กรมชลฯเตรียมแก้มลิง13ทุ่ง ลดผลกระทบน้ำท่วม22จว.ลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438881

กรมชลฯเตรียมแก้มลิง13ทุ่ง ลดผลกระทบน้ำท่วม22จว.ลุ่มเจ้าพระยา

กรมชลฯเตรียมแก้มลิง13ทุ่ง ลดผลกระทบน้ำท่วม22จว.ลุ่มเจ้าพระยา

วันเสาร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.06 น.

กรมชลฯเตรียมแก้มลิง13ทุ่ง รับน้ำได้กว่า2พันล้านลบ.ม. ลดผลกระทบน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน-แหล่งเศรษฐกิจ22จว.ลุ่มเจ้าพระยา เล็งจ่ายค่าเช่าทุ่งนาทำเป็นแก้มลิงเก็บน้ำไร่ละ2พันบาท คาดพายุเข้าไทย1ลูกภาคกลาง-ภาคใต้

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้รับน้ำหลากเข้าแก้มลิงทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก – จ.สุโขทัย กว่า 200 ล้าน ลบ.ม.จากที่รับได้ 550 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บเกี่ยวแล้วในพื้นที่แก้มลิงบางระกำโมเดล 70,000 ไร่ การผันน้ำเข้าไปเก็บกักในพื้นที่ทุ่งบางระกำ จะช่วยลดผลกระทบทั้งตามแนวแม่น้ำยมสายเก่า และคลองเมมคลองบางแก้ว อีกทั้งลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่างตั้งแต่ จ.พิจิตรลงไป เนื่องจากขณะนี้แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน มีปริมาณน้ำมาก โดยยังคงรับน้ำเข้าเข้าทุ่งอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่โครงการ เนื่องจากน้ำที่ขังทุ่งจะหมักตอข้าวกลายให้เป็นปุ๋ยธรรมชาติ กำจัดโรคพืชโรคแมลง วัชพืช และหนูที่คอยกัดกันข้าว ในฤดูนาปี 2562 มีหนูนาชุกชุมกัดกินข้าวเสียหาย เนื่องจากเมื่อปี 2561 ปริมาตรน้ำที่ผันเข้าทุ่งน้อยทำให้หนูนาขยายพันธุ์เป็นจำนวนมาก ชาวนาจึงพึงพอใจที่ปีนี้มีน้ำผันเข้าไปในทุ่งเพื่อตัดวงจรศัตรูพืช ก่อนเริ่มเพาะปลูกใหม่ในปีหน้า

“เตรียมประสานกรมประมงเพื่อนำพันธุ์ปลาไปปล่อยในทุ่งเพื่อให้เกษตรกรมีบริโภคในครัวเรือน และจับขายเป็นรายได้เสริมจนถึงพฤศจิกายน ซึ่งจะเข้าสู่ฤดูแล้ง ตามนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากการที่ดำเนินโครงการบางระกำโมเดลมาตั้งแต่ปี 2560 ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนระยะเวลาปลูกข้าวให้เร็วขึ้น และยินดีให้ใช้พื้นที่ที่เก็บเกี่ยวแล้วเป็นทุ่งรับน้ำ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในลุ่มน้ำยมได้ผล และขยายมาดำเนินโครงการปรับร่นเวลาทำนาในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยา โดยให้เกษตรกรเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ขณะนี้เกษตรกรทยอยเก็บเกี่ยว คาดว่าเสร็จสิ้นประมาณกลางเดือนนี้ จากนั้นพื้นที่ทุ่งเหล่านี้พร้อมจะเป็นทุ่งรับน้ำหลากได้ถึง 1,500 ล้าน ลบ.ม.เท่ากับมีเขื่อนป่าสักฯ อีก 2 เขื่อน ซึ่งแก้มลิง 13 ทุ่ง ทั้งแก้มลิงบางระกำ อยู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา และ 12 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยา อยู่ท้ายเขื่อนเพื่อไว้รองรับน้ำเหนือไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา และช่วงเดือน ก.ย. – ต.ค.แนวร่องฝนมาอยู่ภาคกลาง และเลื่อนลงภาคใต้ เดือน ต.ค.รวมทั้งอาจมีพายุเข้าอีก 1 ลูก ในเดือนนี้ ภาคกลางตอนล่าง หรือภาคใต้ ซึ่งทำให้มีฝนตกท้ายเขื่อนมากขึ้น จึงต้องเตรียมแก้มลิงไว้รับน้ำหลากด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องดูปริมาณน้ำที่จะนำเข้าแก้มลิงเพื่อลดผลกระทบน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ แนวจังหวัดลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด อีกทั้งจะมีภาวะน้ำทะเลหนุนเดือนสองเดือนหน้านี้ ทำให้การระบายน้ำหลากลงอ่าวไทย ทำได้ช้าลง” นายทองเปลว กล่าว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งสำรวจพื้นที่แก้มลิงเพื่อจ่ายค่าเช่าพื้นที่เกษตรให้กับเกษตรกรให้อยู่ได้ ซึ่งกำลังทำข้อมูลรายละเอียดอย่างรอบด้าน ซึ่งจะเป็นพื้นที่แก้มลิง 13 ทุ่งนี้ โดยจะดูปริมาณน้ำ กำหนดขอบเขตพื้นที่ ขนาดใด กี่ไร่ ระดับความลึกของน้ำที่นำไปเก็บในทุ่ง เป็นจำนวนทุ่งเท่าไหร่ และระหว่างนี้กำลังหารือกับสำนักงานกฤษฎีกา หากจะจ่ายค่าเช่าต้องออกเป็นประกาศกฤษฎีกาชดเชยพื้นที่แก้มลิงให้กับเกษตรกร โดยจ่ายค่าเช่าพื้นที่เกษตรไว้สำหรับผันน้ำหลากเข้าไปเก็บชะลอไว้ระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งเป็นค่าชดเชยที่เกษตรกรไม่ได้ทำนา ทำการเกษตรอื่นๆ เบื้องต้นประเมินค่าเช่าไร่ละ 2 พันบาท เป็นอัตราที่คำนวนจากส่วนต่างที่เกษตรกรมีรายได้จากทำนา โดย รมว.เกษตรฯ ได้เร่งรัดมาตรการชดเชยพื้นที่แก้มลิงเพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว

สำหรับพื้นที่ทุ่งแก้มลิงบางระกำ มีพื้นที่ 3.8 แสนไร่ เก็บชะลอน้ำได้ 550 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยา 1.15 ล้านไร่ เก็บชะลอน้ำได้ 1.5 พันล้าน ลบ.ม.

