อนพิธีเปิด ทุกครั้งการจัดงานเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนนั้น สิ่งหนึ่งที่ฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญและต้องมี คือ การออกมาร้องเพลงประสานเสียงเพลง ASEAN Way ผมไปเข้าร่วมประชุมที่ประเทศอื่นๆ แบบเดียวกัน บางทีก็ไม่มีเพลงนี้ หรือมีก็เป็นการเปิดเทป ต่างจากฟิลิปปินส์ที่มักใช้วิธีร้องสดๆซึ่งทุกครั้งที่ได้ยินผมจะรู้สึกขนลุกและชื่นชมมากครับ เพราะเขาร้องประสานเสียงได้ดีมากๆ ก็เรื่องร้องรำทำเพลงนี้ต้องยกให้เขาล่ะสำหรับคนฟิลิปปินส์ ผมรู้จักดี สมัยเรียนปริญญาโทที่สถาบันเอไอที มีนักศึกษาจากฟิลิปปินส์มาเรียนเยอะ เนื่องจากเป็นสถาบันดังและเป็นที่ใฝ่ฝันของคนฟิลิปปินส์ที่จะต้องสอบชิงทุนมาเรียนให้ได้ เวลาจัดงาน cultural show นักศึกษาฟิลิปปินส์มักจะกวาดรางวัลไปเรียบ เพราะร้องเก่งเต้นเก่ง ไม่มีเหนียมอาย ไม่มีชาติไหนในทวีปเอเชียเทียบได้ ท่านผู้อ่านคนไทยหากไม่เคยฟังเพลง ASEAN Way ก็ลองไปหาเปิดฟังดูนะครับ บอกเพิ่มเติมด้วยความภูมิใจอีกนิดคือเป็นเพลงที่แต่งโดยคนไทย ชนะการประกวดเพลงประจำอาเซียน จากที่ประเทศอาเซียนหลายๆประเทศส่งเข้าประกวดกันครับ

อย่างที่เคยเล่ามาก่อนหน้านี้เวลาผู้แทนประเทศประชุมกันทุกครั้ง ผมในฐานะผู้จัดการทั่วไป หรือจีเอ็มของแอปเตอร์ไม่ได้อยู่ในห้องเข้าประชุมร่วมกับเขา ยกเว้นในช่วงเวลาพิธีเปิดที่อยู่ได้ ทั้งนี้ เพราะผมเป็นเพียงลูกจ้าง และก็ไม่ได้เป็นผู้จัดการประชุมเหมือนฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียน ผมและคนอื่นที่เป็นเหมือนผมจะต้องนั่งรออยู่ข้างนอกถ้าผู้จัดใจดี เขาอาจจัดห้องพิเศษให้นั่งข้างๆ ห้องประชุมใหญ่ แต่ถ้าเขาใจร้าย พวกผมถ้าไม่มีโซฟาหน้าห้องประชุมให้นั่งรอ ก็จะต้องยืนเดินเกะกะๆ ไปมาแถวๆ หน้าห้องนั่นแหละครับจะไปไหนไกลก็ไม่ได้ เพราะต้องสแตนด์บายรอเขาเรียกเข้าไปนำเสนอผลงาน แต่ก็พอทราบคร่าวๆ ครับ เพราะวาระการประชุม หรืออะเจนดะ เขากำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าประมาณช่วงไหน สภาพเช่นนี้ ก็เหมือนกับตอนทำงานราชการ ช่วงที่ต้องไปชี้แจงงบประมาณที่อาคารรัฐสภา ที่ต้องรอแล้วรอเล่าจนบางคนถึงกับนั่งหลับ บางทีต้องรอจนถึงสามทุ่ม เขาส่งเจ้าหน้าที่ออกมาบอกว่า วันนี้ไม่เข้า (หมายถึงวาระยังไม่ถึง) ให้กลับบ้านไปก่อนก็มี

