‘มนัญญา’จี้ 29 คกก.วัตถุอันตราย โหวตเปิดเผยมติใช้3สารพิษ เพื่อสาธารณชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441000

‘มนัญญา’จี้ 29 คกก.วัตถุอันตราย โหวตเปิดเผยมติใช้3สารพิษ เพื่อสาธารณชน

‘มนัญญา’จี้ 29 คกก.วัตถุอันตราย โหวตเปิดเผยมติใช้3สารพิษ เพื่อสาธารณชน

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 09.37 น.

“มนัญญา” เรียกร้อง คกก.วัตถุอันตราย ควรจะโหวตเปิดเผย เพื่อสาธารณชน จะได้ทราบเหตุผลรายบุคคลในการลงมติ ให้ใช้ 3 สารพิษ คือ ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และพาราควอต ต่อไปได้ ถามนักข่าว สงสารพี่ไหม ทำอยู่คนเดียว เป็นรัฐมนตรียังต้องมาหาเอกสารเอง 

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุก่อนการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในวันที่ 18 กันยายน 2562 ที่จะมีขึ้นนี้ว่า  ในส่วนของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับดูแลอยู่นั้น จะมีการเสนอเกี่ยวกับเรื่องสารเคมีพิษภาคการเกษตร ซึ่งขณะนี้เอกสารในส่วนนี้ได้เตรียมเอาไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ก็จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ซึ่งตอนนี้ก็อาจจะพูดลำบาก

ส่วนการลงคะแนนที่ผ่านมาเป็นการลงคะแนนลับ แต่ในครั้งนี้คิดว่า ควรจะ เป็นการลงคะแนนโดยเปิดเผยหรือไม่ จะได้รู้ว่า กรรมการจากส่วนราชการใดมีความคิดเห็นอย่างไร เพราะเป็นผลประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นั้น รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า  จริงๆ เราอยากให้เป็นการลงมติแบบเปิดเผย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่ที่ตัวบท กฎหมาย ว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง แต่ถ้ามันไม่มีข้อจำกัด ก็น่าจะเสนอชื่อออกมาเลย

“ความจริงคนที่ทำก็ต้องรับ ถ้าเกิดเขาต้องการเอาสารพิษ 3 ตัวนี้ไว้ เขาก็ต้องรู้ว่า เอาไว้เพราะอะไร มันมีส่วนดีอย่างไร ก็ต้องออกมาบอกพี่น้องประชาชน เพื่อชี้แจงให้กระจ่างชัด ต้องออกมายอมรับในสิ่งที่เขาทำใช่ไหมคะ” รมช.เกษตร กล่าว

เมื่อถามถึง คณะกรรมการวัตถุอันตราย อยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม แต่ยังไม่เห็นบทบาทของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ออกมาพูดอะไรบ้างเลย นางสาวมนัญญา ถึงกับอึ้งไป และกล่าวทิ้งท้ายว่า  “สงสารพี่ไหมล่ะ ต้องทำอยู่คนเดียว เอกสารยังต้องมาตามเอง นี่ขนาดเป็นรัฐมนตรีนะ”

อย่างไรก็ตามวานนี้ (16 ก.ย.62)  นางสาวมนัญญา ได้เดินทางไปที่ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เพื่อทวงถามเอกสารสต๊อกสารพิษ ในโกดังสินค้าแต่ละแห่งทั่วประเทศไทยว่าขณะนี้มีเหลือจำนวนเท่าใดบ้าง เพราะได้สอบถามเรื่องนี้เป็นระยะเวลานานพอสมควร แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่จะให้คำตอบได้ จึงต้องเดินทางมาตรวจสอบด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลด้วยว่า การประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในเรื่องการแบนสารพิษ 3 ตัว คือ ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และพาราควอต ปรากฏว่า คณะกรรมการชุดนี้มีทั้งหมด 29 คน มีการลงมติแบบลับทุกครั้ง และมักจะมีกรรมการขาดประชุม โดยผลการโหวตครั้งล่าสุด ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการให้ใช้สารพิษต่อไปนั้น จะชนะไปด้วยคะแนน 16 ต่อ 5  เสียง  แต่ถ้าหากให้โหวตโดยเปิดเผย และสาธารณชนรู้ชื่อ-นามสกุล คาดว่า คะแนนอาจจะกลับกันแบบพลิกหน้ามือ เป็นหลังมือ