สั่งทำลาย4.5หมื่นไร่! ‘เฉลิมชัย’ผวา’โรคใบด่างมันสำปะหลัง’ระบาดหนัก ลาม8จว.ชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438822

สั่งทำลาย4.5หมื่นไร่! 'เฉลิมชัย'ผวา'โรคใบด่างมันสำปะหลัง'ระบาดหนัก ลาม8จว.ชายแดน

สั่งทำลาย4.5หมื่นไร่! ‘เฉลิมชัย’ผวา’โรคใบด่างมันสำปะหลัง’ระบาดหนัก ลาม8จว.ชายแดน

วันเสาร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.33 น.

“เฉลิมชัย”ผวาโรคระบาดใบด่างมันสำปะหลังระบาดหนัก ลาม8จว.แนวชายแดนไทย-กัมพูชา หวั่นกระทบเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท สั่งทำลายแปลงมันทิ้ง4.5หมื่นไร่ พร้อมชดเชยเกษตรกรไร่ละ3พันบาทรายละไม่เกิน30ไร่

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพดีได้เนื่องจากต้นมันในแปลงติดโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยอนุมัติเงิน 272 ล้านบาท ทั้งนี้ แนวทางจ่ายค่าชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจะได้รับไม่เกิน 3,000 บาทต่อไร่ และเป็นค่าทำลายไร่ละ 3,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรจะทำลายต้นมันสำปะหลังที่ติดโรค โดยการขุด ถอน และฝังดินทั้งแปลง ขณะนี้ ครม.​ให้ความเห็นชอบการดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวแล้ว รวมงบประมาณ​ที่อนุมัติไว้  272 ล้านบาท แบ่งเป็น​ ค่าชดเชย 136 ล้านบาท และค่าทำลาย 136 ล้านบาท เชื่อ​มั่น​ว่า​จะทำให้เกษตรกรร่วมมือกับภาครัฐในการแจ้งโรคและยินยอมให้​ทำลายมันยกแปลงดพื่อป้องกัน​การแพร่ระบาดของโรค

ส่วนแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพดีได้ โดยชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นค่าทำลาย ไร่ละ 3,000 บาท จะทำลายไร่มันสำปะหลังที่ติดโรค โดยการขุด ถอน และฝังดิน ปัจจุบันพบการระบาดใน 8 จังหวัดแนวชายแดนใกล้ประเทศกัมพูชา ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และ ชลบุรี โดยสำรวจแล้วพบว่า จะต้องทำลายแปลงมันสำปะหลังถึง 45,399 ไร่

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้รับ​รายงาน​จากกรมวิชาการเกษตรถึงการเกิดโรคใบด่างในมันสำปะหลังว่า​ เกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan Cassava Mosaic Virus หรือ SLCMV ทำให้ใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการใบเหลือง ลำต้นแคระแกร็น หัวมันจะเล็ก และมีเชื้อแป้งน้อย ปี 2561 พบการระบาดที่ จ.รัตนคีรี ราชอาณาจักรกัมพูชา ก่อน​ แล้วแพร่เข้ามาใน จ.สระแก้ว จากนั้นขยายออกไปยังพื้นที่ปลูกมันอื่นๆ จากการซื้อขายท่อนพันธุ์มันที่มีติดเชื้อและมีแมลงหวี่ขาวยาสูบซึ่งเป็นพาะนำโรคไป อีกทั้งสถานการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นทำให้ชาวไร่มันปลูกมันไปแล้ว 2 – 3 รอบเสียหายหมด ต้องปลูกใหม่อีก เกษตรกรจึงต้องการท่อนพันธุ์มันมากขึ้น มีการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์จากพื้นที่เกิดโรคไปยังจังหวัดอื่นๆ ส่งผลให้ระบาดเป็นวงกว้างขึ้น

ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทั้งกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมเกษตร บูรณาการควบคุมและยับยั้งการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายต่อการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยที่มีมูลค่าแสนล้านบาทต่อปี โดยให้เร่งผลิตท่อนพันธุ์สะอาดและปลอดโรคเพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูก รวมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรให้ซื้อท่อนพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่ม​ของภาคเอกชนซึ่งกำลัง​วิจัยและเร่งผลิต​ท่อนพันธุ์มันที่สะอาด​ มีคุณภาพ แข็งแรง ให้ผลผลิตดี ที่สำคัญคือ ปลอดเชื้อและพาหะนำโรคใบด่างมันสำปะหลัง

ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร​ (สศก.) รายงานว่า ไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 50 จังหวัด กว่า 8.6 ล้านไร่ เกษตรกร 523,589 ครัวเรือน สั่งการกรมวิชาการเกษตรตรวจเข้มทุกด่านพรมแดนไม่ให้มีการลักลอบนำท่อนพันธุ์มันเข้ามา เนื่องจากเชื้อไวรัสและแมลงพาหะจะติดมากับท่อนมัน ส่วนการนำเข้ามันเส้นและหัวมันสดที่ไม่ติดเหง้าหรือส่วนขยายพันธุ์มาด้วยยังสามารถนำเข้าได้ ส่วนเกษตรกรต้องเลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคและทราบแหล่งที่มา สำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ กำจัดแมลงพาหะนำโรค นอกจากนี้ หากพบมันสำปะหลังที่มีอาการข้างต้นให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด ทันที เพื่อจะได้ไปตรวจสอบ หากพบว่าติดเชื้อใบด่างมันสำปะหลังจะได้ทำลายทิ้งทันที ป้องกันโรคลุกลาม ช่วยให้อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ได้แก่ การผลิตแป้งมัน มันเส้น และอื่นๆ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงนับแสนล้านบาทต่อปีของไทยไม่ให้เสียหายทั้งระบบ

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก. เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438348

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก.  เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก. เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินการเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่อยู่ภายในพื้นที่ ส.ป.ก. จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นของกลุ่มสมุนไพรนางไพร เกิดมาจากการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งแต่เดิมรวมกลุ่มกันในนามกลุ่มแม่บ้านเขานาใน และเริ่มสนใจในประโยชน์จากสมุนไพร จึงรวมกลุ่มกันจดทะเบียนเป็นกลุ่ม OTOP และเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็นกลุ่มสมุนไพรนางไพร จากนั้นได้จดทะเบียนกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนลูกประคบสมุนไพร ตั้งเป็นศูนย์ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ส.ป.ก. ในปี 2552 และก่อตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพรเมื่อปี 2559 ซึ่งการผลิตสมุนไพรของกลุ่มนั้นใช้วิธีการปลูกแซมพืชหลักเดิมอย่างยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยเน้นพืชสมุนไพรประเภทหัว ประกอบไปด้วย ขมิ้นชัน ขมิ้นทอง ขมิ้นอ้อย ขมิ้นด้วง ไพลดำ ไพลเหลือง กระชายดำ ว่านชักมดลูก ว่านมหาเมฆ พญาว่าน ว่านนางคำและตะไคร้ ซึ่งทุกแปลงเป็นพื้นที่ S1

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ก่อนที่เกษตรกรจะรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ ต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์ปลูกสูงถึง 12,000 บาท/ไร่ หลังจากรวมกลุ่มกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่แล้วสามารถลดรายจ่ายทำให้เหลือต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์เพียง 9,600 บาท/ไร่ ลดลงจากเดิมร้อยละ 20 และช่วยเพิ่มปริมาณของผลผลิตให้มากขึ้นอีกด้วย ในปัจจุบันผลผลิตของกลุ่มสมุนไพรนางไพร ได้รับรองมาตรฐานเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GAP: Good Agricultural Practice) จำนวน 74 แปลง คิดเป็นร้อยละ 74 แปลงซึ่งการได้รับมาตรฐานดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ได้จากแปลงจะมีความสะอาดปลอดภัยและไร้สารพิษอีกทั้งยังทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นการน้อมนำศาสตร์ของพระราชาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมาปรับใช้ในพื้นที่อีกด้วย

ด้านนายวิมล์ อินทปัชฌาย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าผลผลิตสมุนไพรจากกลุ่มเกษตรกรแบบสด มีตลาดรองรับผลผลิตในปัจจุบัน 2 แห่งด้วยกันคือตลาดโพหวาย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขายได้ 3,000กิโลกรัม/เดือน ราคาประมาณ 30-35 บาท และตลาดหัวอิฐอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ขายได้ 2,000 กิโลกรัม/เดือนราคากิโลกรัมละ 30-35 บาทเช่นกัน อีกทั้งยังจัดจำหน่ายตามวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด และในอนาคตจะมีการขายขมิ้นชันให้กับโรงพยาบาลท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานีปีละถึง 40 ตัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจาทำข้อตกลงส่วนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปแล้วมีการส่งผลิตภัณฑ์ไปขายตามวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายและสถานที่ต่างๆ อาทิ ครีมนวดคลายเส้น ขายได้ประมาณ 100 ขวดต่อเดือน ราคา 350 บาทต่อขวด ซึ่งนำไปฝากขายที่วิสาหกิจชุมชนจังหวัดนราธิวาส ลูกประคบสมุนไพรขายได้ประมาณ 200 ลูกต่อเดือน ราคา 80 บาทต่อลูก ซึ่งนำไปขายที่โรงพยาบาลกะเปอร์ จังหวัดระนอง อีกทั้งยังมีตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรทั้งแบบสดและแบบแปรรูปแล้ว ตามงานแสดงสินค้า OTOP ตามสถานที่ต่างๆทั้งในและนอกจังหวัด สถานบริการสปา ในอำเภอเกาะสมุย ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และการจัดจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่างๆ

ในอนาคต กลุ่มสมุนไพรนางไพรมีเป้าหมายที่จะยกระดับผลผลิตทุกแปลงให้เข้าสู่มาตรฐานเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GAP) ยกระดับการแปรรูปให้ได้มาตรฐานอาหารและยา (อย.) เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตด้วยการแปรรูปด้วยการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร รวมถึงแปรรูปสินค้าให้มีความหลายกหลาย เพื่อยกระดับชีวิตของสมาชิกของกลุ่มให้มีความอยู่ดีกินดี และรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาด้านสมุนไพรของท้องถิ่นบนพื้นที่ของ ส.ป.ก. สืบต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : กัญชามาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438344

281225166

เลาะรั้วเกษตร : กัญชามาแรง

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตั้งแต่เข้ามาร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยก็เร่งงานซึ่งเป็นนโยบายที่ชูไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ที่โดดเด่นสุดคงไม่พ้น “กัญชา” แม้วันแรกที่เข้าไปทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อ 18 กรกฎาคม 2562 ขณะที่นายกรัฐมนตรียังไม่ได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ยังเกริ่นเรื่องกัญชาไว้อย่างมาดมั่นว่า

อยากให้มั่นใจว่ากัญชา และกัญชงมีประโยชน์หาก อย. ดำเนินการเพื่อให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ทั้งกัญชาและกัญชง ไม่เพียงแต่รักษาโรค แต่ยังช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจอีกด้วย และย้ำว่า ทั้งตนเองและรัฐมนตรีช่วยฯ (สาธิต ปิตุเตชะ) ไม่มีเจตนาแฝงใดๆทั้งสิ้น

รัฐมนตรีฯ อนุทิน ยังยืนยันด้วยว่าจะเร่งรัดให้กัญชามาอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจะนำกัญชามาใช้เสรีทางการแพทย์การสร้างนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งกัญชาไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงสาธารณสุข แต่เป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นวาระเร่งด่วน พร้อมย้ำว่า กัญชา ต้องมีการควบคุมการใช้ อย่าให้คนที่ไม่ควรได้ใช้ไปหยิบฉวยอย่างสะดวกเสรี อย่าไปมองเป็นกัญชาให้มองที่สาร CBD และTHC เป็นสำคัญ

เข้าทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ไม่ถึง 1 เดือน ก็มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข แก้ไขประกาศกระทรวง ในเรื่องเดียวกัน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ คนก่อนหน้า คือ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร ลงนามไว้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 เรื่อง กำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ พ.ศ. 2562

สาระสำคัญของประกาศ คือลักษณะของตำรับยาที่มีกัญชาผสมอยู่ อนุญาตให้เสพเพื่อรักษาโรค หรือศึกษาวิจัยได้ มีระบุไว้ในข้อ 5 ว่า ตำรับยาที่หมอพื้นบ้านปรุงขึ้นจากองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ชัดเจน และได้รับการรับรองจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้วัตถุดิบจากกัญชาต้องไม่สามารถแยกเป็นช่อดอก ใบ เพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิดได้

รัฐมนตรีฯ อนุทิน ออกประกาศใหม่ ให้ยกเลิกความในข้อนี้ และใช้ข้อความต่อไปนี้แทน คือ“ข้อ 5 ตำรับยาที่ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทยปรุงขึ้นจากองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ชัดเจน และได้รับการรับรองจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” ตัดข้อความวรรคท้ายตั้งแต่ “ทั้งนี้……..” ออก

ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2562 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขออกมาอีก 1 ฉบับ เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2562 ประกาศฉบับนี้ให้ยกเลิกชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ลำดับที่ 1 ในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 พ.ศ. 2561

ประกาศของปี พ.ศ. 2561 มีบัญชีท้ายประกาศ ระบุชื่อยาเสพให้โทษติดประเภทที่ 5 คือ กัญชา (ซึ่งระบุเงื่อนไขว่า เป็นพืชในสกุล Cannabisทั้งนี้ให้หมายความรวมถึง ทุกส่วนของกัญชา เช่น ใบ ดอก ยอด ผล ลำต้น วัตถุหรือสารต่างๆ ที่มีอยู่ในพืชกัญชา เช่น ยาง น้ำมัน) พืชกระท่อม พืชฝิ่น และเห็ดขี้ควาย แต่ประกาศของปี 2562 มีแก้ไขบัญชีแนบท้ายประกาศ โดยเพิ่ม กัญชง (hemp) ขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง และกำหนดเงื่อนไข กัญชาละเอียดขึ้น โดยยกเว้นสาร CBD ที่สกัดจากกัญชาความบริสุทธิ์ 99% มีปริมาณสาร THC 0.01% โดยน้ำหนัก หรือผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากกัญชา เปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง
และผลิตภัณฑ์จากส่วนแห้งเหล่านี้ ไม่ถือเป็นยาเสพติด

ในส่วนของกัญชง ก็ระบุเงื่อนไขเช่นเดียวกับกัญชา คือ สารสกัด ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากกัญชง เมล็ดกัญชง น้ำมันจากเมล็ดกัญชงสารสกัดจากเมล็ดกัญชง เปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง และ ผลิตภัณฑ์จากส่วนที่แห้งเหล่านี้ ไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด ทั้งนี้ได้ระบุอัตราส่วนความบริสุทธิ์ของสาร CBD และส่วนผสมของ THC เช่นเดียวกับกัญชา

ข่าวนี้ออกไปไม่ทันไร ชาวบ้านต่างเข้าใจว่ารัฐมนตรีฯ อนุทิน ปลอดล็อกกัญชาออกจาก พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษได้แล้ว ต่อแต่นี้ไปทั้งกัญชา และ กัญชง เป็นพืชถูกกฎหมาย ปลูกได้อย่างเสรี หรือเสพได้อย่างเสรี ป.ป.ส. รีบออกมาเบรกตัวโก่งว่า มิได้เป็นเช่นนั้น ทั้งกัญชา และ กัญชงยังเป็นพืชเสพติด ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษที่ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ส่งออก จำหน่ายครอบครอง หรือเสพ ยกเว้นได้รับอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้น นั่นคือเงื่อนไขในบัญชีแนบท้ายประกาศของกระทรวงสาธารณสุขล่าสุด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมาเท่านั้น

ฝ่ายสนับสนุนกัญชาทางการแพทย์อีกคนหนึ่งศิลปินแห่งชาติ แอ๊ด คาราบาว มองประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ไปไกลถึงขั้นล็อกสเปกให้บริษัทผู้ประกอบการได้ประโยชน์ พร้อมกับแสดงความสนิทสนมกับคนใกล้ชิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่อ้างว่าสามารถล้วงลึกข้อมูลมาได้ว่า มีกระบวนการสมคมคิดกันระหว่างคณะกรรมการวัตถุอันตราย กับ อย. ชงเรื่องมาให้รัฐมนตรีฯ อนุทินลงนาม ภายใต้ “การวางยาและเจาะยาง จากกลุ่มข้าราชการพุงกาง” ฝ่ายรัฐมนตรีฯก็ลงนามให้อย่างเสียไม่ได้ แต่จะหาทางแก้ไขให้ภายหลัง (เป็นสาระที่น้าแอ๊ดโพสต์เฟซบุ๊ค)

อยากรู้เหลือเกินว่า แหล่งข่าวของน้าแอ๊ด เป็นใคร สร้างเรื่องได้ราวกับนวนิยายไร้รสนิยม ฝ่ายน้าแอ๊ดก็เชื่อแหล่งข่าวเสียจนนอนไม่หลับ….แถมยังอวยรัฐมนตรีฯ อนุทินว่า “เป็นลูกแกะในวงล้อมของสุนัขจิ้งจอก”……นี่น้าแอ๊ดอารมณ์ศิลปินมากไปหรือเปล่า…หรือไม่ก็เอาน้ำมันกัญชาป้ายใต้ลิ้นมากไปหน่อยจนมึนงง….ถ้าระดับเสนาบดีลงนามในกฎหมายโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบแล้วมาแก้ไขภายหลัง..บ้านนี้เมืองนี้คงยุ่งพิลึก

นี่แค่กัญชายังจินตนาการได้ขนาดนี้ ถ้าเจอสารเคมี 3 ชนิดเข้าไปอีก น้าแอ๊ดคงมีข้อมูลแต่งเพลงได้เป็นอัลบั้มเลยทีเดียว….. เป็นห่วงแต่ว่าใครจะกู่เรียกน้าแอ๊ดกลับมาอยู่กับความจริง และข้อมูลที่แท้จริงเสียที…เป็นห่วงว่า “ลูกแกะในวงล้อมของสุนัขจิ้งจอก” จะเป็นน้าแอ๊ดเสียเอง…

แว่นขยาย

สศก.จับมือธ.ก.ส.เชื่อมโยงข้อมูล ช่วยเกษตรกรรอบรู้เศรษฐกิจ-ไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438341

x

สศก.จับมือธ.ก.ส.เชื่อมโยงข้อมูล ช่วยเกษตรกรรอบรู้เศรษฐกิจ-ไอที

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยถึงความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ระหว่าง สศก.และ ธ.ก.ส. ครั้งนี้เพื่อผลักดันความร่วมมือทางวิชาการให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้นโดยเฉพาะข้อมูลด้านการติดตามประเมินผลการประมาณการ GDP ภาคเกษตร และการสำรวจข้อมูลโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลอื่น และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทางการเกษตรและการบริการแก่เกษตรกรและประชาชน ปัจจุบันเกษตรกรมีแนวโน้มอายุสูงขึ้นเนื่องจากคนรุ่นใหม่สนใจกิจกรรมทางการเกษตรน้อยลง การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญของเกษตรกรสูงวัยเพื่อทดแทนแรงงานภาคการเกษตรในอนาคต ซึ่ง สศก. มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงให้ผู้มีอาชีพเกษตรกร โดยนำความรู้ด้านวิชาการตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการ และยกระดับชีวิตของเกษตรกร นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทยในเวทีสากล ขณะที่ ธ.ก.ส.ให้ความสำคัญกับการนำผลการวิจัยและข้อมูลสารสนเทศมาเป็นแนวทางดำเนินงานเช่นกัน รวมทั้งสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ภายใต้หลักการ“วิจัยนำการพัฒนา” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

การลงนามร่วมกันครั้งนี้ มีส่วนสำคัญให้เกษตรกร สถาบันเกษตรตลอดจนชุมชน เข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรปรับตัว และเพิ่มโอกาสแข่งขันการผลิต และการตลาดสินค้าเกษตร ในส่วนขอรับการให้บริการข้อมูล เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ขอรับข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรจาก สศก. ได้ที่ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตร ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทร. 0-2561-2870 และขอรับข้อมูลการให้บริการจาก ธ.ก.ส. ได้ที่ Call Center 0-2555-0555 และศูนย์บริการลูกค้า 1593

พด.ศึกษาแก้ดินเค็มรอบเขื่อนลำปาวชูเป็นต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438342

x

พด.ศึกษาแก้ดินเค็มรอบเขื่อนลำปาวชูเป็นต้นแบบ

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางปราณี สีหบัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวางระบบการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดินเปิดเผยว่า จ.กาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ประสบกับปัญหาดินเค็ม โดยพบการแพร่กระจายของดินเค็มทั้งในลำห้วยธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำ และน้ำในดิน ซึ่งความเค็มของดินและน้ำส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ พืชเจริญเติบโตช้า อีกทั้งยังเป็นอันตรายต่อสัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆในระบบนิเวศ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนอีกด้วย

ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงได้ศึกษาสภาพการเกิดและการแพร่กระจายเกลือ เพื่อเป็นต้นแบบแก้ปัญหาดินเค็มที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรในพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเขื่อนชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยาวของลำน้ำรวม 250 กิโลเมตร และมีพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด 7,400 ตารางกิโลเมตร เพื่อหาแนวทางและวิธีป้องกันการเกิดและการแพร่กระจายดินเค็มบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำลำน้ำปาว จึงต้องมีการศึกษาการเกิดและการแพร่กระจายคราบเกลือที่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่เกษตรกรรม และเพื่อจัดทำแผนแม่บทเพื่อศึกษาแนวทางวิธีการแก้ปัญหาจากการแพร่กระจายคราบเกลือในแต่ละระดับความเค็มในพื้นที่ส่งน้ำชลประทานและเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาดินเค็ม เพื่อลดผลกระทบของพื้นที่ที่เกิดการแพร่กระจายดินเค็ม นอกจากนี้ ยังต้องศึกษาถึงการยอมรับเทคโนโลยีการแก้ไข ฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ดินเค็มของเกษตรกรในพื้นที่โครงการ ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อโครงการได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์แล้ว

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาลักษณะและสมบัติดินในพื้นที่ที่มีคราบเกลือบริเวณตอนเหนือของพื้นที่ลุ่มน้ำลำปาวตอนบนพบว่า พื้นที่ที่มีคราบเกลือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ดินเค็ม คราบเกลือบนผิวดินหนาแน่นแตกต่างกันและดินในแต่ละบริเวณก็แตกต่างกัน โดยดินในพื้นที่ที่มีคราบเกลือหนาแน่น (10-50%) มักจะพบเป็นหย่อมเล็กๆ บริเวณรอยต่อจากที่ดอนสู่ที่ราบหรือเป็นแอ่งต่ำ ส่วนใหญ่ดินมีค่าปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงด่างปานกลาง มีค่าอยู่ในช่วง 6-8 ค่าสภาพการนำไฟฟ้าอยู่ในช่วง 0.02-35.70 เดซิชีเมนต์ต่อเมตร เนื้อดินบนค่อนข้างละเอียด มีการสะสมเกลืออย่างเข้มข้นอยู่ตลอดหน้าตัดดินหรือใกล้ผิวดิน ทำให้สารละลายเกลือเคลื่อนที่มาสะสมที่ผิวดินได้ง่าย ขณะที่ดินในพื้นที่ที่มีคราบเกลือไม่หนาแน่น (1-10%) มักพบในที่ราบตามทางน้ำและร่องน้ำเก่าในที่ดอน ส่วนใหญ่ดินมีค่าปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัดมากถึงกลาง มีค่าอยู่ในช่วง 5.0-7.0 มีค่าสภาพการนำไฟฟ้าอยู่ในช่วง 0.01-18.33 เดซิชีเมนต์ต่อเมตรเนื้อดินบนค่อนข้างหยาบ สารละลายเกลืออาจถูกเจือจางโดยน้ำและ/หรือเกลือสะสมอยู่ลึกจากผิวดิน ทำให้มีสารละลายเกลือเคลื่อนที่มาสะสมบนผิวดินน้อย อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในโครงการพัฒนาพื้นที่ที่เกิดการแพร่กระจายดินเค็มในลักษณะเดียวกันนี้ได้อีกหลายพื้นที่ต่อไป

‘ชาวนาบึงกาฬ’ยิ้มออก! ปลูกข้าวบนพื้นที่ดินเค็ม เตรียมพร้อมก้าวสู่นาอินทรีย์สร้างมูลค่าเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438530

'ชาวนาบึงกาฬ'ยิ้มออก! ปลูกข้าวบนพื้นที่ดินเค็ม เตรียมพร้อมก้าวสู่นาอินทรีย์สร้างมูลค่าเพิ่ม

‘ชาวนาบึงกาฬ’ยิ้มออก! ปลูกข้าวบนพื้นที่ดินเค็ม เตรียมพร้อมก้าวสู่นาอินทรีย์สร้างมูลค่าเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 21.37 น.

นางทองเหรียญ ยิ่งยืน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย จังหวัดบึงกาฬ เล่าว่า ตนมีที่นาจำนวน 15 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์ กข 6 กข 18 และขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งปัญหาดินที่พบคือดินเค็ม และดินแข็งกระด้าง อีกทั้งสภาพที่นาไม่สม่ำเสมอคันนาเล็ก ทำให้เก็บกักน้ำไม่อยู่ ข้าวไม่งามเท่าที่ควร ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเฉลี่ย 25 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง แต่พอทางสถานีพัฒนาที่ดินบึงกาฬเข้ามาทำโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการฯ ในพื้นที่บ้านทรายทอง ตำบลนาสิงห์ อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ตนจึงได้เข้าร่วมโครงการ ได้รับการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ในการปรับปรุงพื้นที่ดินเค็ม เข้ามาช่วยปรับแปลงนาให้สม่ำเสมอ ทำคันนาให้ใหญ่ขึ้น และรณรงค์ให้เลิกเผาตอซังข้าวเปลี่ยนมาไถกลบแทน พร้อมกับสนับสนุนวัสดุปูนโดโลไมค์ เมล็ดพันธุ์ปอเทืองพืชปุ๋ยสด ปลูกหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าวฤดูถัดไปได้

หลังจากเข้าร่วมโครงการมาได้ 2 ปี ก็เห็นผลแตกต่างอย่างชัดเจน อย่างแรกการเข้ามาปรับรูปแปลงนาให้สม่ำเสมอแล้วทำคันนาใหญ่ขึ้น ทำให้เก็บกักน้ำได้มากขึ้น พอปลูกปอเทืองช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน ควบคู่กับทำน้ำหมักจากวัสดุเหลือใช้ในไร่นา เช่น หอยเชอรี่ หน่อกล้วย ส่งผลให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดี จากเดิมที่เคยได้ผลผลิตข้าวอยู่ที่ 400 กิโลกรัมต่อไร่ ก็เพิ่มขึ้นเป็น 500-600 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยเคมีที่เคยใช้ 5-6 กระสอบ ลดลงเหลือไม่ถึง 3 กระสอบ ที่สำคัญคือคันนาที่เมื่อก่อนทำไว้แค่คนเดินได้ พอมีการปรับคันนาให้ใหญ่ขึ้นสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจทนเค็ม อย่างเช่น กระถินออสเตรเลีย ยูคาลิปตัส และยังใช้ปลูกไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัวได้ทุกชนิด โดยตนปลูก กล้วยน้ำว้า มะพร้าว ข่า ตะไคร้ ฯลฯ ไว้บริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายสร้างรายได้เสริมอีกช่องทางหนึ่ง

ตอนนี้สภาพดินดีขึ้นมาก ปลูกข้าวเจริญเติบโตดี พืชที่ปลูกบนคันนาก็งาม สามารถเก็บขายมีรายได้เพิ่มขึ้น จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นแปลงตัวอย่างในการพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม ให้เพื่อนเกษตรกรในละแวกบ้านได้เข้ามาศึกษาดูงานเพื่อนำกลับไปพัฒนาของเขา นอกจากนี้ ตนได้เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ และผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานจีเอพีจากกรมการข้าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก้าวต่อไปกำลังเข้าสู่ระยะปรับเปลี่ยนไปสู่การทำนาอินทรีย์ เนื่องจากมองว่าการผลิตข้าวปลอดภัยมีความสำคัญ ชาวนาผู้ผลิตก็ปลอดภัย ผู้บริโภคก็ปลอดภัย ยังเป็นการรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ห่วงใยสุขภาพมากขึ้น ที่สำคัญจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ต่อไป

อยากฝากถึงเพื่อนชาวนาที่ประสบปัญหาดินเค็ม ให้ทำตามคำแนะนำของกรมพัฒนาที่ดิน เพราะตนเองลองทำแล้วได้ผลดีจริง สำหรับเกษตรกรบางรายที่มีที่นาไม่มากจึงไม่กล้าทำคันนาใหญ่ ตนจะบอกว่าการปรับคันนาใหญ่ขึ้นก็สามารถปลูกพืชที่สร้างรายได้ให้เราอีกทางหนึ่ง และต้นไม้ยังช่วยดูดซับน้ำเค็มใต้ดินไม่ให้มีผลกระทบต่อพืชที่เราปลูก หากใครสนใจสามารถมาดูงานได้ที่แปลงนาของตน ติดต่อได้ที่ บ้านเลขที่ 155 หมู่ที่ 3 ตำบลนาสิงห์ อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ โทร. 063 272 4401 ยินดีให้คำแนะนำ

‘อธิบดีปศุสัตว์’ร่วมบรรจุถุงยังชีพช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438462

'อธิบดีปศุสัตว์'ร่วมบรรจุถุงยังชีพช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบอุทกภัย

‘อธิบดีปศุสัตว์’ร่วมบรรจุถุงยังชีพช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบอุทกภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 18.39 น.

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2562 ที่ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ อ.บางกะดี จ.ปทุมธานี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานบรรจุถุงยังชีพกว่า 2,000 ชุด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ จ.พิจิตร , จ.อุบลราชธานี และ จ.ร้อยเอ็ด ฯลฯ พร้อมด้วย รอธ.อำพันธุ์ เวฬุตันติ , รอธ.สุรเดช สมิเปรม และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์จัดกิจกรรมจิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพสัตว์เพื่อช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักในทั่วทุกภาคของประเทศ และน้ำท่วมในหลายพื้นที่ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนอาหารสัตว์จำนวนมาก ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้นำหญ้าอาหารสัตว์ไปช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้นแล้ว แต่ยังพบว่ามีเกษตรกรที่ขาดแคลน มีความต้องการอาหารสัตว์และวิตามินอีกเป็นจำนวนมาก

กรมปศุสัตว์ได้บรรจุถุงยังชีพสัตว์กว่า 2,000 ชุด โดยในแต่ละถุง ประกอบด้วย ยาฆ่าเชื้อ วิตามินละลายน้ำ ยากำจัดพยาธิชนิดน้ำ แร่ธาตุก้อน อาหารสุนัข แมว และอาหารไก่ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพของสัตว์เลี้ยง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ส่วนการให้ความช่วยเหลือในระยะต่อไปนั้น กรมปศุสัตว์มีแผนปฎิบัติการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทุกพื้นที่ในด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

เอาแล้ว! ‘ธรรมนัส’คืนชีพ’วันแม็พ’ส่อปล่อยผีรีสอร์ทวังน้ำเขียว ไม่มีนโยบายทุบทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438335

เอาแล้ว! 'ธรรมนัส'คืนชีพ'วันแม็พ'ส่อปล่อยผีรีสอร์ทวังน้ำเขียว ไม่มีนโยบายทุบทิ้ง

เอาแล้ว! ‘ธรรมนัส’คืนชีพ’วันแม็พ’ส่อปล่อยผีรีสอร์ทวังน้ำเขียว ไม่มีนโยบายทุบทิ้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.05 น.

“ธรรมนัส” คืนชีพ “วันแม็พ” อ้างแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนวังน้ำเขียว ส่อปล่อยผีรีสอร์ท ยันไม่มีนโยบายทุบทิ้ง แต่หากอยู่ในเขตส.ป.ก. จะให้เช่า หาเงินเข้ากองทุนส.ป.ก.

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2562 ที่รัฐสภา นายชุณห์ ศิริชัยคีรี สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา นำผู้นำท้องถิ่นและท้องที่ จาก อ.ครบุรี เสิงสาง ปักธงชัย วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี จำนวน 50 คน สวมเครื่องแบบกำนันผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับหนังสือ ทั้งนี้กลุ่มดังกล่าวได้ยื่นหนังสือต่อนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมด้วย

โดยนายชุณห์ กล่าวว่า จากการประกาศแนวเขตอุทยานฯ ทับลาน เมื่อปี 2524 ของกรมอุทยานฯ ที่ยังไม่มีแนวเขตชัดเจนทับซ้อนที่อยู่อาศัยทำมาหากินของราษฎรโดยมีราษฎรใน 4 อำเภอของ จ.นครราชสีมา และ 1 อำเภอในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี รวม 15 ต. 72 หมู่บ้าน ประชากร 2.5 หมื่นคน ซึ่งราษฎรได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ถูกจับกุมดำเนินคดี 351 คดี ยังไม่รวมการจับกุมเพิ่มเติมใหม่ เพื่อเป็นการให้ความเป็นธรรมให้เจ้าหน้าที่และราษฎรที่มีความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และส่วนราชการที่ทำให้ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงขอให้แก้ไขแนวเขตเส้นปี 2524 ที่ทำการสำรวจโดยมิชอบ ขอให้เอาแนวเขตเส้นปี 2543 ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2540 โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นชอบและหลายหน่วยงานเห็นชอบ มาประกาศใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรและหน่วยงานราชการทุกฝ่ายในพื้นที่

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาแนวเขตพื้นที่ทับซ้อน โดยร่วมมือกันระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อแก้ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และเรื้อรังมานาน แต่จะได้รับการแก้ไขในยุคนีี้

ทั้งนี้ ตนได้รับมอบหมายจาก รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ประสานงานกับรมว.ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีตัวแทนจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ตัวแทนจากกรมป่าไม้ ตัวแทนจากส.ป.ก. และตัวแทนจาก กอ.รมน. เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา โดยจะนำโครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการมาตรา 1:4000 (One map: วันแม็พ)  ซึ่งกระทรวงทรัพย์ฯ ได้ดำเนินการไว้แล้ว มาพิจารณาใช้ ปัญหาต่างๆ จะถูกคลี่คลายไป จะได้รู้ชัดเจนว่าป่ารุกชาวบ้าน หรือชาวบ้านรุกป่า เป็นที่ของส.ป.ก. ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ หรือกรมป่าไม้ และแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพราะทุกวันนี้ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นที่ของตนเอง อยู่ในสังกัดของตัวเอง ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ ปัญหาก็ตกอยู่กับชาวบ้าน ไม่ได้รับการแก้ปัญหา

ส่วนรายละเอียดของโครงการวันแม็พนั้นเป็นของเดิมที่ทำไว้แล้ว มีแนวเขตใหม่ และแนวเขตเก่า ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้เริ่มประชุมกันในสัปดาห์นี้แล้ว เนื่องจากเรามีข้อมูลเก่าอยู่แล้ว เหลือเพียงตัดสินใจว่าจะใช้แนวเขตไหนที่ถูกต้อง เมื่อได้แนวเขตแล้ว ก็จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้อนุมัติอีกครั้ง เชื่อว่าใช้เวลาไม่นาน

เมื่อถามว่า จะมีมาตรการจัดการกับนายทุนอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนายทุน ถ้าเป็นที่ของกรมอุทยานฯ หรือหรือกรมป่าไม้ เขาคงแก้ปัญหาเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องของส.ป.ก. ตนมีนโยบายชัดเจนว่า จะเอาที่ดินที่สังกัดของส.ป.กเพื่อจัดสรรให้ชาวบ้าน และเกษตรกรได้ทำกิน

เมื่อถามย้ำว่า ปัจจุบันที่ดินเหล่านี้ตกอยู่ในมือนายทุน ก่อนถึงประชาชน และให้ประชาชนเช่าทำกิน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของส.ป.ก. เนื่องจากส.ป.ก.ต้องการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน เราเคยมอบที่ดินให้เกษตรกร แล้วเขานำไปขายให้กลุ่มนายทุน เราจะจัดสรรให้คนกลุ่มใหม่ที่เขาขึ้นทะเบียนไว้แทน อย่างไรก็ตาม ไม่มีนโยบายในการทุบทำลายรีสอร์ท โดยจะให้มีการใช้กฎหมายยึดมาเป็นของรัฐ และให้เจ้าของรีสอร์ทเช่าดำเนินการต่อ และนำเงินมาเข้ากองทุนส.ป.ก. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป

เมื่อถามว่า รีสอร์ทที่จะให้เช่านั้น รวมในส่วนที่เป็นของนายทุนที่ไม่ใช่เกษตรกรรายเดิม และรวมถึง 88 การ์มองเต้ หากอยู่ในเขตส.ป.ก. ด้วยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นการดำเนินการในพื้นที่ที่เป็นของส.ป.ก. ซึ่งไม่ว่าจะเป็นของนายทุนหรือชาวบ้านที่ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตจากการเกษตรไปทำรีสอร์ทหรือโฮมสเตย์ หากอยู่ในพื้นที่ส.ป.ก. ก็มีแนวทางว่าให้ยึดมาก่อน โดยใช้กฎหมาย ไม่ใช่ยึดแบบป่าเถื่อน แล้วมาเจรจากันว่าจะให้เชพื้นที่เพื่อดำเนินการต่อได้หรือไม่ และนำเงินรายได้มาเข้ากองทุน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ใช่ไปไล่ทุบ ไม่เกิดประโยชน์อะไร และเมื่อทุบแล้วก็ต้องเป็นคดีฟ้องร้องในศาลกันต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการวันแม็พ คือการทำแผนที่ระวางเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ทุกส่วนราชการใช้ร่วมกัน หรือชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ได้ถูกระงับไปในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา และมีการหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้งในเวลานี้ ซึ่งอุทยานทับลานมีพื้นที่ทับซ้อน กับส.ป.ก.อยู่ประมาณ 8,000 ไร่ และมีรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศจำนวน 80 กว่าแห่ง ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ จับกุมดำนินคดีอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามจากนายทุน และนักการเมืองในพื้นที่ที่จะให้พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตส.ป.ก. โดยมีการออกเอกสารส.ป.ก.มารับรองเพื่อให้รอดจากการถูกรื้อถอนดำเนินคดี

ซอกแซกอาเซียน : 5 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438178

566101

ซอกแซกอาเซียน : 5 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมระดับอาเซียนที่เพิ่งจบไปสดๆ ร้อนๆ ตามที่ได้เคยบอกไปแล้ว คือ การประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือ ASEAN Food Security Reserve Board เรียกย่อๆ ว่าAFSRB ซึ่งมีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทย เป็นฝ่ายเลขานุการ รายการนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคม ที่ผ่านมาที่โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน แถวถนนเจริญกรุง ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ครับ ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงของประเทศอาเซียนเข้ามาร่วมการประชุม ยกเว้น 2 ประเทศ ที่ไม่สามารถเข้ามาร่วมประชุมครั้งนี้ได้ คือ สปป. ลาว และอินโดนีเซีย แล้วก็มีแอปเตอร์ คือหน่วยงานที่ผมทำอยู่ กับแอฟซิส หรือ ASEAN Food Security Information System (AFSIS)ซึ่งก็เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นพิเศษอีกแห่งของอาเซียน ทำหน้าที่ด้านรวมรวมข้อมูลสมาชิกแต่ละประเทศในด้านการผลิตพืชอาหาร มีสำนักงานอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจ เหมือนกันกับแอปเตอร์ ก็ได้เข้าไปร่วมประชุมด้วย

ท่านอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ท่านได้ให้ความสำคัญต่อการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยอย่างมาก โดยนอกจากท่านจะให้เกียรติมาเป็นประธานกล่าวเปิดประชุมแล้ว ท่านยังนั่งเป็นประธานในที่ประชุมด้วยตนเองตลอดระยะเวลาการประชุมทั้ง 2 วัน อีกทั้งในช่วงเย็นวันแรกที่มีการจัดงานเลี้ยงรับรอง ท่านยังอยู่ร่วมงานเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีกับสมาชิกและพวกเราโดยตลอด สำหรับเนื้อหาการประชุมครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับทุกครั้ง คือ การรายงานของแต่ละประเทศถึงสถานการณ์การผลิตและการตลาด ตลอดจนการบริโภคของพืชอาหารสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล และถั่วเหลือง พร้อมทั้งการซักถามทำความเข้าใจ ทั้งนี้ เพื่อจะได้รวบรวม วิเคราะห์ถึงความพอเพียงต่อการบริโภคหรือขาดแคลน อันถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของความมั่นคงทางอาหาร แต่ในส่วนของแอปเตอร์และแอฟซิส ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคปฏิบัติ ก็จะรายงานผลการดำเนินงานต่างๆ เพื่อให้ประเทศสมาชิกทราบ

ผมขอเรียนเพิ่มเติมว่า การรายงานของเราทั้งสองนั้น ความจริง ในที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน หรือ SSOM ก็ได้มีการรายงานไปเช่นเดียวกัน แต่ดูเหมือนสถานะองค์กรและความเข้มข้นจะค่อนข้างต่างกัน เพราะในเวที SOM หรือ AMAF นั้น เราจะต้องรายงานเพื่อพิจารณาด้วย และบางเรื่องต้องขอความเห็นชอบ ซึ่งโดยทั่วไป อาจถูกซักไซ้ไล่เลียงหนักกว่าการรายงานที่ประชุมวันนี้มาก อีกทั้งในที่ประชุม SOM ทั้งแอปเตอร์และแอฟซิสไม่ถือว่าว่าเป็นองค์ประชุม ดังนั้น จะเข้าไปในที่ประชุมได้ก็เฉพาะตอนที่มีวาระให้รายงานได้เท่านั้น การประชุม AFSRB จึงเป็นไปในลักษณะผ่อนคลายมากกว่า ผู้แทนประเทศก็ไม่จำเป็นต้องอาวุโสอะไรมากมายครับ

ไฮไลท์ของรายการนี้ เนื่องจากคอลัมน์ซอกแซกอาเซียนของผม ไม่ได้เน้นเกี่ยวกับเนื้อหาการประชุมโดยตรง ผมจึงจะขอเล่าเกี่ยวกับงานจัดเลี้ยงภาคค่ำของวันแรก เพราะเป็นรายการพิเศษสุดที่แขกเหรื่อต่างพากันประทับใจ นั่นก็คือ การรับประทานอาหารค่ำในเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาอันสวยงามตระการตา พารื่นรมย์ ซึ่งความจริงผมนั่งใกล้ๆ เพื่อนอาเซียนได้ยินประกาศตั้งแต่ตอนเช้าว่าจะมีรายการนี้ ก็ฮือฮามาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะย่านอาเซียน ผมไปมาหลายประเทศไม่มีแม่น้ำสวยงามประดับด้วยแสงไฟ มีปราสาทราชวัง วัดวาอารามสองฝั่งที่อะร้าอร่ามแบบนี้เลย เมื่อกินข้าวในชั้นสองของเรือเสร็จ ทุกคนก็จะขึ้นไปชั้นสามที่เป็นดาดฟ้า ยืนชื่นชมกับความงดงามที่ผมกล่าวมาบ้างก็เดินไปทางหน้าลำเรือที่สามารถมองทัศนียภาพได้ไกลออกไป สลับกับการพูดคุยกันอย่างชื่นมื่น

แม้เรือใหญ่ที่เราใช้บริการจะมีแขกกลุ่มอื่นขึ้นมาด้วยก็ตาม ท่านประธานคือท่านอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ท่านอยู่ร่วมกับพวกเรา พูดคุยกับทุกคนอย่างเป็นกันเอง ชนแก้วกับทุกคน จนเกือบจะไปชนกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่อยู่ใกล้ๆ แต่ไหวทันที่สังเกตเห็นหน้าตาตี๋ๆ
แสดงความเป็นจีนแท้ที่ไม่น่าจะเป็นพวกเราแน่ เลยถอยออกมาก่อนได้ทัน เรือใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เสร็จแล้วมาจอดเทียบท่าโรงแรม รอส่งคนขึ้น ท่านอธิบดีและพวกเรายังจับกลุ่มถ่ายรูปกันส่งท้ายอีก เสร็จคืนนั้น ทราบว่ามีผู้แทนจากประเทศหนึ่งรีบแจ้งญาติทางบ้านให้บินมากรุงเทพฯ ด่วน พร้อมหาข้อมูลจองนั่งเรือลำเดียวกันในคืนวันต่อไป นี่แหละเสน่ห์อันหาได้ยากของกรุงเทพฯ ของเราละ
ก็ต้องขอบคุณท่านอธิบดีและทีมงานกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ ไว้ ณ ที่นี้เป็นอย่างสูงครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org