ส่องเกษตร : เกลือต้องไม่เป็นหนอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436274

449007

ส่องเกษตร : เกลือต้องไม่เป็นหนอน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปพบกับพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเพชรบุรี นับเป็นโอกาสอันดีที่ได้นั่งรับฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องเกษตรกรตัวจริงเสียงจริง ทำให้ได้รับทราบประเด็นปัญหาและแนวคิดของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องระหว่างกัน ในช่วงที่ข่าวลวงเฟื่องฟู เรื่องบางเรื่องภาครัฐลงมือทำไปไกลแล้ว แต่พี่น้องยังไม่ได้รับรู้รับทราบ รอยต่อที่ว่านี้ยังต้องหาวิธีการเชื่อมให้สนิทมากยิ่งขึ้น ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน มองกันอยู่คนละมุม จึงยังมาเชื่อมกันไม่ได้สักที

วันนั้นประเด็นการทำนาเกลือ ถูกหยิบยกขึ้นมา พูดคุยกัน หลังจากที่ชาวนาเกลือเข้ามาอูยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2554 โดยก่อนหน้านั้นการทำนาเกลือไม่จัดว่าเป็นกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ทำให้ผู้ที่ทำนาเกลือตกหล่นไปจากนโยบายความช่วยเหลือภาคการเกษตร ไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลอย่างเป็นกิจจะลักษณะหลังจากมาอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นปัญหา เพราะไม่แน่ใจว่าควรจะอยู่ภายใต้หน่วยงานใดในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กิจกรรมการทำนาเกลือ ไม่ใช่การปลูกพืช ไม่ใช่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และไม่ใช่กิจกรรมทางด้านปศุสัตว์ มองไปมองมา การทำนาเกลือสามารถดำเนินการในลักษณะของกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ได้ชาวนาเกลือจึงเข้ามาสู่การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วยเหตุดังกล่าว เรียกได้ว่ามาอยู่ด้วยกันไปก่อน

การเข้ามารวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ ในระยะก่อตั้ง ทำให้กิจกรรมต่างๆ ของสหกรณ์เหล่านี้ ยังไม่ราบรื่นเท่าที่ควร มาตรการต่างๆ ที่รัฐกำหนดเงื่อนไขในการช่วยเหลือ สหกรณ์ชาวนาเกลือเหล่านี้จึงไม่สามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของทุน การจัดการสินค้า หรือแม้แต่ปัญหาด้านราคา รวมถึงการสนับสนุนต่างๆ ที่ต้องมีเงื่อนไขเฉพาะด้าน

ผู้คนภายนอกอาจมองว่าการทำนาเกลือไม่น่าจะมีปัญหามากนัก เป็นเพียงการนำน้ำทะเลมาทำให้แห้ง เพื่อให้ได้เกลือ แต่ความเป็นจริงแล้ว เรื่องมันไม่ได้ง่ายเลย ในวันนั้นชาวนาเกลือจังหวัดเพชรบุรีเสนอมา 2ประเด็น ซึ่งผมฟังแล้วเห็นว่าน่าสนใจมากประเด็นแรก คือ มีการนำเข้าเกลือทะเลจากอินเดียมาขายในราคาที่ถูกมาก กิโลกรัมหนึ่งไม่ถึงบาท เป็นราคาที่ถูกแบบเหลือเชื่อ ใน
ขณะที่ราคาเกลือที่เพชรบุรีตกราคากิโลกรัมละ 2-3บาท ไม่รวมค่าขนส่ง แค่ต้นทุนการขนส่งจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่ก็อยู่ราว 90 สตางค์แล้วมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือไม่ เป็นประเด็นที่ชาวนาเกลือไม่เข้าใจ ทำไมราคาเกลือนำเข้าถึงถูกมากประเด็นที่ 2 การเติมไอโอดีน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เกลือบริโภคต้องมีปริมาณไอโอดีนไม่น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม และไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อเกลือบริโภค 1 กิโลกรัม โดยชาวนาเกลือกลุ่มนี้ เล่าว่า หากเป็นเกลือสินเธาว์ที่เรียกกันว่า หินเค็ม จะให้เติมไอโอดีนเข้าไปเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่สำหรับเกลือทะเลซึ่งมีไอโอดีนอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว รวมถึงธาตุอาหารที่มีคุณค่ามากกว่า 84 ชนิด ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเติมไอโอดีนลงไปอีก และผู้บริโภคอาหารทะเลก็ได้รับไอโอดีนอีกทางหนึ่งแล้ว รวมถึงเกลือทะเลมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากการบริโภคด้วย ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคว่า ถ้าเป็นเกลือสินเธาว์ ให้เติมไอโอดีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ส่วนเกลือทะเล จะเติมไอโอดีนหรือไม่เติมก็ได้ โดยให้ผู้บริโภคเป็นคนเลือกเองให้เหมาะสมกับอาหารที่ผู้บริโภครับประทาน หรือนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมก็ว่ากันไป สำหรับการนำเข้าเกลือจากอินเดีย ควรมีการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงให้มีความชัดเจน ระหว่างนี้ควรระงับการนำเข้าไว้ก่อน

เส้นทางสายเกลือ ระหว่างแม่กลองไปเพชรบุรี เริ่มเห็นการใช้พื้นที่ที่เปลี่ยนไป จำนวนพื้นที่การทำนาเกลือลดลง กลายเป็นโรงงานมากขึ้น พ่อค้าแม่ค้าขายเกลือริมถนน ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า อาชีพการทำนาเกลือจะลดลงไปเรื่อยๆ สู้ราคาและต้นทุนไม่ไหว จึงมีชาวนาเกลือขายที่นาให้สร้างโรงงาน หมู่บ้านจัดสรร หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ราคาที่ดินย่านนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้เกลือทะเลไทยคงต้องสูญหายไปหมดในไม่ช้า เป็นประเด็นที่ชาวนาเกลือเป็นกังวลมาก เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีใครอยากขายที่นาของตน หากยังสามารถประกอบอาชีพทำนาเกลือให้สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ นอกจากนี้เกลือยังเป็นสินค้าเพื่อความมั่นคง ประเด็นการสูญสลายไปของอาชีพการทำนาเกลือจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลมิน้อย

ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้คนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คิดกันอย่างไร ทั้งฝ่ายประจำและฝ่ายการเมือง เพราะเข้าใจได้ว่าทุกคนคงสาละวนกับการทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายหลักที่ใช้หาเสียงยิ่งต้องเร่งให้เกิดผลโดยเร็ว แล้วประเทศชาติโดยรวมจะเป็นอย่างไร จะกลายเป็น 1 กระทรวง 4 นโยบายหรือไม่ ขออย่าปล่อยให้เกลือเป็นหนอนเลยครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สหกรณ์ฯบางระกำตั้งเป้าปี’63รวมผลผลิต5.3หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436277

x

สหกรณ์ฯบางระกำตั้งเป้าปี’63รวมผลผลิต5.3หมื่นตัน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นสหกรณ์หลักระดับอำเภอ ที่ได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับอำเภอ ช่วยเหลือดูแลเกษตรกรสมาชิก ทั้งในด้านส่งเสริมพัฒนาอาชีพหลักและอาชีพเสริมของเกษตรกรสมาชิก เน้นการผลิตสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด ใช้หลัก “ตลาดนำการผลิต” มีแผนการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรและการตลาดแบบครบวงจรในรูปแบบประชารัฐ โดยมีสหกรณ์เป็นศูนย์กลางการรวบรวมรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป

นายจำลัด เพียพล ประธานสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด ดำเนินงานก้าวเข้าสู่ปีที่ 42 แล้ว โดยดำเนินธุรกิจสินเชื่อธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวมรวมผลผลิตและธุรกิจแปรรูป ซึ่งผลการดำเนินงานปีบัญชีสิ้นสุด 31 มีนาคม 2562 สหกรณ์มีสมาชิก 2,467 คน มีทุนดำเนินงาน 80,356,729.04 บาทกำไรสุทธิประจำปี 10,183,807.93 บาท โดยที่ประชุมได้จัดสรรกำไรสุทธิประจำปี เป็นเงินปันผลตามหุ้นร้อยละ 4 เงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจสินเชื่อร้อยละ 5 เงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ร้อยละ 1 เงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจรวบรวม ตันละ 10 บาท และจัดสรรกำไรสุทธิ เป็นทุนสะสมอื่นๆ ตามข้อบังคับ เพื่อเสริมสร้างสวัสดิการและประโยชน์ต่อการพัฒนากิจการสหกรณ์ให้มีความเจริญก้าวหน้า

ในปี 2563 สหกรณ์กำหนดแผนงานเพื่อรองรับการขยายปริมาณธุรกิจของสหกรณ์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแผนรวบรวมผลผลิตข้าวคุณภาพและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งสหกรณ์ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตไว้ที่ 53,000 ตัน จำแนกเป็น ข้าวเปลือกรวม 25,000 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 2,000 ตัน ข้าวเปลือกพันธุ์พิษณุโลก 80 จำนวน 4,000 ตัน ข้าวเปลือกพันธุ์ กข.43 จำนวน 7,000 ตัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 15,000 ตัน ให้เป็นไปตามแผนการเพาะปลูกพืชของสหกรณ์ที่ดำเนินการร่วมกับสมาชิกในพื้นที่ตามความเหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีอาชีพที่มั่นคงต่อไป

กษ.จัดทัพ3กรมสนองนโยบายรัฐ4แผนงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436278

x

กษ.จัดทัพ3กรมสนองนโยบายรัฐ4แผนงาน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาแนวทางดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯแบบบูรณาการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ว่า เพื่อตอบสนองงานเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องสำคัญให้การปฏิบัติราชการเป็นไปตามนโยบายพัฒนาภาคเกษตรเละการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม จึงกำหนดให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมทำแผนบูรณาการรูปแบบการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (Area-Based Approach)โดยใช้ผลการวิจัย นวัตกรรมพืช มาตรฐานพืชและปัจจัยการผลิตของกรมวิชาการเกษตร และมาตรฐานการตรวจบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นเครื่องมือบูรณาการ และใช้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่กรมส่งเสริมสหกรณ์กำกับเป็นเป้าหมาย เน้นปรับภารกิจของ 3 กรม ให้รองรับภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้ 4 แผนงานสำคัญ คือ

1.แผนงานกำหนดเป้าหมายรายได้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ที่มีคุณภาพในสินค้าเกษตรสำคัญ โดยให้สหกรณ์ใช้ระบบแบ่งปันผลกำไรสินค้า ผลิตผลิตภัณฑ์ยางพารา และปาล์มน้ำมันเป็นพืชพลังงาน เพื่อเป็นต้นแบบขยายผลสู่สหกรณ์และเกษตรกรต่อไป 2.แผนงานสร้างนวัตกรรมและเครื่องมือทางการเกษตรในราคาที่เข้าถึงได้เพื่อลดต้นทุน โดยขยายฐานการผลิตและฐานการตลาดของสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง มีความสามารถแข่งขัน และพัฒนาระบบสารสนเทศที่ให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต การตลาดและราคาสินค้า และจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ

3.แผนงานควบคุมมาตรฐานการใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมีในการเกษตร เพื่อนำไปสู่การลด ละ เลิกการใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมี โดยพิจารณายกเลิกใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เร่งปราบปรามสารเคมีเกษตรไม่มีคุณภาพ ปุ๋ยปลอม รวมทั้งมาตรการควบคุมและตรวจสารพิษตกค้างพืชผักและผลไม้นำเข้าเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และ 4.แผนงานการใช้กัญชา กันชง และพืชสมุนไพรทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ โดยให้เมล็ดพันธุ์กัญชาและเมล็ดพันธุ์กันชงเป็น“เมล็ดพันธุ์ควบคุม”ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 เพื่อควบคุม และอนุญาตการใช้ และผลิตต้นกล้ากัญชา และกันชงเพื่อแจกจ่ายและควบคุม โดยใช้สหกรณ์เป็นแหล่งปลูกเฉพาะเพื่อการแพทย์ รวมทั้งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นการปลูกและการใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

“ทั้ง 3 กรม ล้วนมีบทบาทสำคัญในการดูแลด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ตลอดทั้งส่งเสริมระบบการวางแผนด้านการเงินของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยสหกรณ์ต้องมุ่งให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรมากกว่ามุ่งหวังผลกำไร จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันคิด ร่วมกันทำงานขับเคลื่อนนโยบายและโครงการสำคัญของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯ ไปสู่การปฏิบัติ ทั้งการลดต้นทุนการผลิต ลดใช้สารเคมี ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ให้ตรงความต้องการของตลาด ทั้งนี้ จะขับเคลื่อน “ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์” ให้เป็นจุดศูนย์รวมของสินค้าดีมีคุณภาพมาตรฐานของแต่ละท้องถิ่นและของจังหวัด เพื่อกระจายรายไปสู่เกษตรกรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยสัปดาห์หน้าจะตั้งคณะกรรมการดำเนินการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” นางสาวมนัญญา กล่าว

ส่งออกโคเนื้อไปจีนฉลุย2พันตัว/วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436276

x

ส่งออกโคเนื้อไปจีนฉลุย2พันตัว/วัน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานหารือการค้าเพื่อส่งออกโคเนื้อไปจีน ผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว พร้อมนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายศรายุทธ ยิ้มยวน รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)นายสมชาย ดวงเจริญ ผู้ประกอบการบริษัท LS trading export import Co.,Ltd. ฝ่ายลาว และนายหยางเจียง ผู้จัดการบริษัท LS chengkang ฝ่ายจีน ที่กระทรวงเกษตรฯว่า การหารือวันนี้ ทั้ง 3 ฝ่าย ยินดีค้าโคเนื้อร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ไทยกับจีนยังไม่สามารถเจรจาการค้าได้โดยตรง จึงใช้บริษัทของลาว ซึ่งเป็นบริษัทลูกจากจีนเป็นตัวกลางส่งต่อโคเนื้อของไทยพร้อมกันนี้ จีนกำหนดคุณสมบัติของโคที่จะรับซื้อ ต้องเป็นลูกผสมอเมริกันบราห์มัน หรือลูกผสมยุโรปทุกสายพันธุ์ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 350-400 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่งออกวันละ 2,000 ตัว โดยลาวจะนำโคจากไทยไปเลี้ยงต่ออีก 45 วัน ที่คอกโคขุนเพื่อเตรียมน้ำหนักของโค จากนั้นเข้าคอกกักกันโรคอีก 30 วัน รวม 75 วัน จึงจะส่งข้ามไปจีนได้ ทั้งนี้ จีนต้องการเนื้อโคสำหรับบริโภคในประเทศอีกประมาณ 9 ล้านตัน หรือคิดเป็นโคมีชีวิต ประมาณ 40 ล้านตัวต่อปี

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ได้มอบให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้แทนฝั่งไทยเจรจารายละเอียดความร่วมมือต่อไป ซึ่งกรมปศุสัตว์ไทยและกรมปศุสัตว์ลาวจะร่วมมือตรวจรับรองคอกโคขุน และคอกกักกันโรคในฝั่งไทยก่อนส่งออก อีกทั้ง เน้นย้ำให้มีมาตรการตรวจโรคสำคัญ อาทิ โรคปากเท้าเปื่อย ซึ่งจีนเข้มงวดห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงเด็ดขาด นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์จะเริ่มเตรียมความพร้อมของเกษตรกร โดยสร้างการรับรู้ที่ดี ปรับปรุงระบบการผลิตให้ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของตลาดภายในและต่างประเทศ เพื่อให้น้ำหนักวัวได้มาตรฐานผลิตจากฟาร์ม GAP หรือฟาร์มปลอดโรค ของกรมปศุสัตว์ เป็นต้น

“สำหรับบทบาทหน้าที่ของไทยจะวางแผนเตรียมการในกระบวนการผลิต การรวมกลุ่มเกษตรกร หาพื้นที่เพื่อวางฐานการผลิต ซึ่งขณะนี้มีนโยบายที่ให้มีคอกขุนกลาง เลี้ยงโค 1,000 ตัว ในพื้นที่เป้าหมายแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นทั้งคอกขุนในช่วงที่ต้องเพิ่มน้ำหนักโคให้ได้ตามคุณสมบัติที่จีนกำหนด ขณะเดียวกันต้องเป็นคอกมาตรฐานกักกันโรค และได้มาตรฐานฟาร์มโคเนื้อเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศด้วย” นายประภัตร กล่าว

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436280

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เป็นนโยบายหนึ่งของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ต้องการสร้างจุดเรียนรู้ในด้านการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้เข้าไปศึกษา เรียนรู้และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเกษตรกร

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหนึ่งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ที่มีหน้าที่สนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วิจัย พัฒนา ให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน พร้อมทั้งกำหนดเขตการใช้ที่ดินที่เหมาะสม เพื่อการผลิตและให้บริการข้อมูลเชิงพื้นที่ด้านต่างๆ ที่ถูกต้องทันสมัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาที่ดินและน้ำ การฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน ภายใต้กระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วม พัฒนาหมอดินอาสา ยุวเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ให้มีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาที่ดินและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน พ.ศ.2551

น.ส.นุชจรี กองพลพรหม ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย กล่าวว่า ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 โดยจะมีการสาธิตการปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการใช้ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสาธิตการทำการเกษตรแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ และงานวิจัยทดสอบที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน เป็นต้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกร ประชาชน นักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ อีกทั้งเป็นสถานที่ฝึกอบรมให้กับเกษตรกรและหมอดินอาสาอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วย 9 จุดเรียนรู้ ได้แก่ 1.จุดเรียนรู้ด้านการทำการเกษตรตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ดำเนินการในพื้นที่ 4 ไร่ จำลองและสาธิตการดำเนินงานตามแนวทางการทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่โดยแบ่งพื้นที่เป็น 30 : 30 : 30 : 10 เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรที่สนใจมาศึกษาเรียนรู้ 2.จุดเรียนรู้ด้านการผลิตปุ๋ยหมัก เป็นการผลิตปุ๋ยน้ำหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.1 โดยมีการสาธิตการผลิตปุ๋ยหมักจากวัสดุที่มีในพื้นที่ เช่น เศษหญ้า ฟางข้าว กากอ้อยโดยมีการผลิตปุ๋ยหมัก และปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง มีเป้าหมายการผลิต 50 ตันต่อปี เพื่อใช้ในการปรับปรุงดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินและแจกจ่ายให้กับหน่วยงานที่ขอรับเข้ามา 3.จุดเรียนรู้ด้านการผลิตน้ำหมักชีวภาพ เป็นการผลิตน้ำหมักชีวภาพโดยการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.2 และสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.7 โดยใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น เช่น สับปะรด พืชผัก ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพโดยการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.2 และตะไคร้หอม ข่า สะเดาในการผลิตสารไล่แมลงจากสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.7 ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยมีเป้าหมายการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรประมาณ 10,000 ลิตรต่อปี 4.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกหญ้าแฝก เป็นการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก เช่น การปลูกป้องกันการชะล้างพังทลายของดินรอบบ่อน้ำ การปลูกหญ้าแฝกรอบโคนไม้ผล การปลูกเป็นแปลงขยายพันธุ์ เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจ สามารถศึกษาดูงานและขอรับกล้าหญ้าแฝกเพื่อไปปลูกในพื้นที่ของตนเองได้ โดยมีเป้าหมายในการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกร จำนวนกว่า 1,000,000 กล้าต่อปี

5.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกไม้ผล เป็นการสาธิตการปลูกไม้ผลในพื้นที่ 10 ไร่ ได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ มะพร้าว มะม่วง มะนาว และทุเรียน เพื่อศึกษาถึงความเหมาะสมของดินในพื้นที่กับการปลูกไม้ผล เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้กับเกษตรกรที่สนใจในการปลูกไม้ผลมาศึกษาเรียนรู้ได้ 6.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกอ้อย เป็นการสาธิตการผลิตอ้อย ดำเนินการในพื้นที่ 23 ไร่ และมีการวิจัยทดสอบเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยเพื่อให้เกษตรกรที่สนใจในการปลูกอ้อยหรือสนใจอยากปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวไม่เหมาะสมมาปลูกอ้อย สามารถเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมในจุดเรียนรู้นี้7.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกข้าว เป็นการสาธิตการปลูกข้าวพันธุ์ หอมมะลิ 105ในพื้นที่ 8 ไร่ โดยมีการวิจัยทดสอบเกี่ยวกับการจัดการดิน เพื่อปลูกข้าวในชุดดินนครพนม เพื่อเป็นข้อมูลในการให้ความรู้แก่เกษตรกรที่ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดหนองคายต่อไป 8.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกป่าอนุรักษ์ ดำเนินการในพื้นที่ 30 ไร่ โดยปลูกไม้สัก ยางนา พะยูง ชิงชัน ประดู่และตะเคียน ซึ่งปลูกเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์และลดภาวะโลกร้อน และ 9.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกไม้ไผ่ ดำเนินการในพื้นที่ 10 ไร่ โดยจัดทำเป็นแปลงรวบรวมสายพันธุ์ไผ่ต่างๆ เช่น ไผ่เลี้ยง ไผ่ตง ไผ่กิมซุง และไผ่บงเป็นต้น เพื่อไว้ใช้สอยในการทำกิจกรรมต่างภายในสถานีพัฒนาที่ดินและเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเกษตรกรที่สนใจ

นอกจากจุดเรียนรู้ต่างๆแล้ว ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ยังมีแปลงสาธิตผลสำเร็จของการใช้เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงมีการสาธิตวิธีการและขั้นตอนการพัฒนาที่ดินรูปแบบต่างๆให้เกษตรกรลงมือทำเองและฝึกปฏิบัติวิธีการใหม่ๆร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดิน หรือหมอดินทั้งมาเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม ตลอดจนมีอาคารที่ทำการทันสมัยพร้อมอำนวยความสะดวกในการบริการความรู้วิชาการในรูปแบบ e-bookการสืบค้นข้อมูลในรูปแบบ Application และบริการคำแนะนำการใช้ประโยชน์ที่ดิน บริการวิเคราะห์ดินพร้อมแผนที่เป็นรายแปลงอีกด้วย

“ที่ผ่านมา มีเกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานภายในศูนย์ฯไม่น้อยกว่า 500 รายต่อปี และมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่นำความรู้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้มาก มีรายได้เพิ่ม รวมถึงมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” น.ส.นุชจรี กล่าวทิ้งท้าย

หากผู้สนใจอยากเข้าไปศึกษาดูงานที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ติดต่อสอบถามได้ที่ นายศราวุธ ศิริลักณ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย โทร. 0-4201-2535, 0-4201-2794

ทีมงานธรรมนัส’ถกร่วมมือส.ป.ก. แก้ปัญหาที่ดินม. พะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436370

ทีมงานธรรมนัส’ถกร่วมมือส.ป.ก. แก้ปัญหาที่ดินม. พะเยา

ทีมงานธรรมนัส’ถกร่วมมือส.ป.ก. แก้ปัญหาที่ดินม. พะเยา

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.40 น.

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562  ดร.ธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษา ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือกับ นายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการฮักบ้านเกิดพะเยา  และนายรัตนะ สวามีชัย รองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร เกี่ยวกับการหาแนวทางแก้ไขปัญหาการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบริเวณมหาวิทยาลัยพะเยา

โดยเป็นพื้นที่กำหนดบริเวณขอบเขตชุมชนเพื่อการอนุญาตให้ใช้ที่ดินสำหรับกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 30 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  ซึ่งได้เร่งรัดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม  2562

‘เฉลิมชัย’สั่งกยท.เร่งรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพารา เผยผ่านเพิ่มอีก 2 บริษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436245

‘เฉลิมชัย’สั่งกยท.เร่งรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพารา เผยผ่านเพิ่มอีก 2 บริษัท

‘เฉลิมชัย’สั่งกยท.เร่งรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพารา เผยผ่านเพิ่มอีก 2 บริษัท

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.13 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งกยท.เร่งรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพารา เผยผ่านเพิ่มอีก 2 บริษัท

27 สิงหาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(รมว.เกษตรและสหกรณ์) กล่าวว่า ได้สั่งการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เร่งประกาศการรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพาราผสมสารเพิ่มและสารผสมเพิ่มสำหรับทำถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพารา เพื่อจะได้เร่งเดินหน้าโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการตรวจรับรองมาตรฐานอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้มีข้อร้องเรียนว่าการตรวจรับรองเอื้อประโยชน์เฉพาะบริษัทใดบริษัทหนึ่ง อีกทั้งเมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) สามารถอนุมัติงบประมาณทำถนนในชุมชนทั่วประเทศได้ จะสามารถดูดซับยางพาราออกจากตลาดไม่ต่ำกว่า 720,000 ตัน

ด้านนางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการกยท. กล่าวว่า ได้เร่งดำเนินการตามที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการ โดยคณะกรรมการพิจารณาการรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มและสารผสมเพิ่มสำหรับการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ รับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางผสมสารผสมเพิ่มให้แก่บริษัทผู้ผลิตน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม ที่ยื่นคำขอรับรองเข้ามาอีก 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ซีโก้แอสฟัลท์ จำกัด และบริษัท ไทยอีสเทิร์น รับเบอร์ จำกัด

ทั้งนี้ 2 บริษัทผ่านการทดสอบมาตรฐานทั้งในส่วนของมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านความเข้ากันได้ของน้ำยางพารากับดินซีเมนต์และมาตรฐานทางวิศวกรรมด้านการรับแรงอัดของรถที่วิ่งบนผิวถนนรวมถึงค่าความยืดหยุ่นของผิวถนนตามที่ระบุในคู่มือการควบคุมคุณภาพและการรับรองมาตรฐานวัสดุสำหรับงานก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ (ยางพารา)

“ขณะนี้ยังมีอีก 3 บริษัทที่อยู่ระหว่างการรอผลทดสอบ ถ้าผ่านการทดสอบและคณะกรรมการฯ รับรองแล้ว ทาง กยท.จะประกาศให้ทราบทางหน้าเว็บไซต์ของ กยท.  http://www.raot.co.th  สำหรับผู้ที่ประสงค์จะยื่นคำขอรับรองมาตรฐานน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มหรือสารผสมเพิ่ม ส่วนผู้ที่ยื่นคำขอรับรองมาตรฐาน แต่ที่ไม่ผ่านการรับรอง หากได้ปรับปรุงสูตรน้ำยางผสมสารเพิ่มใหม่แล้ว สามารถยื่นคำขอรับรองได้อีกครั้ง นอกจากนี้กยท.พร้อมเป็นหน่วยงานที่ให้ปรึกษาและคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการในการปรับปรุงสูตรการผลิตน้ำยาง  โดยติดต่อขอรับคำปรึกษาหรือยื่นคำขอเข้ารับการตรวจรับรองมาตรฐานได้ที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง” นางณพรัตน์ กล่าว

อ.หนอกพอกติวเข้มเกษตรกรกับการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436190

อ.หนอกพอกติวเข้มเกษตรกรกับการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย

อ.หนอกพอกติวเข้มเกษตรกรกับการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.16 น.

27 สิงหาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอหนองพอก ได้รับมอบหมายจากนายประยงค์ ภูดินทราย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ดำเนินการอบรม และการทดสอบความรู้ตามหลักสูตรการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย  ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรอำเภอหนองพอก เป็นไปตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเห็นชอบให้จำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยสำนักงานเกษตรอำเภอหนองพอก กรมส่งเสริมการเกษตร นำคณะนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการฝึกอบรมจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และคณะกรรมการวัตถุอันตราย   ทั้งนี้ภายหลังจากประกาศฯ ทั้ง 5 ฉบับ มีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ เกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่น ผู้ขาย ผู้นำเข้า/ผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ใช้และผู้รับจ้างพ่นสารเคมีทั้ง 3 ชนิดต้องผ่านการอบรม และหรือผ่านการทดสอบความรู้ตามหลักสูตรการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย

นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอหนองพอก ดำเนินการฝึกอบรมและทดสอบความรู้เป็นไปตามหลักสูตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 รุ่นแล้วและจะดำเนินการให้ครอบคลุม 9 ตำบล 120 หมู่บ้าน ในอำเภอหนองพอก เพราะพื้นที่ทางการเกษตร มีความหลากหลาย พืชไร่ ไม้ผล พืชกผัก อ้อย มันสำปะหลัง “กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมการเกษตรอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันสถานการณ์ ปฏิบัติงานด้วยความภาคภูมิ”

รมช.เกษตรมอบนโยบายอ.ส.ค. พัฒนาคุณภาพนมสู่ฮาลาลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435981

x

รมช.เกษตรมอบนโยบายอ.ส.ค. พัฒนาคุณภาพนมสู่ฮาลาลโลก

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้ผู้บริหาร พนักงานและลูกจ้างขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรีว่า การบริหารจัดการโคนม ภายใต้ อ.ส.ค. เป็นแนวทางที่ดี สามารถกระจายรายได้ให้เกษตรกรในท้องถิ่น โดยจะสนับสนุนให้เกษตรรุ่นใหม่หันมาสนใจและเข้ามาร่วมพัฒนาอาชีพเลี้ยงโคนมให้มากขึ้น ด้วยการนำองค์ความรู้สมัยใหม่มาผสมกับองค์ความรู้ดั้งเดิมของเกษตรกรรุ่นเก่า เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตน้ำนมและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน จึงอยากให้เกษตรกรรุ่นเก่าส่งต่อองค์ความรู้ให้เกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อขยายการตลาดให้มากขึ้น นอกจากนี้ การเลี้ยงโคนมยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรช่วงสถานการณ์ภัยแล้งได้อีกทาง จึงอยากให้เกษตรกรแบ่งส่วนในช่วงครึ่งปีหันมาเลี้ยงโคนม โดยกระทรวงเกษตรฯพร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและส่งเสริมองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรต่อไป

“การเลี้ยงโคสิ่งสำคัญคือ องค์ความรู้พื้นฐานของเกษตรกรควรได้รับการต่อยอด และขยายโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมเพื่อรองรับเกษตรกรรุ่นใหม่ รวมทั้งกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรท้องถิ่น จากนี้จะติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานออกแบบการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในพื้นที่ต่างๆ รองรับการขยายตัวการผลิตน้ำนมดิบในภาคเหนือตอนบนอีกด้วย พร้อมทั้งจะเข้าไปดูว่าผลิตภัณฑ์นมของโรงงานขยายตลาดไปสู่ฮาลาลโลกได้หรือไม่ เพื่อให้เข้าถึงประเทศที่เป็นมุสลิม เนื่องจากประเทศเหล่านี้นิยมบริโภคนม จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ พร้อมสนับสนุนเกษตรกรลดกู้เงินเพิ่มการออมให้มากขึ้น” น.ส.มนัญญา กล่าว

หลังจากนั้น รมช.เกษตรฯเดินทางไปโรงงานนมมวกเหล็ก สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคกลาง พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตโรงงานนมมวกเหล็ก ซึ่งรับน้ำนมดิบโดยการทํา MOU ร่วมกับสหกรณ์ในเขตภาคกลาง มีน้ำนมดิบที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเฉลี่ย 500 ตัน/วัน มีผลิตภัณฑ์แปรรูปหลายรูปแบบด้านการจําหน่ายผลิตภัณฑ์ ประจําปีงบประมาณ 2561 มียอดจำหน่ายกว่า 3,369 ล้านบาท ยอดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 – กรกฎาคม 2562 มียอดจําหน่ายกว่า 3,250 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ เดินทางไปตรวจเยี่ยมสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ต.ลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก เป็นองค์กรของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกันเอง โดยสหกรณ์มีพนักงานซึ่งเป็นคนในท้องถิ่น 350 คน มีเกษตรกรที่สหกรณ์ดูแลอยู่ประมาณ 3,000 คน และมีฟาร์มของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมกว่า800 ฟาร์ม ในด้านการผลิต สหกรณ์โคนมไทยมิลค์รวบรวมน้ำนมโคจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ในปริมาณอันดับ 2 ของประเทศ รองจากสหกรณ์โคนมหนองโพ ราชบุรี โดยสหกรณ์รวบรวมน้ำนมโคจากสมาชิกได้วันละ 120-130 ตัน/วัน 3,600-4,000 ตัน/เดือน คิดเป็นมูลค่า ปีละประมาณ 800 ล้านบาท ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯยังได้ตรวจเยี่ยมและวางแนวทางการแก้ปัญหาโรงงานนมผงอัดเม็ด ซึ่งสร้างโดยงบประมาณ จ.สระบุรี แต่ยังไม่สามารถส่งมอบให้ผู้รับผิดชอบได้ โดยได้ให้ อ.ส.ค.เป็นเจ้าภาพร่วมกับเกษตรกร

เคาะแผนประกันรายได้ แก้ปัญหายางราคาตกยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435979

x

เคาะแผนประกันรายได้ แก้ปัญหายางราคาตกยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังหารือถึงมาตรการบริหารจัดการยางพาราว่า ได้หารือแนวทางการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งมีเป้าหมายให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับการชดเชยรายได้จากการจำหน่ายยางพารา รายละไม่เกิน 25 ไร่ ในการประกันรายได้ราคายางแผ่นดิบคุณภาพดีที่ราคา 60 บาท/กิโลกรัม ส่วนยางประเภทอื่น

ราคาจะลดหลั่นตามสัดส่วนของราคาที่กำหนดในตลาด ซึ่งในวันนี้ได้สรุปถึงรายละเอียดในการดำเนินการเรียบร้อยแล้วรอในส่วนของขั้นตอนการดำเนินการ ต่อจากนี้จะเชิญผู้ประกอบการ พ่อค้าคนกลางและผู้แทนเกษตรกร มาพูดคุยรับรู้และทำความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะผ่านการพิจารณาของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการนำเสนอครม. เพื่อพิจารณาต่อไปด้วย

“ต้องการแก้ไขเรื่องยางพาราอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แก้ไขปัญหาแล้วจบกันไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้ทำควบคู่กันไปกับการใช้มาตรการในการประกันรายได้นี้ จะเป็นมาตรการที่จะสร้างความยั่งยืนในด้านของการตลาด ด้านผลผลิตยางพารา เป็นต้น ที่จะสามารถตัด Supply ของจากตลาดไปได้ เพื่อดึงราคาขึ้นโดยธรรมชาติ จะทำควบคู่กันไปด้วย ในเบื้องต้น ถ้าผ่านคณะกรรมการยางแห่งประเทศไทย และผ่าน ครม. เกษตรกรจะได้เริ่มรับเงินในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะดำเนินการกับเกษตรกรที่มีการขึ้นทะเบียนโดยมีเอกสารสิทธิก่อน จำนวน 1,129,336 ราย พื้นที่ 13,326,540 ไร่ และได้กำหนดระยะเวลาการดำเนินการ 6 เดือน เพราะอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันยกระดับราคาขึ้นมาโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ ในส่วนของภาครัฐทั้งหมด จะมีการทำ MOU ในการทำงานร่วมกันเพื่อทำให้เกิดการนำยางพารามาใช้ในประเทศให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม