ชายคาพระพิรุณ : 19 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434137

586851

ชายคาพระพิรุณ : 19 สิงหาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันก่อนติดตามท่านสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ไปดูผลสำเร็จการพลิกฟื้นสวนส้มโอทับทิมสยาม พืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นของชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่น จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สละ จำปาดะ และมะม่วงเบา ใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยให้บริหารจัดการผ่านกระบวนการเกษตรแปลงใหญ่อย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตสินค้าคุณภาพจากสวนที่ได้มาตรฐาน เตรียมพร้อมสู่มาตรฐานการส่งออก การยกระดับเกรดของสินค้าด้วยการจัดทำการรับรองคุณภาพ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่ทันสมัยแต่สื่อสารเข้าใจง่ายสำหรับผู้บริโภคต่างถิ่น ตลอดจนให้มีการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ภาคใต้ และการเชื่อมโยงตลาดกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยเน้นเกษตรกรเป้าหมาย 3,000 ราย ผ่านกระบวนการเกษตรแปลงใหญ่ มุ่งส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าไม้ผลอัตลักษณ์ ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตไม้ผลที่สำคัญของประเทศไทย มีการผลิตไม้ผลหลายชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นสินค้าอัตลักษณ์สร้างชื่อประจำจังหวัด เช่น ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สละ จำปาดะ และมะม่วงเบา เป็นต้น จึงทำให้เหมาะที่จะส่งเสริมและพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสู่มาตรฐานการส่งออก ควบคู่ไปกับการพัฒนาการแปรรูป เพื่อทำให้การผลิตไม้ผลของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในปี 2562 เกิดการเริ่มต้นและพัฒนาสินค้าไม้ผลได้อย่างครบวงจร นำไปสู่การใช้เทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตไม้ผลสู่ 4.0 สำหรับ “ส้มโอทับทิมสยาม” มีแหล่งปลูกที่ได้คุณภาพมีเพียงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเพียงแห่งเดียวเท่านั้น โดยผลผลิตส่งจำหน่ายใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย จีน (5 มณฑล) เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ในปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังหันมาปลูกส้มโอทับทิมสยามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ปีละหลายร้อยล้านบาท แต่ส้มโอทับทิมสยามยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงนับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรในลุ่มน้ำปากพนังที่จะหันมาปลูกส้มโอทับทิมสยามให้มากขึ้น…

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมประมง จัดพิธีการทำลายของกลางซากของสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่คดีสิ้นสุด และตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 จำนวน 10 รายการ ได้แก่ ซากม้าน้ำแห้ง ซากปลาจิ้มฟันจระเข้แห้ง ซากปะการัง ซากกัลปังหา ซากจระเข้ ซากเต่า ซากตะพาบน้ำไทย ซากดาวทะเล ซากเปลือกหอย และซากหอยงวงช้างตากแห้ง รวมมูลค่าของกลางกว่า 5,500,000 บาท (ห้าล้านห้าแสนบาทถ้วน) โดยของกลางที่นำมาทำลาย กรมประมงได้รับมอบมาจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ จากกรมศุลกากร 5 คดี จากการจับกุมผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร 1 คดี จากการตรวจยึดบนอาคารผู้โดยสาร 10 คดี และจากการจับกุมการลักลอบค้าและครอบครองสัตว์ป่าภายในประเทศ 24 คดี ซึ่งกรมประมงมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในการลักลอบนำเข้า ส่งออก ค้า หรือครอบครองสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการลักลอบนำเข้าส่งออกสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ป่าที่ปรากฏตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดของสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออกที่ไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง และการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ของกลางเหล่านี้จะมีการลักลอบนำไปขายทำยา ทำเครื่องประดับ หรือนำไปตกแต่งอควาเรียม เรื่องมูลค่าความเสียหายก็ส่วนหนึ่ง แต่คุณค่าของทรัพยากรเหล่านี้ บางชนิดอยู่ในสภาวะที่ใกล้สูญพันธุ์ บางชนิดกว่าจะเจริญเติบโตขึ้นมาใช้เวลาเป็นร้อยปี มันจึงเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจที่จะประเมินค่าได้ โดยปัจจุบันปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการลักลอบการนำเข้าด้วยวิธีการที่หลากหลาย และหลายช่องทางเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งการกระทำความผิดนี้ถือว่าเป็นอาชญากรรม มีโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งผลการลักลอบในแต่ละครั้งส่งผลต่อภาพลักษณ์ในด้านการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง…

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ระดับภาค เรื่อง “การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน ได้ร่วมกันสร้างการรับรู้ ติดตามงาน และกำหนดแผนการดำเนินงาน ส่งเสริมการจัดทำบัญชีในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่ายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำแผนการดำเนินงานบูรณาการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป โดยมีบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน และอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีในพื้นที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 8 จำนวน 157 คน เข้ารับการอบรม ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ขันนอตโครงการป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434136

x

ขันนอตโครงการป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังติดตามการบริหารจัดการน้ำและตรวจความคืบหน้าการดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า กรมชลประทานดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2)
จ.สงขลา กำหนดแนวทางแก้ปัญหาเป็น 3 แนวทางคือ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1
จากเดิมระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที 2) การสกัดน้ำไม่ให้เข้าเมือง โดยขุดคลองสายใหม่เพื่อตัดยอดน้ำก่อนไหลเข้าเมือง อัตราการระบาย 2,000 ลบ.ม./วินาที และ 3) ตัดยอดน้ำ โดยสร้างอ่างเก็บน้ำ 5 แห่ง ความจุรวม 120 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ ระยะเร่งด่วน กรมชลประทานดำเนินการตามแนวทางที่ 1 ซึ่งเมื่อรวมกับการระบายน้ำของคลองอู่ตะเภา ทำให้ระบายน้ำได้รวม 1,665 ลบ.ม./วินาที อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 และเป็นแหล่งน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ช่วงมรสุมที่ใกล้จะถึงนี้ กรมชลประทานคาดว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะระบายน้ำได้ประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที ถ้าฝนตกไม่เกิน 200 มิลลิเมตร จะรับมือต่อสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ได้เร่งรัดโครงการที่ยังไม่เรียบร้อย ให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของจ.สงขลา เตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย โดยตรวจสอบความพร้อมใช้งานอาคารชลประทานขนาดกลางในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา การขุดลอกสิ่งกีดขวางทางน้ำ และกำจัดวัชพืชในคลองชลประทาน คลองธรรมชาติและในอ่างเก็บน้ำตามแผนงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์สุโขทัย รับรางวัลดีเด่นระดับปท.‘ชนะเลิศอันดับ1’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434138

