ส่องสหกรณ์ : หมอนข้างยางพาราสำหรับทารก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438179

ส่องสหกรณ์ : หมอนข้างยางพาราสำหรับทารก

ส่องสหกรณ์ : หมอนข้างยางพาราสำหรับทารก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หมอนข้างยางพาราสำหรับทารก ผลิตจากน้ำยางพาราธรรมชาติ 100% ขึ้นรูปด้วยยางพาราทั้งชิ้น ไร้รอยต่อ อีกทั้งยังออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง มีความนุ่ม มีรูระบายอากาศ คงรูปได้ดี ไม่ลีบแบนและเสียรูปทรงตลอดการใช้งาน

หมอนข้างยางพาราดังกล่าว เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ขวบ เนื่องจากมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยป้องกันไรฝุ่นได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ของทารกในช่วงเริ่มต้น ช่วยให้ทารกนอนหลับสบายยิ่งขึ้น

เพื่อคนที่คุณรัก เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อยของคุณ เลือกหมอนข้างยางพาราสำหรับทารก ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ของสหกรณ์การเกษตรสะเดา จำกัด  โดยสามารถสั่งซื้อได้ที่ 254/6 ถ.กาญจนวนิช ต.พังลา อ.สะเดา จ.สงขลา โทร.  0-7454-1182, 08-8388-6797

ขอนแก่นรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก ลดชะล้างเพิ่มความชุ่มชื้น-อนุรักษ์ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438180

ขอนแก่นรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก ลดชะล้างเพิ่มความชุ่มชื้น-อนุรักษ์ดิน

ขอนแก่นรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก ลดชะล้างเพิ่มความชุ่มชื้น-อนุรักษ์ดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาที่ดินขอนแก่น จับมือองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแท่น รณรงค์ปลูกแฝก ปกป้องและลดการชะล้างหน้าดิน พร้อมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ดินและน้ำแก่เกษตรกรในพื้นที่

นางนงนุช ศรีพุ่ม ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินขอนแก่น เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การใช้ที่ดินทางการเกษตรในปัจจุบัน เกษตรกรบางส่วนยังมีการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ถูกต้อง เนื่องจากขาดความรู้ ความเข้าใจในการทำการเกษตรที่ถูกวิธี นั่นคือ การทำการเกษตรแบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยทรัพยากรดินถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องอนุรักษ์ เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่การเกษตรที่มีความลาดชัน ซึ่งมีอยู่หลายอำเภอในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ที่ประสบปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน โดยเฉพาะตำบลแท่น อำเภอชนบท ซึ่งที่ผ่านมาได้มีวิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรดินในหลายรูปแบบ เช่น การปลูกพืชคลุมดิน การไถและปลูกพืชขวางความลาดชัน

ทั้งนี้ การอนุรักษ์ทรัพยากรดิน โดยการใช้หญ้าแฝกซึ่งเป็นพืชที่มีระบบรากลึกในแนวดิ่ง ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยรักษาหน้าดินและความชื้นในดินไว้ได้เป็นอย่างดี และด้วยคุณลักษณะที่เหมาะสมในการอนุรักษ์ดินและน้ำของหญ้าแฝก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จึงทรงมีพระราชดำริให้ทุกหน่วยงาน ช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ

ดังนั้น สถานีพัฒนาที่ดินขอนแก่น จึงร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแท่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หมอดินอาสา คณะครู-นักเรียนและพี่น้องเกษตรกรชาวตำบลบ้านแท่น สนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จัดงานโครงการรณรงค์การปลูกหญ้าแฝกเพื่อ “ปกป้องอนาคตลดการชะล้างดิน” ขึ้น เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา
ณ บ้านโคกกลาง หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านแท่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เพื่อรณรงค์ ส่งเสริม และเผยแพร่การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ของเกษตรกร และหนองเมืองเก่า ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสาธารณะของตำบลบ้านแท่น เพื่อให้เกษตรกรได้มีการตื่นตัว สำนึกและเข้าใจ พร้อมทั้งสามารถนำหญ้าแฝกไปใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความยั่งยืนตลอดไป

สุราษฎร์เร่งยกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438175

x

สุราษฎร์เร่งยกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายชาญชัย ศศิธร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จ.สุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยถึงโครงการพัฒนายกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมัน จ.สุราษฎร์ธานี ว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ดำเนินโครงการตั้งแต่ตุลาคม 2561-กันยายน 2562 โดยจัดประกวดโรงงานพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันในจ.สุราษฎร์ธานี โรงงานที่เข้าประกวดต้องพัฒนาคุณภาพสกัดน้ำมันปาล์มดิบให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ อัตราน้ำมัน 18% ขึ้นไป (ปาล์มน้ำมัน 100 กก. สกัดน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ได้ 18 กก. ซึ่งคณะกรรมการโครงการประเมินโรงงานที่สมัครเข้าร่วมประกวด 20 โรงงาน ช่วงเดือนธ.ค.2561-ม.ค.2562 พบว่า มีโรงงานที่สกัดน้ำมันปาล์มดิบได้อัตรา 18-18.99% 16 ราย และโรงงานที่สกัดน้ำมันปาล์มดิบได้อัตรา 19% 2 ราย นอกจากนี้ ได้ติดตามผลต่อเนื่อง พบว่า มีโรงงานสกัดที่พัฒนาการผลิตน้ำมันปาล์มดิบให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 6 เดือน (ม.ค.– มิ.ย.2562) สกัดน้ำมันปาล์มดิบได้อัตรา 18% 2 ราย และโรงสกัดที่ผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ในอัตรา 19% 4 ราย

ทางจ.สุราษฎร์ธานี มีพิธีมอบเกียรติบัตรให้ผู้ประกอบการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันที่เข้าประกวด โดยมีนายธีระ อนันตเสรีวิทยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธาน ซึ่งการจัดประกวดครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวและตระหนักร่วมกันในการผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพสำหรับดำเนินกิจกรรมอื่น ตามโครงการ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากโรงงาน เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ลานเทในจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดและซื้อขายปาล์มน้ำมันเน้นคุณภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันที่สำคัญของประเทศ มีเนื้อที่ให้ผลและผลผลิตมากที่สุดในประเทศ ปี 2562 (ข้อมูลวันที่ 26 ก.ค.2562) มีเนื้อที่ให้ผล 1.219 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 4 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 24 ของผลผลิตรวมทั้งประเทศ

สทนช.ขยายผลศาสตร์พระราชา รวมภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438172

x

สทนช.ขยายผลศาสตร์พระราชา รวมภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งทวีความรุนแรงมากขึ้นในแต่ละปี ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นอกจากสทนช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรรหาองค์ความรู้และนวัตกรรมใช้บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนมากที่สุดแล้ว ภูมิปัญญาท้องถิ่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ สทนช. ให้ความสำคัญ เพราะเป็นองค์ความรู้ของภาคประชาชนและเครือข่ายท้องถิ่นช่วยจัดสรรน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ดังนั้น สทนช.จึงต้องการรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรม และแนวปฏิบัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของทุกชุมชนในประเทศนำมาจัดทำทำเนียบองค์ความรู้ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำพาน้ำยั่งยืน” โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและ 5.การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน

สำหรับประชาชน คณะกรรมการลุ่มน้ำ เครือข่าย องค์กรภาครัฐและภาคเอกชน หรือสถาบันการศึกษาทั่วประเทศที่สนใจร่วมส่งองค์ความรู้ได้ตั้งแต่บัดนี้ – 10 กันยายน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มหรือกรอกข้อมูลออนไลน์ได้ที่ www.onwr.go.th หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีทรัพยากรน้ำ สทนช. เลขที่ 89/168-170 ถ.วิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทร. 08-6717-6677 หรือ 0-2521-9140-8 ต่อ 1102 โดยผลงานที่ได้รับคัดเลือกจะนำไปรวบรวมในทำเนียบองค์ความรู้เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานครบรอบ 2 ปี สทนช. ในวันที่ 25 ตุลาคม 2562 เพื่อร่วมถอดบทเรียนและถ่ายทอดความสำเร็จสู่สาธารณชนต่อไป

อ.ส.ค.จัดประกวดคลิปโฆษณา ‘The Power of Brandนมไทย-เดนมาร์คฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438173

x

อ.ส.ค.จัดประกวดคลิปโฆษณา ‘The Power of Brandนมไทย-เดนมาร์คฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จัดกิจกรรมการประกวดแผนสื่อสารการตลาด ปีที่ 4 ในรูปแบบ Clip โฆษณานมไทย-เดนมาร์ค ของอ.ส.ค. ภายใต้หัวข้อ “The Power of Brand นมไทย-เดนมาร์ค เพิ่มพลังแบรนด์ยืนหนึ่ง” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษาแก่ผู้ชนะการประกวด อ.ส.ค. ในฐานะเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค และผู้จัดโครงการ ขอเชิญชวนนิสิตนักศึกษา ร่วมสร้างสรรค์ความคิดการสื่อสารออกมาในรูปแบบ Clip โฆษณา ความยาวไม่เกิน 3 นาที เพื่อสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคนมไทย-เดนมาร์ค ตอกย้ำความเป็นแบรนด์นมไทย-เดนมาร์คให้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งสร้าง Brand Awareness ทำให้แบรนด์ นมไทย-เดนมาร์คเป็นที่น่าเชื่อถือและอยู่ในใจผู้บริโภค (Most Admired Brand) อย่างยั่งยืน

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ร่วมเสวนาร่วมกับนายธนเดช กุลปิติวัน บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร BrandAge ภายใต้หัวข้อ “นมไทย-เดนมาร์ค Brand ยืนหนึ่งในใจผู้บริโภค ” และเปิดเผยว่า “การจัดกิจกรรมการประกวด “The Power of Brand นมไทย-เดนมาร์ค เพิ่มพลังแบรนด์ยืนหนึ่ง” ครั้งนี้ อ.ส.ค.อยากเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีเวทีนำเสนอแนวคิดสร้างสรรค์ สร้างไอเดียนำเสนอในรูปแบบใหม่ ที่สร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ และสร้างการจดจำแบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค ที่ครองใจผู้บริโภคและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

สำหรับนิสิต-นักศึกษาที่สนใจส่งผลงานเข้าร่วมโครงการ เปิดรับสมัครและส่งผลงานในรูปแบบที่กำหนด ภายในวันที่ 9 สิงหาคม -10 กันยายน 2562 สมัครได้ที่ โครงการ Workshop และประกวดแผนการตลาด นมไทย-เดนมาร์ค ปีที่ 4 เลขที่ 3/1 ซอยประชาสงเคราะห์ 31 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 ติดต่อ โทรศัพท์ 0-2276-5812 E-mail: thaidenmarkworkshop@gmail.com ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.thai-Denmarkworkshop.com Facebook Fanpage: Thai-DenmarkWorkshop

เปิดเวที ‘Thailand International Seed Trade 2019’ ให้ SME ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้-เจรจาธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438177

เปิดเวที 'Thailand  International  Seed  Trade 2019' ให้ SME ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้-เจรจาธุรกิจ

เปิดเวที ‘Thailand International Seed Trade 2019’ ให้ SME ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้-เจรจาธุรกิจ

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.32 น.

ดร.ชัยฤกษ์  สงวนทรัพยากร  นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย  เปิดเผยว่า  ประเทศไทยมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub) ของภูมิภาคเอเชีย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และยกระดับความสามารถด้านการผลิต ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นคุณภาพผลิตผลทางการเกษตรและเมล็ดพันธุ์ไทยในระดับนานาชาติ  ดังนั้นเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยไปสู่เป้าหมายการเป็น Seed Hub สมาคมฯ จึงร่วมกับกรมวิชาการเกษตร  และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) จัดงาน “Thailand  International  Seed  Trade 2019” ระหว่างวันที่ 13-14 กันยายน 2562  ณ  โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิล์ด กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ภายในงานนอกจากนักปรับปรุงพันธุ์และผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ของไทย จะได้การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการผลิต การปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งการบริหารจัดการและการตรวจป้องกันโรคพืชกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเมล็ดพันธุ์ขนาดย่อม(SME)ของไทยได้พบปะคู่ค้าทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการ SME สู่มาตรฐานสากลได้เร็วขึ้นด้วย โดยผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์และอุตสาหกรรมเกษตรที่เกี่ยวข้องสนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถลงทะเบียนได้ที่ http://www.tist.in.th

‘มนัญญา’ดันปล่อยเงินกู้315ล้าน อุ้มเกษตรกรปลอดดอกเบี้ย1ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438120

‘มนัญญา’ดันปล่อยเงินกู้315ล้าน อุ้มเกษตรกรปลอดดอกเบี้ย1ปี

‘มนัญญา’ดันปล่อยเงินกู้315ล้าน อุ้มเกษตรกรปลอดดอกเบี้ย1ปี

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.07 น.

“มนัญญา”  เร่งช่วยเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ ประสบภัยพิบัติ โพดุล สั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมวงเงินจากกองทุนกพส. 315 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี ฟื้นฟูอาชีพสมาชิก จ่อคุย ธกส. พักชำระหนี้เกษตรกร 2 ปี 

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมว.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า สั่งการให้นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบอุทกภัยจากพายุโพดุล ซึ่งจะเน้นดูแลเรื่องปัญหาหนี้สิน และขาดรายได้จากน้ำท่วมที่จะส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์ ดังนั้นจะนำเสนอครม. เพื่อขอวงเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อบรรเทาปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิกประสบภัยพิบัติ

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ โดยใช้เงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์( กพส.) จำนวน 315 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมและนำไปให้สมาชิกของแต่ละสหกรณ์กู้ปลอดดอกเบี้ยเช่นกัน เพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังเกิดภัยพิบัติจากพายุโพดุล  และยังได้ขยายเวลาชำระหนี้ให้สหกรณ์ ที่กู้เงิน กพส. ก่อนหน้านี้ออกไปอีก 1ปี   กรณีที่สหกรณ์นั้นมีเหตุที่จะแสดงได้ว่า ได้รับผลกระทบจากพายุ จนไม่สามารถชำระหนี้ได้

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ในการดำเนินการจะสำรวจตัวเลขยอดหนี้ จำนวนเกษตรกรสมาชิกที่ประสบภัยโดยเร็ว  ซึ่งก่อนจะนำมาตรการบรรเทาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบภัยเข้าสู่ ครม. พิจารณา ตนจะหารือกับ ธกส.วันจันทร์ที่ 9 ก.ย.นี้ ในการช่วยเรื่องปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ ซึ่งจะมีมาตรการช่วยเหลือชดเชยดอกเบี้ย ขยายเวลา พักชำระหนี้

อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นกรมส่งเสริมสหกรณ์​ สรุปความเสียหายจากพายุโซนร้อน “โพดุล”  ในพื้นที่ 20 จังหวัด แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ อุดรธานี นครพนม ยโสธร มหาสารคาม สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ อุบลราชธานี นครราชสีมา ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก

โดยปรากฏว่า มีสหกรณ์​ กลุ่มเกษตรกรได้รับผลกระทบ 232 แห่ง แบ่งเป็น155สหกรณ์​ 77 กลุ่มเกษตรกร รวมสมาชิก 67,254 ราย พื้นที่ได้รับความเสียหาย 791,547 ไร่  จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาเกษตรกร ต้องการให้พักชำระหนี้หรือขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป 1-2 ปี

เตือนรับมือหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437905

x

เตือนรับมือหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวัง แจ้งเตือนและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศอย่างต่อเนื่อง ให้หมั่นสำรวจแปลงและตรวจสอบกับดักฟีโรโมนอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชตามแนวชายแดนให้เข้มงวดตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าและตรวจกับดักฟีโรโมนที่นำไปติดตั้งไว้ช่องทางผ่านชายแดน เพื่อเฝ้าระวัง

สถานการณ์ล่าสุดเจ้าหน้าที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร  ตรวจพบผีเสื้อหนอนชอนใบมะเขือเทศติดกับดักฟีโรโมนที่ติดไว้บริเวณช่องทางผ่านแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน จากการนำตัวอย่างมาจำแนกชนิดด้วยลักษณะทางสันฐานวิทยา และวิธีการทางชีวโมเลกุลที่มีความทันสมัยตามมาตรฐานสากลนั้น พบว่าเป็นหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTuta absoluta Meyrick (Lepidoptera: Gelechiidae) ซึ่งเป็นชนิดใหม่ที่ไม่มีในประเทศไทยมาก่อน แต่พบว่าเริ่มระบาดอยู่ในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยแล้ว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า  นอกจากมะเขือเทศแล้วหนอนชอนใบชนิดนี้ยังเข้าทำลาย พริก มะเขือ และมันฝรั่งได้อีกด้วย ถ้าพบการระบาดแต่ไม่มีการป้องกันกำจัดจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้ถึง 100% โดยแหล่งปลูกมะเขือเทศของไทยที่ผลิตเพื่อบริโภคสดและเข้าโรงงาน ได้แก่ จ.นครพนม หนองคาย สกลนคร เชียงใหม่ น่าน ลำปาง ส่วนแหล่งผลิตเพื่อทำเมล็ดพันธุ์ใช้ในประเทศและส่งออกได้แก่ ขอนแก่น สกลนคร อุดรธานี ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรเตรียมพร้อมรับมือหากมีการแพร่ระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเข้ามาภายในประเทศ โดยมีวิธีป้องกันและกำจัดทางวิชาการ พร้อมกันนี้ กรมวิชาการเกษตรได้เปิดสายด่วนเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ หากสำรวจพบแปลงมะเขือเทศมีลักษณะการเข้าทำลายดังกล่าวสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 0-61415-2517

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437910

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี  ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จังหวัดพิษณุโลกมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) กับกรมการข้าว ตั้งแต่ปี 2559 จำนวน 4 กลุ่ม พื้นที่รวม 7,425 ไร่ เกษตรกร 470 ราย ในปี 2562 มีแปลงเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 39 แปลง เกษตรกรทั้งสิ้น 2,308 ราย ครอบคลุมพื้นที่รวม 52,250.35 ไร่

“กลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี”หมู่ 3 ตำบลไทรย้อย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เป็นหนึ่งกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เมื่อปี 2560 วัตถุประสงค์หลักคือต้องการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อรวมกันผลิต รวมกันขาย ลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าข้าวของคนในชุมชน

นายจันที ชมภูมี ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี กล่าวว่า แต่เดิมเกษตรกรบ้านผารังหมีประสบปัญหาต้นทุนการผลิตข้าวสูงและขายได้ราคาต่ำ จึงรวมตัวเป็นศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพ ขยายให้สมาชิกเพื่อพัฒนาคุณภาพพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพดี ต่อมามีโครงการนาแปลงใหญ่จึงเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิก 76 ราย พื้นที่ 2,077 ไร่ ทำการปลูกข้าวหอมมะลิได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยประมาณ 2,625 ตัน/ปี ทำนาปีละครั้ง ผลผลิตข้าวที่ได้ส่วนใหญ่ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับสมาชิกและชุมชนอื่นๆ

ซึ่งกลุ่มได้พัฒนาเกษตรกรด้านการผลิต 2 ด้าน คือ 1.ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ตามกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ GAP Seed 2.ผลิตข้าวคุณภาพดีโดยการทำเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ข้าวหอมมะลิ และกำลังพัฒนาการผลิตไปสู่ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งมีภูมิปัญญาทางด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ประชุมคณะกรรมการและสมาชิกเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และตระหนักถึงการผลิตข้าวปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค อีกทั้ง ยังลดต้นทุนการผลิตข้าว

จากการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ลดต้นทุนการผลิตจาก 3,500 บาทต่อไร่ เป็น 3,000 บาทต่อไร่ เพิ่มผลผลิตจาก 550 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 700 กิโลกรัมต่อไร่ และมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 1,010 บาทต่อไร่ เป็น 2,600 บาทต่อไร่ โดยมีเทคโนโลยีลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ได้แก่ ใช้เครื่องหยอดข้าวงอก และเครื่องหยอดข้าวแห้ง ลดอัตราใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเหลือไร่ละ 5 กิโลกรัม นอกจากนี้ จะใช้วิธีไถกลบตอซังข้าวแทนการเผา เพราะเป็นการเผาปุ๋ยทิ้งไปเปล่าๆ พอไถกลบตอซังข้าวเสร็จจะหว่านปอเทืองแล้วไถกลบเพื่อปรับปรุงดิน ร่วมกับใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ควบคุมศัตรูข้าวโดยวิธี IPM และเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง นอกจากนี้ จะตรวจแปลงกำจัดสิ่งเจือปนทุกระยะ และให้ความสำคัญกับปัญหาข้าวปลอมปน โดยเฉพาะเวลานำรถเกี่ยวข้าวเข้ามาในพื้นที่ ต้องล้างทำความสะอาดรถเกี่ยวให้ดี เพราะเรามุ่งเน้นขายข้าวหอมมะลิคุณภาพ จะไม่ให้มีข้าวอื่นปลอมปนเด็ดขาด ซึ่งทางกลุ่มเชื่อมโยงตลาดกับสหกรณ์การเกษตรเนินมะปรางและโรงสีเอกชนรับซื้อผลผลิตข้าวจากสมาชิก โดยผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จะเพิ่มอำนาจต่อรองได้ เช่น เมื่อต้นปีขายข้าวเปลือกหอมมะลิได้ตันละ 14,000 บาท โดยทางผู้ซื้อให้ราคาข้าวคุณภาพที่มีใบจีเอพีการันตีเพิ่มอีกตันละ 200 บาท (เรียกว่าค่าทำดี)

ผลจากการรวมกลุ่มผลิตและจำหน่ายตามนโยบายนาแปลงใหญ่ ทำให้สมาชิกกลุ่มสร้างรายได้ได้หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ ขายข้าวเปลือกให้โรงสี ได้ 14,000 บาทต่อตัน ขายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ 28,000 บาทต่อตัน ทางกลุ่มยังมีโรงสีข้าวชุมชนสามารถสีข้าวกล้องหอมมะลิและข้าวสารหอมมะลิขายเอง ภายใต้แบรนด์ “ข้าวนาผางาม” เพิ่มมูลค่าจากข้าวเปลือกตันละ 14,000 บาท เป็นไม่ต่ำกว่าตันละ 30,000 บาท นอกจากนี้ ยังสนับสนุนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตสินค้าสร้างอาชีพเสริมหลังฤดูทำนา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักสาน ทอผ้า อาหารท้องถิ่น ซึ่งบ้านผางามได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม จึงเปิดเป็นโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้คนในชุมชนอีกช่องทางหนึ่ง ทั้งนี้ ทางกลุ่มส่งเสริมให้มีการออมทรัพย์ เพื่อกระตุ้นสมาชิกให้สะสมเงินเป็นแหล่งเงินทุนไว้ทำกิจกรรมให้ยั่งยืน มั่งคงและถาวรต่อไป

หากผู้ใดสนใจเยี่ยมชมหมู่บ้านท่องเที่ยว บ้านผารังหมี ติดต่อได้ที่นายจันที ชมภูมี ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่และผู้ใหญ่บ้านบ้านผารังหมี หมู่ 3 ต.ไทรย้อย อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก หมายเลขโทรศัพท์ 08-9269-0301

ชสอ.เตรียมจัดใหญ่วันออมแห่งชาติ31ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437904

x

ชสอ.เตรียมจัดใหญ่วันออมแห่งชาติ31ต.ค.

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันออมแห่งชาติ” เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะระดมเงินออมในภาคประชาชน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 8,000 แห่ง สมาชิกรวมกว่า 12 ล้านคน ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ดังนั้น สหกรณ์ควรพัฒนาขีดความสามารถของสหกรณ์ให้ดำเนินงานได้มาตรฐาน เร่งแก้ปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ ให้สมาชิกมีวินัยทางการเงิน วางแผนใช้จ่ายส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้มีรายได้พอใช้จ่าย และมีทุนเพียงพอสำหรับการประกอบอาชีพ

พลตำรวจโทวิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานกรรมการ ชสอ. กล่าวว่า ปี 2561 ภาคสหกรณ์ไทยมีเงินออมและเงินออมเฉลี่ยต่อสมาชิกเพิ่มขึ้น มีเงินออมกว่า 2.30 ล้านล้านบาท และเงินออมเฉลี่ยต่อสมาชิกกว่า 183,000 บาท โดยชสอ.จัดงาน วันออมแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 การจัดงานวันออมแห่งชาติครั้งนี้ ชสอ. ร่วมกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ และสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท รณรงค์กิจกรรมส่งเสริมการออมของสหกรณ์ทั่วประเทศ กำหนดจัดงานวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2562 วันที่ 31 ตุลาคม ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ โดยกำหนดจัดกิจกรรมการ เดิน-วิ่ง-ปั่น รณรงค์วันออมแห่งชาติวันที่ 31 ตุลาคม 2562 โดยเขตพื้นที่สหกรณ์สมาชิก ชสอ. ร่วมกับสหกรณ์ทุกประเภทในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ และมอบโล่เกียรติคุณวันออมแห่งชาติ ให้สมาชิกสหกรณ์ที่มีวินัยในการออมดีเด่น ตั้งเป้ารณรงค์ให้สหกรณ์ทั่วประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการออม ในภาคสหกรณ์เพิ่มขึ้น 50,000 ล้านบาท สำหรับ ชสอ. เพิ่มช่องทางการออมให้สหกรณ์ ด้วยการเปิดจำหน่ายเงินฝากประจำและตั๋วสัญญาใช้เงิน รุ่น “วันออมแห่งชาติ” ระยะเวลาฝาก 36 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.80% ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม-8 พฤศจิกายน 2562

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการ สสท. กล่าวว่า ในวันที่ 31 ตุลาคม จะได้เห็นการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์ จัดทำกิจกรรมการออมในรูปแบบที่หลากหลาย เป็นฐานการออมที่สำคัญอีกฐานหนึ่งด้านการเงินของประเทศไทย ทำให้การเงินของประเทศไทยมั่นคง เข้มแข็งและยั่งยืน