ลุยวางปะการังเทียมรอบ2ชายฝั่งสงขลา-นราธิวาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441472

x

ลุยวางปะการังเทียมรอบ2ชายฝั่งสงขลา-นราธิวาส

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่สวนป่าทักษิณ บริเวณชายฝั่งทะเลตลาดประชารัฐบ่อตรุ อ.ระโนด จ.สงขลา พล.ร.ต.ภูมิพันธ์นิลกำแหง รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2  นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง นายธนาวุฒิ กุลจิตติชนก ประมงจังหวัดสงขลา นายเรวัตร คงประดิษฐ์  ประมงจังหวัดนราธิวาส และนายศุภชัย  เจียรวนนท์  ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีส่งมอบปะการังเทียม 1,000 แท่ง ให้ผู้แทนชุมชนประมงจังหวัดสงขลาและนราธิวาส ภายใต้ความร่วมมือการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและฟื้นฟู  การประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เป็นไปตามภารกิจของกรมประมงตามมาตรา 12 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และพระราชกำหนดการประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลการบริหารจัดการด้านการประมง โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการ ซึ่งการจัดสร้างปะการังเทียม ถือเป็นเครื่องมือบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วนว่าเป็นแหล่งอนุรักษ์ แหล่งทำการประมง และสร้างอาชีพให้ชาวประมงพื้นบ้านได้จริง

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การจัดวางปะการังเทียมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2  เป็นการจัดสร้างปะการังเทียมแหล่งเล็ก ใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5 x 1.5 x 1.5 เมตรนำไปจัดวางเพื่อให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำตามแนวชายฝั่งทะเลให้อุดมสมบูรณ์ 2 แหล่ง 2 จังหวัด ได้แก่ แหล่งที่ 1 ใช้ปะการังเทียม 500 แท่ง พร้อมทุ่นลอย 3 ทุ่น จัดวางบริเวณทะเลหน้าชายฝั่งตำบลบ่อตรุ อ.ระโนด จ.สงขลา ครอบคลุมพื้นที่ 0.32 ตารางกิโลเมตร และแหล่งที่ 2 ใช้ปะการังเทียม 500 แท่ง พร้อมทุ่นลอย 4 ทุ่น จัดวางบริเวณทะเลหน้าชายฝั่งต.โคกเคียนอ.เมือง จ.นราธิวาส ครอบคลุมพื้นที่ 0.005ตารางกิโลเมตร ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่ ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การจัดวางปะการังเทียมครั้งนี้ จะก่อให้เกิดผลดีแก่การทำประมงชายฝั่งแน่นอน ปัจจุบันทั้งจ.สงขลาและนราธิวาสจัดสร้างปะการังเทียมจังหวัดละ 77 แหล่ง และในอนาคตหากชุมชนประมงต้องการก็จะดำเนินการเพิ่มเติมขึ้นอีก

นายวิชาญกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดสร้างปะการังเทียมนั้น กรมประมงดำเนินการตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เลี้ยงตัว วางไข่ และหลบภัยของสัตว์น้ำ เริ่มจัดสร้างมาตั้งแต่ปี 2521 ถึงปัจจุบันกรมประมงจัดสร้างปะการังเทียมให้เป็นแหล่งทำประมงใน 20 จังหวัดชายทะเลรวม 584 แหล่ง ครอบคลุมพื้นที่ 2,063.13 ตารางกิโลเมตร ผลการจัดสร้างพบประชากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น มีสัตว์น้ำในอดีตที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้วหายไปกลับมามีขึ้นอีกมาก

ส่องสหกรณ์ : ข้าวหอมนิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441474

ส่องสหกรณ์ : ข้าวหอมนิล

ส่องสหกรณ์ : ข้าวหอมนิล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวหอมนิล สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัดเป็นข้าวที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รสชาติอร่อย โดดเด่น แตกต่างจากข้าวสีอื่น และมีคุณประโยชน์บางอย่างมากกว่าข้าวสีอื่น

ข้าวหอมนิล อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ มากมายมีโปรตีนสูงมีแคลเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสีอีกทั้งยังมีอมิโลสประมาณร้อยละ 12 – 13 ทำให้ข้าวมีความนุ่ม น่ารับประทานเยื่อหุ้มเมล็ดที่เป็นสีม่วงเข้มประกอบด้วยสารแอนโทไซยานิน โพรแอนโทไซยานิน ไบโอฟราโวนอยและวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในส่วนของรำและจมูกข้าว มีวิตามินอี วิตามินบี กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมีสารแอนโทไซยานิน สามารถช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่หัวใจและสมอง ช่วยบำรุงสายตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นเวลากลางคืน

สำหรับคนรักสุขภาพ ข้าวหอมนิล สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี สนใจสั่งซื้อได้ที่ 59 หมู่ 10ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โทร.08-7255-1447

ส่องเกษตร : กล้าเปลี่ยน ความสำเร็จรออยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441150

449007

ส่องเกษตร : กล้าเปลี่ยน ความสำเร็จรออยู่

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางเป็นเรื่องที่คู่กับชีวิตของผมก็ว่าได้ ซึ่งผมถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผมมีโอกาสได้พบเจอผู้คนหลากหลายอาชีพในระหว่างการเดินทาง เป้าหมายในการเดินทางในแต่ละครั้งอาจจะซ้ำที่เดิมบ้าง แตกต่างไปจากเดิมบ้าง แต่การเตินทางในแต่ละครั้ง ทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ ผมจึงรู้สึกยินดีทุกครั้งที่จะออกเดินทาง และยินดีมากขึ้นเมื่อเป้าหมายในการเดินทางแต่ละครั้ง คือ พี่น้องเกษตรกร ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีคิดและรูปแบบการทำการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรในแต่ละถิ่น

