ส่องเกษตร : คิดได้ ไปต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437906

449007

ส่องเกษตร : คิดได้ ไปต่อ

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สืบเนื่องจากเรื่องเล่าของชาวนาเกลือ มาสู่เรื่องราวของแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรี ระหว่างที่พูดคุยกันกับกลุ่มเกษตรกรชาวนาเกลือ อาชีพที่เหลือน้อยลงไปทุกปี กลุ่มแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรีได้เปิดประเด็นปัญหาของกลุ่มตัวเองและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน พอได้ฟังเรื่องราวของแปลงใหญ่โคเนื้อแล้ว ผมอยากขยายเรื่องราวเหล่านี้ให้เกษตรกรกลุ่มอื่นๆ ได้คิดต่อ เผื่อจะได้ไปต่อกัน

แนวคิดในการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เกิดขึ้นในยุคที่นายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ต่อเนื่องกับยุคของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลักคิดของแปลงใหญ่เป็นหลักคิดเดียวกับหลักของสหกรณ์ แต่ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ชัดเจนเหมือนกับสหกรณ์ที่มีกฎหมายมารองรับชัดเจน ลักษณะเป็นระบบส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก(area-based approach) ดำเนินงานในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการในทุกกิจกรรมตลอด supply chain ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิต การบริหารจัดการร่วมกันและรวมกันจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนสามารถลดต้นทุนการผลิตผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรสามารถเป็นผู้จัดการ บริหารจัดการการผลิต ผลผลิต และการตลาดได้

สำหรับแปลงใหญ่โคเนื้อในจังหวัดเพชรบุรี กรมปศุสัตว์เป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มแปลงใหญ่นี้ให้มีความเข้มแข็ง โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อได้รวมตัวกันพัฒนาการผลิต ในลักษณะโคเนื้อครบวงจรในรูปแบบเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเห็นว่าการพัฒนาโคเนื้อแบบครบวงจรจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทาง คือ พ่อแม่พันธุ์ กลางทาง คือ โคขุน และปลายทาง คือ เนื้อโคขุน การจะทำให้วงจรของโคเนื้อหมุนไปและสามารถเจริญเติบโตได้ การกระจายผลประโยชน์ต้องทั่วถึง ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับวงจรนี้ต้องอยู่ได้ เป็นหลักคิดที่น่าชื่นชมมาก

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ แปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรี ไม่ได้มองแค่ผลิตเนื้อคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมองไปที่การเพิ่มมูลค่าของผลผลิต ด้วยการแปรรูปเป็นมัสมั่นกระป๋อง ภายใต้ความร่วมมือของโรงงานผลิตอาหารกระป๋องที่มีมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร การคัดเกรดของเนื้อเพื่อผลิตส่งไปยังตลาดต่างๆ ตามความต้องการที่ชัดเจน โดยเนื้อคุณภาพสูงจะจำหน่ายไปยังโรงแรม/ภัตตาคารต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อทำเป็นเนื้อสเต๊ก โดยมีแปลงใหญ่ผักร่วมด้วย กลายเป็นจานสเต๊กที่สมบูรณ์แบบ ส่วนเนื้อที่คุณภาพรองลงมาจะจำหน่ายไปอีกตลาดหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับกลุ่มแปรรูปอาหารฮาลาล แปรรูปเป็นอาหารฮาลาลรูปแบบต่างๆ ทำให้การผลิตและจำหน่ายมีความครบวงจรอย่างแท้จริงเป็นการกระจายรายได้ กระจายผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นร่วมกัน ไม่ใช่ผลประโยชน์ตกอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เมื่อทุกคนในวงจรการผลิตโคเนื้อสามารถอยู่ได้ สังคมของโคเนื้อก็สามารถเติบโตไปได้เช่นกัน

หลักคิดการกระจายผลประโยชน์ร่วมกันและหลักคิดการผลิตแบบครบวงจร เป็นหลักคิดที่ผมอยากเห็นเกษตรกรทุกคนนำไปคิด เพื่อพัฒนาและต่อยอดกิจกรรมทางการเกษตรของตนเองให้มีความเข้มแข็ง หากไม่สามารถคิดคนเดียวได้ ต้องมารวมตัวกันช่วยคิด โบราณว่าสองหัวดีกว่าหัวเดียว ยิ่งกิจกรรมทางการเกษตรด้วยแล้ว เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ เป็นจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับหลายๆ ฝ่าย การจับมือกันให้ครบวงจร ตลอดห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ย่อมสามารถผลักดันกันและกันไปสู่จุดหมายได้ง่ายขึ้น

ส่วนตัวผมเอง ยังหวังต่อไปว่าแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรีจะสามารถพัฒนาตนเองให้เติบโตต่อไป สามารถที่จะผลักดันเมืองเพชรบุรีให้เป็นเมืองคาวบอยตะวันตก สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาให้โดดเด่นมากกว่าที่เป็นอยู่ คิดได้ขนาดนี้ ไปต่อได้แน่นอน ติดตามและเป็นกำลังใจครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สศก.สำรวจแหล่งผลิต-ตลาดข้าวสุโขทัย-พิษณุโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437907

สศก.สำรวจแหล่งผลิต-ตลาดข้าวสุโขทัย-พิษณุโลก

สศก.สำรวจแหล่งผลิต-ตลาดข้าวสุโขทัย-พิษณุโลก

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ จ.สุโขทัย และพิษณุโลก ติดตามการเพาะปลูกข้าวเจ้านาปีของเกษตรกร ปริมาณผลผลิต การประสบภัยธรรมชาติ ตลอดจนราคาข้าวเปลือกที่ผู้ประกอบการโรงสีรับซื้อ โดยข้อมูลการผลิต (ข้อมูลผลพยากรณ์โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร ณ เดือนมิถุนายน 2562) พบว่าจ.สุโขทัย มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ประมาณ 1.04 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 0.99 ล้านไร่ ให้ผลผลิตรวม 0.55 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 553 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%) สำหรับจ.พิษณุโลก มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ประมาณ 1.37 ล้านไร่เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1.31 ล้านไร่ ให้ผลผลิตรวม 0.77 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 588 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%)

เมื่อเทียบกับเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกของทั้ง 2 จังหวัด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวถึงปัจจุบัน(ปีการผลิต 2562/63) ประกอบกับราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มสูงขึ้น เกษตรกรจึงกลับมาทำนาในที่นาที่เคยปล่อยว่าง แต่เนื้อที่เพิ่มขึ้นไม่มาก เนื่องจากเนื้อที่เพาะปลูกข้าวมีจำกัด

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรทั้ง 2 จังหวัด ประสบปัญหาภัยแล้งช่วงเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้เนื้อที่เก็บเกี่ยวมีแนวโน้มลดลง ขณะที่มีเกษตรกรบางพื้นที่ในจ.สุโขทัย เช่น อ.เมือง บ้านด่านลานหอย ศรีสำโรง และในจ.พิษณุโลก เช่น อ.เมือง บางระกำ บางกระทุ่ม วัดโบสถ์ และวังทอง เลื่อนปลูกข้าวออกไป เนื่องจากฝนมาช้า เกษตรกรเริ่มปลูกช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน ส่งผลให้ทำนาได้เพียงรอบเดียว จึงคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดลดลง (ปกติเกษตรกรจะเริ่มปลูกข้าวช่วงเดือนพฤษภาคม และเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปจำหน่ายเดือนสิงหาคม)

สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกทั้ง 2 จังหวัด พบว่า เดือนสิงหาคม 2562 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีและมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยจ.สุโขทัย ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 25-26%) ประมาณตันละ 6,700-7,200 บาท และข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) ประมาณตันละ 8,000-8,200 บาท สำหรับจ.พิษณุโลก ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 25-26%) ประมาณตันละ 6,800-7,000 บาท และข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) ประมาณตันละ 8,200-8,300 บาท หากพิจารณาภาพรวม เมื่อปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ตลาดยังคงต้องการข้าว ราคาข้าวเปลือกอาจรักษาระดับราคาอยู่ในเกณฑ์สูงได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี

DITP จัดทัพผู้ประกอบการ T Mark ลุยเจรจาธุรกิจ หวังขยายตลาดสินค้าไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437955

DITP จัดทัพผู้ประกอบการ T Mark ลุยเจรจาธุรกิจ หวังขยายตลาดสินค้าไทย-จีน

DITP จัดทัพผู้ประกอบการ T Mark ลุยเจรจาธุรกิจ หวังขยายตลาดสินค้าไทย-จีน

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 17.54 น.

DITP จัดทัพผู้ประกอบการ T Mark ลุยเจรจาธุรกิจและทดสอบตลาด หวังขยายตลาดสินค้าไทย-จีนขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้ประกอบการไทยกว่า 18 บริษัท เยือนนครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม 2562 เพื่อร่วมกิจกรรม Business Matching ในวันที่ 21 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรม The Garden Guangzhou และเข้าร่วมเจรจาการค้าภายในงานแสดงสินค้า Guangdong 21th Century Maritime Silk Road International Expo 2019 ระหว่างวันที่ 23-26 สิงหาคม 2562 ณ อาคารแสดงสินค้า China Import And Export Fair Complex นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างการยอมรับสินค้าไทยคุณภาพที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark หรือ T Mark ในกลุ่มผู้ซื้อผู้นำเข้ารวมทั้งผู้บริโภคชาวจีน พร้อมผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงตลาดจีนให้แก่ผู้ประกอบไทย

โดยได้รับเกียรติจากนางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ กงสุลใหญ่ นครกว่างโจว เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Business Matching และนางสาวศุภรา เสกาจารย์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครกว่างโจว ร่วมในพิธี  กิจกรรมดังกล่าวดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครกว่างโจว โดยเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติในด้านการสร้างโอกาสการเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพแก่ผู้ประกอบการไทย รวมทั้งการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ข้อมูลตราสัญลักษณ์ T Mark ให้เข้าถึงผู้ซื้อผู้นำเข้าและผู้บริโภคชาวจีน

นางสาวศุภรา เสกาจารย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดเผยว่า กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดจีนและผู้บริโภคชาวจีนมีความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยมากขึ้น โดยกรมฯ มีการประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ T Mark มาอย่างต่อเนื่อง แต่การที่ผู้ประกอบการไทยได้ตราสัญลักษณ์ T Mark ซึ่งรับรองโดยรัฐบาลไทยจะเป็นการสร้างความมั่นใจในตัวสินค้าให้กับผู้บริโภคซึ่ง T Mark จะเป็นตราที่ช่วยส่งเสริมให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

สำหรับตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ มูลค่าการค้าร่วมกันระหว่างไทย-จีนปีที่ผ่านมา มีมูลค่าประมาณ 8.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าร่วมกันในปี 2564 เป็น 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดย 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าไทย-จีน จะผ่านมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นมณฑลที่มีจีดีพีสูงที่สุดในจีนติดต่อกันถึง 30 ปี สินค้าไทย ยังมีโอกาสเติบโตได้ในตลาดจีน และผู้บริโภคชาวจีนได้ให้ความสำคัญกับตราสัญลักษณ์ T Mark มากขึ้น เนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากรมฯ ได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนซึ่งมีความชื่นชอบสินค้าไทยอยู่แล้วมองหาสินค้าที่มีตราสัญลักษณ์ T Mark เพราะมีความเชื่อมั่นในตราสัญลักษณ์นี้

“ที่ผ่านมา DITP ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านทางออนไลน์ ว่า T Mark คืออะไร ผ่านคลิปวิดีโอสั้นๆ เป็นภาษาจีนเพื่อให้คนจีนรู้จักในช่องทางทางผู้มีอิทธิพลทางความคิดของจีน (Key Opinion Leader:KOL) และโซเซียลมีเดียต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าถ้ามองเห็นตราสัญลักษณ์นี้ถือเป็นการรับรองคุณภาพสินค้าจากประเทศไทย จากกิจกรรมในครั้งนี้กรมฯเห็นว่าผู้ประกอบการจีนมีความสนใจในสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผู้ซื้อผู้นำเข้าจากประเทศจีนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่า 100 บริษัท ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยท่านใดที่สนใจสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ T Mark อย่ารอช้าตลาดรอท่านอยู่ โดยเฉพาะตลาดจีน”

นางสาวศุภรา กล่าวด้วยว่าการที่จะได้การรับตราสัญลักษณ์ T Mark นอกจากสินค้าต้องมีคุณภาพแล้ว ยังมีการตรวจสอบมาตรฐานในหลายมิติ ทั้งมาตรฐาน อย. หากเป็นสินค้าอุตสาหกรรมก็ต้องได้มาตรฐาน มอก. โรงงานผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้แรงงานอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งนอกจากสินค้าดีมีคุณภาพไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว บริษัทยังต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ไปแล้วกว่า 800 ราย

นายอุฬาร อภิธูปากร ผู้อำนวยการ บริษัท เพ็นต้า อิมเพ็กซ์ จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T mark ในสินค้าเครื่องต้มยำ และซอสมะม่วง แบรนด์ ThaiBoy กล่าวว่า ในอุตสาหกรรมอาหารนั้น สิ่งสำคัญลำดับแรก คือ เรื่องความปลอดภัยและคุณภาพ โดยในยุคปัจจุบันนอกจากคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าแล้ว ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นของการใช้แรงงานและความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย  ตราสัญลักษณ์ T Mark สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ เพราะเป็นตราที่ให้ความสำคัญและครอบคลุมในทุกมิติที่กล่าวมาและเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าโดยรัฐบาลไทย ที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และช่วยให้ขยายตลาดได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดจีน การเข้าร่วมกิจกรรมกับภาครัฐ หรือศูนย์สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยสู่จีน ซึ่งมีข้อมูลและมีความเชี่ยวชาญจะทำให้มีโอกาสมากกว่าที่ผู้ประกอบการจะลุยตลาดเอง ท่านสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดและคิดกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของท่านต่อไป นอกจากนี้การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ และการที่ผู้ประกอบการไทยจับมือรวมกลุ่มกันมาสื่อให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่ดีและมีอำนาจในการเจรจาต่อรองมากกว่ามาแบบบริษัทเดียว

นายยงค์กิจ ธรรมพัฒนาภรณ์ กรรมการบริหาร ศูนย์สร้างโอกาสธุรกิจไทยสู่จีน (Thailand Smart Trade Center : TSTC ) กล่าวว่า  TSTC มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในองค์ความรู้ด้านต่างๆ เช่นข้อมูลด้านการตลาด ช่องทางการขาย  และการอบรมให้ความรู้ในการเข้าตลาดจีนว่าผู้ประกอบการจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ความรู้ด้านกฎระเบียบข้อบังคับ ความช่วยเหลือจากภาครัฐ การออกบูธงานแสดงสินค้า การจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ โดยศูนย์ TSTC ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งไทยและจีน

สำหรับ TSTC มีความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในลักษณะของการให้ความรู้กับผู้ประกอบการไทยที่สนใจไปตลาดจีน และยังเป็นศูนย์กระจายสินค้าไทยในจีนอีกด้วย โดยทางศูนย์ TSTC ให้ความสำคัญกับตราสัญลักษณ์ T Mark เป็นพิเศษ เนื่องจากแนวโน้มในปัจจุบันผู้บริโภคจีนหาสินค้าคุณภาพจากไทย และ  T Mark ก็เป็นอีกหนึ่งตราสัญลักษณ์ที่สำคัญต่อผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าตลาดจีนเพราะเป็นการรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าโดยรัฐบาลไทย นอกจากนี้การเข้าสู่ตลาดจีนผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคในทุกๆด้าน ที่สำคัญคือต้องมีพาร์ทเนอร์ที่พร้อมจะบุกตลาดไปด้วยกัน โดยสินค้าต้องมีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ เนื่องจากต้องแข่งขันกับสินค้าจากทั่วโลกที่เข้าไปค้าขายกับจีนเช่นกัน

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ T Mark สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th  และ http://www.thailandtrustmark.com

‘เฉลิมชัย’ฟิตจัด!สั่งหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม ลุยฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437927

‘เฉลิมชัย’ฟิตจัด!สั่งหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม ลุยฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

‘เฉลิมชัย’ฟิตจัด!สั่งหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม ลุยฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.57 น.

‘เฉลิมชัย’ฟิตจัด!สั่งหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม ย้ำชัดขอจูงมือฝ่าวิกฤตไปด้วยกันให้กำลังใจผู้ประสบภัยจะฝ่าผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน 

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุที่ทำให้ฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรในหลายพื้นที่เบื้องต้นอธิบดีกรมชลประทานรายงานว่า ทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 2 กันยายน จากเดิมระบายอยู่ที่ 424 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 480 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นจากเดิม 140 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 170 ลบ.ม.ต่อวินาที และฝั่งขวาจากเดิมรับน้ำจากเดิม 230 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 260 ลบ.ม.ต่อวินาที

“เพื่อเร่งระบายน้ำให้ไหลออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ได้กำชับว่า  การเพิ่มปริมาตรการระบายต้องไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา  ต้องลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตจังหวัดอ่างทอง และพระนครศรีอยุธยาจะต้องมีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 700 ลบ.ม.ต่อวินาทีขึ้นไป ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ขณะนี้ตนเองได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรให้เตรียมเข้าสำรวจความเสียหายพื้นที่เกษตรทันทีหลังน้ำลด โดยนายสำราญ สารบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รายงานว่า มอบหมายให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัด เตรียมพร้อมรับมือผลกระทบจากพายุโพดุล โดยเฉพาะพื้นที่ได้รับผลกระทบ 44 จังหวัด เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ขณะนี้เกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดได้ออกเตือนเกษตรกรเฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตร ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการดูแลข้าว พืชไร่ ไม้ผล เพราะช่วงนี้ บางพื้นที่เป็นช่วงที่บางพืชเก็บเกี่ยวจึงต้องเตรียมช่วยเหลือเกษตรกร และกำชับทั้งให้ทุกจังหวัดรายงานผลสำรวจให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบทุกวัน

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า ส่วนทางด้านปศุสัตว์นั้น นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์รายงานว่า ได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยเบื้องต้นด้วยการจัดหาพืชอาหารสัตว์ วัคซีนและเวชภัณฑ์รักษาสัตว์ ช่วยอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่น้ำท่วม และฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ ส่วนการช่วยเหลือช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังสำหรับพื้นที่เสียหายเป็นเงินหรือปัจจัยการผลิตสำหรับทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ให้เมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ไม่เกินไร่ละ 2 กิโลกรัม หรือท่อนพันธุ์ไม่เกินไร่ละ 250 กิโลกรัม ไม่เกินรายละ 20 ไร่ หรือจ่ายเป็นค่าพันธุ์พืชอาหารสัตว์ครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 1,700 บาท  เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน สำหรับการช่วยเหลือกรณีสัตว์ตายหรือสูญหาย จะชดเชยตามที่เสียหายจริง ซึ่งกำหนดอัตราส่วนตามอายุสัตว์ โดยโคอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปได้ตัวละไม่เกิน 20,000 บาท รายละไม่เกิน 2 ตัว กระบืออายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปได้ตัวละไม่เกิน 22,000 บาท รายละไม่เกิน 2 ตัว สุกรอายุมากกว่า 30 วันขึ้นไปได้ตัวละไม่เกิน 3,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ตัว ไก่ไข่อายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป ตัวละไม่เกิน 80 บาท รายละไม่เกิน 1,000 ตัว ไก่เนื้ออายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป ตัวละไม่เกิน 50 บาท รายละไม่เกิน 1,000 ตัว เป็ดไข่และเป็ดเนื้ออายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป ตัวละไม่เกิน 50 บาท รายละไม่เกิน 1,000 ตัว เป็นต้น

“ผมได้ให้กรมพัฒนาที่ดินเร่งให้ความรู้เกษตรกรการปรับปรุงดินหลังน้ำลดคำแนะนำสำหรับพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้ความเสียหายจากน้ำท่วมนั้น ภายหลังน้ำลดลงและมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มที่เป็นนาข้าว เกษตรกรควรรีบทำการระบายน้ำออกโดยเร็วที่สุดปล่อยให้ดินแห้งเพื่อไม่ให้ต้นข้าวเน่าตาย ให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน เช่น น้ำหมักชีวภาพ พด. 2 อัตรา 5 ลิตร/ไร่ ใส่ในนาข้าวเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโต ในกรณีน้ำท่วมขังแปลงนาต้นข้าวเน่าตาย หรือบ้านเรือนชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตเมือง มีน้ำนิ่งท่วมขัง เน่าเหม็น ให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. 6 ทำสารบำบัดน้ำเน่าเสีย ขจัดกลิ่นเหม็นอีกด้วย “ตนเองยืนยันจะทำทุกวิธีทางให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” นายเฉลิมชัยกล่าวปิดท้าย ทั้งนี้เพื่อให้พื้นที่ทางการเกษตรได้มีการพัฒนากลับฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์และเกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกพืชต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” นายเฉลิมชัย ระบุ

 

7อำเภอโคราช’ใบด่างมันสำปะหลัง’ระบาด พ่อเมืองประกาศเป็นเขตพื้นที่ควบคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437819

7อำเภอโคราช'ใบด่างมันสำปะหลัง'ระบาด พ่อเมืองประกาศเป็นเขตพื้นที่ควบคุม

7อำเภอโคราช’ใบด่างมันสำปะหลัง’ระบาด พ่อเมืองประกาศเป็นเขตพื้นที่ควบคุม

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.42 น.

พ่อเมืองโคราชประกาศเป็นเขตพื้นที่ควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังทั้งจังหวัด หลังพบแพร่ระบาด6,000  ไร่ ใน 7 อำเภอ

3 กันยายน 2562 นายศารุมย์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการระบาดของโรคใบด่างในมันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งขณะนี้ตรวจพบแล้ว กว่า 6,000 ไร่ ใน 7 อำเภอของจังหวัด เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบด่างในมันสำปะหลังไปยังพื้นที่อื่น  จังหวัดนครราชสีมา

โดยนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา จึงออกประกาศให้จังหวัดนครราชสีมา ทั้งจังหวัด เป็นเขตควบคุมห้ามขนย้ายต้นพันธุ์และท่อนพันธุ์มันสำปะหลังเข้า-ออกในจังหวัด เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ โดยสามารถยื่นแบบฟอร์มการขนย้ายท่อนพันธุ์ ต้นพันธุ์ ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่ต้องการจะขนย้าย ก่อนเป็นระยะเวลา 15 วัน เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปตรวจสอบ ว่าพื้นที่ที่ขอทำการขนย้ายเข้าออกนั้น อยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังหรือไม่ ซึ่งหากเป็นพื้นที่ควบคุมจะไม่มีการอนุญาตให้มีการขนย้ายต้นพันธุ์มันสำปะหลังทุกกรณี

รักษ์เกษตร : ปลูกผักเสริมรายได้ ในหน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437635

x

รักษ์เกษตร : ปลูกผักเสริมรายได้ ในหน้าแล้ง

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงมานาน พอจะมีอะไรที่จะปลูกพืชเสริมรายได้บ้างครับ เอาแบบที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก

ชนะ จันทร์คง อ.เมือง

จ.สกลนคร

คำตอบ

ในหน้าแล้ง จะขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมาก ในขณะที่เกษตรกรยังจำเป็นต้องใช้พื้นที่เพื่อปลูกพืช เพื่อสร้างรายได้ พืชที่เหมาะสมสำหรับสภาวะอากาศแบบนี้ใคร่ขอแนะนำว่า น่าจะปลูกพืชจำพวกผักอายุสั้น เพราะสามารถจะบริหารจัดการได้ง่ายกว่า และใช้พื้นที่น้อยกว่า รวมทั้งหาตลาดได้ง่ายกว่า ยิ่งถ้าปลูกเป็นผักอินทรีย์

โดยให้ศึกษาและฝึกฝนจากผักแต่ละประเภท ที่มีความแตกต่างดังนี้

1)ผักประเภทถั่ว ปลูกโดยการหยอดเมล็ด 3-5 เมล็ดต่อหลุม หลังปลูก 30-40 วัน เริ่มมีดอกบาน หลังจากดอกบาน 10-15 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวฝัก สามารถการเก็บเกี่ยวทุกๆ 1-2 วัน อายุเก็บเกี่ยว 40-60 วันหลังปลูก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30-50 วัน ระยะเวลาปลูก 75-100 วัน

2) ผักประเภทพริก และมะเขือ ปลูกโดยเพาะกล้า แล้วย้ายปลูก เมื่ออายุกล้า 25-40 วัน หรือต้นพืชเมื่อมี 3-5 ใบ มะเขือเทศมีอายุสั้นกว่าพริก และมะเขืออื่นๆ หลังย้ายปลูก 30-40 วัน เริ่มมีดอกบาน และหลังจากดอกบาน 30-40 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวผลแรกๆ อายุเก็บเกี่ยว 75-90 วัน หลังย้ายปลูก ส่วนช่วงเวลาเก็บเกี่ยวจะแตกต่างกัน สำหรับมะเขือเทศมีอายุ 30-40 วัน ส่วนพริกและมะเขือ มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวนานกว่า 3-6 เดือน

3) ผักประเภทกะหล่ำ เช่น ผักกาดกวางตุ้ง คะน้าและผักกาดหัว นิยมปลูกโดยการหว่านเมล็ด หรือหยอดเมล็ดโดยตรง หลังปลูก 15-20 วัน จะมีใบ1-2 ใบ ให้ทำการถอนแยกแล้วนำไปปลูกใหม่ ให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม ให้กำจัดวัชพืชสม่ำเสมอเมื่ออายุเก็บเกี่ยว 35-60 วัน และช่วงเวลาเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ40-60 วัน

4)ผักประเภทหอม ได้แก่

-หอมหัวใหญ่ ปลูกโดยการเพาะกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุ 20-30 วัน หลังเพาะเมล็ด จึงทำการย้ายปลูก อายุเก็บเกี่ยวหลังจากย้ายปลูก 90-120 วัน เริ่มเก็บเกี่ยว รวมระยะเวลาปลูก 110-150 วัน

-หอมแดง และกระเทียม ปลูกโดยการใช้หัวพันธุ์หอมแบ่งอายุเก็บเกี่ยว 40-60 วัน ส่วนกระเทียม มีอายุเก็บเกี่ยว 75-150 วัน หลังปลูก

5)ผักประเภทแตง ปลูกโดยหยอดเมล็ดโดยตรง หรือปลูกโดยการเพาะกล้า แล้วย้ายปลูกเมื่ออายุกล้าของผักประมาณ 7-12 วัน ได้แก่

-แตงกวา และแตงร้าน หลังปลูกโดยหยอดเมล็ด 20-30 วัน จะเริ่มทยอยมีดอก ดอกเพศเมียจะพัฒนาเป็นผลต่อไป หลังจากดอกเพศเมียบาน 7-10 วัน เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลอ่อน เมื่ออายุ 30-40 วัน ทำการเก็บเกี่ยวทุกวัน การเก็บเกี่ยวในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด และมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30-40 วัน จนถึง60-80 วัน

-บวบและมะระ อายุพืชหลังปลูก 40 วัน เริ่มมีดอกบาน หลังจากดอกเพศเมียบาน 15-20 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 55-60 วัน เก็บเกี่ยวได้ทุกวันในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด และมีระยะปลูก 80-100 วัน

-แตงโม และฟักทอง ผลแตงโม และฟักทอง มีการเก็บเกี่ยวตอนผลแก่ ระยะเวลาปลูกจึงนานกว่า ดอกเริ่มบานหลังปลูก 50 วัน
และเก็บเกี่ยวผลแก่หลังจากดอกเพศเมียบาน 40-60 วัน เก็บเกี่ยว 3-5 ครั้ง ทุกระยะห่างกัน 3-5 วัน รวมระยะเวลาปลูก 100-130 วัน

6. ผักประเภทอื่นๆ

-แครอท ขึ้นฉ่าย ผักชี ผักกาดหอมใบปลูกโดยหยอดเมล็ด หลังปลูก 15-30 วัน เริ่มกำจัดวัชพืช และถอนแยกให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม แครอทมีอายุเก็บเกี่ยว 90-120 วันหลังปลูก ขึ้นฉ่าย ผักชี ผักกาดหอมใบ มีอายุเก็บเกี่ยว 40-50 วัน ส่วนผักบุ้งจีน มีอายุเก็บเกี่ยว 25-30 วัน

-ผักกาดหอมห่อ หรือผักสลัดแก้ว ใช้วิธีการเพาะกล้า อายุกล้า 25 วัน หลังย้ายปลูก 50-60 วัน จึงเก็บเกี่ยว

การปลูกผักอายุสั้น ทนแล้ง และใช้น้ำน้อย ในช่วงนี้ นับว่าเป็นการปลูกพืชผักที่มีความเหมาะสมที่จะปลูกในหน้าแล้ง และจะช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนาอีกด้วย

‘นาย รัตวิ’

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437637

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี  ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคดิจิทัลและนวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกกิจกรรมและทุกสังคม ไม่เว้นแม้แต่สังคมเกษตรกรรม ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทำให้เกษตรกรรู้เท่าทันโลกมากขึ้น

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า สังคมไทยทุกวันนี้มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม แม้ว่าเกษตรกรจะเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรต้นทางแต่เวลาขายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลางหรือผู้รวบรวมนำไปแปรรูปจำหน่าย เกษตรกรจะได้ราคาค่อนข้างต่ำ ขณะที่สินค้าเกษตรที่ไปวางจำหน่ายนั้นราคาสูง ทำให้เกิดส่วนต่างของกำไรที่เกษตรกรควรได้ยังไม่เหมาะสม การจะลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ต้องทำให้เกิดความสมดุลของทุกห่วงโซ่

เทคโนโลยี จะเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของเกษตรกรได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งองค์ความรู้ในการทำเกษตร เรียนรู้ต้นทุนการผลิตต่อสินค้าแต่ละชนิดนำไปลดต้นทุน เพื่อให้เกิดกำไรสุทธิมากขึ้น หรือการติดตามข้อมูลข่าวสารราคาสินค้าเกษตร ทำให้ทราบราคาตลาด ถ้ามีพ่อค้าคนกลางมาซื้อสินค้าในราคาถูกกว่าราคาขายมาก เกษตรกรจะได้พิจารณาความเหมาะสม ไม่ถูกกดราคาต่ำเกินไป นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางขายสินค้าออนไลน์ ช่วยให้ติดต่อกับผู้ซื้อได้โดยตรง เป็นการสร้างดุลภาพและอำนาจต่อรองให้เกษตรกรมากขึ้น

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ เช่น การทำเกษตรกรรมแบบแม่นยำสูง หรือ Precision Agriculture
ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนการผลิต จากการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม โดยใช้เซ็นเซอร์ควบคุมปริมาณน้ำและปุ๋ย ใช้โดรนถ่ายภาพนำมาวิเคราะห์วางแผน รวมถึงใช้ฉีดพ่นสารเคมี หรือเครื่องจักรกลการเกษตรที่ควบคุมโดยระบบ ระบบให้น้ำพืชและสัตว์อัตโนมัติ เทคโนโลยีเหล่านี้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการนำแอพพลิเคชั่นช่วยวางแผนการผลิต ทำระบบอี-คอมเมิร์ซกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดได้หลายช่องทางมากขึ้น

โดยในส่วนสศก.ใช้เทคโนโลยี สนับสนุนภารกิจจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ได้แก่ ข้อมูลการผลิตและพยากรณ์ ข้อมูลประมาณการ
ผลิตระดับภาคและประเทศ ข้อมูลปัจจัย ราคาสินค้าเกษตรและต้นทุนการผลิตระดับภาคและประเทศ ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมระดับภาค ประเทศ จัดทำข้อมูลทะเบียนการเกษตร และเผยแพร่ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์และประมวลผลแล้ว ที่จะช่วยเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรที่ผลิตได้ โดยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร http://www.oae.go.th และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้แก่

แอพพลิเคชั่น “ฟาร์ม D”ที่ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเลือกปลูกพืชที่เหมาะสมให้ได้ผลผลิตดีที่สุด แอพพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี (RCMO)ที่ช่วยคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร วิธีใช้งานแอพพลิเคชั่นไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทำให้เกษตรกรใช้งานได้แม้ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เกษตรกรสามารถเลือกพืชที่จะปลูกตามฤดูกาลและจำนวนเนื้อที่ของตัวเอง เพื่อนำมาทำแผนปลูกพืชของตนเองให้ได้ผลผลิตดีที่สุด ช่วยคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และการออกแบบฟาร์มจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสำหรับเกษตรกรอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเกษตรกรปัจจุบันเป็นผู้สูงวัย อายุเฉลี่ย 55 ปีขึ้นไป การเปลี่ยนให้คนเหล่านี้มาเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีต้องมีวิธีการ กระบวนการถ่ายทอดความรู้ โดยต้องเร่งสร้างความเข้าใจผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ให้เกษตรกรมาเรียนรู้จากเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เพราะสมาร์ทฟาร์มเมอร์เหล่านี้มีทั้งความรู้ และเข้าถึงเรื่องไอทีเป็นอย่างดี สามารถไปขยายผลในฟาร์มในพื้นที่ของตัวเองที่มีเกษตรกรสูงอายุให้เรียนรู้ร่วมกัน ไปเป็นตัวอย่างให้เขาเกิดการเรียนรู้แล้วค่อยพัฒนาตัวเองไปสู่เกษตรกรยุคใหม่

อยากให้เกษตรกรเรียนรู้นำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเฉพาะฝึกทักษะการขายสินค้าผ่านออนไลน์ ปัจจุบัน รัฐพัฒนาแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ เช่น โครงการ Agrimart.in.th และ Ortorkor.com เป็นช่องทางกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดต่อเนื่อง เกษตรกรสามารถนำสินค้ามาฝากขายผ่านช่องทางดังกล่าวได้หรือขายสินค้าออนไลน์แบบขายตรง มีระบบขนส่งหลายบริษัทที่รับส่งสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ลูกค้า ชำระเงินปลายทางหรือโอนเงินผ่านธนาคาร สะดวกรวดเร็ว ซึ่งวันนี้ก็มีเกษตรกรหัวก้าวหน้าหลายรายที่ขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์และได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการขายช่องทางปกติ

“เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สศก.จะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่องให้เท่าทันเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกร ฉะนั้น อยากฝากถึงเกษตรกรว่า เทคโนโลยีเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพียงแต่เกษตรกรหัดเข้าไปใช้บ่อยๆจะชำนาญ ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พัฒนาไปสู่เกษตร 4.0 ลดความเหลื่อมล้ำได้ส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน”

 

รมว.เกษตรฯติดตามแผนจัดการน้ำอุดรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437631

x

รมว.เกษตรฯติดตามแผนจัดการน้ำอุดรฯ

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจ.อุดรธานี โดยรับฟังสรุปสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์จากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และ Young Smart Farmer

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า สถานการณ์น้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในเกณฑ์ดีขึ้น เพราะหลายพื้นที่มีฝนตกหนัก ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างฯเพิ่มขึ้น  และอิทธิพลจากพายุโซนร้อนโพดุล ส่งผลให้จังหวัดที่ประสบภัยแล้งมีสัญญาณดีขึ้น เช่น โคราช สุรินทร์ บุรีรัมย์ มีน้ำใช้อุปโภค-บริโภคเพียงพอ นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กรมชลประทานจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการทุกเขื่อน เพื่อวางแผนจัดการน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในส่วนน้ำเพื่อการเกษตรต้องรอดูปลายฤดูว่ามีฝนตกมากน้อยแค่ไหน หากมีน้อยต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบและขอความร่วมมือเพาะปลูกพืชบางชนิด โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะเข้าไปแนะนำ ทั้งนี้ 2-3 วันที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมฉับพลัน กรมชลประทานร่วมกับจังหวัดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกให้ไวที่สุด

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง ต.โคกสะอาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เกิดจากการขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น
ประกอบกับแหล่งน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงเป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่ออุปโภคบริโภคในอ.เมืองอุดรธานีและส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตร เก็บกักน้ำได้สูงสุด 135.57 ล้าน ลบ.ม. มีระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาและฝั่งซ้าย ฝั่งละ 1 สาย ใช้ส่งน้ำเพื่ออุปโภคและการเกษตร อีกทั้ง ให้กรมชลประทานเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำให้มากขึ้นในพื้นที่ และบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เพียงพอต่อความต้องการของราษฎร เน้นบูรณาการทำงานเชิงรุก ยึดหลักบำบัดทุกข์บำรุงสุขบรรเทาปัญหา ยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎร

ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์น้ำของจ.อุดรธานี ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง มีปริมาณน้ำ 44 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 37.41 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 17 แห่ง มีปริมาณน้ำ 79 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 69 ล้าน ลบ.ม.และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กอีก 24 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 6 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่าง สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำของเขื่อนห้วยหลวง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้งปี 2562/63 ช่วงเดือนพ.ย. 2562-เม.ย. 2563 ประมาณ 28 ล้าน ลบ.ม.ได้จัดทำแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 62/63 โดยแบ่งเป็นน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคประมาณ 20 ล้านลบ.ม. และรักษาระบบนิเวศประมาณ 2 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ มีแผนสำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2563 ช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 ประมาณ 6 ล้านลบ.ม.

กษ.เปิดรับสมัครแข่งจัดแจกันกล้วยไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437624

x

กษ.เปิดรับสมัครแข่งจัดแจกันกล้วยไม้

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 19-22 กันยายน ในงานประกอบไปด้วย กิจกรรมการแข่งขันมากมาย โดยประกาศรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมแข่งขันจัดแจกันดอกกล้วยไม้ หัวข้อ “กล้วยไม้…ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน” ตั้งแต่บัดนี้ถึง 7 กันยายน ก่อนเวลา 16.30 น. หรือจนกว่าจะได้ผู้เข้าแข่งขันครบ 10 คน มาแข่งขันในงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 วันที่ 21 กันยายน ที่ Hall 3 อาคาร Impact Challenger เมืองทองธานี

สำหรับคุณสมบัติผู้สมัครแข่งขัน ไม่จำกัดเพศและอายุ ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.doae.go.th หรือขอใบสมัครด้วยตนเองที่ กลุ่มส่งเสริมไม้ดอกและไม้ประดับ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร อาคารเบญจสิริกิติ์ ชั้น 5 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ พร้อมส่งใบสมัครและร่างแบบการจัดแจกัน ทาง E-mail : agriman52@doae.go.th หรือโทรศัพท์/โทรสารหมายเลข 0-2579-1501 ซึ่งจะประกาศรายชื่อผู้เข้าแข่งขัน 10 คน วันที่ 9 กันยายน ทาง http://www.doae.go.th โดยกรณีมีผู้สมัครมากกว่า 10 คน คณะทำงานจัดการแข่งขันจะคัดเลือกผู้เข้าแข่งขัน โดยพิจารณาจากแบบร่างการจัดแจกัน และสนับสนุนวัสดุพื้นฐานในการจัดแจกันดอกกล้วยไม้แก่ผู้เข้าแข่งขัน 10 คน เป็นเงินคนละ 2,000 บาท ในวันแข่งขันที่ 21 กันยายน ซึ่งสิ่งที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเตรียมมาวันแข่งขันคือ ภาชนะหรือแจกัน ความสูงไม่น้อยกว่า 30 ซม. และอุปกรณ์จัดดอกไม้ เช่น กรรไกร มีด โอเอซิส รวมถึงดอกไม้อื่น ไม้ใบ ไม้ประดับ ประเภทของสด

หลักเกณฑ์และเงื่อนไข ผู้เข้าแข่งขันต้องมาลงทะเบียนยืนยันและเข้าร่วมการแข่งขันวันที่ 21 กันยายน เวลา 08.00-08.30 น. ที่เวทีกลาง Hall 3 อาคาร impact Challenger เมืองทองธานี จ.นนทบุรี และผู้เข้าแข่งขันต้องใช้กล้วยไม้คละสีตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดเตรียมไว้ให้สร้างสรรค์ผลงานเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องมีดอกกล้วยไม้สดไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของภาพรวมทั้งหมด ใช้เวลาประกอบผลงาน 1 ชั่วโมง 30 นาที ผลงานที่เข้าแข่งขันต้องเคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยจะนำไปจัดแสดงในงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ระหว่างวันที่ 21 – 22 กันยายน

ส.ป.ก.โชว์ผลสำเร็จคทช.สุราษฎร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437630

x

ส.ป.ก.โชว์ผลสำเร็จคทช.สุราษฎร์

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า หลังเข้าดูแลพื้นที่ส.ป.ก.ที่ถูกบุกรุกผิดกฎหมาย เพื่อนำมาจัดที่ดินให้เกษตรกรและผู้ยากไร้ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล(คทช.)แล้ว ส.ป.ก.ยังมีภารกิจพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ให้พร้อมอยู่อาศัยและทำการเกษตร โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมขนส่งในแปลงเกษตร เพื่อให้เกษตรกรขนย้ายผลผลิตการเกษตรออกสู่ตลาดได้สะดวก ซึ่งขณะนี้จัดที่ดินให้เกษตรกรไปแล้ว 7 จังหวัด

โดยต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของส.ป.ก. มีเนื้อที่ 972 ไร่ โดยที่ดินนี้ได้จากการยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 สำหรับผลดำเนินการที่ผ่านมาได้ออกแบบวางผังพื้นที่โครงการไปแล้ว 2 แปลง ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับสิทธิ์เข้าทำประโยชน์ 96 ราย ตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด เพื่อขอใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินโดยยกเว้นค่าเช่า 3 ปี ซึ่งภายในแปลงได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น รวมถึงส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกร สร้างรายได้ระยะยาว เพื่อเป็นรายได้หลักของครอบครัว ด้วยระบบการตลาดนำการผลิต ซึ่งได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการค้าครบวงจรระหว่างสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด เพื่อทำตลาดส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้น ยังมีโกโก้ และพืชผัก ที่จะใช้ระบบตลาดนำการผลิตเช่นเดียวกับกล้วยหอมทอง

ดร.วิณะโรจน์กล่าวต่อถึงผลดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ส.ป.ก.จ.สุราษฎร์ธานี ว่า มีพื้นที่ดำเนินการในเขตปฏิรูปที่ดินต.ต้นยวน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 500 ไร่เป็นพื้นที่ S1 ทั้งหมด ทุกแปลงอยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งรวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่เมื่อปี 2561 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 100 ราย Smart Farmer 83 ราย เน้นปลูกพืชสมุนไพรที่เป็นพืชประเภทหัวสร้างรายได้ในชุมชน หลังรวมกลุ่มได้ไม่นานเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตด้านพันธุ์ปลูกกลุ่มพืชสมุนไพรจากเดิมต้นทุนการผลิต 12,000 บาท/ไร่ เหลือเพียง 9,600 บาท/ไร่ ลดลงร้อยละ 20 นอกจากขายผลผลิตสมุนไพรสดแล้ว กลุ่มแปลงใหญ่ดังกล่าวยังแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แผนต่อไปในอนาคตเน้นสร้างมาตรฐานแปลงปลูกสมุนไพรเข้าระบบ GAP ส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน/บัญชีฟาร์ม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร จะเห็นได้ว่า ส.ป.ก.ไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดสรรพื้นที่ทำเกษตรให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์เท่านั้น แต่ยังดูแลเกษตรกรหลังเข้าอยู่ในพื้นที่ ให้มีรายได้ยั่งยืนต่อไป