‘มนัญญา’ปั้นอุทัยธานีโมเดล ส่งเสริมปลูกผักปลอดภัยปลดหนี้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437634

'มนัญญา'ปั้นอุทัยธานีโมเดล ส่งเสริมปลูกผักปลอดภัยปลดหนี้เกษตรกร

‘มนัญญา’ปั้นอุทัยธานีโมเดล ส่งเสริมปลูกผักปลอดภัยปลดหนี้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.44 น.

2 กันยายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนพื้นที่ตำบลระบำ

โดยนางสาวมนัญญา เปิดเผยว่าจากการลงพื้นที่พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรผสมผสาน ทั้งปลูกพืชผัก หม่อนไหม พืชไร่ ทำประมงและเลี้ยงสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ใช้หลักตลาดนำการผลิต เป็นแนวทางในการส่งเสริมด้านการเกษตรให้กับสมาชิก ซึ่งการเยี่ยมชมแปลงเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางอมรรัตน์ ปัญญาสิทธิ์ ซึ่งก่อนที่จะเข้ามาร่วมโครงการนี้ เคยอยู่ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พืชที่ปลูกเสียหาย ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ เพราะมีช้างป่าและสัตว์ป่าลงมากินผลผลิต ต่อมาได้ลงมาอยู่ในพื้นที่คทช. ลองปลูกบวบในพื้นที่ 1 ไร่ ในเวลา 45 วัน เก็บผลผลิตขายได้ 82,746 บาท ตอนนี้กำลังขยายการผลิตด้วยการทำผักกางมุ้ง และปลูกพืชผักรอบๆบ้าน ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีรายได้เลี้ยงครอบครัว ทั้งรายได้รายวัน รายเดือนและรายปี มีเงินเก็บเล็กๆน้อยๆสะสมไว้ลงทุนรอบหน้า

ส่วนนายวีรชาติ ช้างชุ่ม เรียนจบชั้น ป.6 เริ่มทำการเกษตรตั้งแต่ออกจากโรงเรียน  แต่เดิมอาศัยอยู่ที่บ้านห้วยคต เป็นพื้นที่ป่า ไม่มีเอกสารสิทธิ์  ทำเกษตรโดยปลูกมันสำปะหลังกับข้าวโพด ใช้เวลา 10 เดือน ได้เงินไม่ถึง 10,000 บาท ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เมื่อได้ที่ดินในพื้นที่คทช.  ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 เป็นโฉนดรวมของ ส.ป.ก. แม้จะขายสิทธิ์ไม่ได้ แต่สามารถทำกินไปจนชั่วลูกชั่วหลาน จึงหันมาปลูกผัก ทดลองปลูกมะระจีนผสมผสานกับพืชผักชนิดอื่นๆ ในพื้นที่ 2 ไร่ ขุดสระ ใช้น้ำสปริงเกอร์ เพี่อเป็นการประหยัด และสารชีวภาพและปุ๋ยหมักบำรุงดิน ลงทุนเพียง 15,000 บาท ใช้เวลา 45 วันเก็บขายได้ 90,000 บาท  ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง แม้บางครั้งราคาพืชผลของพืชบางชนิดจะตก ก็ยังมีพืชชนิดอื่นมาทดแทนทำให้มีรายต่อเนื่องตลอดทั้งปี

สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ได้เชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่คทช.ระบำปลูกผัก ตั้งแต่ต้นปี 2562 มีเกษตรกร 25 ราย หันมาทำแปลงผัก ปลูกบวบ แตงล้าน ถั่วฝักยาว แฟง ฟักทอง และกวางตุ้ง ใช้ระยะเวลา 3 เดือน เกษตรกรจะรวบรวมผักทุกชนิดส่งขายที่ตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2561 วงเงิน 1,983,000 บาท เพื่อเป็นจุดรวบรวมและจำหน่ายผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในชุมชนสู่ผู้บริโภคหรือพ่อค้า โดยสหกรณ์ทำหน้าที่ บริหารจัดการพื้นที่ และบริหารตลาดให้เกิดความยุติธรรมในการซื้อ-ขาย โดยเปิดขายทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น.  ภายในตลาดมีเกษตรกรรายย่อย 15 รายนำผักจากแปลงของตนเองมาวางขาย และยังมีเกษตรกรอีกกว่า 60 ราย รวบรวมผักบรรจุใส่ถุงขนาดใหญ่มาขายส่งให้กับพ่อค้าและผู้บริโภค

เบื้องต้น คาดว่าปริมาณผักที่จะจำหน่ายในตลาดแห่งนี้ ประมาณ 5 ตัน/วัน ในอนาคตทางสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด จะส่งเสริมให้สมาชิกทั้งสองสหกรณ์ปลูกผักได้มาตรฐาน GAP ทุกแปลง และจะพัฒนาแพคกิ้งให้สวยงาม น่าซื้อและคงความสดใหม่ของผักให้อยู่ยาวนาน รวมถึงจะเชื่อมโยงกับห้างโมเดินเทรดเพื่อส่งผักของสมาชิกสหกรณ์ไปจำหน่ายสู่ผู้บริโภค ความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด และสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด เป็นการสร้างเครือข่ายแบบพี่ช่วยน้อง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด มีการจัดการระบบที่ดีและสร้างมาตรฐานให้ดี สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ อีกทั้งยังสร้างแรงจูงใจเกษตรกรในพื้นที่ว่า เมื่อปลูกมีที่ขายแน่นอน เนื่องจากมีตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์ตั้งอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้โดยใช้เวลาผลิตในระยะสั้น หากเกษตรกรปลูกพืชผักหมุนเวียน ก็จะมีรายได้ทุกวัน ทำให้มีเงินใช้จ่ายในครอบครัวและช่วยลดปัญหาเรื่องหนี้สินให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย

ทั้งนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและเน้นเรื่องส่งเสริมการนำมาตรฐาน GAP มาใช้เป็นแนวทางในการผลิตพืชผักปลอดภัย พร้อมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรลดละการใช้สารเคมีทางการเกษตร และหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค และยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นที่ต้องการของตลาด และในอนาคตหากมีปริมาณผักมากพอ อาจเชื่อมโยงกับห้างโมเดิร์นเทรดเพื่อกระจาย ผักปลอดภัยสู่ผู้บริโภค ในนาม “ผักปลอดภัยอุทัยธานี”

โดยระบุว่าหลังจากที่นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ตั้งแต่ปี 2559 วันนี้ได้มาติดตามผลการดำเนินงานและเก็บรวบรวมความเป็น “อุทัยธานีโมเดล” ที่มีการส่งเสริมการผลิตแบบครบวงจร มีการรวมกลุ่มเกษตรกร ที่เข้มแข็ง ในตอนนี้พบว่าเกษตรกรมีความพร้อมในเรื่องของการผลิตที่ได้คุณภาพ และการเปิดตลาดครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการเปิดแห่งแรกที่จะมีการรวบรวมสินค้าเพื่อส่งต่อไปยังตลาดในกรุงเทพฯ ซึ่งตลาดสินค้าเกษตรจะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งหลังจากที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมสนับสนุนด้านการพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ จนถึงขณะนี้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ซึ่งภาครัฐเป็นเพียงผู้เริ่มต้น ความสามัคคีกลมเกลียวอยู่ที่สหกรณ์เป็นผู้ขับเคลื่อน ที่สำคัญการดำเนินโครงการครั้งนี้จะขยายผลไปสู่การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่อีกด้วย ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอลานสักแล้วจับจ่ายซื้อสินค้าเกษตรที่ดีมีคุณภาพในตลาดแห่งนี้ได้ ซึ่งในอนาคต จะมีการขยายอุทัยธานีโมเดลไปยังจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้เกษตรกรทุกพื้นที่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามจังหวัดอุทัยธานี เป็นจังหวัดที่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ป่าสงวนหวงห้ามของรัฐ โดยนำที่ดินในเขตพื้นที่ตำบลระบำ อำเภอลานสัก 3,239-2-39 ไร่ มาจัดสรรแบ่งให้ชาวบ้าน 486 ราย เข้าอยู่อาศัย และจัดเป็นแปลงเกษตรให้รายละ 4.5 ไร่ และส่งเสริมให้เกษตรกร ในพื้นที่รวมกลุ่มจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งทางคทช.จังหวัดอุทัยธานี ได้อนุญาตให้สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เช่าที่ดินดังกล่าว พร้อมทั้งยกเว้นค่าเช่า 3 ปี เพื่อให้สหกรณ์บริหารจัดการ ในรูปแบบแปลงรวม ใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมามอบหนังสือสัญญาเช่าที่ดินให้กับสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559

ปัจจุบันพื้นที่ คทช.ตำบลระบำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พื้นที่ที่เคยเป็นดินลูกรัง แห้งแล้ง กลับพลิกฟื้นกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการตลาด การผลิต และการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงให้เป็นที่พึ่งของเกษตรกรสมาชิก เพื่อให้เกษตรกรและชุมชนมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) มีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรที่อยู่อาศัยในพื้นที่โครงการ พร้อมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการผลผลิตให้กับเกษตรกร  ในพื้นที่ตำบลระบำ  ซึ่งพื้นที่ทำกินของเกษตรกร ได้มีการวางระบบระบบการผลิตรวมกันให้เป็นแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิต มีการบริหารจัดการผลผลิตร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

‘ส.ส.อัครเดช’พร้อมหน่วยราชการ ร่วมแจกมังคุดบรรเทาปัญหาราคาผลไม้ภาคใต้ตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437559

'ส.ส.อัครเดช'พร้อมหน่วยราชการ  ร่วมแจกมังคุดบรรเทาปัญหาราคาผลไม้ภาคใต้ตกต่ำ

‘ส.ส.อัครเดช’พร้อมหน่วยราชการ ร่วมแจกมังคุดบรรเทาปัญหาราคาผลไม้ภาคใต้ตกต่ำ

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.42 น.

วันที่ 2 กันยายน ที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายแพทย์ธิติ แสวงธรรม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านโป่ง นายสุทิน โฆษพงศา นายกเทศมนตรีเมืองบ้านโป่ง และ พ.ต.อ.ศิริชัย ไชยดี ผกก.สภ.บ้านโป่ง ได้นำมังคุค มาแจกให้กับประชาชนผู้มารับบริการ ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาลบ้านโป่ง จำนวนกว่า 500 กิโลกรัม โดยมีประชาชนจำนวนมาก มารอรับมังคุดฟรีคนละ 1 ถุง เพื่อนำกลับไปรับประทานด้วย

โดย นายอัครเดช กล่าวว่า วันนี้ทางหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้ร่วมกันแจกมังคุดให้กับประชาชนรับประทานฟรี โดยไปรับซื้อมังคุดมาจากเกษตรกรชาวสวนมังคุดภาคใต้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกมังคุด ซึ่งในขณะนี้ราคาตกต่ำมาก ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดต่างได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งยังเป็นการปันน้ำใจของคนไทยเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเรียนรู้การสหกรณ์รร.วังไกลกังวล ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน‘รัชกาลที่9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437432

x

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเรียนรู้การสหกรณ์รร.วังไกลกังวล ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน‘รัชกาลที่9’

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชปณิธานสืบสานงานด้านสหกรณ์ ต่อยอดจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดั่งพระราชดำรัสสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2535 ตอนหนึ่งว่า“…ก็ตั้งใจจะให้เป็นการฝึกนักเรียนให้มีความรู้ มีความเคยชินกับระบบการทำงานร่วมกันตามแบบสหกรณ์ ฝึกตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ได้ชินไป ต่อมาก็ถ้าเป็นชาวบ้านเป็นราษฎรเต็มที่แล้วก็จะได้เข้าใจหลักการและเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์ใหญ่ต่อไปได้…”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังระบบการทำงานตามแบบสหกรณ์ ฝึกฝนให้เด็กเข้าใจอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ได้นำการเรียนรู้การสหกรณ์เข้าสู่โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยการดำเนินกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในระดับมัธยมศึกษาควบคู่ไปกับการสอนวิชาการสหกรณ์ผ่านการออกอากาศทางไกลผ่านดาวเทียม ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน เรื่องการสหกรณ์ ทำให้นักเรียนมีความกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก และนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในสหกรณ์โรงเรียน และในชีวิตประจำวันต่อไป

ผลดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประสบผลสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี นักเรียนเรียนรู้การสหกรณ์ได้ด้วยตนเองตามสาระการเรียนรู้ที่กำหนด อีกทั้ง ได้สร้างคุณลักษณะการมีส่วนร่วมของนักเรียนตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ รวมถึงการรู้คุณค่าของการสหกรณ์ด้วย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้จัดพิธีมอบวุฒิบัตรให้นักเรียนที่ผ่านการเรียนวิชาการสหกรณ์เชิงกิจกรรม ประจำปีการศึกษา 2562โดยได้รับเกียรติจาก นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบวุฒิบัตรฯแก่ผู้แทนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 106 คน และผู้แทนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 12 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 216 คน

 

 

นอกจากนี้ นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังเป็นตัวแทนมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง พร้อมเครื่องอ่านบาร์โค้ด ที่ได้รับการสนับสนุนจากขบวนการสหกรณ์ในจ.ประจวบคีรีขันธ์ และชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก จำกัด เพื่อใช้ในกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในโรงเรียนเพิ่มศักยภาพให้การสหกรณ์ในโรงเรียนสมบูรณ์แบบ ทันสมัยในยุคดิจิทัล โดยจัดการด้วยระบบบาร์โค้ดมาใช้อ่านข้อมูลและเก็บข้อมูล ช่วยให้การทำงานสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และตรวจสอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเยี่ยมชมร้านค้าสหกรณ์ แนะนำการปิดบัญชี การจัดสรรกำไรสุทธิ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในร้านสหกรณ์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ระบบการสหกรณ์ อีกด้วย

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการสหกรณ์ ที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วมให้นักเรียนและครู ปลูกฝังระบบการทำงานร่วมกันตามแบบสหกรณ์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจการสหกรณ์ ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนของประเทศอย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 2 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437430

586851

ชายคาพระพิรุณ : 2 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในร่มชายคาพระพิรุณเกิดการเปลี่ยนแปลงลอตใหญ่ เมื่อ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 7 ราย ประกอบด้วย 1. นายวราวุธ ชูธรรมธัช ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 2. นางอุมาพร พิมลบุตร ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 3. นายพิศาล พงศาพิชณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 4. นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 5. นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการข้าว 6. นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมประมง 7. นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งนับว่าการโยกย้ายครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งสำคัญที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรมว.เกษตรฯ ได้แต่งตั้งไว้ เพื่อเปิดทางข้าราชการใกล้ชิดขัั้วอำนาจใหม่ขึ้นตำแหน่งใหญ่ขึ้น และยังมีกระแสข่าวอีกว่าอาจจะมีการโยกย้ายล๊อตที่ 2 ในเร็วๆ นี้อีกด้วย คงต้องติดตามกันต่อไปว่าใครจะติดโผรอบหน้าบ้าง ขุนเกษตรา ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับตำแหน่งใหม่ในครั้งนี้ด้วยครับ

การขึ้นทะเบียนเกษตรกรถือเป็นหน้าที่ที่เกษตรกรทุกคนควรถือปฏิบัติ โดยเกษตรกรต้องแจ้งความประสงค์ขอปรับปรุงข้อมูลการทำการเกษตร หรือขึ้นทะเบียนใหม่ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ตามที่ตั้งแปลงปลูกพืชของตัวเอง ที่สำคัญเกษตรกรจะต้องปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ตามกรอบระยะเวลาการปลูกพืช ซึ่งโดยปกติจะปรับปรุงหลังจากการปลูกไม่น้อยกว่า 15 – 60 วัน ตามแต่ละชนิดพืช และหากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี
(นับถัดจากวันที่ 23 มิ.ย 2560 ถึง วันที่ 22 มิถุนายน 2563) ก็จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล โดยขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนาและนำเครื่องมือ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยปรับปรุงวิธีการรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อความสะดวกมากขึ้น เช่น การจัดทำ Application FARMBOOK หรือ สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดภาระในการเดินทางของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลได้ โดย แอพฯ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเอง ผ่าน Smart Phone และสามารถติดตามสิทธิ์โครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน สามารถดาวน์โหลด Android และ iOS และเริ่มใช้งานผ่านระบบด้วยการใช้เลขที่ในทะเบียนเกษตรกร หรือหมายเลขโทรศัพท์ ที่ใช้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ นอกจากนั้นยังมี Application FAARMis สำหรับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลออกให้บริการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนอกสถานที่โดยสามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ทั้งเกษตรกรรายใหม่ และเกษตรกรรายเดิม ซึ่งการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการใช้ประโยชน์จากทะเบียนเกษตรกร ถือเป็นข้อมูลหลักสำหรับการทำงานของกรม ที่จะช่วยตอบโจทย์โครงการต่างๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันมีการเชื่อมโยงไปสู่ระบบของหน่วยงานอื่น รวมทั้งที่มีหน่วยงานต่างๆ ขอใช้ประโยชน์จากข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกร

เมื่อเร็วๆนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรม เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการสัมมนาแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบบูรณาการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยมีนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการและมอบนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงเรียนอนุบาลเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้เป็นวิทยากรอภิปรายในหัวข้อ “แนวทางการบูรณาการปฏิบัติงานของหน่วยงาน” อีกด้วย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว จัดโดยกรม
ส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อบูรณาการงานของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับส่งเสริมและพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของภาคเกษตรในประเทศไทย และกำหนดทิศทางการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนการสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร เป็นผู้ดำเนินการสอบบัญชีให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาสถาบันเกษตรกรที่ยังไม่สามารถจัดทำบัญชีและงบการเงินได้ ร่วมกับครูบัญชีอาสา สอนบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกรอีกนับแสนราย ซึ่งการให้ความรู้ทางบัญชีแก่ขบวนการสหกรณ์เป็นนโยบายที่นายโอภาส ทองยงค์ ได้ให้ความสำคัญมาตลอด เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต สหกรณ์และเกษตรกรสมาชิกต้องเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สหกรณ์มีปัญหาและจะทำให้สหกรณ์เข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน

ขุนเกษตรา

กษ.จัดงานใหญ่‘เกษตรสร้างชาติ’ครั้งที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437426

x

กษ.จัดงานใหญ่‘เกษตรสร้างชาติ’ครั้งที่2

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ระหว่างวันที่ 19 – 22 ก.ย. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง” โดยงานดังกล่าวถือเป็นมหกรรมเกษตรแห่งปี ซึ่งกรมจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตร เพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ผลผลิตและสินค้าเกษตรคุณภาพ สร้างโอกาสในการขับเคลื่อน Smart Farmer พัฒนาความสามารถเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer และบูรณาการงานวิสาหกิจชุมชนไปสู่ธุรกิจเกษตร โดยที่ผ่านมาได้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สร้างความมั่นคงให้ประเทศ มีความก้าวหน้ามาต่อเนื่อง และงานส่งเสริมการเกษตรมีส่วนสำคัญช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ การจำหน่ายสินค้าเกษตรเกรดพรีเมียมจากเกษตรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ การให้บริการความรู้ จัดฝึกอาชีพด้านการเกษตรฟรี การประกวดและแข่งขันทางการเกษตรชิงเงินรางวัล พร้อมเพลิดเพลินกับอาหารอร่อย 100 ร้านจากทุกภาคทั่วประเทศ และเปิดโต๊ะเจรจาธุรกิจให้นักลงทุนรุ่นใหม่ได้พบปะกับเกษตรกรโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการโชว์มหัศจรรย์พันธุ์พืชแปลก พืชหายากที่น่าสนใจ ได้แก่ ข้าวโพดแฟนซี กล้วย และสับปะรดสีชนิดต่างๆ มะพร้าวเปลือกหวาน มะพร้าวพวงร้อย มะเขือแฟนซี 1 ต้น มี 7 ชนิด ชาเลือด และอื่นๆ สาธิตการทำอาหาร ร่วมเสวนากับ “คนดังนั่งคุย” การแสดงเดินแบบผ้าไทยของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ถือเป็นมหกรรมเกษตรแห่งปี และงานดีที่ต้องมา ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook Fanpage “เกษตรสร้างชาติ”

มอบนโยบายส.ป.ก.ต่อยอดศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437431

x

มอบนโยบายส.ป.ก.ต่อยอดศาสตร์พระราชา

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในการสัมมนาการติดตามผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โดยมอบนโยบายการดำเนินงานปีงบประมาณ พ.ศ.2563 มีนายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวต้อนรับ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวรายงาน พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ส.ป.ก. จากทั่วประเทศ เข้าร่วม

ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวให้นโยบายหลักๆ กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่า สำหรับทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนของ ส.ป.ก. อยากให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกคนคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนกับเกษตรกรเป็นสำคัญประกอบด้วย 5 ข้อ หลัก สำคัญ คือ 1.ปกป้องและเชิดชูไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงให้ความสำคัญเกี่ยวการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะทรงให้ความสำคัญเรื่องน้ำ และป่าไม้ เพราะน้ำและป่าไม้ เปรียบเสมือนต้นกำเนิดของชีวิตประชาชนทุกคน การสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ 2.ปรับปรุงเพื่อลดการเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน ตรวจสอบการถือครองที่ดิน เพื่อปรับปรุงการถือครองให้ถูกต้อง หากทำผิดระเบียบ ให้ยึดกลับมาเพื่อนำไปแจกเกษตรผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินต่อไป 3.ปรับปรุงระเบียบกฎหมาย ของ ส.ป.ก. เน้นแก้ปัญหาแบบบูรณาการ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการแก้ปัญหา เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร 4.การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรภาคเกษตรกรรม หากมอบที่ดินให้เกษตรกรแล้วก็ควรมอบอาชีพให้เกษตรกรด้วย โดยเน้นให้เกษตรกรดำรงชีวิตแบบพอเพียง อีกทั้ง ยังต้องพัฒนาและจัดสรรแหล่งน้ำ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร โดยใช้หลักการ “การตลาด นำการผลิต” โดยการให้ความรู้ด้านการตลาดการเพิ่มมูลค่าให้สินค้า และการทำเกษตรอินทรีย์ การลดสารใช้สารเคมี 5.การใช้เงินกองทุน ส.ป.ก. ซึ่งมีไว้เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน ไว้เพื่อพัฒนาและยกระดับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินได้อย่างอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวย้ำว่า อยากให้ ส.ป.ก. ดำเนินการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางดังที่กล่าวไปใช้ในการทำงาน บูรณาการร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรต่อไป โดยเฉพาะการใช้ศาสตร์พระราชา ใช้ชีวิตความเป็นอยู่แบบพอเพียง เพื่อให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนสืบต่อไป

อ.ส.ค.มอบทุนการศึกษา4สถาบัน ปั้นบุคลากรมุ่งพัฒนาภาคปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437428

x

อ.ส.ค.มอบทุนการศึกษา4สถาบัน ปั้นบุคลากรมุ่งพัฒนาภาคปศุสัตว์

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค จัดตั้งโครงการมอบทุนการศึกษาให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปี 2562 ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาสัตวศาสตร์ สัตวศาสตร์อุตสาหกรรม สัตวบาล หรือพืชอาหารสัตว์ ของสถาบันการศึกษา 5 สถาบัน มุ่งหวังให้เยาวชนไทยเกิดแรงบันดาลใจในการศึกษา ต่อยอดความรู้ด้านสาขาวิชาการเกษตร และสาขาวิชาด้านปศุสัตว์ เมื่อจบการศึกษาเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มทรัพยากรบุคคลที่มีส่วนร่วมพัฒนาวงการเกษตรและปศุสัตว์ของประเทศไทยในอนาคต

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยเปิดเผยถึงที่มาของโครงการมอบทุนการศึกษาว่า เห็นความสำคัญและยินดีสนับสนุนเยาวชนที่สนใจศึกษาด้านปศุสัตว์และเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยเห็นความสำคัญของการศึกษาสาขาวิชาด้านการเกษตร การสนับสนุนของอ.ส.ค. ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ปรารถนาให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและปศุสัตว์ จึงจัดทำโครงการมอบทุนการศึกษาให้นิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปี 2562 ใช้งบประมาณ 120,000 บาท ซึ่ง อ.ส.ค.ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับสถาบันการศึกษา 4 สถาบัน และต้องเป็นนักศึกษาที่ศึกษาระดับปริญญาตรีคณะเกษตรศาสตร์ สัตวศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาการเกษตรและปศุสัตว์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยเห็นความสำคัญของการศึกษาในสาขาวิชาด้านการเกษตร นำไปสู่การพัฒนาเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านเกษตรและปศุสัตว์ที่เชื่อมโยงการดำเนินงานด้านกิจการโคนมของ อ.ส.ค. และหวังให้คนรุ่นใหม่พัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอดอนุรักษ์ “โคนม”อาชีพพระราชทานให้อยู่ยั่งยืนส่งต่อคนรุ่นใหม่ต่อไป

‘ประภัทร’ลุยเชียงแสน มอบนโยบายการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437453

'ประภัทร'ลุยเชียงแสน มอบนโยบายการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

‘ประภัทร’ลุยเชียงแสน มอบนโยบายการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562, 19.01 น.

1 กันยายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย นายประภัทร โพธสุธน  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาติดตามและมอบนโยบายในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร โดยมี นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่สาย นายอำเภอเชียงแสน นายอำเภอเชียงของ นายอำเภอเวียงแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย ด่านศุลกากรจังหวัดเชียงราย ชมรมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ และผู้เลี้ยงสุกรในจังหวัดเชียงราย ตลอดทั้งสื่อมวลชน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมให้การต้อนรับและนำการตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลและมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้ง รับฟังรับทราบปัญหาข้อขัดข้อง ตลอดทั้งคำแนะนำข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

โดยด่านกักกันสัตว์เชียงราย ได้รายงานการปฏิบัติงานตลอดห้วงระเวลาที่ผ่านมา โดยได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์หลายภาษา การตรวจสอบซากสัตว์ที่สนามบิน โดยสามารถยึดและทำลาย ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะอาหารที่เป็นวัตถุดิบจากสัตว์ เช่นไส้กรอก แฮม เป็นต้น การตรวจสอบการลักลอบน้ำเข้าสัตว์หรือซากสัตว์ในแนวชายแดนอย่างเข้มงวด การตรวจความปลอดภัยในอาหาร การเปิดด่านพ่นทำความสะอาดพาหนะที่ใช้ขนย้ายลำเลียงสัตว์และซากสัตว์อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด

ทางด้านนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีการเฝ้าระวัง การแพร่ระบาดเป็นอย่างมากในทุกจังหวัด ซึ่งในจังหวัดเชียงรายยังไม่มีการติดเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแต่อย่างใด โดยได้มีการเข้าไปให้ความรู้ทางวิชาการแก่กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรในจังหวัดเชียงรายมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังได้มีการตรวจสอบกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรและสุกรในเขตแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านในระยะรัศมี 3 กิโลเมตร เพื่อสร้างความอบอุ่นใจแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายได้วางแนวทางในการสนับสนุนทั้งในการป้องกันและเฝ้าระวังอย่างเต็มที่มาอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีข่าวการแพร่ระบาดในสุกรของประเทศเวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้ ทั้งในการป้องกันการแพร่ระบาดในระดับเริ่มต้น ได้มีการขอความร่วมมือลงไปถึงผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการช่วยเหลือดูแลสอดส่อง และให้ความรู้แก่ผู้เลี้ยงสุกรในหมู่บ้าน โดยจังหวัดเชียงรายจะได้หารือแนวทางในการป้องกันจัดตั้งด่านสกัดกั้น และตรวจสอบการขนย้านสัตว์ หรือซากสัตว์อย่างเข้มงวด และเพิ่มในเรื่องของเครื่องมือเวชภัณฑ์น้ำยาเคมีต่าง ๆ ในการตรวจสอบอย่างละเอียดตามหลักการปศุสัตว์อีกด้วย

ในการประชุม นายประภัทร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายในการป้องกันโรคอหิวาแอฟริกาในสุกร ซึ่งจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีแนวเขตชายแดนติดต่อหลายอำเภอ โดยมอบนโยบายให้บูรณาการทุกภาคส่วนของจังหวัดเชียงรายในการจัดตั้งด่านป้องกันและตรวจสอบการขนย้ายสัตว์ในด่านต่าง ๆ ทั้งในเขตแนวชายแดนและด่านระหว่างอำเภอ  รวมถึงช่องทางที่จะไปสู่ในจังหวัดต่างๆ โดยให้เจ้าหน้าที่เพิ่มกำลังในการตรวจตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ด้านชายแดน เพื่อร่วมกันวางแผนในการป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นหรือแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย โดยขอความร่วมมือทั้งในส่วนภาครัฐ และกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร จากนั้น ผู้ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงพื้นที่ร่วมกับคณะทั้งหมดไปตรวจเยี่ยมด่านขึ้น-ลง สิ่งมีชีวิต ในพื้นที่อำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของต่อไป

เกษตรกรอุ่นใจ! ‘อธิบดีปศุสัตว์’ระดมกำลังช่วยสัตว์เลี้ยงประสบอุทกภัยพายุโพดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437413

เกษตรกรอุ่นใจ! 'อธิบดีปศุสัตว์'ระดมกำลังช่วยสัตว์เลี้ยงประสบอุทกภัยพายุโพดุล

เกษตรกรอุ่นใจ! ‘อธิบดีปศุสัตว์’ระดมกำลังช่วยสัตว์เลี้ยงประสบอุทกภัยพายุโพดุล

วันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.44 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 ที่ อบต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ นายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง เพื่อติดตามสถานการณ์การเกิดอุทกภัย และประสานการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ประสบภัยด้านปศุสัตว์ ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์พิจิตร องค์การบริหารส่วนตำบลชมพูอำเภอเนินมะปราง ฝ่ายปกครองอำเภอเนินมะปราง สนับสนุนหญ้าแห้ง เวชภัณฑ์ วิตามิน แร่ธาตุ สำหรับสัตว์ ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค – กระบือ ในพื้นที่

ทั้งนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก ได้เตรียมทีมชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว สำหรับการให้การดูแล รักษาสุขภาพสัตว์ พร้อมออกปฏิบัติการได้ทันที ตามนโยบายของอธิบดีกรมปศุสัตว์ “Farmer Center”

นอกจากนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยังได้สั่งการให้แต่ละจังหวัดออกช่วยเหลือ ดังนี้ จ.ยโสธร นายปัญญา มูลคำกาเจริญ ปศุสัตว์จังหวัดยโสธร เข้าช่วยเหลือสุนัขที่ได้รับผลกระทบจากอุกภัย ที่ศูนย์พักพิงสุนัขบ้านเมตตา ต.น้ำคำใหญ่ อ.เมืองยโสธร ซึ่งเลี้ยงสุนัข จำนวน 90 ตัว โดยมอบเตียงไม้ไผ่ (ตะแคร่) สำหรับสุนัขหนีน้ำ จำนวน 3 เตียง และยาฆ่าเชื้อ 3 ขวด พร้อมให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพสัตว์ในช่วงฝนตกและมีน้ำท่วมขัง และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอป่าติ้ว และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ยโสธร มอบเสบียงอาหารสัตว์ (หญ้าแห้งอัดฟ่อน) จำนวน 5,000 กิโลกรัม ให้กับเกษตรกร จำนวน 24 ราย เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โค 126 ตัว ณ จุดอพยพสัตว์โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงเพ็ง ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร

ส่วนที่ จ.อำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ โดยสำนักงานปศุสัตว์อำเภอลืออำนาจ ร่วมกับกรมการปกครอง เข้าให้การช่วยเหลืออพยพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม สุกร 12 ตัว โค 3 ตัว ของนางแสงมณี ป้องเขต บ้านเลขที่ 72 หมู่ที่ 4 ต.ไร่ขี อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ โดยให้การดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ มอบเวชภัณฑ์ เสบียงอาหารสัตว์ และแนะนำการเลี้ยงสัตว์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นด้วยแล้ว

แก้‘ไข่ไก่’ตกต่ำเริ่มเห็นผล เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437104

แก้‘ไข่ไก่’ตกต่ำเริ่มเห็นผล เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

แก้‘ไข่ไก่’ตกต่ำเริ่มเห็นผล เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 19.54 น.

แก้‘ไข่ไก่’ตกต่ำเริ่มเห็นผล เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

โดย อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ : usanee.rak@gmail.com

ความพยายามในการร่วมกันรักษาเสถียรภาพราคา “ไข่ไก่” ของรัฐบาล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ภาคเอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ ที่ระดมสรรพกำลังกันสุดความสามารถในการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาสภาวะการผลิตไข่ไก่ที่ล้นตลาดอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2561 หลังจากที่เกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมมานานกว่า 2 ปี

วันนี้ความพยายามเริ่มปรากฎผล จากราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเริ่มกลับมาที่ 3.00 บาท ซึ่งถือเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จ จากการร่วมมือกันแก้ปัญหา ด้วยการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นับตั้งแต่การลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรง การเพิ่มปริมาณส่งออกไข่ไปขายตลาดต่างประเทศ และมาตรการอื่นๆ เพื่อให้มีจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรงอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่ 50 ล้านตัว ส่งผลให้มีผลผลิตไข่ไก่วันละ 40 ล้านฟอง ที่เป็นจุดสมดุลกับการบริโภคของคนไทย

โดยเฉพาะมาตรการที่เรียกว่าเป็นการมองปัญหาร่วมกันและเดินหน้าแก้ไขพร้อมกันทั้งองคาพยพ คือการควบคุมอายุการปลดแม่ไก่ยืนกรง ให้ไม่เกิน 78 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้ผู้เลี้ยงยืดอายุไก่ออกไปอย่างไร้การควบคุมดังเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วงจรการผลิตผิดเพี้ยน และถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผลผลิตไข่ล้นตลาด เมื่อเกษตรกรมองเป้าหมายร่วมกันและตัดสินใจจับมือกันฝ่าวิกฤติราคาตกต่ำให้ได้ จึงร่วมกันปลดแม่ไก่ตามอายุที่ Egg Board ขอความร่วมมืออย่างแข็งขัน เมื่อผนวกกับมาตรการอื่นๆที่เดินหน้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงทำให้ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ในระบบกลับเข้าสู่สมดุล

เมื่อกลไกตลาดทำงาน ปริมาณการผลิตเพียงพอกับการบริโภค ราคาไข่ไก่จึงกลับขึ้นมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ราคาที่ปรับขึ้นนี้ ถือเป็นระดับที่พ้นต้นทุนการเลี้ยงไปไม่มาก เรียกได้ว่าแค่พอให้เกษตรกรได้ลืมตาอ้าปาก และเริ่มมีรายได้พอที่จะนำมาชำระหนี้ค้างเก่า และช่วยให้สามารถต่อลมหายใจในอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ได้เท่านั้น หลังจากต้องขาดทุนสะสมมานาน จนทำให้ผู้เลี้ยงหลายรายจำต้องเลิกอาชีพนี้ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันนี้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมไก่ไข่กำลังเป็นไปในทิศทางที่ดี ได้เห็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง ซึ่งหากทุกคนยังคงให้ความร่วมมือกับมาตรการสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไก่ไข่ของไทยเช่นนี้ ถึงแม้ราคาจะไม่สูงถึงขนาดที่เกษตรกรจะมีกำไรมากมาย แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิต และพอที่จะทำให้มีรายได้ในการต่อยอดอาชีพนี้ต่อไป

สำหรับผู้บริโภคซึ่งถือว่าเป็นปลายน้ำและยังเป็นห่วงโซ่สำคัญในการสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ต่อไปได้ ก็ เพียงหันมาช่วยกันบริโภคไข่ไก่ ที่มีสารอาหารครบถ้วน และยังเป็นอาหารโปรตีนคุณภาพดี ที่ถูกที่สุดในบรรดาอาหารโปรตีนทุกชนิด สามารถบริโภคได้ทุกคน ทุกวัย และทุกวัน ดังที่มีผลวิจัยเผยแพร่กันมากมายจากทั้งในประเทศและต่างประเทศผู้เลี้ยง ที่ไม่เพียงการได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่ยังถือเป็นการช่วยสนับสนุนเกษตรกรเลี้ยงไก่ไข่ และช่วยให้ประชาชนคนไทยด้วยกันได้มีอาชีพเลี้ยงปากท้องต่อไป

เชื่อว่าหากทุกฝ่ายยังคงมองเป้าหมายร่วมกัน และมุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไก่ไข่เช่นนี้ การสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ให้เกิดขึ้นย่อมเป็นไปได้อย่างแน่นอน