การที่ผมนั่งรอนำเสนออยู่นี้ บางครั้งก็ได้เจอะเจอกับคนที่ไม่คิดว่าจะเจอ อย่างเช่นที่ปาละวัน คนหนึ่งที่ผมเผอิญเจอ คือ รองผู้อำนวยการใหญ่สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ หรือ IRRI ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์นั่นเอง ได้แก่ คุณโทเลนตีโน ที่มีชื่อเล่นว่าโทนี่ แกกับผมรู้จักกันนานแล้ว ตั้งแต่ผมอยู่กรมการข้าว เคยไปเยี่ยมแกที่ IRRI และแกก็เดินทางมาเมืองไทยหลายครั้ง เมื่อเจอโดยบังเอิญ ผมถามแกว่า มางานนี้ด้วยเรื่องอันใดรึ แกบอกว่าแกมานำเสนอโปรเจกท์สำคัญอันหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลอาเซียนรับรู้รับทราบ และหากเห็นด้วย หรือสนใจจะได้ช่วยสนับสนุนให้ดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนด้านการเงิน (อันหลังผมเดาเอานะ เพราะแกไม่ได้พูด) สภาพที่บิ๊กแมนองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มาเดินหรือนั่งหน้าห้องแบบกระยาจกเช่นนี้ ต่อๆ มาผมก็เห็นตลอด ที่สิงคโปร์ คุณมอเรล นายใหญ่คนใหม่ล่าสุดของ IRRI ก็มานำเสนอด้วยตัวเองในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน

คิดไปคิดมา ก็นับเป็นความโชคดีขององค์กรแอปเตอร์ที่ผมอยู่นี่นะครับ ที่เรามีความตกลงที่ผูกมัดให้ประเทศสมาชิกต้องจ่ายเงินสนับสนุนในอัตราตายตัวทุกปี เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ต้องไปเที่ยวเสนอโปรเจกท์เพื่อขอรับการสนับสนุนจากใครๆ แต่เดิมผมคิดว่าเข้ามาเป็น จีเอ็ม ที่นี่อาจจำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาเพิ่ม เพราะตอนสอบสัมภาษณ์ ก็มีท่านกรรมการท่านหนึ่งถามผมถึงวิธีการบริหารเพื่อนำมาซึ่งรายได้ ดังนั้นพอเข้ามาเป็น จีเอ็ม ก็ได้พยายามติดต่อธนาคารเพื่อร่วมทำ ซีเอสอาร์ โดยขออัตราเงินฝากพิเศษ เพื่อหวังว่าจะนำดอกเบี้ยสูงๆมาเป็นทุน ไปคุยกับผู้จัดการแบงก์บางแห่ง รวมทั้ง ธ.ก.ส.ด้วย แต่ก็ไม่สำเร็จ ได้คุยกับอดีตนายกสมาคมโรงสีข้าวเพื่อทำโปรเจกท์หาเงินเข้าองค์กร แต่พอนำเรื่องนี้ไปคุยนอกรอบกับคณะมนตรีแอปเตอร์บางคน กลับเห็นต่าง โดยเขาเตือนว่า ถ้าเราไปเอาเงินเขามา เท่ากับว่าเราก็จะถูกผูกมัดด้วยลูกเกรงใจ ความเป็นกลางซึ่งถือเป็นค่านิยมหลักของแอปเตอร์ก็จะหมดไป คิดถึงมุมนี้แล้ว ผมก็ได้ช่องและเลิกความคิดที่จะหาเงินเข้าแอปเตอร์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้น

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439776

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำระบบบัญชีสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งของกระทรวงคือ สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ สถาบันเกษตรกรและเกษตรกร เพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนผ่านระบบสหกรณ์ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมการออมเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีวินัยทางการเงินที่ดี สร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน ซึ่งน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เน้นย้ำให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนของกรม ร่วมบูรณาการนำพาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน และเน้นย้ำความสำคัญของงานด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่พี่น้องเกษตรกรกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และประชาชน ให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ นำระบบบัญชีไปใช้บริหารจัดการสู่ความสำเร็จ

นอกจากนี้ยังมอบนโยบายด้านการสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เน้นย้ำให้ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ตรวจแนะนำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ปฏิบัติงานที่ถูกต้องทั้งทำบัญชีและงบการเงิน เพิ่มความถี่ในการเข้าตรวจเยี่ยมสหกรณ์ให้มากขึ้น ปลูกฝังทัศนคติการไม่ทุจริต รวมถึงสร้างความเข้าใจระหว่างผู้สอบบัญชีด้วยกันเองและผู้สอบบัญชีกับสหกรณ์โดยสม่ำเสมอผ่านระบบ Video Conference เพื่อให้เข้าใจแนวทางทำงาน พัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้สอบบัญชี ให้เท่าทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและธุรกิจของสหกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยฯ ยังเน้นย้ำให้กรม สร้างความเข้าใจถึงนโยบาย คุณธรรม จริยธรรม กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ รวมไปถึงวิธีการทำบัญชีว่าทำอย่างไร ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ โดยวางระบบการทำบัญชีให้เป็นรูปแบบเดียวกันด้วย