x

แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์สุโขทัย n รับรางวัลดีเด่นระดับปท.‘ชนะเลิศอันดับ1’

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยผลการประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2562 โดยรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ที่มีจุดเด่นด้านการดำเนินงานในรูปแบบกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีแบบแผน เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งจากแปลงใหญ่และเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรอื่น รวมถึงใช้ตลาดนำการผลิตที่เข้มแข็งด้วยระบบการบริหารจัดการที่ดี

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับการจัดประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2562 ซึ่งถือเป็นปีที่ 4 ที่จัดประกวดดังกล่าวขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้เกษตรกร รวมถึงเป็นแรงกระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาตนเองต่อเนื่อง ไปพร้อมกับการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ โดยปีนี้การคัดเลือกแปลงใหญ่ที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นเข้าประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นตั้งแต่ระดับเขตไปจนถึงระดับประเทศ ประจำปี 2562 ประกอบด้วย ระดับเขตมีการคัดเลือกทั้ง 6 เขต เขตละ 1 แปลง เพื่อเป็นตัวแทนประกวดระดับประเทศ ซึ่งมีแปลงใหญ่ของแต่ละเขตที่ผ่านการคัดเลือกเข้าประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2562 ได้แก่ เขต 1 แปลงใหญ่มันสําปะหลัง ตําบลวังม่วง อําเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี เขต 2 แปลงใหญ่กล้วยหอมทอง 1 หมู่ที่ 2 ตําบลถ่ำรงค์ หมู่ที่ 3 ตําบลท่าเสน อําเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เขต 3 แปลงใหญทุเรียน หมู่ที่ 8 ตําบลดงขี้เหล็ก อําเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เขต 4 แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ หมู่ที่ 9 ตําบลดงมะไฟ อําเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร เขต 5 แปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม ตําบลท่าข้าม อําเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ตําบลนํ้าชุม อําเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย

สำหรับผลการประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2562 รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ เขต 6 แปลงใหญ่
มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ เขต 2 แปลงใหญ่กล้วยหอมทอง 1 หมู่ที่ 2 ตําบลถ่ำรงค์ หมู่ที่ 3 ตําบลท่าเสน อําเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ เขต 4 แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ หมู่ที่ 9 ตําบลดงมะไฟ อําเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร และรางวัลชมเชยลำดับที่ 1 ได้แก่ เขต 1 แปลงใหญ่มันสําปะหลัง ตําบลวังม่วง อําเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี อันดับที่ 2 ได้แก่ เขต 3 แปลงใหญ่ทุเรียน หมู่ที่ 8 ตําบลดงขี้เหล็ก อําเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี และอันดับที่ 3 เขต 5 แปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม ตําบลท่าข้าม อําเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

และสุดท้ายรางวัลแปลงใหญ่ขวัญใจมหาชน ได้แก่ แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ที่ควบ 2 ตำแหน่งในปีนี้ เนื่องจากมีความโดดเด่นในด้านการบริหารจัดการกลุ่ม และการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกลุ่มเกษตรกรอื่น เครือข่ายศพก. สมาร์ทฟาร์มเมอร์ และยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เพื่อวางแผนผลิตมะม่วงให้มีผลผลิตตลอดทั้งปีส่งให้บริษัท และตลาดทั่วไป โดยสามารถรักษาความเสถียรของราคาให้มั่นคง ผลผลิตไม่ล้นตลาด ซึ่งนับเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ดีเด่นที่นำไปเป็นต้นแบบให้กลุ่มแปลงใหญ่อื่นต่อไปได้ในอนาคต

‘นมไทย-เดนมาร์ค’คว้ารางวัล Top Rising Brandsครองใจผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434140

x

‘นมไทย-เดนมาร์ค’คว้ารางวัล Top Rising Brandsครองใจผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค คว้ารางวัล Top Rising Brands ในหมวด Dairy ในงานแถลงข่าวและประกาศรางวัลแบรนด์ยอดนิยม “Kantar Brand Footprint Award 2019-Thailand” ซึ่งจัดอันดับแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสูงสุดทั้งในและต่างประเทศ โดยผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ภายใต้การบริหารจัดการขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยติดอันดับคว้า Top Brand ตอกย้ำการเป็นผลิตภัณฑ์นมที่ครองใจผู้บริโภคอันดับต้นๆในไทย พร้อมปรับยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าใหม่ ชิงผู้นำตลาด ขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคไปยัง CLMV (กัมพูชา,ลาว, พม่า, เวียดนาม) เพื่อเพิ่มรายได้และดันผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คก้าวสู่ผู้นำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผอ.อ.ส.ค.กล่าวว่า อ.ส.ค.พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับกลยุทธ์ เพิ่มไลน์สินค้าใหม่ และรุกทำตลาดผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คต่อเนื่องตลอดปี 2562 ส่งผลให้ อ.ส.ค. คว้ารางวัล “Top Rising Brands (Kantar Brand Footprint Award 2019-Thailand) ในหมวด Dairy นมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นแบรนด์ที่เติบโตสูงสุดในกลุ่มผู้บริโภค โดยรางวัลดังกล่าวถูกจัดลำดับโดยบริษัท กันตาร์ เวิล์ดพาแนล (Kantar Worldpanel) ซึ่งทำวิจัยเก็บรวบรวมและวิเคราะห์พฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างที่ซื้อเกี่ยวกับแบรนด์ยอดนิยมในประเทศไทยติดต่อกันปีนี้เป็นปีที่ 7 โดยมอบรางวัลทั้งสิ้น 4 ประเภทรวม 16 รางวัล ได้แก่ Most Chosen Brands, Top Rising Brands, Top Outstanding Local Brands และ Top Outstanding Retailler ในธุรกิจ FMCG และ Retail วิเคราะห์ประมวลผลด้วยดัชนี CRP หรือ Consumer Reach Point ซึ่งเป็นอัตราการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ทำการพัฒนาขึ้นและเป็นเอกสิทธ์ิเฉพาะของ Kantar