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสเดินทางไปพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เป็นการไปเยี่ยมกันในสวนเลยทีเดียว หากบอกว่าเป็นสวนเงาะและสวนลองกอง หลายท่านอาจว่าผมเข้าใจอะไรผิดเป็นแน่ ผลไม้สองชนิดนี้น่าจะปลูกแถวภาคตะวันออกและภาคใต้ของไทย มากกว่าจะมาโผล่ที่จังหวัดอุดรธานีแต่ที่นี่คืออำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานีและปลูกมานับสิบปีแล้ว เกษตรกรที่ได้พูดคุยกันนั้นมีเงาะมีจำนวน 900 ต้น ราคาเฉลี่ยที่ขายได้ในปีนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท ถือว่าสร้างรายได้ให้ดีพอสมควร ในขณะที่รอบๆ สวนแห่งนี้ยังคงเป็นไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย นาข้าว และยางพารา เป็นส่วนใหญ่

ผมประทับใจแนวคิดของเกษตรกรรายนี้มาก จากการเป็นคนขับรถบรรทุกตระเวนส่งของจากกรุงเทพฯ ไปยังภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้หรือภาคตะวันออกซึ่งไปมาแทบทุกจังหวัด ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ทำหน้าที่คนขับรถส่งของ สังเกตเห็นว่าคนในภาคเหล่านั้น ไม่มีการปลูกข้าว เห็นแต่ไม้ผล เป็นสวนผลไม้เป็นหลัก และผู้คนก็มีฐานะ เศรษฐกิจดี ไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวก็มีข้าวกินได้ แถมไม้ผลเหล่านี้ ปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บผลผลิตได้นานหลายปี ช่วงนั้นเริ่มมีการก่อสร้างฝายกั้นน้ำใกล้ๆกับพื้นที่แห่งนี้ จึงคิดว่าน่าจะนำกล้าไม้ผลจากภาคใต้และภาคตะวันออกลองมาปลูกในพื้นที่อำเภอนายูง โดยลองนำมาปลูกหลายชนิดทั้ง เงาะ ลองกอง ทุเรียน และมังคุด ใช้โอกาสที่ขับรถไปส่งของพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจันทบุรีบ้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลในการดูแลรักษาไม้ผลแต่ละชนิด ซึ่งวางแผนไว้ก่อนแล้วว่าคงต้องเลิกอาชีพขับรถส่งของในไม่ช้า แล้วกลับมาปักหลักทำสวนผลไม้อย่างจริงจัง ในบ้านเกิดของตนเอง ทดลอง เรียนผิดเรียนถูกไปและคิดเสมอว่าต้องทำได้ พอเข้าปีที่ 4ไม้ผลที่นำมาปลูกเริ่มให้ผล จึงคิดว่ามาถูกทางแล้ว ระยะแรกนำผลผลิตที่ได้มาขายในตลาดก่อน และเมื่อเป็นรู้จักมากขึ้นก็ไม่ต้องนำออกไปจำหน่ายเอง เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน ดังนั้น เมื่อเห็นว่าการทำสวนผลไม้ในพื้นที่บ้านเกิดเป็นไปได้แน่นอน จึงซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเพื่อขยายสวนออกไปอีก รายได้จากการทำสวนสามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินอีกต่อไป

ตัวอย่างของเกษตรกรรายนี้เป็นตัวอย่างของเกษตรกรผู้ที่กล้าเปลี่ยนแปลง จากการมีโอกาสได้เห็นได้เรียนรู้โดยตรงผ่านประสบการณ์และการสังเกต ตัดสินใจผันตัวเองจากการเป็นลูกจ้างคนขับรถบรรทุกกลับมายังบ้านเกิด พลิกทุนที่มีอยู่คือ ที่ดิน ลองทำอาชีพใหม่ๆ คือ การทำสวนผลไม้ เป็นความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากจะสร้างอาชีพใหม่ที่มีความยั่งยืนแล้ว ความรักความผูกพันในครอบครัวก็มีมากขึ้นจากผลของการกลับมาทำการเกษตร ได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ในบรรยากาศของครอบครัวอย่างแท้จริง

การพัฒนาการเกษตรด้วยการลงมือทำ มุ่งมั่น และขยันหมั่นเพียร ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้ ในทางกลับกัน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทำแบบเดิมๆ สิ่งที่ได้มาก็ไม่พ้นแบบเดิม ผมเองเคยถูกเกษตรกรบางรายต่อว่า ตั้งแต่เกิดมาก็ปลูกแต่ข้าว แล้วจะให้ไปปลูกอะไรได้ เพราะเป็นชาวนาต้องทำนาถึงจะถูก วิธีการคิดลักษณะนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีแน่ ผมหวังว่าบทพิสูจน์จากเกษตรกรที่นายูงจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหลายๆราย ลองเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนวิธีทำ ผลที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนไปจากเดิมไม่มากก็น้อย ขอเพียงแต่ต้องขยัน อดทนสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อย่างมุ่งมั่นทุ่มเทความสำเร็จในการทำอาชีพเกษตรรออยู่แน่นอน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : หนุนปลูกพืชผสมผสานปลอดสารพิษ ทางรอดสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441162

รายงานพิเศษ : หนุนปลูกพืชผสมผสานปลอดสารพิษ  ทางรอดสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต

รายงานพิเศษ : หนุนปลูกพืชผสมผสานปลอดสารพิษ ทางรอดสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด สหกรณ์ขนาดใหญ่ในอำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ ที่นำพาเหล่าสมาชิกข้ามพ้นวิกฤติราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โดยการส่งเสริมให้สมาชิกทำเกษตรผสมผสานที่ปลอดภัย ไร้สารเสริมจากการปลูกสับปะรดและข้าวโพดหวานที่ปลูกกันมานาน เพื่อเป็นทางเลือก ทางรอดจากปัญหาภัยแล้ง และปัญหาด้านราคาผลผลิตตกต่ำ

คุณพนาพร ปิติสกุลสวัสดิ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรห้วยคตจำกัด เล่าให้ฟังว่าสหกรณ์ฯ ได้เริ่มสนับสนุนให้สมาชิกดำเนินชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือทำการเกษตรแบบผสมผสานปลูกพืชหลากหลายชนิด ทั้งผักสวนครัว ผลไม้ พืชไร่ พืชสวน เลี้ยงสัตว์ปีกเลี้ยงปลา ปลูกผักปลอดภัยในโรงเรือน เป็น “เกษตรอินทรีย์วิถีไทย”และเมื่อปรับเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรของสมาชิกแล้ว สิ่งสำคัญคือการให้องค์ความรู้แก่สมาชิก โดยภายในสหกรณ์ฯ ได้แบ่งพื้นที่23 ไร่ ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ทำแปลงเรียนรู้การเกษตรแบบผสมผสาน ทดลองปลูกพืชทุกชนิดที่จะส่งเสริมให้สมาชิกปลูกโดยทำแบบปลอดสาร ปลอดภัย มีกิจกรรมสาธิตการทำปุ๋ยคอกทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง มีแหล่งเรียนรู้เรื่องธนาคารน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์

อีกทั้งในทุกเดือนจะจัดอบรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้สมาชิกในเรื่องต่าง ๆ เช่น ในเดือนกันยายน เป็นการแนะนำส่งเสริมการปลูกโกโก้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชที่สหกรณ์ฯ กำลังสนับสนุนให้สมาชิกปลูก เพราะดูแลง่าย ไม่ค่อยมีศัตรูพืชรบกวน ไม่ต้องตัดแต่งกิ่งมาก ต้นอายุ 3 ปี เริ่มเก็บเกี่ยวได้ และให้ผลผลิตต่อเนื่องทุก 15 วัน ไปตลอดอายุประมาณ 50 ปียิ่งถ้ามีระบบน้ำในฤดูแล้ง ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น รวมไปถึงขมิ้นชันและฟ้าทะลายโจร ที่กำลังเป็นที่ต้องการของบริษัทผลิตสมุนไพรแคปซูล ซึ่งสหกรณ์ฯหาตลาดรองรับไว้อย่างครบวงจรแล้วแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การซื้อขายล่วงหน้าและประกันราคา ขมิ้นชันกับฟ้าทะลายโจรสหกรณ์ฯ ร่วมกับศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านไร่มอญพันธุ์ จังหวัดลพบุรี ที่จัดหาต้นพันธุ์ พร้อมส่งคนมาให้ความรู้ ติดตามดูแลการปลูกและรับซื้อสมุนไพรโดยการซื้อขายล่วงหน้า ขมิ้นชันซื้อขายกิโลกรัมละ 12 บาท ฟ้าทะลายโจร ซื้อขายที่กิโลกรัมละ10 บาท ส่วนโกโก้มีคู่ค้าคือบริษัทโกโก้ไทย 2017 จำกัด ทำการซื้อขายแบบประกันราคา ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ5 บาท ซึ่งขณะนี้ราคาตลาดจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องสินเชื่อโครงการจัดหาแหล่งน้ำให้สมาชิก โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านกองทุนพัฒนาสหกรณ์ รวมไปถึงการมีเครือข่ายกับโรงเรียนอนุบาลห้วยคต ในโครงการเด็กดีมีเงินออม และฝึกทำการเกษตรแบบผสมผสาน ให้นักเรียนได้บริโภคผักปลอดภัยและมีรายได้จากการเก็บผลผลิตขายสหกรณ์ เป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครอบคลุม

ขณะที่คุณสังวาลย์ ไม้ลา หรือป้าไข่ เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด เล่าถึงการทำการเกษตรของตนเองให้ฟังว่า แต่เดิมตนปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาตลอดทั้งข้าวโพดและสับปะรด แต่ก็ประสบปัญหาฝนแล้ง ราคาตกต่ำ ทำให้มีหนี้สินมาก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด ได้แนะนำให้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน จากพื้นที่ปลูกสับปะรด 25 ไร่ ก็แบ่งมาทำผสมผสาน 10 กว่าไร่ ปลูกมะเขือ พริก กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยเล็บมือนาง มะยงชิด ทุเรียน มะละกอ พืชสวนครัว และข้าวไร่ โดยสหกรณ์ฯได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวมาให้ 10 กิโลกรัม เก็บเกี่ยวแล้วนำเข้าโรงสีชุมชน ทำให้มีข้าวเก็บไว้กิน เมื่อได้ผลผลิตก็นำคืนสหกรณ์ฯ พร้อมส่วนต่างให้เล็กน้อย เพื่อต่อยอดการทำธนาคารข้าวของสหกรณ์ฯ ต่อไป

นอกจากนี้ ตนยังได้รับความช่วยเหลือจากสหกรณ์ฯ ในเรื่องการทำแหล่งน้ำ กู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ย ขุดแหล่งน้ำ 4 สระ ไว้เลี้ยงปลา ต่อมาขยายทำแท็งก์เก็บน้ำ และขุดเจาะบ่อบาดาล โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการดึงน้ำขึ้นมาใช้ ทำให้ที่ดินของป้าไข่ สามารถทำการเกษตรแบบผสมผสานได้ผลดีตลอดปี

“เมื่อก่อนเคยมีรายได้จากการขายข้าวโพดและสับปะรดเท่านั้น แต่หลังจากหันมาทำการเกษตรผสมผสาน ทำให้มีรายจากการเก็บพืชผักต่างๆ ขายทุกวัน ตกเดือนละ2,000-5,000 บาท และที่สำคัญผลผลิตในพื้นที่ทั้งข้าวไร่ พืชผัก กล้วย ปลา สามารถเก็บไว้บริโภคเองเป็นอาหารประจำวัน ไม่ต้องซื้อหา ทำให้สามารถลดรายจ่าย พอกิน พอใช้ เมื่อสับปะรดได้เวลาเก็บเกี่ยวก็ปลดหนี้ได้ ไม่ลำบากเหมือนที่ผ่านมา” ป้าไข่ กล่าว

การทำการเกษตรแบบผสมผสาน ถือเป็นทางเลือกที่นำไปสู่ทางรอดของสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด ได้เป็นอย่างดี และเป็นบทสรุปของการใช้ชีวิตแบบพอเพียงอย่างแท้จริง

ครั้งแรกของไทยส่งกากปาล์ม-รำข้าวไปจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441147

x

ครั้งแรกของไทยส่งกากปาล์ม-รำข้าวไปจีน

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญกองควบคุมการกักกันพืชและสัตว์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเดินทางมาตรวจประเมินโรงงานผลิตกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวที่ประเทศไทย พร้อมยกร่างพิธีสารว่าด้วยการส่งออกสินค้าทั้ง 2 ชนิดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย  จีนแจ้งให้ทราบผลตรวจประเมินโรงงานผลิตกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าว 4 แห่งที่ได้ตรวจประเมินในภาพรวมแล้ว เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานดี โดยมีข้อที่ต้องปรับแก้ไขเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่งผลให้ทั้ง 4 โรงงาน ผ่านการตรวจประเมินและได้รับการรับรองมาตรฐานที่จะส่งออกกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวไปจีนได้ ทั้งนี้ จำนวนโรงงานผลิตกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวของไทยที่พร้อมให้จีนตรวจประเมินและรับรองเพื่อผลิตสินค้าดังกล่าวส่งออกไปยังจีนทั้งหมด 7 โรงงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่จีนแจ้งความประสงค์ตรวจประเมินเพียง 4 โรงงาน ถือเป็นตัวแทนตรวจประเมินโรงงานทั้งหมด ดังนั้น หากทั้ง 4 โรงงาน ผ่านการตรวจประเมินและได้รับการรับรอง อีก 3 โรงงาน ที่เหลือไม่ต้องรับการตรวจประเมินอีก แต่ต้องส่งเอกสารตามที่จีนกำหนดให้จีนพิจารณา หากเป็นไปตามเงื่อนไขก็สามารถส่งออกได้ด้วยเช่นกัน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า กรมจะจัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์เงื่อนไขส่งออกสินค้าทั้ง 2 ชนิดแจ้งให้ผู้ประกอบการการทราบ เพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด ภายในปีนี้ผู้ประกอบการไทยพร้อมส่งออกกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวได้ทันที หลังจีนอนุญาตให้ส่งออก ตั้งเป้าส่งออกสินค้าทั้ง 2 ชนิดไว้ขั้นต่ำชนิดละ 10,000 ตัน / เดือน  โดยราคากากปาล์มน้ำมันมีราคากิโลกรัมละ 3.5 บาท ส่วนกากรำข้าวราคากิโลกรัมละ 8.6 บาท สร้างรายได้เข้าประเทศไม่น้อยกว่า 120 ล้านบาท หากไทยเปิดตลาดสินค้าทั้ง 2 ชนิด ได้ถือเป็นการส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มาจากพืชไปจีนเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

หนุนผู้เลี้ยงโคเข้าระบบGAP ลดนำเข้า-เพิ่มมูลค่าส่งออกแข่งตลาดสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441151

x

หนุนผู้เลี้ยงโคเข้าระบบGAP ลดนำเข้า-เพิ่มมูลค่าส่งออกแข่งตลาดสากล

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯและพบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อโคขุน พร้อมมอบแนวทางการช่วยเหลือและรับฟังปัญหาของเกษตรกร โอกาสนี้ได้มอบถุงยังชีพ เวชภัณฑ์และเสบียงอาหารสัตว์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ณ ฟาร์มโคขุนต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ว่า ฟาร์มเลี้ยงโคขุนแห่งนี้ได้รับการพัฒนายกระดับเป็นฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งยังเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนเพื่อเป็นอาชีพเสริม ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงระยะสั้นประมาณ 90-120 วัน โดยขุนให้ได้น้ำหนักประมาณ 500 กก. และขายผ่านพ่อค้าที่จะส่งไปจีนและเวียดนาม นอกจากนี้มีโรงผสมอาหาร เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ในฟาร์มและในกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน โดยมีเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ร่วมเป็นเครือข่าย ประมาณ 60 ราย จำนวนโคขุนในกลุ่ม ประมาณ 1,200 ตัว กรมปศุสัตว์ช่วยเหลือดูแลด้านการป้องกันโรคระบาด ให้ความรู้ผลักดันเข้าสู่ฟาร์มมาตรฐาน การตรวจสอบโคก่อนการเคลื่อนย้าย

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงและพ่อค้ายังมีความต้องการโคเนื้อ-โคขุน จำนวนมาก หากสามารถสร้างกลุ่มผู้เลี้ยงแม่โคผลิตโครุ่นเพศผู้สายพันธุ์ดี ป้อนให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนเพื่อผลิตโคเนื้อที่มีคุณภาพซากดีเทียบเท่าโคที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะช่วยลดปริมาณนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศได้ นอกจากนี้ การสร้างศูนย์ผลิตอาหารหยาบสำหรับเลี้ยงโค เผื่อผลิตอาหารหยาบคุณภาพดี มีปริมาณที่เพียงพอต่อการเลี้ยงโคตลอดปี ก็สามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต แข่งขันกับโคจากต่างประเทศได้ อีกทั้ง ต้องเน้นส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคขุน โดยปรับระบบการเลี้ยงให้มีคุณภาพมาตรฐาน ผลิตโคที่มีสายพันธุ์ดี คุณภาพซากดี เพื่อเพิ่มมูลค่า มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ รวมทั้งสร้างระบบการตลาดมีข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าเพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงให้ผู้เลี้ยงโคได้เข้มแข็งให้ได้

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP เพื่อให้นำตราสัญลักษณ์ Q (Q – GAP) ซึ่งแสดงถึงสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าส่งออกไปแข่งขันในตลาดสากลได้ นอกจากนี้ จะส่งเสริมพัฒนาให้ฟาร์มโคเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GMP รองรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มมูลค่าและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ในอนาคตอีกด้วย” นายประภัตร กล่าว

สำหรับจ.สุโขทัย เป็นแหล่งผลิตโคเนื้อใหญ่เป็นอับดับ 2 รองจากจ.ตาก มีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประมาณ 37,000 ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย เลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม มูลค่าการผลิตด้านปศุสัตว์ปี 2559 มีมูลค่า 3,668 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการผลิตโคเนื้อโคขุน 1,365 ล้านบาท ซึ่งมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่ขึ้นทะเบียนกรมปศุสัตว์ 6,702 ครัวเรือน โคเนื้อรวม 79,263 ตัว เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน โคขุน 3,453 ตัว แยกการเลี้ยงเป็น 2 รูปแบบคือ เลี้ยงโคผลิตลูก หรือโคต้นน้ำ และเลี้ยงโคขุน-โคมัน หรือโคกลางน้ำ

เอ็กซเรย์‘สปก.’ทั่วไทย!‘ธรรมนัส’สั่งเช็คเจ้าของตัวจริง รุกแก้กม. แฉ‘หอพัก’ผุดแทนที่พรึ่บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441156

เอ็กซเรย์‘สปก.’ทั่วไทย!‘ธรรมนัส’สั่งเช็คเจ้าของตัวจริง รุกแก้กม. แฉ‘หอพัก’ผุดแทนที่พรึ่บ

เอ็กซเรย์‘สปก.’ทั่วไทย!‘ธรรมนัส’สั่งเช็คเจ้าของตัวจริง รุกแก้กม. แฉ‘หอพัก’ผุดแทนที่พรึ่บ

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.14 น.

เอ็กซเรย์‘สปก.’ทั่วไทย!‘ธรรมนัส’สั่งเช็คเจ้าของตัวจริง รุกแก้กม. แฉ‘หอพัก’ผุดแทนที่พรึ่บ

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 17 กันยายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกปฏิรูปที่ดิน หรือ สปก.จังหวัดทั่วประเทศ เข้ารับฟังนโยบายการแก้ไขปัญหาพื้นที่ สปก.

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ขณะที่พบว่าพื้นที่ สปก.บางส่วนมีการเปลี่ยนมือจำนวนมาก บางพื้นที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้ตามแนวทางการการแจกพื้นที่ สปก.ตามกฎหมายเดิม และบางพื้นที่เปลี่ยนเป็นพื้นที่เมืองจากการเจริญเติบโต ของชุมชน โดยเฉพาะบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยพะเยา , มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และบริเวณ หน้าวัดหลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา จากปัญหาที่เกิดขึ้น ตนได้สั่งการให้ สปก.ทั่วประเทศเร่งสำรวจพื้นที่ทั้งหมดว่าพื้นที่ใดมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะดังกล่าว เพื่อที่จะมีการแก้ไขกฎหมายของ สปก.ที่มีอยู่ให้มีความทันสมัย เข้ากับบริบทสังคมปัจจุบัน ที่จะสามารถพัฒนาพื้นที่ สปก. ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น

“เท่าที่มีการตรวจสอบพบว่าหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ผมเองที่มหาวิทยาลัยพะเยา จากเดิมเป็นที่ดินที่ทำการเกษตร ตอนนี้เป็นหอพักไปหมดแล้ว ผมก็เกือบจะไปซื้อเพราะไม่รู้ และพื้นที่ลักษณะนี้มีหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และหน้าวัดหลวงพ่อโสธร เรื่องนี้เราจึงได้ ให้ สปก.ทั้งหมดกลับไปสำรวจพื้นที่ของตนว่ายังมีพื้นที่ใดบ้างที่แจกไปแล้ว สามารถ ใช้ทำการเกษตรได้ หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพื่อจะแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย เดินหน้าได้ ไม่ว่าใครจะมาอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยก็สามารถพัฒนาพื้นที่ สปก.ได้ เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาพื้นที่ สปก.ค่อนข้าง มีปัญหา จึงน่าจะสำรวจข้อมูลให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อนำมาพิจารณาประกอบการแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อพัฒนาพื้นที่ สปก.ให้ได้ ส่วนคนที่ทำผิดกฎหมายจะต้องมาดูกันว่าจะดำเนินการอย่างไร” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการสำรวจพื้นที่ครั้งนี้ ในส่วนพื้นที่ที่ยังทำการเกษตร จากนี้ไปตนมีนโยบายในการส่งเสริมการพัฒนาในรูปแบบแปลงใหญ่ ผ่านขบวนการสหกรณ์เป็นหลัก โดยเกษตรกรจะต้องรวมกลุ่มหลังจากจัดสรรที่ดินให้แล้ว สปก.จะต้องวางระบบสาธารณูปโภคให้กับเกษตรกร เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างเป็นระบบ กระทรวงเกษตรฯจะทำงานในรูปแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการประปา การไฟฟ้า เข้าไปช่วยเกษตรกรเพื่อ ให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้ ส่วนเงินที่จะนำมาใช้บางส่วนจะใช้ กองทุนของ สปก.ที่มีอยู่เพื่อใช้ในการพัฒนาพื้นที่ สปก. ต่อไปทั้งหมดจะต้องมีการสำรวจให้รวดเร็วที่สุด เพื่อที่จะแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบต่อไป

‘สุริยะ’หนุนเลิกใช้สารเคมีอันตรายภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441040

'สุริยะ'หนุนเลิกใช้สารเคมีอันตรายภาคเกษตร

‘สุริยะ’หนุนเลิกใช้สารเคมีอันตรายภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.06 น.

“สุริยะ” หนุนเลิกใช้สารเคมีอันตรายภาคเกษตร ชี้หาก คกก.วัตถุอันตราย ไฟเขียวให้เลิกใช้ สามารถเดินหน้าทันที มีผลได้ 1 ม.ค.63

17 ก.ย.62 เมื่อเวลา 09.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม ครม.ถึงความคืบหน้าการยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิดในภาคเกษตร ว่า ส่วนตัวอยากให้ยกเลิกเช่นกัน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นตรงกันว่าควรให้ยกเลิก ขอให้เข้าใจว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายประกอบด้วยตัวแทนจากหลายหน่วยงาน ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยและหากมีมติออกมาให้ยกเลิก ก็สามารถผลักดันเรื่องนี้ให้มีผลได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้นโยบายไปกับปลัดกระทรวงฯ แล้วว่าอยากให้ยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรกับสารเคมีอันตรายที่ถูกนำเข้ามาก่อนหน้านี้ นายสุริยะ กล่าวว่า ต้องขอดูรายละเอียดก่อนว่าเป็นอย่างไร ขอย้ำว่าเราพยายามจะให้เลิกใช้ เพราะในหลายประเทศก็ยกเลิกใช้สารอันตรายเหล่านี้แล้วเช่นกัน

สวก.จัดงานประชุมวิชาการสวก.2562 ‘Beyond Disruptive Technology’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441019

สวก.จัดงานประชุมวิชาการสวก.2562 'Beyond Disruptive Technology'

สวก.จัดงานประชุมวิชาการสวก.2562 ‘Beyond Disruptive Technology’

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 11.00 น.
สวก. จัดงาน “ประชุมวิชาการ สวก. 2562” “Beyond Disruptive Technology” จุดเปลี่ยนอนาคตไทย ด้วยงานวิจัยเกษตรขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคการเกษตรที่พัฒนาด้วยนวัตกรรม
17 กันยายน 2562 ที่กระทรวงเกษตรฯนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เป็นประธานการแถลงข่าวจะจัดงาน “ประชุมวิชาการ สวก. 2562” ภายใต้แนวคิด “Beyond Disruptive Technology” จุดเปลี่ยนอนาคตไทย ด้วยงานวิจัยเกษตร ที่สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ได้เตรียมตัดง่นดีงกล่าวเพื่อแสดงถึงการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับกลไกการขับเคลื่อนประเทศไทยจากการเกษตรแบบเดิมไปสู่ยุคการเกษตรที่ขับเคลื่อนด้านนวัตกรรม สวก. โดยได้ผลักดันและสนับสนุนงานวิจัย เพื่อตอบสนองการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตามมาตรฐานการศึกษาวิจัยที่มีคุณภาพ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 ตุลาคม 2562 เวลา 8.30 – 16.30 น. ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานประชุมวิชาการ สวก. 2562 เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำเสนอผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตรของประเทศ ซึ่งปีนี้ สวก. ได้คัดสรรโครงการวิจัยภายใต้ธีมงาน “Beyond Disruptive Technology” มาจัดแสดงกว่า 200 โครงการ ยกตัวอย่าง เช่น 1) โครงการ การพัฒนาระบบเรดาร์เพื่อการจัดทำแผนที่ใต้ดินสำหรับการเกษตร ผลงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เอกรัฐ บุญภูงา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นการพัฒนาระบบเรดาร์ สำหรับการสร้างแผนที่ใต้พื้นดิน ซึ่งแผนที่นี้จะมีข้อมูลชั้นดินและสิ่งที่อยู่ใต้ดินต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจบริหารจัดการทางการเกษตร ให้สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของภาครัฐ 2) เครื่องวิเคราะห์ปริมาณน้ำมันในทะลายปาล์มน้ำมันอย่างรวดเร็วเพื่อการซื้อขายในเชิงพาณิชย์ด้วยเทคนิค Near Infrared (NIR) ผลงานของ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณฤทธิ์ ฤทธิรณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นการสร้างระบบและวิธีการในการวิเคราะห์ปริมาณน้ำมันในปาล์มน้ำมัน ด้วยเทคนิค NIR เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์หาปริมาณน้ำมันในผลปาล์มและทะลายปาล์มอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และไม่ทำลายตัวอย่าง ซึ่งสามารถนำมาทดแทนการซื้อขายปาล์มจากการประเมินด้วยผู้เชี่ยวชาญ หรือการประเมินด้วยวิธีมาตรฐานที่ต้องใช้สารเคมี และใช้เวลาในการสกัดน้ำมันค่อนข้างนานนอกจาก 2 โครงกาที่ได้กล่าวมา แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการพัฒนาภาคการเกษตร และสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของประเทศไทย และยังมีผลงานวิจัยอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ในงานประชุมวิชาการ สวก. 2562
ขณะที่ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เพิ่มเติมกล่าวว่า สวก. ถือเป็นหน่วยงานของรัฐ ประเภทองค์การมหาชน ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง 6 ประการ คือ 1) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนางานวิจัยการเกษตร 2) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยการเกษตร 3) จัดให้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนาและเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศในด้านการเกษตร 4) ร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษาหรือสถาบันอื่นของรัฐและเอกชนในการผลิตและพัฒนางานวิจัยและนักวิจัยการเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ 5) เป็นศูนย์กลางในการให้บริการข้อมูลและสารสนเทศในด้านการเกษตรที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนา ตลอดจนการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ 6) ส่งเสริมให้เกิดกิจการทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดพิมพ์เอกสาร การจัดทำสื่อโสตทัศน์ การสัมมนา การประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดนิทรรศการ หรือดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวกับการเผยแพร่ความรู้ในด้านการเกษตร
ทั้งนี้ สวก. จึงได้กำหนดจัดงานประชุมวิชาการ สวก. 2562 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดประชุมฯ คือ 1) เพื่อเพิ่มพูนความรู้และวิสัยทัศน์ให้แก่นักวิจัย นักวิชาการ เรื่องทิศทางงานวิจัยด้านการเกษตรของไทยและของต่างประเทศ 2) เพื่อประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลแก่นักวิจัยที่ได้รับทุนจาก สวก. ที่ไปได้รับรางวัลและการยอมรับในระดับนานาชาติ นักวิจัยการเกษตรดีเด่นของ สวก. ในแต่ละคลัสเตอร์ และผู้ประกอบการดีเด่น 3) เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานวิจัยเด่นในแต่ละคลัสเตอร์ด้านการเกษตรของประเทศ 4) เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานภาพรวมทั้งหมดของ สวก. 5) เพื่อบูรณาการและสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดการพัฒนางานวิจัยทางด้านการเกษตรในประเทศไทยกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
โดยกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักวิจัย นักวิชาการ ทั้งที่อยู่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอยู่ในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา และผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร และผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเกษตร จำนวนกว่า 1,500 คน งานประชุมวิชาการ สวก. 2562 จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก ซึ่งตั้งเป็นชื่อภาษาไทยว่า “จุดเปลี่ยนอนาคตไทย ด้วยงานวิจัยเกษตร” และในชื่อภาษาอังกฤษว่า Beyond Disruptive Technologyท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ก้าวสู่ยุคดิจิทัล หรือ 4.0 เทคโนโลยีต่างๆ ได้เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ในยุคปัจจุบันคนเริ่มไม่ซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่าน เปลี่ยนไปติดตามข่าวสารจาก จากเว็บไซต์สำนักข่าวและสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ หรือไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ หรือการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์
เหล่านี้ล้วนเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง (Disrupt) ของเทคโนโลยี ถึงเวลาแห่งการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรไทย เพราะการเกษตรเป็นรากฐานหลักของประเทศ ซึ่งเราจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร อาทิ การนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ในระบบเกษตร การวางแผนการจัดการพื้นที่ Zoning by Agri Map การวางแผนการเพาะปลูกที่แม่นยำ การบริหารจัดการด้านการเก็บเกี่ยวและผลผลิต การบริหารจัดการน้ำโดยใช้นวัตกรรม การตรวจสอบย้อนกลับ และเครือข่ายการเก็บข้อมูล เป็นต้น
สำหรับในรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ ในงานประชุมวิชาการ สวก. 2562 จะประกอบด้วย 1) พิธีมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น ผู้ประกอบการดีเด่น และนักเรียนทุนดีเด่น 2) การนำเสนอผลงานวิจัย ทั้งในภาคโปสเตอร์ และภาคบรรยาย (Oral Presentations) 3) การจัดนิทรรศการแสดงผลงานตามพันธกิจของ สวก. ในภาพรวม 4) การจัดนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยของ สวก. ในหัวข้อ Disruptive Technology 5) การบรรยายพิเศษและการเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้
ในวันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2562 พบกับ การเสวนาในหัวข้อ “Disruptive Technology เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกการเกษตร” โดย สวก. ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ที่เกี่ยวกับเรื่องการเกษตรต่างประเทศ ที่จะมาเปิดมุมมองแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ การบรรยายพิเศษ เรื่อง “เกษตรไทยอยู่อย่างไรให้รอดในยุค Disruptive Technology” โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง การเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางงานวิจัยและนวัตกรรมภาคการเกษตรภายใต้การบริหารงานยุคใหม่” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)
ในวันพุธที่ 9 ตุลาคม 2562 พบกับ การบรรยายพิเศษ เรื่อง ความเข้มแข็งของ สวก. ในการบริหารจัดการทุนวิจัยด้านการเกษตร
โดยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร การนำเสนอผลงานวิจัย ภาคบรรยาย (Oral Presentations) จำนวน 24 ผลงาน โดยแบ่งเป็น 3 ห้องย่อย ห้องละ 8  ผลงาน ได้แก่ ห้องที่ 1 นวัตกรรมและเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ห้องที่ 2 สนับสนุนงานวิจัยฐานราก ห้องที่ 3 เศรษฐกิจภาคการเกษตรเข้มแข็ง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมในห้องย่อยที่ 4 ห้อง เกษตรสร้างสรรค์ ก้าวล้ำนำเทคโนโลยี พบกับ การเสวนาในหัวข้อ “ค้นพบความสำเร็จ กับผู้นำด้านการเกษตร” การเสวนา หัวข้อ “เปิดมุมมองใหม่ สร้างงานวิจัยด้านการเกษตร” การบรรยายเรื่อง “การสนับสนุนทุนพัฒนาบุคลากรวิจัย” และการบรรยายเรื่อง “ระบบศูนย์กลางข้อมูลงานวิจัยการเกษตรของประเทศ – TARR”

สำเร็จ!จีนรับซื้อโคเนื้อจากไทย ปศุสัตว์ดันส่งออกเป็ดแปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441001

สำเร็จ!จีนรับซื้อโคเนื้อจากไทย ปศุสัตว์ดันส่งออกเป็ดแปรรูป

สำเร็จ!จีนรับซื้อโคเนื้อจากไทย ปศุสัตว์ดันส่งออกเป็ดแปรรูป

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 09.40 น.

17 กันยายน 2562 น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผอ.สพส. ผอ.กรป. และ ผอ.กสก. ได้เข้าร่วมการประชุมทำความตกลงด้านเทคนิคสุขอนามัยด้านการปศุสัตว์ (SPS) ร่วมกับ Li Jianwei อธิบดี และ Li Yijuan รองอธิบดี  Department of Animal and Plant Quarantine แห่งสำนักงานการศุลกากร (General Administration of Customs of the People’s Republic of China: GACC) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยบรรลุข้อตกลงที่มีสาระสำคัญได้แก่ GACC เห็นชอบตามที่ กรมปศุสัตว์ขอส่งออกโคมีชีวิตจากไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเสนอ พื้นที่ zoning เขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย เขต2 ซึ่งทาง OIE ได้รับรองแผนการดำเนินเขตปลอดโรค ของประเทศไทยแล้ว โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ จาก GACC ไปตรวจเยี่ยมให้คำแนะนำ และมีการศึกษาเชิงลึกอย่างใกล้ชิดต่อไป และมีความเห็นชอบร่วมกันในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการเทคโนโลยีด้าน Geographic Information System (GIS)ระหว่างกัน นำGIS มาใช้ประโยชน์ในเขตปลอดโรคด้วย

สำหรับเรื่องบันทึกความเข้าใจว่าด้วยข้อตกลงรายละเอียดหนังสือรับรองสุขอนามัยม้าลายเพื่อการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน GACC แจ้งให้กรมปศุสัตว์ส่งข้อมูลเทียบเคียง วิธี PCR กับวิธี ELISA เพื่อให้ GACC พิจารณาประกอบการตัดสินใจ เปลี่ยนวิธีทดสอบในร่างบันทึกความเข้าใจต่อไป ซึ่งการประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่น ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีน ในด้านการค้าและความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศไทยจีน

ก่อนหน้านี้ได้ประชุม​หารือกับ Mr.Bi Ke Xin อธิบดี​กรมความปลอดภัย​ด้านอาหารนำเข้า​ส่งออก สำนักงาน​การศุลกากรแห่งสาธารณรัฐ​ประชาชน​จีน​ (GACC)โดยอธิบดี​กรมปศุสัตว์ ได้กล่าวขอบคุณ​การที่จีนได้มาตรวจโรงงานไก่แช่แข็งและผลพลอยได้ รวมถึงโรงงานผลิตภัณฑ์​รังนก ทาง GACC แจ้งว่าได้รับรายงานผลการตรวจโรงงาน มีภาพรวมที่ดี และได้อธิบายเพิ่มเติมถึงหลักเกณฑ์​การตรวจระบบใหม่ซึ่งอยู่ที่ความเชื่อมั่นในกรมปศุสัตว์​ในฐานะ Competent Authority โดยต่อไปหากกรมปศุสัตว์​ส่งรายชื่อมา จะดำเนินการ​เป็น 3 วิธี คือ

1.ส่งเจ้าหน้าที่ไปสุ่มตรวจ

2.Video call ตรวจโรงงาน

3.ขึ้นทะเบียนให้เลย ซึ่งระบบนี้หากกรมปศุสัตว์​กำกับดูแลไม่ดี เกิดปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน​ จะพิจารณา​แบนรายโรงงานหรือทั้งประเทศแล้วแต่กรณี

นอกจากนี้ ทาง GACC ยินดีให้สนับสนุนวิทยากรฝึกอบรมกฎระเบียบของ GACC เพื่อเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์สามารถปฎิบัติตามระเบียบ อย่างถูกต้อง และจะมีการแลกเปลี่ยนผู้ประสานงานทางเทคนิค เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว สำหรับกรณีการขอส่งออกชิ้นส่วนเป็ด ทางGACC ขอให้ทางกรมปศุสัตว์ ส่งข้อมูลขบวนการแปรรูปเครื่องในเป็ด และเงื่อนไขสภาพโรงงานที่ผลิต เพิ่มเติมประกอบการพิจารณา