“ตลอดระยะเวลา 67 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้นำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาสู่การปฏิบัติ โดยก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคแรกที่มีการส่งผู้สอบบัญชีจากส่วนกลางไปตรวจบัญชีให้กับสหกรณ์ต่างๆ จนถึงปัจจุบันที่พัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งเตรียมพร้อมสู่การปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรดิจิทัล เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และรูปแบบการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงเป็นการดำเนินงานที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ ความเอาใจใส่ ซึ่งบุคลากรของกรม จะยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ตรวจสอบระบบการเงิน การบัญชี การควบคุมภายใน และการดำเนินงานของสหกรณ์ ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากทุจริต และเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

จัดใหญ่งาน‘เกษตรสร้างชาติฯ’19-22ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439775

x

จัดใหญ่งาน‘เกษตรสร้างชาติฯ’19-22ก.ย.

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ภายใต้แนวคิด “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง”ว่า การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นมหกรรมเกษตรแห่งปีซึ่งกรมจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลดำเนินงานด้านส่งเสริมการเกษตร ในรอบปีที่ผ่านมา ภายใต้นโยบายการทำงานที่ให้ความสำคัญกับการทำงานแบบมีส่วนร่วมโดยยึดหลักร่วมคิด ร่วมตัดสินใจร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์ เพื่อให้เกษตรกรประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน เป็นที่มาของการจัดงานครั้งนี้ และได้รับเกียรติจากนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิด ซึ่งยิ่งใหญ่ตระการตา วันที่ 19 กันยายน 2562

สำหรับการจัดงานแต่ละวัน จะมีความโดดเด่นในธีมที่ไม่ซ้ำกัน เริ่มจากวันที่ 20 กันยายน มาในธีม Food for Health “อาหารสุขภาพ” เต็มอิ่มกับอาหารสุดเฮลท์ตี้ ดีต่อสุขภาพ วันที่ 21 กันยายน Orchid Day อลังการกับอุโมงค์กล้วยไม้นานาพันธุ์ และวันสุดท้าย 22 กันยายน Thai Cloth for All พบกับผ้าไทยร่วมสมัย และแฟชั่นโชว์ผ้าไทยดีไซน์เก๋ จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีส่วนนำสินค้าจากเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยมาจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้ช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางและมีนิทรรศการโชว์มหัศจรรย์พันธุ์พืชแปลก พืชหายากที่น่าสนใจ ได้แก่ ข้าวโพดแฟนซี กล้วยและสับปะรดสีชนิดต่างๆ มะพร้าวเปลือกหวาน มะพร้าวพวงร้อย มะเขือแฟนซี 1 ต้น มี 7 ชนิด ชาเลือดและพืชอื่น ชมการสาธิตการทำอาหารเพื่อสุขภาพ ร่วมเสวนากับคนรักกล้วยไม้ ใน “คนดังนั่งคุย” การเจรจาธุรกิจ คลินิกเกษตร และอีกหนึ่งไฮไลท์ในงานคือ ถนนสายอาหาร 4 ภาค (Food Street)กว่า 100 ร้านค้าทั้งเมนูคาว-หวาน เครื่องดื่มและของทานเล่น “แซบ หรอย อร่อย ลำ” กันตลอดงาน รวมถึงโซนอาหารมุสลิม พร้อมกิจกรรมนาทีทอง ลด แลก แจกแถม การแสดงมินิคอนเสิร์ตและความบันเทิงตลอด 4 วันเต็ม 19-22 กันยายน ณ ชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานีติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Facebook Fanpage “เกษตรสร้างชาติ”#มหกรรมเกษตรแห่งปี #งานดีที่ต้องมา #เกษตรสร้างชาติครั้งที่ 2

‘ประภัตร’เดินหน้าโครงการโคขุนสร้างรายได้ ลั่นน้ำลดเริ่มทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439849

‘ประภัตร’เดินหน้าโครงการโคขุนสร้างรายได้ ลั่นน้ำลดเริ่มทันที

‘ประภัตร’เดินหน้าโครงการโคขุนสร้างรายได้ ลั่นน้ำลดเริ่มทันที

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 18.21 น.

‘ประภัตร’เดินหน้าโครงการโคขุนสร้างรายได้ ลั่นน้ำลดเริ่มทันที

11 กันยายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ จาก 18 จังหวัด อาทิ ขอนแก่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีษะเกษ ฯลฯ จำนวน 100 คน จาก 1,500 คนที่รอบริเวณหน้ากระทรวงฯ เข้าพบเพื่อแสดงความขอบคุณที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินโครงการโคขุนสร้างรายได้ พร้อมทั้งรับฟังแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการฯ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร พร้อมสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งแก้ไขปัญหาความยากจนโดยเร่งด่วน

ทั้งนี้ จึงได้หารือร่วมกับ กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและส่งเสริมอาชีพให้มีรายได้ โดยจะเตรียมเสนอครม. ใน 4 โครงการ ดังนี้ 1) โครงการส่งเสริมปลูกถั่วเขียว เป้าหมายเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 50,000 ราย ประกันราคา 30 บาท พื้นที่ 500,000 ไร่ 2) ส่งเสริมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ขณะนี้ไม่เพียงพอและเกิดความเสียหาย จึงต้องเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีเพื่อเป็นต้นน้ำให้กับเกษตรกร เป้าหมายเกษตรกรเข้าร่วม 50,000 ราย เพิ่มเมล็ดพันธุ์ 200,000 ตัน 3) ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรเข้าร่วม 100,000 ราย

สำหรับโครงการที่ 4 โครงการโคขุนสร้างรายได้ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (2563 – 2567) วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างรายได้ สร้างอาชีพทางเลือกใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงโคขุนเพิ่มผลผลิตโคเนื้อให้เพียงพอต่อความต้องการ เป้าหมาย 1,000,000 ตัว / 200,000 ราย (รอบที่ 1 : 500,000 ตัว/ 100,000 ราย รอบที่ 2 : 500,000 ตัว/ 100,000 ราย) น้ำหนักวัว 230-250 กก. โดยใช้เงินกู้ ธ.ก.ส. อัตราดอกเบี้ย 4% เกษตรกรจ่าย 1% รัฐบาลสมทบ 3% เงินกู้รายละ 164,200 บาทต่อราย เป็นค่าโค 120,000 บาท (5 ตัวๆ ละไม่เกิน 24,000 บาท) ค่าอาหารผสมเสร็จ (TMR) 43,200 บาท และสมทบค่าประกันภัยโค 1,000 บาท (สมทบกับรัฐบาลจ่ายให้อีกครึ่งหนึ่ง)

อีกทั้งรัฐสนับสนุน ค่าชดเชยดอกเบี้ย 3% ค่าประกันภัย 1,000 เครื่องผสมอาหาร  และเครื่องชั่งน้ำหนัก ในสัดส่วนเกษตรกร 100 รายหรือโค 500 ตัวต่อ 1 ชุด และจำหน่ายตัวละ 42,000 บาท เฉลี่ยน้ำหนัก 420 กก.ๆ ละ 100 บาท กำไรประมาณ 8,000 /ตัว/4 เดือน หรือ 40,252 บาท/5ตัว/4 เดือน อีกทั้ง เกษตรกรจะได้รับการฝึกอบรมการเลี้ยงโคขุนก่อนเลี้ยงโค นอกจากนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะเข้ามาช่วยเหลือขุดน้ำบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ 1 จุด/100 ไร่ เพื่อส่งเสริมปลูกหญ้าสำหรับผสมอาหาร รวมถึง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) จะเข้ามาช่วยทำการตลาดอีกด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งหารือร่วมกันอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ก่อนนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) ให้เห็นชอบ และนำเสนอในที่ประชุม ครม. ต่อไป ซึ่งทั้ง 4 โครงการต้องการมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาความยากจนของพี่น้องเกษตรกร และส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรมีความมั่นคง คาดว่าหลังน้ำลดจะเริ่มดำเนินการได้ สำหรับการส่งออกโคเนื้อไปจีนนั้น ขณะนี้จีนมีความต้องการเนื้อวัวมากถึง 10 ล้านตัน หรือวัวไม่น้อยกว่า 50 ล้านตัว ทำให้มั่นใจได้ว่ามีตลาดรองรับ อีกทั้งได้มีการตกลงร่วมกันกับจีนที่จะรับซื้อโคเนื้อจากไทย  โดยได้ให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่สำรวจโรงงานจากจีนว่าสามารถส่งออกได้จริงหรือไม่ และพบว่ามีการเริ่มสร้างโรงเชือดที่เป็นมาตรฐาน จากกลุ่มเอกชนจีน ที่ประเทศลาว คาดว่า เดือน ต.ค.-พ.ย. จะแล้วเสร็จและเริ่มส่งออกได้ทันที” นายประภัตร กล่าว