ดร.ณรงค์ฤทธิ์กล่าวด้วยว่า รางวัลดังกล่าวถือเป็นแรงจูงใจและแรงกระตุ้นสำคัญ ทำให้ อ.ส.ค. เร่งพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์นมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการตลาดให้ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ด้วยการเร่งปรับแผนขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคครบทุกวัยมากขึ้น ที่ผ่านมา อ.ส.ค.ทำตลาดนมพร้อมดื่มยูเอชทีร่วมกับบริษัทแมคไทย จำหน่ายนมไทย-เดนมาร์คในกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นมีอายุตั้งแต่ 15-22 ปี รวมทั้งได้ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) วิจัยและพัฒนาในกลุ่ม เพื่อเพิ่มอำนาจในการแข่งขัน และผลักดันให้อ.ส.ค. ก้าวสู่ผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคงด้วยการเติมเต็มตลาดในประเทศให้ครบทุกวัย

‘เทวัญ’ขานรับคำสั่ง’บิ๊กตู่’ ติดตามภัยแล้งที่โคราช’อ่างลำตะคอง-อ่างลำแชะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433949

'เทวัญ'ขานรับคำสั่ง'บิ๊กตู่' ติดตามภัยแล้งที่โคราช'อ่างลำตะคอง-อ่างลำแชะ'

‘เทวัญ’ขานรับคำสั่ง’บิ๊กตู่’ ติดตามภัยแล้งที่โคราช’อ่างลำตะคอง-อ่างลำแชะ’

วันเสาร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 18.10 น.

 รมต.สำนักนายกรัฐมนตรีรับคำสั่งนายก.ตู่ -รองนายก.ประวิตร ติดตามภัยแล้งที่โคราช อ่างลำตะคอง อ.สีคิ้ว –อ่างลำแชะ อ.ครบุรี ถือเป็นวาระแห่งชาติ

17 สิงหาคม 2562 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้วฯ และ บ้านหนองแคทราย ต.ลำเพียก อ.ครบุรีฯ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลบน – ลำแชะ การตรวจติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนลำแชะ  พร้อมออกเยี่ยมเยียนประชาชน บริเวณสระประปาบ้านหนองแคทราย , อ่างเก็บน้ำคลองน้ำมัน , อ่างเก็บน้ำบ้านจัดสรร , ตรวจพื้นที่มันสำปะหลังที่ได้รับความเสียหายในพื้นที่ รับทราบปัญหา อุปสรรค การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยมีนายธงชัย ลืออดุลย์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรม , นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ส.ส.นครราชสีมา , นางสาวเยาวภา บุรพลชัย โฆษกพรรคชาติพัฒนา มีนางปิยะฉัตร อินสว่าง รอง ผวจ.นครราชสีมา พร้อมด้วย สำนักชลประทานที่ 8 นครราชสีมา , ผอ.ชลประทาน จ.นครราชสีมา , ผอ.โครงการฯ , เกษตรจังกวัดฯ และเจ้าหน้าที่รวมกว่า100 คน ร่วมประชุม ก่อนการประชุมได้มีกลุ่มผู้ใช้น้ำตัวแทนกว่า 20 คนชาว อ.สีคิ้วฯ และกลุ่มผู้ใช้น้ำต่อต้านไม่ยอมให้โรงงานน้ำตาลแห่งหนึ่งวางท่อสูบน้ำลำตะคอง เป็นการแย่งน้ำชาวบ้าน ยื่นหนังสือให้มีการตรวจสอบและไม่อนุญาตให้ใช้น้ำจากลำตะคอง

นายเทวัญฯ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตรฯ รองนายกรัฐมนตรีให้ติดตามรับทราบปัญหาสถานการณ์ที่ จ.นครราชสีมา ดูแลความเดือดร้อนให้กับประชาชนพื้นที่ อ.สีคิ้วและ อ.ครบุรี  เท่าที่ทราบปีนี้ จ.นครราชสีมาเกิดภัยแล้งเป็นพิเศษ ซึ่งจากนี้ไปเราจะลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ เพราะ จ.นครราชสีมามี 32 อำเภอปัญหามีมากพอสมควร ซึ่งได้รับรายงานจากทางชลประทานจังหวัดฯทราบว่า 5 เขื่อนใหญ่ ประกอบด้วย เขื่อนลำตะคอง , เขื่อนลำพระเพลิง , เขื่อนลำมูลบน , เขื่อนลำแชะ และเขื่อนลำปลายมาศ น้ำในเขื่อนลดลงมากกว่าปี2561 ลดต่ำกว่ามาตรฐานลงมากกว่า 20% อาจจะด้วยสาเหตุ 1.น้ำที่สะสมจากปีที่แล้วก็มีต่ำกว่ามาตรฐาน 10% แล้วเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงด้วยทำให้เขื่อนหลักทั้ง 5 เขื่อนจึงมีน้ำกว่ามาตรฐานคือมีน้ำน้อยมาก แต่ในส่วนอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้วฯสามารถที่จะปล่อยน้ำได้ตามมาตรฐานให้กับเกษตรกร และน้ำอุปโภค บริโภคได้ปรกติ ส่วนเขื่อนอื่นๆ 4 เขื่อนน่าเป็นห่วง แต่มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 อ่างทั่ว จ.นครราชสีมาที่มี 6 อ่างที่มีน้ำเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ ก็คือไม่มีน้ำเลย อันนี้น่าเป็นห่วงซึ่งคงจะต้องลงไปดูว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตรฯ รองนายกรัฐมนตรีให้นโยบายมาว่าให้ทำฝนเทียม แต่การทำฝนเทียมขณะนี้มีปัญหาจากสภาพอากาศไม่อื้ออำนวยเท่าที่ควรขึ้นทำแล้วได้ผลไม่เต็มที่ ขณะที่ทางจังหวัดฯพยายามระดมเครื่องไม้เครื่องมือการขุดเจาระบ่อบาดาล เป่าล้างบ่อ นำรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือชาวบ้านบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ท.ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทานประมาณ 7 แสนไร่ได้รับความเสียหายยังไม่มากหรือส่วนน้อยมาก แต่พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกเขตชลประทานกว่า 6 ล้านไร่ ข้าว , มันสำปะหลัง ข้ามโพด เสียหายประมาณ 30-40% ซึ่งตนจะเอารายงานที่ได้รับมาทั้งหมดไปรายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตรฯ รองนายกรัฐมนตรี และ ครม.ทราบ โดยเฉพาะปัญหาเร่งด่วนซึ่งตนจะรีบรายงานทันที ส่วนที่มีกลุ่มผู้ใช้น้ำ อ.สีคิ้วฯที่เดือดร้อนจากการขาดน้ำนั้น

ตนได้สั่งการทางอำเภอนำน้ำไปช่วยเหลือให้กับชาวบ้านก่อนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แล้วลงไปดูสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เกิดจากบ่อที่ขุดตันหรือเปล่า หรือไม่มีน้ำก็ต้องไปขุดบ่อใหม่ให้ชาวบ้าน ส่วนอีกเรื่องที่มีการร้องเรียนการตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งหนึ่ง(โรงน้ำตาละครบุรี) ที่มีการต่อท่อสูบน้ำจากลำน้ำลำตะคองเป็นการแย่งน้ำประชาชนชาวบ้านนั้น ตนเพิ่งได้รับรายงานยังไม่ทราบข้อเท็จจริงคงต้องมีการตรวจสอบ เพรราะประชาชนกำลังกลัวว่ามาสร้างโรงงานน้ำตาลแล้วไปแย่งน้ำจากลำตะคองมาใช้ ส่วนเรื่องที่มารับตำแหน่งรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีเจอปัญหาแรกคือภัยแล้งนั้น ภัยแล้งประสบปัญหาทุกปี อยู่ที่ปีไหนมาก ปีไหนน้อย เราก็ต้องแก้ปัญหาให้กับประชาชนทุกครั้ง โดยเฉพาะโคราชปีนี้แล้งรุนแรงมาก และน้ำอุปโภค บริโภครู้สึกว่าจะเป็นปัญหามากเหมือนกัน ปัญหาภัยแล้งถือเป็นวาระแห่งชาติก็ได้หรือก็ดี ซึ่งไม่ใช่เฉพาะพวกเรา พล.อ.ประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตรฯรองนายกรัฐมนตรีก็เป็นห่วงมาก และวันจันทร์นี้ก็จะลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์

ส่วนเรื่องยืนยันว่า จะไม่ยอมให้ชาวโคราชขาดน้ำจนตายนั้น นายเทวัญฯกล่าวว่า  คือเราไม่อยากให้เกิดขึ้น เราจะดูแลให้เต็มที่ ไม่อยากให้มีใครเกิดขึ้น ไม่อยากให้มีความเสียหาย และไม่อยากให้มีความเดือดร้อน และไม่อยากให้ถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตรเพราะการขาดน้ำ ส่วนปัญหาการส่งน้ำไปไม่ถึงปลายน้ำ มีการแย่งชิงสูบน้ำตัดหน้านั้น ตนได้ฝากให้ทางจังหวัดและชลประทานไปทำความเข้าใจกับประชาชน เราเข้าใจว่าเขาทำมาหากินทำไร่ทำนาก็อยากได้น้ำ บางทีเขาไปกู้ ธกส.มาบ้าง เป็นหนี้เป็นสิน ถ้าไม่ให้น้ำเขาก็แย่ แต่การบริหารจัดการมันก็ต้องเผื่อแผ่คนอื่นด้วย ฉะนั้นต้องเข้าไปบูรณาการกันคือต้องทำความเข้าใจเป็นหลัก นายเทวัญฯกล่าว

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  พร้อมด้วยนายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมงานตามนโยบายรัฐบาลที่จังหวัดนครราชสีมา  โดยมีนายวิเชียร  จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนคราชสีมา ,ผู้ตรวจกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 9 ,นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดฯ และคณะผู้บริหาร-ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา  ให้การต้อนรับ

โดยได้ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการ“ลดแออัด ไร้รอยต่อ ทั่วนครชัยบุรินทร์” ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เป็นจุดแรก ซึ่งมีผู้ป่วยในที่อยู่ในความดูแลราว 1,400-1,640 รายต่อวัน แต่มีเตียงรองรับผู้ป่วยเพียง 1,300 เตียงเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิกฤติปัญหาความแออัดในโรงพยาบาลศูนย์  ทางกระทรวงสาธารณสุข จึงมีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อลดแออัด ไร้ร้อยต่อ เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ มุ่งประชนเป็นศูนย์กลาง โดยกำหนด 4 ยุทธศาสตร์ ทั้งด้านการสร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพปฐมภูมิ,พัฒนาประสิทธิภาพหารให้บริการ ,พัฒนาศักยภาพสถานบริหาร และพัฒนาระบบสนับสนุน ซึ่งให้ทุกจังหวัดดำเนินการโรงพยาบาลคู่พันธมิตร   แบ่งปันทรัพยากร และทุกโรงพยาบาลจัดเตียงดูแลรองรับผู้ป่วยระยะกลางหรือกึ่งเฉียบพลันในระดับเขต รวมถึงจัดระบบ Car Pool Ambulance ลดปัญหาการมีผู้ป่วยค้างกลับที่โรงพยาบาลศูนย์จากสาเหตุไม่มีรถมารับโดยในปีงบประมาณ 2563 มีแผนพัฒนาเพื่อปิดช่องว่างโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่ายให้เข้มแข็ง พร้อมกับทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน

ซึ่งในโอกาสนี้  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ระบบส่งต่อ ผู้ป่วยใน ( IPD ) เตียงกลาง จังหวัดนครราชสีมา” ระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ,สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 9 นครราชสีมาและโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา รวม 9 แห่ง ร่วมลงนามฯ เห็นชอบร่วมกันในการพัฒนาระบบเตียงผู้ป่วยในกลาง จัดระบบส่งต่อผู้ป่วยใน เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา  ให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้คุณภาพมาตรฐาน เกิดการกระจายทรัพยากรด้านสุขภาพที่เสมอภาคและเป็นธรรม  จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ติดตามการดำเนินนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์ โดยชมรมหมอพื้นบ้านได้มอบยาพื้นบ้านที่มีส่วนผสมของกัญชาให้เพื่อส่งมอบต่อให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีสำหรับนำไปใช้พัฒนางานวิจัย  ก่อนจะทำพิธีเปิดคลินิกกัญชาเพื่อการรักษาทางการแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ที่จะเปิดให้บริการแก่ประชาชนที่ชั้น 4 อาคารผู้ป่วยนอกและอำนวยการ

โดยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุขพยายามที่จะผลักดันให้การรักผู้ป่วยด้วยสารสกัดจากกัญชาเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ง่าจะทางการแพทย์สมัยใหม่ ,การแพทย์ทางเลือก หรือการแพทย์พื้นบ้าน ทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ ซึ่งแพทย์ที่จะจ่ายสารสกัดจากกัญชาได้จะต้องได้รับการอบรมจากกรมการแพทย์, กรมการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก จึงจะดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยสารสกัดจากกัญชาได้  ซึ่งขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากองค์การเภสัชกรรมมอบสารสกัดจากกัญชา ที่มีทั้ง TSC 100 % , CBD 100% และมีทั้งสูตรผสมรวม CBD 1 เท่า TSC 1 เท่า  ผลิตออกมาเรื่อยๆเพื่อกระจายไปตามโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในเวลาอันใกล้นี้  และยังมีข่าวดียิ่งกว่าสำหรับการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้าน ก็คือ สามารถนำสูตรผสมที่ใช้สกัดน้ำมันกัญชา ไปพิสูจน์ที่ อย.หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และแพทย์แผนไทยได้ ซึ่งหากพบว่าสารสกัดดังกล่าวไม่มีพิษและไม่ทำลายสุขภาพ ก็สามารถนำสกัดน้ำมันกัญชาที่ได้นี้ ไปใช้รักษาผู้ป่วยได้เช่นกัน จึงถือเป็นการเพิ่มทางเลือกในการรักษาได้มากยิ่งขึ้น นายอนุทินฯ กล่าว.

รมช.เกษตรฯขึ้นเครื่องบินส่วนตัว เปิดงานเกษตรออนไลน์ที่สระบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433654

รมช.เกษตรฯขึ้นเครื่องบินส่วนตัว เปิดงานเกษตรออนไลน์ที่สระบุรี

รมช.เกษตรฯขึ้นเครื่องบินส่วนตัว เปิดงานเกษตรออนไลน์ที่สระบุรี

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 10.19 น.

16 สิงหาคม 2562 เมื่อเวลา 08.30 น. ที่กองบิน 604 ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้ขึ้นเครื่องบินส่วนตัว ออกเดินทางไปเป็นประธานเปิดงานเกษตรออนไลน์ ที่จัดขึ้นที่เวลาประมาณ 10.00 ณ บริเวณอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

โดยร้อยเอก ธรรมนัส ได้กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวไกลมากขึ้น เกษตรกรต้องปรับตัวกับโลกยุคใหม่ให้เท่าเทียมยุคสมัย ตนเองเล็งเห็นถึงความสำคัญของผลประโยชน์ที่พี่น้องชาวเกษตรกรทั้ง 4 ภาคจะได้รับจากการจัดงานครั้งนี้ และยินดีที่จะร่วมสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยจะไปรับทราบปัญหาและนำมาปรับปรุงแก้ไข ขอความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนโดยทันที

ทั้งนี้มีรายงานระหว่างเดินทางโดยเครื่องบินดังกล่าว ร้อยเอกธรรมนัส ได้มอบหมายให้ทีมงานถ่ายภาพทางอากาศ เพื่อตรวจสถานการณ์ภัยแล้งและปริมาณน้ำตามไร่นาของเกษตรกรด้วย เพื่อนำไปพิจารณาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนต่อไป

เปิดเวที‘ข้าวโพดข้าวฟ่างฯครั้งที่39’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433525

x

เปิดเวที‘ข้าวโพดข้าวฟ่างฯครั้งที่39’

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ข้าวโพดและข้าวฟ่าง เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยที่สำคัญในระดับความมั่นคงทางด้านอาหาร ทำให้เกิดอุตสาหกรรมพื้นฐานต่อเนื่องอีกมาก ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของอุปสงค์และอุปทานด้านอาหาร เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารซึ่งผลผลิตมากกว่าร้อยละ 90 นำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทำรายได้ให้ประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยสถานการณ์การผลิตในปี 2561/62 ที่ผ่านมา ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยมีประมาณ5 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้มีมากถึง 8 ล้านตันหรือประมาณ 0.69 ล้านตันต่อเดือน ทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) สำหรับข้าวฟ่างนั้นพื้นที่ปลูกนับวันจะลดน้อยลง ปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวฟ่างของไทยประมาณ 110,000 ไร่ ผลผลิตรวม 37,000 ตันผลผลิตเฉลี่ย 321 กิโลกรัมต่อไร่ขณะที่ข้าวโพดฝักสดนั้นไทยส่งออกเป็นลำดับต้นๆของโลก เช่น ข้าวโพดหวานมีผลผลิตรวม 0.52 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 2,200 กก.ต่อไร่ และข้าวโพดฝักอ่อนมีผลผลิตรวม 0.25 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,400 กก.ต่อไร่

การประชุมวิชาการข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 39 กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้จะได้รับความรู้ เรื่องการพัฒนางานข้าวโพดและข้าวฟ่าง จากอดีตสู่อนาคตในมุมมองของข้าพเจ้า โดยนายอำพลเสนาณรงค์ อดีตองคมนตรี ในรัชกาลที่ 9 การเสวนา เรื่องทิศทางและโอกาสของข้าวโพดและข้าวฟ่างสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ และการเสวนาเรื่องหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดศัตรูร้ายชนิดใหม่ในข้าวโพดของไทย รวมทั้งการนำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่าง กิจกรรมการศึกษาดูงานและจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับผลิตข้าวโพดตลอดจนหาแนวทางพัฒนา

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433528

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น  ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ของ ทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันให้ความช่วยเหลือ “มาเรียม” พะยูนน้อยหลงฝูง จนเกิดกระแสการอนุรักษ์พะยูน สัตว์ทะเล รวมถึงทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในหมู่คนไทยอย่างแพร่หลาย ขณะที่เวลาไล่เลี่ยกันเจ้าหน้าที่ยังให้ความช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากเช่น พะยูนหลงฝูง “ยามีล”เต่าทะเลบาดเจ็บ และ“โฮป” ลูกวาฬหัวทุยแคระ ซึ่งถูกพบเกยตื้นพื้นที่บริเวณชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตยอ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลกระแสการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ต่อเนื่อง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงลงพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์สัตว์ทะเลหายาก และความคืบหน้าการฟื้นฟูสัตว์ทะเลที่ได้รับความช่วยเหลือ

สำหรับลูกพะยูน “ยามีล” อายุประมาณ 3 เดือน ถูกพบพลัดหลงจากแม่มาเกยตื้นบริเวณบ้านบ่อม่วง ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ในสภาพอ่อนแรงและมีรอยแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกว่า 50% จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทำให้ไม่สามารถส่งไปอนุบาลในพื้นที่เปิดได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้าย “ยามีล”มาดูแลที่บ่อเลี้ยงในระบบปิดของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ศวทม.) จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ดูแลทั้งด้านโภชนาการด้วยการให้นม อาหารเสริม และหญ้าทะเลในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งรักษาบาดแผลและตรวจวัดสุขภาพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ การทำงานของทางเดินอาหาร และการขับถ่าย โดยปัจจุบันพบว่า สุขภาพทั่วไปแข็งแรงขึ้น ความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ในระดับปกติ รอยด่างขาวบนร่างกายซึ่งเกิดจากภาวะความเครียดลดลง การขับถ่ายและการหายใจปกติ ว่ายน้ำได้ดี อย่างไรก็ตาม ยังต้องได้รับการดูแลและสังเกตการณ์ในระบบปิดต่อไปอีกระยะ ก่อนพิจารณาแนวทางการฟื้นฟูในลำดับต่อไป

ส่วนกรณีลูกวาฬหัวทุยแคระ “โฮป” เจ้าหน้าที่ได้เข้าให้การช่วยเหลือเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 หลังรับแจ้งพบวาฬหัวทุย 2 ตัวเกยตื้นบริเวณชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา จึงเข้าให้ความช่วยเหลือ แต่เมื่อไปถึงพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว 1 ตัว เป็นวาฬเพศเมียความยาว 2.40 เมตร หนัก 150 กก. ส่วนอีกตัวคือ “โฮป” คาดว่าเป็นลูกของตัวที่เสียชีวิต เป็นวาฬเพศผู้ความยาว 110 ซม. หนัก 15 กก. จึงเคลื่อนย้ายมาอนุบาลที่ ศวทม.ภูเก็ต

ล่าสุด เมื่อเวลา 23.23 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม ลูกวาฬหัวทุยแคระสิ้นใจตายจากภาวะ ช็อก ติดเชื้อในร่างกาย หลังถูกนำมารักษาเกือบ 10 วัน ที่ศูนย์วิจัยทางทะเลชายฝั่งอันดามันภูเก็ต ทช. สาเหตุจากการตรวจผลทางโลหิตวิทยา พบภาวะการติดเชื้อในร่างกาย มีภาวะการแห้งน้ำรุนแรง พบค่าการทำงานของตับและไตสูง และมีภาวะกล้ามเนื้ออักเสบผลตรวจอัลตราซาวนด์ พบแก๊ส
ในกระเพาะอาหารและลำไส้จำนวนมาก และมีการเคลื่อนไหวของลำไส้มากกว่าปกติ และสาเหตุการเสียชีวิต เกิดจากภาวะช็อก (Pain and Septic Shock) การติดเชื้อในร่างกาย (Sepsis) และภาวะการแห้งน้ำอย่างรุนแรง (Severe Dehydrate)

“การสูญเสียครั้งนี้สร้างความเสียใจให้พวกเราทุกคน ไม่ใช่การสูญเสียครั้งแรกที่เกิดขึ้น ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยทุกคน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวตลอด 2 แนว
ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ให้เกิดความตระหนักจิตสำนึกดูแลป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับสัตว์ทะเล รวมถึงร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ไม่ทิ้งขยะพลาสติก หยุดคุกคาม งดล่าและไม่รุกล้ำเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่หวงห้าม หรือทำลายแหล่งอาหารของสัตว์ เพื่อที่สัตว์และธรรมชาติเหล่านี้อยู่คู่กับพวกเราไปตราบนานเท่านาน” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : อย่าเพิ่งฟันธง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433521

281225166

เลาะรั้วเกษตร : อย่าเพิ่งฟันธง

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาแถลงว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ป่วยในระบบของกองทุนบัตรทอง ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ มีผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมีทางการเกษตรกว่า 3,000 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตกว่า 400 ราย เบิกจ่ายค่ารักษากว่า 14 ล้านบาท

สปสช.ได้แบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามประเภทของสารเคมีออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสารเคมีกำจัดแมลง มีจำนวนผู้ป่วย 705 ราย เสียชีวิต 58 ราย กลุ่มสารเคมีกำจัดวัชพืช และเชื้อรา มีจำนวนผู้ป่วย 1,337 ราย เสียชีวิต 336 ราย และกลุ่มสารเคมีทางการเกษตรประเภทอื่นๆ มีผู้ป่วยจำนวน 1,205 ราย เสียชีวิต 13 ราย

นอกจากนี้ สปสช. ยังได้โชว์ตัวเลขย้อนหลังไป 3 ปี แต่ละปีมีผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมีทางการเกษตรปีละเกือบ 5,000 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตรวมทั้ง 10 เดือนที่ผ่านมาด้วยเป็นจำนวนกว่า 2,000 ราย เสียค่ารักษาพยาบาลปีละกว่า 20 ล้านบาท ซึ่ง สปสช. ใช้คำว่าเป็นข้อมูล “เชิงประจักษ์”

ข้อมูลดังกล่าวถ้าฟังแบบไม่คิดหาเหตุผลที่มาที่ไป ก็ออกจะดูน่ากลัว สปสช. ไม่ได้บอกว่าในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดนี้ เป็นเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีฉีดพ่นในแปลงผลิตพืชจำนวนเท่าไร เป็นผู้ที่มีอาชีพอื่นที่ไม่อยากได้รับสารเคมีจำนวนเท่าไร หรือเป็นผู้ตั้งใจจะใช้สารเคมี หรือเรียกง่ายๆ ว่า ยาฆ่าแมลงเพื่อจบชีวิตตัวเองจำนวนเท่าไร ในระหว่างที่เขียนอยู่นี้ก็ดูข่าวโทรทัศน์ มีชายผู้หนึ่งใช้สารกำจัดวัชพืชดื่มฆ่าตัวตาย กล้องจับภาพขวดสารเคมีดังกล่าวให้เห็นชัดเจน และเชื่อว่านี่เป็นประเภทหนึ่งในจำนวนผู้ป่วยของ สปสช.

ถ้าผู้ป่วยจำนวนมากเป็นเกษตรกรที่ใช้สารเคมีทางการเกษตรจริงๆ แสดงว่า เกษตรกรใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ทั้งการป้องกันตนเอง ป้องกันสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว ปริมาณการใช้ และ ระยะเวลาที่ปลอดภัยในการเก็บเกี่ยว เราควรแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ ความรู้ ความเข้าใจ ความรับผิดชอบของเกษตรกร

ถ้าเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์จริงๆ ตามที่สปสช.ยืนยัน สปสช. น่าจะมีรายละเอียดแยกแยะได้ว่า การรับสารเคมีทางการเกษตรของผู้ป่วย รับมาอย่างไร ด้วยวิธีไหน เพื่อช่วยกันแก้ไขสาเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ฟันธงว่าข้อมูลนี้คือผลกระทบของการใช้สารเคมีทางการเกษตร ถ้าฟันธงง่ายๆ แบบนี้ฝ่ายที่ใช้สารเคมีก็ฟันธงได้ว่าถ้าไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสิ รับรองได้ว่าผลผลิตพืชต่างๆ จะขาดแคลน ราคาผลผลิตต่างๆ จะสูง จะอดอยากกันไปทั่ว….ถ้าประเทศเป็นอย่างนี้ พี่ไหวหรือ…..

สารเคมีทางการเกษตรมีทั้งประโยชน์ และโทษ เขาจึงมีกฎ กติกา การผลิต การจำหน่ายการมีไว้ในครอบครอง ภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และมีคำแนะนำการใช้ที่ถูกต้องกำกับไว้อย่างชัดเจนที่ภาชนะบรรจุ…..

สปสช. ฟันธง ยังไม่เท่าไร กระทรวงเกษตรฯ ฟันธงเองนี่น่าห่วง…..

ที่ว่าน่าห่วงเพราะ เป็นการประกาศของ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ว่าจะแบนสารเคมี 3 ชนิดที่เป็นปัญหายืดเยื้อมานานให้ทันก่อนสิ้นปี ผู้ที่สะดุ้งแปดตลบน่าจะเป็น กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่กำกับดูแล พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และเป็นผู้ที่ชงประกาศกระทรวงเกษตรฯ ว่าด้วยการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ผู้ที่สะดุ้งรองลงมาสักหกตลบน่าจะเป็นกรมส่งเสริมการเกษตร ที่อุตส่าห์ระดมสรรพกำลังบริหารจัดการ การอบรมและการสอบเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิ์ซื้อสารเคมีไปใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯว่าด้วยการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด แต่อาจจะแอบดีใจถ้าแบนได้จริงๆ เพราะงานนี้เป็นงานที่แสนหนักหนาสาหัสสำหรับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ถ้าจะแบนจริงๆ รัฐมนตรีควรจะประกาศชะลอการอบรมเกษตรกรออกไปก่อนเพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่าทั้งเจ้าหน้าที่ และเกษตรกร

สารเคมี 3 ชนิดที่ว่านี้ คือ สารกำจัดวัชพืช 2 ชนิด คือ พาราควอต และ ไกลโฟเซต สารกำจัดแมลงศัตรูพืช 1 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอสถ้าสารเคมี 3 ชนิดนี้ แบนได้ง่ายๆ คณะกรรมการวัตถุอันตรายคงแบนไปตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่ต้องรอให้ถึงมือรัฐมนตรี มนัญญา

เหตุผลของการแบน ไม่ใช่เพราะใช้มานานแล้ว อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่า สารเคมีที่ใช้มานานแล้ว และเกษตรกรยังใช้อยู่ในปัจจุบัน แสดงว่าต้องมีอะไรดีเกษตรกรจึงยังนิยม และออกมาคัดค้านผู้ที่ต้องการแบน ตามธรรมดาของเกษตรกรมักจะชอบลองของใหม่ ใครแนะนำว่าอะไรดีก็มักจะซื้อหามาทดลอง แต่ถ้าลองแล้วไม่ดีไปกว่าของเดิมก็จะไม่ได้รับความนิยม

สำหรับสารกำจัดวัชพืช 2 ชนิดนี้ ปัจจุบัน มีสารเคมีชนิดอื่นมาแทน แต่สารเคมีที่มาทดแทนมีราคาสูงกว่า 5 เท่า และประสิทธิภาพไม่ได้ดีไปกว่าเดิม เช่นนี้เกษตรกรก็คงรับไม่ไหว หรือจะใช้สารชีวภัณฑ์ที่ว่ากันว่าใช้ได้ผล แต่เมื่อนำสารชีวภัณฑ์นั้นมาตรวจวิเคราะห์ก็พบว่ามีสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอต และไกลโฟเซต ผสมอยู่ด้วยเช่นนี้จะเป็นชีวภัณฑ์ได้อย่างไร

อยากให้ท่านรัฐมนตรี มนัญญา ค่อยๆ ศึกษาเรื่องสารเคมี 3 ชนิดนี้ให้รอบด้าน ศึกษาข้อมูลจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกร…อย่าเพิ่งรีบฟันธง….

แว่นขยาย

ชาวนาอุดรธานียิ้มออก ดินดีปลูกข้าว-ยูคาลิปตัสรายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433611

ชาวนาอุดรธานียิ้มออก ดินดีปลูกข้าว-ยูคาลิปตัสรายได้ดี

ชาวนาอุดรธานียิ้มออก ดินดีปลูกข้าว-ยูคาลิปตัสรายได้ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 20.01 น.

พด.อุดรธานี ตอกย้ำความสำเร็จฟื้นฟูดินเค็ม ปลูกข้าวได้ผลดี ชาวนามีรายได้เสริมขายไม้ยูคาลิปตัสบนคันนาเฉลี่ย 8,460 บาทต่อไร่ต่อปี

นายสุทธิดล วงษ์จันฬา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ดินเค็มเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากสภาพดินเค็มส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืชลดลง หรือในบางพื้นที่หากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรในการปรับปรุงดินเค็มต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพลงได้ สำหรับพื้นที่ดินเค็มในจังหวัดอุดรธานี มีอยู่ประมาณ 1.76 ล้านไร่ มีตั้งแต่ระดับดินเค็มน้อย ปานกลางถึงมาก

สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานีได้ทำการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มในจังหวัดอุดรธานี โดยดำเนินการในพื้นที่ตำบลพังงู อำเภอหนองหาน มาตั้งแต่ปี 2557-2561 รวมพื้นที่ 4,600 ไร่ แบ่งเป็นกิจกรรมควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มทั้งบนผิวดินและใต้ผิวดิน และกิจกรรมจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจบนคันนา ซึ่งในกิจกรรมเหล่านี้ก็จะเป็นการเข้าไปปรับรูปแปลงนา ปลูกกระถินออสเตรเลีย ปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา และปรับปรุงบำรุงดินด้วยวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ ทั้งนี้ ผลการแก้ปัญหาดินเค็มอย่างต่อเนื่อง พบว่า การวิเคราะห์สมบัติดินในพื้นที่ดินเค็มปานกลาง มีแนวโน้มคุณภาพดินดีขึ้น

ส่วนด้านผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งเป็นพืชหลักของเกษตรกร ก็พบว่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ก่อนเข้าโครงการผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 286.8 กิโลกรัมต่อไร่ หลังดำเนินการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 341 กิโลกรัมต่อไร่

ขณะที่การปรับรูปแปลงนาทำคันดินให้ใหญ่ขึ้นสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาได้นั้น มีการปลูกยูคาลิปตัส ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้เฉลี่ย 188 ต้น น้ำหนักเฉลี่ย 47,000 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาขายตันละประมาณ 900 บาท ทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาในพื้นที่ดินเค็ม คิดเป็นรายได้ประมาณ 42,300 บาทต่อไร่ต่อ 5 ปี หรือ 8,460 บาทต่อไร่ต่อปี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งด้านคุณสมบัติดินที่ดีขึ้นทำให้ปลูกข้าวได้ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด และมีรายได้เสริมจากการขายยูคาลิปตัส ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่มีความพึงพอใจมาก สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี จึงใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นต้นแบบการจัดการฟื้นฟูแก้ไขปัญหาดินเค็มในจังหวัดอุดรธานี

โดยในปีนี้ ได้ขยายพื้นที่ดำเนินการเพิ่มขึ้นอีก 700 ไร่ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาดินเค็มและป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม โดยใช้วิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและลงทุนน้อย เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีศักยภาพ สามารถปลูกพืชเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มผลผลิตพืชและรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาวิจัยในการนำอินทรียวัตถุ เช่น แกลบและขี้อ้อย มาใช้ปรับปรุงบำรุงดินก่อนการปลูกข้าว เพื่อเป็นทางเลือกในการลดใช้ปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต