กษ.เร่งเครื่องเปิดตลาดส่งออก กากปาล์มน้ำมัน-รำข้าวไปจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440654

x

กษ.เร่งเครื่องเปิดตลาดส่งออก กากปาล์มน้ำมัน-รำข้าวไปจีน

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรมีหนังสือถึงสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แจ้งความประสงค์ขอเปิดตลาดกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวที่สกัดน้ำมันแล้วไปจีน เพื่อใช้เป็นส่วนผสมผลิตอาหารสัตว์ พร้อมส่งเอกสารประกอบการขอเปิดตลาด โดยกรมวิชาการเกษตรในฐานะองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่จัดเตรียมเอกสาร เพื่อยื่นขอเปิดตลาดสินค้าเกษตรไปประเทศปลายทางขอทราบข้อกำหนดการนำเข้าและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมข้อมูลประกอบการเปิดตลาดสินค้าดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อกำหนดของจีน

ทั้งนี้ จีนแจ้งว่าการส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มาจากพืชที่จะส่งออกมาจีนครั้งแรกต้องผ่านกระบวนการประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบและอนุญาตนำเข้า ให้เสร็จก่อน และหลังยืนยันข้อกำหนดด้านการตรวจสอบกักกันการนำเข้าและพิธีสารแล้ว จึงจะอนุญาตนำเข้าได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งฝ่ายไทยและจีนเห็นตรงกันที่จะผลักดันกระบวนการขอเปิดตลาดและส่งออกกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวให้เร็วขึ้นเนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ในจีนเติบโตเร็ว กรมจึงทำหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญจากกองควบคุมการกักกันพืชและสัตว์ของจีนเดินทางมาตรวจประเมินโรงงานผลิตกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวที่ไทยพร้อมยกร่างพิธีสารว่าด้วยการส่งออกสินค้าทั้ง 2 ชนิด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยระหว่างวันที่ 9 – 13 กันยายน กรมแจ้งจำนวนโรงงานผลิตกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวของไทยที่พร้อมให้จีนตรวจประเมินและรับรองเพื่อผลิตสินค้าดังกล่าวส่งออกไปจีนทั้งหมด 7 โรงงาน โดยเจ้าหน้าที่จีนแจ้งความประสงค์ตรวจประเมินเพียง 4 โรงงาน โดยจะถือทั้ง 4 โรงงานเป็นตัวแทนการตรวจประเมินโรงงานทั้งหมด หากทั้ง 4 โรงงานผ่านการตรวจและได้รับการรับรองทั้ง 7 โรงงานจะผลิตสินค้าส่งออกไปจีนได้ทั้งหมด

ชายคาพระพิรุณ : 16 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440655

586851

ชายคาพระพิรุณ : 16 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์ความผันผวนของน้ำในแม่น้ำโขงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขง ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำทั้งในธรรมชาติและปลาในกระชังของเกษตรกรเสียหายอย่างหนักกรมประมงในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำจึงได้มีการดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงและระบบนิเวศจากผลกระทบภัยแล้งในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน แก้วิกฤติลุ่มน้ำโขงผันผวน ปล่อยพันธุ์ปลากว่าล้านตัวลงสู่ลุ่มน้ำโขพร้อมเปิดพื้นที่ Fish Stock สร้างแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ โดย นายอดิศร พร้อมเทพอธิบดีกรมประมง บอกว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤติแม่น้ำโขงผันผวน กรมประมงไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและให้ให้คำแนะนำเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปก่อน พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขับเคลื่อนแนวทางและวางแผนการแก้ไขปัญหาผ่านศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง เพื่อให้เกิดความคล่องตัว รวดเร็วทันต่อสถานการณ์และจะมีการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านการประมง (Fishereiswatch) เพื่อติดตามประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะของกรมชลประทาน เพื่อนำข้อมูลน้ำมาวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการประมง อีกทั้ง ในวันที่ 16 กันยายนนี้ กรมประมงจะมีการทำMOU กับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เกี่ยวกับ “การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำร่วมกับการประมงการขยายเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ” อันจะนำไปสู่การบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งและคุณภาพน้ำในพื้นที่ เพื่อแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรได้รับทราบและวางแผนรับมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้…ในส่วนของการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในระบบนิเวศทางธรรมชาติของแม่น้ำโขงที่เสียหายไปให้คืนกลับอย่างยั่งยืน เบื้องต้น กรมประมงได้ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กำหนดพื้นที่เป้าหมายที่จะดำเนินสร้างชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงน้ำจืด จำนวน 7 ชุมชน เป็นกลุ่มเครือข่ายชุมชนประมงติดแม่น้ำโขง 4 จังหวัด ได้แก่ (1) พื้นที่ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย(2) พื้นที่เทศบาลตำบลปากชม อำเภอปากชม จังหวัดเลย (3) พื้นที่ ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ (4) พื้นที่ ตำบลนากั้ง อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ (5) พื้นที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม (6) พื้นที่ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย และ (7) พื้นที่ตำบลสังคม อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย โดยทั้ง 7 พื้นที่จะมีการปล่อยพันธุ์ปลาไซส์ใหญ่ (3-5 เซนติเมตร) ซึ่งจะมีอัตราการรอดสูง จำนวน 350,000 ตัว ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมความรู้ให้ชุมชนสามารถเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำด้วยตัวเองได้โดยใช้ชุดเพาะฟักไข่ปลาแบบเคลื่อนที่ (Mobile
hatchery) และจัดทำพื้นที่ (Fish Stock) แหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรประมงโดยชุมชน เน้นในเขตที่เป็นวังน้ำลึก (Deep pool) ซึ่งสัตว์น้ำมักหนีไปอาศัยในช่วงที่น้ำแห้งขอด โดยเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ ภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากร สร้างกติกาชุมชนตามห้วงเวลาและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งในอนาคตกรมประมงยังมีแนวคิดที่จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนในพื้นที่เพื่อจัดทำบันไดปลาโจนในพื้นที่ที่มีเขื่อนหรือฝาย เพื่อให้ปลาหรือสัตว์น้ำสามารถว่ายผ่านสิ่งกีดขวางขึ้นไปหาแหล่งผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ เพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศให้ทรัพยากรสัตว์น้ำได้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน…

วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพจน์ภิรัชต์ เนียมจุ้ย รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อต้อนรับ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังสรุปผลการดำเนินงานของสำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดสุโขทัย และเยี่ยมชมศูนย์รับน้ำนมดิบ ศูนย์ฯศรีนคร ณ สำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดสุโขทัย ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย โดยโรงงานผลิตภัณฑ์นมสุโขทัยแห่งนี้ เกิดจากการที่รัฐบาลได้อนุมัติโครงการแผนปรับโครงสร้างระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) ในปี 2537-2539 งบประมาณ 324 ล้านบาท ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยให้จัดตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์นมระบบ ยูเอชที.กำลังการผลิต 80 ตัน/วัน และนมพาสเจอร์ไรส์ 10 ตัน/วัน โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ อ.ส.ค.ใช้ที่ดินก่อสร้างในเขต จัดสรรนิคมสหกรณ์สวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ โดยมีภารกิจ คือ 1.ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมสมาชิก อ.ส.ค.ในเขตภาคเหนือตอนล่าง (สุโขทัย – พิจิตร) 2.ส่งเสริมและสนับสนุนสหกรณ์ในเขตภาคเหนือในการเลี้ยงโคนมและจัดการคุณภาพน้ำนม และ 3.รับซื้อแปรรูปน้ำนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์นมจากเกษตรกรและสหกรณ์ เป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพ ปัจจุบัน อ.ส.ค.ภาคเหนือตอนล่าง ได้จัดหาน้ำนมดิบจากศูนย์รับน้ำนมดิบอ.ส.ค.จำนวน 10.68 ตัน/วัน ซึ่งมาจาก 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมศรีนคร ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมคีรีมาศ ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมทุ่งเสลี่ยม ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมกงไกรลาศ และศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมโพทะเล โดยมียอดรวมปริมาณน้ำนมดิบ 331.15 ตัน และยอดมูลค่าน้ำนมดิบ 6,222,657 บาท ซึ่งปัจจุบันโรงงานสามารถรองรับได้ 140 ตัน/วัน สามารถผลิตครีม 1.2 ตัน/สัปดาห์ นมพาสเจอร์ไรส์ถุง 18 ตัน/วัน และนมกล่องยูเอชที 140 ตัน/วัน…..ซึ่งหลังจากเสร็จภารกิจลงพื้นที่ติดตามท่านรัฐมนตรีช่วยฯ แล้ว ทั้งท่านอธิบดีและท่านรองฯ ก็ไม่ลืมที่จะแวะเยี่ยมสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุโขทัย เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน พร้อมแนะแนวทางการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในพื้นที่ โดยมีนางชวมณฑ์ ศรีวาลัย หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุโขทัย พร้อมด้วยบุคลากรในสังกัดต้อนรับ ณ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุโขทัย….

ขุนเกษตรา

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ผลสำเร็จกลุ่มโคขุนหนองแหน ตัวอย่างใช้ระบบแปลงใหญ่ในที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440657

x

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ผลสำเร็จกลุ่มโคขุนหนองแหน ตัวอย่างใช้ระบบแปลงใหญ่ในที่ส.ป.ก.

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในปี 2538 ได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้จังหวัดยโสธรพื้นที่กว่า 55,000 ไร่ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. โดยอำเภอกุดชุมมีพื้นที่อยู่ในเขต ส.ป.ก.ประมาณ 30,000 กว่าไร่ จึงจัดให้เกษตรกรเข้าอยู่อาศัยและทำประโยชน์ ส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนภายใต้การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมเรื่องของการตลาด สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้เกษตรกร

 

นายวิริยะ แก้วคง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดยโสธร เปิดเผยว่า จากการสำรวจความเหมาะสมของการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ส.ป.ก.อำเภอกุดชุม พบว่ามีความเหมาะสมในการทำปศุสัตว์ อีกทั้งเกษตรกรก็มีความสนใจที่จะเลี้ยงโคขุน ส.ป.ก.จึงส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคขุนคุณภาพและแปรรูปเป็นเนื้อโคเกรดพรีเมียม ป้อนสู่ตลาด โดยเริ่มต้นจากจัดให้เกษตรกรไปศึกษาดูงานในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มเลี้ยงโคขุน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างเหมาะสม โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้นโยบายการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ส.ป.ก. ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงใหญ่ สำหรับแนวทางในการส่งเสริม ส.ป.ก.ได้เข้าไปช่วยในด้านการให้คำแนะนำ การลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ และส่งเสริมด้านการตลาดที่มั่นคง เพื่อให้การเลี้ยงโคขุนของเกษตรกรได้มาตรฐาน และมีคุณภาพ อีกทั้ง ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมปศุสัตว์เพื่อพัฒนากลุ่มด้วยการจัดตั้งโรงงานแปรรูปขนาดเล็กเพื่อชำแหละ ตัดแต่งเนื้อ จัดเกรดสินค้าพรีเมียม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคขุนในพื้นที่จัดสรรของ ส.ป.ก.อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร มีอาชีพที่มั่นคงและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

 

นางบุญญาภรณ์ วงศ์พิทักษ์ ผจก.กลุ่มโคขุนหนองแหนเปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่จัดสรรของ ส.ป.ก.ทำการเกษตรที่หลากหลาย ทั้งทำไร่ ทำนาและเลี้ยงโคแต่การเลี้ยงโคของเกษตรกรก่อนหน้านี้ จะเลี้ยงโคแบบปล่อยทุ่งให้กินหญ้าตามท้องไร่ท้องนา กว่าโคจะโตสมบูรณ์และจำหน่ายได้ต้องใช้เวลานาน และที่สำคัญมักถูกเอาเปรียบจากพ่อค้ากดราคาต่ำ จนกระทั่ง ส.ป.ก. ได้เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ มีการบริหารจัดการในการเลี้ยงที่ได้มาตรฐานสากล และเลี้ยงแบบถูกต้องตามหลักการมีการตลาดที่ชัดเจน โดยเน้นเรื่องของการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ในด้านของการทำอาหารข้น (อาหารผสมที่มีความเข้มข้นทางโภชนาการสูง) หรือการปลูกพันธุ์หญ้าที่มีคุณภาพดี ทำให้การเลี้ยงโคขุนของเกษตรกรมีคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดเนื้อโคเกรดพรีเมียม โดยมีการเชื่อมโยงตลาดกับสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำ จำกัด สหกรณ์โคขุนดอกคำใต้จังหวัดพระเยา และ บริษัท พนมบรีฟไทยแลนด์

สำหรับในส่วนของจังหวัดยโสธร ก็มีการเชื่อมโยงกับร้านค้าในจังหวัดและจัดงานเทศกาลโคขุนหนองแหนเพื่อให้ประชาชนในจังหวัดยโสธรได้รู้จักว่าเรามีโคขุนคุณภาพดี ที่ผลิตโดยเกษตรกรในพื้นที่ และมีเนื้อโควางจำหน่ายในร้านอาหารชั้นนำของจังหวัดยโสธร ซึ่งผู้บริโภคให้การตอบรับดีมาก ส่งผลให้ในปัจจุบัน เกษตรกรที่เป็นสมาชิกในโครงการเลี้ยงโคขุนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคงแน่นอน และมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จึงอยากขอบคุณ ส.ป.ก.ที่มอบพื้นที่ทำกินและยังเข้ามาส่งเสริมอาชีพที่มั่นคง สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรและเศรษฐกิจในพื้นที่

‘ธรรมนัส’เชิดชูโครงการจิตอาสา การสร้างป่าเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดินเฉลิมพระเกียรติร.10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440652

'ธรรมนัส'เชิดชูโครงการจิตอาสา การสร้างป่าเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดินเฉลิมพระเกียรติร.10

‘ธรรมนัส’เชิดชูโครงการจิตอาสา การสร้างป่าเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดินเฉลิมพระเกียรติร.10

วันอาทิตย์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562, 17.07 น.

รมช.ธรรมนัส เชิดชู “โครงการจิตอาสาการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” เป็นต้นแบบพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน และปลุกจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

15 กันยายน 2562 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิด “โครงการจิตอาสาการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ณ บ้านต๊ำพระแล อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ว่าโครงการจิตอาสาสืบสานการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ถือเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างการรับรู้ ขยายองค์ความรู้ และต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน และเพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนร่วมสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับพื้นที่ป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในนโยบายหลักข้อ 10. การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และในข้อที่ 10.2 ปรับปรุงระบบที่ดินทำกินและลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน

โดยจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้แก่ราษฎรที่ยากไร้และเกษตรกรตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ การกระจายสิทธิการถือครองให้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รุกล้ำ และมีมาตรการป้องกันการเปลี่ยนมือไปอยู่ในครอบครองของผู้ที่มิใช่เกษตรกรและผู้ยากจน โดยจัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการที่ดิน จัดทำหลักฐานการถือครองที่ดินของรัฐทุกประเภท จัดทำแผนที่แสดงแนวเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจน เพื่อลดข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ

“จากนโยบายดังกล่าว ผมได้เร่งรัดให้ ส.ป.ก. ดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือที่เรียกว่า ส.ป.ก.4-01 ให้กับเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับทั่วประเทศ โดยในเดือนตุลาคม 2562 นี้ จะดำเนินการมอบเอกสาร ส.ป.ก.4-01 พร้อมกันทั้งประเทศ ซึ่งผมจะเข้าร่วมดำเนินการมอบเอกสาร ส.ป.ก.4-01 ให้กับเกษตรกรดังกล่าวด้วย นอกจากนี้จะมอบหมายให้เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มอบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดวันที่ที่มีความพร้อมดำเนินการทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันสามารถมอบ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรทั่วประเทศได้จำนวน 62 จังหวัด จำนวน 14,385 ราย 15,864 แปลง 90,321 ไร่” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ ได้นำโครงการเกษตรวิชญา ธนาคารอาหารชุมชน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นแบบ เพื่อนำมาต่อยอดและขยายผล และพัฒนาพื้นที่ป่าแห่งนี้ ให้กลายเป็นธนาคารอาหารชุมชนแก่เกษตรกรและคนในชุมชน ให้มีผลผลิตและพืชพันธุ์ธัญญาหารจากป่าในพื้นที่ เพื่อนำมาเป็นอาหารเลี้ยงชีพแก่ตนเอง และครอบครัว โดยโครงการนี้จัดขึ้นที่ บ้านต๊ำพระแล หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ทั้งยังจะทำพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบธนาคารอาหารชุมชนของจังหวัดพะเยาอีกด้วย

สำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านต๊ำพระแล มีสภาพเป็น ป่าเต็งรัง มีไม้ยืนต้น มากกว่า 20 ชนิด แต่ไม่มีไม้ผลหรือไม้กินได้ ที่สามารถนำมาใช้เป็นอาหารเพื่อดำรงชีวิตในประจำวันได้เลย ส.ป.ก.จึงเลือกมาเป็นพื้นที่นำร่องธนาคารอาหารชุมชนของจังหวัดพะเยา ที่นำต้นแบบมาจากโครงการเกษตรวิชญา ธนาคารอาหารชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ มาต่อยอดเพื่อฟื้นฟูอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ โดยร่วมมือกับประชาคมในชุมชน ส่งเสริมการปลุกจิตสำนึกให้แก่เกษตรกรและผู้สืบทอดเกษตรกรให้รักและหวงแหนทรัพยากรชุมชน การขยายผลองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการป่าชุมชน

โดยนำแนวทางการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มาดำเนินการเพื่อให้เกิดความหลากหลายทางด้านชีวภาพ เป็นแหล่งผลิตอาหารตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน สำหรับต้นไม้กินได้ที่นำมาปลูกนั้น มีมากกว่า 1000 ต้น ประกอบด้วย ต้นมะขามยักษ์ ต้นสะเดา ต้นลูกหว้า ต้นแคนา ต้นมะขามป้อม ต้นเพกา และต้นไผ่ โดยรูปแบบการปลูกจะเป็นการปลูกเลียนแบบป่าธรรมชาติของท้องถิ่น โดยใช้เทคนิคปลูกไม้ 5 ระดับ และการปลูกเป็นหลุมพอเพียง

โดยต้นที่จะนำมาปลูกในหลุมพอเพียงนั้น ประกอบด้วย มะแขว่น มะเกี๋ยง สับปะรด กล้วย ผักหวานป่า ผักสาบ พริกกะเหรี่ยง มันเทศ เห็ดถอบ เป็นต้น โดยเพื่อต้องการให้ต้นไม้เหล่านี้โตขึ้นเป็นไม้ที่แข็งแรง สมบูรณ์ และพร้อมที่จะเป็น “ธนาคารอาหารชุมชนของชุมชน เพื่อชุมชน” ตลอดไป

ทั้งนี้ภายในงานมีกิจกรรมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี การเสวนาหัวข้อ “ศักยภาพและโอกาสในการสร้างระบบวนเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืนในเขต ส.ป.ก.”

การมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา กิจกรรมการมอบปัจจัยการผลิตจากสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา สถานีพัฒนาที่ดินพะเยา ตลอดจนนิทรรศการฐานเรียนรู้ พร้อมผลผลิตของเกษตรกร จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำนวนมากอีกด้วย

ประเดิม‘ลำปาง’! เกษตรฯคิกออฟโครงการเลี้ยง‘แพะ-แกะล้านนา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440607

ประเดิม‘ลำปาง’! เกษตรฯคิกออฟโครงการเลี้ยง‘แพะ-แกะล้านนา’

ประเดิม‘ลำปาง’! เกษตรฯคิกออฟโครงการเลี้ยง‘แพะ-แกะล้านนา’

วันอาทิตย์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.49 น.

กระทรวงเกษตรฯ Kick Off โครงการแพะ-แกะล้านนา ประเดิม จ.ลำปาง ผลักดันเกษตรกรสู่ความเข้มแข็ง พัฒนาเลี้ยงแพะให้ตรงตามความต้องการของตลาด

15 กันยายน 2562 เวลา 09.00 น. นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิด “โครงการสร้างการรับรู้แก่เกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนโครงการแพะ-แกะล้านนา ส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ” พร้อมมอบท่อนพันธุ์พืชอาหารสัตว์แก่เกษตรกร ตลอดจนลงนามเอกสารข้อตกลง(MOU) จำหน่ายแพะ ระหว่างผู้แทนกลุ่มเกษตรกรกับตัวแทนผู้รับซื้อแพะ ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง อ.เกาะคา จ.ลำปาง โดยมีนายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ บรรยายให้ความรู้ถึงความสำคัญของการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ นอกจากนี้นายประภัตร ยังได้ร่วมหว่านเมล็ดพันธ์กระถินเพื่อให้เติบโตเป็นอาหารแพะในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย

ด้านนายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน และนายสุรเดช สมิเปรม พร้อมด้วยนายศร ธีปฏิมากร ปศุสัตว์จังหวัด , นายสมบัติ ศุภประภากร ปศุสัตว์จังหวัดพะเยา , นายอนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดน่าน , ปศุสัตว์จังหวัดลำพูน , ผู้บริหารระดับสูงในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 5 นำเกษตรกรในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ โดยมี นายอวยชัย ชัยยุทโธ ผอ.กองแผนงาน นายไสว นามคุณ ผอ.สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ ผอ.อิทธิพล เผ่าไพศาล ผอ.สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ผอ.ณรงค์ เลี้ยงเจริญ ผอ.สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ดร.อำพล วริทธิธรรม ผอ.กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ร่วมด้วย

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวเป็นองค์กรเกษตรกรที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ในทุกระดับ โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีพ ด้านแพะ แกะ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน

นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมุ่งให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูนและลำปาง ที่เข้าร่วมและผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงแพะ ได้รับรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้การเลี้ยงแพะ ตลอดจนการพัฒนาแพะด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่มาตรฐานการเลี้ยงในอนาคต และแนวทางในการดำเนินโครงการแพะ แกะล้านนา รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อให้การเลี้ยงแพะของเกษตรกรภายใต้โครงการมีความยั่งยืน โดยภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ ฐานการเรียนรู้ ด้านพันธุ์แพะ ด้านอาหารสัตว์ ด้านผสมเทียม และเทคโนโลยีชีวภาพ ด้านสุขภาพและมาตรฐานฟาร์ม ด้านการแปรรูป และเพิ่มมูลค่าผลผลิต

อีกทั้งมีการลงนามบันทึกข้อตกลง ซื้อ-ขาย แพะ ระหว่าง เครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ-แกะ ตามโครงการฯ ในพื้นที่ 3 จังหวัด กับ บริษัทเอ วาย เค มัทเทิน จำกัด พร้อมมอบเอกสารคู่มือการเลี้ยงแพะ จำนวน 1,000 เล่ม แก่เกษตรกร และผู้สนใจ

ส.ส.กทม.-ภาคใต้ ‘พปชร.’ลุยช่วยเกษตรกรปลูกลองกอง ชงขายผ่านแอพฯเดลิเวอรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440427

ส.ส.กทม.-ภาคใต้ ‘พปชร.’ลุยช่วยเกษตรกรปลูกลองกอง ชงขายผ่านแอพฯเดลิเวอรี่

ส.ส.กทม.-ภาคใต้ ‘พปชร.’ลุยช่วยเกษตรกรปลูกลองกอง ชงขายผ่านแอพฯเดลิเวอรี่

วันเสาร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.14 น.

ส.ส.กทม.-ภาคใต้พปชร.ผนึกกำลังช่วยเกษตรกรผู้ปลูกลองกอง “ทิพานัน”ชงขายลองกองผ่านแอพฯเดลิเวอรี่ ชี้ทำทุกวิถีทางแก้ปัญหาความเดือดร้อน ดีกว่าเดินสายตีปี๊บแก้รธน.ขายฝันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 

วานนี้ ( 13ก.ย.62 )  น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย ส.ส. จักรพันธ์ พรนิมิตร, น.ส. บุณณดา สุปิยพันธ์ ดร. กฤชนนท์ อัยยปัญญา จัดหาพื้นที่สนับสนุนชาวสวนภาคใต้ขายลองกอง  ณ ห้างตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี

โดยน.ส. ทิพานัน กล่าวถึงปัญหาราคาลองกองตกต่ำว่า พรรคพลังประชารัฐมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลองกอง เราเล็งเห็นความเดือดร้อนของประชาชน เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข ซึ่งลองกองที่ออกสู่ตลาดส่วนใหญ่มาจากภาคใต้ ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมแต่ออกมากสุดในเดือนกันยายน ทั้งนี้ตนจึงมีแนวคิดเสนอให้มีการเพิ่มช่องทางในการระบายสินค้าเกษตรทุกชนิด ด้วยการหาพันธมิตรผู้ประกอบการแอพลิเคชั่นเดลิเวอรีต่างๆ เพื่อจัดส่งสินค้าให้เข้าถึงและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของประชาชนในปัจจุบันที่หันมาสั่งสินค้าในรูปแบบดังกล่าวมากขึ้น รวมทั้งประสานงานผ่านไปยังกลุ่มเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน กลุ่มท่องเที่ยวและร้านค้าหาบเร่แผงลอยที่มีเครือข่ายเข้มแข็งในการระบายสินค้า และนอกเหนือไปจากการสนับสนุนการค้าออนไลน์ภายในประเทศแล้ว ยังต้องอำนวยความสะดวกการค้าออนไลน์ไปยังต่างประเทศเพื่อหาตลาดใหม่ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านั้น ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐในกทม.และภาคใต้ได้ร่วมกันเป็นช่องทางหนึ่งในการช่วยกระจายสินค้า โดยในวันที่ 13 ก.ย.-15 ก.ย. พรรคพลังประชารัฐและนายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม. ร่วมกับห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง นำลองกองตันหยงมัส จากจ.นราธิวาส มาจำหน่ายให้กับประชาชน เป็นการเชื่อมโยงและกระจายสินค้า จากภาคใต้สู่กทม.

“วันนี้พรรคพลังประชารัฐเน้นการลงมือทำ และทำทุกวิถีทางเพื่อเป้าหมายคือบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้มากที่สุด เราทำให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่บางพรรคการเมืองเดินสายขึ้นเหนือล่องใต้ เชิญชวนประชาชนให้เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว จะสามารถแก้ไขกลไกของเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องหรือทำให้ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำดีขึ้นได้ ที่เป็นเพียงวาทกรรมที่สร้างภาพให้เกิดความหวังในอนาคตเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันไม่ทำในสิ่งที่ควรทำในทันที”น.ส.ทิพานัน กล่าว

ด้านนายจักรพันธ์ กล่าวว่า วันนี้ทีมงานพรรคพลังประชารัฐร่วมกับ สส. พรรคพลังประชารัฐจากภาคใต้นำลองกองราคาถูก จากในพื้นที่ภาคใต้มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชนชาวกรุงเทพ บริเวณหน้าหางสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง เขตธนบุรีโดยได้เรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาและผู้ใหญ่ในพื้นที่เขตบางกอกน้อยและเขตบาพลัด ซื้อลองกองราคาถูกเพื่อส่งต่อให้กับโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ และโรงเรียนเด็กเล็กในเขตพื้นที่ เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการอาหารกลางวัน และตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 ก.ย. จะเป็นการจำหน่ายลองกองเกรดเอ ราคาถูก ให้แก่พี่น้องประชาชน ซึ่งโครงการนี้เป็นเพียงจุดเล็ก ๆในการประสานความร่วมมือระหว่างผู้แทนราษฎร ในส่วนกลางไปยังพื้นที่ที่มีปัญหาความเดือดร้อน ช่วยเหลือด้วยการติดต่อประสานสถานที่ในการระบายสินค้า จำหน่ายสินค้าไม่ให้สินค้าเสียหาย ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดี อันเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน

“หลังจากนี้หากมีสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกัน ก็เชื่อว่าเครือข่ายของพรรคที่มีผู้แทนฯอยู่ครบทุกภูมิภาคในประเทศไทยจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เป็นการช่วยคู่ขนานกับรัฐบาลที่ทำอยู่แล้ว เราต้องช่วยกันคนละไม้ คนละมือ เป็นน้ำใจของคนไทยที่จะช่วยกันเมื่อพื้นที่อื่นมีปัญหา” นายจักรพันธ์ กล่าว

กรมปศุสัตว์กวาด3รางวัลเลิศรัฐปี62 จากก.พ.ร.รางวัลแห่งเกียรติยศมอบให้กรมปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/44033

กรมปศุสัตว์กวาด3รางวัลเลิศรัฐปี62 จากก.พ.ร.รางวัลแห่งเกียรติยศมอบให้กรมปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์กวาด3รางวัลเลิศรัฐปี62 จากก.พ.ร.รางวัลแห่งเกียรติยศมอบให้กรมปศุสัตว์

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 19.05 น.

กรมปศุสัตว์กวาด 3 รางวัลเลิศรัฐ ปี 62 จาก ก.พ.ร. รางวัลแห่งเกียรติยศมอบให้กรมปศุสัตว์ ที่ได้มุ่งมั่นปฏิบัติราชการจนประสบความสำเร็จ มีความเป็นเลิศแห่งหน่วยงานรัฐทั้งปวง

13 กันยายน 2562 เวลา 15.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายทวีสิฎฐ์ บุญญาภิบาล หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบบริหาร นายสัตวแพทย์บุรินทร์ สรสิทธิ์สุขสกุล ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา เลขานุการกรม นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ์ กระจ่างวงษ์ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ และคณะเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ร่วมงานสัมมนาวิชาการและพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2562 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มอบรางวัลเลิศรัฐให้หน่วยงานของรัฐที่มีผลงานการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ และการให้บริการประชาชนอย่างโดดเด่น

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มอบรางวัลเลิศรัฐประจำปี พ.ศ. 2562 โดยปีนี้ กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัลเลิศรัฐ รวมทั้งสิ้น 3 รางวัล ได้แก่ 1. รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 2. รางวัลบริหารภาครัฐ ประเภทพัฒนาการบริการ ระดับดีเด่น ผลงาน “วิสาหกิจชุมชนแพะบางบัวทอง ผู้เปลี่ยนสิ่งที่สังคมรังเกียจสู่ผลิตภัณฑ์ Hi-end” และ 3. รางวัลบริหารภาครัฐ ประเภทพัฒนาการบริการ ระดับดี ผลงาน “ระบบการตรวจสอบสัตว์และซากสัตว์ ผ่านด่านกักกันสัตว์ (e-Movement Smart Kiosk)”

ทั้งนี้ รางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลแห่งเกียรติยศมอบให้กรมปศุสัตว์ ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทุกคน ที่ได้ดำเนินงานอย่างมุ่งมั่นปฏิบัติราชการจนประสบความสำเร็จ มีความเป็นเลิศด้านคุณภาพการบริหารจัดการแห่งหน่วยงานรัฐทั้งปวง กรมปศุสัตว์รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจในการดำเนินงานเคียงข้างเกษตรกร พัฒนางานด้านปศุสัตว์ พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพ และขับเคลื่อนการปศุสัตว์ไทย ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป ณ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

7

กรมส่งเสริมสหกรณ์แก้ปัญหาตกเขียว’กาแฟอาราบิก้า’ หนุนชาวเขามูเซอรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440329

กรมส่งเสริมสหกรณ์แก้ปัญหาตกเขียว'กาแฟอาราบิก้า' หนุนชาวเขามูเซอรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์แก้ปัญหาตกเขียว’กาแฟอาราบิก้า’ หนุนชาวเขามูเซอรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 18.17 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชูความสำเร็จแก้ปัญหาตกเขียวกาแฟอาราบิก้า หนุนชาวเขามูเซอรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์ ผลิตกาแฟคุณภาพภายใต้แบรนด์ “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการจากสำนักงานก.พ.ร.ปี 2562

13 กันยายน 2562 นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี  พ.ศ.2562 สาขาบริการภาครัฐ ประเภทรางวัลพัฒนาการบริการ ระดับดี จากผลงาน “อาราบิก้าตกเขียว สู่แบรนด์  ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผลงาน ที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ และได้เข้ารับโล่รางวัลจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กันยายน 2562 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม  อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งการได้รับรางวัลครั้งนี้ถือเป็นการเชิดชูเกียรติ เป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ที่ได้มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือชาวเขาเผ่ามูเซอที่อาศัยอยู่ บ้านปางม่วง อำเภอเมืองปาน

ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ประสบปัญหาด้านการประกอบอาชีพ เนื่องจากรายได้หลักมาจากการขายผลผลิตกาแฟพันธุ์อาราบิก้าแบบผลสดและกาแฟกะลาให้แก่พ่อค้าคนกลางในท้องถิ่น ลักษณะตกเขียว เกษตรกรต้องกู้เงินหรือนำปัจจัยการผลิตจากพ่อค้าไปลงทุน เมื่อกาแฟสุกและเก็บเกี่ยวได้ จึงนำมาขายให้พ่อค้าเพื่อชำระหนี้  ทำให้เกษตรกรไม่มีโอกาสต่อรองเรื่องราคา รายได้จึงไม่เพียงพอใช้จ่ายในครัวเรือนและมีหนี้สินพอกพูน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้

ในปี 2557 กรมส่งเสริมสหกรณ์สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ได้รับมอบภารกิจให้เข้าไปดูแลชุมชนพื้นที่ราบสูงบ้านปางม่วง ต่อจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง จึงได้วางกรอบการพัฒนาโดยนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการพัฒนาชาวมูเซอบ้านปางม่วงอย่างเป็นลำดับขั้นตอน สร้างพื้นฐานให้คนในชุมชนได้มีพอกินพอใช้ และใช้หลักการระเบิดจากข้างใน เตรียมชุมชนให้พร้อมก่อนจะออกไปติดต่อสัมพันธ์กับภายนอก จึงได้เริ่มแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักการพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือกันในชุมชน และใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ และจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรปางม่วง จำกัด เพื่อเป็นองค์กรหลักของชุมชน ดูแลเรื่องอาชีพ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตกาแฟอาราบิก้าซึ่งเป็นรายได้หลักของชาวบ้าน พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการเรื่องการปลูกกาแฟเพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP สนับสนุนทั้งเรื่องอุปกรณ์  เครื่องมือการแปรรูปกาแฟ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสนับสนุนเงินทุนให้ชาวบ้านนำไปปรับปรุงสวนกาแฟเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และสหกรณ์ได้มีเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก

ซึ่งปัจจุบันชุมชนบ้านปางม่วง  มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 560 ไร่ ผลผลิต 300 ตันต่อปี เป็นกาแฟที่มีคุณภาพ มีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกสูงกว่าระดับน้ำทะเล 900 เมตร มีอุณหภูมิเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านปางม่วงรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ สามารถลดต้นทุนการผลิตกาแฟให้กับสมาชิกและช่วยแก้ไขปัญหาการกู้หนี้นอกระบบเพื่อนำมาลงทุนประกอบอาชีพ ขณะเดียวกันผลผลิตกาแฟขายได้ราคาสูงขึ้น จากเดิมที่เคยขายกาแฟผลสดให้พ่อค้ากิโลกรัมละ 15 บาท ปัจจุบันสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นกาแฟคั่วเม็ดบรรจุถุง ภายใต้ตรา “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่” ส่งขายให้ร้านกาแฟสดและบดเป็นผงจำหน่ายให้ผู้บริโภคนำไปชงดื่ม สามารถเพิ่มมูลค่ากาแฟได้สูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท และสร้างตราสินค้าท้องถิ่นของชุมชนจนเป็นที่ยอมรับ ชุมชนบ้านปางม่วงนับเป็นตัวอย่างความสำเร็จจของการใช้วิธีการสหกรณ์เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้มีโอกาสพัฒนาอาชีพให้มีรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายให้หน่วยงานระดับภูมิภาคใช้กลไกสหกรณ์เข้าไปช่วยเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่ละพื้นที่ ให้มีความอยู่ดีกินดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญของประเทศต่อไป

‘เฉลิมชัย’ยันโครงการประกันรายได้พืชหลัก-ชงงบเยียวยาหลังน้ำลดกว่า4พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440287

'เฉลิมชัย'ยันโครงการประกันรายได้พืชหลัก-ชงงบเยียวยาหลังน้ำลดกว่า4พันล้าน

‘เฉลิมชัย’ยันโครงการประกันรายได้พืชหลัก-ชงงบเยียวยาหลังน้ำลดกว่า4พันล้าน

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.46 น.

“ ‘เฉลิมชัย’แท็กทีมรัฐมนตรีเกษตรฯ ผนึกกำลังสร้างรายได้มั่นคงภาคเกษตรทั้งระบบ ยืนยันโครงการประกันรายได้พืชหลัก เกษตรกรมีเงินเพิ่มขึ้นแน่นอน พร้อมชงงบเยียวยาหลังน้ำลด กว่า4พันล้านบาท ด้าน ประภัตร ฟุ้งมาตรการกระตุ้นอาชีพเฉพาะหน้า 120วัน ปลูกถั่วเขียว ข้าวโพด เลี้ยงโค ช่วยเกษตรกรได้จริงมีตังใช้ 4-5หมื่นบาทต่อครัวเรือน”

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2562 ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ส่วนร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ แจ้งว่าติดภารกิจสำคัญ ไม่ได้มาร่วมประชุมกับตัวแทนสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคนมและโคเนื้อ เกือบ 2,000 คน ชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล ผ่านกลไกสหกรณ์ขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้บรรลุเป้าหมาย ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรทั่วประเทศและทำความเข้าใจมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรหลังน้ำลดทันที

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ปีนี้ภาคเกษตรประสบภัยธรรมชาติต่อเนื่องทั้งเผญิชภัยแล้งยาวนานจากปลายปีที่แล้ว จนมาถึงกลางปีแล้งหนักไม่มีน้ำกินใช้ ทำการเกษตร มาถึงเดือนส.ค.กลับเปลี่ยนแปลงฉับพลันกลายเป็นอุทกภัยในพื้นที่เดียวกันเช่นภาคเหนือภาคอีสาน และเกิดแล้งท่วมกระจายไปทั่วประเทศ ส่งผลให้สินค้าเกษตรน้อยลง รายได้เกษตรกรน้อยลงไปด้วย รัฐบาลจึงเร่งมาดูมาตรการเยียวยาเพื่อให้มีรายได้ก่อนเข้าสู่การเพาะปลูกรอบใหม่ รวมทั้งระหว่างนี้ยังเกิดโรคระบาดใบด่างมันสำปะหลัง ได้ขอใช้งบกลาง 270 ล้านบาท

จากนายกรัฐมนตรี เพื่อทำลายพื้นโรคระบาด5หมื่นไร่ให้โรคสงบลงโดยเร็วเป็นสิ่งสำคัญ ไม่แพร่ลามเข้าแหล่งเพาะปลูกมันสำปะหลังแหล่งใหญ่ของประเทศ และโครงการประกันรายได้เกษตรกรสวนยางพารา ราคา 60 บาท ผ่านบอร์ดกยท.รอเข้าคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กยน.)ที่นายกฯเป็นประธาน หลังจากนั้นเริ่มต้นกระบวนการประกันรายได้วันที่ 1 ต.ค. ระยะเวลาในสองเดือนตรวจสอบรายละเอียด ปริมาณยาง แต่ละรายบัญชีโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีเกษตรกร เดือนธ.ค.ซึ่ง  2 เดือน โอน 1 รอบ สิ้นสุดโครงการระยะเวลา 6 เดือน

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคเกษตร ใช้การตลาดนำการผลิต ซึ่งกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ จะทำงานร่วมกันทุกมิติเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร โดยผ่านมาตรการประกันรายได้ ยืนยันว่าทำให้เกษตรกรในภาพรวมมีรายได้มากขึ้น พร้อมกับจับมือกับทุกหน่วยงาน ผลักดันสินค้าเกษตรไปสู่การแปรรูปเพิ่มมูลค้า เปิดตลาดใหม่ๆ ขยายตลาดรองรับสินค้า นำนวตกรรมใหม่ เข้ามาช่วยไม่ให้ล้นตลาด และขายได้ราคาดีขึ้น ซึ่งกำลังดำเนินการ โครงการห้องเย็นอัจฉริยะ เพื่อเก็บสินค้าเกษตร ไปขายนอกฤดูกาล ซึ่งทุกกระบวนการจะเป็นตัวช่วยผลักดันรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นแน่นอน ตนมั่นใจ ในทุกนโยบายไปให้ถึงเป้าหมายคือให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ในเรื่องห้องเย็นอัจฉริยะ เป็นนวัตกรรมเทคโนโลยี ของเกาหลี ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจ ถ้าเราจะส่งออก เปิดตลาดใหม่ๆต้องพัฒนาระบบพร้อมกับการตรวจสอบให้มีคุณภาพ ตามที่เขาต้องการ เปิดตลาดใหม่

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมจ.อุบลราชธานี นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้สั่งให้นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อบัญชาการแก้ไขน้ำท่วม ที่จ.อุบลราชธานี ตนย้ำให้ทำทุกวิถีทางผลักดันน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพราะคงไม่มีใครห้ามฝนได้ แต่สามารถจัดการและทำให้ดีที่สุดเพื่อประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด

“ตั้งศูนย์เฉพาะกิจน้ำที่จ.อุบลราชธานี โดยอธิบดีกรมชล ไปเป็นผู้บัญชาการเองหาทางทำให้น้ำท่วมออกจากพื้นที่ได้สะดวก  และสั่งทุกหน่วยงานสำรวจพื้นที่เสียหาย กำชับให้กรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศสัตว์ หาพืชชนิดใหม่ พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด หรือเลี้ยงโค เป็นมาตรการเยียวยาให้เกษตรกรที่เสียหายหนักได้เพาะปลูก เลี้ยงวัว 120วัน ซึ่งมาตรการเฉพาะหน้า นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯจะเสนอมาให้ตนและเสนอครม.ขอกรอบงบประมาณไว้ 4พันล้านบาท นำมาชดเชยเงินกู้ธกส.ให้เกษตรกรที่จะเลี้ยงวัว ดอกเบี้ยร้อยละ3% งบประกันภัยให้กับวัว กรณีตาย ตัวละ100บาท และใช้งบบางส่วนแจกเมล็ดพันธุ์ฟรี ถั่วเขียว และข้าวโพด โดยขายได้ราคาประกัน เพื่อให้มีรายได้เฉพาะหน้าหลังน้ำลด ส่วนในพื้นที่แก้มลิงที่เก็บชะลอน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง ให้กรมประมง เร่งผลิตพันธุ์ปลา ให้มากที่สุด เพื่อไปปล่อยให้เกษตรกรจับขายมีรายได้ในช่วง4เดือนข้างหน้า” นายเฉลิมชัย กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ตนได้ให้ทุกหน่วยงานดำเนินการเชิงรุกในการรับมือภัยธรรมชาติ ซึ่งเมื่อ3-4อาทิตย์ที่ผ่านมา ทุกคนกลัวกันมากไม่มีน้ำกินใช้ กลับมาตอนนี้ น้ำท่วมมาก ดังนั้นข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรี ต้องเร่งไปดูแลแก้ปัญหาประชาชนอันดับแรก ท่านนายกฯ ออกเฟสบุ๊คเตือนชาวอุบล ให้ระวังเตรียมตัวเพื่อความปลอดภัย ไม่ว่าใครไม่อยากให้เกิดภัยธรรมชาติ แต่ลักษณะกายภาพพื้นที่อีสาน ราบลุ่มมีมวลน้ำมากขนาดนี้ การผลักดันน้ำต้องใช้เวลา เพราะต้องอิงกับระดับน้ำโขงด้วย จะทำทุกแนวทางลดความเสียหาย ซึ่งช่วงนี้เข้าสู่ปลายฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคอีสาน แล้ว

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำทุกครั้งว่าต้องช่วยกันแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เกษตรกร ไม่ใช่รอบัตร รอโอนเงินเข้าบัตร ยิ่งจนกว่าเดิม วันนี้กระทรวงเกษตรฯเราผนึกเป็นหนึ่ง มีรัฐมนตรี 4 คน มาจากประชาชน เราต้องเข้าใจปัญหาแก้ถูกจุด ดูแลความเป็นอยู่พี่น้องเกษตรกรกว่า 40 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นคนยากจน ทำงานทำกินเหลือไม่คุ้มทุน ปีนี้เหมือนผีซ้ำด้ามพลอย ภัยแล้งมาน้ำท่วม หมดเนื้อหมดตัว ที่ผ่านมาน้ำไม่พอแย่งน้ำกัน จ.สุพรรณ แย่งน้ำมากที่สุด เขื่อนภูมิพลไม่มีน้ำ

“เกษตรกรเราลำบากมาโดยตลอดทำแล้วขาดทุน เดือนสิงหา พายุวิภา เสียหายไป16จว.2.5ล้านไร่ คราวนี้หนักกว่าเดิม29 ส.ค.พายุโพดุล วันนี้น้ำยังไม่ลด หมดตัวอีกโดนไป30กว่าจังหวัด กำลังรอการสำรวจ ขณะนี้มวลน้ำจากจ.ร้อยเอ็ด กำลังไปจ.อุบลราชธานี  สิ้นเดือนนี้ ผมจะลงไปเยี่ยมให้กำลังใจ รับฟังปัญหาเกษตรกร จ.ร้อยเอ็ด จ.ยโสธร ซึ่งท่านเฉลิมชัย เรียกผมเฮีย  ให้มาปรึกษากัน4รัฐมนตรี ทำให้เกษตรกรมีรายได้ ภายใน120วันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่รอกดเงิน 300-500 ไม่พอกิน ขอชมเชย ทุกอธิบดี ช่วยกันหามาตรการช่วยเกษตรกรหลังน้ำลด กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สหกรณ์ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ต้องไม่โกง จริงใจกับสมาชิก ทุกครั้งที่เคยได้รับเรื่องร้องเรียน มาจากกรรมการสหกรณ์มีปัญหาทั้งสิ้น อีกทั้งปริมาณน้ำดีขึ้นทั้งประเทศ มีน้ำเพิ่มขึ้น 2หมื่นล้านคิว นายกฯสั่ง บอกพี่ประภัตร ไปช่วยคิดกระตุ้นให้ผมที ผมก็ถามท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯว่าอะไรที่ช่วยเกษตรกร แจกฟรีได้ไหม ท่านสมคิด บอกทำได้“ นายประภัตร กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวว่ามีเอกชนต่างประเทศมาเจรจาซื้อถั่วเขียว ประกันราคา 30 บาท ต่อกก.ปริมาณ 6 หมื่นตัน ตนจะมีโครงการให้เกษตรกรปลูกถั่วเขียว 5 หมื่นครัวเรือน ให้เมล็ดพันธุ์ฟรี 5 กก.ต่อครัวเรือน ตอนแรกตนไปกรมวิชาการเกษตร ว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหม ได้คำตอบน่าเกลียดมากบอกไม่มีเมล็ดพันธุ์ วันต่อมาบอกมี 50 ตัน จึงต้องให้ธนาคารเพื่อการเกษตร(ธกส.)เป็นตัวกลางซื้อเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวมาแจกเกษตรกร รวมทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด เอกชนเสนอซื้อราคาประกัน8บาทต่อกก.ข้าวโพด  รับซื้อหมด 1 ล้านตัน จะปลูกประมาณ1ล้านไร่ 1 แสนครัวเรือน ช่วยให้เมล็ดพันธุ์ไปปลูกไร่ละ 3.5 กก.รายละ 10 ไร่ เกษตรกรจะมีเงินเหลือ 5-6 หมื่นบาท นี่ความฝันของผมจะเป็นจริง

ทั้งนี้ปัญหากรมข้าว ภัยแล้งที่ผ่านมาไม่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิให้เกษตรกร ซึ่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้เพียง 8 หมื่นตัน และเมล็ดพันธุ์คุณภาพไม่เคยเพียงพอความต้องการ นาข้าวทั่วประเทศ 70 ล้านไร่ หากไร่ละ 20 กก.ใช้กว่า 1 ล้านตัน จากนี้ต้องผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้ได้ปีละ 2 แสนตัน หากไม่ได้จะเปลี่ยนอธิบดีกรมการข้าว เพราะตนจะต้องแก้ปัญหาพันธุ์ข้าวปลอมปน เกษตรกรโดนหลอกให้ซื้อ กว่าจะรู้ก็ตอนข้าวเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ ซึ่งจะให้เกษตรกร ร่วมโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 5 หมื่นครัวเรือน กับทุกศูนย์ข้าวชุมชน นอกจากนี้ผลักดันโครงการโคสร้างชาติ 1ล้านตัว เลี้ยงลูกโคน้ำหนัก 250 กก.อายุไม่เกิน 1.5 ปี ให้โตได้วันละ 1.5 กก.เลี้ยง 120 วัน ได้น้ำหนัก 450 กก.ครัวเรือนละ 5 ตัว 2 แสนครัวเรือน ให้กู้ค่าวัวตัวละ 2.45 หมื่นบาท เกษตรกร กู้เงิน ธกส.ส่วนหนี้เก่าหยุดไว้ก่อนพร้อมตั้งศูนย์ 238 ศูนย์ทำอาหารสัตว์ รัฐช่วยค่าอาหาร 5 พันบาทต่อครัวเรือน

“กำไรวัวตัวละ3.2หมื่นบาท ถ้าตายได้จากบริษัทประกัน ดอกเบี้ยธกส. 4% ยื่นขอรัฐบาล ช่วย3% เกษตรกร1% โดยจะส่งตลาดประเทศจีน ทุกวันนี้ไม่มีเนื้อหมูกิน ฆ่าไปสองล้านตัว จากโรคระบาดอหิวาต์ เนื้อไม่มี เอกชนจีนบินมาหาผม ว่าตั้งโรงงานเชือดแปรสภาพเนื้อโค กำลังผลิตวันละ1.3พันตัว โดยจะงบ4พันล้านบาท หลังน้ำลดแล้วดำเนินการทันที จะใช้โคในประเทศ ขณะนี้สำรวจมีลูก 3-5หมื่นตัว จะเป็นเฟสแรกใช้หลักตลาดนำการผลิต แตกต่างจากโครงการในอดีตเลี้ยงแม่โคเอาลูก มีความเสี่ยง อาจไม่ท้อง โครงการนี้เลี้ยงลูก และเกษตรกรสมัครใจ แต่ละจังหวัด รวบรวมส่งรายชื่อเกษตรกร เมื่อผ่านครม.ทุกจังหวัดไปตั้งกลุ่ม ๆละ 50-100ราย โรงเชือดจะเปิดดำเนินการเดือนพ.ย. นี้ ในวันที่ 15-17ก.ย.นี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เดินทางไปจีน คุยเรื่องส่งออกไก่ รังนก และโคมีชีวิต ตอนนี้การส่งออกยังต้องผ่านประเทศลาว จะหารือเพื่อส่งไปจีนโดยตรง“ นายประภัตร กล่าว

‘เฉลิมชัย’ระดมทีมปลุกเกษตรกร รวมกลุ่มสหกรณ์ขานรับนโยบายประกันรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440241

'เฉลิมชัย'ระดมทีมปลุกเกษตรกร  รวมกลุ่มสหกรณ์ขานรับนโยบายประกันรายได้

‘เฉลิมชัย’ระดมทีมปลุกเกษตรกร รวมกลุ่มสหกรณ์ขานรับนโยบายประกันรายได้

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.42 น.

13 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “การสร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร” และปาฐกถาพิเศษ “ภาพรวมนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล” ณ อาคารอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจด้านยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคนมและโคเนื้อ เกือบ 2,000 คน เข้าร่วมรับฟังเพื่อสร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรส่งผ่านสถาบันเกษตรกร โดยมีนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมชี้แจงนโยบายด้านการเกษตรภายใต้ภารกิจของหน่วยงานที่กำกับดูแลด้วย

โดยนายเฉลิมชัย กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร รวมถึงการพัฒนาภาคการเกษตร อาทิ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกร ในสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และข้าวโพด โดยผ่านเครื่องมือและมาตรการที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ จัดให้มีระบบการประกันภัยสินค้า การพัฒนาระบบตลาดที่เชื่อมโยงผลการผลิตของเกษตรกรถึงผู้ประกอบการแปรรูปและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือในการขยายและเข้าถึงตลาดในรูปแบบต่าง ๆ การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรที่มีประสิทธิภาพ การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม การพัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยเพิ่มทักษะการประกอบการและพัฒนาความเชื่อมโยงของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด การค้าออนไลน์ ระบบบัญชี เพื่อขยายฐานการผลิตและฐานการตลาดของสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง มีความสามารถในการแข่งขัน การส่งเสริม การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร การดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินทํากิน แหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ การส่งเสริมการทําปศุสัตว์ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และการฟื้นฟูและสนับสนุนอาชีพการทําประมงให้เกิดความยั่งยืนบนพื้นฐานของการรักษาทรัพยากรทางการประมงและทรัพยากรทางทะเลให้มีความสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับนโยบายการพัฒนาภาคการเกษตรรัฐบาลได้อนุมัติมาตรการต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ได้แก่ การประกันรายได้เกษตรกร ในสินค้าเกษตรที่สำคัญ คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว ในส่วนของยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว การพัฒนาระบบการตลาดสินค้าเกษตร การลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ มุ่งเป้าผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรเป้าหมาย 5 รายการ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ให้ได้มากที่สุด

ขณะที่มาตรการการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ในปีการผลิต 2562/63 สำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 862,176 ครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลประกาศประกันราคาข้าว 5 ประเภท ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมปลูกพืชตระกูลถั่ว เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชระยะสั้นโดยจะแจกเมล็ดพันธุ์ฟรี การส่งเสริมให้เลี้ยงโคขุน โดยจะมีวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรกู้ไปลงทุน และรัฐบาลจัดงบประมาณชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และจะเร่งดำเนินการมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือภาคการเกษตรที่ประสบภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การบรรเทาค่าครองชีพให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง และการบรรเทาความเสียหายจากอิทธิพลพายุโพดุล เป็นต้นและการจัดโครงการ “สร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร” ในครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เกษตรกรจะทราบและรับรู้นโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรที่รัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกร ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบายและมาตราการต่าง ๆ ของรัฐบาล กลไกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน รวมถึงการถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการของรัฐบาลไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิก เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล เพื่อร่วมกันยกระดับภาคการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ก้าวพ้นจากความยากจนให้ได้