รักษ์เกษตร : การปลูกบัว และการดูแลรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440892

x

รักษ์เกษตร : การปลูกบัว และการดูแลรักษา

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบความรู้เรื่องระบบเกษตรผสมผสาน ว่ามีการดำเนินการกันอย่างไรบ้างครับ

อนุมัติ เสียงพิณ

อ.แว้ง จ.นราธิวาส

คำตอบ

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบที่มีการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยหลักการอยู่ร่วมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัยการผลิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่งมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงสัตว์บนบ่อปลา  การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้ เป็นต้น จึงเป็นระบบที่ช่วยตอบสนองต่อการบริโภคหรือลดความเสี่ยงจากราคาผลิตผลที่มีความไม่แน่นอน

รูปแบบของระบบเกษตรผสมผสานการกำหนดวิธีการทำเกษตรผสมผสานมีหลายแบบ หากพิจารณาการแบ่งตามกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เป็นหลักมีดังนี้

1) ยึดกิจกรรมพืชเป็นหลักเป็นระบบป่าไม้-ไร่นา มีพืชเป็นรายได้หลัก

2) ยึดกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก เป็นระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ มีสัตว์เลี้ยงเป็นรายได้หลัก

3) ยึดกิจกรรมประมงเป็นหลัก เป็นระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์น้ำมีสัตว์น้ำเป็นรายได้หลัก

4) ระบบเกษตรผสมผสานแบบไร่นาป่าผสมหรือวนเกษตรเป็นระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ที่มีการจัดการป่าไม้เป็นหลักร่วมกับการเกษตรทุกแขนง ประกอบด้วย การปลูกพืชเกษตรในสวนป่า และการปลูกพืชเกษตรร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ในสวนป่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นตัวกลางเพื่อผ่อนคลายความต้องการการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับความต้องการป่าไม้ เพื่อควบคุมสิ่งแวดล้อมให้สามารถดำเนินการควบคู่กันไป โดยทั้งหมดนี้ต้องคำนึงถึงสภาพทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ระบบเกษตรผสมผสานที่ดีในแง่ของทรัพยากร ควรสามารถเพิ่มการซึมซับน้ำ รักษาน้ำใต้ดิน ลดการสูญเสียดิน ดังนั้น ลักษณะพันธุ์พืชที่ใช้ควรเป็นทรงพุ่มเพื่อลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบผิวดินสามารถรักษาสภาพดุลของสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกร่วม เช่น บังร่มเงา พายุ ฝน อีกทั้งควบคุมสภาพความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ ให้ดี พันธุ์ไม้ที่ปลูกควรมีรากลึกพอที่จะสามารถหมุนเวียนธาตุอาหารในระดับที่ลึกขึ้นมาสู่บริเวณผิวดิน เป็นประโยชน์ต่อพืชรากตื้นที่ปลูกร่วม โดยรวมทั้งระบบควรให้ผลตอบแทนแก่เกษตรกรหลายด้าน เช่น ผลผลิตในรูปอาหาร ยารักษาโรค ไม้ฟืน ไม้สร้างบ้านรายได้ และอื่นๆ

สิ่งสำคัญที่สุดระบบเกษตรผสมผสาน ควรเป็นระบบที่มีการอนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีปลูกพืชได้หลายสภาพแวดล้อม และง่ายต่อการปฏิบัติในสภาพของเกษตรกรมีอยู่ใน 4 ระบบใหญ่คือระบบป่าไม้-ไร่นา ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์น้ำและระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ซึ่งวิธีการนำแต่ละระบบไปประยุกต์ใช้ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมต่างๆ ของพื้นที่เป็นเกณฑ์ด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

เตือนโรคลำต้นจุดสีน้ำตาล-ผลเน่า ระบาดในสวนแก้วมังกรหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440889

x

เตือนโรคลำต้นจุดสีน้ำตาล-ผลเน่า ระบาดในสวนแก้วมังกรหน้าฝน

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้มีฝนตกต่อเนื่อง มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกรเฝ้าระวังการระบาดของโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่า มักพบระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต แสดงอาการเริ่มแรกที่กิ่งอ่อนหรือผลอ่อนมีจุดสีเหลือง จากนั้นพัฒนาเป็นตุ่มนูนเล็กสีน้ำตาล คล้ายสีสนิมเหล็ก บางครั้งพบแผลสีเหลืองฉ่ำน้ำ หากอาการรุนแรงแผลจะเน่า ถ้าเป็นที่กิ่งจะทำให้เนื้อเยื่อตรงแผลหลุดเห็นเป็นรูหรือเว้าแหว่ง สำหรับผลที่มีอาการรุนแรง จะทำให้กลีบผลไหม้แห้งเป็นสีดำ และผลเน่าในที่สุด

สำหรับแนวทางป้องกันโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่า ให้เกษตรกรเลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรงปลอดโรค และควรลดการให้ปุ๋ยไนโตรเจน เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ อาจทำให้พืชอ่อนแอเกิดระบาดมากขึ้น จากนั้น ให้หมั่นสำรวจทำความสะอาดกำจัดวัชพืชโคนต้น เก็บกวาดเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคใต้ต้นออกไปเผาทำลาย หลีกเลี่ยงการตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคของพืชทำให้เกิดแผลน้อยที่สุด ซึ่งแผลจะเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุของโรคเข้าทำลายพืชได้ง่าย อีกทั้ง เกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆ ให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังใช้งานทุกครั้ง เมื่อนำไปใช้กับต้นที่เป็นโรคในแปลงที่มีการระบาดก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป

นอกจากนี้ เกษตรกรควรให้น้ำแก้วมังกรเฉพาะช่วงเช้า หลีกเลี่ยงการให้น้ำช่วงบ่ายหรือเย็น เพื่อช่วยลดการสะสมความชื้นในทรงต้นไม่ให้มีมากเกินไป กรณีระบาดมาก หลังตัดแต่งกิ่งเสร็จแล้วให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซอกซีสโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล 20% + 12.5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วต้น 2 ครั้ง ทุก 5-7 วัน ในระยะติดดอกพ่นอีก 2 ครั้ง ทุก 7 วัน และให้หยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตแก้วมังกรอย่างน้อย 15 วัน

กรมประมงผนึกซีพี-ทรูลุยสร้างปะการังเทียมครั้งที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440887

x

กรมประมงผนึกซีพี-ทรูลุยสร้างปะการังเทียมครั้งที่2

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิชาญ  อิงศรีสว่าง  รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากข้อตกลงภายใต้ความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและฟื้นฟูการประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืนนั้น เป็นไปตามภารกิจของกรมประมงตามมาตรา 12 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และพระราชกำหนดการประมง (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2560 ในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลการบริหารจัดการด้านประมง โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมร่วมบริหารจัดการ ซึ่งการจัดสร้างปะการังเทียมถือเป็นเครื่องมือทางการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วนว่าเป็นแหล่งอนุรักษ์ แหล่งทำประมงและสร้างอาชีพให้ชาวประมงพื้นบ้านได้จริง

สำหรับการจัดวางปะการังเทียมร่วมกับบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 เป็นการจัดสร้างปะการังเทียมแหล่งเล็ก ใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5 x 1.5 x 1.5 เมตร นำไปจัดวางเพื่อให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำตามแนวชายฝั่งทะเลให้มีความอุดมสมบูรณ์ 2 แหล่ง2 จังหวัด ได้แก่ แหล่งที่ 1 ใช้ปะการังเทียม 500 แท่ง พร้อมทุ่นลอย 3 ทุ่น จัดวางบริเวณทะเลหน้าชายฝั่งตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ครอบคลุมพื้นที่ 0.32 ตารางกิโลเมตร และแหล่งที่ 2 ใช้ปะการังเทียม 500 แท่ง พร้อมทุ่นลอย 4 ทุ่นจัดวางบริเวณทะเลหน้าชายฝั่งต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ครอบคลุมพื้นที่ 0.005 ตารางกิโลเมตร ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่  ปัจจุบันทั้ง จ.สงขลา และนราธิวาส จัดสร้างปะการังเทียมจังหวัดละ 77 แหล่ง และในอนาคตหากชุมชนประมงมีความต้องการก็จะมีการดำเนินการเพิ่มเติมขึ้นอีก

“การจัดสร้างปะการังเทียมนั้น กรมประมงได้ดำเนินการตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เลี้ยงตัว วางไข่ และหลบภัยของสัตว์น้ำ โดยเริ่มจัดสร้างมาตั้งแต่ปี 2521 จนถึงปัจจุบันกรมประมงได้ดำเนินการจัดสร้างปะการังเทียม เพื่อให้เป็นแหล่งทำประมงใน 20 จังหวัดชายทะเล รวม 584 แหล่ง ครอบคลุมพื้นที่ 2,063.13 ตารางกิโลเมตร ผลการจัดสร้างพบจำนวนประชากรสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น มีสัตว์น้ำในอดีตที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้วหายไปได้กลับมามีอีกมากมาย”นายวิชาญกล่าว

เล็งยกระดับศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เป็นรร.พี่เลี้ยงเสริมความรู้ภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440884

x

เล็งยกระดับศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เป็นรร.พี่เลี้ยงเสริมความรู้ภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย สถาบันวิจัยพืชสวน ที่ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย มีภารกิจเกี่ยวกับการวิจัยพันธุ์พืช ขยายพันธุ์พืช ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกร จึงมอบให้กรมวิชาการเกษตรสนับสนุนให้ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย พัฒนาเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ให้เกษตรกร และประชาชนทั่วไป ที่สนใจเข้ามารับความรู้ในการปลูกพืชผักผลไม้ พืชสมุนไพร รวมทั้งพันธุ์พืชใหม่ ที่กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยพัฒนาสายพันธุ์ โดยการเปิดให้กลุ่มเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติในศูนย์ฯ 3-7 วัน โดยมีที่พักให้ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้ความรู้ความเข้าใจในการปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยมีตลาดรองรับ

“ที่ศูนย์ฯแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกรและผู้สนใจ เนื่องจากมีศักยภาพเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีเลิศ อากาศบริสุทธิ์ สภาพดิน น้ำ ลม ไฟ ที่สะอาดและบริสุทธิ์ อีกทั้ง มีโรงเรือนพืชสมุนไพร ที่นำผลผลิตส่งต่อให้โรงพยาบาลเพื่อประโยชน์การแพทย์ และส่งออกไปยังที่อื่นๆได้” นางสาวมนัญญา กล่าว

จากนั้น รมช.เกษตรฯไปเยี่ยมชมที่ตั้งพื้นที่ของโครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิตและมาตรฐานการผลิตกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ (แผนงานวิจัยปี 2564) ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย บนเนื้อที่ 104 ไร่ โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการของบประมาณในการสร้าง โดยจะปลูกพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ ทั้งกัญชา กัญชง พริกไทย ขมิ้น รวมทั้งพืชสมุนไพรอื่นๆ ทั้งในพื้นที่โล่ง และในโรงเรือนแบบปิด โดยกรมวิชาการเกษตรจะเข้าไปส่งเสริมทำการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์พืชเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

สำหรับศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เริ่มก่อตั้งปี 2515 ปัจจุบันสังกัดสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พื้นที่ 1,900 ไร่ มีภารกิจวิจัยขยายพันธุ์พืชแจกเกษตรกร โดยปี 2562 ได้ทดลอง 56 เรื่อง แยกเป็นรายพืช ได้แก่ ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักและเห็ด พืชสมุนไพร พืชอุตสาหกรรม และระบบการผลิตพืชและโรงเรือนอัจฉริยะ โดยปลูกไม้ผล ได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไย ส้มโอ เงาะ สับปะรด มะคาเดเมีย รวมทั้งปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมัน มีการปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ อาทิ กล้วยไม้ดิน ปทุมมา กระเจียว มีแปลงอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และ ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ นอกจากนี้ ยังมีโครงการวิจัยพัฒนาต่างๆ อาทิ โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตถั่วลันเตา โครงการพัฒนาการจัดการคุณภาพพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นแผนงานวิจัยใน ปี 2564 เป็นต้น

มะขามเทศเพชรโนนไทยพืชฝ่าวิกฤติแล้ง-ดินเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440882

x

มะขามเทศเพชรโนนไทยพืชฝ่าวิกฤติแล้ง-ดินเค็ม

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมมาตร  ยิ่งยวด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดนครราชสีมาท่ีพื้นที่ปลูกข้าว (ศูนย์สารสนเทศการเกษตร ณ สิงหาคม 2562) รวม 3,449,117  ไร่ หากพิจารณาในอ.โนนไทย พบมีพื้นทีปลูกข้าว 177,417 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ S1/S2 จำนวน 133,155 ไร่ (ร้อยละ 75 ของพื้นที่) และเป็นพื้นที่ S3/N  จำนวน 44,262 ไร่ (ร้อยละ 25 ของพื้นที่) ซึ่งพื้นที่ S3/N สภาพพื้นที่เป็นที่ราบสูง ดินร่วนปนทรายและมีดินเค็ม ไม่เหมาะปลูกข้าวนาปี

เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ (มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)โดยผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ จากสถิติช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2561) พบว่า อำเภอโนนไทย ผลิตข้าวนาปีได้ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวเฉลี่ย 328 กิโลกรัม/ไร่  โดยปี 2561 ได้ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวเฉลี่ย 334 กิโลกรัม/ไร่ในขณะที่ค่าเฉลี่ยผลผลิตของจังหวัดนครราชสีมา ปี 2561 อยู่ที่ 362 กิโลกรัม/ไร่

ดังนั้น เกษตรกรอำเภอโนนไทย จึงต้องมองหาพืชเศรษฐกิจที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ คือ ทนแล้งและดินเค็มเป็นพืชทางเลือก พบว่ามะขามเทศ เป็นผลไม้ที่เหมาะสม เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์เพชรโนนไทย มีต้นทุนการผลิต 24,395 บาท/ไร่  (1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 25 ต้น) โดยมะขามเทศจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่อมีอายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 700 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม  สำหรับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาท/กิโลกรัม ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิ 25,605 บาท/ไร่

ผอ.สศท.5 กล่าวต่อว่า ปัจจุบันหน่วยงานในพื้นที่ส่งเสริมการรวมกลุ่มให้เกษตรกรผู้ปลูกมะขามเทศแบบแปลงใหญ่ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต การจัดการดินและน้ำ การสร้างแบรนด์ การวางแผนการผลิตและการตลาดให้เกษตรกร ตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอโนนไทยซึ่งขณะนี้ (ข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร ณ 9 กันยายน 2562) พบว่า แปลงใหญ่มะขามเทศของอำเภอโนนไทย มีพื้นที่ 733 ไร่ ผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 10 ตัน/วัน ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 80 จำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อ รองลงมาร้อยละ15 ส่งออก และร้อยละ 5 จำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกมะขามเทศ แบบแปลงใหญ่มีสมาชิก  120 ราย ในจำนวนสมาชิกทั้งหมดมี 90 ราย ที่ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ตามระบบการจัดการคุณภาพหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี  (GoodAgricultural Practices: GAP) ของกรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ แปลงใหญ่มะขามเทศอำเภอโนนไทย ยังได้รับรางวัลแปลงใหญ่ดีเด่นระดับจังหวัดปี 2562 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดได้ในปี 2561 รวมกว่า 25 ล้านบาท โดยจ.นครราชสีมายังเตรียมผลักดันมะขามเทศของอ.โนนไทย ให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือสินค้า GI  สำหรับผู้สนใจข้อมูลพืชเศรษฐกิจ หรือพืชทางเลือกในภาคอีสาน สอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 โทร. 0-4446-5120หรืออีเมล zone5@oae.go.th

กรมปศุสัตว์ร่วมทำความตกลงส่ง’โคมีชีวิต’ไปจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440982

กรมปศุสัตว์ร่วมทำความตกลงส่ง'โคมีชีวิต'ไปจีน

กรมปศุสัตว์ร่วมทำความตกลงส่ง’โคมีชีวิต’ไปจีน

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผอ.สพส. , ผอ.กรป.และ ผอ.กสก.ได้เข้าร่วมการประชุมทำความตกลงด้านเทคนิคสุขอนามัยด้านการปศุสัตว์ (SPS) ร่วมกับ Li Jianwei อธิบดี และ Li Yijuan รองอธิบดี  Department of Animal and Plant Quarantine แห่งสำนักงานการศุลกากร (General Administration of Customs of the People’s Republic of China: GACC)

โดยบรรลุข้อตกลงที่มีสาระสำคัญได้แก่ GACC เห็นชอบตามที่กรมปศุสัตว์ขอส่งออกโคมีชีวิตจากไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเสนอพื้นที่ zoning เขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย เขต 2 ซึ่งทาง OIE ได้รับรองแผนการดำเนินเขตปลอดโรคของประเทศไทยแล้ว โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก GACC ไปตรวจเยี่ยมให้คำแนะนำ และมีการศึกษาเชิงลึกอย่างใกล้ชิดต่อไป และมีความเห็นชอบร่วมกันในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการเทคโนโลยีด้าน Geographic Information System (GIS) ระหว่างกัน นำ GIS มาใช้ประโยชน์ในเขตปลอดโรคด้วย

สำหรับเรื่องบันทึกความเข้าใจว่าด้วยข้อตกลงรายละเอียดหนังสือรับรองสุขอนามัยม้าลายเพื่อการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน GACC แจ้งให้กรมปศุสัตว์ส่งข้อมูลเทียบเคียง วิธี PCR กับวิธี ELISA เพื่อให้ GACC พิจารณาประกอบการตัดสินใจ เปลี่ยนวิธีทดสอบในร่างบันทึกความเข้าใจต่อไป ซึ่งการประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่น ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีน ในด้านการค้าและความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศไทยจีน

เกษตรฯรวมศูนย์ข้าวชุมชน เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี2แสนตันภายในปี63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440871

เกษตรฯรวมศูนย์ข้าวชุมชน เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี2แสนตันภายในปี63

เกษตรฯรวมศูนย์ข้าวชุมชน เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี2แสนตันภายในปี63

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.43 น.

16 กันยายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับเขต พร้อมมอบนโยบายแนวทางการทำงาน ณ โรงแรม ดิ ไอเดิล เซอร์วิส เรสซิเดนซ์ จ.ปทุมธานี ว่าศูนย์ข้าวชุมชนมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนา และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีไว้ใช้เองอย่างเพียงพอในชุมชน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี ที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องข้าวมาโดยตลอด ชาวนาจึงเปรียบเสมือนผู้สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ อีกทั้ง กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเพิ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ที่จะสามารถช่วยให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตดียิ่งขึ้น

จึงต้องสร้างระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง โดยศูนย์ข้าวชุมชนคือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ จึงต้องร่วมมือกันในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในแต่ละปี โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ อาทิ เครื่องคัดแยกเมล็ด เครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือก รวมไปถึงการสร้างแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการทำนาให้กับศูนย์ข้าวชุมชนแต่ละพื้นที่ เป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้งได้ รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำอุปโภค บริโภคในหมู่บ้านได้อีกด้วย สำหรับความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของไทยนั้นมีปริมาณสูง ประมาณ 1.4 ล้านตันต่อปี เพื่อใช้เพาะปลูกในพื้นที่นาประมาณ 60 ล้านไร่

อย่างไรก็ตามเมล็ดพันธุ์ข้าวสามารถใช้ปลูกต่อเนื่องได้ประมาณ 3 ครั้ง จากนั้นต้องเปลี่ยนชุดใหม่จึงมีความต้องการเป็นจำนวนมากเกินศักยภาพของส่วนราชการที่จะผลิตได้ ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้สนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวนาในแต่ละท้องถิ่นรวมตัวกันตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนทำหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีบริการประชาชน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาข้าวและชาวนาในท้องถิ่นนั้นๆ โดยให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการ และปัจจัยการผลิตที่จำเป็นแก่ศูนย์ฯ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2543 ของกรมส่งเสริมการเกษตร และต่อมาปี 2549 กรมการข้าวได้ดำเนินการต่อ ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชนแล้วทั้งสิ้น 2,028 ศูนย์ กระจายอยู่ในแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญทั่วประเทศ มีสมาชิกรวม 61,680 ราย สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีบริการชาวนาได้ปีละประมาณ 100,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์เปรียบเสมือนต้นน้ำ ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพก่อนถึงมือเกษตกรเพื่อนำไปเพาะปลูก พร้อมกันนี้ได้ตั้งเป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้เพิ่มขึ้นจากเดิม 85,000 ตันต่อปี เป็น 200,0000 ตันต่อปี ภายในปี 2563 โดยจะสนับสนุนเครื่องมือที่จำเป็น นอกจากนี้ต้องหาตลาดที่มีคุณภาพ สามารถติดต่อซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง โดยการทำระบบซื้อขายออนไลน์ มีระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อทราบแหล่งที่มา พร้อมกับติดโลโก้เครื่องหมาย Q บนสินค้าเพื่อเป็นการยกระดับเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ สร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างมูลค่าให้กับสินค้าได้

ขณะที่นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ข้าวชุมชนนับเป็นองค์กรชาวนาที่มีความเข้มแข็ง มั่นคงและมีความก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง มีการบริหารจัดการองค์กรอย่างเป็นระบบ โดยมีคณะกรรมการบริหารงานในทุกระดับ คือ ระดับจังหวัด เขต และประเทศ ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้ กรมการข้าวได้เชิญประธานศูนย์ข้าวชุมชนรวมทั้งสิ้น 8 เขต และเจ้าหน้าที่รวม 282 คน เข้าร่วมสัมมนาเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายในการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 ก.ย. 62 ณ โรงแรมดิไอเดิล เซอร์วิส เรสซิเดนซ์ จ.ปทุมธานี โดยคาดหวังว่าการสัมมนาในครั้งนี้ศูนย์ข้าวชุมชนจะมีแผนและเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมทั้งมีการเชื่อมโยงเครือข่ายในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นอกจากนี้ ภายในงานประกอบด้วย การอภิปรายเรื่อง แนวทางการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของศูนย์ข้าวชุมชนและการเตรียมความพร้อมสู่นาแปลงใหญ่ การบรรยายพิเศษโดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ เทคโนโลยีการเกษตรและระบบสารสนเทศทางการเกษตร แนวทางการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของศูนย์ข้าวชุมชน และการสนับสนุนแหลล่งเงินทุนและปัจจัยการผลิต

‘ประภัตร’หนุนเลี้ยง‘โคเนื้อ’เข้าสู่ระบบGAP เพิ่มมูลค่าส่งออก ลดนำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440715

‘ประภัตร’หนุนเลี้ยง‘โคเนื้อ’เข้าสู่ระบบGAP เพิ่มมูลค่าส่งออก ลดนำเข้า

‘ประภัตร’หนุนเลี้ยง‘โคเนื้อ’เข้าสู่ระบบGAP เพิ่มมูลค่าส่งออก ลดนำเข้า

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 08.01 น.

‘ประภัตร’หนุนเลี้ยง‘โคเนื้อ’เข้าสู่ระบบGAP เพิ่มมูลค่าส่งออก ลดนำเข้า

16 กันยายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคขุน พร้อมมอบแนวทางการช่วยเหลือและรับฟังปัญหาของเกษตรกร พร้อมมอบถุงยังชีพ เวชภัณฑ์ และเสบียงอาหารสัตว์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ณ ฟาร์มโคขุน ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย

นายประภัตร กล่าวว่า ฟาร์มเลี้ยงโคขุนแห่งนี้ได้รับการพัฒนายกระดับเป็นฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งยังเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนเพื่อเป็นอาชีพเสริม ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงระยะสั้นประมาณ 90-120 วัน โดยขุนให้ได้น้ำหนักประมาณ 500 กก. และขายผ่านพ่อค้าที่จะส่งไปประเทศจีนและเวียดนาม นอกจากนี้มีโรงผสมอาหาร เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ในฟาร์มและในกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน โดยมีเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ร่วมเป็นเครือข่าย  ประมาณ 60 ราย จำนวนโคขุนในกลุ่ม ประมาณ 1,200 ตัว กรมปศุสัตว์ ช่วยเหลือดูแลด้านการป้องกันโรคระบาด ให้ความรู้ผลักดันเข้าสู่ฟาร์มมาตรฐาน การตรวจสอบโคก่อนการเคลื่อนย้าย

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงและพ่อค้ายังมีความต้องการโคเนื้อ-โคขุน จำนวนมาก หากสามารถสร้างกลุ่มผู้เลี้ยงแม่โคผลิตโครุ่นเพศผู้สายพันธุ์ดี ป้อนให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน เพื่อผลิตโคเนื้อที่มีคุณภาพซากดีเทียบเท่าโคที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะเป็นการช่วยลดปริมาณการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศได้ และเป็นโอกาสในการพัฒนาที่จะทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ

นอกจากนี้ การสร้างศูนย์ผลิตอาหารหยาบสำหรับเลี้ยงโค เผื่อผลิตอาหารหยาบคุณภาพดี มีปริมาณที่เพียงพอต่อการเลี้ยงโคตลอดปี ก็จะสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต มีศักยภาพแข่งขันกับโคจากต่างประเทศได้ อีกทั้งต้องเน้นส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคขุน โดยปรับระบบการเลี้ยงให้มีคุณภาพมาตรฐาน ผลิตโคที่มีสายพันธุ์ดี คุณภาพซากดี เพื่อเพิ่มมูลค่า มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ รวมทั้งสร้างระบบการตลาดมีข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าเพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงให้ผู้เลี้ยงโคได้เข้มแข็งให้ได้

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะสนับสนุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP เพื่อให้สามารถนำตราสัญลักษณ์ Q (Q – GAP) ซึ่งแสดงถึงสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าสามารถส่งออกไปแข่งขันในตลาดสากลได้ นอกจากนี้จะส่งเสริมพัฒนาให้ฟาร์มโคเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GMP รองรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการเพิ่มมูลค่าและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ในอนาคตอีกด้วย

สำหรับจังหวัดสุโขทัย เป็นแหล่งผลิตโคเนื้อที่ใหญ่เป็นอับดับ 2 รองจากจังหวัดตาก มีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประมาณ 37,000 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย เลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม มูลค่าการผลิตด้านปศุสัตว์ปี 2559 มีมูลค่า 3,668 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการผลิตโคเนื้อโคขุน ประมาณ 1,365 ล้านบาท ซึ่งมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่ขึ้นทะเบียนกรมปศุสัตว์ จำนวน 6,702 ครัวเรือน จำนวนโคเนื้อรวม 79,263 ตัว เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน จำนวนโคขุน 3,453 ตัว แยกการเลี้ยงเป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ การเลี้ยงโคผลิตลูก หรือโคต้นน้ำ และการเลี้ยงโคขุน-โคมัน หรือโคกลางน้ำ

โครงการส่งเสริมในจังหวัดสุโขทัย ได้แก่ โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโค โครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 2 โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ด้านโคเนื้อ ซึ่งทั้ง 3 โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยง เพิ่มปริมาณการผลิตโคเนื้อในจังหวัด รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโค เพื่อผลิตโคเนื้อที่มีสายพันธุ์และคุณภาพซากดี รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันด้านราคากับโคเนื้อจากต่างประเทศได้

 

สพด.บึงกาฬชู2อำเภอต้นแบบ ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์มีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440656

x

สพด.บึงกาฬชู2อำเภอต้นแบบ n ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์มีส่วนร่วม

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเกรียงไกร ไชยโพธิ์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินบึงกาฬ เปิดเผยว่า การพัฒนาเกษตรอินทรีย์โดยภาครัฐ เริ่มให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2548 สนับสนุนให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสให้ประเทศไทย เป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยพร้อมเป็นครัวของโลก ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเกษตรอินทรีย์ให้กลุ่มเกษตรกร โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การขับเคลื่อนกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee SystemsหรือPGS)ให้กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

ดังนั้น สถานีพัฒนาที่ดินบึงกาฬ จึงได้จัดทำโครงการทำการเกษตรอินทรีย์ วิถีพื้นบ้านเมืองบึงกาฬ มุ่งสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม: PGS ขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวดำเนินการมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว โดยเริ่มจากการคัดเลือกเกษตรกรในพื้นที่ที่มีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ มารวมกลุ่มกัน แล้วเข้าไปสนับสนุนในเรื่องขององค์ความรู้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ตลอดจนเข้าไปแนะนำให้ลดละเลิกการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี พร้อมส่งเสริมให้หันมาผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพโดยใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น เพื่อใช้ในแปลงเกษตร อีกทั้ง ยังสนับสนุนสารปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยพืชสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์มากขึ้น

ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 8 กลุ่ม กระจายอยู่ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.โซ่พิสัย อ.ศรีวิไล อ.เมือง และอ.พรเจริญ ดำเนินงานโดยใช้ทฤษฎีไข่แดง เป็นการทำตัวอย่างให้เห็นในแต่ละพื้นที่ก่อน แล้วขยายพื้นที่ออกไป เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้กลุ่มรับรองกันเองว่า พืชผัก ผลไม้ที่ปลูกปลอดภัยจากสารเคมีและสารพิษ แล้วขยายผลไปแบบปากต่อปาก จากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อมีหลายๆ กลุ่ม ก็จะรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ขยายจากชุมชน เป็นอำเภอ เป็นจังหวัด และเป็นระดับประเทศต่อไป

“อ.พรเจริญ และอ.โซ่พิสัย ถือเป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มกันทำเกษตรอินทรีย์ ที่มีผลสำเร็จเป็นรูปธรรมมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น เกษตรกรมีงานทำตลอด ลดต้นทุนการผลิตได้มาก ทำให้มีรายได้เพิ่มรวมทั้งสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย”นายเกรียงไกรกล่าว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะขยายพื้นที่ออกไปให้ครบทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดบึงกาฬ เพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนากระบวนการทางสังคม กระบวนการผลิต การตลาด ความสัมพันธ์ที่ดีของเครือข่าย PGS และผู้บริโภค ทำให้เกิดการพัฒนาการเกษตรที่ผลิตอาหารที่ดี มีคุณภาพ รวมถึงเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้เกิดความสุข มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน