เกษตรฯผนึกมท.-ทส.วางแผนเผชิญหน้ารับมือน้ำน้อย สู้วิกฤติภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434706

เกษตรฯผนึกมท.-ทส.วางแผนเผชิญหน้ารับมือน้ำน้อย สู้วิกฤติภัยแล้ง

เกษตรฯผนึกมท.-ทส.วางแผนเผชิญหน้ารับมือน้ำน้อย สู้วิกฤติภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.25 น.

รมว.เกษตรฯร่วมถกมหาดไทย กระทรวงทรัพย์ฯ รับมือสภาวะน้ำน้อยสุด ผนึกกำลังทุกหน่วย วางแผนเผชิญเหตุแก้ไขภัยแล้งยาวนาน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้งว่ากระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยมุ่งเน้นการวางแผนเผชิญเหตุและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรน้ำอุปโภคบริโภคถึงระดับครัวเรือนการเชื่อมโยงการบริหารจัดการการน้ำในแต่ละลุ่มน้ำ การดูแลแหล่งกักเก็บน้ำในระดับหมู่บ้าน ทั้งการขุดลอกคูคลองและสระน้ำ การกำจัดวัชพืช และโคลนตมในคลองส่งน้ำการจัดหาภาชนะกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ประจำครัวเรือน รวมถึงการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทาน ได้รายงานการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 412 แห่งในช่วงฤดูฝน 2562 โดยได้คาดการณ์จาก Inflow น้ำไหลเข้าของปี 2558 ซึ่งมีปริมาณน้ำใกล้เคียงกับปัจจุบันว่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้ 19,342 ล้านลบ.ม. หรือ 41% ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าปี 2561 จำนวน 13,052 ล้านลบ.ม. และจากการณ์คาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักได้แก่เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณ 4,149 ล้านลบ.ม. สำหรับการคาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีปริมาณน้ำใช้การณ์1,923.22 ล้านลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม ได้มีมาตรการและการวางแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2562/63 กรณีสถานการณ์น้ำน้อยที่สุดให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ ได้แก่ 1) การจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคฤดูแล้ง 2) การจัดสรรน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศฤดูแล้ง 3) การสำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนเพื่ออุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศเดือนพฤษภาคม- กรกฎาคม 4) การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรกรรม และ 5) การจัดสรรน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม

สำหรับฤดูแล้งปี 2562/63 (เดือนพฤศจิกายน 2562 – เมษายน 2563) ปริมาณน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่จัดสรรให้กับทั้ง 3 กิจกรรมหลักคืออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ และเกษตรต่อเนื่องอ้อย และอื่นๆวันละ 18 ล้านลบ.ม. ไม่เพียงพอที่จะจัดสรรน้ำให้ใช้เพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง จึงจำเป็นต้องงดส่งน้ำเพื่อปลูกข้าวนาปรังในลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงฤดูแล้งนี้ การจัดสรรน้ำจึงจำเป็นต้องพิจารณาความต้องการปริมาณน้ำต่ำสุดในกิจกรรมการใช้น้ำประเภทต่างๆ และควบคุมการระบายน้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดคือวันละ 18 ล้านลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการควบคุมติดตามให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้และสามารถทำให้มีน้ำใช้ในกิจกรรมที่จำเป็นได้ตลอดจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถส่งน้ำเพาะปลูกข้าวนาปรังฤดูแล้งได้มีทั้งหมด 18 เขื่อนคือ ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยฯ เขื่อนแม่งัดฯ เขื่อนแม่กวงฯ เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนแม่มอก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนลำปาว เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ และเขื่อนลำนางรอง ภาคกลาง เขื่อนกระเสียว เขื่อนทับเสลา และเขื่อนป่าสักฯ

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯมีกรอบมาตรการในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งปี2562/63 ได้แก่ 1) การจ้างแรงงานชลประทาน 2) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เช่น การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งสร้างการรับรู้ผ่านสื่อแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำแนวทางการบริหารจัดการน้ำการช่วยเหลือการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิดในการการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย และ3) การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเช่นร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในการปฏิบัติการฝนหลวงและสนับสนุนรถบรรทุกน้ำ

 

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434617

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม  ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.51 น.

การส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่จะทำให้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและยั่งยืน จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากรายย่อยสู่การรวมกลุ่มเกษตรกร ให้ชาวนาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันขาย ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด สร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ต.บ้านหม้อ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการรวมกลุ่มของสมาชิกสหกรณ์ทำนาแปลงใหญ่ โดยเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เมื่อปี 2559 มีสมาชิก 132 ราย พื้นที่เข้าร่วมโครงการ 1,304 ไร่ แต่เดิมเกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมพื้นที่นาเป็นประจำทุกปี เกษตรกรต้องเร่งปลูกข้าวปีละหลายรอบ ซึ่งก็ได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร และยังต้องลงทุนมากขึ้น จึงประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง พอมารวมกลุ่มทำนาแปลงใหญ่ ได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวที่มีคุณภาพและการเชื่อมโยงตลาด ทำให้กลุ่มนาแปลงใหญ่เข้มแข็งมากขึ้น

ที่สำคัญทางคณะกรรมการกลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์บ้านหม้อ มีแนวคิดหาทางช่วยเหลือสมาชิก ด้วยการหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ ได้แก่ ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ซึ่งเป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ทรงกอตั้ง ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ให้ผลผลิตสูง เหมาะกับเขตพื้นที่ลุ่มในเขตนาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง และปลูกได้ดีในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขัง โดยทดลองปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าวจนเห็นผลสัมฤทธิ์ จึงส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ในฤดูนาปี ส่วนฤดูนาปรังให้ปลูกพันธุ์ ปทุมธานี 1 ขาวดอกมะลิ 105 หรือ กข 79 เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมการข้าวสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก 80 ให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ซึ่งเป็น 1 ใน 12 พันธุ์ที่กรมการข้าวให้การรับรองเครื่องหมายข้าวพันธุ์แท้ พร้อมผลักดันกลุ่มนาแปลงใหญ่มีกระบวนการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานทั้งระบบ ตั้งแต่ข้าวเปลือกพันธุ์แท้จากแปลงนาที่ผ่านการรับรอง GAP เข้าสู่โรงสีคุณภาพ GMP จนได้ออกมาเป็นข้าวสารที่ได้รับการรับรองเครื่องหมาย Q และเครื่องหมายข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ อย่างไรก็ตาม เรื่องตลาดเป็น
สิ่งสำคัญและเป็นนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ใช้ตลาดนำการผลิต กรมการข้าวได้เข้ามาช่วยดูเรื่องคุณลักษณะของข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านการรับรองจากมหาวิทยาลัยมหิดลและส่งตัวอย่างข้าวไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการของประเทศออสเตรเลีย เพื่อให้ได้รับการรับรองผลวิเคราะห์ว่ามีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ คาดว่าจะทราบผล
ภายในสองเดือนต่อจากนี้ ซึ่งจะได้นำข้อมูลดังกล่าวมาสร้างจุดขายข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ข้าวไทยได้อีกทาง นอกจากนี้ กรมการข้าวจะร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เร่งประชาสัมพันธ์ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ให้ผู้บริโภคทราบอย่างทั่วถึงเช่นเดียวกับที่ข้าว กข 43 ที่ได้รับความนิยมมาแล้ว

ด้านนายบัญชา เมฆนุ้ย ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด กล่าวว่า พื้นที่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อเป็นพื้นที่รับน้ำ ในแต่ละปีช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนจะเป็นฤดูน้ำหลาก ทำให้น้ำท่วมผลผลิตข้าวประมาณ 2,000-3,000 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่จะปรับการทำนา 3 ครั้งเพื่อให้คร่อมฤดูน้ำหลาก ทำนาหลายครั้งก็ทำให้ต้นทุนสูง ไม่คุ้มค่ากับผลผลิตที่ได้ จึงปรับให้เหลือทำนาปีละ 2 ครั้ง โดยหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จนพบว่าพันธุ์พิษณุโลก 80 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสม เลยทดลองปลูกได้ผลดี แต่ก็ติดเรื่องหาเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ยากต้องไปซื้อจากกลุ่มเกษตรกรก็มีปัญหาพันธุ์ปนเยอะ

พอมีโครงการนาแปลงใหญ่ทางกลุ่มก็เข้าร่วมตั้งแต่ปี 2559 จุดประสงค์คือ ต้องการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้น เมื่อเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว เป็นข้าวพันธุ์แท้ ก็ได้ใช้พื้นที่ไข่แดงของกลุ่มประมาณ 130 ไร่ มาทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ได้ข้าวพันธุ์แท้ส่งเสริมให้สมาชิกได้ปลูก นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนเงินกู้จาก ธ.ก.ส.จัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาไว้บริการสมาชิก เช่น ปุ๋ย สารเคมี เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องอัดฟาง

ปีนี้กลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ ได้เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เป็นปีที่ 3 แล้ว สมาชิกลดต้นทุนการผลิตลงได้มากจากการใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแทนทำนาหว่าน พร้อมกันนี้ยังช่วยให้ดูแลรักษาแปลงนาง่ายขึ้น ปัญหาโรคหรือแมลงลดน้อยลงด้วย ที่สำคัญทางกลุ่มได้ต่อยอดผลิตภัณฑ์ข้าว โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์พัฒนาคุณสมบัติข้าวพิษณุโลก 80 ซึ่งขณะนี้เราได้ใบรับรอง (Certificate) ว่าข้าวที่ผลิตจากนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ ที่แปรรูปเป็นข้าวสารภายใต้แบรนด์ “ข้าวทองดี” เป็นข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งทางกลุ่มตั้งเป้าจะส่งเสริมให้สมาชิกผลิตข้าวที่มีคุณภาพเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่และสร้างรายได้แก่สมาชิก

‘ธรรมนัส’ผุดไอเดียจับมือสื่อใหญ่ สร้างความตระหนักรู้ทำเกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434511

'ธรรมนัส'ผุดไอเดียจับมือสื่อใหญ่ สร้างความตระหนักรู้ทำเกษตรยั่งยืน

‘ธรรมนัส’ผุดไอเดียจับมือสื่อใหญ่ สร้างความตระหนักรู้ทำเกษตรยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 13.41 น.

ธรรมนัส ผุดไอเดียทำเกษตรปลอดภัย จับมือ สื่อใหญ่ ออกคอนเทนท์ 24 ตอนผ่านทุกช่องทางสื่อ เพื่อคนไทยมีคุณกาพชีวิตที่ดีขึ้น เชื่อมโยงทุกคนเข้าถึงภาคเกษตรไทย

20 ส.ค.62 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรกรรมของไทยยังคงประสบปัญหา เนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจในด้านวิชาการ และเทคโนโลยี ที่จะนำมาซึ่งความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับแนวคิดให้เกษตรกรตลอดจนประชาชนทั่วไปในทุกภาคส่วน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมยุค Thailand 4.0 ซึ่งต้องปรับแนวคิดให้เกษตรกรไปสู่การทำเกษตรให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างรายได้ที่ดี บนพื้นฐานของวิชาการและเทคโนโลยี ที่ต้องทำต่อเนื่องผ่านการประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนรับรู้ถึงแนวคิด วิธีการ และประโยชน์ของการทำเกษตรกรรมยั่งยืนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ที่เน้นพึ่งพาตนเองและเชิงพาณิชย์ ตลอดจนกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและความปลอดภัยของอาหารระหว่างเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และใส่ใจต่อการเลือกบริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัย กระทรวงเกษตรฯจึงร่วมกับ บริษัท เจ เอส แอลโกลบอล มีเดีย จำกัด จัดทำโครงการ “OPEN MIND” เพื่อปลุกจิตสำนึกเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้รับรู้ ตระหนักและใส่ใจการทำเกษตรกรรมยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ผ่านช่องทางการสื่อสารทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ดิจิทัล สื่อออนไลน์ต่างๆ

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ สร้างการเชื่อมโยงทุกคนบนประเทศไทยเข้ากับการเกษตรกรรม ผ่านการปรับภาพลักษณ์การสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุกรูปแบบใหม่มากขึ้น เพราะเรื่องอาหารและการบริโภคเป็นเรื่องของทุกคน เมื่อไหร่ก็ตามที่ประเทศดึงศักยภาพในหลากหลายมิติมาช่วยกันจะเข้าถึงคนได้หลากหลายขึ้น ซึ่งการร่วมมือกับภาคเอกชนองค์กรครั้งนี้ ทำให้สื่อสารครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งสื่อโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล เพื่อสร้างการผลักดันแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงคือ การทำให้มนุษย์กินดี อยู่ดี มีสุขภาพที่ดี ทั้งหมดมาจากแหล่งกำเนิดของอาหาร เราต้องการสร้างให้ทุกคนตระหนักว่าอาหารที่ดีเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะมีกำลังสร้างสรรค์ให้ประเทศและสังคมน่าอยู่ขึ้น และเมื่อมีอาหารที่ดีอยู่ในบ้านของเกษตรกร เกษตรกรก็จะมีสุขภาพที่ดี ด้วยวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาสู่ยุค 4.0 อย่างมั่นคงและยั่งยืน” รมช.เกษตรฯกล่าว

สำหรับโครงการ “OPEN MIND” ได้ผลิตภาพยนตร์สั้น “OPEN MIND” 24 ตอน ความยาวตอนละ 3 นาที ออกอากาศไปแล้วทางช่อง 3 SD ในรายการมองโลกมองเรา ช่วงเวลา 08.00-08.30 น. เนื้อหาพูดถึง เกษตรกรรมยั่งยืน, การรวมกลุ่มสหกรณ์, การใช้เทคโนโลยีเพื่อทำการเกษตรพาณิชย์, ผลกระทบของผู้บริโภคต่อสินค้าเกษตร, ความเข้าใจในการเลือกสินค้าการเกษตรและการบริโภคยั่งยืน, ระบบการทำการค้าเกษตรคุณธรรม, การตลาดการเกษตร และเตรียมการส่งออกสินค้าเกษตร โดยจะนำความรู้เหล่านี้สอดแทรกเข้าไปในรูปแบบความบันเทิง นอกจากนั้น ยังจัดทำสื่อทางเลือกใหม่ “ออนไลน์แมกกาซีน” ด้วยการใช้เว็บไซต์ facebook และ Youtube ใช้เทคนิคนำเสนอที่ทันสมัย เพื่อเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทางกลุ่มผู้ชมด้วย

รักษ์เกษตร : ปลูกต้นไม้ให้งามในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434339

x

รักษ์เกษตร : ปลูกต้นไม้ให้งามในบ้าน

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกต้นไม้ในบ้านครับ ลองดูแล้วไม่เป็นผลสำเร็จ ต้นไม้เฉาและตายไปในที่สุด อีกทั้งเกิดเพลี้ยสีขาวขึ้นมามากมาย ขอความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

ศรศักดิ์ จักรภพ

เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

การปลูกต้นไม้ในบ้าน ร้านค้า ร้านอาหาร และอาคารที่ทำการต่างๆ กำลังได้รับความนิยม เกิดเป็นกระแสที่ทำให้หลายคนอยากทำตาม เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มาอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องเข้าใจการเลือกใช้ต้นไม้ให้เหมาะสม โดยส่วนใหญ่แล้ว ต้นไม้ในบ้าน หรือในอาคาร มักจะได้รับแสงน้อย จึงต้องเลือกพันธุ์ไม้ที่ชอบร่ม ลองเลือกหยิบมาปลูกในบ้านกันดู นะครับ

หลักการง่ายๆ ของการปลูกต้นไม้ในบ้าน คือ

1) ให้เลือกต้นไม้ที่ชอบอยู่ในที่ร่มได้ดี มาปลูกในบ้าน เช่น ประเภทพลูต่างๆ พลูด่าง พลูงาช้าง พลูฉลุ ฟิโลเดนดรอน มอนสเตอรา
ไทร กวักมรกต ยางอินเดีย เป็นต้น แต่ถ้าบริเวณนั้น อยู่ใกล้ประตู หรือหน้าต่างที่ได้รับแสงเต็ม ก็ไม่มีปัญหาใดๆ ก็สามารถเลือกต้นไม้ที่ชอบแดดมาวางไว้ได้ ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นไม้ที่งามทางใบทางต้น

2) ต้องตรวจสอบต้นไม้ก่อนนำเข้ามาในบ้านว่า มีโรค แมลง เพลี้ย หรือไข่แมลงติดเข้ามาหรือไม่ ไม่ควรนำต้นไม้ที่มีโรคมาปลูกในอาคาร เพราะจะทำให้บ้านเรือนไม่สะอาด อาจเป็นอันตรายกับคนและสัตว์ ทั้งอาจจะระบาดไปยังต้นอื่นได้ หากพบแมลงระบาดให้แยกเฉพาะต้นนั้น ออกมาไว้ด้านนอก ทำลายทิ้ง หรือนำมาล้างแมลงที่ติดอยู่ออกให้หมด หรือตัดส่วนที่ถูกทำลาย หรือรังที่อยู่ของแมลง กำจัดตัดทิ้งไป หรือใช้สารกำจัดแมลงที่ปลอดภัยร่วมด้วย เช่น สมุนไพรสกัดต่างๆ ที่ไม่เป็นอันตรายกับคนและสัตว์ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

3) อย่ารดน้ำบ่อยเกินไป สาเหตุหลักที่ต้นไม้ในบ้านตาย เพราะเกิดจากการรดน้ำมากเกินไปมากกว่าขาดน้ำ ทำให้ต้นไม้เกิดอาการเน่า ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านจะมีการคายน้ำน้อย และสูญเสียน้ำน้อยกว่าต้นไม้ที่ปลูกด้านนอก การรดน้ำต้นไม้ จึงควรรดเมื่อวัสดุปลูกเริ่มแห้ง ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว

4) ให้นำออกไปรับแสงแดดบ่อยๆ แม้ว่าต้นไม้ที่เราปลูกจะเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบร่ม แต่หากบริเวณที่ปลูกอับแสงนานๆ ควรนำต้นออกไปรับแสงแดดอ่อนด้านนอกบ้าง โดยค่อยๆ ให้ต้นได้รับแสงทีละน้อย อย่านำไปไว้บริเวณที่แดดจัด จะเกิดอาการใบไหม้ได้ ถ้าหากอยู่ในคอนโดมิเนียม ก็ต้องเอาต้นไม้ไปไว้บริเวณระเบียงบ้าง หรืออาจทำต้นไม้ไว้เป็น 2 ชุด เพื่อสลับหมุนเวียนกันไป

5) ให้ดูแลใส่ปุ๋ยและวัสดุปลูกกับต้นไม้ ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านมาระยะเวลาหนึ่ง มักจะไม่สวยสดใสเท่าเดิม เนื่องจากธาตุอาหารในดินถูกใช้ไป วัสดุปลูกบางส่วน ได้ย่อยสลายไป ทำให้ดินในกระถางยุบตัว จึงควรสังเกตว่า หากวัสดุปลูกเริ่มพร่องลง ให้เติมวัสดุปลูกใหม่ๆ และใส่ปุ๋ยคอกเก่าลงไป เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้พืช รวมทั้งควรใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม ทั้งทางดินและทางใบ อาจจะใช้ปุ๋ยละลายช้า หรือปุ๋ย 3 เดือน โดยให้ใส่ 2 เดือนครั้ง เนื่องจากคุณสมบัติของปุ๋ยที่ค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาทีละน้อยอย่างช้าๆ จะทำให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่เป็นอันตรายต่อพืช และเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาดูแลต้นไม้บ่อยๆ ด้วย

การปลูกต้นไม้ในบ้านให้งาม ไม่ยากอย่างที่คิด ผู้ปลูกจำเป็นต้องมีเวลาดูแล (บ้าง) ตามความจำเป็น แค่นี้ ก็จะได้ต้นไม้ที่สวยๆ ไว้เชยชม และได้ความสุขทั้งกายและใจ นะครับ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434340

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี  ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการที่กลุ่มเกษตรกรโคนมในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม ประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดในปี พ.ศ. 2512 จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา จากพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น นำมาซึ่งการก่อตั้งโรงงานนมผงและศูนย์รวมนมหนองโพ เพื่อรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิก และเติบโต ก้าวหน้า กลายเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ผู้ผลิตสินค้า แบรนด์หนองโพ ที่มาพร้อมสโลแกน “นมสดหนองโพ นมโคแท้แท้” ในปัจจุบัน

ระยะเวลาเกือบ 50 ปี นับแต่ก่อตั้งสหกรณ์ฯ เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ครอบครัวเม่งผ่อง เป็นหนึ่งในครอบครัวสมาชิกเกษตรกรโคนมที่รับมรดกตกทอดทางอาชีพมาจากรุ่นปู่ ย่า จนปัจจุบันสืบทอดมาถึงรุ่นหลานและดำเนินกิจการฟาร์มโคนมเข้าปีที่ 7 แล้ว

นายปฐมพร เม่งผ่อง นักวิชาการสัตวบาล แผนกส่งเสริมการเลี้ยงโคนม สหกรณ์โคนม หนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เจ้าของ “ฟาร์มลุงหนวด” ในตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า คุณปู่กับคุณย่าเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนม สมาชิกรุ่นแรกๆ ของสหกรณ์ฯ แต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่ได้สืบสานต่อ พอมาถึงรุ่นตน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยมัธยมศึกษาตอนปลาย ปู่กับย่าได้ตัดสินใจเลิกทำฟาร์ม เพราะอายุมาก ทำไม่ไหว ด้วยความที่ได้ใกล้ชิด เรียนรู้ และช่วยปู่ย่าทำฟาร์มมาตั้งแต่เด็ก ตนจึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะสืบสาน ต่อยอดอาชีพโคนมจากปู่กับย่า นับจากวันนั้นตนจึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเตรียมพร้อมเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนมรุ่นต่อไป หลังจากเรียนจบตนก็ได้เข้าทำงานในโรงงานอาหารสัตว์ หนึ่งปีต่อมาก็ได้เข้ามาทำงานเป็นนักวิชาการสัตวบาล ที่สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ภารกิจหลัก คือ ออกผสมพันธุ์เทียมโค แนะนำ ส่งเสริม เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพโค พัฒนาคุณภาพน้ำนม และมาตรฐานโรงเรือนให้แก่สมาชิก เมื่อได้กลับมาทำงานที่บ้านเกิด ได้อยู่กับครอบครัว ตนจึงเริ่มสานฝันทำฟาร์มโคนมตามที่เคยบอกปู่กับย่าไว้ โดยทำการซื้อโครุ่นพันธุ์โฮลสไตน์ ฟรีเชียน (Holstein-Friesian) มาหนึ่งตัว ผสมเทียมเอง ด้วยน้ำเชื้อจากสหกรณ์ฯ เมื่อโคท้อง ก็รีดน้ำนมนำไปขายที่สหกรณ์ฯ เก็บเล็กผสมน้อย ค่อยๆ ซื้อโคเข้ามาเพิ่มเติมในฟาร์ม

การรีดน้ำนมดิบเพื่อจัดส่งไปยังสหกรณ์ฯ นั้น ตนจะรีดน้ำนมวันละ 2 ครั้ง คือ ช่วง 04.00 น. และ 16.00 น. ได้น้ำนมดิบวันละประมาณ 180-190 กิโลกรัม ต้นทุนน้ำนมดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 11 บาท สหกรณ์ฯ มีราคากลางรับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 18.50 บาท และจะบวกเพิ่มให้ตามคุณภาพน้ำนมและมาตรฐาน ต่างๆ ที่ฟาร์มทำได้ ถ้าสามารถผ่านมาตรฐานได้ทุกข้อ ก็จะสามารถขายน้ำนมดิบได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 21 บาท สามารถสร้างรายได้ราว 50,000-60,000 บาท ต่อเดือน

นอกจากการส่งน้ำนมดิบให้แก่สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เป็นหลักแล้ว นายปฐมพร เม่งผ่อง และภรรยา ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ยังได้แปรรูปน้ำนมดิบจากฟาร์มของตนเป็นผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ ภายใต้แบรนด์ “คีตะ มิลค์” บรรจุในขวดแก้ว 250 มิลลิลิตร ขายขวดละ 35 บาท (3 ขวด 100 บาท) ผลิตครั้งละ 100 กว่าขวด (เดือนหนึ่งผลิต 4 ครั้ง) วางขายที่ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ทุกวันพุธ และยังรับทำตามออเดอร์บ้างเล็กน้อย ซึ่งการแปรรูปนมเองสามารถขายได้ถึงราคากิโลกรัมละประมาณ 100 กว่าบาท สร้างรายได้ราวเดือนละ 15,000-16,000 บาท แม้จะเทียบเป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่าการขายน้ำนมโคดิบให้สหกรณ์ฯ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกทาง

การเป็นสมาชิกและการขายน้ำนมดิบให้สหกรณ์ฯ ถือเป็นความมั่นคงของครอบครัว เพราะสหกรณ์ฯ เป็นตลาดรองรับน้ำนมดิบที่แน่นอน ทั้งยังได้โอกาสซื้อปัจจัยการผลิตในราคายุติธรรม สามารถขอสินเชื่อเพื่อปรับปรุงพัฒนาฟาร์ม และได้รับความช่วยเหลือ แนะนำ ในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงสหกรณ์ฯ ยังส่งเสริมให้สมาชิกได้เข้าอบรม เรียนรู้เพิ่มเติมในหลักสูตรเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนม การจัดการฟาร์ม การผลิตน้ำนมให้ได้มาตรฐาน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำนม ในอนาคตอาจมีการขยายกำลังผลิต ถ้าสามารถหาตลาดรองรับได้ และมีเวลามากพอ รวมถึงเล็งผลิตโยเกิร์ต ที่ได้หัวเชื้อมาจากการจัดการอบรมของสหกรณ์ฯ ด้วย

“สิ่งสำคัญที่อีกอย่างหนึ่ง คือ ผมและภรรยาได้ปลูกฝังให้ลูกได้เรียนรู้ สัมผัส และซึมซับการทำฟาร์มโคนม เราเชื่อว่านี่เป็นอาชีพที่มั่นคง และไปต่อได้ เพราะเป็นอาชีพที่พ่อให้” นายปฐมพร เม่งผ่อง กล่าวทิ้งท้าย ในความตั้งใจจะส่งต่อมรดกอาชีพพระราชทานสู่รุ่นลูกต่อไป

เตือนรับมือโรคดอกเน่าในดาวเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434334

x

เตือนรับมือโรคดอกเน่าในดาวเรือง

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศร้อนชื้นมีฝนตกบางพื้นที่ อาจส่งผลกระทบต่อการปลูกดาวเรือง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกดาวเรืองเฝ้าระวังการระบาดของโรคดอกเน่า มักพบในระยะ ติดดอกโดยแสดงอาการเริ่มแรกที่กลีบดอกมีลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจากปลายกลีบดอกไปหาโคนดอก จากนั้นจะเน่าลุกลามเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทั่วทั้งดอก ทำให้ดอกดาวเรืองเสียคุณภาพ หากเชื้อราเข้าทำลายในระยะดอกตูม ดอกจะไม่สามารถบานได้ กรณีเชื้อราเข้าทำลายรุนแรงระยะที่ดอกบานแล้ว เชื้อราจะขยายลุกลามไปสู่ต้น ทำให้ต้นเน่าและยืนต้นตายในที่สุด

สำหรับในสภาพที่ฝนตกชุกและอากาศมีความชื้นสูง ให้เกษตรกรสำรวจตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ หากเริ่มพบอาการของโรคที่ดอก ให้เกษตรกรตัดดอกที่เป็นโรคหรือตัดส่วนที่เป็นโรคไปทำลายทันที เพื่อลดปริมาณเชื้อราสาเหตุโรค อีกทั้ง ควรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกและตัดแต่งใบแก่ออก เพื่อให้ต้นโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เป็นการลดความชื้นในดิน ทำให้ไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อราสาเหตุโรค

กรณีพบโรคดอกเน่ายังคงระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอโรทาโลนิล 50% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นทุก 5-7 วัน

กษ.จับมือJSLลุย‘OPEN MIND’ ขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434338

x

กษ.จับมือJSLลุย‘OPEN MIND’ ขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงาน “OPEN MIND THANK YOU” ว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรกรรมของไทยยังคงประสบปัญหา เนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจในด้านวิชาการ และเทคโนโลยี ที่จะนำมาซึ่งความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับแนวคิดให้เกษตรกรตลอดจนประชาชนทั่วไปในทุกภาคส่วน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมยุค Thailand 4.0 ซึ่งต้องปรับแนวคิดให้เกษตรกรไปสู่การทำเกษตรให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างรายได้ที่ดี บนพื้นฐานของวิชาการและเทคโนโลยี ที่ต้องทำต่อเนื่องผ่านการประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนรับรู้ถึงแนวคิด วิธีการ และประโยชน์ของการทำเกษตรกรรมยั่งยืนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ที่เน้นพึ่งพาตนเองและเชิงพาณิชย์ ตลอดจนกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและความปลอดภัยของอาหารระหว่างเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และใส่ใจต่อการเลือกบริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัย กระทรวงเกษตรฯจึงร่วมกับ บริษัท เจ เอส แอลโกลบอล มีเดีย จำกัด จัดทำโครงการ “OPEN MIND” เพื่อปลุกจิตสำนึกเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้รับรู้ ตระหนักและใส่ใจการทำเกษตรกรรมยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ผ่านช่องทางการสื่อสารทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ดิจิทัล สื่อออนไลน์ต่างๆ

“โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ สร้างการเชื่อมโยงทุกคนบนประเทศไทยเข้ากับการเกษตรกรรม ผ่านการปรับภาพลักษณ์การสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุกรูปแบบใหม่มากขึ้น เพราะเรื่องอาหารและการบริโภคเป็นเรื่องของทุกคน เมื่อไหร่ก็ตามที่ประเทศดึงศักยภาพในหลากหลายมิติมาช่วยกันจะเข้าถึงคนได้หลากหลายขึ้น ซึ่งการร่วมมือกับภาคเอกชนองค์กรครั้งนี้ ทำให้สื่อสารครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งสื่อโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล เพื่อสร้างการผลักดันแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงคือ การทำให้มนุษย์กินดี อยู่ดี มีสุขภาพที่ดี ทั้งหมดมาจากแหล่งกำเนิดของอาหาร เราต้องการสร้างให้ทุกคนตระหนักว่าอาหารที่ดีเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะมีกำลังสร้างสรรค์ให้ประเทศและสังคมน่าอยู่ขึ้น และเมื่อมีอาหารที่ดีอยู่ในบ้านของเกษตรกร เกษตรกรก็จะมีสุขภาพที่ดี ด้วยวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาสู่ยุค 4.0 อย่างมั่นคงและยั่งยืน” รมช.เกษตรฯกล่าว

สำหรับโครงการ “OPEN MIND” ได้ผลิตภาพยนตร์สั้น “OPEN MIND” 24 ตอน ความยาวตอนละ 3 นาที ออกอากาศไปแล้วทางช่อง 3 SD ในรายการมองโลกมองเรา ช่วงเวลา 08.00-08.30 น. เนื้อหาพูดถึง เกษตรกรรมยั่งยืน, การรวมกลุ่มสหกรณ์, การใช้เทคโนโลยีเพื่อทำการเกษตรพาณิชย์, ผลกระทบของผู้บริโภคต่อสินค้าเกษตร, ความเข้าใจในการเลือกสินค้าการเกษตรและการบริโภคยั่งยืน, ระบบการทำการค้าเกษตรคุณธรรม, การตลาดการเกษตร และเตรียมการส่งออกสินค้าเกษตร โดยจะนำความรู้เหล่านี้สอดแทรกเข้าไปในรูปแบบความบันเทิง นอกจากนั้น ยังจัดทำสื่อทางเลือกใหม่ “ออนไลน์แมกกาซีน” ด้วยการใช้เว็บไซต์ facebook และ Youtube ใช้เทคนิคนำเสนอที่ทันสมัย เพื่อเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทางกลุ่มผู้ชมด้วย

รวมพลคนแปลงใหญ่ผนึกสมาร์ทฟาร์มเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434337

x

รวมพลคนแปลงใหญ่ผนึกสมาร์ทฟาร์มเมอร์

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการรวมพลคน ศพก. แปลงใหญ่ และ young smart farmer ปี 2562 โดยมีเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องจากภาครัฐเข้าร่วมกว่า 2,000 คน ทั่วประเทศ หวังกระตุ้นพลังขับเคลื่อนเชื่อมโยงเครือข่ายแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การ
เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) ให้เข้มแข็งในระดับพื้นที่ให้เข้มแข็งในทุกมิติของการพัฒนา

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการรวมพลคน ศพก. แปลงใหญ่ และ young smart farmer ปี 2562 ว่า สำหรับการจัดงานครั้งนี้นับเป็นการเตรียมความพร้อม ที่จะก้าวไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรกรให้เข้มแข็งระดับเครือข่ายมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเครือข่ายแปลงใหญ่ ศพก. และ young smart farmer ที่ถือเป็น 3 กลไกสำคัญมีส่วนผลักดันภาคเกษตรให้เข้มแข็ง ภายใต้ยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการยกระดับอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มั่นคง ด้วยการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายเกษตรกรและเครือข่ายตลาดเข้าด้วย พร้อมส่งเสริมการใช้งานระบบอินเตอร์เนต ระบบดิจิทัล และเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกในการทำเกษตรกรรมให้เหมาะกับยุคสมัยให้มากขึ้น

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการรวมพลคน ศพก. แปลงใหญ่ และ young smart farmer ปี 2562 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการสรุปผลการดำเนินงานแปลงใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ รวมไปถึงศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานในรอบปีที่ผ่านมาเพื่อสรุปบทเรียนร่วมกัน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการประกวดแปลงใหญ่ดีเด่น ระดับประเทศเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กลุ่มแปลงใหญ่ที่มีผลดำเนินงานเข้มแข็งมั่นคงยั่งยืนให้เป็นแบบอย่างกับกลุ่มแปลงใหญ่อื่นต่อไปได้

ส่วนการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการขับเคลื่อนดำเนินการให้ภาคเกษตรเข้มแข็ง นอกจากเครือข่ายการทำงานระหว่างกันแล้ว การให้ความสำคัญจากรุ่นสู่รุ่นในภาคการเกษตรจะตอบโจทย์ภาคเกษตรต่อไปได้ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรวางกลไก 3 เครือข่ายเกษตรกร เป็นหลักในการปฏิรูปภาคเกษตร โดยใช้ศักยภาพของเกษตรกรที่เป็นแกนนำทั้งแปลงใหญ่ ศพก. และ young smart farmer ที่ปัจจุบัน มีมากกว่า 5,000 แปลง รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในภาคการเกษตร

“อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันการดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่ค่อนข้างมีการพัฒนาไปมาก โดยเฉพาะความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มกันซื้อ รวมกลุ่มกันขาย และสามารถทำตลาดได้ดีขึ้น แต่สิ่งที่กรม คาดหวังต่อไปก็คืออยากให้เกษตรกรมีการเชื่อมโยงเครือข่ายที่เข้มแข็งให้มากขึ้น ไม่เฉพาะแต่กับกลุ่มแปลงใหญ่ ศพก.และ young smart farmer เท่านั้น แต่อยากให้มองการเชื่อมโยงเครือข่ายไปถึงเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกรทั้งระบบได้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากเกษตรกรสามารถทำได้ก็จะทำให้ภาคการเกษตรระดับมหภาคมีความเข้มแข็งและเป็นรากฐานสำคัญให้กับประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ซีพีเอฟ หนุน ม.ขอนแก่น เลี้ยงไก่ไข่ระบบโรงเรือนอัจฉริยะSmart iFarm

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434214

ซีพีเอฟ หนุน ม.ขอนแก่น เลี้ยงไก่ไข่ระบบโรงเรือนอัจฉริยะSmart iFarm

ซีพีเอฟ หนุน ม.ขอนแก่น เลี้ยงไก่ไข่ระบบโรงเรือนอัจฉริยะSmart iFarm

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 12.17 น.

ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดาคณบดี คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ม.ขอนแก่น ร่วมกับ ซีพีเอฟ ต่อยอดความสำเร็จด้านความร่วมมือทางวิชาการสู่“ระบบโรงเรือนอัจฉริยะSmart iFarm”ศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ควบคุมอัตโนมัติและเทคโนโลยีสารสนเทศติดตั้งในโรงเรือนการเลี้ยงไก่ไขในระบบปิดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เพื่อใช้เป็นห้องเรียนสำหรับนักศึกษา และเกษตรกรที่สนใจ เตรียมความพร้อมบุคลากรก้าวสู่เกษตรทันสมัย

“ขอขอบคุณซีพีเอฟที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาและสนับสนุนมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด โดยเฉพาะระบบSmart farmที่บริษัทให้การสนับสนุนในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียน การสอน และการค้นคว้าวิจัยด้านการศึกษา ที่สำคัญจะเป็นต้นแบบระบบโรงเรือนอัจฉริยะที่ให้บุคลากรทางการศึกษาได้ใช้เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตไก่ไข่ เพื่อถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการต่อไป”ศ.ดร.มนต์ชัย กล่าว

คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น ร่วมกับ ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการและกิจการเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ต่อมา ในปี 2560 บริษัทได้สนับสนุนการก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ความจุ 20,017 ตัว เป็นศูนย์เรียนรู้ฟาร์มปศุสัตว์ให้แก่นักศึกษาและผู้ที่สนใจ ล่าสุด บุคลากรของคณะฯ และซีพีเอฟร่วมกันศึกษาและติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติในโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่
โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อัจฉริยะของคณะเกษตรฯ ม.ขอนแก่น มีเป้าหมายเพิ่มปริมาณไข่ไก่ 10 ฟอง/ตัว/รุ่น หรือประมาณ 200,000 ฟอง/รุ่น และคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณร้อยละ 10 หรือประมาณ 0.23 บาท/ฟอง ที่สำคัญSMART iFarm ถือเป็นสถานที่เรียนรู้และฝึกฝนความรู้ด้านเทคโนโลยี 4.0 ในภาคเกษตรกรรมแก่บุคลากรรุ่นใหม่ที่ออกมาสู่ธุรกิจและพร้อมทำงานทันที

ด้าน นายเรวัติ หทัยสัตยพงษ์รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการศึกษา การสนับสนุนการสร้าง SMART iFarm เป็นต้นแบบของโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อัจฉริยะ นำเทคโนโลยีIOTมาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการภายในฟาร์มแบบเต็มรูปแบบ ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยง การลำเลียงไข่ไก่ด้วยรางอัตโนมัติ ใช้เซ็นเซอร์ในการนับจำนวนไข่ รวมถึงการคัดขนาดไข่ไก่ ซึ่งสั่งการผ่านระบบอินเตอร์เนตทั้งหมด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและลดต้นทุนให้กับโครงการที่สำคัญ โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อัจฉิรยะจะเป็นห้องเรียนรู้และฝึกทักษะบุคลากรทางการศึกษาทั้งด้านปศุสัตว์และเทคโนโลยี ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

กรมอุทยานฯแจงนโยบายทวงคืนผืนป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434141

x

กรมอุทยานฯแจงนโยบายทวงคืนผืนป่า

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่มีการเสนอข่าวว่า เครือข่ายองค์กรประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า เรียกร้องให้รัฐบาลยุตินโยบายทวงคืนผืนป่า เกิดข้อพิพาทของรัฐในหลายกรณี โดยเฉพาะกรณีล่าสุดคือชุมชนบ้านบ่อแก้ว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ที่ถูกปิดหมายบังคับคดีและมีกำหนดรื้อถอนวันที่ 27 สิงหาคม แม้จะมีข้อยุติในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่า สวนป่าคอนสารทับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎร และจัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้เดือดร้อนทั้ง 277 ราย ตั้งแต่ปี 2548 เครือข่ายองค์กรประชาชน จึงขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยทบทวนมติคณะรัฐมนตรี 26 พฤศจิกายน 2562 และแก้พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562, พ.ร.บ. ป่าชุมชน พ.ศ. 2562, พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 รวมถึงคู่มือปฏิบัติการแนวทางแก้ปัญหาที่ดินของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์ โดยเปิดให้รับฟังความเห็นของประชาชน พร้อมให้รัฐบาลหามาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ์ในที่ดินทำกินนั้น

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงว่า การแก้ปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ดำเนินการตามนโยบายแนวทางมติคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเห็นชอบในหลักการตามมติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ในพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) โดยราษฎรผู้อยู่อาศัยในเขตป่าอนุรักษ์ ก่อนและหลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ให้สำรวจเตรียมความพร้อมของชุมชน ก่อนอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ตามกฎหมาย หลังพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับ เพื่ออนุญาตให้ราษฎรอยู่อาศัย และใช้ประโยชน์อย่างเกื้อกูลธรรมชาติภายในเขตป่าอนุรักษ์ได้สมบูรณ์ยั่งยืน ยึดหลักการ ดังนี้

1.หลักจัดการพื้นที่ ให้คงเจตนารมณ์การกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ 2. แนวทางดำเนินการจัดการพื้นที่ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลักคือ สำรวจการครอบครองที่ดิน และบริหารจัดการพื้นที่ (Zoning) เพื่อให้ได้ข้อตกลง “แนวเขตบริหารเพื่อการอนุรักษ์” เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย 3. เมื่อพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้แล้ว กรมอุทยานฯจะนำ “เขตบริหารเพื่อการอนุรักษ์” ที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันแล้ว พร้อมแผนผังแปลงที่ดินและบัญชีรายชื่อราษฎรมาทำเป็นโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เสนอให้คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติหรือคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแล้ว แต่กรณีให้ความเห็นชอบ และเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ก่อนที่จะตราเป็น “พระราชกฤษฎีกา” มีระยะเวลาโครงการฯ ตามพระราชกฤษฎีกาคราวละไม่เกิน 20 ปี เพื่อให้ราษฎรสามารถอยู่อาศัยและทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ผลการดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 จากพื้นที่เป้าหมายพื้นที่ครอบครองของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งประเทศ 215 ป่า 3,973 หมู่บ้าน เนื้อที่ประมาณ 4.7 ล้านไร่ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จะได้เร่งรัดสำรวจและบริหารพื้นที่ ตามแนวทางแก้ปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ให้แล้วเสร็จ เพื่อนำผลดำเนินการมาเสนออนุญาตตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป