รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435982

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามป็นสินค้า GI ของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่นคือ เนื้อผลหรือที่เรียกว่า กุ้ง มีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ผิวผลส้มโอมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ จำหน่ายได้ในราคาสูง ทำให้เกษตรกรเริ่มขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น โดยรวมตัวกันผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ จำหน่ายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ปีละหลายร้อยล้านบาท

นายสมโชค ณ นคร เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ส้มโอทับทิมสยามเป็นพืชอัตลักษณ์ของอำเภอปากพนัง มีการบริหารจัดการด้านพัฒนาคุณภาพการผลิตเพื่อรับรองมาตรฐาน GAP โดยเกษตรกรได้ร่วมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่เพื่อบริหารจัดการร่วมกันใน 5 ส่วนคือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการและการตลาด ซึ่งขณะนี้แปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยามได้ส่งผลผลิตออกไปจำหน่ายในหลายประเทศประกอบด้วย จีน (5 มณฑล) เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซียและฮ่องกง และได้ราคาสูง ปัจจุบัน พื้นที่อำเภอปากพนังมีสมาชิกแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยาม112 ราย พื้นที่ 2,400 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 2,100 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งการผลิตออกเป็น 2 รอบต่อปีคือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และเดือนสิงหาคม-กันยายน

“เมื่อเกษตรกรรวมกันเป็นแปลงใหญ่แล้ว จะมีเวทีให้เกษตรกรแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหาแนวทางการผลิตร่วมกันโดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตได้เองจากวัสดุในท้องถิ่น การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี รวมถึงแนวทางการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพด้วยการรวมกลุ่มกันขอมาตรฐาน GAP และมีอำนาจต่อรองในการเจรจาด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ตลาดต่างประเทศให้การตอบรับดีมาก โดยเฉพาะประเทศจีน”นายสมโชค กล่าว

นายเสริม แขดวง ประธานแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยาม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปลูกส้มโอทับทิมสยามมานานกว่า 20 ปีแต่กว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนในวันนี้ ต้องล้มลุกคลุกคลานและเรียนรู้ตลอดเวลา และเมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็ชักชวนเพื่อนๆ ชาวสวนรายเล็กๆ เข้ามาร่วมจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อผลิตส้มโอทับสยามที่มีคุณภาพร่วมกัน จนกระทั่งต่อยอดสู่การรวมกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ในเวลาต่อมา ทำให้การบริหารจัดการของกลุ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น ได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการ หลักการบริหารจัดการกลุ่ม การศึกษาดูงานจากหน่วยงานภาครัฐ และสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือ เมื่อร่วมกันผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน GAP จากที่เคยจำหน่ายในประเทศและได้ราคาสูงอยู่แล้ว ก็ยังสามารถผลักดันผลผลิตส่งจำหน่ายในต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่ ที่ได้ในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย โดยความต้องการส้มโอทับทิมสยามในปัจจุบัน ยังคงได้รับนิยมอย่างต่อเนื่องจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดจีน ที่มีความต้องการส้มโอทับทิมสยามมาก ด้วยคุณลักษณะพิเศษคือมีเนื้อสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิมซึ่งชาวจีนยกให้เป็นผลไม้มงคล อีกทั้งมีรสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน โดยพ่อค้าจีนจะเหมาซื้อหน้าสวนในราคา ลูกละ 165-200 บาทสร้างรายได้เฉลี่ย 4-5 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะมีออเดอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เสริม แขดวง

เสริม แขดวง

รักษ์เกษตร : อะไรๆ ก็ ปุ๋ยอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435977

x

รักษ์เกษตร : อะไรๆ ก็ ปุ๋ยอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากรู้ว่า ปุ๋ยอินทรีย์ ที่เขานิยมกัน ว่ามันเป็นอย่างไรด้วยครับ จะได้นำไปทดลองปฏิบัติ ขอบคุณครับ

อนุสรณ์ เจษฎตรานนท์

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต ได้จากการย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ เช่น ซากพืช ซากสัตว์ และบรรดาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยมีจุลินทรีย์เป็นตัวช่วย จากก้อนใหญ่กลายเป็นก้อนเล็ก จากก้อนเล็กก็ลดลงมาจนเป็นอณูเรียกว่า ฮิวมัส ซึ่งมีประโยชน์มากต่อพื้นดินและพืชอย่างมาก

ปุ๋ยอินทรีย์ ที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ จากใบไม้ที่ร่วงลงจากต้นมาถมไว้ที่โคนต้น พอเวลาผ่านไปใบไม้เหล่านี้ก็ย่อยสลายกลายเป็นฮิวมัส และเป็นตัวเพิ่มสารอาหารให้กับต้นไม้ในลักษณะของปุ๋ยอินทรีย์ แต่ระยะเวลาเหล่านี้ ค่อนข้างนาน หากจะใช้วิธีนี้บนพื้นที่เกษตรคงไม่ได้ จึงมีกระบวนการทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นมาใช้ได้เอง ด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น การใช้มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซากพืชซากสัตว์ และหรือขยะที่ย่อยสลายได้และไม่เป็นมลพิษจากครัวเรือน นำมาสับ บด หมัก บ่ม ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อช่วยให้ชิ้นส่วนขององค์ประกอบเล็กลงและย่อยสลายได้เร็วขึ้น ทั้งยังสามารถเติมธาตุอาหารต่างๆ ลงไปเพิ่มได้อีกด้วย

แร่ธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุทั้งหมด 13 ธาตุ โดยแบ่งเป็นธาตุหลักธาตุรอง และธาตุเสริม มีหน้าที่การทำงาน ดังนี้

1) ธาตุหลัก เป็นธาตุอาหารที่เป็นแร่ธาตุพื้นฐานที่พืชต้องการและจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมาก ได้แก่ ไนโตรเจน(N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K)

2) ธาตุรอง เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อย หากขาดพร่องไปก็ไม่ได้ส่งผลกระทบที่เสียหายแบบรุนแรงมากนัก ได้แก่ แคลเซียม (C) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S)

3) ธาตุเสริม เป็นธาตุที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อยมากๆ แต่ก็ขาดไม่ได้เหมือนกัน ได้แก่ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B)โมลิบดินัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) คลอรีน (Cl)

ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ มี 3 ชนิดดังนี้

1) ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยที่ได้จากการหมักซากพืช ซากสัตว์ และอินทรียวัตถุต่างๆ ด้วยการนำส่วนประกอบทั้งหมดมารวมกันและรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นปิดให้มิดชิดเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ให้กับจุลินทรีย์

2) ปุ๋ยคอก เป็นปุ๋ยจากมูลสัตว์ จะเป็นแบบของเหลวหรือของแข็งก็ได้โดยต้องนำไปตากแห้ง หรือหมักไว้ให้กลิ่นหายไป จึงสามารถนำไปใช้ได้

3) ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยที่ได้จากต้นพืชในพื้นที่ ต่างกับปุ๋ยหมักตรงที่เราไม่ได้เอาพืชไปหมักรวมกัน แต่ใช้วิธีไถกลบแล้วปล่อยให้พืชสดๆ นั้นย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ส่วนมากนิยมใช้พืชตระกูลถั่วทำเป็นปุ๋ยพืชสดเพราะให้ธาตุไนโตรเจนในระดับสูง

ปุ๋ยทั้งสามชนิดนี้ สามารถนำมาผสมผสานให้เข้าด้วยกันกลายเป็นปุ๋ยแบบใหม่ได้นะครับ เป็นการสร้างสรรค์จากวัตถุดิบใกล้ตัว หากต้องการใช้ปุ๋ยในปริมาณน้อย สามารถนำมาบ่มหรือหมักในถัง หากต้องการใช้มาก ก็สามารถนำไปหมักกองรวมกันในที่ที่หนึ่งหรือจะขุดเป็นหลุมบ่อเพื่อหมักปุ๋ยโดยเฉพาะเลยก็ได้ ข้อสำคัญในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตพืช จำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี พืชจึงจะให้ผลผลิตมากและยั่งยืน นะครับ

นาย รัตวิ

กรมข้าวฯไขข้อข้องใจ‘ข้าวเหนียว’แพงหูฉี่ โรงสีขยับหาซื้อบรรจุถุงขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435898

กรมข้าวฯไขข้อข้องใจ‘ข้าวเหนียว’แพงหูฉี่ โรงสีขยับหาซื้อบรรจุถุงขาย

กรมข้าวฯไขข้อข้องใจ‘ข้าวเหนียว’แพงหูฉี่ โรงสีขยับหาซื้อบรรจุถุงขาย

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.01 น.

กรมข้าวฯไขข้อข้องใจ‘ข้าวเหนียว’แพงหูฉี่ โรงสีขยับหาซื้อบรรจุถุงขาย

26 สิงหาคม 2562 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ราคาข้าวเหนียวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้เกิดจากปริมาณข้าวเหนียวในตลาดมีน้อยมาก ขณะที่ความต้องการบริโภคนั้นมีมาก โดยราคาข้าวเปลือกเหนียวเริ่มปรับตัวลง ชาวนาขายได้เฉลี่ยตันละ 10,188 บาท และในปี 2561 เฉลี่ยตันละ 9,549 บาท จากภาวะราคาข้าวเหนียวตกต่ำดังกล่าวทำให้ชาวนาหันไปปลูกข้าวหอมมะลิแทน จึงทำให้ผลผลิตข้าวเหนียวทั้งนารอบที่ 1 หรือนาปี และนารอบที่ 2 หรือนาปรัง ที่ผ่านมามีปริมาณน้อยกว่าทุกปี

ทั้งนี้ เมื่อปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง ราคาข้าวเปลือกเหนียวจึงปรับตัวสูงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 เป็นตันละ 10,268 บาท จนถึงเดือนสิงหาคม 2562 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9,697 บาท เป็นราคาตันละ 15,179 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.53 นอกจากนี้ราคาข้าวเหนียวยังปรับตัวสูงขึ้นมาก ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2562 เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาล โดยข้าวเก่ามีปริมาณเหลือน้อย ส่วนข้าวใหม่ยังไม่ถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว อีกทั้งภาครัฐได้ระบายข้าวในสต็อกหมด ส่วนชาวนาในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เก็บที่เหลือไว้บริโภค ส่งผลราคาข้าวเหนียวในตลาดสูงขึ้น

นายประสงค์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงสีพยายามหาซื้อข้าวเหนียวเพื่อเก็บไว้ในสต็อกและแปรสภาพเป็นข้าวถุงเพื่อจำหน่าย เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคในประเทศยังคงมีมาก สำหรับพื้นที่นาปรังข้าวเหนียวปี 2562 มี 1,006,199 ไร่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้รวม 595,963 ตัน ส่วนพื้นที่เป้าหมายปลูกข้าวเหนียว รอบที่ 1 หรือนาปี ปี 2562/63 จำนวน 16.172 ล้านไร่ คาดการณ์ว่าจะได้ผลผลิต 6.142 ล้านตัน

ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวแล้ว พื้นที่รวม 12,716,114 ไร่ แต่จากภาวะฝนทิ้งช่วงในปีนี้ทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวเหนียวในหลายจังหวัดได้รับผลกระทบ ได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น และเพชรบูรณ์ รวม 793,885 ไร่ ซึ่งชาวนาจะเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2562 ซึ่งคาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวเหนียวจะลดลงจากเป้าหมายที่กำหนดไว้

อธิบดีกรมชลฯ ไม่รู้สัญญาณขาเก้าอี้หัก! ลุยช่วย6จังหวัดหนีพายุ2ลูก จ่อขนน้ำถล่มไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435893

อธิบดีกรมชลฯ ไม่รู้สัญญาณขาเก้าอี้หัก! ลุยช่วย6จังหวัดหนีพายุ2ลูก จ่อขนน้ำถล่มไทย

อธิบดีกรมชลฯ ไม่รู้สัญญาณขาเก้าอี้หัก! ลุยช่วย6จังหวัดหนีพายุ2ลูก จ่อขนน้ำถล่มไทย

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 13.51 น.

อธิบดีกรมชลฯปัดข่าวโดนโยกนั่งตบยุง เป็นรองปลัดกระทรวง ระบุไม่มีสัญญาณใดๆจากรมว.เกษตรฯ ยังสั่งการด่วนเร่งทำแผนรับมือน้ำน้อยลุ่มเจ้าพระยาขั้นวิกฤติ พร้อมระดมช่วยเหลือพื้นที่อุทกภัย6 จังหวัดเตรียมรับพายุ2ลูกจ่อเข้าไทย 

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยกรณีมีกระแสข่าวจะถูกโยกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงฯว่า ยังไม่ทราบเรื่องและไม่มีสัญญาณใดๆจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯซึ่งได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งและอุทกภัย ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยรมว.เกษตรฯพร้อมสนับสนุนการดำเนินการอย่างเต็มที่ จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติในทุกพื้นที่ จากภาวะฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 9 จังหวัดได้แก่ เชียงราย อุดรธานี สกลนคร มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และเพชรบูรณ์ ได้ช่วยเหลือจนสถานการณ์เข้าสู่ปกติแล้ว 6 จังหวัด

ขณะเดียวกันยังคงเหลือ 3 จังหวัดได้แก่ ยโสธร ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ จึงให้เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง รวมทั้งให้พร้อมรับสถานการณ์ฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นได้อีกจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดเนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า อาจมีพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยได้อีก 1-2 ลูก ดังนั้นกรมชลประทานต้องเตรียมพร้อมทั้งแผนปฏิบัติงาน กำลังเจ้าหน้าที่ และเครื่องจักร-เครื่องมือในทุกพื้นที่เสี่ยงเพื่อช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างทันท่วงที

นายทองเปลว กล่าวว่า หลายวันที่ผ่านมามีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบนจังหวัดกาฬสินธุ์และพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนล่างจังหวัดร้อยเอ็ดและจ.ยโสธรนั้น ส่งผลให้ระดับน้ำในน้ำลำยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง บางจุดเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกเขตคันพนังกั้นน้ำฝั่งซ้ายของลำน้ำยัง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้แก่ ตำบลโคกม่วงและหนองใหญ่ อำเภอโพนทอง รวมทั้งตำบลศรีวิลัยและเหล่าน้อย อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดประมาณ 500 ไร่ และอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์มีพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 100 ไร่ ล่าสุดระดับน้ำที่จังหวัดกาฬสินธุ์ต่ำกว่าตลิ่งแล้วและมีแนวโน้มทรงตัว สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ด ที่อำเภอเสลภูมิระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 1.16 เมตรและมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

นายทองเปลว กล่าวว่า กรมชลประทานเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยนำเครื่องจักร-เครื่องมือ และกระสอบทรายพร้อมจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงตลอดความยาวของคันพนังกั้นน้ำยัง นอกจากนี้ยังเพิ่มการระบายน้ำลงท้ายเขื่อนยโสธรเพื่อทำให้ลำน้ำชีมีระดับต่ำลง ส่งผลให้การระบายน้ำจากลำน้ำยังลงแม่น้ำชีทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ส่วนที่จังหวัดยโสธร น้ำจากลำเซบายล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เกษตรบริเวณอำเภอป่าติ้ว โดยพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมซ้ำซาก ขณะนี้น้ำท่วมขังสูง 45 เซนติเมตร ซึ่งได้เร่งระบายน้ำที่เขื่อนลำเซบายอำนาจเจริญ โดยเปิดบานระบายเพิ่ม คาดว่า หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติใน 1-2 วันนี้

“รมว.เกษตรฯให้เร่งรัดจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา กรณีน้ำน้อยขั้นวิกฤติตามข้อสั่งการ โดยกำหนดมาตรการควบคุมการบริหารจัดการน้ำดังนี้ จะเปิดประตูระบายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเฉพาะการอุปโภคบริโภคเป็นครั้งคราว สำหรับอาคารเชื่อมต่อที่ดูแลโดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้จัดทำปฏิทินการรับน้ำส่งให้กรมชลประทาน ลำน้ำหรือคลองส่งน้ำที่มีความจำเป็นต้องรับน้ำเข้าเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำให้รับน้ำเข้าในเกณฑ์ต่ำสุด ซึ่งกรมชลประทานจะกำหนดอัตราการรับน้ำที่เหมาะสมให้ ขอความร่วมมือไม่ให้สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตรสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก และขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นงดอุดหนุนค่ากระแสไฟฟ้าสำหรับการสูบน้ำ และขอความร่วมมือไม่ให้เกษตรกรปิดกั้นลำน้ำหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูกเช่นกัน ทั้งนี้หากพื้นที่ใดจำเป็นต้องสูบน้ำเพื่อใช้สำหรับอุปโภค-บริโภคให้จัดทำปฏิทินการสูบน้ำส่งให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่า สำหรับสถานีสูบน้ำของการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนท้องถิ่นสามารถทำการสูบน้ำได้ตามปกติ แต่ต้องจัดทำปฏิทินการสูบน้ำส่งให้กรมชลประทานล่วงหน้าด้วย ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรลดการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำปิง น่าน เจ้าพระยา น้อย แม่น้ำท่าจีน และคลองในระบบชลประทานทุกสาย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คูคลอง และแหล่งน้ำต่างๆ เนื่องจากทำให้ต้องระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อเจือจางน้ำเสีย ทั้งนี้จะพิจารณาผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองในช่วงฤดูแล้ง 500 ล้าน ลบ.ม. และต้นฤดูฝนอีก 283 ล้าน ลบ.ม. มาช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างด้วย

นายทองเปลว กล่าวต่อว่า ได้ประเมินสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศในช่วงฤดูฝน 2562 โดยวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เป็น 6 กรณี เพื่อใช้วางแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนที่เหลืออยู่ ต่อเนื่องถึงฤดูแล้งปี 2562/2563 ประกอบด้วย 1. กรณีน้ำมาก (MAX) 2. กรณีน้ำไหลเข้าอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย (AVG) 3. กรณีน้ำน้อย (MIN) 4. ใช้ปริมาณน้ำไหลเข้า 2550 5. กรณีน้ำต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย 10% และ 6. ใช้ปริมาณน้ำไหลเข้าปี 2558 โดยผลปรากฏว่า ปริมาตรน้ำใช้การรวมอ่างบน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งใกล้เคียงกับปี 2558 ดังนั้นจะเน้นผลการคาดการณ์โดยใช้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง ปี 2558 เป็นลำดับแรก ซึ่งคาดว่า เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 31 ตุลาคม 2562 จะมีน้ำในอ่างฯ รวม 42,884 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 ของความจุอ่างฯ และมีน้ำใช้การได้ 19,342 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 ส่วนคาดการณ์ปริมาณน้ำรวม 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้แก่ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิจะมีน้ำในอ่างฯ รวม 10,845 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่าง น้ำใช้การได้ 4,149 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 412 แห่งทั้งประเทศ คาดว่า จะมีน้ำในอ่างฯ รวม 2,312 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 45 และน้ำใช้การได้ 1,923 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 40

“แผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ได้กำหนดการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำดังนี้ น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศในช่วงฤดูแล้ง สำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนเพื่ออุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรกรรม และจัดสรรน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

นายทองเปลว กล่าวอีกว่า สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยจะงดส่งน้ำเพาะปลูกข้าวนามี 18 แห่งได้แก่ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ เขื่อนแม่งัดฯ แม่กวงฯ กิ่วคอหมา แม่มอก ห้วยหลวง อุบลรัตน์ จุฬาภรณ์ ลำปาว ลำพระเพลิง มูลบน ลำแซะ ลำนางรอง กระเสียว ทับเสลา และป่าสักฯ โดยจะพิจารณาการจัดสรรน้ำในสภาวะวิกฤติ ปี 2562/63 อย่างเคร่งครัด

“ในลุ่มเจ้าพระยาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 – เดือนเมษายน 2563นั้น การจัดสรรน้ำจำต้องพิจารณาความต้องการปริมาณน้ำต่ำสุดในกิจกรรมการใช้น้ำประเภทต่างๆ และควบคุมการระบายน้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด คือ วันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตรแบ่งเป็น เพื่อการอุปโภค – บริโภควันละ 7 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศวันละ 8 ล้าน ลบ.ม. เกษตรต่อเนื่อง (ไม้ผล) วันละ 3 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งซึ่งขอย้ำว่า ไม่เพียงพอสำหรับเพาะปลูกข้าวนาปรัง กรมชลประทานได้ดำเนินการควบคุม ติดตามให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ และสามารถทำให้มีน้ำใช้ในกิจกรรมที่จำเป็นได้ตลอดจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563 จะจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมหลักวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งขอย้ำว่า ไม่เพียงพอสำหรับเพาะปลูกข้าวนาปรังจึงต้องงดส่งน้ำเพื่อการทำนาปรังทั้งลุ่มเจ้าพระยา” นายทองเปลว กล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่า ได้กำหนดมาตรช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ปี 2562/63 ที่ไม่สามารถทำนาปรังได้โดย จะว่าจ้างแรงงานชลประทาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเช่น การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับ ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ขณะนี้ได้ร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อทำฝนเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำให้มากที่สุด และเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถแบ็คโฮ และรถบรรทุกน้ำไว้ในทุกพื้นที่เสี่ยงแล้วเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างทันท่วงที และขอให้ประชาชนติดตามการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้กรมชลประทานจะควบคุมการจัดสรรน้ำตามแผนที่วางไว้เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563

รมว.เกษตรฯสั่งด่วนกรมชลฯ พร้อมช่วยเหลือปชช.พื้นที่เสี่ยง’น้ำไหลหลาก-ท่วมขัง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435855

รมว.เกษตรฯสั่งด่วนกรมชลฯ พร้อมช่วยเหลือปชช.พื้นที่เสี่ยง'น้ำไหลหลาก-ท่วมขัง'

รมว.เกษตรฯสั่งด่วนกรมชลฯ พร้อมช่วยเหลือปชช.พื้นที่เสี่ยง’น้ำไหลหลาก-ท่วมขัง’

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 11.16 น.

รมว.เกษตรฯสั่งด่วนกรมชลประทานพร้อมช่วยเหลือพื้นที่น้ำไหลหลากและน้ำท่วมขังจากฝนที่ตกหนักในบางพื้นที่ ล่าสุดจากพื้นที่ประสบภัย9จังหวัด เข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว6จังหวัด อีก3จังหวัดคาดเข้าสู่ภาวะปกติใน1-2วันนี้

เมื่อวันที่​ 26​ สิงหาคม​ 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า จากภาวะฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุดรธานี สกลนคร มุกดาหาร นครพนม ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และเพชรบูรณ์ ล่าสุด อธิบดีกรมชลประทาน รายงานว่า วันนี้ได้ช่วยเหลือจนสถานการณ์เข้าสู่ปกติแล้ว 6 จังหวัด คงเหลือ 3 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ จึงสั่งการให้เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง รวมทั้งให้พร้อมรับสถานการณ์ฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นได้อีกจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า อาจมีพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยได้อีก 1 – 2 ลูก ดังนั้น กรมชลประทานต้องเตรียมพร้อมทั้งแผนปฏิบัติงาน กำลังเจ้าหน้าที่ และเครื่องจักร-เครื่องมือ ในทุกพื้นที่เสี่ยง เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างทันท่วงที

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า รมว.เกษตรฯ ห่วงใยประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม กรมชลประทานจึงเร่งเข้าแก้ไขและบรรเทาสถานการณ์ โดยหลายวันที่ผ่านมามีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบนจังหวัดกาฬสินธุ์และพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนล่าง จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร นั้น ส่งผลให้ระดับน้ำในน้ำลำยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง บางจุดเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกเขตคันพนังกั้นน้ำฝั่งซ้ายของลำน้ำยัง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้แก่ ตำบลโคกม่วงและหนองใหญ่ อำเภอโพนทอง รวมทั้งตำบลศรีวิลัยและเหล่าน้อย อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดประมาณ 500 ไร่ และอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์มีพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 100 ไร่ กรมชลประทานได้เข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยนำเครื่องจักร-เครื่องมือ และกระสอบทรายพร้อมจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงตลอดความยาวของคันพนังกั้นน้ำยัง

นอกจากนี้ ยังเพิ่มการระบายน้ำลงท้ายเขื่อนยโสธร เพื่อทำให้ลำน้ำชีมีระดับต่ำลง ส่งผลให้การระบายน้ำจากลำน้ำยังลงแม่น้ำชีทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ส่วนที่ จ.ยโสธร น้ำจากลำเซบายล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เกษตรบริเวณ อ.ป่าติ้ว โดยพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมซ้ำซาก ขณะนี้น้ำท่วมขังสูง 45 เซนติเมตร ซึ่งได้เร่งระบายน้ำที่เขื่อนลำเซบาย จ.อำนาจเจริญ โดยเปิดบานระบายเพิ่ม คาดว่าหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติใน 1 – 2 วันนี้

เปิดตัวข้าวโพด2พันธุ์ใหม่ ตอบโจทย์ทนแล้ง-ต้านทานโรคสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435727

x

เปิดตัวข้าวโพด2พันธุ์ใหม่ ตอบโจทย์ทนแล้ง-ต้านทานโรคสูง

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ภาวะฝนแล้งและการกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอ เป็นปัญหาสำคัญของการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย  ส่งผลให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศลดลง การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ทนทานต่อสภาพแล้ง  เหมาะสมกับฤดูปลูก  รวมถึงมีอายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมกับระบบปลูกพืช  เป็นแนวทางหนึ่งในการลดความเสียหายของผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสภาพการกระจายของฝนที่ไม่แน่นอนได้

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิจัยพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ให้ทนทานต่อสภาพแล้ง เหมาะกับฤดูปลูก มีอายุเก็บเกี่ยวเหมาะสมกับระบบปลูกพืชต้านทานโรคทางใบที่สำคัญ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร โดยคัดเลือกตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์  จนประสบความสำเร็จได้พันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ใหม่ 2 พันธุ์คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 4  และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 5 โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้ง 2 พันธุ์ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตรแล้ว

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 4 เป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยว อายุยาว เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 110-120 วัน เกิดจากการผสมข้ามระหว่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ตากฟ้า 1 เป็นพันธุ์แม่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ Nei 452006 เป็นพันธุ์พ่อ ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 1,092 กิโลกรัมต่อไร่ ทนแล้งระยะออกดอก เก็บเกี่ยวด้วยมือง่าย ปลูกได้ดีในพื้นที่ดอน ดินระบายน้ำดี สภาพดินไม่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไป

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 5 เป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยว อายุค่อนข้างสั้น   เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 95-100 วัน ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 1,176 กิโลกรัมต่อไร่ ทนแล้ง ต้านทานโรคใบไหม้แผลใหญ่และโรคราสนิม เก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้นที่อายุ 95-100 วัน ฝักแห้งเร็ว หรือความชื้นขณะเก็บเกี่ยวน้อยกว่าพันธุ์อื่น  ขณะที่ต้นยังเขียวสดสามารถปลูกในพื้นที่หลังนาที่มีการให้น้ำชลประทาน แหล่งปลูกที่เกษตรกรต้องการเก็บเกี่ยวผลผลิตเร็วเพื่อปลูกพืชตาม หรือแหล่งปลูกที่มีการระบาดของโรคใบไหม้แผลใหญ่ในภาคเหนือของไทย

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท  กรมวิชาการเกษตรยังประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 ซึ่งผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม  2562 ลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตฝักทั้งเปลือก 2,132 กิโลกรัมต่อไร่ และฝักปอกเปลือก 1,306 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดมีสีขาวม่วงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค คุณภาพเหนียวนุ่ม เหมาะรับประทานฝักสด และปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรพร้อมเปิดตัวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์ใหม่ทั้ง 2 พันธุ์และข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 ในการประชุมวิชาการข้าวโพด-ข้าวฟ่าง ครั้งที่ 39 ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพจัดงานระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม ที่โรงแรมลพบุรี อินน์ รีสอร์ท จ.ลพบุรี  เพื่อเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารผลงานวิจัยและความรู้ใหม่ รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากรทุกภาคส่วน ที่อยู่ในวงการข้าวโพดและข้าวฟ่างของประเทศไทย

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘คทช.กาฬสินธุ์’ต้นแบบส.ป.ก.พอเพียง ชูหมู่บ้านโฮมสเตย์-แปรรูปสบู่จากรังไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435729

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘คทช.กาฬสินธุ์’ต้นแบบส.ป.ก.พอเพียง ชูหมู่บ้านโฮมสเตย์-แปรรูปสบู่จากรังไหม

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘คทช.กาฬสินธุ์’ต้นแบบส.ป.ก.พอเพียง ชูหมู่บ้านโฮมสเตย์-แปรรูปสบู่จากรังไหม

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงเกษตรถือเป็นเทรนด์ที่ได้รับนิยมในหมู่วัยรุ่นและคนเมืองที่ต้องการพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับความต้องการและเกิดสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรเกิดขึ้นมามากมาย ทั้งที่เกิดขึ้นจากภาคเอกชนหรือเกษตรกรเอง และรวมถึงที่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และอีกสถานที่หนึ่ง ที่เหมาะสมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร นั่นคือพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ

ดังตัวอย่าง นายชาติตระกาน ผลชื่น ซึ่งเป็นเกษตรกรที่อยู่ในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในจังหวัดกาฬสินธุ์ (คทช.กาฬสินธุ์) และเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด ที่ผ่านการอบรมเครือข่าย คทช.และมีโอกาสศึกษาดูงานในพื้นที่ต่างๆ จนเกิดแนวความคิดที่จะทำที่พักแบบโฮมสเตย์ในพื้นที่ของตนเอง โดยใช้กิจกรรมด้านการเกษตรที่ตัวเองทำสร้างรายได้อยู่ ให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงวัว การปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และแปรรูปผลิตภัณฑ์สบู่จากรังไหม เป็นต้น

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ นายชาติตระกาน เล็งเห็นว่าพื้นที่ของตนมีศักยภาพมากเพียงพอและมีความคิดที่จะต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนและเพื่อนๆ ในสหกรณ์ โดยรวมกลุ่มกันแล้วเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรมีจุดเด่นอยู่ที่การพลิกฟื้นผืนดินที่แต่เดิมมีสภาพเป็นดินทราย ขาดธาตุอาหาร สาเหตุมาจากการปลูกต้นยูคาลิปตัสเป็นพืชซ้ำซากในพื้นที่มานานกว่า 30 ปี หลังจากได้รับจัดสรรพื้นที่จาก ส.ป.ก. นายชาติตระกานและเพื่อนๆ เกษตรกรในพื้นที่ก็ช่วยกันเปลี่ยนแปลงทำให้กลับมาเป็นผืนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และชุ่มชื้นอีกครั้งภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี ด้วยองค์ความรู้ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ป.ก. และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ คทช.กาฬสินธุ์มีการพัฒนาและต่อยอด ทั้งด้านการผลิตผลผลิตพืชผักอินทรีย์ การจัดการเกษตรเชิงท่องเที่ยว มีฐานการเรียนรู้ต่างๆ จากสิ่งที่พี่ชาติตระกานและเพื่อนๆ ในชุมชนทำอยู่ก่อนแล้วไม่ว่าจะเป็นการทำสบู่รังไหม การพัฒนาแปลงขนาดเล็ก การปลูกผักหวานป่า อีกทั้งยังมีกระบวนการผลิตไหมคุณภาพครบวงจรเตรียมไว้สำหรับผู้ศึกษาดูงาน โดยมีความคิดที่จะทำที่พักแบบโฮมสเตย์ ที่มีบริการจัดทำอาหาร อาหารว่าง เครื่องดื่มสำหรับผู้ใช้บริการอย่างเพียบพร้อมพร้อมด้วยรถซาเล้งสำหรับนำชมภายในพื้นที่ชุมชน คทช.กาฬสินธุ์เพื่อรองรับผู้ที่สนใจและนักท่องเที่ยวที่สนใจจะศึกษาวิถีชีวิตแบบเกษตรกรที่เรียบง่ายและพอเพียง

สำหรับผู้ที่สนใจจะอุดหนุนผลิตภัณฑ์แปรรูปสบู่จากรังไหม ผลผลิตพืชผักอินทรีย์เยี่ยมชมและพักผ่อนในรูปแบบโฮมสเตย์ในพื้นที่ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ และสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด หมู่ที่ 4 บ้านดงกล้วย ตำบลนาจำปา อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ 46000 หมายเลขโทรศัพท์08-0057-8584 และ 09-0858-7244

ชายคาพระพิรุณ : 26 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435725

586851

ชายคาพระพิรุณ : 26 สิงหาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์และศักยภาพกลุ่ม โดยนำข้อมูลของกลุ่มที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ และจัดทำแผนกิจกรรมพัฒนาศักยภาพกลุ่มร่วมกัน โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในกลุ่ม ซึ่งเบื้องต้นนำร่องใน 6 แห่งคือ แปลงใหญ่ผักปลอดภัย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี, วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวอ่อนน้ำหอม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม, แปลงใหญ่มะพร้าว อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา, แปลงใหญ่ผัก อ.นามน จ.กาฬสินธุ์, แปลงใหญ่มังคุด อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช และ อะโวคาโดพบพระ จ.ตาก ทั้งหมดเป็นกลุ่มเกษตรกรที่รวมกลุ่มและดำเนินกิจการเกษตรอยู่แล้ว มีเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นสมาชิกในกลุ่มและมีแนวคิดขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมในชุมชนเพื่อสนับสนุนให้สามารถดำเนินการตามแผนกิจกรรมที่ร่วมกันกำหนด นำไปสู่การพัฒนาเป็นต้นแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรแบบบูรณาการโดยยึดพื้นที่เป็นหลัก สามารถนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไปได้ และสำหรับมังคุด ลานสกา ก็เป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ซึ่งนางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลขณะนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมความสำเร็จของแปลงใหญ่มังคุดลานสกาว่า กรมส่งเสริมการเกษตรวางแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่มุ่งพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ดึงพลังเกษตรกรรุ่นใหม่ แปลงใหญ่ และวิสาหกิจชุมชน ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้โครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนเอง จนเข้าสู่การส่งเสริมการเกษตร ในดำเนินการในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ เป็นพี่เลี้ยง เน้นเกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันเพื่อบริหารจัดการการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรร่วมกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ทุกกลุ่มในชุมชน ต้องมาทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงกันได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยปรับวิธีการทำงานเพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องลงในพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนเกษตรให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้

สำหรับรูปแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ให้บูรณาการการทำงาน ยกระดับให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยึดพื้นที่เป็นศูนย์กลาง โดยมีกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ สินค้า ชัดเจน มี young smart farmer เป็นสมาชิกในกลุ่ม โดยรวมกลุ่มดำเนินกิจการอยู่แล้ว และมีแนวคิดในการขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ ของชุมชน ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน วิเคราะห์และประเมินศักยภาพของกลุ่ม การปรับวิธีคิด มีการจัดทำแผนพัฒนากลุ่ม เช่น พัฒนากิจการ/ธุรกิจ และพัฒนาคน สามารถบูรณาการกิจกรรมและงบประมาณ จัดหาแหล่งทุน รวมทั้งประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่ม ตั้งแต่ต้นทาง เน้นส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพ/มาตรฐานสินค้าเกษตร และสนับสนุนการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ กลางทาง พัฒนาการแปรรูปสินค้า การสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และบริการ การสร้าง Brand สินค้า และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ปลายทางมีการเชื่อมโยง/พัฒนาตลาด และเพิ่มช่องทางการตลาด เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นและมีความหลากหลายและมีการต่อยอดเชิงธุรกิจ สร้างเครือข่ายกลุ่มธุรกิจและพันธมิตร เพื่อขยายขอบเขตการดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน สำหรับโมเดลมังคุด ลานสกา ต้นแบบการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ได้วางแผนการผลิต โดยมีแปลงใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอยู่แล้ว เข้ามาบริหารจัดการ โดยชุมชนได้วิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางจัดการร่วมกัน โดยเน้นถึงปัจจัยทางการเกษตร ต้นทาง กลางทางและปลายทาง ได้แก่ การอนุรักษ์และขยายพันธุ์มังคุด เป้าหมายผลิตต้นพันธุ์มังคุด จำนวน 30,000 ต้น โดยดำเนินการเพาะเมล็ดในกระบะเพาะ ย้ายต้นกล้าลงถุง และดูแลรักษาในโรงเรือน การขอรับรองสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI มังคุดลานสกา) รวมทั้งการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมังคุด ได้แก่ ตากแห้งเปลือกมังคุด เนื้อมังคุดตากแห้ง มังคุดกวน ไวท์มังคุด มังคุดลอยแก้ว ถ่านจากมังคุด โดยรับซื้อเปลือกมังคุดตกหล่น มังคุดดำมังคุดแข็ง จากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช (ทุ่งใหญ่) ในการพัฒนารสชาติ คุณภาพ และบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการจัดเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต และผู้ซื้อโดยตรงผ่านรูปแบบต่างๆ รวมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (สวนมังคุด 100 ปี) โดย อบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เป็นต้น…

กรมประมงกำหนดเตรียมจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่การผลิตแบบแปลงใหญ่ (เปิดบ้านงานเด่น กพจ.) ระหว่างวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง ภายในงานมีการจัดเสวนา เรื่อง “ทิศทางการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ” ตลอดจนมีเปิดเวทีโชว์ผลงานวิจัยที่โดดเด่นจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ มีการบรรยายผลงานวิจัยในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ (1) นวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิตลูกพันธุ์ปลานิลคุณภาพ (2) ต้นแบบความสำเร็จ แปลงใหญ่สัตว์น้ำจืด 4.0 (3) ยกระดับงานวิจัย กพจ. สู่ความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (4) มารู้จักปลากับกาสะลอง (5) มิติใหม่ของการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำเพื่อการส่งออกสู่ตลาดโลกและอีกมากมายและยังได้รวบรวมผลิตภัณฑ์ประมงจากเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรจาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มาจัดจำหน่ายในงานดังกล่าวด้วย อาทิ เนื้อปลาสเตอร์เจียนสดหั่นชิ้น ปลาเรนโบว์เทราต์รมควัน ไอศกรีมคาร์เวีย ปลาส้มปลาเทโพ ปลาส้มปลาสร้อยขาว แจ่วบองกบ แกงส้มปลากดเหลือง ปลาสลิดดอนนาแดดเดียว ปลาดุกร้า ลูกชิ้นจระเข้ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมายที่นำมาจำหน่ายในงาน….ใครสนใจงานนี้ไปเที่ยวชมกันได้นะครับ

ขุนเกษตร

โชว์แปลงสับปะรดอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435726

x

โชว์แปลงสับปะรดอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มการผลิต

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาววราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำการส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องลำดับต้นๆ ของโลก มูลค่าการส่งออกสูงถึง 20,000 ล้านบาทต่อปี จากการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะได้จัดทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะใน 6 จังหวัด ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในกระบวนการผลิตพืช 6 ชนิด ได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง มะเขือเทศ และสับปะรด พร้อมจัดเก็บข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การจัดทำ Big Data ด้านเกษตรอัจฉริยะ สำหรับใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจและกำหนดแนวทางการทำเกษตรอัจฉริยะต่อไปในอนาคต ที่ผ่านมาดำเนินการไปแล้วใน 2 พืช ได้แก่ ข้าว จ.สุพรรณบุรี และ มันสำปะหลัง จ.กำแพงเพชร วันนี้ดำเนินการในแปลงสับปะรด ในพื้นที่ของนายรุ่งเรือง ไล้รักษา สมาชิกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ 20 ไร่ เพื่อเปรียบเทียบกรรมวิธีการผลิตของเกษตรกรแบบดั้งเดิม 10 ไร่ และกรรมวิธีการผลิตแบบเกษตรอัจฉริยะอีก 10 ไร่

สำหรับเทคโนโลยี นวัตกรรมที่นำมาใช้ในแปลงต้นแบบนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และลดการสูญเสียผลผลิต อีกทั้ง ดำเนินการในรูปแบบประชารัฐ เน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรแปลงใหญ่ในพื้นที่ ทั้งเครื่องจักรกลเกษตรอัจฉริยะต่างๆ รวมถึงการทำการเกษตรแบบแม่นยำ มาทดสอบใช้ในแปลงเรียนรู้ ครอบคลุมตลอดทั้งกระบวนการผลิตพืช ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจากแปลงเรียนรู้จะถูกรวบรวม เพื่อนำไปสู่การพัฒนา Big Data Platform ด้านการเกษตรอัจฉริยะ ที่ประมวลผลผ่านระบบ internet เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลมาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจทำเกษตรกรรมได้แม่นยำ ผ่าน Application ซึ่งจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อให้เป็นต้นแบบขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะที่เหมาะสมกับการเกษตรของประเทศไทย และนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะที่ได้รับการทดสอบจากแปลงเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต

รมช.เกษตรฯหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า ตั้งเป้าซื้อน้ำยาง5-10บาทต่อกก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435797

รมช.เกษตรฯหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า ตั้งเป้าซื้อน้ำยาง5-10บาทต่อกก.

รมช.เกษตรฯหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า ตั้งเป้าซื้อน้ำยาง5-10บาทต่อกก.

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 19.45 น.

25 สิงหาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปยางพารา ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพสหกรณ์บ้านพังดาน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง และชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดสตูล จำกัด

โดยกล่าวว่าเป็นการลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและเก็บข้อมูลศักยภาพการผลิตและแปรรูปยางพาราของสหกรณ์ เพื่อนำข้อมูลไปนำเสนอกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อจะหาแนวทางร่วมกันส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นผู้ผลิตสินค้าตามที่กระทรวงคมนาคมต้องการ เช่น กรวยยางวางบนถนน และแท่งแบริเออร์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงคมนาคมได้มีแนวทางทำข้อตกลงเพื่อร่วมมือกันผลักดันให้ปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลได้เตรียมงบอุดหนุนให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อแห่ง หรืออาจจะมากกว่าตามชนิดสินค้าที่ผลิต

“ไม่มีการใช้ยางเพิ่มทางใดที่จะรวดเร็วเท่ากับการใช้ในภาครัฐ ดังนั้น ทั้งสองกระทรวงจึงร่วมมือกัน และเบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลพร้อมจะจัดงบอุดหนุนให้กับสหกรณ์ที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการสนับสนุนการผลิตและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา และขอความร่วมมือว่าหากสหกรณ์ใดที่เข้าร่วมโครงการขอให้ช่วยรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในราคานำตลาดอย่างน้อย 5 – 10 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นการช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์เอง“ รมช.เกษตรฯกล่าว

สำหรับเป้าหมายในการซื้อยางพาราของโครงการนั้น นางสาวมนัญญา กล่าวว่า ยังไม่ลงรายละเอียดเรื่องปริมาณ แต่ต้องใช้ปริมาณมากแน่นอนเพราะอุปกรณ์การจราจร ทั้งกรวยยาง และแท่งแบริเออร์ ต้องใช้ทั่วประเทศ และ รมว.คมนาคม กับรมว.เกษตรฯ ก็ต้องการให้เกิดโครงการนี้โดยเร็ว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ขณะนี้ขอให้สหกรณ์ที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องของการปรับปรุงศักยภาพการผลิตของโรงงานทำรายละเอียดขอมาได้ ทางกระทรวงเกษตรฯจะช่วยดูเพื่อให้สหกรณ์มีการพัฒนากำลังการผลิตให้ดีขึ้น ซึ่งแต่ละปีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ช่วยเหลือสหกรณ์ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพการแปรรูปยางพารามาอย่างต่อเนื่อง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ที่มีความพร้อมเข้าโครงการ 3 แห่ง คือสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด จ.สงขลา ชุมนุมสหกรณ์อุตสาหกรรมยางพาราภาคใต้ จำกัด จ.สุราษฏร์ธานี และชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดสตูล จำกัด ซึ่งรัฐจะต้องช่วยในการพัฒนาและปรับปรุงเครื่องจักรสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ ตามที่กระทรวงคมนาคมต้องการ  ซึ่งในการลงพื้นที่วันนี้ทางสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ ยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปยางพารา ซึ่งจะกลับไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง

สำหรับในการลงพื้นที่ของนางสาวมนัญญา ครั้งนี้พบว่า ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯ และสหกรณ์การเกษตรฯ ในพื้นที่จังหวัดพัทลุงและสตูล ได้ขอให้รมช.เกษตรฯช่วยเหลือจัดหาเครื่องจักรที่จะใช้ในโรงงานแปรรูปยาง ถังเก็บน้ำยาง รถขนน้ำยางสด และรถแทรคเตอร์ในสวนปาล์ม  ซึ่ง นส.มนัญญา กล่าวว่า พร้อมจะช่วยทุกสหกรณ์ แต่จะต้องดูว่าสิ่งที่ขอมานั้นสหกรณ์ได้นำไปใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ และควรมีการแบ่งปันเครื่องมือ เครื่องจักรให้กับสหกรณ์อื่นๆในพื้นที่ได้มาใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นการช่วยเหลือแบ่งปันกันในขบวนการสหกรณ์